[นิยายแปล] ยอดนักสืบราชวงศ์หมิง

ตอนที่ 2 : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    3 ก.ค. 62

ข้าวต้มล่าปาของอวี๋เชียน

 

รัชศกเซวียนเต๋อแห่งต้าหมิงปีที่สิบ วันที่แปดเดือนสิบสอง

หวังเจี้ยนเป็นญาติผู้พี่ของหวังฟาน เทียบกันแล้วหวังเจี้ยนมีชีวิตที่สุขสบายกว่า หวังเจี้ยนเปิดร้านเหล้าชื่อตึกเย่ว์ปินทางตอนใต้ของเมืองเป่ยจิง มีคนงานในร้านห้าคน พ่อครัวสามคน เขาเพียงแต่คอยร้องสั่งคนงานด้วยท่าทางสบายอารมณ์ หวังเจี้ยนชอบคบหาสหาย แต่ใครจะคาดคิดว่าคืนวันนี้ร้านเหล้าของหวังเจี้ยนจู่ๆ จะเต็มไปด้วยซากข้าวของเสียหาย

ดึกมากแล้ว หวังเจี้ยนถือโคมสีแดงชาดยืนอยู่ที่หน้าประตูร้าน มองดูป้ายร้าน “ตึกเย่ว์ปิน” และข้อความว่า “ไท่ไป๋อี๋เฟิง”[1] บนป้าย ฟังเสียงร้องเชิญชวนให้ดื่มของบรรดาลูกค้าชั้นบน แสงจากโคมไฟประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวมืด ส่องให้เห็นสีหน้าอมทุกข์ของหวังเจี้ยน

หวังเจี้ยนก้มหน้าต่ำ ขณะเดินผ่านห้องโถงที่เสียงอึกทึก ก้าวเร็วๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน แล้วเคาะประตู “ห้องฟ้า” ที่ปิดแน่นอย่างระวัง ประตูเปิดแง้มออกเป็นช่อง หวังเจี้ยนวางโคมไฟลงบนพื้น พูดเบาๆ ว่า “ใต้เท้าอวี๋ ท่านทำให้ผู้น้อยลำบากมากขอรับ”

ในห้องพิเศษมีโต๊ะแปดเหลี่ยมขัดถูสะอาดสะอ้านตัวหนึ่งตั้งชิดหน้าต่าง บนโต๊ะมีตะเกียงดวงหนึ่ง แสงตะเกียงสว่างจ้า มีชายฉกรรจ์ร่างผอมบางผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขาอายุสามสิบเศษ ดวงตาคมวาวดูมีชีวิตชีวาฝังลึกอยู่ใต้คิ้ว แก้มสองข้างตอบลง ดูเหมือนหนังหุ้มกระดูก มุมปากและหนวดเรียวเชิดขึ้นเสมอ ดูเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่เชิง เขาสวมเสื้อสีขาว ใช้ผ้าโพกศีรษะ สวมรองเท้าดำไร้ฝุ่นจับ มือซ้ายถือม้วนเอกสารคดีความ คนผู้นี้ก็คืออวี๋เชียน รองหัวหน้าสำนักต้าหลี่[2]คนปัจจุบัน รับผิดชอบงานด้านคดีความ ผู้คนให้สมญานามว่า “นักสืบเทวดาอวี๋ผู้ผดุงความยุติธรรม”

อวี๋เชียนเดิมเป็นจิ้นซื่อ[3] ภายในเวลาสิบกว่าปีได้ตัดสินคดีความนับไม่ถ้วนจนมีชื่อเสียงกระฉ่อน ครึ่งปีก่อนแถบใกล้เมืองหลวงเกิดองค์กรลับที่ทำเรื่องชั่วร้าย ทั้งขายคน ปล้นชิง มีชื่อเสียงเลวร้ายมาก คนกลุ่มนี้ใช้ผ้าดำโพกหัว ปักลายเป็นกลุ่มดาวเหนือเจ็ดดวง ชาวบ้านเรียกขานด้วยความหวั่นเกรงว่า “พรรคดาวดำ”

