[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 9 : 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 477
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    16 ก.ค. 62

ตอนนี้จะลงให้อ่านเป็นตอนสุดท้ายนะคะ

แล้วพบกันในแบบรูปเล่มค่ะ


หญิงลึกลับ

 

แสงตะเกียงในคุกกรมอาญาส่องสลัว อวี๋เชียนนั่งเหม่ออยู่ในห้องขัง  ยังคงเป็นห้องเดิมที่มีอุโมงค์ลับ เพื่อให้เขาสามารถหนีได้ตลอดเวลา เขารู้สึกว่านั่งคนเดียวในห้องขังมีสมาธิมากกว่า

หลังจากอวี๋เชียนกลับมายังคุกของกรมอาญา เหลาฉู่ผู้คุมผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ก็กลับมาแล้ว เขาบอกอวี๋เชียนว่าสามคนที่เยี่ยจิงหงไปสืบหานั้น ทั้งโหวต้าต่าน หยางเทียนหมิน และหวังเหล่าโก่ว ซึ่งต่างอยู่ในตรอกเอียนอวี่ทางใต้ของเมืองล้วนถูกฆ่าตายอย่างประหลาดเมื่อครึ่งปีก่อน มือสังหารล้วนเป็นคนชุดดำ เวลาลงมือฆ่าเป็นตอนเที่ยงคืน เหลาฉู่งงมากว่าสามคนที่อวี๋เชียนให้ตามหานั้นเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้

แต่อวี๋เชียนเพียงขมวดคิ้วไม่พูดอะไร สีหน้าเป็นทุกข์ เหลาฉู่จึงเลิกถาม

 

เวลาผ่านไปเร็วมาก ใกล้ถึงวันตรุษแล้ว

ระยะที่ผ่านมาพระพลานามัยของจักรพรรดิเซวียนเต๋อทรุดลงทุกวัน ได้แต่บรรทมบนพระแท่น พระสติเลอะเลือน เหลาฉู่เล่าความเป็นไปภายนอกคุกให้อวี๋เชียนรู้ ชาวมองโกลรับของพระราชทานแล้ว นอกจากอาหนูซึ่งยังพำนักอยู่ที่สถานีพักม้า คนอื่นๆ ล้วนเดินทางกลับทุ่งหญ้าแล้ว

สาเหตุการตายของลู่อินยังไม่กระจ่าง ถูกปล่อยเลยตามเลยไป แต่แล้วเมื่อวานจู่ๆ ก็เกิดเหตุคาดไม่ถึง หัวหน้าเผ่าถ่าซูคนใหม่ที่ลึกลับปรากฏตัวขึ้น!

เมื่ออวี๋เชียนฟังถึงตอนนี้ดวงตาเป็นประกายทันที

เหลาฉู่เล่าอย่างออกรส หัวหน้าเผ่าคนนี้ชื่อปิงเหวิน เป็นหญิงสาวอายุสิบแปด นางคือบุตรสาวของหลานเฟิง หัวหน้าเผ่าคนก่อน นางมาเมืองหลวงเพื่อตามหาชาวมองโกลคณะนี้ เพราะหลังจากคนกลุ่มนี้เดินทางมาเมืองหลวงแล้วก็ไม่ได้กลับไปยังทุ่งหญ้าอีกเลย ไม่มีข่าวคราวแม้แต่น้อย ปิงเหวินนำผู้ติดตามมายี่สิบคน สวมชุดขนสัตว์สีขาว เข้ามาพักในสถานีพักม้าทางใต้ของเมือง ต้องการขอคำอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นจากจักรพรรดิ

เหลาฉู่ถามอวี๋เชียนด้วยความสงสัย “ชาวมองโกลกลุ่มนั้นคงเคราะห์ร้ายมากกว่าดี พวกเขาไปทำให้ใครโกรธแค้นหรืออย่างไรขอรับ”

อวี๋เชียนรู้ว่าตัวเขาสมควรไปจากคุก ไปสืบหาความจริง

ถึงตอนนี้มีเสียงสวบสาบดังแว่วมา ทหารเฒ่าคนหนึ่งยืนหลังโกงกวาดพื้นอยู่ ทหารเฒ่ากวาดละเอียดมาก ราวกับคดีฆ่าหมู่ในคุกคราวที่แล้วจนประเดี๋ยวนี้ยังหลงเหลือกลิ่นคาวเลือด

