เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 10 : หุบเขาหลอมปีศาจ (บทที่ 5-1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 776
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    4 ก.ค. 59

ความหลังโศกระทมผันผ่าน

จำแลงปีศาจครวญเพลงลา

เพลงรำลึกคะนึงทวิภูมิ

ร่ำไห้พักตร์เปื้อนน้ำตาริน

ทวิภูมิ

ต่งไท่ซือที่พวกเรามาขอพบชื่อต่งจัว[1]  เล่ากันว่าเป็นขุนนางที่ใช้อำนาจกระทำโฉดชั่วของใต้หล้าในยามนี้ พวกเราตามองครักษ์หลายคนเข้าไปในจวนของเขา แล้วก็เห็นบุรุษร่างอ้วนผิวขาวนั่งกับพื้น ใบหน้าเหี้ยมเกรียม หม่นหมองขาวซีด เขาถือมีดเจ็ดดาวไว้แล้วเช็ดถูมันอย่างใจลอย หลิงอินเสินจวินบอกว่าเขาถือกำเนิดใกล้ภูเขาสรรพสัตว์ มิน่าจึงได้มีรูปร่างหน้าตาอย่างกับกระทิงเขาเดียว ตรงหน้ามีอาหารที่เย็นชืดวางอยู่ กาน้ำที่ตกพื้น ลูกธนูที่กระจัดกระจาย คล้ายกับว่าเมื่อครู่เพิ่งมีงานเลี้ยง ทั้งยังจบด้วยความชุลมุน เห็นทีนี่คงเป็นผลงานของเฉาเชา

เทพไท่ซือเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล แล้วคำนับทำความเคารพต่งจัว "คำนับท่านไท่ซือต่ง"

"เจ้าเป็นอะไรกับหม่าโซ่วเฉิง" ต่งจัวกวาดสายตามองเราอย่างไม่ใส่ใจแวบหนึ่ง สายตาพินิจมองข้าสลับกับมองหลิงอินเสินจวิน ไม่ยอมมองเทพไท่ซือ

เทพไท่ซือกล่าวตอบ "หม่าเถิง[2]คือท่านอาของข้าน้อยขอรับ"

ต่งจัวถาม "ว่ามาเถอะ เจ้ามาหาด้วยธุระอันใด"

"ข้าน้อยรับคำสั่งจากท่านอาให้มาคารวะท่านไท่ซือต่ง เพื่อดำเนินกลยุทธ์ผูกมิตรไกลพิชิตใกล้"

"ฮึ ข้ากับหม่าเถิงต่างคนต่างอยู่ จู่ๆ ก็เกื้อประโยชน์แก่ข้า ยำเกรงในตัวข้าหรือ" นิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเทพไท่ซือเพียงยิ้มแต่ไม่เอ่ยวาจา ต่งจัวจึงเอ่ยถามอีกว่า "เจ้ามาเจรจาผูกไมตรี กลับพาสตรีมาด้วยสองคน จะให้ข้าเชื่อเจ้าได้เช่นไร"

เทพไท่ซือหัวเราะเสียงเบา "ท่านไท่ซือต่งเข้าใจผิดแล้ว สาวน้อยผู้นี้คืออนุรับใช้ของข้าน้อย ปีนี้ยังอายุไม่ถึงสิบห้าปี ส่วนแม่นางผู้นี้…" เขามองหลิงอินเสินจวินแวบหนึ่ง "ขอเรียนตามตรงว่าข้าน้อยรับมาระหว่างทางมาเมืองหลวง ท่านไท่ซือต่งกับข้าน้อยเองนับว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน น่าจะเข้าใจว่าสตรีแคว้นซีเหลียงนั้นสดใสสง่างาม แต่แม้จะงดงาม กลับอ่อนโยนสู้สตรีเจียงหนานไม่ได้"

"เจ้าเดินทางจากแคว้นซีเหลียงถึงลั่วหยาง ยังอ้อมไปทางเจียงหนานอีกรอบหรือ"

"ชีวิตคนดั่งธารา มีทุกข์มากกว่าสุข ไหนเลยจะเลือกเงินทองแล้วทิ้งความสุข"

