[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    8 ก.ค. 62

ขุดหลุมพราง

 

ห้องขังในคุกกรมอาญา

อวี๋เชียนถูกใส่ขื่อและล่ามโซ่ เดินตามเจ้าหน้าที่สองนายผ่านประตูหลายชั้น แล้วรู้สึกว่าแสงแดดเลือนรางลงทุกที อากาศเย็นลงเรื่อยๆ อวี๋เชียนวางตัวตามสบาย ดูโน่นดูนี่ระหว่างทาง พอเงยหน้าขึ้น บรรดาขุนนางที่ดูแลคุกกรมอาญาและเจ้าหน้าที่พากันคุกเข่าลงเป็นพืด หญิงชราร่างสูงใบหน้ากลม อยู่ในชุดยาวสีเหลือง สวมมงกุฎหงส์นั่งอยู่ในห้อง ขันทีสองคนถือเตากำยานและเตาถ่านยืนรอรับใช้อยู่ข้างกาย

นางก็คือพระนางจาง ไท่โฮ่ว[1]องค์ปัจจุบัน

จูฉีเจิ้น พระโอรสของจักรพรรดิเซวียนเต๋อยังทรงพระเยาว์ ปกติจางไท่โฮ่วทรงเป็นผู้ดูแล พระนางทรงแนะนำกุศโลบายต่างๆ ต่อจักรพรรดิ แม้แต่เหล่าขุนนางราชสำนักก็ยังยำเกรงไท่โฮ่วพระองค์นี้ สำหรับจางไท่โฮ่วแล้วอวี๋เชียนคือขุนนางเสาหลักของบ้านเมือง หลังจากอวี๋เชียนสังหารกลุ่มขันทีอิทธิพลแล้ว พระนางตัดสินใจจะปกป้องเขา ขณะนี้เสด็จมายังคุกกรมอาญาก็เพื่อช่วยปูทางสะดวกให้อวี๋เชียน ขุนนางที่ดูแลคุกต่างรู้ดีว่าพระพลานามัยของจักรพรรดิไม่ดีนัก ล้วนอยากประจบเอาใจไท่โฮ่วอยู่ก่อนแล้ว นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ทุกคนจึงแอบดีใจ

จางไท่โฮ่วตรัสกำชับ

“ต้องคอยปัดกวาดห้องขังใต้เท้าอวี๋ ผ้าแพรคลุมเตียงก็ต้องเปลี่ยนทุกวัน อาหารต้องมีทั้งเนื้อทั้งเหล้า ถ้าไม่มีคำสั่ง อย่าให้ใครรบกวนเด็ดขาด ถ้าใต้เท้าอวี๋เดือดร้อน เราจะคิดบัญชีกับพวกเจ้า”

ไท่โฮ่วมีพระบัญชาเสร็จก็แย้มพระสรวลพลางทอดพระเนตรอวี๋เชียน

“ใต้เท้าอวี๋ เราพยายามพูดเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทแล้ว ขอเพียงทรงละเว้นโทษประหารเจ้า ทุกอย่างก็จัดการง่าย ถึงยามนั้นเจ้าไปรับราชการที่หัวเมืองก่อน ผ่านไปสักสองสามปีค่อยกลับมา”

อวี๋เชียนคุกเข่าลง ถวายบังคมขอบพระทัยในพระเมตตา ไท่โฮ่วทรงพยุงอวี๋เชียนให้ลุกขึ้น แล้วทรงล้วงม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากชายชุดฉลองพระองค์ทรงยัดใส่มืออวี๋เชียน พลางตรัสกระซิบว่า “เรามีเรื่องให้เจ้าช่วย” ตรัสจบก็เสด็จกลับออกไป

 

คุกขังเดี่ยวที่คุมขังอวี๋เชียนเพิ่งผ่านการใช้น้ำล้างทำความสะอาด พื้นยังเปียกชื้น ผู้คุมถอดขื่อบนตัวอวี๋เชียนออกแล้วจากไป