หัวหน้าโจรกลุ่มนี้ชื่อตงฟางเย่ว์ แม้แต่จักรพรรดิเซวียนเต๋อจูจานจีก็ถูกพรรคดาวดำวางแผนจับเป็นตัวประกัน ต่อมาอวี๋เชียนสืบคดีนี้จนกระจ่าง ช่วยจักรพรรดิให้พ้นอันตราย ศิษย์พรรคดาวดำจำนวนมากถูกขังไว้ในคุกกรมอาญารอการประหาร อวี๋เชียนจึงกลายเป็นขุนนางคนโปรดของจักรพรรดิ

อวี๋เชียนกับหวังเจี้ยนเป็นสหายกันมานาน ปกติเขาชอบพบแขกและกินอาหารที่นี่ ทว่าครั้งนี้มาที่ตึกเย่ว์ปินเพราะเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เขาต้องการกำจัดคนของสำนักตงฉ่าง[4] กวาดล้างคนเลวรอบข้างจักรพรรดิ สถานที่ในการดำเนินการแผนการก็คือที่ตึกเย่ว์ปิน เพราะเขามาที่นี่ประจำ คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่ดี จึงขอร้องให้หวังเจี้ยนช่วย

หวังเจี้ยนลังเล แต่เมื่อคิดดูแล้ว ราชสำนักเวลานี้มีพวกขันทีกุมอำนาจ ใครบ้างไม่เคียดแค้น จึงยอมตกลง

หวังเจี้ยนถลึงตาใส่อวี๋เชียน พลางถามว่า “ใต้เท้าอวี๋ช่วยชาวบ้านขจัดภัย ผู้น้อยยอมเสี่ยงชีวิตร่วมมือด้วย แต่ว่างานเลี้ยงวันนี้ของใต้เท้าอวี๋ แขกจะมาจริงหรือขอรับ”

อวี๋เชียนว่า “ข้าแอบอ้างชื่อตงฟางซวี่ รองเจ้ากรมพิธีการ คนผู้นี้ไปมาหาสู่ใกล้ชิดกับพวกสำนักตงฉ่าง เชิญพวกเขามากินข้าวต้มล่าปา[5]ที่ห้องดินของตึกเย่ว์ปิน ขอเพียงพวกนั้นมา ข้ามีทหารสามสิบนายรอรับอยู่ ราชสำนักเวลานี้มีพวกขันทีเป็นภัยร้ายแรง ถ้าข้ากำจัดพวกตงฉ่างได้ ถึงต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต ข้าเตรียมโลงศพไว้ใบหนึ่ง พรุ่งนี้จะยกไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ข้าจะยอมรับผิดต่อเรื่องนี้ทั้งหมด เจ้าก็อยู่ดูเรื่องสนุกกับข้าเถอะ”

หวังเจี้ยนพยักหน้า

ตรงหน้าอวี๋เชียนเป็นถั่วปากอ้าทอดหนึ่งจานกับน้ำเปล่าหนึ่งถ้วย

นี่คงมิใช่มื้อค่ำมื้อสุดท้ายของอวี๋เชียน รองหัวหน้าสำนักต้าหลี่ หวังเจี้ยนหวั่นใจ

อวี๋เชียนผายมือให้หวังเจี้ยนนั่งลง แล้วหยิบถั่วปากอ้าคั่วเม็ดหนึ่งวางลงบนโต๊ะ พลางพูดว่า “คนแรกที่มากินข้าวต้มล่าปามาแล้ว”

มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา ชายร่างใหญ่เดินผ่านประตูหน้าของตึกเย่ว์ปินเข้ามา คนผู้นี้อายุราวสี่สิบเศษ ผิวหนังบนใบหน้าหย่อนยาน คางเกลี้ยงเกลา ดูออกทันทีว่าเป็นขันที ทว่าที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจก็คือคนผู้นี้ผัดหน้าทาแป้ง เป็นครึ่งชายครึ่งหญิง เขาคือบุคคลอันดับสามของสำนักตงฉ่าง ชื่อหวังชิว คนผู้นี้สังหารขุนนางซื่อตรงและคนดีนับไม่ถ้วน ชื่อเสียงฉาวโฉ่ หวังชิวที่มีท่าทางหยิ่งผยองเดินตรงไปที่ห้องดินซึ่งเป็นห้องพิเศษบนชั้นสอง แล้วสั่งเหล้าอาหาร กินดื่มอย่างตะกละตะกลาม

