เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 3 : เพลิงธาราฝนปทุม (บทที่ 1-2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    5 มิ.ย. 59

          ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ข้าเห็นนิมิตอันสวยงาม ในฝันหิมะยังคงตกโปรยปรายนอกหน้าต่าง ปะการังสีชาด กระถางทองรูปสัตว์หอมโชย เตาไฟลุกโชติช่วง เสด็จแม่สั่งให้คนหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ตัวหนึ่ง ก่อนจะเดินนำมันมาคลุมไหล่ให้ข้าด้วยตัวเอง เวยเอ๋อร์ ง่วงก็กลับไปนอนพัก พรุ่งนี้ยังต้องไปห้องอักษรเสวียน ถึงเวลาเดี๋ยวจะไม่มีสมาธิเอาได้

เสด็จพ่อดุข้า เด็กคนนี้ วันๆ เอาแต่ก่อเรื่องที่ตำหนักว่านโจ๋ว สร้างความวุ่นวายให้อาจารย์ ทั้งยังชอบรังแกฮั่นโม่ ตอนนี้เฉินจือไม่อยู่ มิฉะนั้นชั่วดีอย่างไรก็ยังมีคนปราบนางได้ ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวันแล้ว

ข้าน้ำตาร่วงเผาะจนต้องรีบเช็ดด้วยหลังมือ เสด็จแม่ย่อร่างนั่งลงใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมซับน้ำตาให้ข้า ใช้มือเช็ดน้ำตาอีกแล้ว สกปรก เหตุใดจึงเสียใจเช่นนี้ เล่าให้แม่ฟังได้หรือไม่

เสด็จพ่อ เสด็จแม่ อย่าทิ้งข้าไว้ไม่สนใจได้ไหม

เสด็จแม่เอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กโง่ ข้าเป็นแม่เจ้า จะใจร้ายทิ้งเจ้าไว้ได้อย่างไรกัน ไม่ว่าเมื่อไหร่ แม่ก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ

จื่อถง เจ้าตามใจนางอีกแล้ว เสด็จพ่อตบบ่าข้า พลางเอ่ยวาจาเข้มงวดเฉกเช่นยามปกติ ลูกรัก พ่อกับแม่ไม่สามารถอยู่กับเจ้าไปได้ตลอดชีวิต หนทางส่วนใหญ่เจ้าจะต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง ต่อให้พ่อกับแม่จากเจ้าไปจริง เจ้าก็จะอ่อนแอไม่ได้ หลั่งน้ำตาง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

ข้าส่ายหน้าระรัว ไม่เอา! ข้าจะอยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่ตลอดไป! พวกท่านอย่าจากข้าไป!’

เสด็จพ่อถอนหายใจเฮือกหนึ่ง มือใหญ่อบอุ่นวางทาบลงบนศีรษะของข้า เวยเอ๋อร์ อีกสิบกว่าปีเจ้าก็จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะเอาแต่ใจตัวเช่นนี้ไม่ได้ ชั่วชีวิตใช่ว่าจะอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น จงจำไว้ว่า เจ้าเป็นองค์หญิงเล็กของเมืองจันทราแห่งชนเผ่าซู่เจา เป็นบุตรสาวของข้าอ๋องทั่วหวา หากวันหนึ่งพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว เจ้าต้องอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่พี่หญิงของเจ้า ช่วยกันปกครองเผ่าซู่เจา รู้ไหม

เหตุใดถ้อยคำของเสด็จพ่อจึงเหมือนคำสั่งเสียนัก ข้าเองก็ไม่ได้มีคำร้องขออะไรมากมาย เพียงแค่ขอให้พวกเขาตามใจข้าอีกสักนิด อีกเพียงเดี๋ยวเดียว รอข้าโตกว่านี้อีกหน่อยก็พอ ข้าไม่อยากฟังเสด็จพ่อเทศนาต่อ จึงซุกร่างเข้าหลบในอ้อมกอดของเสด็จแม่ ส่งเสียงร้องไห้ออดอ้อน อย่างไรเสียเสด็จแม่ก็เอ็นดูข้ามากกว่า นางไม่ได้พร่ำบ่นข้า เพียงแค่ลูบหลังข้าอย่างเชื่องช้า ขับขานบทเพลงที่ข้าชื่นชอบที่สุดเมื่อครั้งยังเด็ก ในบทเพลงพรรณนาถึงทิวทัศน์ยามราตรีอันงดงาม ป่าเขาอันเขียวขจีของเมืองจันทรา นิ้วเรียวของเสด็จแม่ช่างอ่อนโยน แค่วางนิ่งๆ บนหน้าผากของข้าเพียงชั่วครู่ ความกังวลและความหวาดหวั่นทุกอย่างล้วนมลายหายไปจนสิ้น

และแล้วฝันหวานนี้ ท้ายที่สุดก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของพี่หญิง

"อย่ารบกวนนาง ปล่อยให้นางพักผ่อน! ออกไป เจ้าพวกไร้ประโยชน์! ยามนี้เผ่าซู่เจาประสบเภทภัย พวกเจ้ากลับเอาแต่ห่วงบัลลังก์! ไสหัวออกไปให้หมด!"

