เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 9 : มหาเทพอิ้นเจ๋อ (บทที่ 4-2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 903
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 มิ.ย. 59

รสปากของพี่ชาย ข้าค้นพบมานานแล้ว เมื่อครั้งยังเด็ก ข้ามักก่อเรื่องทำผิด จึงถูกท่านพ่อลงโทษให้คัดลายมือ เขียนจดหมายสำนึกผิด พี่ชายลายมือสวยงามเป็นระเบียบ ลอกลายมือข้าได้เสมือนจริง ฉะนั้นข้าบอกกับผู้อื่นว่า 'ข้าเขียนจดหมายสำนึกผิด' อันที่จริงแล้วเขาเป็นคนเขียนให้ข้า ส่วนข้านั้นกินขนมไปดูเขาเขียนไป ตอนนั้นข้าคิดเสมอว่าท่าทางจริงจังของพี่ชายช่างสง่างาม โดยเฉพาะเวลาที่เสียสละรับผิดแทนข้าอย่างจริงจัง

ครั้งหนึ่งขนมหวานของว่างถูกยกขึ้นโต๊ะจานแล้วจานเล่า เห็นเขาจริงจังเช่นนั้น ข้าจึงใช้ตะเกียบคีบขนมซวนเหมยซูชิ้นหนึ่งยื่นไปชิดปากเขา เขาเบือนหน้าหนีไม่ยอมกิน ข้าจึงกินเอง ผ่านไปสักพัก ขนมซูเหลียนของโปรดของข้าก็มา---แน่นอน ขนมชนิดนี้ทำจากกลีบดอกบัวธรรมดา ไม่ได้ทำจากซูเหลียนจริงๆ ซูเหลียนเป็นดอกบัวชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ยาก ข้าเองก็เคยอ่านเจอในตำนานเท่านั้น แม้กระนั้นขนมซูเหลียนในค่ำคืนนั้นก็รสชาตินุ่มลิ้น หอมอร่อย ทำเอาข้ากินไปหลายชิ้น ข้าหยิบชิ้นหนึ่งให้พี่ชาย เขาก็ยังคงมีปฏิกิริยาเช่นเดิม ดังนั้นข้ากับเสวียนเย่ว์จึงช่วยกันกินขนมซูเหลียนจนเรียบวุธ หลังจากนั้นก็มีเกี้ยวผลึกผลทั่ว แกงข้นเหอฮวน แกงนกเป็ดน้ำแห่งเขาหนิวโส่วมาอีก ไม่มีอย่างไหนเลยที่เขายอมกิน ตอนนั้นข้ายังคิดว่าพี่ชายไม่ต่างจากเมื่อครั้งยังเด็ก ไร้ความชื่นชอบในรสอาหาร ทุกครั้งที่ทุกคนเจริญอาหาร กินดื่มกันอย่างเต็มคราบ เขามักจะมีท่าทีเรียบเย็นเสมอ เมื่ออิ่มถึงเจ็ดส่วนแล้วก็จะวางตะเกียบ ไม่มูมมามเช่นเด็กคนอื่นๆ นั่นทำให้เด็กสาวจำนวนไม่น้อยแอบหวั่นไหว และทำให้ท่านพ่อต้องยกนิ้วชื่นชมเขา 'เด็กคนนี้จิตสะอาดไร้กิเลส คมในฝัก จะเป็นใหญ่ในวันหน้า'

ขนมจานสุดท้ายคือขนมพุทราแห้งนมแพะเคลือบน้ำตาล นั่นเป็นของที่ข้าไม่ชอบกิน เพราะเป็นขนมที่สมชื่อของมัน ในสามชั้นนอกสามชั้นล้วนเคลือบด้วยน้ำเชื่อม นมแพะและพุทราหวาน ในพุทราหวานยังมีนมแพะ น้ำเชื่อมและผลไม้เชื่อม ขนมที่มีรสชาติหวานที่สุดของซู่เจา แล้วพุทราแห้งนมแพะเคลือบน้ำตาลจะหวานแสบไส้เพียงใด คนทั่วไปกินแล้ว มักแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวยิ่งกว่ากินมะนาว ข้าชำเลืองมองเสวียนเย่ว์ คิดในใจว่ามันยังเล็กมาก จึงคีบป้อนเข้าปากมันชิ้นหนึ่ง ใครจะคาดว่ามันอ้าปากเล็กๆ แล้วใช้ปลายลิ้นดุนออกมาโดยไม่เคี้ยว ทั้งยังกลิ้งจนขนบนศีรษะยุ่งเหยิง ท่าทางดูทรมานมาก เห็นดวงตาสุกใสกลมโตของมันฉายแววดุดัน ข้าก็ทอดถอนใจว่าต่อมรับรสของตัวเองไม่ได้ผิดปกติจริงๆ แม้กระทั่งเสวียนเย่ว์ก็ยังรังเกียจมัน เฮ้อ หลังจากนั้นความคิดชั่วร้ายพลันแวบเข้ามาในสมอง ข้าคีบขนมพุทราแห้งนมแพะเคลือบน้ำตาลชิ้นหนึ่งเข้าไปชิดปากพี่ชาย

