เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 4 : คำสัตย์แห่งจันทรากระจ่างฟ้า (บทที่ 2-1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    9 มิ.ย. 59

หมื่นกิ่งก้านบุปผาแดงชูช่อ

ใต้ร่มอาภรณ์ดั่งหลิ่วลู่ลม

สารทิศวายุพัดผมดุจนิล

นับพันลี้ไกลโพ้นลำนำคราม

นิทรารมณ์บทหนึ่ง

ไคเซวียนจวินเป็นเซียน ทว่าเขากับหวงเต้าเซียนจวิน และหรูเย่ว์เวิงนั้นแตกต่างกัน เขาเป็นคนดีที่ใจซื่อตรง สาเหตุที่เขาปรากฏกายและพำนักยาวอยู่ที่ซู่เจา เพราะเขาเป็นบุรุษผู้มั่นในรัก

หลายเดือนก่อน ข้าแอบออกจากวัง ไปเดินเล่นที่ตลาดราตรีกลางเวหา และถูกตาต้องใจเสวียนเย่ว์ตัวน้อย น่าเสียดายตอนนั้นข้าไม่รู้เลยว่าการจับจ่ายซื้อของต้องใช้เงิน ข้าคิดจะพาเสวียนเย่ว์ไป จึงถูกเจ้าของร้านต่อว่าต่อขานเสียยกใหญ่ มีคนผู้หนึ่งมาช่วยข้าไว้ และช่วยออกเงินซื้อเสวียนเย่ว์ให้ข้า ผู้นั้นก็คือไคเซวียนจวิน วันที่สอง ท่านพ่อบอกว่ามีเซียนมาเยือนแดนซู่เจา ทำเอาทั้งในและนอกวังฮือฮากันยกใหญ่ ผู้ที่ปรากฏโฉมอย่างโดดเด่นก็คือไคเซวียนจวิน เขาสุภาพอ่อนน้อม สุขุมเรียบร้อย เห็นบ่าวรับใช้ ไม่ว่าเป็นใครก็ล้วนคำนับด้วยพิธีการประสานมือพร้อมผงกศีรษะจนครบค่อยว่ากัน คราวนั้นข้ายังคิดว่าซู่เจาของเราช่างมีหน้ามีตา แม้กระทั่งเซียนก็ยังยอมถอยให้สามส่วน หลังจากนั้นท่านพ่อก็แนะนำให้เขากับพี่หญิงรู้จักกัน ทันทีที่เห็นพี่หญิง ไคเซวียนจวินก็เสมือนถูกปีศาจล่อลวงเอาวิญญาณไป เอาแต่มองนางตาค้าง ท่วงท่าราวนักปราชญ์แห่งขงจื๊อก่อนหน้านั้นล้วนถูกลืมเลือนหายเข้ากลีบเมฆ ในขณะที่พี่หญิงเองก็ไม่ด้อยกว่า แพขนตาขยับกะพริบถี่ราวปีกผีเสื้อ หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นมีคนมาก นางคงอยากเดินลิ่วจากไป เอียงซบประตูแล้วเหลียวมอง เด็ดดมบ๊วยอ่อนกลบความเขินอายระคนยินดีไปแล้ว วันนั้นไคเซวียนจวินกับท่านพ่อ และนักบวชชั้นสูงร่วมดื่มสนทนา พี่หญิงในฐานะรัชทายาทก็นั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วย เพียงแต่ระหว่างนั้น นางกับไคเซวียนจวินส่งสายตาให้กันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทุกครั้งที่พวกเขาสบประสานสายตา ความรักละมุนตามอาทรมิห่างหาย ภาพนั้นช่างหวานหยดย้อย เลี่ยนเสียจนพาให้ขนลุกเกรียว

เรือนผมสีครามของพี่หญิงดุจคลื่นน้ำเขียวคราม ยาวสยายคลุมเอวบาง ในสายตาของบุรุษหนุ่มชาวซู่เจานับไม่ถ้วนนางเปรียบเสมือนเป็นเทพหนี่ว์วา บุรุษที่แต่งงานแล้วนับไม่ถ้วนต่างยกให้นางเป็นดั่งเทพธิดาแห่งเขาอูซาน ดังนั้นการที่ไคเซวียนจวินชอบพอพี่หญิงของข้านั้นไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมาย แลพการที่พี่หญิงมีใจให้ไคเซวียนจวิน ก็ยิ่งไม่ใช่การแสดงออกที่ไม่บังควร

นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของซู่เจา ในสมัยโบราณกาล ข้างองค์เทียนตี้[1]มีเทพสมุทรผู้มีพลังเวทไร้เทียมทานอยู่ผู้หนึ่ง นามว่าอิ้นเจ๋อ มหาเทพอิ้นเจ๋อ ดูแลต้นน้ำแห่งสรรพสิ่งของสวรรค์และโลก สามารถทำให้มหาสมุทรกลายเป็นน้ำแข็งมหึมา เป็นที่เคารพเลื่อมใสของเหล่าทวยเทพชั้นสูง ทว่าเขาเองก็เป็นเทพที่เห็นแก่ตัว ผยองและไม่รู้จักความรักมากที่สุดในบรรดาเทพทั้งหลาย ผู้เดียวที่เขาให้ความใส่ใจคือพี่สาวของตัวเอง ด้วยพี่สาวทุกข์ทนเพราะไม่สมหวังในความรัก จึงหลั่งน้ำตานองหน้าทุกวี่ทุกวัน เพื่อหยอกให้นางอารมณ์ดี มหาเทพอิ้นเจ๋อจึงชักมวลน้ำในดินแดนเทพไปยังทะเลเหนือ ด้วยพลังเทพแห่งวารีนั้น ได้สร้างเมืองว่างเปล่าขึ้นแห่งหนึ่งในเวลาแรมเดือน อีกทั้งให้ธารน้ำแห่งดินแดนเทพโอบล้อมห้อมเมือง ขนานนามมันว่า 'ลำน้ำลั่ว' เมืองแห่งนั้นมีทิวทัศน์ที่ยากจะพบในหกภพภูมิ วันที่สิบห้าของทุกเดือน ปทุมชาติแบ่งบาน บุปผาแดงโปรยปราย จันทร์เพ็ญจะกินพื้นที่ผืนฟ้าพร่างดาวกว่าครึ่ง ส่องแสงอาบทอทุกทิวทัศน์ให้เป็นสีขาวเงิน ทว่าน่าเสียดาย ทัศนียภาพงดงามทำให้พี่สาวดีใจ กลับไม่ได้ทำให้นางเข้มแข็งขึ้น ผ่านไปอีกหลายปี นางจึงจากไปด้วยความเศร้าหมองตรอมใจ ณ แห่งนั้นจึงกลายเป็นแดนโศกเศร้าของมหาเทพอิ้นเจ๋อ เขาไม่เคยย่างกรายไปที่นั่นอีกเลย

ลำน้ำลั่วมีพลังชีวิต เมืองนี้ตั้งอยู่ติดกับดินแดนเซียน ทั้งยังมีพลังเวทของมหาเทพหลงเหลือ กาลเวลาสั่งสมนานวัน หล่อเลี้ยงให้เกิดมีสิ่งมีชีวิต พาให้เมืองว่างเปล่าแห่งนั้นค่อยๆ มีชีวิตขึ้นมา ร้อยปีให้หลังชาวซู่เจาจึงถือกำเนิดขึ้น ณ ดินแดนนั้น ชาวซู่เจามีรูปลักษณ์ที่งดงาม ผมสีครามผิวหิมะ สืบทอดพลังเทพของเทพสมุทร ใช้เวทบังคับวารีได้โดยกำเนิด ไม่นานก็บูรณะดินแดนแห่งนั้นให้กลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง หลังจากที่ประสบกับการตายของพี่สาวอันเป็นที่รัก มหาเทพอิ้นเจ๋อเองก็ได้เรียนรู้การเมตตาผู้อื่น จึงจำแลงกายเป็นเทพแห่งซู่เจา ปกปักษ์คุ้มครองราษฎรของดินแดนแห่งนั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือตำนาน 'มหาเทพสร้างซู่เจา' ในตำรา 'ประวัติศาสตร์ซู่เจา บันทึกการสร้างซู่เจา' เองก็มีจารึก 'อิ้นเจ๋อนั้นไซร้ คือเทพต้นกำเนิด สถาปนาซู่เจาด้วยลำน้ำลั่ว' ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาของเราจึงต่างกับเผ่าพันธุ์อื่น เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่จะนับถือฮ่องเต้แห่งสวรรค์ ซึ่งก็คือเทียนตี้ เทพผู้สูงสุดในหกภพภูมิ ทว่าในซู่เจา ผู้ที่เคารพฮ่องเต้แห่งสวรรค์มีเพียงส่วนเดียว ความศรัทธาสูงสุดของเราคือเทพสมุทร และเห็นพ้องว่าตนสืบสายโลหิตจากเทพเซียน ทั้งยังจินตนาการถึงพวกเขาอย่างไร้ขอบเขต เพียงทว่าในจินตนาการของพวกเรา เซียนน่าจะคล้ายคลึงกับนักบวชชั้นสูงของเรา สวมชุดยาวหลวมๆ ด้วยรูปร่างผอมบาง นิ้วมือเรียวยาวลูบเครายาว แม้ไคเซวียนจวินจะเป็นผู้อาวุโสที่มีอายุขัยหลายร้อยปี ทว่ากลับมีรูปลักษณ์รุ่นราวคราวเดียวกับพี่หญิง ไหนจะความงดงามเกินคาดนั่นอีกเล่า ฉะนั้นการที่หัวใจของพี่หญิงหวั่นไหวก็เป็นเรื่องในความคาดหมายอยู่แล้ว