ข้าลุกขึ้นนั่งทันที มองเห็นแผ่นหลังของพี่หญิงปรากฏอยู่หน้าประตูตำหนักเจาหวา ส่วนห้องหับเล็กๆ ที่ข้าอยู่ มีกลิ่นอับชื้นฉุนแรง บนโต๊ะสุมไปด้วยหนังสือราชการกองพะเนิน ได้ยินเสียงข้าพลิกตัว พี่หญิงหันกลับมามองข้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาปิดประตู ก้าวไวๆ มาที่เตียง แล้วเอ่ยเสียงเบา "เวยเวย เจ้าวางใจเถอะ ตอนนี้พวกเราปลอดภัยแล้ว หากเจ้าอ่อนเพลียก็หลับต่ออีกสักพักเถิด"

"ปลอดภัย? แล้วเสด็จพ่อล่ะ เสด็จแม่ด้วย เหตุใดจึงบอกว่าพวกเราปลอดภัยแล้ว เซียนสองคนนั้นล่ะ"

"เสด็จพ่อใช้วิชาเวทม่านวารีย้ายเงา เคลื่อนย้ายเผ่าซู่เจาไปยังที่ปลอดภัย เวลานี้พวกเราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เกราะไอน้ำจะทำให้ไม่มีใครหาเราพบ"

"แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ล่ะ" ข้าคว้ามือพี่หญิง "เสด็จแม่บาดเจ็บสาหัสใช่หรือไม่ ข้าเห็นเสด็จแม่ถูกกระบี่แทง นิ้วก็ขาดเสด็จแม่เป็นอย่างไรบ้าง"

พี่หญิงไม่ได้ตอบข้า แต่กลับบีบมือข้าแน่น คล้ายกำลังอดกลั้นกับความเจ็บปวดแสนสาหัส นางบีบแรงจนข้ารู้สึกเจ็บมือ ทว่านางก็ยังเลี่ยงที่จะตอบคำถามข้า "มีเรื่องอะไรเอาไว้เราค่อยพูดกัน เจ้าพักอีกหน่อยเถอะ"

"พี่หญิง ตกลงเสด็จแม่เป็นอย่างไรบ้าง! ตอบข้าสิ!" ข้าหยุดเสียงดังกะทันหัน ไม่กล้าแม้กระทั่งจะหายใจแรงๆ เพียงเอ่ยเสียงเบา "เสด็จแม่ท่าน...ใช่หรือไม่"

"เวยเวย  พี่ให้คำตอบเจ้าได้ แต่เจ้าต้องเข้มแข็ง อย่าร้องไห้ฟูมฟาย เพราะว่าเสด็จแม่ แล้วก็เสด็จพ่อ" พูดถึงตรงนี้ น้ำตาของพี่หญิงก็ร่วงเสียก่อน "เพื่อปกป้องพวกเรา พวกท่านจึงพวกเขา"

ถึงท้ายที่สุดพี่หญิงก็ไม่ได้พูดจนจบด้วยซ้ำ

แต่ข้าเดาได้แล้ว วิชาเวทม่านวารีย้ายเงาเป็นวิชาต้องห้ามของชาวซู่เจา ตำนานเล่าว่าสืบทอดมาจากมหาเทพสมุทร เนื่องจากวิชาเวทแขนงนี้ใช้พลังมหาศาล ร่างกายของชาวซู่เจาทุกคนล้วนไม่อาจทานรับได้ หากฝืนใช้ก็รังแต่จะกลายเป็นเถ้าธุลี

          แม้ว่าแดนซู่เจาจะย้ายตำแหน่งแล้ว พายุหิมะก็หยุดแล้ว ทว่ามันยังคงอยู่ใกล้ดวงจันทร์มาก ฉะนั้นแม้จะกลางดึกแล้วก็ยังมีพระจันทร์ที่งดงามที่สุดในใต้หล้า ยามนี้จันทร์กระจ่างดวงใหญ่ไพศาล หิมะเย็นยังไม่จางหาย ก่อให้เกิดโลกที่เสมือนสร้างด้วยหยก หากไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คงไม่มีใครล่วงรู้ว่าผู้ครองเมืองของที่นี่จากไปแล้ว ข้าวิ่งห้ออยู่ริมลำน้ำลั่ว ตามหาวิญญาณกล้าของเสด็จพ่อเลียบไปตามชายฝั่ง กลับเห็นเพียงสายลมพัดหิมะขึ้นฟุ้งกระจาย แสงสะท้อนผิวน้ำดูเย็นเยือก ต้นอ้อร่วงหล่นโรยรา หญ้ารกปลิวว่อนขจรขจาย

คิดไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะหลอกข้า

เมื่อครั้งยังเด็ก เสด็จพ่อพาข้ามาเดินเล่นที่นี่ เขาเคยบอกกับข้าว่าราชาผู้ครองแดนซู่เจาทุกคนที่จากไป ล้วนกลายเป็นดวงวิญญาณพิทักษ์ที่แห่งนี้ คอยปกปักษ์ดูแลอนุชนรุ่นหลัง ทว่านอกจากลำน้ำลั่วอันเขียวครึ้ม ต้นอ้อที่ส่ายไหวตามสองฟากฝั่งริมแม่น้ำ ที่นี่ก็มีแต่รัตติกาลยาวนานไร้สิ้นสุด ความหนาวยะเยือกทำให้หายใจลำบาก ข้าคุกเข่าลงกับพื้น ความเจ็บปวดแทรกซึมไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ศีรษะชาแปลบเป็นระลอก เวลานี้เหมือนมีก้อนหินหนักพันชั่งกดทับอยู่บนแผ่นหลังของข้า จนลุกไม่ขึ้นอีกแล้ว

เสด็จแม่เองก็หลอกข้า

เสด็จแม่เคยบอกว่านางจะอยู่กับข้า อยู่เคียงข้างข้าตลอดไป

"เสด็จแม่เสด็จแม่" ฝ่ามือทั้งสองข้างของข้ายันลงบนพื้นหิมะ ลมหายใจติดขัดจนแทบหมดสติ