อวี๋เชียนได้ยินเสียงประตูห้องดินปิดลง จึงหันมาพูดกับหวังเจี้ยน สีหน้าอวี๋เชียนแข็งกร้าว “หวังชิวเพิ่งออกมาจากวัดวั่นโฝวทางใต้ของเมือง ปกติเจ้านี่ชอบคบหากับพวกนอกลู่ พระอาจารย์กว่างจื้อ เจ้าอาวาสวัดวั่นโฝวรังเกียจคนอย่างหวังชิว หวังชิวเคยกล่าวอาฆาตว่าจะเล่นงานพระอาจารย์กว่างจื้อ เมื่อวานจู่ๆ หลวงจีนหยวนหมิง ลูกศิษย์ของพระอาจารย์กว่างจื้อก็หายตัวไป ต้องเกี่ยวข้องกับหวังชิวเป็นแน่ ดูที่ชายแขนเสื้อของเจ้านั่นสิ มีรอยเปื้อนสีแดงจางๆ สีหน้าโกรธเกรี้ยว หลวงจีนหยวนหมิงคงแย่แน่ๆ”

หวังเจี้ยนว่า “ขันทีหวังฆ่าหลวงจีนหยวนหมิงหรือขอรับ”

อวี๋เชียนสั่นศีรษะ “หลังจากเลือดแข็งตัวแล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ แต่รอยสีแดงจางๆ ที่แขนเสื้อหวังชิวไม่ได้กลายเป็นสีดำ ก็หมายความว่านั่นมิใช่เลือด ข้ารู้ว่าที่วัดวั่นโฝวมีอุโมงค์แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยภาพฝาผนัง ดูท่าหวังชิวคงจับหลวงจีนหยวนหมิงขังไว้ในอุโมงค์ คราบสีแดงที่แขนเสื้อคงเป็นสีชาดบนภาพวาดพวกนั้น” เขาพูดพลางหยิบถั่วปากอ้าในจานเม็ดที่สอง “คนที่สองที่มากินข้าวต้มล่าปามาแล้ว”

ชายร่างเล็กผอมใบหน้าขาวผ่องปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบันไดชั้นล่าง

คนผู้นี้สวมชุดยาวสีแดงเข้ม ถือดาบมาด้วย เขาคว้าตัวเสี่ยวเอ้อร์ไว้ สอบถามว่าหวังชิวอยู่ห้องไหน

เสี่ยวเอ้อร์มีท่าทีนอบน้อม ตอบไปตามตรง คนผู้นี้ก็คือจ้าวเฟิ่ง บุคคลอันดับสี่แห่งสำนักตงฉ่าง

อวี๋เชียนรอให้จ้าวเฟิ่งเข้าไปในห้องดินแล้ว จึงพูดด้วยสีหน้าดูแคลนว่า “จ้าวเฟิ่งคนนี้ทำหน้าที่หาสตรีให้จักรพรรดิ ไปเจียงหนานคราวก่อน เขาคัดเลือกสตรีส่งเข้าวังนับไม่ถ้วนเพื่อถวายตัวบำเรอจักรพรรดิ จากนั้นก็ให้ครอบครัวหญิงสาวเหล่านั้นจ่ายเงินเป็นค่าไถ่ตัว ดูสิ รองเท้าเขาเปื้อนโคลน ไหล่กับหลังก็เปียกโชกเล็กน้อย น่าจะเพิ่งเดินฝ่าฝนมา”

หวังเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “แต่เมืองหลวงฝนไม่ตกนานแล้ว”

