[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 8 : 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 667
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

โลงศพสามใบ

 

แผนของพรรคดาวดำเราก็คือมอมเหล้าองครักษ์ประจำกายโจวอ๋องแล้วขโมยป้ายประจำตัวมา จากนั้นก็อ้างว่าเป็นองครักษ์ บอกว่าจักรพรรดิมีพระบัญชาเรียกเยี่ยจิงหงเข้าวัง ฉวยโอกาสฆ่าเยี่ยจิงหงตอนเผลอ ถึงยามนั้นข้าก็จะกลับขึ้นเขาได้

อวี๋เชียนคิดทบทวนคำพูดเหล่านี้ สีหน้างงงวย

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดก็มีรถม้าคันหนึ่งแล่นมานอกคุกกรมอาญา

เถียนหย่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคุกใหญ่ของกรมอาญา เป็นคนใบหน้ากลมตาโต เขาถือแส้ม้าเดินไปหาแล้วร้องถาม

ชายฉกรรจ์ในชุดดำกระโดดลงจากรถ ล้วงป้ายทองแวววาวออกมาจากเอว ชูขึ้นตรงหน้าเถียนหย่ง

เถียนหย่งมองดูป้ายทอง บนนั้นมีข้อความว่า “พระราชทานให้องครักษ์โจวอ๋อง เข้าออกได้ห้ามขัดขวาง” เถียนหย่งไม่คิดอะไร ค้อมศีรษะพลางถอยไปข้างๆ เตรียมปล่อยให้ชายผู้นี้เข้าไปในคุก คาดไม่ถึงว่าชายฉกรรจ์จะโฉบไปที่ด้านหลังเถียนหย่ง ใช้มือทรงพลังปิดปากเถียนหย่งไว้ เถียนหย่งพยายามดิ้นรน แต่มิอาจเปิดปากพูดได้ ทันใดนั้นเขารู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก มีดสั้นเล่มหนึ่งปักเข้าไปที่ลิ้นปี่ จนเถียนหย่งล้มลงกับพื้น

ชายฉกรรจ์ผิวปาก ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งกระโดดลงจากรถม้า บุกเข้าไปในคุกของกรมอาญา

อวี๋เชียนหูไว เขาได้ยินเสียงฝีเท้าสับสน รู้ทันทีว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น ในชั่วพริบตาเขารีบล้มตัวลงนอนบนพื้น ใช้ชายแขนเสื้อปิดบังใบหน้า

คนของพรรคดาวดำต่างงุนงง จากนั้นกลุ่มชายชุดดำก็บุกมาถึง เจอใครก็ฆ่า

ผู้คุมชราตรงเข้าไปขัดขวางก็ถูกฟันล้มลง จากนั้นรังสีเลือดก็แผ่กระจาย คนพรรคดาวดำทั้งหมดไม่ทันต่อสู้ก็ตายด้วยดาบในมือของกลุ่มคนชุดดำ

อวี๋เชียนนอนอยู่บนพื้น รู้สึกว่าแก้มอุ่นขึ้น จากนั้นก็มีเลือดไหลผ่านแก้มหยดลงไป เลือดย้อมจนเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่แดงฉาน

อวี๋เชียนประหลาดใจมาก มือสังหารกลุ่มนี้ทำไมไม่ช่วยคนของพรรคดาวดำ กลับสังหารทั้งหมด หรือว่าที่นี่มีความลับที่มิอาจปล่อยให่รั่วไหลออกไป แต่ขณะนี้มิอาจคิดอะไรมาก และลืมตาขึ้นไม่ได้ มิฉะนั้นอาจถึงฆาต

เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป

แล้วจู่ๆ ก็มีมือที่ผอมแห้งตบไหล่อวี๋เชียน

“ใต้เท้าอวี๋ พวกมือสังหารไปแล้วขอรับ”