อวี๋เชียนนั่งบนเตียง แล้วได้ยินเสียงสวบสาบเบาๆ ใต้เตียง จึงก้มลงมอง แต่ไม่มีอะไร

เขาหยิบม้วนกระดาษที่ไท่โฮ่วทรงยื่นให้ออกมาจากชายแขนเสื้อ เปิดออกดู เป็นกระดาษเหมาเปียนสีเหลืองอ่อน มีข้อความว่า “สหายพรรคดาวดำ แหกคุกหนีคืนวันที่สิบสี่ อย่าแพร่งพรายเรื่องนี้

อวี๋เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย

เสียงสวบสาบยังคงดังมาจากใต้เตียง

อวี๋เชียนก้มลงมอง เห็นมือขวาที่เส้นเอ็นปูดโปนยื่นออกมา

 

บ่ายวันนั้นโจวอ๋องจูโหย่วเจวียนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่โรงเตี๊ยมทงโจว

หวังฟานและภรรยามีสีหน้าหวาดกลัว เหงื่อท่วมกายขณะมองดูขุนนางใหญ่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ท่านนี้ ขณะที่พ่อบ้านเฒ่าคอยยกน้ำชามาให้โจวอ๋อง ยังมีคนรับใช้ถือเตาไฟเพื่อคอยให้ความอบอุ่น มีควันลอยขึ้นมาจากเตา โจวอ๋องสีหน้าวางอำนาจ โอวหยางเหวินหมิ่นแห่งสำนักซุ่นเทียนและเจ้าหน้าที่ชันสูตรยืนอยู่ข้างๆ

โจวอ๋องจิบชา แล้วถาม “ชาวมองโกลกลุ่มนั้น ใครเป็นหัวหน้า”

หวังฟานปาดเหงื่อพลางตอบว่า “กราบเรียนท่านอ๋อง หัวหน้าชาวมองโกลกลุ่มนั้นชื่อลู่อิน พอเข้ามาในโรงเตี๊ยมก็บอกว่าเป็นพ่อค้า ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนำหญิงงามมาถวายจักรพรรดิ เมื่อคืนเกิดมีคนตาย พวกเขากลับหายไปจากห้องที่ปิดมิดชิด ผู้น้อยตามไปเจอพวกเขาที่ริมคลองต้าอวิ่น พวกนั้นกลับบอกว่าผู้น้อยเป็นคนฆ่าหญิงสาวมองโกลที่ชื่อหงอวิ๋น ท่านอ๋องโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้น้อยด้วยขอรับ”

โจวอ๋องพยักหน้า แล้วถามต่อ “หญิงสาวมองโกลอีกคนอยู่ที่ไหน”

หวังฟานตอบ “นางชื่ออาหนู รออยู่ในห้องกับคนอื่นๆ ขอรับ”

โจวอ๋องโบกมือ สั่งให้ทหารไปเชิญลู่อินกับอาหนูมา จะสอบถามด้วยตนเอง

เพียงครู่หนึ่งชาวมองโกลอายุสี่สิบกว่าที่เป็นหัวหน้ากับหญิงสาวที่มีผ้าคลุมหน้าก็มาถึงห้องโถง ลู่อินเป็นผู้อาวุโสของเผ่า ร่างกำยำและอ้วนท้วน ใบหน้าอวบอูม มุมปากห้อยลงเล็กน้อย สีหน้าไร้ความรู้สึก หัวแม่มือข้างขวาสวมปลอกนิ้วหยกสีเขียว มือซ้ายคอยถูไปมาไม่หยุด เขายืนตัวตรง ไม่หวั่นเกรงต่อท่าทางวางอำนาจของโจวอ๋อง

ลู่อินประสานมือคารวะ “ท่านอ๋อง หลานเฟิง หัวหน้าเผ่าของพวกเราป่วยตาย ดังนั้นผู้น้อยเป็นผู้ดูแลงานของเผ่า ชาวมองโกลทุกคนในโรงเตี๊ยมล้วนเชื่อฟังคำสั่งของผู้น้อย”

