[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 721
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    4 ก.ค. 62

จักรพรรดิเซวียนเต๋อ

 

วันต่อมาในวังหลวง

นี่เป็นการประชุมในท้องพระโรงยามเช้าครั้งสุดท้ายของจักรพรรดิเซวียนเต๋อจูจานจี

จักรพรรดิเซวียนเต๋อที่มีพระวรกายอ้วนพี ทรงลุ่มหลงอยู่กับโอสถอายุวัฒนะและหญิงงามเป็นเวลานานจนพระสติเลื่อนลอย เหลือเพียงเปลือกพระวรกายเท่านั้น พระองค์ทรงหลงใหลวิชาเซียน ไม่ใส่พระทัยราชการบ้านเมือง อำนาจบริหารแผ่นดินตกอยู่ในมือของโจวอ๋องจูโหย่วเจวีย จูเหม่ยกุยจิ้นอ๋อง และเฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่าง โจวอ๋องกับเฉาซื่อชวนเป็นเสมือนน้ำกับไฟ จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงคอยยุแหย่ให้สองฝ่ายต่อสู้กัน เพื่อพระองค์จะได้ทรงคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

รอจนฎีกาของอวี๋เชียน รองหัวหน้าสำนักต้าหลี่ถูกวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรสลักลายมังกรและหงส์ จักรพรรดิทั้งกริ้วและประหลาดพระทัย อวี๋เชียนอยู่ในชุดขุนนางสีแดงเข้ม บนอกติดภาพปักสัตว์มงคลเซี่ยจื้อ[1] ในมือมีป้ายทำด้วยงาช้าง ยืนอยู่กลางท้องพระโรง แล้วกราบทูลว่า

“องค์ไท่จู่จักรพรรดิหงอู่ทรงก่อตั้งหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เพื่อให้คอยตรวจตราขุนนางฉ้อฉล องค์เฉิงจู่จักรพรรดิหย่งเล่อทรงก่อตั้งสำนักตงฉ่างขึ้นก็เพื่อป้องกันการก่อกบฏ หลายปีมานี้ภัยจากพวกขันทีรุนแรงขึ้น ราชวงศ์ฮั่นและถังล้วนสิ้นชาติเพราะพวกขันที เกล้ากระหม่อมขอให้ฝ่าบาททรงยกเลิกสำนักตงฉ่าง กำจัดกลุ่มขันทีอิทธิพล เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองพ่ะย่ะค่ะ! เมื่อคืนเกล้ากระหม่อมลงโทษประหารสามขันทีอิทธิพลโดยพลการ บัดนี้ขอชดใช้ชีวิตด้วยชีวิต ถึงตายก็ไม่นึกเสียใจพ่ะย่ะค่ะ!

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงใช้พระหัตถ์กวาดโต๊ะทรงพระอักษรพลางตรัสถามว่า “อวี๋เชียน สามขันทีที่ถูกประหาร หวังชิวกับจ้าวเฟิ่งไม่สำคัญหรอก แต่หลิงอู๋จี๋หลอมโอสถให้เรา มีความชอบใหญ่หลวง ทำไมเจ้าบังอาจสังหารเขา”

อวี๋เชียนกล่าว “กราบทูลฝ่าบาท นับแต่โบราณมาการหลอมยาอายุวัฒนะเป็นเรื่องหลอกลวง เกล้ากระหม่อมไม่เคยได้ยินว่ามีใครที่อายุยืนยาว ไม่แก่เฒ่ากลายเป็นเซียน มีชีวิตเป็นอมตะพ่ะย่ะค่ะ”

เฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่างอายุหกสิบสาม ท่าทางเฒ่าชรา ขนคิ้วหงอกขาวยาวลงมา สองแก้มยานห้อย มีเพียงดวงตาที่ดูล้ำลึกสุดคาดเดา เขาสวมชุดยาวลายปลาบินสีแดงทอง นิ่งเงียบมาตลอด ถึงตอนนี้จึงร้องหึ ฟังดูประหลาด แล้วกล่าวว่า “บ่าวได้ยินมาว่าก่อนเข้าประชุมใต้เท้าอวี๋ได้นำโลงศพอย่างดีใบหนึ่งมาวางไว้นอกประตูอู่เหมินแล้วเพื่อรอเก็บศพ ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะทอดพระเนตรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ถึงตรงนี้จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงหาวนอนแล้ว จึงโบกพระหัตถ์พลางตรัสว่า “เราไม่อยากดู ในเมื่ออวี๋เชียนบอกว่าชดใช้ชีวิตด้วยชีวิต เช่นนั้นก็ขังอวี๋เชียนไว้ในคุกกรมอาญา รอประหารหลังฤดูใบไม้ร่วงเถอะ”

