เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 5 : คำสัตย์แห่งจันทรากระจ่างฟ้า (บทที่ 2-2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    9 มิ.ย. 59

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณเข้าโอบล้อมพื้นพิภพ ข้าถูกขังอยู่บนเกวียนนักโทษ ถูกแห่ประจานไปยังตลาด ตลอดทางสองข้างทางมีราษฎรแทบทั้งหมดของซู่เจามุงล้อมอยู่ พากันปาผักสดและไข่ไก่ใส่ข้า ชิ สิ้นเปลืองจริง เพชฌฆาตกำลังลับดาบขึ้นเงาวูบวาบ เหล่าขุนนางรายล้อมพี่หญิงราวกับดาวล้อมเดือน นางนั่งอยู่บนแท่นสูง ไคเซวียนจวินยืนอยู่ข้างนางด้วยท่าทางหวาดหวั่นเช่นเดิม ข้ายังนึกว่าความเจ็บปวดเกินจำกัดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นชินชา แต่คิดไม่ถึงว่าผ่านไปตั้งหลายชั่วยามแล้ว บาดแผลบนร่างกายก็ยังสร้างความเจ็บปวดถึงขั้วหัวใจ ยามนี้ไม่ว่าจะความเจ็บปวดเรื่องความรัก หรือความหนักอึ้งที่เสียบุพการีล้วนไม่สนใจแล้ว ภายใต้ความทุกข์ทรมานทางร่างกายอย่างสุดขั้วหัวใจเช่นนี้ ข้าคิดเพียงอยากจะตายให้เร็วที่สุด จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว

เมื่อถูกคุมตัวขึ้นลานประหาร ก็มีคนมัดมือทั้งสองข้างของข้า ให้ข้าคุกเข่าอยู่หน้าเครื่องประหารมังกรคราม เมื่อศีรษะถูกกดลงไป ข้าได้ยินเสียงไคเซวียนจวินทอดถอนใจกับพี่หญิงจากไม่ไกล "หลิวอิ๋ง คุณชายฟู่กระทำเรื่องผิดครรลองครองธรรม แต่ชั่วดีอย่างไรข้ากับเขานับเป็นวิญญูชนมิตร ไม่อาจทำใจเห็นภาพ"

พี่หญิงกล่าว "ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านอย่าดูก็พอ"

ไคเซวียนจวินตอบ "เฮ้อ หวังเพียงคุณชายฟู่จะสู่สุขคติ"

ราวกับถูกน้ำเย็นสาดโครม สมองอันมึนงงของข้าตื่นทันที

เหตุใดยามนั้นไคเซวียนจวินจึงไม่ได้บอกกับข้าเช่นนี้ ตอนนั้นเขาบอกว่าอย่างไร

'คุณชายฟู่เป็นคนมีคุณธรรม จะทำร้ายบิดามารดาผู้ให้ชีวิตจนตายได้อย่างไรกัน'

ใช่ เขาบอกเช่นนั้น!

ผู้ที่วางแผนทุกอย่างล่วงหน้าคือไคเซวียนจวิน! คนผู้นี้ช่างหน้าเนื้อใจเสือ ให้ข้าไปช่วยพี่ชายที่เรือนจำ แต่กลับทำให้ข้ากลายร่างเป็นพี่ชายขณะขากลับ สุดท้ายก็ยืมดาบฆ่าคน กำจัดเสี้ยนหนามในคราวเดียวได้ถึงสองคน อำมหิตเหลือคณานับ! ดาบใหญ่เหนือศีรษะสะท้อนแสงวาววับ ข้าแหงนหน้าขึ้นกะทันหัน ร้องโหวกเหวกเสียงดัง "พี่หญิง ข้าคือลั่วเวย! ตอนเด็กๆ พี่หญิงลูกพี่ลูกน้องของเราเคยตีท่าน จากนั้นท่านก็ปัสสาวะรดที่นอนของนาง!"

บรรยากาศเงียบกริบ เหล่าขุนนางพูดไม่ออก

พี่หญิงกระอักกระอ่วนถึงขีดสุด ตบที่วางมือบนเก้าอี้อย่างแรง ตวาดเสียงเขียว "ฟู่เฉินจือ เจ้าช่างบังอาจนัก! เจ้าฟังเรื่องโง่ๆ มาจากลั่วเวย จึงสวมรอยนางอย่างนั้นหรือ"

ไคเซวียนจวินเอ๋ย เผยหางจิ้กจอกของเจ้าออกมาเสีย ไปเกลี้ยกล่อมพี่หญิงให้นางรีบสั่งประหารข้า ข้าจะได้บอกเล่าความลับที่มากยิ่งกว่า จากนั้นค่อยบอกนางว่าหากไม่เชื่อก็จงตามหาลั่วเวย ดูว่านางหายตัวไปแล้วใช่หรือไม่

คิดไม่ถึงว่าข้าจะคาดการณ์ผิด ไคเซวียนจวินออกอาการลนลานเล็กน้อย ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับตาลปัตร "เดี๋ยวก่อน หลิวอิ๋ง สังหารคนผู้นี้ไม่ได้! นางอาจเป็นองค์หญิงเล็กจริงๆ!"