เรื่องเดียวที่เหนือความคาดหมายก็คือ เมื่อท่านพ่อหมั้นหมายพวกเขาทั้งสอง พี่หญิงก็ปฏิเสธทันที ภายหลังฟังท่านแม่อธิบาย เป็นเพราะพี่หญิงรู้ว่าข้าเอาแต่ซุกซน ไม่เหมาะจะเป็นอ๋อง ราชวงศ์ของซู่เจามีข้อบัญญัติ ราชาแห่งซู่เจาต้องสมรสกับชนเผ่าเดียวกัน นางในฐานะพี่สาว ปรารถนาจะให้ข้าได้แต่งงานกับผู้ที่รักใคร่ชอบพอตามแต่ใจ ไม่จำเป็นต้องถือสาว่าเขามาจากไหน พี่หญิงนิสัยอ่อนโยน ทว่าเนื้อในกลับดื้อรั้น เมื่อไหร่ที่ตัดสินใจแล้วก็จะไม่เปลี่ยนใจ หลังจากนั้นไคเซวียนจวินก็พำนักยาวนาน เฝ้าวอนขอความรัก เมามายทุกราตรี ถ้อยคำติดปากคือ 'วอนขอมิสมหวัง คะนึงหาทั้งยามหลับและตื่น'  แม้นเขารำพันเพ้อหาจนผ่ายผอมก็ไม่นึกเสียใจ พี่หญิงก็ไม่เคยหวั่นไหว สองเดือนผ่านไป ในที่สุดไคเซวียนจวินก็ทดท้อสิ้นกำลังใจ อำลาท่านพ่อ และไปจากซู่เจา

ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึง เมื่อเขากลับมาที่ซู่เจาอีกครั้ง ที่นี่ก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว นึกถึงเรื่องนี้ ข้าก็อดคิดถึงการตายของบุพการีขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ หัวใจพลันหนักอึ้งดุจมีตุ้มถ่วง เปิดประตูก้าวออกมาจากห้อง โชคไม่ดีที่ข้าเพิ่งเดินออกมาก็เจอพี่หญิงบนระเบียงทางเดิน นางถามอย่างฉงน "เจ้ามาทำอะไรอีก"

ข้าอึกอัก "ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ นอนไม่หลับ พี่หญิงก็นอนไม่หลับหรือ ไปเดินเล่นกับข้าในสวนไหม"

"ข้ายังมีเรื่องต้องสะสาง เจ้าไปเดินเล่นก่อนเถอะ" พี่หญิงดูท่าทางมีเรื่องหนักใจ ทว่าวาจากลับนุ่มนวลกว่าก่อนหน้านี้มาก

เห็นนางรีบร้อนจากไป ข้าจึงลอบปีนขึ้นหลังคา เร่งมุ่งหน้าไปทางเรือนจำหลวง เวทวารีทะยานเวหาของข้ายังไม่คล่องนัก จึงล้มลุกคลุกคลานกว่าถึงเรือนจำหลวงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำหนัก คาดไม่ถึงว่าจะพบเงาร่างของพี่หญิงอีกครั้ง นางผลุบหายเข้าไปในเรือนจำหลวง ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จึงมีผู้คุมสองคนออกมาส่งนาง หนึ่งในนั้นกล่าวอย่างพินอบพิเทา "องค์หญิงโปรดวางใจ พรุ่งนี้ก่อนลงทัณฑ์ เราจะต้องเค้นเอาคำตอบมาได้แน่นอนขอรับ"

พี่หญิงสั่ง "เฝ้าเขาไว้ให้ดี ห้ามมีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย"

ผู้คุมสองคนรับคำสั่งและส่งนางอย่างนอบน้อม จากนั้นก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน ข้าหลบอยู่หลังพุ่มไม้ ลอบฟังการสนทนาของพวกเขา

"เห็นหรือยัง องค์หญิงใหญ่กับองค์ชายเฉินจือบาดหมางกันจนมองหน้าไม่ติดแล้ว ที่แท้ท่านอ๋องสิ้นเพราะองค์ชายเฉินจือนี่เอง เฮ้อ ใจคนช่างน่ากลัวแท้!"