ได้ยินเช่นนั้น แววตาเจ้าเล่ห์ของต่งจัวคู่นั้นก็จดจ้องข้ากับหลิงอินเสินจวินอีกหลายครั้ง ดูออกว่าหลิงอินเสินจวินเริ่มทนไม่ไหวแล้ว เขาปั้นหน้างดงามหยาดเยิ้ม ทว่ามือที่อยู่หลังพัดทรงกลมกลับแทบจะจิกพัดให้พังยับ แม้เสวียนเย่ว์จะเข้าใจภาษามนุษย์ แต่เห็นชัดว่าไม่เข้าใจว่าเทพไท่ซือมีเส้นสนกลในอะไร เพียงแค่หันศีรษะเล็กๆ ไปมาตามหัวข้อการสนทนาของมนุษย์หลายคน ในที่สุดต่งจัวก็ยกมือลูบคางแล้วกล่าว "แม่นางผู้นี้หน้าตางดงามใช้ได้ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เย้ายวนดึงดูด น่าเสียดายที่อายุมากไปนิด กลับเป็นอนุรับใช้ของเจ้าที่อ่อนเยาว์น่ารัก เห็นแล้วชวนให้เอ็นดู" ขาดคำ เขาก็ชายตามองข้าอย่างมีเลศนัย

เขามองข้าเสียจนรู้สึกอึดอัด แต่ก็แผลงฤทธิ์ไม่ได้ จึงได้แต่ก้มหน้างุด รอให้เขาเป็นฝ่ายละสายตาไปอย่างกลัดกลุ้ม ไม่คาดคิดว่าเขากลับยิ่งสนใจ ย่างเข้ามาหาข้าสองก้าว ข้ากำลังคิดจะถอยหลัง ท่านเทพไท่ซือกลับเหยียดมือออกมาขวางตรงหน้าข้า แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านไท่ซือ ข้าน้อยเอ็นดูอนุรับใช้คนนี้นัก เกรงว่าไม่อาจตัดใจมอบนางให้ผู้อื่นได้"

ข้าเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งอย่างฉับไว รู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังของเขาช่างสูงใหญ่ เทพไท่ซือช่างเป็นสุภาพบุรุษ แม้ยามปกติจะเข้มงวดกับข้า แต่ยามคับขันกลับปกป้องข้า ซาบซึ้งเหลือเกิน เพียงแต่เมื่อขบคิดเรื่องถ้อยคำของเขา ข้าก็พลันรู้สึกเคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก เห็นทีต่งจัวเองก็ตั้งป้อมระแวงบุคคลแซ่หม่าผู้นี้พอสมควร เขาถูฝ่ามืออ้วนใหญ่ ไม่ตอแยอีก หันไปมองหลิงอินเสินจวิน "แม่นางผู้นี้นอกจากอายุมากไปหน่อยแล้ว ก็ยังพอดูได้ หากสองคนปรองดองกันได้ ย่อมกลมเกลียวอย่างหามิได้ที่สุดแล้ว"

เส้นเอ็นปูดโปนขนหน้าผากของหลิงอินเสินจวินใกล้จะระเบิดอยู่รอมร่อ ดูเหมือนรสนิยมด้านความงามของสตรีของเขากับต่งจัวแตกต่างกันมากโข หลิงอินเสินจวินชื่นชอบฮูหยินน้อยที่ดูเย้ายวน ส่วนต่งจัวชื่นชอบสาวน้อยขบเผาะ เขาคิดหาทุกวิถีทางจำแลงกายให้เป็นรูปลักษณ์ในอุดมคติ ทว่าส่วนที่ต่งจัวถูกตาต้องใจกลับเป็นดวงตาเดิมคู่นั้น หลังจากนั้นเทพไท่ซือกับต่งจัวก็หารือเรื่องราชการงานเมือง หลิงอินเสินจวินกลับไม่ได้ฟังเลยแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งเมื่อฟ้าเปลี่ยนสี หลังปล่อยให้ต่งจัวใช้สายตาแทะโลมจนทั่วศีรษะจรดเท้า พวกเราจึงออกจากจวนต่ง หลังจากออกมาแล้ว หลิงอินเสินจวินจึงเยื้องย่างส่ายเอวคอดบาง เดินเลี้ยวหายเข้าไปมุมลับตาไร้ผู้คนตวัดมือสวยเรียวยาวขึ้นพับแขนเสื้ออย่างว่องไว หักพัดเล่มนั้นเป็นสองท่อนดังเพียะ "น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าแมลงสาบที่หล่นใส่ถ้วยข้าวเสียอีก! สู้สังหารเขาไปเลยดีกว่า!"