และแล้วในเวลานี้ คล้ายเบื้องหน้ามีแสงไฟโปร่งใสสว่างขึ้น ข้าสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เงยหน้ามองไปข้างหน้า ไม่คาดคิดว่ากลางลำน้ำลั่วจะปรากฏเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่ง เขาถือร่มสีขาวที่มีลวดลายตวัดวาดเขียนด้วยน้ำหมึก เรือนผมดำยาวจรดเข่า ชุดยาวสีน้ำเงินเข้มทิ้งชายอยู่บนผิวน้ำ ใต้เท้าสะท้อนคลื่นประกายแสงสว่างเย็นตา

บัดนี้แค่เพียงเป็นผู้ที่มีผมดำขลับ ก็ล้วนทำให้ข้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ข้าร้องถาม "คระ...ใคร"

เมื่อร่มกระดาษเคลื่อนหมุน คนผู้นั้นก็หันร่างมาช้าๆ

คล้ายรู้อยู่แล้วว่าคนที่หันกลับมาเห็นจะเป็นข้า เขาระบายยิ้มอ่อนจางให้ข้าภายใต้ร่ม นั่นไม่ใช่รอยยิ้มสดใสนัก ซ้ำยังห่างไกลยิ่งกว่าแสงจันทร์ หนาวเยือกยิ่งกว่าหิมะ ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในโลกหล้า

พริบตานั้น ลมฝนวิจิตรดั่งม่านฝัน ยามใบไม้ผลิหมุนเวียนมา คล้ายทุกอย่างหยุดนิ่งไว้ ณ ชั่วขณะที่เขาหันมองมา

และไฟเรืองแสงนั้น ที่แท้ก็สว่างมาจากมือเขานี่เอง เขาก้าวเหยียบผิวน้ำอย่างแผ่วเบาเข้ามา ราวกับกลายเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางราตรีนี้ ข้าค่อยๆ เห็นชัดเจนขึ้น สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือคือดอกบัวตูมดอกหนึ่ง ดอกบัวห่อหุ้มเม็ดบัวที่เปล่งประกายแสงได้ แม้กลีบบัวจะห่อตูม ก็ยังเห็นแสงสีทองเล็ดรอดออกมาจากในนั้น

ข้าเอ่ยถาม "เป็นเป็นท่านเองหรือ ทำไมท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้"

ถูกต้อง คนผู้นั้นก็คือบุรุษหนุ่มที่อัญเชิญให้มังกรปักษาพาข้ามาส่งที่ซู่เจาเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน เขาไม่ได้ตอบข้า เพียงย่อร่างนั่งลงตรงเบื้องหน้าข้าแล้วหงายฝ่ามือ อิริยาบถนั้นพาให้ดอกบัวเบ่งบานตามกันอย่างเชื่องช้า เม็ดบัวนับร้อยลอยตัวขึ้น เรียวเล็กแวววาว แสงทองวิบวับดุจธารหิ่งห้อยเดือนเจ็ด ค่อยๆ ส่องสว่างท่ามกลางม่านรัตติกาล ทัศนียภาพนั้นสวยสดชวนให้สบายใจเหลือเกิน ข้ายื่นมือสัมผัสเม็ดบัวอย่างอดไม่อยู่ ไหนเลยจะรู้ว่าจะถูกลวกกลับมา บุรุษหนุ่มส่ายหน้า ลอยดอกบัวดอกนั้นลงบนผิวน้ำ แล้วจูงมือข้าเดินไปกลางลำน้ำลั่ว ก่อนจะกางร่มขึ้นบังเหนือศีรษะข้า ข้ากำลังสนใจใคร่รู้ว่าตัวเองมายืนบนผิวน้ำได้อย่างไร เขาก็ปล่อยมือข้า ชูฝ่ามือขึ้น สิ่งมหัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น ดอกบัวตูมสีทองนับหมื่นพันปรากฏบนลำน้ำลั่ว จากนั้นบัวงามทุกดอกพากันทยอยไล่เรียงบานสะพรั่งท่ามกลางรัตติกาลอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนกับดอกแรก ปลดปล่อยเม็ดบัวที่ราวกับหิ่งห้อยออกมามากมาย

ลมราตรีดังหวิว บุษบงส่งกลิ่นหอม บริเวณนี้ลมอ่อน ฝนปรอยมาระลอกหนึ่ง เป็นฝนปทุมสีทองสุกสกาว

"งาม...งดงามเหลือเกิน" ข้าขยี้ดวงตาที่เริ่มเจ็บ มองจนใจลอยไปเสียแล้ว

แต่รออยู่นานพักใหญ่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากเขา ข้าอดเงยหน้ามองเขาไม่ได้ เขาเองก็หันกลับมามองข้าแวบหนึ่ง เขาไม่ได้แสดงสีหน้ามากมายนัก แต่มองแล้วกลับอ่อนละมุนยิ่งกว่าผู้ที่กำลังแย้มยิ้ม เพียงแต่นัยน์ตาอ่อนโยนคู่นั้นของเขา โศกเศร้ายิ่งกว่าการร่ำไห้ สายตาที่สบประสานเช่นนั้นทำให้ข้ารู้สึกเจ็บปวดอย่างน่าฉงน ข้าลองยื่นมือออกไปสัมผัสเขา แต่แล้วเขากลับกลายเป็นจุดสีแสงนับหมื่นแล้วสลายไปกับสายลมในพริบตา เฉกเช่นเดียวกับหิ่งห้อยเม็ดบัวเหล่านั้น

เหลือเพียงเหล่าดอกบัวสีทองลอยคว้างอยู่กลางอากาศ พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน ข้าเหยียบย่างผิวน้ำอย่างระมัดระวังกลับเข้าริมฝั่ง ยังคงรู้สึกได้ถึงไออุ่นของเม็ดบัว แม้จะยังเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้หมดอาลัยตายอยากอย่างเมื่อครู่แล้ว บุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็นใครกันแน่ จากการมาไม่ให้สุ้มไปไม่ให้เสียงของเขา น่าจะเป็นเซียนถึงจะถูก แต่การใช้ดอกบัวเปล่งแสงมาทำลายความคิดหมกมุ่นของข้าได้ ผู้ที่อ่อนโยนเช่นนี้ต้องไม่เหมือนเซียนพวกนั้นแน่