อวี๋เชียนก้มมองถั่วปากอ้าในมือ “สวนดอกไม้ของโจวอ๋องจูโหย่วเจวียที่เพิ่งสร้างเสร็จมีบ่อน้ำพุที่มีน้ำพุ่งออกมาตลอดเวลา คนที่เดินผ่านจะเปียกโชก ส่วนที่จ้าวเฟิ่งไปพบโจวอ๋อง น่าจะไปขอร้องให้ช่วย”

“ขอให้ช่วยรึขอรับ”

“ใช่ ดูแล้วแผนของข้าคงถูกเปิดเผยแล้ว สายลับของสำนักตงฉ่างมีอยู่ทุกแห่ง ในสำนักต้าหลี่ก็มีคนของพวกนั้น ข้าสังเกตเห็นรอยเปื้อนหมึกใหม่ๆ ที่ข้อมือกับชายแขนเสื้อของจ้าวเฟิ่ง จ้าวเฟิ่งอยู่ที่บ้านเขียนจดหมายถึงหวังชิว เตือนไม่ให้หวังชิวมาที่ตึกเย่ว์ปิน เพราะความรีบเร่งเลยปัดถูกจานฝนหมึก แต่หวังชิวออกจากบ้านไปแล้ว จ้าวเฟิ่งจึงต้องมาเรียกหวังชิวกลับ แน่ละ นี่เป็นเพียงการคาดคะเนของข้า”

“โจวอ๋องจะช่วยพวกนั้นหรือไม่ขอรับ”

อวี๋เชียนส่ายหน้า ยิ้มเจื่อนแล้วพูดว่า “โจวอ๋องเป็นจิ้งจอกเฒ่า รู้จักแต่นั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ดูท่าคงจะมีเรื่องสนุกให้ดู เถ้าแก่หวัง คนที่มากินข้าวต้มล่าปาคนที่สามมาแล้ว” เขาพูดพลางหยิบถั่วปากอ้าเม็ดที่สามมาวางบนโต๊ะ

ชายอ้วนอายุราวหกสิบเดินผ่านประตูใหญ่ตึกเย่ว์ปินเข้ามา

คนผู้นี้ชื่อหลิงอู๋จี๋ เป็นบุคคลอันดับสองของสำนักตงฉ่าง เจ้าเล่ห์แสนกล เชี่ยวชาญการวางยาพิษ แต่ไม่มีวิทยายุทธ์ หลิงอู๋จี๋ตรงขึ้นชั้นบนทันที เขาไม่ได้ไปหาหวังชิวและจ้าวเฟิ่ง แต่ตรงมาผลักประตูห้องฟ้า มองดูอวี๋เชียนและหวังเจี้ยน พูดอย่างเย็นชาว่า “ใต้เท้าอวี๋แห่งสำนักต้าหลี่ ที่แท้อยู่ที่นี่เอง! หลอกพวกเราว่าใต้เท้าตงฟางเชิญมากินข้าวต้มล่าปา พวกเราประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว”

สีหน้าอวี๋เชียนเรียบเฉย จัดถั่วปากอ้าสามเม็ดบนโต๊ะเรียงเป็นแถว

หวังชิวและจ้าวเฟิ่งในห้องดินเดินตามเสียงมาแล้ว หวังชิวเอามือกอดอก พูดด้วยความโกรธเกรี้ยว “คนแซ่อวี๋ เจ้าบังอาจยุ่งกับคนของสำนักตงฉ่างรึ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่”

จ้าวเฟิ่งมีสีหน้าดูแคลน

หลิงอู๋จี๋สะบัดแส้ปัดฝุ่น แล้วส่งสัญญาณให้สองสหายแห่งสำนักตงฉ่างหยุดพูด เขาจ้องมองอวี๋เชียนพลางพูดว่า “ใต้เท้าอวี๋ ทำไมเจ้าไม่ละเว้นพวกข้า สมควรจะรู้ด้วยว่าจักรพรรดิมิอาจขาดพวกข้า เจ้าฆ่าพวกข้าแล้ว ใครจะอยู่เป็นเพื่อนจักรพรรดิให้ทรงหาความสำราญ ถ้าจักรพรรดิไม่สบายพระทัย ทุกคนล้วนต้องเดือดร้อน”