กลิ่นที่หวานจนเลี่ยนนั้นลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ข้าแทบจะนึกภาพที่พี่ชายเอามือบีบจมูกอย่างทรมานได้เลยทีเดียว อยากจะหัวเราะเสียงดังสักสามที ไหนเลยจะรู้ว่าเขาจะเอียงหน้า แล้วกินมันเข้าไป อีกทั้งละเลียดกับรสชาติของมันอย่างออกรส ละเลียดก็แล้วไป สีหน้าที่เรียบเฉยไม่สะทกสะท้านนั้นถึงกับฉายแววมีความสุขวูบหนึ่ง ข้ามองเขาอย่างตะลึงตาค้าง---หรือว่านี่คือความจริงหลังม่านที่พี่ชายไม่ยอมกินข้าวมาโดยตลอด เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงตรงหน้า ข้าคีบขนมพุทราแห้งนมแพะเคลือบน้ำตาลให้เขาอีกชิ้น เขาเหมือนจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกินอะไรอยู่ ขณะเคี้ยวยังยกยิ้มที่มุมปาก เขียนอย่างจริงจังกว่าเดิม คราวนี้แม้แต่เสวียนเย่ว์ก็ยังเงยหน้าขึ้น อ้าปากที่มีเขี้ยวของมันอย่างตะลึงงัน เผยสีหน้าเลื่อมใส ทว่าพี่ชายยังคงตั้งสมาธิ จนกระทั่งเมื่อขนมพุทราแห้งนมแพะเคลือบน้ำตาลเต็มจานถูกกินจนหมด จึงรู้สึกตัวว่าไม่มีอาหารแล้ว ถึงได้หันหน้ามามองข้า

"หมด...หมดแล้ว…" ข้าตะลึงจนพูดตะกุกตะกัก "ถ้าท่านอยากกินอีก ข้าจะสั่งมาให้อีก…"

"เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน"

หลังจากข้าบอกชื่อของขนมตามตรงแล้ว เวลาก็เหมือนจะหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง พี่ชายมีสีหน้ากระดากเขิน "อันที่จริงก็รสชาติธรรมดา เพียงแต่พี่หิวไปหน่อยเท่านั้น"

ทุกครั้งที่ปากไม่ตรงกับใจ เขามักจะเรียกตัวเองว่า 'พี่' ยกตัวอย่างเช่นตอนเด็กข้าบอกให้เขาแอบพาข้าออกไปเที่ยวเล่นนอกซู่เจา เขาก็บอกว่า 'พี่คิดว่าความคิดนี้ไม่เลว ไว้ค่ำๆ พี่จะมาหาเจ้า' หลังจากนั้นเขาก็พาท่านแม่มา อีกครั้งหนึ่ง ข้าวาดภาพภาพหนึ่ง สหายอีกคนกำลังเติมคำอยู่ข้างๆ แล้วถามเขาว่าอักษรภาพนั้นเป็นอย่างไร เขาก็ตอบว่า 'ภาพไม่เลว ส่วนอักษร พี่ก็คิดว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน'

ในฐานะน้องสาวก็ยังต้องเหลือทางให้พี่ชายได้ลงบ้าง ข้าเห็นแก่เขาจึงไม่ได้เปิดโปงเรื่องนี้แก่ใคร

เรียกได้ว่าข้าเป็นคนที่รู้จักพี่ชายดีที่สุด ทว่าหลังจากถลึงตากับโหรวหลีอยู่หลายรอบ ในใจกลับเย็นวาบ --- ไม่ว่าจะตอบโหรวหลีไปกี่คำถาม พี่ชายก็ไม่หันมามองข้าเลย เสวียนเย่ว์จำเขาได้ เขาเองก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โหรวหลีกับเจ้าลิงผอมเสมือนได้ขึ้นสวรรค์ ผยองเป็นที่สุด ทุกครั้งที่สนทนากับเขาก็จะหันมามองข้าเพื่ออวดโอ้ ตกลงพี่ชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่ หรือเขาคิดว่าการยอมรับข้า ณ ตรงนี้ มีอะไรไม่เหมาะสมหรือ หรือว่าเขารู้แล้วว่าข้าเป็นเพียงภูต ฉะนั้นจึงคิดว่าข้าไม่คู่ควรที่จะเป็นน้องสาวของเซียนไม่ๆ ข้าดูแคลนตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร! ห้ามคิดแบบนั้น อย่าคิดแบบนั้น