อาหนูปลดผ้าคลุมหน้าลง ดวงตานางดำขลับ จมูกโด่งเล็กน้อย ใบหน้าเด็ดเดี่ยว แสดงให้เห็นถึงความกร้านจากพายุทรายชัดเจน มองออกทันทีว่าเป็นหญิงฉลาด นางยืนอยู่ข้างหลังลู่อิน กอดกระรอกตัวหนึ่งไว้ มองดูโจวอ๋องอย่างไม่ตื่นกลัว

สีหน้าโจวหลังเรียบเฉย เขาถามว่า “ลู่อิน ตามแบบแผนที่ผ่านมา พอคณะของพวกเจ้าอยู่ห่างจากเมืองหลวงสามสิบลี้ ต้องส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าว จากนั้นทางราชสำนักจะส่งกองทหารราชองครักษ์ไปคุ้มครองความปลอดภัยของพวกเจ้า ปีนี้เพราะอะไรจึงไม่มาแจ้งราชสำนัก เวลานี้เกิดเหตุร้ายขึ้น เจ้าจะอธิบายต่อราชสำนักอย่างไร”

ลู่อินหน้าเสียทันที คิดในใจว่าโจวอ๋องเป็นจิ้งจอกเฒ่าอย่างแท้จริง แค่คำพูดประโยคเดียวก็โยนความรับผิดชอบในคดีฆาตกรรมนี้ให้กับชาวมองโกล เขาพูดด้วยสีหน้าราบเรียบว่า “ท่านอ๋อง สองวันก่อนพวกเราส่งหลางคุนเป็นทูตไปแจ้งข่าวต่อราชสำนักแล้ว แต่เขาไปแล้วไม่กลับมา พวกเราจึงต้องพำนักที่โรงเตี๊ยมทงโจวนี้ชั่วคราว ไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อคืนหงอวิ๋นจะถูกฆ่าตาย ท่านอ๋องโปรดพิจารณาด้วย”

โจวอ๋องรู้สึกแปลกใจ ทางราชสำนักไม่ได้พบชาวมองโกลที่มาแจ้งข่าว นั่นหมายความว่าเดิมคณะชาวมองโกลมีสิบสี่คน หลางคุนคนส่งข่าวหายตัวไป หงอวิ๋นถูกฆ่า จึงเหลือเพียงสิบสองคน

อาหนูเล่นกับกระรอกโดยไม่พูดไม่จา จู่ๆ นางก็เอ่ยขึ้น “ท่านอ๋อง หงอวิ๋นถูกฆ่าได้อย่างไร ที่นี่คือเมืองหลวงแห่งต้าหมิง หงอวิ๋นยังเป็นหญิงงามที่ถวายจักรพรรดิ ท่านสมควรอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน ถ้าคดีนี้ไม่กระจ่าง พวกเราจะนำชาวมองโกลสองพันห้าร้อยคนในเผ่าก่อกบฏเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้แทงใจโจวอ๋อง เขาสันทัดในการจัดการเรื่องราวในแวดวงขุนนาง แต่อ่อนด้อยเรื่องคดีความ ศพหงอวิ๋นยังคงอยู่ในห้องเก็บฟืนของโรงเตี๊ยม

ขณะนี้เป็นกลางฤดูหนาว ดอกไห่ถังใต้ร่างนางยังไม่มีร่องรอยเหี่ยวเฉา กลีบดอกขาวดุจหิมะรองรับใบหน้าที่สงบและชุดสีขาว
โจวอ๋องหยิบดอกไห่ถังขึ้นมาดอกหนึ่ง กลีบดอกยังคงชุ่มชื้น โอวหยางเหวินหมิ่นและเจ้าหน้าชันสูตรยืนสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ข้างหลัง
โจวอ๋อง