อวี๋เชียนลืมตาขึ้น ที่แท้ก็คือผู้คุมชรานั่นเอง เมื่อครู่เขาถูกคนชุดดำฟัน หมอบลงกับพื้นแกล้งตาย จึงพ้นเคราะห์

อวี๋เชียนใช้ชายแขนเสื้อเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าแล้วลุกขึ้นยืน คนของพรรคดาวดำในห้องขังถูกฆ่าตายหมด คราบเลือดย้อมจนผนังห้องขังกลายเป็นสีแดงดำ ขณะนี้คุกที่นี่เป็นเสมือนสระเลือดในนรก น่าสยดสยอง

“ใต้เท้าอวี๋ เกิดอะไรขึ้นขอรับ” ผู้คุมร้องถามด้วยความตื่นกลัว “มือสังหารชุดดำกลุ่มนี้คงมิใช่คนของพรรคดาวดำ หรือว่าเป็นศัตรูของพรรดาวดำ แต่พวกนี้ถึงมาฆ่าคนก็ไม่เห็นต้องรีบลงมือตอนนี้ คนของพรรคดาวดำพอถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะถูกประหารแล้ว ต้องตายอย่างแน่นอน คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องลงมือเลย”

อวี๋เชียนคว้ามือผู้คุมไว้ ขณะจะพูดก็มีความคิดหนึ่งวาบขึ้นในใจ

ความคิดนี้ทำให้อวี๋เชียนเข้าใจจุดที่น่าสงสัยที่สุดของคดีนี้

อวี๋เชียนยิ้มแล้วพูดว่า “พี่ชายชื่ออะไร”

“ข้าแซ่ฉู่ ทุกคนเรียกข้าว่าเหลาฉู่”

“พี่ชาย ถ้าอยากมีชีวิตก็ตามข้าไปเถอะ พวกเราไปขอความช่วยเหลือจากเยี่ยจิงหง คนผู้นี้วิทยายุทธ์สูง พวกมือสังหารทำอะไรเขาไม่ได้หรอก”

 

ดวงจันทร์โค้งเว้าเป็นรูปเคียว แสงดาวริบหรี่

เยี่ยจิงหงและน้องสาวปลูกกระท่อมอาศัยอยู่ชั่วคราวที่ชานเมือง บนโต๊ะมีพู่กัน หมึกและจานฝนหมึก จื่ออินกำลังวาดรูปใต้แสงเทียน นางหาวนอน แต่ยังคงวาดอย่างจริงจัง บนกระดาษเป็นภาพเหมือนจริงของอาหนู สาวชาวมองโกล หางตาอาหนูดูมีเสน่ห์ มุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ยิ้มสวย ดูมีชีวิตชีวา

เยี่ยจิงหงได้ยินเสียงฝีเท้าจึงมาเปิดประตู เขาตกใจเมื่อเห็นอวี๋เชียนที่ร่างเปื้อนเลือดกับเหลาฉู่ผู้คุม

จื่ออินวางพู่กันลงแล้วรีบวิ่งมา

อวี๋เชียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วเดินมาที่โต๊ะ เห็นภาพอาหนูที่จื่ออินวาด แล้วตะลึงงัน เขาหลุดปากออกมาว่า “ดูเหมือนจะคุ้นตา”

จื่ออินบอกว่า “นางก็คืออาหนู ใต้เท้าเพิ่งเจอนางเมื่อวานอย่างไรเล่า”

อวี๋เชียนเริ่มเหม่อ พึมพำชื่ออาหนูไม่ขาดปาก เยี่ยจิงหง จื่ออิน และเหลาฉู่มองอวี๋เชียนด้วยความแปลกใจ

ลมพัดมาเบาๆ เปลวเทียนเริ่มสั่นไหว เงาของอวี๋เชียนทาบลงบนผนังและเริ่มสั่นไหวเช่นกัน

อวี๋เชียนรับพู่กันจากจื่ออิน แล้วเขียนข้อความลงบนแผ่นกระดาษ พลางพูดว่า “จิงหง ช่วยหาสามคนนี้หน่อย”