พี่หญิงลังเล "เหตุใดจึงพูดเช่นนี้"

ไคเซวียนจวินกล่าว "เมื่อคืนองค์หญิงเล็กมาหาข้า บอกว่าอยากพบพี่ชายครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกประหาร ข้าใจอ่อน จึงมอบยันต์แปลงกายแก่นางไป ให้นางแปลงกายเป็นผู้คุม ไปเยี่ยมฟู่เฉินจือ เนื่องจากกลัวว่านางจะแปลงกายเป็นเจ้าแล้วออกคำสั่งปล่อยคน ข้ายังเลือกอักขระเวทที่แปลงได้เฉพาะบุรุษโดยเฉพาะ ฉะนั้นคนคนนี้อาจเป็นองค์หญิงเล็กที่แปลงกายเป็นฟู่เฉินจือเพื่อรับโทษทัณฑ์แทนเขาก็เป็นได้"

ไคเซวียนจวินผู้นี้กำลังเพ้อเจ้ออะไรกันแน่ ข้าไม่รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อันใด แต่กลับมั่นใจและแน่ใจเรื่องหนึ่งว่าเขาเตรียมการมาพร้อม ทั้งยังเตรียมหาเหตุหลอกลวงผู้อื่นไว้แต่แรกแล้ว ข้าต่อกรกับเขาไม่ได้เลย เห็นเพียงพี่หญิงทำสัญญาณมือบางอย่าง เขาก็เดินมาหาข้า หยิบยันต์อักขระใบหนึ่งออกมา แล้วแตะบนศีรษะข้าครู่หนึ่ง ลำแสงวงหนึ่งห่อหุ้มโอบล้อมข้า ข้ารู้สึกว่าร่างกายหดลงไปมาก ผู้คนนับไม่ถ้วนพากันตะลึงพรึงเพริด พี่หญิงเองลุกพรวดจากเก้าอี้ขึ้นยืน โพล่งด้วยความตกใจ "เวยเวย!"

ดูท่าทางข้าคงกลับคืนร่างเดิมแล้ว แต่ก็จนปัญญาด้วยบาดแผลบนร่างกายสาหัสสากรรจ์ ข้ายังนอนนิ่งอยู่ที่เดิม ขยับเขยื้อนไม่ได้ พี่หญิงร่ายเวทบังคับวารีมาถึงข้างตัวข้า อุ้มข้าขึ้นวางบนตัก ท่าทางร้อนรนเดือดดาล "ทำไมถึงเป็นเจ้า ฟู่เฉินจือล่ะ เขาไปไหนแล้ว"

ข้าไร้เรี่ยวแรงปริปาก เพียงแค่หลับตา กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดทรมานบนร่างกาย จากนั้นจึงมีคนหามข้าไป ทุกอย่างเบื้องหน้าชวนเลือนรางสับสน ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ข้าได้ยินพี่หญิงตวาดกราดเกรี้ยว จากนั้นบุรุษคนหนึ่งจึงตอบด้วยท่าทีขวัญหนีดีฝ่อ "เรียนองค์หญิงใหญ่ คืนก่อนหลังจากท่านไปแล้ว องค์หญิงเล็กก็อ้างว่าจะมาสอบปากคำเพื่อเข้าพบองค์ชายเฉินจือ พวกข้าน้อยรออยู่ด้านนอกหนึ่งชั่วยามก็ไม่เห็นนางออกมา รู้สึกไม่วางใจ จึงกลับไปตรวจตราในเรือนจำ ไม่คาดคิดว่ากลับเห็นองค์หญิงเล็กกำลัง...กำลัง..."

พี่หญิงถาม "กำลังอะไร"

บุรุษตอบ "ข้าน้อยพูด...พูดไม่ออกขอรับ"

พี่หญิงโกรธขึ้ง "พูด!"

ข้าฝืนลืมตาขึ้น เบือนหน้าหันไปมอง ในที่สุดก็เห็นคนที่คุกเข่าอยู่หน้าพี่หญิง——นั่นเป็นผู้คุมที่ใช้แส้โบยข้าอย่างหนักหน่วง เขาคุกเข่าอยู่หน้าเหล่าขุนนาง มองข้าด้วยสายตาล่อกแล่กแวบหนึ่ง ก่อนจะโน้มร่างหมอบลงพื้น โขกหน้าผากกับพื้นเสียงดัง "องค์หญิงเล็กกับองค์ชายมีสัมพันธ์ลับกัน เมื่อวานพวกเขามีสัมพันธ์ในเรือนจำ เมื่อเห็นพวกข้าน้อยเข้าไป องค์หญิงเล็กยังสั่งให้รีบออกมา รอพวกเขาเสร็จธุระแล้วค่อยกลับมา อีกทั้งยังกำชับว่าให้แสร้งว่าไม่เห็นอะไรมาก่อน ใครฝ่าฝืนจะถูกประหารเก้าชั่วโคตร!"

เช่นนี้แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรได้ เรียกได้ว่าลำสักทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ ใครให้พี่ชายถือวิสาสะจับมือข้า ทั้งยังถูกพวกเขาเห็นเข้า ที่แท้นั่นก็คือ 'สัมพันธ์ลับ' ข้าได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่อีกแล้ว เจ้าผู้คุมนั่นยังพล่ามไม่จบ จึงสาธยายต่อ "เทพสมุทรเบื้องบนเป็นพยาน ข้าน้อยคิดว่าองค์หญิงเล็กเติบโตมาพร้อมกับองค์ชาย สนิทกันดังพี่น้องร่วมสายโลหิต กระทำเรื่องผิดจรรยาสวรรค์เช่นนี้ ช้าเร็วก็ต้องถูกสวรรค์ลงอาญา รอจนองค์หญิงออกไปแล้ว จึงทรมานองค์ชายโดยพลการ ไม่คิดว่าจะเป็นองค์หญิงเล็กข้าน้อยได้ก่อความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้ ขอองค์หญิงโปรดประหารเถิดขอรับ!"

พี่หญิงเดือดดาลจนแทบจะหักที่วางมือบนเก้าอี้ให้แตกละเอียดคามือ แต่ยังคงรักษาท่าทีนิ่งเงียบตั้งแต่ต้น มองข้านิ่งนาน เหล่าขุนนางพากันตะลึงงันระคนทอดถอนใจ สีหน้าฉายแววเคียดแค้นชิงชัง ท่ามกลางเสียงถอนหายใจเหล่านั้น ข้าได้ยินเพียงเสนาบดีตัดพ้ออย่างผิดหวัง "องค์หญิงเล็ก ลั่วเวยเอ๋ย! ท่านเป็นถึงองค์หญิงแห่งซู่เจาของเรา ไฉนจึง...จึงได้..." กล่าวจบ เขายังออกแรงตีหลังมือจนเสียงดังเพียะ ท่าทางดูเจ็บแค้นยิ่งนัก "ลั่วเวย ดูท่านในเวลานี้สิ จะสู้หน้าท่านพ่อท่านแม่ของท่านที่อยู่ในปรโลกอย่างไรเล่า!"