อวี๋เชียนอยู่ในคุกจนคุ้นเคยกับทหารยามที่นี่ รู้ว่าทหารเฒ่าคนนี้เป็นใบ้ เจอใครก็ได้แต่ยิ้ม ดูแล้วไม่ได้หูหนวก

อวี๋เชียนกลับเข้าห้องขังเป็นวันที่สิบ หลินม่อก็มาส่งข่าวให้รู้ บอกว่าพระอาการประชวรของจักรพรรดิทุเลาลงมากแล้ว พระสติแจ่มใส ทรงเชิญเหล่าขุนนางราชสำนักร่วมชมการประลองการต่อสู้ที่สนามประลองยุทธ์ ทุกปีในเดือนสิบสองที่ลานประลองยุทธ์จะจัดการแข่งขัน นี่เป็นกฎที่จักรพรรดิเฉิงจู่จูตี้ทรงกำหนดขึ้น โดยมีพระราชประสงค์เพื่อให้เหล่าแม่ทัพนายกองของราชสำนักไม่ลืมว่าองค์ไท่จู่ทรงยากลำบากเพียงไรกว่าจะได้ทรงครอบครองแผ่นดิน ต่อมาจึงกลายเป็นงานรื่นเริงแก้เบื่อในช่วงก่อนวันตรุษ

อวี๋เชียนติดโซ่ตรวนมุดเข้าไปในรถม้า จากนั้นหลินม่อหวดแส้ขับรถม้ามุ่งไปยังลานประลองยุทธ์

ลานประลองยุทธ์เป็นสนามรูปสี่เหลี่ยม จักรพรรดิเซวียนเต๋อจูจานจีประทับอยู่ทางทิศเหนือของสนาม รวมทั้งจางไท่โฮ่ว รัชทายาทจูฉีเจิ้น และเฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่าง ด้านตะวันออกเป็นบรรดาขุนนางทั้งบู๊และบุ๋น ด้านตะวันตกเป็นอาคันตุกะต่างชาติจำนวนหนึ่ง

นักสู้สองคนกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายที่กลางลานประลอง ฝ่ายหนึ่งคือเหอวั่นหลี่ ราชองครักษ์ของจักรพรรดิ ใช้กระบองคู่สีทองเป็นอาวุธ อีกฝ่ายคือ ม่อจื่อจวิ้น นายกองพันสังกัดผู้บัญชาการทัพจี้เหลียว อาวุธคู่กายคือแส้เหล็กเจ็ดข้อ เหอวั่นหลี่รู้ดีว่าแส้เหล็กเจ็ดข้อของม่อจื่อจวิ้นมีชื่อเสียงกระฉ่อนทั่วเขตจี้เหลียว ศัตรูเข้าประชิดตัวได้ยาก ดังนั้นเหอวั่นหลี่จึงออกท่าลวง ใช้กระบองทองในมือซ้ายเกี่ยวปลายแส้เหล็กเจ็ดข้อไว้ แล้วฟาดกระบองเหล็กในมือขวาไปที่ไหล่ซ้ายของม่อจื่อจวิ้น ม่อจื่อจวิ้นยกเท้าขึ้นเตะ ทำให้กระบองทองเบี่ยงออกไป คาดไม่ถึงว่ากระบองทองของเหอวั่นหลี่จะวาดเป็นวงโค้งอย่างสวยงามแทงไปที่เข่าขวาของม่อจื่อจวิ้น

ม่อจื่อจวิ้นเจ็บปวดจนล้มลงนอนกับพื้น จากนั้นเหอวั่นหลี่ก็ใช้กระบองทองพาดที่คอหอยของม่อจื่อจวิ้น

บรรดาขุนนางต่างร้องชม จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงแย้มพระสรวลพลางเสวยน้ำจัณฑ์องุ่น ทอดพระเนตรอวี๋เชียนมาที่ลานประลองทั้งๆ ที่มีโซ่ตรวน จึงมีพระบัญชาให้ขันทีไปเรียกอวี๋เชียนมาเข้าเฝ้า

อวี๋เชียนคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเซวียนเต๋อแล้วถวายบังคม

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงเล่นถ้วยน้ำจัณฑ์ในพระหัตถ์พลางตรัสว่า “เจิ้นเขียนราชโองการแล้ว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการลงโทษเจ้า เจิ้นพูดคำไหนคำนั้น ต่อให้ลูกหลานก็มิอาจเปลี่ยนแปลง”

ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนก ทุกสายตาหันไปรวมศูนย์ที่รัชทายาทจูฉีเจิ้นซึ่งยังทรงพระเยาว์

จูฉีเจิ้นกำลังเล่นอยู่กับขันทีหวังเจิ้นอย่างสนุกคงจะไม่ได้ยิน

สีหน้าอวี๋เชียนไร้ความรู้สึก เขาโขกศีรษะถวายบังคม ขอบพระทัยในพระเมตตา

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงแย้มพระโอษฐ์หยัน แล้วเสวยน้ำจัณฑ์ต่อ

จู่ๆ ก็มีหญิงผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนลานประลอง นางอายุราวสิบแปด ใบหน้ากลม ดวงตาเรียวยาว หางตาเชิดขึ้นสูง สวมเสื้อหนังสัตว์ ที่เอวเสียบแส้ยาวเส้นหนึ่ง ที่สะดุดตาก็คือนางไม่ผัดหน้า ต่างจากสาวงามจงหยวนอย่างสิ้นเชิง

อวี๋เชียนเดาว่านางก็คือปิงเหวิน หัวหน้าเผ่ามองโกล และแล้วนางก็ทูลว่า “ฝ่าบาท ปิงเหวินอาศัยอยู่นอกด่าน นับถือวิทยายุทธ์ของจงหยวนอย่างยิ่ง บัดนี้ขอรับการชี้แนะจากราชองครักษ์ข้างพระวรกายเพคะ”

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงหรี่พระเนตรลง ทรงรู้สึกว่าคงน่าสนุก แต่ก็มิอาจทำให้หัวหน้าเผ่าหญิงของมองโกลบาดเจ็บ  จึงทรงแย้มพระสรวลแล้วตรัสกับหลินม่อว่า “เจ้าไปเล่นกับแม่นางปิงเหวินหน่อย”

หลินม่อน้อมรับพระบัญชา แล้วมาที่กลางลานประลอง

ปิงเหวินใช้แส้ยันคางไว้ จ้องมองหลินม่อ ท่าทางเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง

หลินม่อชักดาบออกมา แล้วพูดว่า “ชี้แนะด้วย”

ปิงเหวินพลิกข้อมือ ตวัดแส้อ่อนออกไป พุ่งไปที่ขมับของหลินม่อ

หลินม่อรีบเอี้ยวตัวหลบพร้อมกับฟันดาบที่เปล่งประกายเยือกเย็นสายหนึ่งออกมาใส่ปิงเหวิน ปิงเหวินกระตุกข้อมือดึงแส้กลับมา แล้วเปลี่ยนเป็นฟาดใส่ข้อศอกของหลินม่อ แต่ถูกหลินม่อฟันปลายแส้จนขาด

ทุกคนต่างร้องชม

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงจิบน้ำจัณฑ์พลางทอดพระเนตรการประลองยุทธ์ ท่าทางพอพระทัยมาก

บนลานประลองปิงเหวินกับหลินม่อต่อสู้กันกว่ายี่สิบกระบวนท่าแล้ว ทันใดนั้นดาบของหลินม่อถูกแส้รัดไว้ หลินม่อดึงดาบไม่หลุด ดาบกลับถูกกระชากหลุดจากมือ ท่ามกลางรังสีดาบสีเงิน ดาบเล่มนั้นพุ่งไปยังที่ประทับของจักรพรรดิเซวียนเต๋อ

เฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่างยืนอยู่หลังจักรพรรดิ ในชั่วพริบตาเขาก็ยื่นมือออกมาคว้าดาบเล่มนั้นไว้ แล้วออกแรงทั้งสิบนิ้วทำให้ดาบโค้งงอหลายข้อ นี่คือวิชากรงเล็บอินทรี สุดยอดวิชาของเฉาซื่อชวน

ปิงเหวินจ้องมองเฉาซื่อชวน สีหน้ากราดเกรี้ยว

เฉาซื่อชวนใช้สองเท้าดีดตัวขึ้น ร่างลอยทะยานออกไปจากที่ประทับ ถลาลงไปบนลานประลองราวกับนกยักษ์

ปิงเหวินโกรธจัด ฟาดแส้โจมตีเฉาซื่อชวนทันที

เฉาซื่อชวนกางแขนออก คว้าแส้ไว้ในมือ จากนั้นแส้ก็ถูกดึงขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทิ้งลงไปบนลานประลอง เฉาซื่อชวนพูดอย่างเนิบนาบว่า “เด็กน้อย ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นี่เป็นที่ที่เจ้าจะอวดเก่งเช่นนั้นหรือ”

ปิงเหวินเอามือไพล่หลัง พูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าจะจำเจ้าไว้!