หวังชิวพูดเสียงกร้าว “หลิงเหล่าเอ้อร์ ไม่ต้องเสียเวลาพูดมาก พวกเราเชือดมันเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว ทางจักรพรรดิ พวกเราจัดการได้”

อวี๋เชียนยิ้มเยาะ “เถ้าแก่หวัง เมื่อครู่ข้าวิเคราะห์หวังชิวกับจ้าวเฟิ่ง สองกงกงแห่งสำนักตงฉ่างให้เจ้าฟังแล้ว ถึงคราววิเคราะห์หลิงกงกงบ้าง”

สามขันทีมองหน้ากันไปมา

หวังเจี้ยนทำคอย่น เวลานี้เขาอยากหนีไปให้พ้นๆ

“หลิงกงกง เจ้าสามารถนั่งเก้าอี้อันดับสองของสำนักตงฉ่างได้ ก็เพราะเจ้าช่วยจักรพรรดิหลอมยาอายุวัฒนะ จักรพรรดิทรงหลงใหลวิชาเซียน คงจะเสวยยาของเจ้าไม่น้อยแล้ว ยาเซียนส่วนใหญ่ประกอบด้วยผงชาด กำมะถัน ดินประสิว จักรพรรดิเสวยยาวิเศษของเจ้ามาก เจ้าเองเป็นคนหลอมยา ย่อมกินมากกว่า ดูง่ามมือของเจ้าสิ รอยดินประสิวดำเขรอะ ผงแร่พิษคงซึมเข้ากระดูกนานแล้ว ข้าไม่ต้องสังหารเจ้าหรอก เจ้าคงมีชีวิตอยู่ไม่นานแล้ว”

หลิงอู๋จี๋ส่งเสียงคำรามในลำคอ

“เจ้าหลอมยา มักใช้แมวลายทดสอบพิษใช่หรือไม่ ข้าเห็นข้างหลังเจ้ามีแมวลายตัวหนึ่งเดินตามมา ขาหน้าซ้ายของมันเต็มไปด้วยคราบเลือด ส่วนมือขวาของเจ้าในแขนเสื้อก็พันผ้าขาวไว้ ดูท่าเจ้าคงใช้ลูกแมวทดสอบพิษ แต่ใช้ปริมาณยามากเกินไป ทำให้ลูกแมวถูกพิษตาย เวลานี้แม้แต่แม่แมวก็ตามล้างแค้นเจ้า”

ทุกคนหันไปมอง แล้วพบว่ามีแมวลายตัวหนึ่งหมอบอยู่ที่เชิงบันได มันขี้ขลาดจึงไม่กล้าขึ้นมาชั้นบน ขาหน้าซ้ายของแมวมีรอยเลือดจางๆ

หวังชิวตวาด “อย่าพูดจาเหลวไหล”

อวี๋เชียนชูเอกสารบนโต๊ะขึ้น พลิกเปิดดูพลางกล่าวว่า “หลิงอู๋จี๋ เดือนที่แล้วเจ้าแอบอ้างจักรพรรดิ ขู่เรียกเงินสินบนจากใต้เท้าหวงกรมลี่ปู้[6] แต่ถูกปฏิเสธ เจ้าจึงวางยาพิษสังหารใต้เท้าหวง หวังชิว เดือนก่อนเจ้าอ้างว่าตรวจเรื่องทุจริต จับเจ้าหน้าที่กรมคลังสามคน จากนั้นก็ยึดครองทรัพย์สมบัติของพวกเขา ยังส่งลูกและภรรยาของพวกเขาไปทำงานในกองทัพ จ้าวเฟิ่ง สิบวันก่อนเจ้าฉุดคร่าหญิงชาวบ้านสิบนางเข้าวัง...ทั้งหมดนี้มิใช่ความผิดที่มีโทษสมควรตายรึ เจ้าอาศัยที่เป็นคนโปรดของจักรพรรดิทำแต่เรื่องชั่วร้าย ไม่กลัวสวรรค์ลงทัณฑ์หรือ”