ใครกันแน่ที่วางยาพิษสังหารหงอวิ๋น ทั้งยังโปรยดอกไห่ถังไว้ใต้ร่างนางด้วย ก่อนอื่นต้องตรวจดูว่าหงอวิ๋นถูกยาพิษอะไร โจวอ๋องหันไปมองเจ้าหน้าที่ชันสูตร เจ้าหน้าที่ชันสูตรคุกเข่าลงทันทีแล้วรายงานว่า “ผู้น้อยตรวจอาหารของหงอวิ๋นแล้ว หลังจากนางเข้ามาในจงหยวนก็ผิดน้ำผิดอากาศ ผู้อาวุโสลู่อินพอรู้วิชาแพทย์บ้าง จึงจัดยาเทียบหนึ่งในนางกิน คืนวานนี้นางไม่ได้กินอะไรเลย เพียงแต่ดื่มยาชามเดียวขอรับ”

เจ้าหน้าที่ชันสูตรพูดพลางล้วงเทียบยาออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นให้โจวอ๋อง

เป็นยาสาวเย่าทัง ตัวยาประกอบด้วยสาวเย่า ตังกุย หวงเหลียน มู่เซียง ชะเอม ต้าหวง หวงหลิง และกวนกุ้ย เป็นเทียบยาพื้นๆ ใช้รักษาอาการไข้ร้อนชื้น โรคกระเพาะลำไส้และเลือดลมผิดปกติ เทียบยาเขียนด้วยตัวหนังสือแบบข่ายซู[2]ตัวเล็ก เขียนบนกระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่ง ดูแล้วลู่อินคนนี้เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจงหยวนเป็นอย่างดี

โจวอ๋องถาม “กากยาของยาเทียบนั้นยังเก็บไว้หรือไม่”

“ในยาชามนั้นน่าจะมีหลีหลูด้วย” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นด้านหลังของโจวอ๋อง

โจวอ๋องหันมามอง เห็นอวี๋เชียนใส่โซ่ตรวนยืนอยู่ในสนาม ข้างหลังอวี๋เชียนเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ สวมชุดแดง คาดดาบที่เอว มีป้ายเอวแขวนไว้ ตัวหนังสือขนาดเล็กบนป้ายเป็นข้อความว่า “หลินม่อ ราชองครักษ์วังหลวง

“ใต้เท้าอวี๋ เจ้ากล้าหนีออกจากคุกรึ”

อวี๋เชียนยิ้มเจื่อน แล้วยื่นแถบกระดาษสีเหลืองให้โจวอ๋อง มีข้อความว่า “สหายพรรคดาวดำ แหกคุกหนีคืนวันที่สิบสี่ อย่าแพร่งพรายเรื่องนี้

นี่เป็นใบแจ้งข่าวของพรรคดาวดำ

“ท่านอ๋องจำเหตุวุ่นวายที่เกิดจากพรรคดาวดำเมื่อครึ่งปีก่อนได้หรือไม่ขอรับ สาวกพรรคดาวดำจำนวนมากถูกขังในคุกกรมอาญาเพื่อรอการประหาร เวลานี้คนของพรรคดาวดำวางแผนแหกคุกหนี พวกผู้คุมสืบรู้ระแคะระคาย ถวายรายงานต่อจักรพรรดิ แต่พระพลานามัยไม่แข็งแรง ไท่โฮ่วจึงทรงเสนอให้ผู้น้อยจัดการเรื่องนี้ ในเมื่ออวี๋เชียนกลายเป็นนักโทษแล้ว จึงถูกคุมขังในคุกของกรมอาญา ห้องติดกับคนของพรรคดาวดำ รอโอกาสลงมือ เพื่อสร้างความชอบไถ่โทษ จักรพรรดิมีพระดำริว่าจัดการอย่างนี้ได้จึงทรงเห็นชอบ นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นขอรับ”

โจวอ๋องเข้าใจกระจ่างแล้ว

โจวอ๋องอดรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้ เรื่องที่พรรคดาวดำวางแผนแหกคุกมีเพียงจักรพรรดิกับคนอีกแค่สองสามคนเท่านั้นที่รู้ ตนเป็นเชื้อพระวงศ์กลับถูกปิดบัง ดูท่าจักรพรรดิคงจะไม่ทรงวางพระทัยตนนานแล้ว ถ้าอวี๋เชียนสามารถสร้างความชอบได้ บางทีเรื่องที่อวี๋เชียนสังหารขันทีก็อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็ก