"เจ้าวางความรังเกียจของตัวเองไว้ก่อน เอาไว้เสร็จภารกิจแล้วค่อยละเลียดมันช้าๆ" เทพไท่ซือกล่าวด้วยท่าทางเรียบนิ่ง พร้อมกับเดินไปหาเขา "หันมา"

"อะไรหรือ" หลิงอินเสินจวินหันร่างมา

เทพไท่ซือกลับคืนสู่ร่างเดิม แล้วแตะศีรษะของตนหนึ่งครั้ง จากนั้นเขาก็กลับไปอยู่ในร่างของหม่าเซี่ยวอีกครั้ง หลิงอินเสินจวินยกมือลูบศีรษะสลับกับลูบใบหน้า ใบหน้านั้นเปลี่ยนเป็นขาวซีด "ท่านเปลี่ยนข้าให้มีหน้าตาแบบใดไปแล้ว"

เทพไท่ซือไม่ตอบ หันกลับไปก้าวขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้แต่แรก ส่วนที่ข้าตะลึงงันก็คือการเผชิญหน้ากับหลิงอินเสินจวินในเวลานี้ แล้วเขาก็เดินไปอย่างนี้ เมื่อหันมาอีกครั้งใบหน้าที่มองกลับมาก็กลายเป็นหญิงสาวโฉมงาม มองข้าด้วยสีหน้าไร้เดียงสาน้อยๆ บนกระโปรงชุดยาวผ้าไหมเต็มไปด้วยดอกหยางฮวา  ข้าตกอยู่ในภวังค์ เกือบลืมไปว่ามนุษย์ผู้นี้จำแลงมาจากบุรุษ และภายหลังข้าพบว่าคนที่ตกอยู่ในภวังค์ไม่ได้มีเพียงข้า เสวียนเย่ว์ตัวอ่อนยวบราวกับลูกกวาดนิ่มๆ น้ำลายสอ พร้อมร้องเสียงยานคาง "มิเหมียวเมี้ยวๆๆ…"

ข้าเกือบลืมไปอีกแล้ว เสวียนเย่ว์เป็นตัวผู้ ตอนนี้มันเป็นแมวตัวผู้ที่กำลังติดสัดอย่างจริงแท้แน่นอน แต่ก็โทษเสวียนเย่ว์ไม่ได้ หลิงอินเสินจวินงดงามเหนือคำบรรยาย เค้าโครงใบหน้าของเขายังมีส่วนคล้ายคลึงกับก่อนหน้านี้หกเจ็ดส่วน ทว่าอ่อนเยาว์ลงมาก มองแล้วอายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปด ดวงตากับริมฝีปากมีส่วนคล้ายข้า แน่นอนว่าย่อมงดงามกว่าข้ามาก ดูเขาสิ แววตาดุจธารน้ำใสกระจ่าง คิ้วดกดำโค้งมนดุจขุนเขา สมดั่งคำที่ว่าหากเอ่ยถามถึงสิ่งที่ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้มหลงไหล คือโฉมสะคราญชม้ายชายตาแล ช่างสวยพริ้งชวนมอง สวยจริงๆ แม้แต่ข้าที่เป็นสตรีก็ยังอดจดจ้องเขาไม่ได้ เมื่อขึ้นรถม้ากับพวกเขา ข้าเริ่มเข้าใจแผนการของเทพไท่ซือบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซักถาม

หลิงอินเสินจวินเห็นข้ากับเสวียนเย่ว์ล้วนเหม่อลอยทั้งคู่ จึงหยิบคันฉ่องออกมาส่อง พลันเอียงลงซบไหล่ของเทพไท่ซือราวกับใบหลิว  สีหน้าเต็มไปด้วยกลุ้มใจ "ท่านมหาเทพ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าชีวิตนี้ข้าไม่คิดมีภรรยา เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในการไร้วาสนาพานพบ ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าขอแต่งงานกับตัวเองได้หรือไม่"

เทพไท่ซือหันหน้ามาช้าๆ กวาดสายตามองดวงหน้าที่งามล่มเมืองนั้นแวบหนึ่ง แล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย หลิงอินเสินจวินลูบหน้า แพขนตาขยับกะพริบราวกับขนนกสีดำนิล จีบปากเอื้อนเอ่ย "หระ...หรือว่าท่านคิดจะสนุกให้หนำใจก่อน"