ไม่ว่าทัศนียภาพจะงดงามแค่ไหน ข้าก็ยังต้องกลับไปเผชิญหน้ากับการตายของบิดามารดา แค่เพียงคำนึงว่าจากนี้ไป ข้าจะไร้พวกเขาอยู่เคียงข้าง หัวใจของข้าพลันทุกข์ทนแสนสาหัส แม้กระทั่งแสงจันทร์ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนมาแต่โบราณ ก็ยังถูกพายุเกล็ดน้ำค้างบดบัง จนทำให้คนไม่อาจทนจ้องมองได้

แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็คิดไม่ถึงว่าครั้นกลับถึงวังจื่อเฉา จะพบพี่ชายกับไคเซวียนจวินในเวลาเดียวกัน ตำหนักเจาหวามีผู้คนเพียงไม่กี่คน พี่หญิงยืนอยู่หน้าบัลลังก์ มองพี่ชายด้วยสายตาเรียบเย็น ในขณะที่พี่ชายถูกองครักษ์สองคนจับตัวไว้ หยามเกียรติด้วยการเอามือไพล่หลัง ทว่าสีหน้ากลับไม่ยอมแพ้ ไคเซวียนจวินยืนอยู่ข้างพี่ชาย เดี๋ยวมองพี่ชาย เดี๋ยวก็มองพี่หญิง ท่าทางดูกังวลร้อนรน

"พี่หญิง!" ข้าวิ่งไปเข้าไป ยืนเยื้องอีกฝั่งหนึ่งของพี่ชาย "นี่มันเกิดอะไรขึ้น"

พี่หญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าถามเขาเองก็แล้วกัน"

ข้ามองพี่ชาย เขาไม่ได้มองข้า ท่าทางปราศจากการเปลี่ยนแปลง ราวกับไม่คิดจะอธิบาย เขากับพี่หญิงคุมเชิงกันด้วยความเงียบ กลับเป็นไคเซวียนจวินที่เป็นฝ่ายเอ่ยอย่างร้อนรน "โธ่ ลั่วเวย รีบปรามพี่หญิงของท่านเร็ว อย่าให้นางใจร้อนเช่นนี้"

ข้าหันไปมองพี่หญิงอีกครั้ง "พี่หญิง?"

พี่หญิงกล่าว "ท่านพี่ บอกนางสิ ท่านทำอะไรไปบ้าง"

พี่ชายปฏิเสธ "ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น"

"พยานหลักฐานพรั่งพร้อม ท่านคิดจะเล่นลิ้นถึงเมื่อไหร่" พี่หญิงหยิบหนังสือราชการออกมาฉบับหนึ่ง พูดลอดไรฟัน "เจ้าคนเนรคุณ! เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ดีกับท่านถึงเพียงนี้ ท่าน...ท่านกลับ"

พี่ชายยังคงมีท่าทีเหมือนเดิม "ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้น"

พี่หญิงเดือดดาลจนตัวสั่น ก้าวยาวๆ ลงจากขั้นบันไดหยกบัลลังก์กษัตริย์ หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาวางตรงหน้าเขา "หากนี่ไม่ใช่ลายมือของท่าน แล้วจะเป็นของใคร"

พี่ชายบอก "ลายมือเป็นสิ่งลอกเลียนกันได้ หัวใจที่ภักดีและรู้คุณของข้าที่มีต่อเสด็จพ่อเสด็จแม่ ฟ้าดินเป็นพยาน ข้าหาได้เคยกระทำเรื่องนี้ไม่"

"โกหกพกลม!"

พี่หญิงขว้างกระดาษแผ่นนั้นออกไป พี่ชายเบือนหน้าหลบ ข้ารีบรับจดหมายฉบับนั้นไว้ แล้วอ่านจบอย่างรวดเร็ว ตะลึงพรึงเพริดถึงที่สุด นั่นเป็นจดหมายที่เขียนถึงเซียนจวิน มีเนื้อความว่า ก่อนข้าเป็นทายาทแห่งหวงเต้าเซียนจวิน ได้รับแต่งตั้งเป็นบุตรบุญธรรมของราชาปีศาจวารีแห่งทะเลเหนือ อาณาจักรนี้คือมารร้าย ก่อกรรมทำชั่ว สมคบภูตผีประพฤติเลวทราม เป็นภัยต่อทะเลเหนือ เขาผู้นั้นมีบุตรีสองคน คนเล็กเลี้ยงดูสัตว์อสูรฉงฉี คนโตงดงามยวนยั่วให้เซียนเกิดความปรารถนา

"เว้นเรื่องที่ข้าเลี้ยงเสวียนเย่ว์เป็นความจริงแล้ว นอกนั้นล้วนเป็นการเพ้อเจ้อส่งเดช!" ข้าสบถด้วยความโกรธขึ้ง จากนั้นจึงพินิจมองตัวอักษรคำว่า 'พยัคฆ์' "เดี๋ยวก่อน ท่านพี่ ข้าจำได้ว่าคำว่า 'พยัคฆ์' ที่ท่านเขียน ปลายตวัดด้านล่างจะลากสูงเป็นพิเศษ พี่หญิง นี่อาจจะเป็นของที่ผู้อื่นทำเลียนแบบ"

พี่หญิงแย้ง "เวยเวย เจ้าอย่าสอด ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อว่าเขาจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เกือบจะถูกเขาหลอกแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีที่เขาไปจากซู่เจา เขาไปที่ใดมาบ้าง"

"ไปฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิชาไม่ใช่หรือ"

"แล้วเจ้ารู้ไหมว่าอาจารย์ของเขาคือใคร"

"ไม่ทราบ"

"หวงเต้าเซียนจวิน" พูดถึงตรงนี้ พี่หญิงก็ถลึงตามองพี่ชายอย่างเคียดแค้นอีกครั้ง

พี่ชายตอบ "อาจารย์ของข้าไม่ใช่เขา"

"แล้วอาจารย์ของท่านเป็นใคร"

เมื่อเผชิญหน้ากับการคาดคั้นไล่ต้อนของพี่หญิง พี่ชายเพียงย่นคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังอดทนไม่โต้ตอบ นอกตำหนักยังคงหนาวเหน็บ ในตำหนักแสงไฟสั่นไหว ส่องให้เห็นดวงหน้าโกรธเกรี้ยวของพี่หญิง นางแค่นหัวเราะเสียงเบา "ตอบไม่ได้ ใช่ไหม เฉินจือ เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนคำถาม ในเมื่อท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา เหตุใดอายุเกือบห้าสิบปีแล้วก็ยังคงมีรูปร่างหน้าตาเช่นเดิม"

พี่ชายยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใดๆ

อันที่จริง เขาไม่ใช่พี่น้องร่วมสายโลหิตของข้ากับพี่หญิง จำได้ว่าตอนที่พวกเรายังเล็ก เสด็จพ่อท่องเที่ยวพเนจรทั่วใต้หล้า ได้พบนักบำเพ็ญธรรมคนหนึ่ง นักพรตบอกเสด็จพ่อว่าตัวเขาเคยรับเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง นามว่าฟู่เฉินจือ เก่งกล้าสามารถ ฉลาดเกินคน เพียงแต่อายุล่วงเลยยี่สิบกว่าปี กลับไม่เห็นการเติบใหญ่ ยังคงมีรูปลักษณ์เป็นเด็ก ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้างไม่น้อย เสด็จพ่อคิดในใจว่าเด็กคนนี้อาจไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นจึงขอพบตัว ทว่าเมื่อได้เจอ เขาก็พบว่าฟู่เฉินจือมีรูปลักษณ์เฉกเช่นปุถุชนทั่วไป และไร้วี่แววจำแลงแปลงกายเป็นปีศาจ แต่เด็กคนดังกล่าวเองก็เป็นดังคำเล่าลือ ฉลาดทว่าไม่ชั่วร้าย นิ่งเย็นทว่าไม่แข็งกร้าว โดดเด่นเสมือนผืนฟ้าพร่างดาว สูงส่งงามสง่าเสมือนแสงดารา เสด็จพ่อชอบเขามาก  ก่อแล้วต้องสาน จึงรับเขาไว้เป็นบุตรบุญธรรม พากลับมาสู่แดนซู่เจา อีกทั้งถือเป็นการแบ่งเบาภาระของนักพรต และแล้วพวกเราก็ร่ำเรียนวิชาด้วยกันจนโต จนกระทั่งหลายปีก่อน พี่ชายออกจากแดนซู่เจาไปฝากตัวเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชาภายนอก แทบไม่ได้กลับมา ทว่าในใจข้า เขายังเป็นหนุ่มน้อยซาลาเปาผู้น่ารักเมื่อแรกพบคนนั้น ยังคงเป็นพี่ชายที่ข้าพึ่งพามากที่สุดเช่นเดิม

ข้าออกตัวปราม "พี่หญิง ท่านบีบคั้นพี่ชายเกินไปแล้ว เขาเติบโตช้า ซึ่งนั่นก็คือสาเหตุที่เสด็จพ่อพาเขากลับมาอย่างไรเล่า"

"นั่นเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาต่างหาก!" พี่หญิงขึ้นเสียง กระชากคอเสื้อของพี่ชายพร้อมคาดคั้น "ฟู่เฉินจือ ท่านจงตอบคำถามนี้ต่อหน้าทุกคน ต่อหน้าน้องสาวของท่านเดี๋ยวนี้ท่านเป็นมนุษย์หรือเป็นเซียน!"

อะไรนะ!

ข้ามองพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อ ฉับพลันทันใดก็นึกถึงช่วงเวลาหลายวันก่อน เขาถูกแมงมุมกัดไปทีหนึ่ง แต่พอวันที่สองก็ไม่เห็นแม้กระทั่งแผลเป็น พี่ชายมองข้าอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง ดวงตาเรียวยาวดั่งจิ้งจอกขยับปิดลงแผ่วเบา ริมฝีปากขาวซีด "ข้าเป็นเซียน"

หัวใจของข้าหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าลำคอแห้งผาก กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น "ท่านรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่"

พี่หญิงยิ้มเย็น "เขาเขียนในจดหมายชัดเจนถึงเพียงนั้นแล้ว เขาได้รับคำสั่งให้มาสอดแนมที่ซู่เจา เจ้าจะยังถามอีกว่าเขารู้ตัวเมื่อไหร่ ถ้าเจ้าไม่เชื่อ ก็จงดูนี่"

นางรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ แล้วยื่นให้ข้า ข้ากวาดตาอ่านรอบหนึ่ง พบว่านั่นเป็นบทกวีที่พี่ชายแต่งขึ้นเมื่อครั้งยังเด็ก