เรื่องนี้ข้าพูดเช่นไรก็ไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองได้ ขณะกำลังจะอ้าปากอธิบายว่าพี่ชายเพียงสารภาพความในใจข้างเดียวเท่านั้น ไคเซวียนจวินกลับกล่าวขึ้นมา "ทุกท่าน เรื่องนี้อย่ากล่าวโทษองค์หญิงเล็กเลย องค์หญิงเล็กกับคุณชายฟู่แม้จะเป็นพี่น้องกันในนาม อันที่จริงก็ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกัน ทั้งสองเติบใหญ่มาด้วยกัน ถูกตาต้องใจกันจนแปรเป็นความรัก นับว่าเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ มิหนำซ้ำยังองค์หญิงเล็กยังอายุน้อย ไม่เข้าใจความรักระหว่างชายหญิง หากจะถูกคุณชายฟู่ชักนำก็เป็นไปได้มาก"

เจ้าสารเลว ป้ายสีพี่ชายข้าให้มัวหมองอีกแล้ว ข้าอดรนทนต่อความเจ็บปวดของร่างกายแล้วแย้งว่า "ท่านพี่ไม่เคยล่อหลอกข้า เขาเพียงแค่ชอบข้าเท่านั้น เขาเองก็ไม่ใช่คนเลว ไม่เคยทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ ผู้ที่เลวคือไคเซวียนจวิน คนดีจอมปลอม หน้าไหว้หลังหลอก ตั้งแต่แรกที่มาซู่เจาก็เป็นหน่อเนื้อร้ายอยู่แล้ว แผนชั่วเต็มอก ยามนี้ท่านยังคิดป้ายสีพวกเราถึงเมื่อไหร่"

คราวนี้ ในที่สุดพี่หญิงก็นั่งไม่ติด นางตวัดมือบางฟาดที่วางมือ ตวาดเสียงเกรี้ยว "ลั่วเวย เจ้ายังช่วยเจ้าฟู่เฉินจือนั่นอีกหรือ! เจ้า...เจ้า...หรือเจ้ากับเขาจะ"

ไคเซวียนจวินเสแสร้งปรามอีกครั้ง "องค์หญิงเล็กไม่รู้ความ อย่าโทษนาง"

พี่หญิงตัดบททันควัน "ข้ากำลังสั่งสอนน้องสาวข้า ไม่ต้องให้ท่านมาทำหน้าที่เป็นคนดี"

ไคเซวียนจวินจึงจำต้องหุบปาก แสร้งปั้นหน้าน่าสงสารอย่างน้อยใจ

คราวนี้แย่แล้ว พี่หญิงเชื่อเขาสนิทใจ ข้าจะทำอย่างไรดี ข้ายันร่างตัวเองขึ้น อยากจะลุกนั่ง แต่กลับล้มลงด้วยร่างกายไร้เรี่ยวแรง "พี่หญิง ท่านเชื่อคนดีจอมปลอมคนนั้นมากกว่าเชื่อข้างั้นหรือ"

"หากเจ้ากับฟู่เฉินจือไม่หากเจ้ากับเขาไม่สนิทชิดเชื้อกันมากขนาดนี้ ข้ายินดีเชื่อเจ้า"

นางลุกขึ้นยืน แววตาเจ็บปวด ราวกับมีความแค้นแน่นทรวง พลันเท้าก็โซเซอ่อนแรง ไคเซวียนจวินรีบปรี่เข้าไปประคองนาง แต่นางกลับผลักเขาออกไป กวาดมองใบหน้าที่ฉายแวววิตกกังวลนับร้อยเบื้องหน้าแล้วยิ้มขื่น ในที่สุดก็เอ่ยปากช้าๆ "นับพันปีมาแล้วเราชาวซู่เจาบูชาภักดีต่อเทพสมุทร ร่มเย็นเป็นสุข ทุ่มเทกำลังช่วยเหลือปีศาจผู้เดือดร้อน บรรเทาทุกข์แก่ปุถุชน ไม่เคยหวังทรัพย์ฆ่าคน และไม่เคยคิดคดต่อเบื้องบน ไม่คิดเลยว่าจะถูกเผ่านอกทรยศหักหลัง ผู้เป็นเซียนนำมาซึ่งเภทภัย บัดนี้ถูกต้อนให้ซ่อนเร้น ต้องดำรงอยู่ท่ามกลางหายนะ ผู้ที่ไม่ใช่ชนเผ่าแห่งเราย่อมมีใจเป็นอื่น คราวนี้สถานการณ์เลวร้ายนัก พิสูจน์สอบสวนแล้ว นับจากวันนี้หากมีผู้ใดออกจากซู่เจา ให้ลงอาญาด้วยการเนรเทศ รวมถึงทายาทห้ารุ่น ห้ามกลับเข้าซู่เจาเป็นอันขาด ผู้ใดฝ่าฝืนต้องโทษประหาร ส่วนองค์หญิงเล็กลั่วเวย รู้เห็นเป็นใจกับผู้ทรยศ เป็นหนอนบ่อนไส้  สมควรประหาร แต่เห็นแก่ที่นางยังเยาว์วัย เห็นผิดเป็นชอบ ลดโทษให้บวชบำเพ็ญตน ณ หอชมเมฆาลานสักการะเทพสมุทร ภายในห้าสิบปีนี้ห้ามออกนอกบริเวณแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของซู่เจา ห้ามมีข้อโต้แย้ง ให้กฎเหล่านี้มีผลทันที"