"นั่นสิ ตอนนี้ท่านอ๋องกลายเป็นอดีตราชาไปแล้ว ซู่เจาของเราไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ซ้ำยังต้องให้หญิงสาวเยาว์วัยผู้นี้มาปกครอง น่ากลัวว่าหลายสิบปีนับจากนี้คงไม่ได้กินอยู่กันอย่างสงบสุขแล้วละ"

"ชู่ว์ หญิงสาวเยาว์วัยอะไรเล่า ประเดี๋ยวก็จะขึ้นสืบบัลลังก์แล้ว ระวังหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง แล้วเจ้าจะถูกย้ายไปกวาดถนนในชั่วพริบตา"

"กวาดถนนกับเฝ้าคุกประหาร ข้าแยกไม่ออกแล้วจริงๆ ว่าอย่างไหนเลวร้ายกว่ากัน"

"พูดถึงคุกประหาร ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่ง ข้าจะต้องมาเฝ้าคุมองค์ชายเฉินจือที่นี่ ซ้ำยังต้องช่วยองค์หญิงใหญ่เฆี่ยนตีทรมานเขา ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขากำลังคิดอะไร ทั้งที่ยามอยู่ในซู่เจา เขามีตำแหน่งบารมีทัดเทียมองค์หญิงทั้งสอง แต่กลับช่วยสวรรค์กำจัดเรา เซียนส่วนใหญ่จะ 'ได้รับพรพิเศษจากสวรรค์' จริงๆ กระมัง"

"พอเลย อย่างเขาน่ะ พรุ่งนี้ก็ตายแน่แล้ว เจ้าดูสิว่าองค์หญิงใหญ่ให้เครื่องมือทรมานอะไรกับพวกเราบ้าง แส้หนามน้ำแข็งแบบนี้เจ้าคงไม่เคยเห็น เวลาหวดลงบนร่าง เนื้อก็จะถูกดึงออกมาเป็นเส้น แถมหนามน้ำแข็งนั้น ถ้ากระทบเลือดเนื้อแล้วหักไปกี่ซี่ ก็จะงอกขึ้นมาใหม่เท่าเดิม หากโบยลงไปเช่นนี้เรื่อยๆ เรียกได้ว่าตายยังดีกว่าเป็น แต่ข้าว่านะ ฟู่เฉินจือนั่นสมควรโดน! เขาทำให้ท่านอ๋องกับพระชายาของเราต้องวายชนม์ ไป เข้าไปโบยเขา โบยจนกว่าเขาจะสารภาพทุกอย่าง!"

ข้ากระโดดลงได้เวลาเหมาะเจาะ เดินดุ่มๆ เข้าไป "นี่ พวกเจ้าสองคน!"

"เอ๊ะ องค์หญิงเล็ก"

"คำนับองค์หญิงเล็ก"

"พี่หญิงไม่ไว้ใจพวกเจ้า ให้ข้ามาสอบสวนฟู่เฉินจือด้วยตัวเอง" ข้ายื่นมือออกไป

"เอาแส้มาให้ข้า"

"คือ"

"คืออะไร! เอามา!" ข้าตะคอก ทำเอาผู้คุมตกใจจนยื่นแส้ให้ "ห้ามตามเข้ามา มิฉะนั้นเกิดแอบได้ยินความลับการปกครอง พวกเจ้ามีสิบหัวก็ไม่พอให้ประหาร"

ดีว่าพี่หญิงยังไม่ได้สืบบัลลังก์ เวลานี้พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรฟังใคร ข้าเพียงใช้เล่ห์กลเล็กน้อย ก็สามารถเข้าไปข้างในได้อย่างราบรื่น เวลาล่วงเข้าสู่กลางดึกแล้ว ในเรือนจำเงียบสงัด มีเพียงพระจันทร์ใสดั่งน้ำกลางฟ้าสีครามไร้ขอบเขตส่องแสงลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ทิ้งเงาเป็นปล้องยาวสีขาวเงินบนพื้น ในที่สุดข้าก็เห็นพี่ชายในส่วนลึกสุดของเรือนจำหลวง วันนี้ดาวเทียนอิงพร่างพราวเป็นพิเศษ เปล่งแสงระยิบระยับร่วมกับหมู่ดารานับหมื่น ความโดดเดี่ยวทาบทออยู่ทั่วกายเขา เขานั่งพิงอยู่ในหลืบมุมอย่างหมดอาลัยตายอยาก มือเท้าถูกตรวนด้วยโซ่เหล็กหนักๆ อย่างแน่นหนา บนชุดยาวมีรอยฉีกขาดนับร้อย เผยให้เห็นผิวเนื้อที่เต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลจากการถูกโบย ได้ยินเสียงฝีเท้า เขากลับไม่มีปฏิกิริยาอันใด

จนกระทั่งข้าจับซี่กรงเหล็ก แล้วร้องเรียก "ท่านพี่"

เขาเงยหน้าขึ้นทันที มองข้าด้วยความฉงนปนมึนงง มุมปากของเขามีรอยเลือดซิบๆ แต่ไม่ว่าจะสะบักสะบอมเพียงใด ก็ยังคงแผ่กลิ่นอายหอมเย็นสดชื่นดุจยามราตรีเช่นเคย "เวยเวยทำไมเจ้า"

ข้าเหลียวมองข้างหลัง รีบใช้กุญแจไขประตูเรือนจำ ย่อร่างนั่งลงตรงหน้าเขา กลับไม่รู้จะทำเช่นไรดี "ท่านไม่คิดจะอธิบายอะไรเลยหรือ คิดจะตายไปทั้งอย่างนี้หรือ"

เขาแย้มยิ้ม "ข้าอธิบายไปแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อข้า"

"ท่านเป็นเซียน พลังเวทล้ำเลิศ หนีได้อยู่แล้ว!"