เยี่ยจิงหงรับกระดาษมาดู รู้สึกแปลกใจ แต่อวี๋เชียนได้สมญานามว่านักสืบเทวดา เยี่ยจิงหงนับถือเขามากจึงรับคำแล้วผละออกไป

จื่ออินหยิบมีดทำครัวขึ้น บอกว่าจะเชือดไก่ทำอาหารให้อวี๋เชียนและเหลาฉู่ แต่ทั้งคู่เพิ่งเห็นเลือดมายังรู้สึกพะอืดพะอม จึงรีบสั่นหัว

คืนนั้นผ่านไป เมื่อแสงสีแดงจางๆ ทาทาบแผ่นดิน เยี่ยจิงหงก็ยังไม่กลับมา แต่หลินม่อ ราชองครักษ์วังหลวงขับรถม้ามาปรากฏตัวที่หน้ากระท่อมของเยี่ยจิงหง

เมื่อคืนโจวอ๋องหลับใหลไม่ได้สติ ป้ายคุกกรมอาญาที่เก็บรักษาในจวนโจวอ๋องถูกขโมยไป ขณะเดียวกันสมาชิกของพรรคดาวดำที่ถูกขังในคุกกรมอาญาถูกฆ่าตายหมด ส่วนอวี๋เชียนหายไปอย่างไร้ร่องรอย สามเรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว เมื่อโจวอ๋องฟื้นขึ้นในตอนเช้าก็รีบตรงไปวังหลวงเพื่อขอรับโทษ

จางไท่โฮ่วจึงมีพระบัญชาให้หลินม่อไปสืบหาความจริง

หลินม่อต้องการให้เยี่ยจิงหงช่วย เมื่อมาที่นี่จึงได้พบกับอวี๋เชียนและเหลาฉู่โดยบังเอิญ

อวี๋เชียนขมวดคิ้ว “องครักษ์หลิน พวกเราตกหลุมพรางใหญ่มาก ก่อนหน้านี้ข้าขุดหลุมเพื่อให้คนร้ายกระโจนลงไป ตอนนี้พวกเราต้องคอยระวังหลุมที่คนร้ายขุดล่อพวกเรา ไม่มีเวลาอธิบายมากแล้ว รีบไปที่สถานีพักม้าทางใต้ของเมืองกันเถอะ! จื่ออิน เจ้าพาเหลาฉู่ไปซ่อน ป้องกันไม่ให้ถูกฆ่าปิดปาก”

เหลาฉู่ตกใจกลัวจนตัวสั่นเมื่อได้ยินว่าจะถูกฆ่า

 

หลินม่อนั่งบนรถม้า ออกแรงหวดแส้ ม้าที่ลากรถเป็นม้าสีดำตัวใหญ่ที่ผอมแห้ง ถึงตอนนี้กำลังหายใจหอบ เมื่อเขาและอวี๋เชียนมาถึงสถานีพักม้า ทั้งคนและม้าก็เหนื่อยล้าจนหมดแรง

ทหารหน่วยหนึ่งยืนยามอยู่หน้าประตู อวี๋เชียนมองเห็นชัดเจนแล้ว ในนั้นมีพ่อบ้านและคนงานของจวนโจวอ๋อง รวมทั้งหวังเจิ้น ขันทีคนสนิทของจางไท่โฮ่ว อวี๋เชียนไม่มีเวลาอธิบาย เขาเดินเข้าไปในสถานีทันที

ในห้องโถงใหญ่ของสถานีพักม้า จางไท่โฮ่วกำลังเสวยพระสุธารส โดยมีโจวอ๋องยืนรับใช้อยู่ข้างๆ ทั้งสองคนตกใจเมื่อเห็นอวี๋เชียนเปื้อนไปด้วยเลือด