ด้วยเหตุนี้ข้าผู้ยังไม่หายบาดเจ็บก็ถูกลากไปทิ้งที่หอสักการะทั้งที่ยังสะลึมสะลือ เคราะห์ดีที่พี่หญิงยังจัดสรรคนมาดูแลอยู่หลายคน พร้อมกันนั้นยังโยนเสวียนเย่ว์มาอยู่เป็นเพื่อนข้า หอชมเมฆาสร้างอยู่มุมหนึ่งในลานสักการะ ทั้งหนาวเย็นและทุรกันดาร ด้านข้างเป็นหน้าผาสูงชัน ชนิดที่ว่าเพียงยื่นศีรษะออกไปก็อาจหัวใจวายตายกับความสูงลิบลิ่วของยอดเขาได้ ข้าอยู่ที่นี่เพียงวันแรกก็หนาวจนมือเท้าเขียวซีด ไหนจะยังต้องอดทนต่อความเจ็บปวดเหลือแสนทางร่างกาย ช่วงเวลาเหล่านี้ดูราวกับว่าผ่านไปนานแรมปีทีเดียว เสวียนเย่ว์นั่งอยู่บนหัวเตียง ใช้ลิ้นเล็กๆ เลียบาดแผลให้ข้า หวังบรรเทาความทรมานของข้า ทว่าข้าก็ยังรู้สึกเจ็บปวดเหลือทน ได้แต่นอนหงายตัวสั่นเทา

เฮ้อ ชีวิต ช่างยากเข็ญเสียนี่กระไร

เมื่อสงบใจลงได้บ้าง ข้าเริ่มพยายามลำดับความคิด เรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ตกลงว่าข้าพลั้งพลาดจุดใดไป ถึงทำให้เรื่องทั้งหมดดำเนินมาถึงขั้นนี้ได้ นึกย้อนภาพเหตุการณ์ทุกครั้งที่ไคเซวียนจวินปรากฏกาย ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกตัวว่าเป็นไปได้สูงที่ความบังเอิญมากมายอันไร้ช่องโหว่นั้นอาจเป็นแผนการของไคเซวียนจวินทั้งสิ้น อันดับแรก เสวียนเย่ว์เป็นสัตว์อสูรโบราณ กลับถูกขายในฐานะลูกพยัคฆ์ธรรมดา ปรากฏกายในร้านที่แสนจะธรรมดา นั่นก็ผิดปกติมากมายแล้ว ถัดมา เคยมีปีศาจแมงมุมตนหนึ่งเขมือบนักบวชชั้นสูงไปคนหนึ่งจนไม่เหลือซาก แต่กลับสวมคราบของนักบวชชั้นสูงกลับมาพบท่านพ่อ ครั้นเผยร่างจริงยังหมายจะกินข้า ไคเซวียนจวินเป็นผู้ใช้แขนกันมันไว้เพื่อช่วยข้า เมื่อนึกย้อนดูแล้ว ปีศาจแมงมุมเสี่ยงภยันตรายใหญ่หลวงถึงเพียงนั้น จุดมุ่งหมายก็เพียงเพื่อลอบกัดข้า ไม่ว่าจะครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล อธิบายได้เพียงว่ามันเป็นเครื่องมือที่ไคเซวียนจวินใช้เป็นอุบายยอมเจ็บกาย แต่เขาคงคาดไม่ถึงว่าแม้กระนั้น พี่ก็ยังคงไม่รับไมตรีจากเขา ถัดมาไคเซวียนจวินเล่าว่าตัวเองพบพี่ชายข้างนอก น่ากลัวว่าคงเป็นการ 'บังเอิญพบ' ที่จงใจสบโอกาสขณะที่ข้ากำลังคิดว่าตัวเองคาดเดาได้ใกล้เคียงความจริงแล้ว พลันมีคนปิดหน้าหลายคนฉวยโอกาสที่สาวรับใช้ไม่ทันสังเกต ลอบเข้ามาในหอชมเมฆา แล้วแบกข้าออกไป ณ ริมผาหิมะ

มองพวกเขาตรึงแขนทั้งสองข้างของข้า ข้าเงยหน้ามองฟ้าแล้วกล่าว "ไคเซวียนจวิน คิดจะสังหารปิดปากหรือ"

ไคเซวียนจวินไม่ซ่อนกายอีกต่อไป ก้าวออกจากใต้ต้นสนหอม กล่าวด้วยรอยยิ้ม "องค์หญิงเล็กฉลาดเจ้าปัญญา ปล่อยเจ้าไว้ น่ากลัวว่าไม่ถึงห้าสิบปีจะยิ่งยุ่ง ข้าน้อยจะไม่ปลิดชีวิตท่าน เพียงแต่จะโยนท่านลงจากหน้าผานี้ จะเป็นหรือตายก็ต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมขององค์หญิงเล็กแล้ว"

ข้าเหลือบมองหน้าผาหิมะสูงชันนั้นแวบหนึ่ง อยากร่ำไห้ก็ไม่มีน้ำตาหลั่ง ถูกต้อง ข้าเป็นชาวซู่เจา ถึกทนกว่าคนทั่วไป แต่ตกจากที่สูงเช่นนี้ ไม่ตายก็คงพิการ บวกกับบาดเจ็บสาหัสเป็นทุนเดิม ได้ตายอย่างไม่ต้องสงสัยแน่ แต่ที่น่ากลัวว่าคือต้องทนหายใจรวยระรินอีกหลายทิวาราตรี ความทุกข์ทรมานก่อนตายนั่นแล ถึงจะเรียกว่านรกบนดิน ข้าจึงบอก "อย่างไรเสียข้าคงตายแน่แล้ว ฉะนั้นก็ช่วยให้หลุดพ้นเร็วๆ เถอะ"

"ข้าน้อยให้เกียรติอิสตรี ไม่อยากลงมือด้วยตัวเอง หากท่านยินยอม ข้าจะให้คนพวกนี้ทำให้ท่านหลุดพ้นโดยเร็วได้" เขาชี้คนปิดหน้าข้างกาย "เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น องค์หญิงเล็กแห่งซู่เจาก็จะได้ชื่อว่าคิดสั้นเพราะทนความอัปยศไม่ไหว หากข่าวแพร่ออกไปคงไม่ดีนัก สู้กระโดดหน้าผา ให้พี่หญิงท่านเข้าใจว่าท่านหนีไป จะได้คิดถึงท่านบ้าง รอให้ท่านกลับมาในเร็ววัน ท่านว่าอย่างไร"