เทพไท่ซือยังคงไม่ริปากต่อล้อต่อเถียง เพียงแต่เหยียดแขนผลักอีกฝ่ายไปอีกมุม "อย่าเข้ามา จะอาเจียนแล้ว"

หลิงอินเสินจวินชี้ใบหน้าของตัวเอง "เห็นใบหน้านี้แล้ว ท่านยังอยากอาเจียนหรือ ยังมีอันนี้อีก!" เขายกมือขึ้นบีบหน้าอกของตัวเอง ก่อนจะล้มตัวลงข้างๆ อีกครั้งราวกับกินยากำหนัดเข้าไป

เห็นการแสดงชุดดังกล่าวของหลิงอินเสินจวินแล้ว ข้ากับเสวียนเย่ว์ตะลึงงันจนตาค้าง หัวเราะไม่ได้ กรีดร้องไม่ออก แต่เทพไท่ซือยังคงมีจิตใจดั่งหินผา ทิ้งทวนไว้ประโยคหนึ่งว่า "หลิงอิน ให้ร่างนี้แก่เจ้าก็เพื่อให้เจ้าเป็นสาวน้อยอายุสิบเจ็ด ไม่ได้ให้เจ้าเป็นแม่เล่าแก่ๆ ในหอนางโลม อีกไม่กี่วันเมื่อเจอคนที่ต้องเจอแล้ว อย่าทำตัวระริกระรี้ละ"

หลิงอินเสินจวินลุกพรวดขึ้นมานั่ง "หา? ข้าอีกแล้วหรือ!"

ทว่าหลิงอินเสินจวินหลงรูปลักษณ์คราบใหม่นี้อย่างหัวปักหัวปำ ไร้การตั้งป้อมระแวงเทพไท่ซือโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งเมื่อเจอกันวันที่สอง เขาก็ยังส่องคันฉ่องอยู่ในสวน ลูบไล้เนื้อตัวส่วนต่างๆ บนเรือนร่าง ข้าเห็นแล้วกระอักกระอ่วนใจ เสวียนเย่ว์นั้นดูชอบภาพนั้นไม่เบา ทุกครั้งที่ข้าอุ้มมันเดินผ่านสวนดอกไม้ ก็จะร้องเมี้ยวๆ เสมอ เทพไท่ซือไม่ได้สนใจหลิงอินเสินจวิน เขาเปลี่ยนข้าให้เป็นเด็กติดตามของเขา ส่วนตัวเองก็จำแลงเป็นเฉาเชา มุ่งหน้าไปที่จวนของเสนาบดีหวัง ก่อนเข้าประตู ข้าเอ่ยบอก "ท่านเทพไท่ซือ ผู้น้อยมีเรื่องจะขอร้องเจ้าค่ะ…"

"ว่ามา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

"ขอท่านเทพไท่ซือโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!" บริเวณโดยรอบมีผู้คนข้าจึงไม่สะดวกจะคุกเข่า ได้แต่โค้งร่างก้มคำนับ "หากท่านเทพไท่ซือไม่ตกลง ข้าก็จะคุกเข่าที่นี่ไม่ไปไหน"

"ข้าไม่ตกลง เจ้าคุกเข่าไปเถอะ" เขายังคงเฉียบขาดเช่นเดิม กล่าวจบก็เดินลิ่วไป

คือชั่วดีอย่างไรก็เออออห่อหมกสักนิดก็ได้นี่นา เห็นทีก่อนหน้านี้ที่รู้สึกว่าเขาอ่อนโยนล้วนเป็นภาพลวงตา ข้าเดินโงนเงนห่อเหี่ยวทีหนึ่ง แล้วก็เหยียดร่างขึ้นเดินตามเขาเข้าไปในจวนของเสนาบดี ทว่ายังไม่ทันเข้าโถงรับแขกก็มีบุรุษสูงวัยผอมบางในชุดขุนนางคนหนึ่งออกมาต้อนรับ เหมือนจะเป็นหวังอวิ่น เขาละล่ำละลั่กถาม "เมิ่งเต๋อ[3]  ทำไมเจ้าถึงออกมาเสียล่ะ" ดูท่าเวลานี้เฉาเชาอยู่ในจวนของหวังอวิ่น