"ไม่ หากข้าหนีไปจริงก็ชี้ชัดว่าข้าคิดไม่ซื่อ ถึงตอนนั้นเจ้าเองก็จะผิดหวังในตัวข้า"

ข้าโกรธจนแทบลมใส่ "ข้าจะผิดหวังหรือไม่ สำคัญเท่าชีวิตของท่านหรือ ต่อให้ท่านเป็นเซียนก็ไม่ได้มีเก้าชีวิต ท่านทำเช่นนี้เหมือนกำลังทะเลาะกับคันฉ่อง บีบคั้นไล่ต้อนตัวท่านเอง"

เขาหัวเราะเสียงเบาอีกครา กลับตอบสั้นๆ เพียงคำเดียวว่า "มีสิ"

"บ้าแล้วๆ ท่านบ้าไปแล้วจริงๆ!" ข้าคว้ามือใหญ่ของเขา แล้วกล่าวอย่างจริงจัง "ข้าเชื่อท่าน ไม่ว่าท่านพูดอะไร ข้าก็ล้วนเชื่อ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าเจอสถานการณ์เดียวกันอีก ท่านไม่ต้องชั่งใจว่าข้าจะคิดเช่นไร หนีไปก่อน รู้ไหม"

พี่ชายตะลึงนิ่ง มองข้าตาไม่กะพริบ ข้ารู้ว่าพี่ชายตื้นตันจนหัวใจสะท้านดุจระลอกคลื่นซัดโถม เพียงแต่อดกลั้นได้ก็เท่านั้น ข้าถอนใจ "เหตุใดท่านจึงไม่บอกพวกเราให้เร็วกว่านี้ ว่าท่านเป็นเซียน"

"ตอนเด็กข้าไม่กล้าบอก กลัวบอกแล้วท่านพ่อกับท่านแม่จะทอดทิ้งข้า ภายหลังเมื่อเติบโตแล้ว เดิมทีคิดอยากบอกเจ้า แต่ท่านอาจารย์ในเวลานี้เตือนว่าตัวตนที่แท้จริงของข้าไม่ธรรมดา ไว้โอกาสสุกงอมแล้วเขาจะเปิดเผย แต่ก่อนหน้านั้น ไม่ให้แพร่งพราย"

"อาจารย์ของท่านคือใครกันแน่"

"ฐานะของเขาสูงส่งมาก ข้าบอกไม่ได้"

ข้าหยั่งเชิงถาม "หรือว่าเขาเป็นเซียนจวิน"

พี่ชายส่ายหน้าเงียบๆ ฉันจึงเอ่ยถาม "หรือจะเป็นเซียนจุน คงไม่ได้ถึงขั้นนั้นหรอกนะ"

เขาก็ยังส่ายหน้า

"นั่นสูงกว่านี้ก็เป็นเทพแล้ว เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม" เห็นพี่ชายไม่ปริปาก ข้าแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงโบกมือพลางเอ่ยว่า "เลิกล้อข้าเล่นได้แล้ว ข้าไม่เชื่อด้วยหรอก"

เขาก็ยังไม่ให้คำตอบ เวลามีไม่มาก ข้าไม่คิดจะเค้นถามต่อไป ไปดูที่ประตูให้แน่ใจว่าไม่มีใครมาที่นี่ จึงใช้กุญแจไขตรวนมือและตรวนเท้าให้พี่ชาย เขากลับรั้งข้า "อย่า เจ้าจะให้มันจบแบบนี้ไม่ได้"

"ก็ดีกว่าท่านตาย"

"แต่ว่า"

"แต่อะไรอีกล่ะ ขืนมัวแต่อีกท่านได้ตายแน่ ถ้าท่านตายไปข้าจะเสียใจมาก ท่านยอมหรือ อย่ามัวร่ำไรอยู่เลย" ข้าแกะมือใหญ่ออก รีบไขกุญแจอย่างรวดเร็ว เคาะตรงตำแหน่งที่ไคเซวียนจวินบอกไปสองสามครั้ง แล้วก็พบหลุมใต้ดินจริงๆ

ขณะหนีออกจากเรือนจำเป็นยามโฉ่ว[2]แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวใดจากไคเซวียนจวิน เห็นทีพี่หญิงคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะประหารพี่ชาย ข้าถอนใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ย "เห็นทีท่านคงอยู่ที่ซู่เจาต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ รีบหนีเถอะ"

เขากลับนิ่งไม่ไหวติง "เวยเวย"

"หืม?"