เมื่อกลับมาถึงยอดเขาบำเพ็ญเพียรก็เป็นยามอัสดง คลื่นมวลเมฆเคลื่อนทับดวงอาทิตย์คล้อย ม่านหิมะสะท้อนเงาแดด กล่าวลากับคนอื่นแล้ว พี่ชายหันหลังกล่าวกับข้า "ข้าพักอยู่ที่หออักษรแดง เจ้าตามข้ามาหน่อย"

"อืม ได้" ข้าตอบอย่างรวดเร็ว

ตอนที่เดินนำหน้าข้า ท่าทางของเขาดูปกติ หลังจากการลาขาดครั้งก่อน เขาก็ไม่มีอะไรจะกล่าวเลยหรือ แต่ก็ไม่โทษเขา เขาคงคาดไม่ถึงว่านับตั้งแต่เขาจากไป ซู่เจาจะเกิดเหตุการณ์มากมายเช่นนั้นขึ้น ในที่สุดพวกเราก็เข้าไปในหออักษรแดง ห้องนอนของเขาอยู่บนชั้นสอง เปิดประตูฉลุลายด้านใน เขาให้ข้าเข้าไปก่อน ก่อนจะหันไปปิดประตู

"เวยเวย" เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมา "จากกันไปนาน เป็นอย่างไรบ้าง"

ไม่ว่าอย่างไรข้าก็คิดไม่ถึงว่าเพียงคำทักทายเรียบง่ายไม่กี่ถ้อยคำ จะทำให้น้ำตาของข้าพรั่งพรู แต่เล็กจนโต มีข้าที่รังแกเขา และมีเพียงเขาที่ร้องไห้เพราะร้อนรนเป็นห่วงข้า ข้าไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าเขาจนดูไม่ได้เช่นนี้มาก่อน ช่างน่าขายหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี ทว่าความอัดอั้นในหลายเดือนนี้กดทับสั่งสมมากเกินไป ยิ่งข้าย้ำกับตัวเองในใจว่าอย่าร้องไห้ น้ำตาก็ยิ่งไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ขณะที่ข้ากำลังก้มหน้าขยี้ดวงตา พี่ชายก็เดินตรงมารั้งข้าไปกอดไว้กับอก

คราวนี้ข้าระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ แผดเสียงร้องไห้ราวกับเด็กอายุสามขวบ ช่วงเวลาแสนซาบซึ้งที่พี่น้องได้พบกัน เสวียนเย่ว์ร้องขึ้นอย่างไม่ถูกเวลา คล้ายกับตกตะลึง แต่ข้าไม่สนใจมัน ตวัดแขนกอดพี่ชาย ก้มหน้าก้มตาเช็ดน้ำตากับน้ำมูกไว้บนเสื้อของเขา "ท่านพี่ ข้าอนาถเหลือเกิน ข้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าน่าสงสารเหลือเกิน ท่านไม่รู้หรอกหลังจากท่านไป ข้าลำบากแค่ไหนไร้คนเอ็นดู ไม่มีใครรัก บางครั้งแม้แต่ข้าวก็ยังไม่ได้กินจนอิ่มหนำด้วยซ้ำ! ไปไหนก็มีแต่คนรังเกียจ ทั้งยังถูกพวกเซียนบ้าบอคอแตกกลุ่มหนึ่งคอยรังแก ท่านพี่ ฮือๆๆ…"

ยิ่งข้าพูดไปมากเท่าไหร่ แขนของพี่ชายที่กอดข้าก็ยิ่งกระชับแน่น ทว่าเขาเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่ได้พูดแทรกข้า จนกระทั่งเมื่อข้าสะอื้นไห้จนพูดไม่ออก เขาจึงตบหลังข้าเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ ต่อไปไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าอีกแล้ว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง"

กลิ่นกายของเขายังคงไม่แปรเปลี่ยน ทุกครั้งที่ได้กลิ่นอายนี้ ข้าก็จะนึกถึงมวลเมฆแห่งซู่เจา จันทราแห่งตำหนักวัง ฝนบุปผาที่โปรยปรายทั่วทุกตรอกซอกซอยในมาตุภูมิ ทิวทัศน์ที่งดงามเพียงใดในดินแดนเซียนก็ไม่อาจทดแทนได้ ด้วยเหตุนี้ย่อมไม่มีผู้ใดจะมาแทนตำแหน่งของพี่ชายในใจข้าได้เช่นกัน