อวี๋เชียนหลับตา ปล่อยให้ทหารถอดชุดขุนนางออก แล้วใส่โซ่ตรวน

เหล่าขุนนางราชสำนักต่างซุบซิบกันไม่หยุด อวี๋เชียนยอมสละชีวิตตนเองเพื่อกำจัดขันทีสำนักตงฉ่าง ทุกคนต่างรู้สึกนับถือ แต่ไม่มีใครกล้าช่วยเขา สายตาทุกคู่จ้องมองที่ร่างของเฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่าง

สายตาเหล่านี้ล้วนฉายแววเคียดแค้นชิงชังออกมา

เฉาซื่อชวนตีสีหน้าคล้ายไม่ยี่หระ มุมปากเชิดขึ้น

ขุนนางผู้หนึ่งที่มุมห้องก้าวออกมานอกแถว แล้วทูลเสียงดัง “กราบทูลฝ่าบาท เกิดคดีฆาตกรรมที่โรงเตี๊ยมทงโจว โปรดมีพระราชวินิจฉัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ผู้ที่กราบบังคมทูลรายงานก็คือ โอวหยางเหวินหมิ่น หัวหน้าสำนักซุ่นเทียน[3] สีพระพักตร์จักรพรรดิเซวียนเต๋อดูเบื่อหน่ายมาก แต่ก็ทรงให้ขันทีรับฎีกาของโอวหยางเหวินหมิ่นมาทอดพระเนตร ในฎีกามีใจความว่าเผ่าถ่าซูแห่งมองโกลถวายหญิงงามสองนางให้จักรพรรดิ หนึ่งในนั้นคือสาวงามชื่อหงอวิ๋น เมื่อคืนนางถูกฆ่าตาย สถานที่เกิดเหตุเป็นห้องเก็บฟืนในโรงเตี๊ยมทงโจว ผลการชันสูตรปรากฏว่านางถูกคนวางยาพิษเสียชีวิต ที่น่าแปลกก็คือใต้ศพนางมีดอกไห่ถังปูอยู่เต็ม

ดอกไห่ถัง?

จักรพรรดิทรงแปลกพระทัยมาก ใครกันที่ทำเรื่องประหลาดเช่นนี้ หลังจากฆ่าคนแล้วยังใช้ดอกไห่ถังรองใต้ศพ ทรงพระอักษรรายงานต่อ แล้วทรงพบว่าเรื่องที่แปลกพิลึกกว่าอยู่ตอนท้าย หลังจากหงอวิ๋นถูกฆ่าตาย หวังฟานเจ้าของโรงเตี๊ยมไปหาหัวหน้าชาวมองโกลกลุ่มนั้นเพื่อแจ้งข่าว กลับพบว่าชาวมองโกลทั้งสิบสองคนหายไปอย่างลึกลับในห้องที่ใส่กลอนประตูไว้ ครึ่งชั่วยามต่อมามีคนพบชาวมองโกลกลุ่มนี้ที่เขื่อนริมคลองต้าอวิ่น แต่พวกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้จัดห้องปิดห้องนั้น

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงแปลกพระทัยมาก

เผ่าถ่าซูเดิมสังกัดกับข่านแห่งมองโกล เวลานี้เผ่าถ่าซูผละออกจากการปกครองของข่าน เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักหมิง ทุกปีจะถวายหญิงงามสองนางให้แก่ราชสำนักเพื่อแสดงความจงรักภักดี จักรพรรดิเซวียนเต๋อย่อมทรงรับด้วยความยินดี

แต่ปีก่อนหลานเฟิงซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเสียชีวิตลง ยังไม่สามารถเลือกหัวหน้าเผ่าคนใหม่ เผ่าถ่าซูจึงหยุดการส่งเครื่องราชบรรณาการแก่ราชสำนัก ไม่มีแม้แต่หนังสือถวายพระพรจักรพรรดิ

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงครุ่นคิดจนเหม่อลอย ทันใดนั้นก็ได้ยินโอวหยางเหวินหมิ่นโขกศีรษะถวายบังคมแล้วทูลว่า “ฝ่าบาท คดีนี้มีเพียงผู้เดียวที่จะคลี่คลายคดีได้ นั่นก็คือใต้เท้าอวี๋แห่งสำนักต้าหลี่ เกล้ากระหม่อมขอให้ฝ่าบาทมีพระเมตตา ให้อวี๋เชียนสร้างความชอบชดใช้ความผิดพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิเซวียนเต๋อยังคงทรงหาว จากนั้นก็ทรงโบกพระหัตถ์พลางทรงโยนฎีกาของโอวหยางเหวินหมิ่นลงบนโต๊ะ “ทุกท่าน สำหรับคดีนี้ ให้โจวอ๋องจูโหย่วเจวียรับผิดชอบ”