"ไปด้วยกันกับข้า"

"ไม่ได้ ข้าเป็นบุตรีของท่านพ่อ ทิ้งซู่เจาไปไม่ได้" เห็นเขานิ่งไปนาน ข้าก็ร้อนใจเหมือนถูกไฟลน "อย่าดื้อเลย ข้าไม่มีทางไปกับท่าน เร็วเข้าหน่อย ช้ากว่านี้ก็หนีไม่รอดแล้ว"

"ข้าจะกลับมา วันหนึ่งข้าจะฝึกตนให้เก่งกล้า แล้วกลับมาที่ซู่เจาเพื่อพิสูจน์ว่าข้าเป็นผู้บริสุทธิ์"

เดิมข้าคิดจะต่อความ แต่กลับเห็นเขายกข้อมือขึ้นส่ายไปมา นั่นเป็นจี้น้ำแข็งขนาดจิ๋ว ข้าฉวยมือเขามาด้วยความดีใจ "นี่มันอันที่ข้าให้ท่านไม่ใช่หรือ ท่านยังเก็บไว้อีกหรือ"

น้ำแข็งสลักของซู่เจาเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัวของเรามานาน มีเพียงเราเท่านั้นที่รวบรวมพลังชีวิต ทำให้น้ำแข็งในอาณาเขตโดยรอบคงตัวไม่ละลายก่อนอายุขัยของผู้ใช้เวท จี้น้ำแข็งรูปกวางบนข้อมือเขา น่าจะเป็นผลงานชิ้นเอกในชั่วโมงเรียนแกะสลักของข้าเมื่อยังเด็ก ข้าชูจี้ไม้แกะสลักรูปร่างเหมือนกันตรงบั้นเอวขึ้นมา เขย่าไปมาต่อหน้าเขา "ดูสิ อันที่ท่านให้ข้า ข้าเองก็ยังเก็บไว้นะ"

พี่ชายระบายยิ้มสดใสบนดวงหน้า "เวยเวย ข้าจะยังฝึกเวทบังคับวารีต่อไป ถึงตอนนั้นข้าก็จะแกะสลักน้ำแข็งให้เจ้าชิ้นหนึ่ง พาเจ้าไปชมจันทร์ริมลำน้ำลั่วทุกวัน ลิ้มสุราใต้ต้นท้อ หากเจ้าอยากบินเหิน ไม่ต้องบังคับน้ำ และไม่ต้องขี่วิหคห้าสี ข้าจะอุ้มเจ้าเหาะเหินเดินอากาศวันละพันลี้ ท่องป่าเขาลำน้ำที่งดงามที่สุดทั่วทุกภพภูมิ"

"ตกลง!" คิดไม่ถึงว่าพี่ชายจะมีใจเช่นนี้ ข้าซาบซึ้งจนน้ำตาร่วง "หวังว่าท่านจะไม่แต่งพี่สะใภ้เร็วเกินไป"

"ไม่หรอก เพราะฉะนั้นก่อนข้ากลับมา เจ้าเองก็อย่าออกเรือนละ"

"เช่นนั้นท่านกลับมาเร็วๆ นะ"

"เจ้าไม่ออกเรือน ข้าก็ไม่แต่ง"

ข้ายื่นนิ้วก้อยออกไป เขาเกี่ยวก้อยกับข้าเหมือนเช่นเมื่อครั้งยังเยาว์ ข้าบอกเขาว่า "เกี่ยวก้อยกันแล้ว ใครผิดสัญญาเป็นลูกสุนัข"

เขาช้อนตาขึ้นมองข้าอย่างหนักแน่น "เวยเวย ข้าชอบเจ้า"

นัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายดุจแสงดาราพราวระยับ สวยงามโดดเด่นยิ่งกว่าท้องฟ้า ตอนเด็กๆ เคยอ่านบทกวีมามากมาย ไม่ว่าจะ ดวงเนตรดั่งธาราสารทฤดู เพียงพินิจพลันเคลิ้ม วับวาวดุจสารทวารี นัยน์ตายาวรีโค้งเหมือนดัด ก็ไม่อาจพรรณนาความงดงามของดวงตาเขาในเวลานี้ได้ ข้าเผลอมองจนตกอยู่ในภวังค์ คิดในใจว่าพี่ชายช่างเป็นคนที่งดงาม ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ข้าเองก็ชอบท่านพี่"

"ชอบของข้า กับชอบของเจ้าไม่เหมือนกัน" จากนั้นพี่ชายก็กุมมือข้า ก้มหน้าลงกล่าวเสียงทุ้ม "ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า เป็นความรักชอบระหว่างชายหญิง"