จนกระทั่งแสงดาวกระจายทั่วผืนฟ้า สายลมเย็นพัดโชยใต้แสงจันทร์กระจ่าง เวลาล่วงเข้าสู่รัตติกาล ข้าก็สงบสติลงในที่สุด ขยับนั่งด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าวและบวมเป่ง บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหลังพี่ชายออกจากซู่เจาอีกครั้ง ฟังแล้วเขานิ่งเงียบไปนานพักใหญ่ "ไคเซวียนจวินเป็นคนเช่นนั้นเสียได้ พวกเราต่างถูกเขาทำร้าย"

ข้ากล่าวอย่างเคียดแค้น "เขาเป็นเดนคน พี่หญิงก็คือคนโง่ที่เชื่อเดนคน"

พี่ชายครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าว "เรื่องนี้จะรามือปล่อยผ่านเช่นนี้ไม่ได้ เราต้องหาโอกาสกลับซู่เจาสักครั้ง"

"แต่ว่าลำพังกำลังของเราสองคน เอาชนะไคเซวียนจวินได้หรือ"

"เรื่องนี้ข้าต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ" พี่ชายกล่าวคล้ายขบคิดลึกล้ำ "ในเมื่อเจ้าออกจากซู่เจาแล้ว จากนี้ก็อยู่กับข้าก็แล้วกัน"

"ตกลง! ท่านไปไหน ข้าไปด้วย!"

ยามนี้เสวียนเย่ว์ร้องครวญออกมาทีหนึ่ง มันหมอบอยู่บนตักข้า ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตานั้นมองพี่ชายด้วยประกายวิบวับ พี่ชายมองมันก่อนกล่าวกลั้วหัวเราะ "แน่นอน ยังมีเสวียนเย่ว์ด้วย"

ข้ากับเสวียนเย่ว์ตื้นตันจนกอดกันกลม

พี่ชายบอกกล่าว "ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านอาจารย์ของข้า เขาอาจไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ แต่พาเจ้าไปด้วย ไม่น่าจะมีปัญหา"

"อาจารย์ของท่านเป็นใครหรือ"

"เจ้าเห็นเขาแล้วก็จะรู้เอง"

ด้วยเหตุนี้ ข้ากับเสวียนเย่ว์จึงตามพี่ชายเข้าไปในตำหนักอี้เย่าด้วยกัน เห็นนามนั้นแล้ว ใจข้าก็สังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุให้ข้าตะลึงพรึงเพริดอีก หลังจากนั้นพวกเราก็ผ่านตำหนักกลาง เข้าไปทางสวนบุปผาด้านหลัง ทางเดินทอดยาวปลีกวิเวก หอมกลิ่นดอกบ๊วยยามเหมันต์ สุรากาใหม่มอมเมาจันทราและค่ำคืน บุปผาโรยรากองสุม กลีบดอกบ๊วยฟุ้งกระจาย พัดพาพู่แดงห้อยหยกประจำกายบนเอวของบุรุษหนุ่มใต้ต้นบ๊วยให้ไหวพลิ้วด้วย เขายืนชมบุปผาใต้ต้นไม้ หักดอกบ๊วยสดชื่นกิ่งหนึ่งมาดอมดมให้สร่างเมา มองเห็นเพียงแผ่นหลัง ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ข้ารีบดึงชายเสื้อของพี่ชาย แล้วกระซิบเอ่ยถาม "ท่านเป็นศิษย์ของท่านเทพไท่ซือหรือ"

ได้ยินเสียงทางนี้ เทพไท่ซือจิบสุราไปหนึ่งคำ แขนเสื้อกว้างสะบัดพลิ้ว สง่างามไร้ที่ติ "เฉินจือหรือ"

พี่ชายประสานมือคำนับเขา "คารวะท่านเทพไท่ซือ"

เทพไท่ซือหันมามองข้าแวบหนึ่ง มุมปากผุดรอยยิ้ม "ที่แท้เจ้าก็รู้จักเจ้าภูตวารีน้อยด้วย"

พี่ชายกล่าวตอบอย่างจริงจัง "ขอรับ ท่านอาจารย์ นางเป็นภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งเข้าของข้า"

ข้ายังไม่ตื่นจากภวังค์ประหลาดใจที่พวกเขาทั้งสองเป็นศิษย์อาจารย์กัน ก็ได้ยินถ้อยคำชวนตะลึงอีก อันที่จริงมีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่อยากนึกถึงนัก นั่นก็คือวาจาที่พี่ชายกล่าวกับข้าเมื่อครั้งอยู่นอกเรือนจำ เดิมทีนึกว่าตอนนั้นเขาเพียงวู่วาม คาดไม่ถึงว่าครานี้เรื่องอดีตถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ทันใดนั้นข้าพลันรู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้า สายตาของเทพไท่ซือเพียงหยุดที่ข้าครู่เดียว เขาถือจอกสุรา กล่าวด้วยรอยยิ้ม "เด็กน้อยสองคน ยังไม่ทันโตก็เริ่มกำหนดเรื่องคู่หมายเอาเองเหมือนคนอื่นเสียแล้ว เฉินจือ เจ้าเข้าใจไหมว่าอะไรคือภรรยา"