อวี๋เชียนพูดต่อ “จุดมุ่งหมายที่จักรพรรดิทรงให้ขังผู้น้อยก็คือพรรคดาวดำ ไท่โฮ่วมีพระบัญชากับผู้คุมคุก จงใจให้ขังผู้น้อยไว้ในห้องที่มีอุโมงค์ลับ ตอนที่ผู้น้อยเห็นมือยื่นออกมาจากใต้เตียงก็ตกใจแทบแย่ ที่แท้เป็นราชองครักษ์หลินม่อมาพาผู้น้อยออกจากคุก”

โจวอ๋องเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ใต้เท้าอวี๋แน่ใจว่าในยาของหงอวิ๋นมีหลีหลูหรือ”

“ในตำราสมุนไพรของต้าหมิงเราบันทึกไว้ว่าห้ามใช้ยาบางตัวร่วมกัน เรียกสั้นๆ ว่าข้อห้ามสิบแปดประการ จะกินยาเหล่านี้พร้อมกันไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจถึงตายได้ มีข้อหนึ่งในนั้นก็คือห้ามกินหลีหลูกับสาวเย่า” อวี๋เชียนมีท่าทางกังวลเล็กน้อย “ท่านอ๋อง โปรดพาผู้น้อยไปที่ห้องปิดมิดชิดห้องนั้น พอผู้น้อยไขปริศนาคดีหงอวิ๋นแล้วก็จะกลับเข้าคุก ไม่เช่นนั้นคนของพรรคดาวดำอาจจะรู้ตัว”

โจวอ๋องพยักหน้า

 

ทางด้านนี้ลู่อิน อาหนู หวังฟานและภรรยายังรออยู่ที่ห้องโถง ลู่อินเห็นคนมีโซ่ตรวนล่ามไว้เดินมาก็อดแปลกใจไม่ได้ อาหนูกลับรู้สึกว่าน่าสนใจ นางกะพริบตาหลายครั้ง แล้วทำหน้าทะเล้นใส่อวี๋เชียน หลังจากโอวหยางเหวินหมิ่นแนะนำแล้ว คนเหล่านี้จึงรู้ว่าคนผู้นี้ก็คืออวี๋เชียน ขุนนางผู้ปราบกบฏพรรคดาวดำ

ระหว่างทางลู่อินจ้องมองอวี๋เชียน แล้วถามว่า “ใต้เท้าอวี๋ ท่านบอกว่าคนของพวกเราเองใส่ยาพิษในชามยาเพื่อฆ่าหงอวิ๋น ผู้น้อยไม่เชื่อ! หรือว่าพวกเราจะใส่ร้ายเถ้าแก่โรงเตี๊ยม พวกเราจะไปกราบทูลต่อเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิ”

อวี๋เชียนไม่พูดอะไร เขานั่งยองๆ ลงหน้าประตูห้องพัก เริ่มตรวจห้องที่ปิดมิดชิดห้องนั้น เขาดูบานประตูก่อน ประตูมีไม้ร่องสำหรับเสียบไม้ขัดประตูสามตัว ยึดด้วยตะปู ตัวหนึ่งอยู่บนกรอบประตูซ้าย อีกสองตัวอยู่บนบานประตูขวา แล้วมองดูที่พื้นด้านในของประตู เห็นบนพื้นไม้มีน้ำนองอยู่หย่อมหนึ่ง ในแอ่งน้ำมีตะเกียงที่ใส่น้ำมันเต็มเจ็ดดวง  อวี๋เชียนทยอยหยิบตะเกียงขึ้นมาดูทีละอัน แล้วถามว่า “เถ้าแก่หวัง ตอนที่เจ้าเปิดประตู ตะเกียงเจ็ดดวงนี้ตั้งอยู่ที่ปากประตูหรือ”

หวังฟานพยักหน้า

ลู่อินพูดแทรกขึ้น “ตะเกียงพวกนี้มิใช่ของพวกเรา”