ทันใดนั้นก็มีเชือกบ่วงสามเส้นทิ้งห้อยลงมา

สามขันทีแห่งสำนักตงฉ่างถูกบ่วงเชือกคล้องคอไว้ทันที หลังจากที่เชือกรัดแน่น ทั้งสามก็เริ่มดิ้นทุรนทุราย ทหารสำนักต้าหลี่สามสิบนายที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเย่ว์ปินกรูกันออกมาทันที ชูอาวุธเดินรี่เข้ามารุมฟันสามขันที

ตะเกียงบนโต๊ะแปดเหลี่ยมถูกปัดตกจากโต๊ะทันที แสงไฟกับเงาคนสับสนวุ่นวาย...

 

ขณะนี้จูโหย่วเจวียหรือโจวอ๋องแห่งราชวงศ์หมิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างตึกกระเรียนขาวซึ่งเป็นร้านเหล้าฝั่งตรงข้ามกับตึกเย่ว์ปิน โจวอ๋องใบหน้าขาวคางแหลม ท่าทางวางอำนาจ มุมปากห้อยลง มือกำเหอเทา[7]สองลูกไว้แน่น เขาอยู่ในชุดยาวสีน้ำเงิน สวมรองเท้าส้นหนาสีดำ เดิมทีโจวอ๋องไม่รู้แผนการของอวี๋เชียนเลย กระทั่งจ้าวเฟิ่งมาขอความช่วยเหลือพอรู้แล้วให้รู้สึกตกใจ อวี๋เชียนนอกจากมีสมญาว่านักสืบเทวดาผู้เที่ยงธรรมแล้ว ยังถูกเรียกขานว่าอวี๋บ้า เขามักทำเรื่องแปลกๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจว่าในสมองของเขาคิดอะไรอยู่

อวี๋เชียนกำจัดพวกขันทีเพื่อให้ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุข แต่ภัยขันทีในราชวงศ์หมิงสั่งสมมานานหลายปี ไหนเลยจะตัดหญ้าถอนรากได้ง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นเขาไม่ได้รับพระราชานุญาตจากจักรพรรดิ ก็ลงโทษพวกขันทีโดยพลการ ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เดิมโจวอ๋องอยากห้ามอวี๋เชียน แต่เกรงว่าคงไม่ทันแล้ว เขาจึงพาคนสนิทสี่คนมาคอยสังเกตสถานการณ์ที่นี่ แล้วค่อยลงมือตามสภาพ

ขณะเดียวกันบนตึกเย่ว์ปินฝั่งตรงข้ามมีเสียงต่อสู้ฆ่าฟันกันดังสนั่น โจวอ๋องยืนอยู่ริมหน้าต่าง ลูกเหอเทาในมือหมุนไปมาไม่หยุด รู้สึกลังเล เขาคิดทบทวน รู้สึกว่าตนเองสมควรมีท่าทีชัดเจน จึงหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ ถนนหน้าตึกเย่ว์ปินตามไฟสว่างจ้า ชาวบ้านมามุงดูกันเต็มถนนแล้ว พอทุกคนรู้ว่ากำลังฆ่าพวกขันทีก็โห่ร้องด้วยความดีใจ พวกทหารชูคบไฟขึ้น เดินไปมาหน้าประตู คอยดูแลความสงบเรียบร้อย โจวอ๋องเดินขึ้นบันไดไป สีหน้าเครียด

อวี๋เชียนกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ข้างโต๊ะแปดเหลี่ยมในห้องฟ้า พึมพำกับตนเองว่า “ขาดไปเม็ดหนึ่ง”

เหล่าทหารมองเห็นชัดเจน เดิมบนโต๊ะแปดเหลี่ยมมีถั่วปากอ้าคั่วหนึ่งจาน มีสามเม็ดวางเรียงเป็นแถวบนโต๊ะ เป็นสัญลักษณ์แทนสามขันที อวี๋เชียนหยิบถั่วเม็ดใหญ่ที่สุดในจานขึ้นมา ชูขึ้นตรงหน้า