แม้เขาจะระบายยิ้ม ทว่ายามตำหนิ กลับพาให้ผู้ฟังอดพรั่นพรึงไม่ได้ พี่ชายเองก็เหมือนจะหวาดหวั่น แต่ยังคงไม่เปลี่ยนท่าที "ทราบขอรับ ภรรยาก็คือหญิงที่จะใช้ชีวิตกับนางไปชั่วชีวิต"

เทพไท่ซือกล่าวถาม "ตอบได้ไม่เลว เช่นนั้นข้าถามเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าภูตวารีน้อยมีเวลาทั้งชีวิตเท่าไหร่"

"สองร้อยกว่าปีขอรับ"

"แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาทั้งชีวิตของเจ้านานเท่าไหร่"

พี่ชายนิ่งอึ้งไม่กล้าตอบ เทพไท่ซือมีดวงตาที่งดงามยิ่ง ดวงตาคู่นั้นมีความช่ำชองมากประสบการณ์ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่หนุ่มแน่นของเขา แต่ก็ถูกกาลเวลาชะล้างเคี่ยวกรำจนเย็นเยือกดุจดวงจันทร์ยามเหมันต์ เขาพินิจมองพวกเราสองคนเงียบๆ ก่อนกล่าว "สำหรับเทพเซียน สองร้อยกว่าปีก็เพียงพริบตาเดียว นางเป็นภูต เจ้าเป็นเซียน เจ้าทั้งสองมีสารัตถะแตกต่างกัน วิถีต่างกัน ยังไม่เกี่ยวดองกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเจ้า"

ข้าโบกมือเป็นพัลวัน "ท่านเทพไท่ซือ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ท่านพี่กำลังล้อเล่น ข้าเป็นน้องสาวของเขานะเจ้าคะ ข้าไม่รู้ว่าเขากินยาขนานใดผิด ถึงได้นำเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่น"

"เฉินจือ เห็นทีสาวน้อยคนนี้หลักแหลมกว่าเจ้ามาก รู้จักโอนอ่อนรอโอกาส" เทพไท่ซือทำเสียงฮึ ก่อนจะร่ำสุราต่อ

"ช้าก่อน...ท่านเทพไท่ซือ นี่ไม่ใช่การโอนอ่อนรอโอกาสนะเจ้าคะ" ข้าช่างเหมือนคนแก้ตัวไม่ขึ้น "เขาเป็นพี่ชายข้าจริงๆ พวกเราสองคนเติบโตมาด้วยกัน แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันสายเลือด แต่กลับรักใคร่กันเสมือนพี่น้อง และไม่เคยกระทำเรื่องเกินเลย นอกเสียจากเขาเคยมีสัมพันธ์ลับกับข้าครั้งหนึ่ง โดยที่ข้ายังไม่ได้ยินยอม…"

พี่ชายตะลึงงันจนพูดไม่ออก เพียงแต่หันขวับมามองข้า เทพไท่ซือซึ่งกำลังดื่มสุรา ก็ยังชะงักกึกเพราะวาจาของข้า ก่อนจะดื่มต่อไป พี่ชายดุข้า "เวยเวย เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร"

ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่าร่ำเรียนแล้วไม่ใช้จะถูกอัสนีบาต นั่นประไร เอ่ยวาจาทรงปัญญาทั้งยังมีกลิ่นอายเยี่ยงขุนนางเช่นนี้ ข้าทำให้เทพเซียนทั้งสองถึงกับนิ่งอึ้ง เรียนรู้พลิกแพลง จึงจะเอ่ยคำปริศนาได้ ข้าฉีกยิ้มภาคภูมิใจ "สัมพันธ์ลับอย่างไรเล่า ท่านลืมไปแล้วหรือ ใกล้วังจื่อเฉา ใต้จันทร์เพ็ญ ข้างคุกใต้ดิน ในพงหญ้า พวกเรามีสัมพันธ์ลับกันครู่หนึ่งจริงๆ"

ในที่สุดเทพไท่ซือก็สำลัก ยกมือป้องปาก กระแอมไอไปหลายครั้ง ฮ่าๆ แม้กระทั่งมหาเทพก็ถูกข้าพิชิตแล้ว เห็นได้ว่าวาจาของข้าช่างมีระดับ เทพไท่ซือมองมาทางข้าด้วยสายตาซับซ้อนยากจะอ่านออก "จันทร์เพ็ญ คุกใต้ดิน พงหญ้า?"