"ท่านเสนาบดีหวัง ข้ามีแผนการ ไม่รู้ว่าควรมิควรกล่าว" ขณะเอ่ยคำนั้น สีหน้าท่าทางของเทพไท่ซือต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ดวงตาที่หรี่ลงนั้นฉายแววสงสัยตลอดเวลา ทว่ารอยยิ้มกลับเบิกบานและสดใส แม้ข้าจะได้เห็นเฉาเชาเพียงแวบเดียว กลับรู้สึกว่าเขาเลียนแบบได้เสมือนจริง สมเป็นเทพไท่ซือ

"รีบเข้ามาพูดข้างในเถอะ"

หวังอวิ่นเชิญพวกเราเข้าไปข้างใน ข้าเห็นตอนที่เทพไท่ซือย่อร่างนั่งลงนั้น ใช้แขนเสื้อบังจอกสุรา แล้วใส่ยาอายุวัฒนะลงในนั้นหนึ่งเม็ด ก่อนจะชำเลืองขึ้นเอ่ย "ข้าใคร่ครวญมาตลอด ต่งจัวฟุ้งเฟ้อมักมาก หากใช้กลสาวงาม ไม่รู้จะกำราบเขาได้หรือไม่"

หวังอวิ่นกล่าว "วิธีนี้นับว่าไม่เลว เพียงแต่แล้วสาวงามนั่นจะไปหาที่ไหนล่ะ"

"ในจวนของท่านเสนาบดีหวังมีอยู่คนหนึ่ง"

"เจ้าหมายถึง…?"

"บุตรีบุญธรรมของท่าน"

"เจ้าหมายถึงเตียวเย่ว์หรือ" หวังอวิ่นยกมือลูบคาง มีแววลังเล "หากกำจัดทรราชต่งได้จริง ให้เตียวเย่ว์ออกโรงก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงทว่า แม้เตียวเย่ว์จะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่สงวนตัวอยู่ในเรือน แต่กลับห่างไกลจากคำว่า 'โฉมงาม'ยิ่งนัก…"

"ท่านเสนาบดีทุ่มเทตั้งใจเช่นนี้ ย่อมเป็นวาสนาแห่งราชวงศ์ฮั่นของเรา ข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก" เทพไท่ซือยื่นจอกสุราให้อีกฝ่าย

"มิกล้า มิกล้า" หวังอวิ่นค่อยๆ ดื่มสุราจนหมด กลับเหมือนมีอาการวิงเวียน จึงยกหลังมือยันหน้าผากไว้

เทพไท่ซือกล่าว "ท่านเสนาบดีช่างถ่อมตัว หากเตียวเย่ว์ยังถือว่าไม่งดงาม เช่นนั้นก็พิจารณาบุตรีรองเตียวฉานของท่านดูได้"

คล้ายสุราโอสถนั้นจะสัมฤทธิ์ผล หวังอวิ่นสะบัดศีรษะ ตบมือดังฉาดพร้อมกล่าวว่า "นั่นสินะ บุตรีคนเล็กเตียวฉานนั้นงดงามราวบุปผา ลองดูวิธีนี้สักตั้ง!"

หลังจากวันนั้น หลิงอินเสินจวินก็ถูกพี่ใหญ่ของเขาต้มตุ๋นอย่างไร้เหตุผลทั้งอย่างนี้ ด้วยการสวมนามให้เขาว่า เตียวฉาน กลายเป็นบุตรีคนเล็กของหวังอวิ่น ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน ข้ากับเทพไท่ซือนั่งอยู่บนหลังคาติดกับศาลาเฟิ่งอี้ ประจักษ์แก่สายตาว่าหลิงอินเสินจวินกับแม่ทัพหนุ่มแซ่หลี่ว์คนหนึ่งพบกันใต้ศาลา จากยื้อยุดอาลัย ถึงใคร่ตัดรอนแต่ต้องรักษาน้ำใจ ยันลึกซึ้งพันผูกตราบจนชั่วฟ้าดินสลาย จากนั้นก็เห็นเขายั่วยวนหว่านเสน่ห์  แล้วก็ใคร่ตัดรอนแต่ต้องรักษาน้ำใจ ถึงลึกซึ้งพันผูก จนร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าต่งจัว

ในช่วงเวลาระยะนี้ หลิงอินเสินจวินออกจากจวนของเสนาบดีทุกคืน ไปโต้แย้งคัดค้านกับเทพไท่ซือ ทว่าเทพไท่ซือมักไล่เขากลับด้วยวาจาเพียงประโยคเดียว "หรือเรื่องนี้เจ้าจะให้ข้าเป็นคนทำ"

จนกระทั่งเมื่อถูกต่งจัวจับมือ ในที่สุดหลิงอินเสินจวินก็สติแตก แผดเสียงโวยวาย "พี่ใหญ่ คิดจะปั่นหัวข้าให้ตายหรือ! ฆ่าเขาเลยไม่ได้หรือ เหตุใดจึงต้องให้เจ้าหลี่ว์ปู้[4]นั่นฆ่าด้วย ข้ามีเสน่ห์เหลือร้ายถึงขั้นทำให้หลี่ว์ปู้กับต่งจัวเขนฆ่ากันได้หรือ!"