เช้าวันนี้โจวอ๋องได้รับจดหมายจากลู่อิน ผู้อาวุโสชาวมองโกล เชิญให้มาที่สถานีพักม้า และขอให้ทูลเชิญจางไท่โฮ่วมาให้ได้ ทั้งสองคนแปลกใจ แต่ก็ยังมาที่นี่

ลู่อินกลับแสร้งทำตัวลึกลับ หลบอยู่ในห้องไม่ยอมออกมา บอกว่าอีกประเดี๋ยวจะออกมาพบ โจวอ๋องและจางไท่โฮ่วไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของชาวมองโกล จึงรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“ช่วยด้วย!” เสียงของลู่อินดังขึ้น

ทุกคนที่ได้ยินต่างตกใจ ลุกขึ้นวิ่งไปยังต้นเสียง นั่นคือห้องทางตะวันออกที่ลู่อินพักอยู่ ห้องที่ว่าถูกใส่กลอนจากด้านใน ทำอย่างไรก็เปิดไม่ออก ทุกคนไปผลักหน้าต่าง หน้าต่างก็ถูกปิดอย่างมิดชิด

อวี๋เชียนมองลอดช่องหน้าต่างเข้าไป เห็นอย่างชัดเจนว่าลู่อินล้มอยู่บนพื้นโดยที่คอมีคราบเลือด

หลินม่อเกร็งกำลังแล้วกระโดดถีบประตูจนเปิดออก

“ผู้อาวุโส!

อาหนูและชาวมองโกลคนอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รอจนทุกคนเห็นลู่อินนอนอยู่บนพื้นก็ต่างตกตะลึง

อาหนูผลักหลินม่อออก ก้าวพรวดเข้าไปประคองลู่อิน แต่ลู่อินไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ คราบเลือดที่ลำคอลู่อินเปื้อนชายแขนเสื้ออาหนูทันที นางรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาพันแผลที่คอลู่อิน

อาหนูเขย่าไหล่ลู่อิน อยากให้เขาฟื้นขึ้น แต่ตาทั้งสองข้างของลู่อินปิดสนิท มิอาจโต้ตอบใดๆ ได้อีกแล้ว

อวี๋เชียน โจวอ๋อง และจางไท่โฮ่วยืนอยู่หน้าประตู มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วมองหน้ากันไปมา

หลินม่อถามอวี๋เชียน “ใต้เท้าอวี๋ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผู้อาวุโสลู่อินเสียชีวิตในห้องที่ปิดมิดชิด คนร้ายฆ่าเขาตายได้อย่างไร แล้วหลังจากฆ่าคนแล้วหนีออกไปได้อย่างไร อีกอย่างทำไมพวกเราจึงไม่เห็นอาวุธที่ใช้ฆ่า น่าแปลกจริงๆ”

อวี๋เชียนสั่นศีรษะ เขามองดูอาหนูอย่างเย็นชา

อาหนูลุกยืนแล้ว นางผลักทุกคนให้ออกไปจากห้องอย่างคลุ้มคลั่ง พลางตะโกนร้องว่า “ออกไปซะ พวกเจ้าเป็นคนร้ายทั้งนั้น ข้าไม่อยากเห็นพวกเจ้า!” พูดพลางก็ปิดประตูลงกลอน ใช้ไม้ขัดประตูจากด้านใน เอาแต่กอดไหล่ลู่อินร่ำไห้ ชาวมองโกลคนอื่นก็ถูกนางไล่ออกจากห้อง

ถึงตอนนี้จางไท่โฮ่วจึงตรัสว่า “หลินม่อ เจ้าพาคนไปที่ร้านโลงศพเหล่าหยางทางใต้ของเมือง ซื้อโลงอย่างดีให้ลู่อิน เป็นที่เดียวกับที่ใต้เท้าอวี๋ซื้อโลง”

อวี๋เชียนนึกถึงเมื่อสามวันก่อนที่ตนเองขนโลงศพเข้าวังหลวงเพื่อไปตาย ดูเลือนรางราวกับชาติก่อน