"ตกลง ก่อนตาย ข้ามีคำถามสองเรื่องจะถามท่าน"

"องค์หญิงเชิญว่ามา"

"คำถามแรก ตกลงท่านเป็นเซียนหรือไม่ หากท่านเป็นเซียน เหตุใดจึงไม่อยู่ที่ดินแดนเซียน กลับรักมั่นในองค์หญิงคนหนึ่งของซู่เจาเช่นนี้ หรือท่านจะเป็นผู้ไร้ญาติขาดมิตรในดินแดนเซียน หวังมาตบแต่งภรรยาเข้าตระกูลที่ซู่เจา"

"นี่ไม่ถือเป็นคำถาม" เขาระบายยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน "ข้าจะตอบเพียงคำถามแรก——ข้าเป็นเซียน เจ้าคิดว่าข้าดั้นด้นมาที่ซู่เจา เพียงเพื่อแต่งงานกับพี่หญิงของเจ้าอย่างนั้นหรือ ถูกต้อง พี่หญิงเจ้ามีรูปโฉมงดงาม แต่ยังไม่ถึงกับทำให้ข้าทุ่มเทคิดหนักเช่นนี้ ซู่เจามีความลับที่แม้แต่เหล่าเทพเซียนก็ยังไม่ล่วงรู้ ขอเพียงครอบครองมันได้ ข้าก็จะไปได้ไกลกว่าสูงกว่า เป็นอรหันต์ผู้กว้างขวางในดินแดนเทพ แน่นอน โลกไร้พรมแดนของเหล่าเทพเซียนเช่นนี้ มดปลวกต่ำต้อยอย่างพวกเจ้าคงไม่มีวันเข้าใจ"

"ไคเซวียนจวิน ท่านยอมรับมาแต่โดยดีเถอะ ท่านพ่อของข้าไปฆ่าล้างครอบครัวของท่านหรือ" มาถึงขั้นนี้ ข้าถูกไฟแห่งโทสะแผดเผาจนไหม้เป็นจุล หันร่างดิ้นรน "ท่านพ่อต้อนรับขับสู้ท่านเป็นอย่างดี ท่านกลับตอบแทนด้วยการเนรคุณ! ท่านยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!"

ไคเซวียนจวินเหยียดกายบิดไล่ความเกียจคร้าน "โอ๊ะโอ พอสาวน้อยอาละวาดขึ้นมาก็ไม่น่ารักเลยจริงๆ ท่านคงจะลืมไปแล้วว่าผาแห่งนี้รายล้อมด้วยหิมะและน้ำแข็ง ไม่มีน้ำแม้แต่น้อย ด้วยพลังเวทของท่านในยามนี้น่ากลัวว่าจะไม่อาจละลายหิมะให้เป็นน้ำได้ภายในเวลาอันสั้น รอเวลาท่านขึ้นสวรรค์ ตอนนี้ยังไม่ขอร้องอ้อนวอนข้าอีก น่ากลัวว่าตกลงไปเป็นผีดิบ แล้วเช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า"

ข้าระเบิดโทสะ "ลงมือเถอะ! ผลักข้าลงไปตาย ข้าเป็นผีร้ายแล้วก็จะไปหาท่านทุกวัน! เจ้าคนใจสัตว์ ท่าทางเยี่ยงสุนัขเช่นนี้น่ะหรือยังเพ้อฝันจะเป็นเทพ เฮอะ! ท่านไม่ได้ตายดีแน่!!!"

ได้ยินคำว่า 'ยังเพ้อฝันจะเป็นเทพ' ไคเซวียนจวินก็หน้าเปลี่ยนสีราวกับถูกล่วงเกิน จึงกล่าวอย่างดุดัน "เช่นนั้นเจ้าก็จงมองดูข้าได้เป็นเทพในนรกแล้วกัน เจ้าปีศาจวารีไร้ยางอาย โยนนางลงไป!"

คนปิดหน้าสองคนยกร่างของข้าขึ้นสูง แล้วโยนออกไป ร่างของข้าร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ข้าตวัดสะบัดแขนขาหวังช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ครู่เดียว เงาร่างของไคเซวียนจวินก็ถูกหมอกหนาวบดบัง ผาหิมะของหอชมเมฆาค่อยๆ เลือนราง ยิ่งร่วงดิ่งเป็นเวลานาน ข้าก็ยิ่งหวาดกลัว ไม่รู้ว่าตัวเองหล่นลงไปกี่ร้อยจั้งแล้ว ข้าได้ยินเสียง 'โฮกๆ' เสวียนเย่ว์ก็กระโดดตามลงมาด้วย! มันยื่นขาหน้ามาทางข้า ดวงตาสีทองเปล่งประกายแสงสีฟ้า จากนั้นหิมะบนหน้าผาพากันตกโปรยปรายโดยพลัน กลายเป็นธารน้ำ ตามมาด้วยฝนระลอกใหญ่

"เสวียนเย่ว์!"

ข้ารีบใช้เวทวารีทะยานเวหาพยุงร่างตัวเองให้ลอยคว้างบางเบาอยู่กลางเวหา เสวียนเย่ว์ตกลงมาในอ้อมอกของข้า เนื่องจากถูกบาดแผล ข้าเจ็บจนร้องโอดโอย ก่อนจะก้มมองเบื้องล่าง ก้นเหวอยู่ห่างเพียงไม่กี่ลี้ ข้าใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้าย ให้ตัวเองหยุดอยู่ตรงก้นเหวอย่างมั่นคง จากนั้นข้าก็เข่าอ่อน หมดสติล้มลงบนกองหิมะร่วนซุย