เทพไท่ซือกล่าวหนักแน่น "ได้"

ใต้แสงเทียนสั่นไหว ข้าเห็นหลิงอินเสินจวิน อ๊ะ ไม่ใช่  บนดวงหน้าเกลี้ยงเกลาของเตียวฉาน ผุดรูขุมขนที่ลุกเกรียว เขาสุขุมอย่างผิดแผกไปจากยามปกติ "ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านถึงไม่ให้เจ้าภูตวารีไป นางเป็นสตรีหากทำภารกิจนี้จะไม่ยิ่งราบรื่นดั่งใจหรือ"

เนื่องจากเทพไท่ซือเบนสายตามามองข้า คล้ายกำลังขบคิดคำถามนั้น ข้าควรนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยา ความจริงแล้วเมื่อสบประสานดวงตางดงามคู่นั้น หัวใจข้ากลับเต้นแรง เกร็งไปทั้งตัว

ทว่าเขาเพียงกล่าวอย่างราบเรียบเฉยเมย "นางยังเด็กมาก"

คำตอบนั้นกลับทำให้ข้าเขินอายอย่างน่าประหลาด จนต้องหลบสายตาไม่มองเขาอีก ข้าช่างเป็นคนประหลาด จะตื่นเต้นไปทำไมกัน

หลิงอินเสินจวินไม่ยอมเลิกรา "ท่านบอกมาตามตรง เรื่องนี้จะจบสิ้นเมื่อไหร่"

เทพไท่ซือตอบ "จนกว่าหลี่ว์ปู้จะฆ่าต่งจัว ต่งจัวตายเมื่อไหร่ เหล่าผู้มีอำนาจก็ย่อมลุกฮือ เจ้าจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า"

หลินอินเสินจวินแย้งด้วยท่าทีงดงามเพริศพริ้ง "ผู้ที่จะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์คือเตียวฉาน ไม่ใช่ข้า! เตียวฉานเป็นนามที่ท่านตั้งส่งเดช! พี่ใหญ่ เลิกแกล้งข้าได้แล้ว! ข้าไม่อยากถูกเจ้าต่งจัวนั่นจับมือถือแขนอีกแล้ว เกิดเขาจะจุมพิตข้า ข้ายอมเชือดคอตัวเองดีกว่า!"

แน่นอน สุดท้ายเขาก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมมหาเทพได้ เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง เทพไท่ซือเห็นว่าการใหญ่ดำเนินไปแปดเก้าส่วนแล้ว จึงพาข้าออกจากที่พักไปยังชานเมือง เตรียมหาสถานที่ไร้ผู้คนเพื่อกลับคืนร่างเดิม และเดินทางกลับดินแดนเซียน นอกเมืองปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนาวบางเบา หญ้าเหี่ยวเฉาเขียวชื้น หญิงขับร้องบรรเลงพิณผีผาเป็นท่วงทำนองโศกเศร้าของหญิงงามล่มเมือง ข้าเอ่ยถาม "ท่านเทพไท่ซือ ท่านหลิงอินเสินจวินจะกลับได้เมื่อไหร่เจ้าคะ"

"ไม่นานนักหรอก" ขาดคำ เทพไท่ซือก็ทำให้เสวียนเย่ว์กลับร่างเดิม

ข้าผ่อนลมหายใจโล่งอก "อ้อ เช่นนั้นก็ดี ข้าเห็นท่านเสินจวินมาหาพวกเราทีไร ก็จะมีท่าทางเจ็บปวดทุกครั้ง"

"เจ็บปวดหน่อยก็ไม่เป็นไร ไม่นานก็ชินเอง" เทพไท่ซือเปลี่ยนสีผมของข้าให้กลับสู่สภาพเดิม

"ต่งจัวกับหลี่ว์ปู้นั่นคงไม่จุมพิตเขาจริงๆ หรอกใช่ไหมเจ้าคะ"