 

ลานด้านหลังของสถานีพักม้า ขณะนี้มีโลงศพสีแดงขนาดใหญ่ตั้งอยู่สองใบแล้ว แยกบรรจุศพหงอวิ๋นและหลางคุน อวี๋เชียนยืนเหม่ออยู่หน้าโลงศพ เขารู้ดีว่ายอดนักสืบชอบครุ่นคิดเกี่ยวกับศพ เพราะบนศพจะเหลือเบาะแสที่คนร้ายทิ้งไว้ขณะฆ่าคนมากที่สุด

เสียงอึกทึกดังขึ้น หลินม่อให้คนยกโลงศพใบที่สามเข้ามาที่ลานด้านหลัง

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมามุงดูที่หน้าสถานีพักม้า พูดจากระซิบกระซาบกัน คนเหล่านี้ต่างแปลกใจว่าเพราะเหตุใดชาวมองโกลกลุ่มนี้จึงถูกฆ่าตายหลายคน

หงอวิ๋นตายแล้ว นางถูกวางยาพิษ หลางคุนฆ่าตัวตายเพราะความรัก ลู่อินก็ยังตายอีก แล้วสาเหตุการตายเล่า

อวี๋เชียนมองดูชาวมองโกลช่วยกันยกศพลู่อินใส่โลง ศพลู่อินดูน่ากลัวกว่าเมื่อครู่มาก

อวี๋เชียนตรวจดูบาดแผลที่คอลู่อินอย่างละเอียด รอยแผลตื้นและสั้นมาก เกิดจากมีดสั้น แต่ที่น่าแปลกใจก็คือยังมีคราบเลือดซึมออกมาจากปากแผล ในที่สุดอวี๋เชียนก็เข้าใจแล้วว่าก่อนตายลู่อินทิ้งเบาะแสอะไรไว้ให้ตน

หลังจากตรวจเสร็จก็บรรจุศพลู่อินใส่โลง ตั้งเรียงไว้ที่ลานด้านหลังของสถานีพักม้าข้างโลงศพของหงอวิ๋นและหลางคุน

อวี๋เชียนจ้องมองอาหนูไม่วางตา ชายแขนเสื้อยังเปื้อนคราบเลือดของลู่อิน ขณะนี้กำลังมีพิธีสวดมนตร์แผ่ส่วนบุญให้ผู้ตาย

อวี๋เชียนเดินออกจากลานด้านหลัง เห็นจางไท่โฮ่วและโจวอ๋องกำลังรอตนเองอยู่

สีพระพักตร์จางไท่โฮ่วหมองคล้ำ ตรัสถามว่า “อวี๋เชียน คดีพรรคดาวดำเป็นอย่างไร คนของพรรคดาวดำยังไม่ได้แหกคุกก็ถูกกลุ่มคนชุดดำฆ่าตายหมด คนชุดดำพวกนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงต้องสังหารคน แปลกพิลึกจริงๆ”

โจวอ๋องก็พูดว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูวุ่นวายสับสนไปหมด”

อวี๋เชียนมองควันธูปที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือสถานีพักม้า พลางพูดว่า “สมมติว่านี่มิใช่สองคดี แต่เป็นคดีเดียวเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

จางไท่โฮ่วและโจวอ๋องยังคงไม่เข้าใจ

อวี๋เชียนพูดต่อ “สำหรับคดีนี้ เรื่องอื่นพอจะไขได้ มีเพียงสาเหตุที่ลงมือทำเท่านั้นที่ยังไม่ชัดเจน ขอเพียงสืบหาสาเหตุได้ก็จะไขปริศนาทั้งหมดได้พ่ะย่ะค่ะ”

มีเกี้ยวหลังหนึ่งจอดลงช้าๆ ที่หน้าสถานีพักม้า เสียงไอเล็กแหลมดังแว่วเข้ามาในสถานี ทุกคนฟังออกว่าเป็นเสียงของเฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่าง มีเสียงฝีเท้าดังอึกทึก เฉาซื่อชวนเดินเข้ามาในสถานีพักม้าห้อมล้อมด้วยขันทีสำนักตงฉ่างกลุ่มใหญ่

อวี๋เชียนประหลาดใจ ทำไมเฉาซื่อชวนจึงมาปรากฏตัวที่นี่

จางไท่โฮ่วทรงร้องหึด้วยความขัดเคืองพระทัย แล้วตรัสว่า “กลับวัง!