อวี๋เชียนยิ้มแล้วว่า “ที่จะช่วยไขปริศนาทั้งหมดนี้ได้ก็คือตะเกียงเจ็ดดวงนี้ ชาวมองโกลกำลังนอนหลับ ได้ยินเสียงหวีดร้อง จึงลุกขึ้นไปไล่ตามคนร้าย ตอนที่พวกเขาจากไป ไม่ได้ปิดประตู ถึงตอนนี้มีบุคคลลึกลับย้อนกลับมาที่ห้อง แล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง กลอุบายที่เขาทำอาศัยตะเกียงเจ็ดดวงนี้กับน้ำที่นองอยู่ ความจริงแล้วน้ำกองนั้นเกิดจากน้ำแข็งละลาย”

ลู่อินและหวังฟานแสดงสีหน้าสงสัย

อวี๋เชียนอธิบายว่า “เวลานี้เป็นช่วงที่อากาศหนาวจัด โรงเตี๊ยมอยู่ริมแม่น้ำ บุคคลลึกลับจึงหาน้ำแข็งได้ไม่ยาก ประตูมีไม้ร่องสามอัน อันหนึ่งอยู่บนกรอบประตูบานซ้าย สองอันอยู่บนบานประตูบานขวา บุคคลลึกลับเอาก้อนน้ำแข็งใส่ในไม้ร่องสองอันทางขวาก็พอ จากนั้นก็วางไม้ขัดประตูไว้บนน้ำแข็ง จุดตะเกียงพวกนี้ที่ริมประตู ปิดประตูแล้วจากไป ไอร้อนจากตะเกียงจะรมน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งค่อยๆ ละลาย ไม้ขัดประตูก็ร่วงลงไปในไม้ร่อง ห้องปิดมิดชิดก็เสร็จเรียบร้อย”

เขาอธิบายทั้งหมดนี้ได้อย่างมีเหตุผล

ทุกคนต่างสงสัย บุคคลลึกลับที่ย้อนกลับมาและทำกลอุบายด้วยตะเกียงเป็นใครหรือ

ทำไมบุคคลลึกลับจึงสนใจห้องพักห้องนี้

อวี๋เชียนยืนขึ้น มองดูโจวอ๋อง “ท่านอ๋อง คดีค่อนข้างซับซ้อน ผู้น้อยจะไขปริศนาดอกไห่ถังก่อน ท่านอ๋องรู้หรือไม่ว่าคนร้ายอยู่ที่ไหน”

โจวอ๋องมีสีหน้าไม่พอใจ ถลึงตาใส่อวี๋เชียน คิดในใจว่าข้าจะรู้ได้อย่างไร

อวี๋เชียนถูสองมือไปมา ยิ้มแล้วว่า “ท่านอ๋อง การทำคดีต้องใช้สมอง มิใช่ท่านไขปริศนาไม่ได้ แต่เพราะขี้เกียจ คดีนี้จุดอื่นไม่มีอะไรให้เล่นงาน แต่จุดนี้ไม่สมเหตุผล ข้าสะกิดท่านสักหน่อย ดอกไห่ถังพวกนี้บอกพวกเราได้ว่าคนร้ายอยู่ที่ไหน เวลานี้ที่ผู้น้อยต้องทำก็คือขุดหลุมพราง เชิญเจ้านั่นมาตกหลุม องครักษ์หลิน ช่วยข้าส่งจดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งให้จอมยุทธ์พเนจรเยี่ยจิงหง อีกฉบับส่งให้หวังหลี นักปลูกดอกไม้ในเมือง”

อวี๋เชียนจึงให้หวังฟานเอากระดาษมาให้สองแผ่น แล้วเขียนจดหมาย

คนทั้งหมดต่างงุนงง ใต้เท้านักสืบเทวดาท่านนี้ทำอะไรกันแน่



[1] พระพันปี หรือพระอัครมเหสีของจักรพรรดิองค์ก่อน

[2] ตัวอักษรมาตรฐาน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #5 jeabmedy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 13:59
    คือเปิดเรื่องใว้น่าติดตามตั้งแต่ตอนแรก แต่ไหงตอนต่อมาแนวคนละเรื่องกันเลย งงค่ะ
    #5
    0