ข้าพยักหน้า "ใช่แล้ว แค่ครั้งครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มีอีก เรื่องนี้พี่ชายจริงจังมาก ข้าเพียงหัวเราะก็ปล่อยผ่านไปแล้ว"

เทพไท่ซือกล่าว "ประเมินเจ้าต่ำเกินไป ช่างเป็นหญิงที่เปิดกว้างเสียจริง"

"อย่าพูดเหลวไหล! เจ้าเข้าใจความหมายของคำนั้นไหม" ดึกดื่นค่ำคืน ใบหน้าของพี่ชายก็ยังปรากฏสีระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้ายิ่งได้ใจ ยกมือลูบคาง "เข้าใจอยู่แล้ว ไม่เข้าใจข้าจะใช้เป็นหรือ แต่ข้าไม่ได้ใส่ใจจริงๆ เพราะเวลาสั้นมาก ท่านอยู่ไม่นานก็รีบร้อนไป"

ท่านเทพไท่ซือไม่ได้เอ่ยอะไรอีก กลับมองพี่ชายแวบหนึ่งแล้วกระแอมให้คอโล่ง ไม่รู้เพราะอะไร ข้าเห็นแววหยันฉายอยู่ในดวงตาของเขา ส่วนพี่ชายนั้นแทบลมจับไปแล้ว เขาปิดปากข้า และกระชากแขนข้าพร้อมกล่าวลาเทพไท่ซือ ก่อนจะลากข้าออกจากตำหนักอี้เย่า เมื่อออกมาแล้ว เขาก็สั่งด้วยท่าทางเคร่งขรึมผิดแผกไปจากปกติ "ฟังให้ดี ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าผู้ใด ก็ห้ามเอ่ยถึงถ้อยคำนี้อีก!"

ดุจัง ข้าตอบด้วยน้ำเสียงสลดว่า ก็ได้ก่อนจะโพล่งถามอีกว่า "เวลาที่อยู่กันเฉพาะเราสองคนก็พูดไม่ได้หรือ"

พี่ชายชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก็ตกอยู่ในความคิดเคร่งขรึม ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ ขนตาดกดำเงางามใต้แสงจันทร์ คล้ายกับจนปัญญากับคำถามนี้ ข้ายื่นมือออกไปโบกตรงหน้าเขา เขาจึงตื่นจากภวังค์ แต่ยังปั้นท่าทีของพี่ชายคนโต "ต่อหน้าข้าก็อย่ากำเริบนัก"

"แล้วตกลงได้หรือไม่ได้ล่ะ"

ใบหน้าของเขามีสีระเรื่อเบาบางอีกครั้ง แต่กลับไม่ยอมบอกว่า 'ได้' ออกมาเสียที เพียงพยักหน้าเบาๆ ข้าชอบท่าทางที่โอนอ่อนอดทนกับข้ามากที่สุด ข้าอารมณ์เปรมปรีดิ์ ยื่นมือออกไปหาเขา "ท่านพี่ ข้าจะกลับไปพักที่ห้องแล้ว มาสานสัมพันธ์กับข้าหน่อย"

ผลปรากฏว่าเขาตำหนิต่อว่าข้าเสียไม่มีชิ้นดี จากนั้นก็ไล่ข้ากลับไปนอนที่ห้องคนเดียว พี่ชายแปลกเข้าไปทุกทีแล้ว การมีสัมพันธ์ลับก็แค่การเกี่ยวก้อยจูงมือกันเท่านั้นไม่ใช่หรือ แต่เล็กจนโต เราสองคนจูงมือกันไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง เมื่อครู่ก็เพียงจะแปะมือกับเขาเท่านั้น โมโหอะไรของเขา

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าก็คือวันต่อมา พี่ชายมาพร้อมกับข่าวร้าย เขาจะไปทำภารกิจ ณ พื้นที่อื่นของดินแดนเซียนให้มหาเทพอิ้นเจ๋อ ภารกิจนี้เร่งด่วน ต้องออกเดินทางทันที ฉะนั้นจึงพาข้าไปด้วยไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เขาจะไม่อยู่อีกเป็นอาทิตย์เป็นเดือน ช่วงเวลาระยะนั้นข้าก็ต้องอยู่ที่เขาชิงหงตามลำพัง เมื่อตรองดูแล้ว ยามนี้ความสามารถของข้ากับเขาไม่ได้ห่างชั้นกันธรรมดา หากข้ายังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป น่ากลัวว่าการติดตามเขารังแต่จะเป็นภาระให้เขา หากไม่ติดตามเขาก็ไม่ต่างจากที่ผ่านมาไม่ใช่หรือ ไม่ เมื่อวานเทพไท่ซือบอกแล้วว่าอายุขัยของข้าสั้นนัก ข้าจะไม่ยอมใช้ชีวิตสูญเปล่าอยู่ที่นี่ด้วยหรอก