"หา?" นั่นเป็นเพียงปฏิกิริยาจากจิตใต้สำนึก อันที่จริงความคิดข้าหยุดนิ่งไปแล้ว จู่ๆ เขาก็ย่นระยะห่าง ทำเอาข้าร้อนผ่าวที่นวลแก้ม ข้าจึงเอ่ยแก้เก้อ "ละ...ล้อเล่นอะไรเนี่ย"

"ข้าไม่ได้พูดเล่น นานมาแล้ว ข้าก็รู้ชัดถึงความรู้สึกของตัวเอง และไม่เคยลังเลสับสนแม้เพียงน้อย" เขาหลุบตาลง จนตางอนยาวไม่อาจซ่อนเร้นความรู้สึกที่แทบล้นทะลัก ทว่าสิ่งที่เขาทำท้ายที่สุดเป็นเพียงการจุมพิตแผ่วเบาลงหลังมือของข้าเท่านั้น "ข้าจะกลับมาแน่นอน แล้วแต่งเจ้าเป็นภรรยา"

ท่ามกลางจันทร์เพ็ญและสายลมอ่อนละมุน เงาร่างของเขาสลายเป็นหมอกควันจาง หายลับไปกับมวลเมฆ

ข้ากุมมือตัวเอง เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น พี่ชายบอกว่าอยากแต่งงานกับข้า เป็นภาพลวงตาหรือ ยามนี้ร่างกายเหมือนถูกแรงบางอย่างกระชากไปทีหนึ่ง ไม่ ในเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่เวลาฟุ้งซ่าน ข้ากุมขมับ ก่อนจะสะบัดแรงๆ เพิ่งจะเร้นหลบเข้าทางเล็กๆ หวังจะกลับวังจื่อเฉา กลับได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากด้านหลัง "ฟู่เฉินจืออยู่ตรงนั้น! รีบไปจับเขาเร็ว!"

ผู้คุมกลุ่มใหญ่ชี้มาทางข้า แผดเสียงโวยวาย ข้าแหงนหน้ามองฟ้า หาได้เห็นเงาร่างของพี่ชายไม่ ด้วยเหตุนี้จึงร้องบอกพวกเขาว่า "กลับไปให้หมด ฟู่เฉินจือไม่ได้อยู่ที่นี่"

ทว่าพวกเขากลับพุ่งปราดเข้ามากันหมด ล้อมข้าเอาไว้ ข้าจึงถาม "พวกเจ้าทำอะไร คิดก่อกบฏหรือ"

"ฟู่เฉินจือ เจ้าขายชาติสังหารบุพการี ยังคิดจะหนีลอยนวล ไปกับพวกเราเสีย!"

"รีบไปรายงานองค์หญิงใหญ่ เจ้าโจรกบฎนี่คิดจะหนี"

ข้าชี้ตัวเองแล้วแย้ง "พวกเจ้าเมาสุราหรือว่าต้องมนตร์กันแน่ ดูให้ดีว่าข้าเป็นใคร"

ไม่สิ นิ้วมือไม่ใช่ ข้าก้มหน้าลง เห็นมือของตัวเองใหญ่ขึ้นมาก นิ้วเรียวยาว ข้อต่อชัดเจน แม้มือนี้จะไม่ใช่ของข้า หากแต่ไม่แปลกตาเลย นี่เป็นมือของพี่ชาย นอกจากจากนั้น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พื้นดินไกลกว่าปกติ คล้ายจะเป็นด้วยสาเหตุที่ขาทั้งสองข้างยาวกว่าเดิม ยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเอง นวลแก้มอิ่มเอิบอย่างดรุณีก็หายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยสัมผัสผอมบางคมสัน ลูบจากหน้าผากลงยังจมูก ปากและคาง มั่นใจจริงแท้ว่าไม่ใช่ข้า ในที่สุดก่อนที่พวกเขาจะคุมตัวข้ากลับเรือนจำ ข้าเห็นเงาของตัวเองที่สะท้อนกลับมาในบ่อน้ำระหว่างทาง——ข้ากลายเป็นพี่ชายไปแล้วจริงๆ!

กลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ผู้คุมคนหนึ่งผลักข้าลงที่พื้นอย่างแรง ก่อนจะถ่มน้ำลายรดข้า ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วคาดคั้น "ฟู่เฉินจือ เจ้าโจรใจสุนัข หลายปีที่ออกจากซู่เจา เจ้าไปไหนมาบ้าง และพบใครบ้าง"

ยามนี้หากข้าบอกว่าตัวเองคือองค์หญิงเล็ก น่ากลัวว่าคงไม่มีใครเชื่อ กลับจะยิ่งกระตุ้นให้พวกเขามีโทสะ ใครเป็นคนทำให้ข้ามีสภาพเช่นนี้กันแน่ หรือว่าเป็นไอเย็นเยือกแผ่ซ่านที่แผ่นหลัง ข้าเอ่ย "พวกเจ้าไปตามองค์หญิงใหญ่มา ข้าจะพูดกับนางโดยตรง"

"ฝันไปเถอะ ตอนนี้องค์หญิงใหญ่งานยุ่ง ไม่มีเวลามาเจอเจ้า! ถ้ายังปากแข็งเราจะใช้กำลังแล้วนะ!" ผู้คุมคนนั้นตวัดเท้าเตะขาของข้าอย่างแรง ข้าเจ็บจนกอดขาตัวสั่นงันงก "บอกมา! เจ้าสมคบกับใคร ยังมีใครจะมาที่ซู่เจาอีก"

"ข้าบอก ข้าบอกแล้ว ข้าบอกตามตรง" ข้าชูมือยอมศิโรราบ

ครานี้คงได้แต่ปั้นเรื่องแล้ว ต้องปั้นเรื่องให้เหมือนจริง ทว่าข้าเพิ่งขบคิดคำตอบเสร็จ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เนื่องจากผู้คุมสองคนที่ไปส่งพี่หญิงก่อนหน้านี้กลับเข้ามา หนึ่งในนั้นถือแส้หนามน้ำแข็ง พลางสะบัดแส้นั้นต่อหน้าข้า หนามน้ำแข็งกระทบกันส่งเสียงโคร้งเคร้ง สะท้อนประกายแสงสีฟ้าท่ามกลางความมืด เขาส่งเสียงฮึอย่างเยือกเย็น "อะไรจะง่ายปานนั้น เจ้าหน้าอ่อนไร้ยางอายนี่ ตายร้อยครั้งก็ไม่พอ ให้ข้าโบยเขาสักครั้งให้สาแก่ใจ"

"พี่ชาย ล้อเล่นเช่นนี้ไม่ดี" ข้าหดร่างถอยหลัง "ถ้าโบยละก็ตายแน่ พรุ่งนี้เช้าหากพี่หญิงเห็นศพข้า น่ากลัวว่าพวกเจ้าเองก็รายงานลำบากไม่ใช่หรือ"

เขาไม่ต่อปากต่อคำอีก เพียงชูแส้ขึ้น แล้วหวดฟาดลงบนตัวข้า หนามน้ำแข็งนั้นแหลมคมแค่ไหน ก่อนที่จะสัมผัสถึงความเจ็บปวดจนกรีดร้องโหยหวน ข้าก็เห็นโลหิตสดๆ กระเด็นเปรอะผนัง ทั้งยังมีเนื้อหนังสีแดงปะปนอยู่ด้วย...

ข้าขบคิด ไม่ว่าจะกาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ต่างทำให้ข้าไม่อยากนึกถึงที่สุด ระหว่างนั้นข้าหมดสติไปอีกหลายครั้ง ภายหลังก็ล้วนถูกน้ำเกลือสาดจนฟื้นคืนสติ มีหลายครั้งที่ข้าถึงกับอยากกัดลิ้นฆ่าตัวตาย แต่กลับถูกผู้คุมบีบขากรรไกร แล้วบังคับยัดสิ่งของเข้าปิดปาก เอาศีรษะโขกกำแพงก็ไม่ได้ ลองใช้หนามน้ำแข็งกรีดข้อมือก็ถูกห้ามเลือดอย่างรวดเร็วเอาเป็นว่าหากผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ สำหรับข้าแล้วการประหารต่อหน้าปวงชนก็เป็นแค่การจบลมหายใจเฮือกสุดท้ายเท่านั้น



[1] เง็กเซียนฮ่องเต้

[2] ช่วงเวลาตี ๑ ถึง ตี ๓

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #27 MD_PiG (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 18:40
    ตอนนางเอกถามเรื่องอาจารย์พระเอกในคุกมีแทนตัวเองว่าฉันคำนึงนะคะ เผื่อสนพ.จะแก้ไขทันก่อนพิมพ์อ่านแล้วสะดุดนิดๆค่ะ
    #27
    2
    • #27-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 4)
      22 มิถุนายน 2559 / 19:54
      ขอบคุณมากค่า
      #27-1
    • #27-2 MD_PiG(จากตอนที่ 4)
      24 มิถุนายน 2559 / 09:55
      พึ่งเห็น ที่นางเอกถามพี่ชายตอนที่ 4 ค่ะ เผลอเรียกว่าพระเอกเฉยเลย 5555
      #27-2
  2. #19 KawitaHanamond (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2559 / 17:37
    อ้าว ไหงงั้น เทพก็ชั่วได้ด้วยเหรอ
    สงสารนางเอกง่ะ Y_Y
    #19
    0