ข้าตกอยู่ในห้วงนิทราอันยาวนาน ในฝันข้ายังเล่าเรียนตำราอยู่ในห้องอักษรเสวียน เลิกเรียนพร้อมกับเหล่าเพื่อนพ้องวัยเดียวกัน วิ่งออกจากห้องเรียน ทัศนะพิสัยพลันปลอดโปร่ง สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อนในระยะร้อยปีของซู่เจา บุปผาสีชาดแบ่งบานทั่วทุกตรอกซอกซอย มีถนนเส้นใหญ่ที่สัญจรได้ทั่วสารทิศ หอทองคำหนักอึ้งตั้งเรียงราย นกกระเรียนเทพเหินเวหาเป็นทิวแถว ลำน้ำลั่วเชื่อมแผ่นฟ้าสะท้อนแสงอาทิตย์ยามสนธยา ขอเพียงเป็นบริเวณที่มีน้ำ ก็จะมีชาวซู่เจาเหินเวหาราวกับเซียน มีดรุณีกอดกู่ฉิน และมีวิญญูชนพกกระบี่องอาจ ชายเสื้อพลิ้วสะบัด ร่ายรำร่วมกับสายน้ำใต้ดวงอาทิตย์เจิดจ้า ประกายน้ำไหวกระเพื่อม บุปผาร่วงโรยเกลื่อนกลาด ราวกับหมอกที่บดบังผืนแผ่นดินเร้นกายหายไปครึ่งหนึ่งด้วยความเขินอาย ฝูงวิหคดำทะยานขึ้นบน หญิงงามมากมายล้นเหลือในชุดแพรไหมสีแดง พวกนางอรชรอ่อนช้อย ยกชายกระโปรงเยื้องย่าง เข้ามาช้อนร่างข้าขึ้นหนุนตัก ก่อนจะก้าวขึ้นบนหลังวิหคดำ บินขึ้นสู่กลางเวหา บริเวณที่ไกลออกไปเป็นหน้าผาสูงชันดั่งทวนยาว แม่น้ำลำธารทั่วไปไม่อาจขึ้นไปได้สูงถึงเพียงนั้น ทว่าลำน้ำลั่วกลับไหลย้อนขึ้นที่สูงได้ บรรจบโอบล้อมมันไว้ บนยอดเขาสูงสุดคือวังจื่อเฉาและหอสักการะเทพสมุทรอันโอ่อ่า ตรงนั้นมีเก้าวสันต์สามสารท[1] ทิวทัศน์งดงามตระการตา มีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ข้าย้อนกลับไปไม่ได้ มีบิดามารดาที่รับรู้ว่าจากโลกนี้ไปแล้วแม้ในความฝัน เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นฝันดี และเป็นฝันดีที่ทำให้ข้าตื่นขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำตานองหน้าเป็นครั้งแรก เสวียนเย่ว์ร้องโฮกๆ คล้ายกับกลัวว่าข้าจะหนาวตายอยู่ที่นี่ ใช้อุ้งมือเล็กๆ ดันแขนข้า ประเดี๋ยวก็ขบหู ประเดี๋ยวก็เลียน้ำตาให้ข้า สิ่งที่ข้าลืมตาขึ้นประจักษ์ คือดวงตาแวววาวกลมโตของมัน เห็นข้าฟื้นแล้ว มันก็กระโดดโลดเต้นกลิ้งเข้ามาอยู่ในวงแขนของข้า

"เสวียนเย่ว์ ขอบใจมาก" ข้าลูบศีรษะที่มีขนปุกปุยของมัน แล้วฉีกยิ้มสบายใจ "หากไม่ใช่เพราะเจ้าออกแรงช่วยเหลือ ข้าคงตายด้วยสภาพศพไม่ครบสามสิบสองไปแล้ว"

มันหรี่ตาลง ใช้หัวถูไถมือข้าราวกับแมว บริเวณโดยรอบยังเป็นพื้นที่หนาวเหน็บ พายุหิมะส่งเสียงหวีดหวิว ไม่รู้ว่าข้าถูกพายุพัดมาอยู่ที่ใด แต่ข้ารู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่ซู่เจา เนื่องจากผาหิมะทั้งสองข้างมีลักษณะสูงต่ำคดเคี้ยวไปทางด้านหน้า ซู่เจาไม่มีหุบเขาที่โอ่อ่าเช่นนี้ ข้ายันผนังหน้าผาฝืนใจลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองหนทางเบื้องหน้า เสวียนเย่ว์ดูจะมีชีวิตชีวากว่าข้ามาก ร่างเล็กจิ๋วขนาดใส่ในแขนเสื้อได้กระโดดไปมาหลายครั้ง แล้วอ้อมไปด้านหลังข้า จากนั้นข้าก็ได้ยินมันร้องออดอ้อนอยู่ด้านหลัง

ข้าหันกลับไปมอง กลับตระหนกตกใจกับทิวทัศน์ตรงหน้า พื้นที่ราบหิมะนั้น มีพื้นหญ้าเขียวขจีบริเวณหนึ่งงอกเงยขึ้นมาอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ สองข้างพื้นหญ้ามีต้นท้อร้อยลี้ขึ้นเรียงรายทอดยาวสู่สายหมอก เกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนเข้าบริเวณนั้น ต่างกลายเป็นกลีบบุปผาสีแดง เสวียนเย่ว์เหมือนต้องมนตร์สะกด มันส่งเสียงร้องด้วยความยินดี วิ่งหายเข้าไปท่ามกลางสายหมอก ข้าเรียกมันไปครั้งหนึ่ง แล้วรีบตามติดไป อยากจับมันกลับมา ทว่าเมื่อเข้าสู่กลางหมอก พลันรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่น ข้าตกหลุมเสน่ห์ทิวทัศน์เบื้องหน้า หมื่นกิ่งก้านประกายชาด บุปผาสะพรั่งผลิบาน มีแต่ต้นท้อสุดลูกหูลูกตา ดอกท้อมากมายร่วงหล่น ราวกับพายุฝนกระหน่ำ บดบังการมองเห็นของข้าให้พร่ามัว รอจนฝนกลีบบุปผาผ่านไประลอกหนึ่ง บริเวณกึ่งกลางพื้นหญ้าเขียวขจี ข้าเห็นเงาร่างด้านข้างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง เขายืนอยู่ใต้ต้นท้อใบดก ในมือถือร่มกระดาษลายน้ำหมึก เรือนผมดำขลับดุจนิล อาภรณ์ยาวพลิ้วไหวยิ่งกว่าสายหมอกและใบหลิว

บุรุษผู้นั้นอีกแล้ว!