ทิศอุดรมีสมุทร       ลึกล้ำสุดแหวกว่าย

โฉมงามแห่งอุดร  สูงส่งมิอาจเอื้อม

เก้าสวรรค์ทะนงมอง     ข้าล้มป่วยสิ้นเรี่ยวแรง

วิญญูชนผู้หาญกล้า         ย้อนคืนมาจากพรมแดน

                กวีบทนั้นเป็นบทที่เขาแต่งขึ้นในวันที่ข้าเจอเขาครั้งแรก

นั่นเป็นเรื่องเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว วันนั้นห้องอักษรเสวียนมีเด็กใหม่มาคนหนึ่ง เพียงชายตายังแสนเสน่ห์ กลิ่นไอหอมดุจกล้วยไม้ ผิวเนื้อเนียนละเอียดผุดผ่อง หมดจดยิ่งกว่าสตรีแรกแย้ม ผิวพรรณเนียนผ่องอ่อนช้อยนั้น เฉิดฉายยิ่งกว่าปีศาจจิ้งจอกดำแห่งเขาโยวตู แต่แก้มของเขาอิ่มเอิบคล้ายกับซาลาเปาแสนน่ารัก ลำพังเพียงรูปลักษณ์นี้ ก็ทำให้คนเห็นตราตรึงไม่ลืม ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาไม่ใช่ชาวซู่เจา เพราะผมของเขาเป็นสีดำ สีผมแท้จริงของชาวซู่เจาล้วนเป็นสีครามเข้ม ด้วยอายุที่มากขึ้น สีผมก็จะอ่อนลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดกลายเป็นสีขาวนวลเหมือนแสงจันทร์ ผู้ที่มีพลังเวทแข็งแกร่งและมากด้วยประสบการณ์ ถึงขั้นเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนเสียด้วยซ้ำ ตอนที่เราร่ำเรียนตำรากันนั้น อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ผมดำขลับนั้น คือปุถุชน ปุถุชนนั้นคือมนุษย์และปีศาจ ตอนนั้น พวกเราไม่เคยเห็นเซียน ไม่รู้ว่าเซียนเองก็มีผมสีดำได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงพากันคิดว่าเขาเป็นมนุษย์หรือไม่ก็ปีศาจ ดังที่คาดหมาย  เมื่อพี่ชายตอบกลับว่า ข้าน้อยเสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังเยาว์ ได้นักพรตสกุลฟู่ในใต้หล้ารับเลี้ยง ฉะนั้นจึงเติบโตในใต้หล้าขอรับ

ใต้หล้าคือแผ่นดินของชาวฮั่น ตั้งแต่นั้น พวกเราทุกคนก็คิดว่าพี่ชายเป็นปุถุชน ตอนนั้นอาจารย์ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อรับเลี้ยงดูพี่ชาย จึงกล่าวว่า เฉินจือ ในนี้ไม่มีที่นั่ง วันนี้เจ้าอาจต้องยืนเรียนแล้วละ

ข้ากลับอาสาออกรับเอง ด้วยการตบที่นั่งว่างข้างตัวเองเบาๆ ใครบอก ตรงข้ามีที่นั่งแท้ๆ

ท่านอาจารย์มีสีหน้าลำบากใจ คือองค์หญิงเล็ก เช่นนั้นอาจารย์คงไม่อาจเรียนท่านอ๋อง…’

ไม่เป็นไร แค่วันนี้เท่านั้นข้ากระดิกนิ้วเรียกฟู่เฉินจือ ท่าน มานั่งทางนี้

การเอาแต่ใจตนเป็นที่ตั้งในห้องอักษรเสวียนจนเคยตัว เรื่องนี้สำหรับองค์หญิงเล็กผู้มั่นใจ ไม่เป็นสองรองใครในใต้หล้านี้เช่นข้า นับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ส่วนพี่ชายนั้นนิ่งอึ้งเป็นอันดับแรก จากนั้นก็แย้มยิ้มบางๆ ก่อนจะนั่งลงข้างข้า ข้าเอามือเท้าคางพินิจมองเขาหลายครั้ง พบว่าเขาหน้าตาไม่เหมือนปุถุชนจริงๆ ผู้ที่ปรากฏตัวในแดนซู่เจามากที่สุด ก็คือชาวเสวียนชิวแห่งเขาต้าเสวียน หรือไม่ก็ชาวชื่อจิ้งแห่งแคว้นต้าโยว ฝ่ายแรกมีผิวดำคล้ำ ฝ่ายหลังมีผิวแดงเข้มตั้งแต่ใต้เข่าลงไป คนเหล่านี้รูปร่างบึกบึน นิสัยซื่อสัตย์ และด้วยความเชื่อ 'ผู้มีนามแย่ย่อมอายุยืน' จึงพลอยตั้งชื่อไม่ไพเราะนัก แต่พี่ชายนั้นไม่เพียงมีชื่อที่สง่างามหาใครเหมือน แม้กระทั่งเจ้าตัวก็ยังงดงาม ประเพณีของชาวซู่เจาคือหญิงสาวรวบผม ชายหนุ่มสยายผม เขาเองก็ไม่มีข้อยกเว้น เรือนผมดำเงาประอยู่บนบ่า เพียงผูกผ้าแพรเส้นหนึ่งไว้ตรงท้ายทอย ขับดวงหน้าเล็กๆ ที่ราวกับดอกบัวสีขาวให้ยิ่งงดงาม เมื่อสังเกตเห็นสายตาของข้า เขาก็เอียงหน้ามามองข้าแวบหนึ่ง กล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อย ช่วยแนะนำด้วย

ชาวฮั่นมีหน้าตาเช่นท่านกันหมดเลยหรือเปล่า ข้าพึมพำ

หน้าตาแบบข้าหรือ

นุ่มนิ่มอวบอิ่มอย่างกับซาลาเปาแน่ะ ข้ายิ้มแย้ม ดีใจไหม ท่านน่ารักกว่าเด็กผู้หญิงชาวซู่เจารวมกันทั้งหมดเสียอีก