โอวหยางเหวินเจวียยังจะกราบทูลต่อ แต่จักรพรรดิเซวียนเต๋อประทับยืนแล้ว จากนั้นจึงเสด็จกลับวังท่ามกลางการแวดล้อมของเหล่าขันที

 

แสงตะวันฤดูหนาวสาดส่องลงบนสนามหน้าประตูอู่เหมิน

ที่นี่เป็นสถานที่ที่จักรพรรดิทรงลงทัณฑ์ขุนนาง ขณะนี้กลับดูเหมือนตลาดนัด เพราะมีโลงศพสีแดงใบใหญ่ตั้งอยู่กลางสนาม แม้โลงใบนี้จะสร้างจากไม้พื้นๆ อย่างไม้จื่อมู่ แต่ลงน้ำมันรักหนามาก ฝีมือประกอบดีเยี่ยม มองออกทันทีว่าเป็นฝีมือของร้านโลงศพเหล่าหยางทางใต้ของเมือง ทหารราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งยืนอออยู่หน้าโลงศพ วิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด ทุกคนได้ข้อสรุปว่าชะตากรรมของเจ้าของโลงศพใบนี้คงจะร้ายมากกว่าดี คงจะชะตาขาดเป็นแน่

ขันทีสำนักตงฉ่างผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูอู่เหมิน

คนผู้นี้ใบหน้าขาว แขนขายาว แขวนป้ายเอวไว้ เขาคือเว่ยเสี่ยวลิ่ว ขันทีคนสนิทของเฉาซื่อชวน เว่ยเสี่ยวลิ่วเดินมาหน้าโลงใบนั้น ใบหน้าแสดงอาการสะใจออกมาทันที ทหารราชองครักษ์นายหนึ่งตาไว เดินเข้ามาคว้าตัวเว่ยเสี่ยวลิ่ว แล้วร้องด่า “ยิ้มอะไร”

เว่ยเสี่ยวลิ่วไม่ยี่หระ พูดว่า “ข้ายิ้มตนเอง เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย พวกเจ้าระวังตัวให้ดี ต่อไปถ้าบังอาจมีเรื่องกับคนของสำนักตงฉ่าง ก็ต้องเหมือนอวี๋เชียน เตรียมโลงศพไว้เลย”

เหล่าทหารราชองครักษ์เห็นอวี๋เชียนถูกจับไปขังคุก ก็นึกโกรธขึ้งอยู่ก่อนแล้ว เวลานี้จึงอารมณ์เสีย สีหน้าแต่ละคนแสดงอาการโกรธเกรี้ยว แล้วเริ่มพับแขนเสื้อขึ้น

เว่ยเสี่ยวลิ่วผงะถอยสองสามก้าว เตรียมจะไปเรียกคนมาช่วย

ทหารราชองครักษ์นายหนึ่งท่าทางอาวุโสกว่าเพื่อนจู่ๆ ก็บุ้ยปากไปด้านหลัง สั่นศีษะพลางพูดว่า “ช่างเถอะ”

ทุกคนเห็นแล้ว เฉาซื่อชวน หัวหน้าสำนักตงฉ่างกำลังเดินออกมาจากประตูอู่เหมิน

มุมปากเฉาซื่อชวนห้อยลงเล็กน้อย แววตาดูอ่อนล้าอย่างชัดเจน เดินมือไพล่หลังออกมา ทุกคนเคยได้ยินข่าวลือเรื่องวิทยายุทธ์ของขันทีผู้นี้ ถ้าเวลานี้เฉาซื่อชวนอาละวาดขึ้น คงคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก

ขณะเดียวกันโจวอ๋องจูโหย่วเจวียก็เดินออกมาจากประตูอู่เหมิน

โจวอ๋องมองดูสนามกว้างตรงหน้า แล้วมองเฉาซื่อชวนด้วยสายตาเย็นชา “เฉากงกง เห็นโลงศพใบนั้นแล้วใช่หรือไม่ มีคนดูถูกว่าราชสำนักต้าหมิงเราไร้คน ปล่อยให้พวกขันทีกุมอำนาจ เวลานี้อวี๋เชียนถึงจะถูกปลดออกจากตำแหน่งถูกประหารก็จะกำจัดพวกขันที นี่แหละขุนนางเสาหลักของราชสำนัก”