ข้าไม่เข้าใจเลย เหตุใดตนจึงมักพบเขาในเวลาเช่นนี้ ทว่าเทียบกับข้าที่ตกตะลึงสงสัย เขาเห็นข้า กลับไม่มีแววแปลกใจแม้แต่น้อย เขาเพียงเบี่ยงร่าง หันมายิ้มเรียบนิ่งให้ข้า แล้วชี้ใต้ฝ่าเท้าตัวเอง กลีบดอกไม้ร่วงเกาะอาภรณ์ของเขา กลิ้งไหลลงไปตามชายเสื้อของเขา เสวียนเย่ว์คลอเคลียอยู่ข้างขาเขา กระโจนจับกลีบดอกไม้ร่วงหล่นราวกับตะครุบผีเสื้อ และที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคือขนสีแดงของเสวียนเย่ว์กลายเป็นสีดำแซมขาว! ดูแล้ว ก็เป็นเพียงพยัคฆ์ขาวที่มีปีกเท่านั้น

นี่มันอะไรกันอีก ข้าสับสนเหมือนตกอยู่ในม่านหมอก รีบวิ่งเข้าไปถาม "เสวียนเย่ว์ เหตุใดขนสีแดงของเจ้าถึงกลายเป็นสีขาวล่ะ"

เสวียนเย่ว์จึงมองอุ้งมือตัวเอง แล้วก็ตกใจจนผงะ ล้มหงายอยู่บนพุ่มหญ้า ข้าพยุงมันขึ้นมา เงยหน้าถามบุรุษหนุ่มผู้นั้นว่า "ท่านเป็นคนทำให้ขนของเสวียนเย่ว์กลายเป็นสีแบบนี้หรือ"

บุรุษหนุ่มไม่ได้ตอบ เพียงพยักหน้า ข้าถามหาสาเหตุอีกครั้ง เขาก็ไม่ปริปาก เขาแค่ยืนกางร่มอยู่ใต้ต้นไม้กันกลีบดอกไม้ที่มีมากมายเกินไป เชื้อเชิญให้ข้าเดินย่างเข้าไป รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ฝีเท้าค่อนข้างฉับไว ข้าขยับเท้าเดินตามเร็วๆ จึงพอเดินตามเขาทัน แล้วซักไซ้ "ขอถามว่าตกลงท่านเป็นใครกันแน่ เหตุใดในยามมีภยันตรายข้าจึงพบท่านเสมอ ท่านรู้จักข้าหรือ เดี๋ยวสิ เพราะอะไรท่านถึงไม่พูดไม่จา"

ถ้อยคำไต่ถามของข้า เขาเหมือนจะได้ยินทั้งหมด แต่กลับไม่ปริปากเอื้อนเอ่ยใดๆ เพียงนำทางข้าเงียบๆ เดินไปยังสุดทางดงต้นท้อ สุดท้ายเขาก็สะบัดแขนเสื้อ ชี้ไปยังทางเล็กๆ อันคดเคี้ยวเส้นหนึ่ง บอกใบ้ให้ข้าไปที่นั่น การถูกเมินเฉยนั้นช่างทำให้รู้สึกแย่ยิ่งนัก ข้าเดินหน้าไปสองก้าว และหันหลังกลับอีกครั้ง เอ่ยถามเสียงเบา "ต่อไปข้าจะยังได้พบท่านอีกหรือไม่"

เขายืนหันหลังให้แสง ดวงเนตรสีนิลซ่อนอยู่ท่ามกลางเงามืด แม้จะไม่กระจ่างชัด หากข้ามองออกว่าสิ่งที่สะท้อนออกจากสายตาของเขาคือความอนิจจัง บทเพลงไม่เปลี่ยนไป แต่หัวใจนั้นยากจะคงเดิม เขาไม่เปล่งวาจาใดๆ เช่นเคย แค่หุบร่มเก็บ แสงแดดส่องกระทบร่างของเขา พลันเปลี่ยนแปรโปร่งแสงเสียแล้ว กลีบดอกไม้ที่โปรยปรายดั่งฝนร่วงเกาะบนไหล่ของเขา ตั้งแต่ท้ายทอยของเขาลงมาจนทั้งร่างของเขาเองก็สลายกลายเป็นกลีบบุปผาทั่วฟ้า ข้ารู้ว่านั่นไม่ใช่ร่างจริงของเขา ฉะนั้นก็เพียงจำแลงกายไปที่อื่นเท่านั้น ไม่รู้เพราะอะไร เห็นภาพนั้นแล้ว ชวนให้รู้สึกคล้ายเขาจะอยู่บนโลกอีกไม่นาน หัวใจข้ากระตุกวูบ รีบปราดเข้าไป หวังรั้งเขาไว้ ทว่าเขาหายไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียว เบื้องหน้าก็ไร้เงาผู้คน เหลือเพียงบุปผาสีชาดโปรยปราย หอมอวลไปสิบลี้

ก้าวออกจากภวังค์มายา ข้ากลับมาท่ามกลางหิมะอีกครั้ง เพียงแต่ออกห่างจากหุบเหวเมื่อครู่แล้ว ด้านหน้ามีถนนไปจรดภูเขาหิมะ กลุ่มควันลอยสูงนับร้อยจั้ง ทอดยาวถึงสรวงสวรรค์ บนนั้นมีหอสูงสะพานหิน นกกระเรียนโบยบินวนเวียน บนยอดเขายังมีเกาะขนาดใหญ่ที่หมุนวนเปล่งแสง บนเกาะมีตำหนักเซียนหลายตำหนักด้วยเช่นกัน นี่มัน ข้าเข้ามาในที่แบบใดกัน ข้าเติบโตที่ซู่เจา คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของซู่เจาเป็นอย่างดี เห็นสถานการณ์นั้นแล้ว ท่านพ่อเคลื่อนย้ายมายังดินแดนนอกหมื่นสายธารพันขุนเขา ที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือสีขนของเสวียนเย่ว์เปลี่ยนกลับมาเป็นสีแดงแล้ว บาดแผลบนร่างกายที่ไร้ความเจ็บปวดไปแล้วพลันเจ็บร้าวขึ้นมาอีกครั้ง บุรุษหนุ่มเมื่อครู่มาจากไหนกันแน่ ป่าต้นท้อผืนนั้น มีสรรพคุณอัศจรรย์ในการห้ามเลือดบรรเทาอาการปวดและเปลี่ยนสีอย่างนั้นหรือ หรือแท้จริงแล้วข้าเพียงแต่ฝันแล้วฝันเล่าเท่านั้น