"ผลงานความดีของหลิงอิน ให้ประวัติศาสตร์ของใต้หล้าตัดสินเอง" เทพไท่ซือตอบไม่ตรงคำถาม แม้สีหน้าจะปราศจากอารมณ์ ทว่ากลับฉายแววเศร้าหมองแวบหนึ่ง

เห็นเขากำลังจะคืนร่างเดิม ทันใดนั้นดินใต้ฝ่าเท้าของเราพลันยุบยวบ ร่วงตกลงในเหวลึกแห่งหนึ่ง ระหว่างตกลงไปก็ได้กลิ่นไอปีศาจโชยมาปะทะ ข้าอยากบอกเทพไท่ซือเหลือเกินว่า เทพไท่ซือ คนเราต้องมีคุณธรรม มนุษย์กำลังกระทำ สวรรค์ก็กำลังเฝ้าดู ไม่เชื่อลองเงยหน้าดู สวรรค์ละเว้นผู้ใดบ้าง คราวนี้กรรมสนองแล้ว!

ทว่าเมื่อข้าตกลงสู่โลกเบื้องล่างแล้วจึงเพิ่งรู้ว่าผู้ที่ขาดคุณธรรมคือเทพไท่ซือ ผู้ที่รับกรรมคือข้า ข้ากำลังอยู่บนโถงทางเดินคดเคี้ยวแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเศษหินดินทรายพัดปลิว ไอพิษลอยคลุ้ง มีเศษซากปรักหักพังเจือปนอยู่ในดินโคลนโดยรอบ ดูแล้วเมื่อก่อนน่าจะเป็นตำหนักใต้ดิน อีกทั้งนับตั้งแต่มหาเทพสร้างซู่เจา ไหวพริบที่เฉียบแหลมที่สุดของชาวซู่เจาก็คือลางสังหรณ์ แม้เบื้องหน้าจะมีเพียงก้อนหินดินทราย แต่ข้าก็ยังสัมผัสได้ว่าไอปีศาจที่ประชิดเข้ามาก่อนหน้าล้อมข้าไว้แล้วในเวลานี้ เหลียวมองรอบทิศ เทพไท่ซือกับเสวียนเย่ว์หายไปไหนแล้วไม่อาจรู้ได้ เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล คล้ายมีเงาดำไหววูบ ลูกไฟปีศาจลอยเคลื่อน ทำเอาข้าไม่กล้าขยับเขยื้อน

ทว่าเดิมทีนั้นดินเป็นปรปักษ์พิชิตน้ำ ท่ามกลางดินทรายที่แห้งแล้งนี้ ไม่นานนักข้าก็รู้สึกหายใจลำบาก ไม่สบายไปทั้งตัว เปลือกตาเองใกล้จะลืมไม่ขึ้นแล้ว เวลานี้มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านบน สะท้อนก้องไปทั่วทั้งตำหนัก "เจ้าปีศาจวารีน้อย เดิมเจ้าหนีออกจากเมืองปีศาจวารีไป หากปิดบังชื่อเสียงเรียงนามแล้วใช้ชีวิตดีๆ หกภพภูมิกว้างใหญ่ไพศาล ข้าเองก็คงไม่มาบีบคั้นเจ้า แต่เจ้ามันรนหาที่ รู้ทั้งรู้ว่าภูเขามีเสือก็ยังดั้นด้นจะขึ้นมา ผลของวันนี้ ล้วนเกิดจากการหว่านเมล็ดของเจ้าทั้งสิ้น หากเจ้าไม่ตายดี ก็อย่าโทษคนอื่นละ"

ข้าตะลึงงัน เสียงนั้นช่างคุ้นหู ปรากฏอยู่ในฝันร้ายของข้านับครั้งไม่ถ้วนในหลายเดือนที่ผ่านมา---หรูเย่ว์เวิง! ชั่วพริบตานั้น นิ้วมือของท่านแม่ที่ถูกเฉือนขาด เงาร่างของท่านพ่อที่ล้มลงอย่างสิ้นหวัง รวมถึงเสียงร่ำไห้ดังระงมของราษฎรแห่งซู่เจาล้วนโถมกระหน่ำเข้ามาในหัวข้าราวกับฝันร้าย ขนของข้าลุกชันไปทั่วร่างด้วยความระแวง ทว่าเข่ากลับอ่อนอย่างไม่รู้ตัว "ที่นี่ที่ไหน เหตุใดท่านจึงพาข้ามาที่นี่"

หรูเย่ว์เวิงตอบ "เฮอะ ไร้ประโยชน์เสียจริง อยู่เขาชิงหงมาสามเดือนแล้ว แม้กระทั่งหุบเขาหลอมปีศาจก็ยังไม่รู้จักหรือ"

"แล้วเหตุใดท่านจึงต้องพาข้ามาที่นี่! ข้าไม่ใช่ปีศาจนะ ข้าเป็นภูต!"