สีหน้าเฉาซื่อชวนยังคงดูประหลาด

“ท่านอ๋อง ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าถูกประหาร ก็ไม่มีอะไรเหลือ เมื่อวานอวี๋เชียนสังหารคนของสำนักต้าฉ่างเราถึงสามคน ข้าจะจดจำไว้ ข้ารู้ว่าท่านอ๋องอยากช่วยชีวิตอวี๋เชียน แต่จักรพรรดิยังมีพระชนม์ชีพ อวี๋เชียนก็อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตขอรับ”

เฉาซื่อชวนพูดพลางค่อยๆ เดินจากไป

เว่ยเสี่ยวลิ่วยิ้มหยัน แล้วรีบเดินตามไป

โจวอ๋องเดินมาที่หน้าโลงศพ แล้วอดครุ่นคิดไม่ได้

ทันใดนั้นโจวอ๋องก็หันกลับมา เห็นขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นของราชสำนักยืนอยู่ข้างหลัง แต่ไม่มีใครพูดอะไร

 

จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงเหนื่อยล้าจริงๆ พระบิดาของพระองค์ก็คือจักรพรรดิเหรินจงจูเกาชื่อ จูเกาชื่อทรงเป็นจักรพรรดิที่ทรงครองราชย์สั้นมากพระองค์หนึ่ง ทรงครองราชบัลลังก์เพียงสิบเดือนก็สวรรคต ดังนั้นราชบัลลังก์จึงตกมาถึงมือจูจานจีซึ่งเป็นรัชทายาท แล้วค่อยมาถึงพระองค์ ช่วงต้นรัชกาลจักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงรู้สึกว่าไม่ทรงเคยชินอย่างยิ่ง ทรงพบว่ายากที่จะควบคุมเหล่าขุนนางข้างพระวรกาย ตรงกันข้ามขุนนางแต่ละคนกลับอยากควบคุมพระองค์

ใครกันแน่ที่มีอำนาจควบคุมราชสำนัก จักรพรรดิเซวียนเต๋อตรัสถามคำถามนี้ต่อเหล่าขุนนางหลายครั้งแล้ว แต่คำตอบที่ได้ก็คือ “ทั่วแผ่นดินเป็นอาณาจักรของราชัน ทุกคนเป็นขุนนางและราษฎรของพระองค์ แต่จักรพรรดิต้องทรงฟังพวกเกล้ากระหม่อม จึงจะทรงเป็นธรรมราชา” ดังนั้นจักรพรรดิเซวียนเต๋อจึงทรงทุ่มเททรงพระอักษรประวัติศาสตร์ แล้วค่อยๆ ทรงสันทัดในการอยู่ท่ามกลางเสือสิงห์เหล่านี้

ไม่แปลกที่จักรพรรดิจะทรงแค้นพระทัย เพราะพระองค์ทรงพบว่าราชสำนักนี้หาใช่ราชสำนักของพระองค์ไม่ แต่เป็นราชสำนักของเหล่าขุนนางใหญ่ ทุกครั้งที่มีพระดำริต่างจากคนเหล่านี้ ขุนนางต่างต้องการให้จักรพรรดิทรงเชื่อฟังพวกตน เมื่อจักรพรรดิมิอาจทรงควบคุมราชสำนักจึงมีพระประสงค์จะศึกษาวิชาเซียนเพื่อให้มีพระชนม์ชีพยืนยาว เวลานี้ผู้ที่จักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงวางพระทัยที่สุดก็คือสหายในแวดวงลัทธิเต๋า นั่นก็คือหลิงอู๋จี๋ซึ่งช่วยพระองค์หลอมโอสถวิเศษ แต่เมื่อวานหลิงอู๋จี๋กลับถูกฆ่าตาย

จักรพรรดิเซวียนเต๋อเสด็จกลับเข้ามาวังใน สีพระพักตร์หมองคล้ำ บรรดานางกำนัลไม่กล้าเข้าใกล้ หวั่นเกรงว่าจักรพรรดิจะกริ้ว แล้วก็เป็นจริงดังคาด ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงจักรพรรดิเซวียนเต๋อทรงขว้างถ้วยชาเครื่องเคลือบหรู่เหยาสมัยซ่งใส่พื้นจนแตกกระจาย


 



[1] เป็นสัตว์ในเทพนิยาย คล้ายกิเลน มีเขาเดี่ยวกลางกระหม่อม เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและยุติธรรม

[2] เทียบเท่าสำนักบริหารเมืองหลวง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น