เสวียนเย่ว์กำลังนอนอยู่ในอกข้า เหมือนทั้งหิวและกระหายน้ำ ข้าหมดเรี่ยวแรงใช้พลังเวท เห็นเชิงเขาเบื้องหน้ามีบ่อบ่อ ข้าอุ้มเสวียนเย่ว์วิ่งเข้าไป หวังขอน้ำดื่มแก้กระหาย ใครเล่าจะคิดว่าเพิ่งเข้าไปใกล้บ่อน้ำ พลันได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากไม่ไกล ข้าอุทานในใจว่าแย่แล้ว จึงปีนขึ้นไปเนินเขาเล็กๆ ด้านข้าง เสียงคนค่อยๆ ใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงแหบห้าวของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เหมือนจะเป็นคนอ้วนท้วน "ศิษย์น้อง หลายวันนี้ข้าเห็นอารมณ์เจ้าไม่เลว มีอะไรหรือ"

เสียงกังวานสดใสดุจกระดิ่งเงินของสาวน้อยดังขึ้น "เจ้าคนเซ่อ ท่านเทพไท่ซือ[2]จะมาที่เขาชิงหงแล้ว ข้าจะไม่ดีใจได้อย่างไรเล่า"

เจ้าอ้วนกล่าว "เหอะๆ ศิษย์น้องเรียกข้าว่าเจ้าคนเซ่อ"

จากนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า "ท่านมันเซ่อจริงๆ ท่านคิดว่าท่านเทพไท่ซือมาเยือนเขาชิงหง แล้วศิษย์น้องจะยินดีเช่นนี้หรือ นั่นเพราะศิษย์พี่สามจะกลับมาแล้วต่างหาก! เจ้าคนเซ่อ!"

เจ้าอ้วนแย้ง "ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ใต้สังกัดท่านอาจารย์แล้ว ไม่ใช่ศิษย์พี่สามของเราแล้ว พวกเราควรเปลี่ยนไปเรียกเขาว่าศิษย์อาหรือเปล่า"

สาวน้อยตอบ "ฮึ ถ้าจะเปลี่ยนท่านก็เปลี่ยนเอง ข้าไม่เปลี่ยนด้วยหรอก ศิษย์พี่สามก็คือศิษย์พี่สาม"

เด็กหนุ่มว่า "เฮ้อ ข้าว่าศิษย์พี่รองจะหึงอีกแล้ว"

บุรุษอ้วนถาม "จริงสิ พวกเจ้าเคยเห็นท่านเทพไท่ซือหรือเปล่า"

สาวน้อยตอบ "ท่านไท่ซือเป็นเทพ เป็นผู้ที่ท่านจะเจอได้ง่ายๆ หรือ ท่านไม่เห็นหรือว่าเพื่อต้อนรับเขา ตอนนี้เขาชิงหงล้วนได้รับการบูรณะปรับเปลี่ยน ราวกับสร้างใหม่อย่างไรอย่างนั้น"

บุรุษกล่าว "ก็จริง ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่เซียนจุน แต่จะได้พบมหาเทพแล้ว น่ากลัวชะมัด"

สาวน้อยไม่ได้ฟังพวกเขาพูดด้วยซ้ำ นางรำพึงรำพันกับตัวเองว่า "ศิษย์พี่สามใกล้กลับมาแล้ว ศิษย์พี่สามจะกลับกี่ยามกันนะ" นางวิ่งไปที่ริมบ่อน้ำ เหม่อมองน้ำในบ่ออย่างใจลอย ก็ประจวบได้สบตากับเงากลับหัวของข้าบนผิวน้ำพอดี

"ใคร" นางแหงนหน้าขึ้นกะทันหัน ปลายนิ้วมีลำแสงสว่างวาบ เล็งเข้ามาหาข้า

หน้าอกของข้าถูกพลังเวทพุ่งเข้าโจมตี จึงกลิ้งตกลงจากหน้าผา

ยอดเยี่ยม โดนเข้าอีกดอก วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ข้าเป็นองค์หญิงเล็กแห่งซู่เจาไม่ผิดหรอก แต่ข้าก็ทนความทุกข์ทรมานจากการกลิ้งตลบหลุนๆ อย่างไม่สิ้นสุดเช่นนี้ไม่ไหวนะ




[1]เก้าวสันต์หมายถึงฤดูใบไม้ผลิที่กินระยะเวลาประมาณเก้าสิบวัน ส่วน สามสารทหมายถึงฤดูใบไม้ร่วงที่กินระยะเวลาประมาณสามเดือน เป็นสำนวนที่ใช้ชื่นชมความงดงามของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง

[2] ไท่ซือคือคำเรียกครูหรืออาจารย์ในสมัยโบราณ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #17 แอน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2559 / 08:13
    โฮ นางเอกเราโดนแล้วโดนอีก
    #17
    0
  2. #16 karnconx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 17:11
    ลั่วเวยเจ็บตลอดเรื่อง โฮฮ
    เป็นเรื่องหม่นๆ ที่ชวนให้อ่านมากนะคะ แต่พาทบรรยายติดกันยาวเฟื้อยเลย เราว่าน่าจะเคาะลงมาอีกสักบรรรทัดจะอ่านง่ายขขึ้นนะคะ ขอบคุณค่ะ >_<
    #16
    1
    • #16-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 5)
      13 มิถุนายน 2559 / 14:00
      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ :)
      #16-1