ได้ยินเช่นนั้น แก้มที่เหมือนซาลาเปาของเขาก็เปลี่ยนสีเป็นชมพูระเรื่อ แต่เขาก็ยังนิ่วหน้า กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม นี่ไม่ใช่คำชม ผิวของข้าไม่ขาว ชาวฮั่นเองก็ไม่ขาว

หยอกเขาอยู่พักหนึ่ง อาจารย์ก็ให้พวกเราคัดสำนวนเด่นในตำราเหวินฟู่[1] เหล่าลูกศิษย์เปิดฝากาน้ำบนโต๊ะอย่างพร้อมเพรียง เริ่มขับเคลื่อนลมปราณ ปลายนิ้วชี้ไปที่กาน้ำ น้ำด้านในพลันพวยพุ่งขึ้นมาเป็นลำ เคลื่อนตัวไปทางแท่งหมึกบนแท่นฝนหมึก เข้าห่อหุ้มแท่งหมึกแล้วขยับหมุน ครู่เดียวน้ำหมึกก็หยดลงบนแท่นฝนหมึก ข้าคิดในใจว่าได้เวลาข้าแสดงฝีมือแล้ว! นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะสำแดงพลังเวท ต้องเอาให้ตระการตา ข้าถลกแขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก ชูกำปั้นถูฝ่ามือ กำลังจะจัดคลื่นน้ำตระการตาสักตั้ง ใครจะคิดว่าพี่ชายเองก็พับแขนเสื้อขึ้น เทน้ำในกาลงบนแท่นฝนหมึกจำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็หยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนอย่างใจเย็น


ครั้นภาพนั้นประจักษ์แก่สายตา ศิษย์ทุกคนต่างนิ่งงันเหมือนท่อนไม้ เห็นพี่ชายตวัดเขียนตัวอักษรแบบข่ายซูตัวบรรจงเต็มหนึ่งหน้ากระดาษแล้ว ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำเอาศิษย์รอบตัวมองจนสติไม่อยู่กับตัว บัณฑิตน้อยคนหนึ่งมองลายมือของพี่ชาย แล้วกล่าวอย่างมีนัยยะ ลายมือสวย ทว่าแม้แต่พื้นฐานอย่างเวทบังคับวารีก็ยังทำไม่ได้ แล้วชั่วโมงเรียนวิชาเต๋าจะทำอย่างไร น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่อาจแสดงศักยภาพ สำแดงพลังได้เต็มที่

ลูกศิษย์อีกคนกล่าว เขียนอักษรสวยน่ายกย่องมากหรือไร ก็แค่ปุถุชน จะเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับข้าได้อย่างไร อยากรู้จริงๆ ว่าใครยัดเขาเข้ามาในห้องอักษรเสวียน เกรงว่าแม้แต่แต่งกวีก็ยังทำไม่ได้

เมื่อได้รับการท้าทายจากเด็กๆ หลายคนที่คิดว่าตนเลิศเลอ พี่ชายก็แต่งกลอนบทหนึ่ง บทกลอนนั้นมีชื่อว่า อุดรทิศมีสมุทร ซึ่งก็คือบทกลอนที่พี่หญิงหยิบออกมาในเวลานี้ ท่านอาจารย์เคยอ่านกลอนบทนี้ ทิ้งคำวิจารณ์ปริศนาไว้เพียงว่า เมื่อกล่าวถึงลายมือ โบราณว่าซ่อนปลายได้นิ่ง ซ่อนพลังหนักแน่น เปิดปลายได้เฉียบ เผยเจตนารมณ์ เจ้าใช้พู่กันได้ราวเหล็กแหลมจรดบนผืนทราย ปลายพู่กันเรียบนิ่งเป็นระเบียบ ทว่าแรงกลับกดทับถึงด้านหลัง รอยลึกถึงสามส่วน ฟู่เฉินจือ เจ้าอายุยังน้อย ความสามารถท่วมท้นเป็นเรื่องดี ทว่าในใจครุ่นคิดมากล้น น่ากลัวจะ…’

เมื่อผนวกกับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จึงเพิ่งเข้าใจว่าพี่ชายนั้นอักษรเป็นเครื่องบ่งชี้ตัวตน แตกต่างจากข้าที่มีอะไรก็ชอบเอะอะเสียส่วนใหญ่ เขาเป็นประเภทมีอะไรก็เก็บงำไว้ในใจ กวีบทนั้น สองประโยคสุดท้ายมีความหมายว่า เงยหน้าคะนึงมาตุภูมิบนฟากฟ้า จนลำคอของข้าเมื่อยล้า เมฆตามมังกร ลมตามพยัคฆ์ รอข้าเสร็จการใหญ่ ย่อมได้กลับคืนไป

ที่แท้ เขารู้แต่แรกแล้วว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดา

"เวยเวย การตายของเสด็จพ่อเสด็จแม่ ล้วนเป็นเพราะพี่น้องที่แสนดีของเราคนนี้ เขาสมคบกับหวงเต้าเซียนจวินมานานแล้ว หวังครองบัลลังก์ซู่เจาด้วยตัวเอง ส่วนพวกเราชาวซู่เจา ก็จะตกเป็นเบี้ยล่างในดินแดนเซียนชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าไม่มีวันให้โอกาสนี้แก่เขาแน่ เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นครองบัลลังก์ เป็นราชินีคนใหม่ของซู่เจา" พี่หญิงมองพี่ชายด้วยสีหน้าเย็นยะเยือกราวเกล็ดน้ำแข็ง กล่าวเน้นเสียงทีละคำอย่างชัดถ้อย "ทหารเซียนที่จับตัวได้ภายในเมือง ผู้ที่ทรยศหักหลังซู่เจา สังหารไม่มีละเว้น"

ข้าร้อนรน เขย่าแขนเสื้อของพี่ชาย "ท่านพี่ ท่านรีบอธิบายสิ"