เขาหมายถึงหัวหน้าสำนักตงฉ่างไม่ได้มา

ถึงตอนนี้ทหารนายหนึ่งเดินมาหา รายงานอวี๋เชียนว่า “เรียนใต้เท้า ส่วนล่างของหวังชิวสมบูรณ์ดี เขาเป็นขันทีปลอมขอรับ”

มีรอยย่นปรากฏที่มุมตาของอวี๋เชียน เขาทุ่มเททำงานเพื่อชาติและราษฎรมาสิบกว่าปี สามารถตายพร้อมกับพวกขันที ไม่รู้สึกเสียดายชีวิต

หวังเจี้ยนมองทั่วห้องที่ข้าวของกระจุยกระจาย ไม่มีใจจะคิดว่าตนเองเสียหายเป็นเงินเท่าไร เพียงถามอย่างงุนงงว่า “ใต้เท้าอวี๋ คนอย่างหลิงอู๋จี๋ ทั้งฟ้าพิโรธผู้คนชิงชัง แม้แต่แมวลายก็มาแก้แค้นเช่นนั้นหรือขอรับ”

อวี๋เชียนส่ายหน้า “หลิงอู๋จี๋ใช้แมวลายทดลองพิษ พอนานเข้าแมวลายย่อมเห็นหลิงอู๋จี๋เป็นศัตรู เขาใช้ยาพิษฆ่าลูกแมว ยังเอายาไปป้อนแม่แมว แต่ถูกแม่แมวข่วนจนมือขวาบาดเจ็บ”

อวี๋เชียนเงยหน้าขึ้น จึงเห็นโจวอ๋องยืนอยู่หน้าประตูห้อง อวี๋เชียนคาดเดาล่วงหน้าแล้วว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ตรงหน้าต้องมาดูความเคลื่อนไหวเป็นแน่จึงยิ้มให้

มือสองข้างของหวังชิวจับบ่วงเชือกที่คอไว้แน่น ดังนั้นเมื่อปลายดาบของทหารแทงทะลุอกจึงไม่ได้ดิ้นรน ส่วนจ้าวเฟิ่งดึงเชือกที่คล้องคอขาด แต่เพราะขาขวาถูกฟันบาดเจ็บมิอาจหนีได้ ถูกทหารรุมฟันจนตาย หลิงอู่จี๋กำตัวดาบสองเล่มไว้แน่น แต่ถูกดาบอีกเล่มเสียบทะลุหลัง

โจวอ๋องพูดอย่างเย็นชาว่า “ใต้เท้าอวี๋ ชีวิตชดใช้ด้วยชีวิต ดูแล้วเจ้าคงเตรียมใจพร้อมที่จะตายแล้วสิ”

อวี๋เชียนยังคงยิ้มเจื่อน “ท่านอ๋อง ท่านเองก็อยากกำจัดพวกขันที แต่คิดว่าเสี่ยงเกินไป ก็เลยยืนดูอยู่ข้างๆ ผู้น้อยช่วยลงมือแทนท่าน ช่วยให้ท่านไม่ต้องเหนื่อยแรงขอรับ”

คำพูดของอวี๋เชียนตรงกับที่โจวอ๋องคิดในใจ


 



[1] หมายถึง แบบฉบับของหลี่ไป๋ ร้านเหล้านิยมเขียนข้อความนี้ไว้เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามาดื่มเหล้า โดยเอาอย่างหลี่ไป๋ ยอดกวีเอก

[2] เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความ เทียบเท่าศาลสูงสุด

[3] คือ ผู้ที่ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งในระบบสอบรับราชการของจีนโบราณ

[4] คือ หน่วยตำรวจลับของราชสำนักหมิง อยู่ในมือของพวกขันที

[5] เป็นข้าวต้มธัญพืชหลายชนิด ต้มกินในเทศกาลล่าปา ตรงกับวันที่แปดเดือนสิบสอง

[6] คือ กรมที่ทำหน้าที่แต่งตั้ง เลื่อนขั้น และถอดถอนขุนนาง

[7] วอลนัต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น