"ข้าย่อมรู้ว่าเจ้าเป็นภูต" น้ำเสียงแหบชราของหรูเย่ว์เวิงเค่นเสียงหัวเราะแปลกๆ ออกมา "ทว่าแก่ชราแล้ว บางครั้งก็อาจเลอะเลือน บางครั้งมองเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจ สำหรับเซียนเช่นพวกเรา ยอมสังหารภูตผิดหมื่นตัว ก็จะไม่ปล่อยปีศาจไปแม้แต่ตัวเดียว มิหนำซ้ำชีวิตของภูตต่ำต้อยไร้ค่าเป็นทุนอยู่แล้ว จงลิ้มรสชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกับปีศาจที่นี่ก็แล้วกัน"

"เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป! ปล่อยข้าออกไป!" ทว่าภายหลังไม่ว่าข้าจะร้องเรียกอย่างไร หรูเย่ว์เวิงก็ไม่หือไม่อือ

หุบเขาหลอมปีศาจ ชื่อนี้ชวนให้สะพรึงกลัว เล่ากันว่าในหกสมบัติวิเศษของไท่ซ่างเหล่าจวิน  แต่เดิมน้ำเต้าม่วงทองมีสองใบ เขาใช้หนึ่งในนั้นสร้างหอผนึกปีศาจทรงน้ำเต้าขึ้นที่เขาชิงหง เพื่อใช้จองจำปีศาจที่เซียนจับมาได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป หอเล็กๆ เพียงหอเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะจองจำปีศาจที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เทพหนี่ว์วาจึงย้ายมันไปยังหุบเหวนอกภูเขา แล้วสร้างหุบเขาหลอมปีศาจแห่งนี้ขึ้น

เดิมทีเหล่าปีศาจที่ถูกจองจำอยู่ในน้ำเต้าม่วงทอง จะละลายกลายเป็นน้ำหนองอย่างรวดเร็ว ทว่าในน้ำเต้าผนึกปีศาจขนาดใหญ่แห่งนี้ ดินทรายที่อยู่ด้านบนสุดก็คือสิ่งที่กัดกร่อนปีศาจ ยิ่งอยู่ด้านบนสุดของหุบเขาหลอมปีศาจนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งตายเร็วเท่านั้น อธิบายให้สังเขป หุบเขาหลอมปีศาจก็คือนรกสิบแปดขุมของปีศาจ ไม่มีปีศาจตนไหนปรารถนาจะอยู่ชั้นบนสุด ดังนั้น ยิ่งเดินลงเบื้องล่าง เหล่าปีศาจก็ยิ่งน่ากลัว อีกทั้งหุบเขาหลอมปีศาจยังเชื่อมต่อกับนรกขุมอเวจีแห่งปรโลก ซึ่งก็คือสถานที่ที่ไม่มีทางหลุดพ้นได้ตลอดกาล



[1] ตั๋งโต๊ะ

[2] อีกชื่อหนึ่งของหม่าโซ่วเฉิง

[3] อีกชื่อหนึ่งของเฉาเชา

[4] ลิโป้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #39 😬 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 09:39
    สนุกมากคะ อดใจรอไม่ไหวแล้ว รีบๆอัพนะคะ^^
    #39
    1
    • #39-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 10)
      25 กรกฎาคม 2559 / 18:57
      อัพแล้วน้า แต่บทที่ 5 คือบทสุดท้ายที่จะอัพน้า
      #39-1
  2. #38 Mastermay (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 22:00
    หม่าเถิง=ม้าเท้ง

    หวังอวิ่น=อ้องอุ้น

    เตียวฉาน=เตียวเสี้ยน

    ใช่มั๊ยคะ รู้สึกไม่ค่อยชินพอเป็นจีนกลาง แต่ก็เข้าใจว่าถ้าแปลเป็นแต้จิ๋วแค่ส่วนนี้มันจะแปลกๆ
    #38
    0