ทว่าจนกระทั่งถูกพาตัวไป เขาก็ไม่ปริปากแม้เพียงคำเดียว หลังจากพี่หญิงอธิบาย ข้าจึงรู้ว่าที่แท้ผู้ที่แพร่งพรายความลับคือผู้ติดตามของพี่ชาย ผู้ติดตามภักดีกับเขาตลอดมา คิดไม่ถึงว่าจะกระทำเรื่องคิดคดทรยศเช่นนี้ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เพิ่งเสียชีวิต เขาก็เร่งกลับมาที่ซู่เจา หวังปั้นหน้าปลอบประโลมพวกเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นค่อยกำจัดเราสองพี่น้อง ตั้งตนเป็นอ๋อง ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะว่าอย่างไร ข้าก็ไม่อยากเชื่อว่าพี่ชายจะเป็นคนเช่นนั้น

 

เที่ยงคืนแล้ว ข้ายังข่มตานอนไม่หลับอยู่ในห้องตามลำพัง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ข้ากระโดดลงจากเตียงไปเปิดประตู ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดวูบเข้ามา ไคเซวียนจวินยืนอยู่ใต้ดวงจันทร์ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ สีหน้าดูกลัดกลุ้มหม่นหมอง "ข้าน้อยมากราบขออภัย"

ข้าเปิดประตู "เข้ามานั่งสิ"

"ไม่ละ พูดกันตรงนี้ก็พอ ข้ายังปรารถนาจะเป็นพี่เขยท่าน เกิดหลิวอิ๋งเข้าใจผิดจะแย่เอาได้"

เขาหัวเราะขัน ไออุ่นระเหยลอยออกจากปาก ทว่ากลับมามีท่าทีจริงจังอย่างรวดเร็ว "อันที่จริง คนที่พาคุณชายฟู่กลับมา คือข้าน้อยเอง"

"ท่านหรือ"

"ใช่ขอรับ หลังจากข้าน้อยออกจากดินแดนซู่เจา วันหนึ่งระหว่างเดินทางผ่านหุบเหวน้ำแข็งบนภูเขาหิมะ ได้รู้จักคุณชายฟู่ ทราบว่าเขาเป็นบุตรบุญธรรมของท่านอ๋องทั่วหวา ด้วยเหตุนี้จึงผูกมิตรร่วมเดินทางไปดินแดนเซียนด้วยกัน ข้าน้อยมีสหายร่วมรบอยู่คนหนึ่ง สนิทชิดเชื้อกับหรูเย่ว์เวิง สองวันก่อนได้ยินเขาบอกว่าเขากับหวงเต้าเซียนจวินไปปราบมารที่ทะเลเหนือ คาดไม่ถึงจะเป็นเผ่าซู่เจา ก่อนหน้านี้ข้าน้อยได้ร่ายเวทในลำน้ำลั่ว เพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับซู่เจาในวันหน้า ข้าน้อยจึงบอกเรื่องนี้กับคุณชายฟู่ด้วย และรับปากว่าจะพาเขากลับมาด้วยกันคิดไม่ถึงว่าเมื่อเรากลับมาถึงก็สายไปเสียแล้ว คุณชายฟู่ยังมาถูกปรักปรำ"

"ท่านเองก็คิดว่าพี่ชายข้าถูกปองร้ายหรือ"

ไคเซวียนจวินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "แน่นอน คุณชายฟู่เป็นคนมีคุณธรรม จะทำร้ายบิดามารดาผู้ให้ชีวิตจนตายได้อย่างไรกัน"

"แต่ว่าพี่หญิงไม่เชื่อเขาเลยสักนิด"

"พี่หญิงของท่านดูอ่อนโยน ทว่านิสัยกลับวู่วาม คนตายมิอาจฟื้นคืน กลัวก็แต่นางจะสังหารผู้บริสุทธิ์ จนต้องเสียใจภายหลังอย่างไม่สิ้นสุด"

ข้าถาม "แล้วเราจะทำอย่างไรดี"

ไคเซวียนจวินกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะล้วงกุญแจออกจากอกเสื้อ แล้วยัดใส่มือข้า "นี่เป็นกุญแจห้องขังคุณชายฟู่ ข้าขโมยมา"

ข้าตะลึง "เป็นถึงเซียนผู้สูงศักดิ์ ไยจึงทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อย!"

"นี่ก็เพื่อพี่หญิงของท่าน" ไคเซวียนจวินส่ายหน้าอย่างจนใจ "เอาละ รีบไปพบพี่ชายท่าน ข้าจะกลับไปเกลี้ยกล่อมพี่หญิงของท่าน จริงสิ ข้าขุดหลุมในเรือนจำใต้ดินไว้ด้วย หากเลยเที่ยงคืนแล้วยังไม่มีข่าวจากข้า แสดงว่าเกลี้ยกล่อมพี่หญิงของท่านไม่สำเร็จ ให้ท่านปล่อยคุณชายฟู่หนีไปก่อน มีอะไรเราค่อยกลับมาหารือกัน"

ข้าอดขำไม่ได้ "เป็นถึงเซียนแท้ๆ กลับทำเรื่องขุดหลุมขุดรูราวกับหนู! เอาเถอะ ท่านผ่านด่านน้องสาวภรรยาแล้ว ต่อไปข้าอนุญาตให้ท่านขอพี่หญิงเป็นภรรยา"

ไคเซวียนจวินเอ่ยกลั้วหัวเราะ "เลิกพล่ามได้แล้ว รีบไปเถอะ"



[1] ตำราเกี่ยวกับหลักการศิลปะวรรณคดีของจีน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #14 KawitaHanamond (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 23:43
    ลั่วเวยยยย
    #14
    0