อันที่จริงหลังจากเห็นวิชาเซียนของพี่ชายแล้ว ข้าก็เริ่มดีดลูกคิดรางแก้ว ได้โอกาสงามในการขอฝากตัวเป็นศิษย์ พลาดไม่ได้เป็นอันขาด ถูกต้อง มหาเทพอิ้นเจ๋ออาจไม่รับข้าเป็นศิษย์ แต่ขอเพียงกล่อมให้เขาพอใจ ไม่แน่ว่าหนูอาจจะขุดรู ทะลุประตูหลัง เปลี่ยนอาจารย์สักคน นั่นก็เป็นความโชคดีอย่างถึงที่สุด ด้วยมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ วันถัดมาจึงรี่ไปที่ตำหนักอี้เย่าเพื่อขอพบเทพไท่ซือ จากนั้นก็ถูกลูกศิษย์ที่เป็นยามลาดตระเวนไล่ออกมา ดังนั้นหนึ่งวันเต็มที่เหลือ ข้าก็นั่งอยู่หลังสิงโตหินแกะสลักตลอด จดจ้องพวกเขาเขม็งด้วยแววตามากแผนการ ในที่สุดก็หาช่องแอบเข้าไปได้ในช่วงย่ำค่ำ

ขณะเดินผ่านห้องอักษร ข้าได้ยินเสียงสนทนาของบุรุษสองคนดังมาจากด้านใน เสียงหนึ่งในนั้นช่างง่ายต่อการแยกแยะ เป็นเสียงของเทพไท่ซือ ข้ายกมือทั้งสองข้างขึ้นป้องเหนือดวงตาเพื่อบังแสง เมื่อมองลอดผ่านช่องประตู แล้วข้าก็เห็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งคือหลิงอินเสินจวิน พวกเขากำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะอักษร หารือหน้าแผนที่ยาวขนาดหลายจั้ง ครู่เดียว หลิงอินเสินจวินก็ตวัดมือวาดลงบนโต๊ะสองครั้ง ยกแผนที่ขึ้นลอยคว้างด้วยวิชาเวท ทันใดนั้นแผนที่โปร่งแสงพลันมีชีวิตขึ้นมา ป่าเขาโอ่อ่า ธาราหลั่งไหล เมฆหมอกลอยล่อง ทอแสงสดใส ด้านบนของผืนแผ่นดินนั้น มีสายน้ำนับพันหมื่นสายไหลคดเคี้ยว ราวกับมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับภพภูมิล่างไม่ขาดสาย เขาขยับนิ้ว สูบน้ำในนั้นออกประมาณหนึ่งส่วน ภพล่างพลันน้ำแห้งเหือด แผ่นดินแตกระแหง เขาเปลี่ยนวิธีสูบน้ำอีกหลายหน โลกด้านล่างผันแปรแตกต่าง ท้ายที่สุดกลับยังคงความแห้งแล้งหมื่นลี้ หลิงอินเสินจวินถอนหายใจ "ความแล้งอุบัติจากใต้พิภพ ใต้หล้าย่อมรับผลกระทบก่อนใคร ท่านมหาเทพ จะทำเช่นไรดี"

"ภัยธรรมชาติครั้งนี้เป็นชะตาที่ถูกลิขิตของหกภพภูมิ เห็นทีจะไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากภพภูมิล่างคิดจะยับยั้งเภทภัยครั้งนี้ น่ากลัวคงมีเพียงวิธีเดียว" เทพไท่ซือชี้แผ่นที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้น แสงสีชาดสามลำพลันแยกพวกมันออกเป็นสมส่วนใหญ่ "หากทำให้พลังชีวิตในแผ่นดินใต้หล้ากระจายออก อย่างน้อยคงยืนหยัดต้านทานได้อีกห้าสิบปี"

หลิงอินเสินจวินเอ่ยถาม "เช่นนี้ ศึกนี้ก็ไม่อาจเลี่ยงได้แล้ว ศึกสงครามผู้คนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตจะทุกข์ยาก ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่นัก พี่ใหญ่ ยามนี้ท่านมีแผนอันใด เวลานี้ข้างกายฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นมีขุนนางใหญ่กุมอำนาจ จึงใช้อำนาจบาตรใหญ่ ข้าไปจัดการเขาเสียดีไหม"

เทพไท่ซือตอบ "หลิงอิง ข้าบอกตั้งกี่ครั้งแล้ว ใต้หล้ามีไอเสื่อมโทรมรุนแรง เจ้าเป็นคนของดินแดนเทพ ไม่ถึงที่สุด ไม่ควรออกโรงด้วยตัวเอง"