โจวอ๋องก็มีสีหน้าเย็นชา

เฉาซื่อชวนยืนหลังโกง ไอไม่หยุด มือขวาถือม้วนผ้าสีเหลือง ขณะเช็ดเหงื่อที่แก้ม เขากวาดตามองคนในสนามทีละคนแล้วพูดว่า “ท่านอ๋อง วันนี้จักรพรรดิทรงพระประชวรเป็นไข้หวัด บรรทมอยู่บนพระแท่น พวกหมอหลวงวุ่นวายไม่หยุด ท่านรู้หรือไม่ขอรับ” เฉาซื่อชวนพูดพลางใช้มือเช็ดมุมปาก

จู่ๆ โจวอ๋องก็พูดขึ้น “เฉากงกง อ่านราชโองการได้แล้ว”

เฉาซื่อชวนยิ้มร่า คิดในใจว่าโจวอ๋องสมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มองออกหมด เขาจึงยื่นมือออกไป ขันทีสำนักตงฉ่างที่อยู่ด้านหลังรีบใช้สองมือยื่นราชโองการในห่อผ้าแพรสีเหลืองให้ทันที

โจวอ๋องและอวี๋เชียนนำคุกเข่าลงถวายบังคมเพื่อรอฟังราชโองการ คนอื่นคุกเข่าลงตาม

อาหนูกับชาวมองโกลที่เหลือคุกเข่าอยู่ด้านหลังสุด แววตาอาหนูดูเยือกเย็นราวน้ำแข็ง

เฉาซื่อชวนเริ่มอ่าน “มีราชโองการให้โจวอ๋อง ผู้เป็นพระอนุชาเป็นตัวแทนพระองค์พระราชทานผ้าแพรไหมห้าสิบพับ เงินสองพันตำลึง ใบชาหนึ่งร้อยชั่งแก่เผ่าถ่าซูแห่งมองโกล ให้สาวงามอาหนูพักที่สถานีพักม้าชั่วคราว รอให้เจิ้นหายป่วยก่อนค่อยเข้าวัง ส่วนชาวมองโกลที่เหลือกลับภูมิลำเนาได้ จบราชโองการ”

ทุกคนถวายบังคมขอบพระทัยในพระเมตตา

เฉาซื่อชวนใช้สองมือยื่นราชโองการให้โจวอ๋อง และดูเหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นอวี๋เชียน “ใต้เท้าอวี๋อยู่ที่นี่ด้วยรึ เมื่อคืนได้ข่าวว่ามีมือสังหารเข้าไปในคุกกรมอาญา คนของพรรคดาวดำถูกฆ่าตายหมด พวกเรายังคิดว่าท่านพลอยรับเคราะห์ไปด้วย คิดไม่ถึงว่ายังคงปลอดภัยดี”

โจวอ๋องย่อมรู้ดีถึงความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของเฉาซื่อชวน ก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ยังคงขยิบตาให้หลินม่อพลางบอกว่า “อวี๋เชียนแห่งสำนักต้าหลี่เมื่อคืนโชคดีไม่ถูกสังหาร หนีตายออกมาได้ เวลานี้ยังคงต้องคุมตัวไปขัง รอการประหารในฤดูใบไม้ร่วง”

หลินม่อจึงเอากุญแจมือออกมาจากเอวสวมที่ข้อมืออวี๋เชียน พาอวี๋เชียนกลับไปที่คุก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น