ทุกคนต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นเฉาซื่อชวนแสดงฝีมือ นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ผู้คนชี้มาที่เฉาซื่อชวนพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน แต่เขากลับนิ่งเฉยราวกับไม่มีใครอยู่ข้างๆ เขาทิ้งแขนลงข้างลำตัวแล้วค่อยๆ เดินกลับมายังแท่นที่ประทับ

ปิงเหวินกลับไม่มีทีท่าว่าจะออกจากลานประลอง  นางยืนอยู่ตรงกลางจ้องมองจักรพรรดิเซวียนเต๋อ สีหน้าเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่เชิง นางทูลว่า “ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันต่อสู้สนุกมาก แต่ยังไม่ได้ดื่มเหล้าดีเลย ได้ข่าวว่าในวังมีเหล้าแรงชั้นดีมากมาย ให้ปิงเหวินได้ลองชิมได้หรือไม่เพคะ”

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงทราบดีว่าชาวมองโกลมีนิสัยหยิ่งผยองทำตามใจตนเอง จึงไม่ทรงถือสา แล้วมีพระบัญชาให้ขันทีไปยกเหล้าขาวชั้นดีมาจากวังในหนึ่งไห พระราชทานให้ปิงเหวิน ปิงเหวินรับไหเหล้ามา บนนั้นมีป้ายติดไว้ว่า “ไต้เย่ว์กู่เฟิง”[1] เป็นเหล้าที่ทำในซานตง ขุนโจรและวีรบุรุษผู้กล้าทั้งหลายนิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ แต่ติดกลิ่นไอแบบพื้นบ้าน ทุกคนมองดูปิงเหวินดื่มเหล้าแล้วพากันร้องชม

ปิงเหวินเช็ดปาก เหวี่ยงไหเหล้าลงบนพื้นจนแตกกระจาย แล้วมองดูจักรพรรดิเซวียนเต๋ออย่างไม่กะพริบตา

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงมีรีบสั่งให้พระราชทานเหล้าที่แรงกว่าเดิมให้นางหนึ่งขวด

ปิงเหวินรับขวดเหล้าเครื่องเคลือบสีดำ มองดูชื่อบนขวด เหมยเสว่เพียวเซียง(เหมยหิมะหอมโชย) เป็นเหล้าฤทธิ์แรงที่ดีที่สุดของหลิงหนาน สามารถล้มวัวได้ ปิงเหวินเปิดจุกขวดออกแล้วดื่มจนหมด ทุกคนต่างประหลาดใจที่เด็กสาวสามารถดื่มเหล้าได้มากขนาดนี้

ปิงเหวินยังคงจ้องมองจักรพรรดิไม่วางตา

ดังนั้นเหล้าที่แรงที่สุดในวังจึงถูกส่งมาให้นาง เป็นขวดเหล้าเครื่องเคลือบหรู่เหยาสีดำ บนขวดมีข้อความว่า “จุ้ยเสิ้งจิ่วเซียน”[2] ปิงเหวินดูตัวหนังสือบนขวด สีหน้าไม่ยี่หระ แล้วยิ้มหยัน

อวี๋เชียนยืนอยู่ข้างหลังจักรพรรดิ มองดูปิงเหวินบนลานประลอง เหล้าสามชนิดนี้ ขวดเหล้ายิ่งเล็กเหล้าก็ยิ่งแรง เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าจัดว่าเป็นยอดสตรีในหมู่สตรี เขาหวังว่านางจะไม่เข้าไปพัวพันกับคดี  ปิงเหวินดื่มเหล้าจุ้ยเสิ้งจิ่วเซียนจนหมดขวด ร่างนางสั่นไหวเล็กน้อย แล้วพูดว่า “สะใจ” จากนั้นก็มองไปที่จักรพรรดิเซวียนเต๋ออีก

ไม่มีเหล้าที่แรงกว่านี้อีกแล้ว ทุกคนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

เซวียนเต๋อฮ่องเต่ประทับยืนขึ้น ทรงแย้มพระสรวลแล้วเสด็จช้าๆ ออกไป

ใบหน้าปิงเหวินแดงเรื่อ แล้วหัวเราะอย่างกระหยิ่มใจ

อวี๋เชียนออกมาจากลานประลอง นั่งเงียบๆ ในรถม้าของหลินม่อ หลินม่อหวดแส้ในมือแล้วถามว่า “ใต้เท้าอวี๋ คดีชาวมองโกลนั่นกลายเป็นคดีที่ไร้เบาะแสหรือ บนลานประลอง ดูแล้วปิงเหวินอารมณ์เสียมาก”

อวี๋เชียนไม่ตอบ เพียงแต่พูดว่า “ไปเยี่ยมแม่นางอาหนูที่สถานีพักม้าทางใต้ของเมืองเถอะ”

ข้างหน้าเป็นทางแยก เลี้ยวซ้ายก็จะเป็นสถานีพักม้าทางใต้ของเมือง

สถานีพักม้าไม่แตกต่างจากเมื่อสิบวันก่อน กำแพงสีแดงชาด กระเบื้องมุงหลังคาสีเทา ประตูใหญ่ทาสีแดง เมื่อหัวหน้าสถานีได้ยินว่าหลินม่อขอพบอาหนูก็ได้แต่สั่นหัว ความเป็นมาก็คือหัวหน้าสถานีอยากแสดงความเคารพต่ออาหนูจึงย้ายนางไปอาศัยที่ตึกเล็กด้านหลังของสถานี แต่หลังจากที่ปิงเหวินมาถึงเมืองหลวง อาหนูก็ปิดประตูอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมพบใคร แม้แต่เมื่อหัวหน้าสถานีไปส่งอาหารให้นาง ในห้องก็เงียบเชียบ

อวี๋เชียนถูกล่ามโซ่ตรวนเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก จึงขยิบตาให้หลินม่อ

หลินม่อผลักหัวหน้าสถานีออกไป แล้ววิ่งทะยานไปที่ตึกเล็ก ประตูห้องปิดแน่น หน้าต่างเปิดแง้มไว้เล็กน้อย หลินม่อรู้ทันทีว่าผิดปกติ จึงถีบประตูเปิดออก ในห้องว่างเปล่าไม่มีคน อาหนูหายไปอย่างไร้ร่องรอย

อวี๋เชียนว่า “ประตูปิดไว้ แต่หน้าต่างเปิดแง้มไว้ ดูแล้วแขกคงไปนานแล้ว เหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ปิงเหวินมาถึงเมืองหลวง องครักษ์หลิน ช่วยถอดโซ่ตรวนข้าออก เราจะไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง”

หลินม่อคิดไม่ถึงว่าสถานที่ที่อวี๋เชียนจะไปก็คือหลุมฝังศพของสมาชิกพรรคดาวดำ หลังจากคนกลุ่มนี้ถูกสังหารแล้วก็ถูกทหารนำมาฝังอย่างลวกๆ ที่เนินสุสานด้านตะวันตกของเมือง อวี๋เชียนยืนอยู่ท่ามกลางหลุมศพที่กระจายไปทั่วภายใต้แสงสายัณห์ พบว่าหลุมศพถูกขุดกระจัดกระจาย เสื่อห่อสองศพถูกฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

หลินม่องุนนงง “ใครกันที่ขุดทำลายหลุมศพของพวกพรรคดาวดำ มีความพยาบาทกันรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่าเป็นพวกคนชุดดำ”

อวี๋เชียนว่า “มิใช่หรอก นี่เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง และเป็นพวกที่จับตัวอาหนูไป คนสองกลุ่มนี้มิใช่พวกเดียวกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน”



[1] เหล้าโบราณไต้เย่ว์

[2] เทพเมาเซียนเหล้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #8 Kamo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 19:20

    ลึกลับซับซ้อน เดาทางไม่ถูก รู้แต่ว่าจุดหมายสูงสุดน่าจะเป็นฮ่องเต้ คงต้องไปซื้อแล้ว ชอบแนวนี้มากเลยค่ะ คล้ายๆดาวไถแห่งต้าซ่งและตี๋เหรินเจี๋ย ....กลอักษรล่มฟ้าก็สนุกสุดๆ ส่วนมากไม่ค่อยมีแนวแบบนี้ออกมา คอยอยู่นานแระ

    #8
    0