หลิงอินเสินจวินหัวเราะ "ฮ่าๆ ท่านไม่กลัวแม้กระทั่งไอมาร กลับกลัวไอเสื่อมโทรม ข้าว่าทั่วทั้งดินแดนเทพ ก็มีแต่ท่านนี่ล่ะที่คิดว่าใต้หล้ามีไอเสื่อมโทรมคละคลุ้ง ท่านมหาเทพเอ๋ย อย่าดูแคลนสรรพสิ่ง นิสัยนี้ของท่านเองก็ถูกองค์เทียนตี้ตักเตือนแล้วไม่รู้กี่ครั้ง"

"อย่าพูดถึงเขา ได้ยินแล้วรำคาญใจ"

"ได้ๆๆ ตอนนี้ท่านมีแผนอย่างไร"

"จำแลงแปลงโฉมเป็นคนในตระกูลชั้นสูง ไปหาขุนนางแซ่หวังคนหนึ่งแล้วชี้แนะแผนการ"

"แปลงโฉมหรือ ข้าชอบ เช่นนั้นต้องหาเพิ่มอีกหลายคน" หลิงอินเสินจวินหัวเราะอย่างมีเลศนัย "จะได้หาน้องหญิงเซียนอีกสองสามคนไปเป็นสาวใช้ด้วย"

"ไม่จำเป็น การไปหนนี้ต้องเรียบง่าย เจ้ากับเด็กน้อยตรงประตูนั่นไปก็เพียงพอแล้ว"

หลิงอินเสินจวินบอกด้วยน้ำเสียงประหลาด "อะไรนะ ข้าอีกแล้ว…"

ข้ายังไม่ทันก้าวถอยหลัง ประตูพลันเปิดออก ข้ายังคงอยู่ในอิริยาบถสองมือป้องหน้าผากมองไปไกลโพ้น ข้ากะพริบตาปริบๆ ยิ้มแป้นสดใสดุจแสงอาทิตย์ "คารวะท่านเทพไท่ซือ! วันนี้ท่านเทพไท่ซือยังคงดูสดใสเปล่งปลั่ง สุขภาพแข็งแรง! ท่านเทพไท่ซือต้องการให้รับใช้อะไรหรือเจ้าคะ"

เทพไท่ซือยกมือกุมขมับ นั่งอยู่บนเก้าอี้ โบกไม้โบกมือให้หลิงอินเสินจวิน "เจ้าพูดกับนาง"

เห็นได้ชัดว่าหลิงอินเสินจวินเองก็ยังไม่เข้าใจความคิดของเทพไท่ซือนัก เขาชำเลืองเทพไท่ซือ สลับกับมองข้า แล้วจึงเล่าเรื่องราวที่เทพไท่ซือฝากฝังเมื่อครู่ซ้ำอีกครั้ง ข้าพยักหน้าหงึกหงักระรัว จากนั้นเมื่อเขาสะบัดแขนเสื้อ ประกายคลื่นน้ำไหววูบผ่าน ข้าก้มลงมอง เส้นผมพลันกลายเป็นสีดำ เสวียนเย่ว์ซึ่งหมอบอยู่บนบ่าของข้าเองก็กลายเป็นแมวสีขาว ขดตัวเป็นก้อนขนบนหัวไหล่ข้า เสวียนเย่ว์ก้มมองอุ้งมือปุกปุยสองข้างนั้น พอส่งเสียงร้องออกมาเป็นเหมียวๆ ก็ตะลึงลานจนเกือบร่วงลงพื้น

เทพไท่ซือกวาดตามองข้าแวบหนึ่งแล้วกล่าว "เท่านี้ก็พอ พลังศักดิ์สิทธิ์ของนางเบาบาง ไม่จำเป็นต้องจำแลงเป็นมนุษย์"

หลิงอินเสินจวินรับบัญชา สะบัดแขนเสื้อกวางอีกครั้ง วาดเขตอาคมเวทน้ำแข็งบนพื้นแล้วกล่าว "เจ้าภูตวารีน้อย ตามเข้ามา" เขาก้าวเท้าเหยียบเข้าไป พลันร่างก็หายไป

ข้ารีบก้าวตามเข้าไป ผู้ที่เดินนำหน้าข้า ไม่ใช่หลิงอินเสินจวิน หากแต่เป็นฮูหยินอายุน้อยที่ถือพัดอรชรอ้อนแอ้น ทว่านางเอามือข้างหนึ่งเท้าเอว ท่วงท่ายามโบกพัดดูผึ่งผาย มองแล้วรู้ทันทีว่าเป็นบุรุษ เขาหันมามองข้า แล้วจึงสงวนท่าทีเก็บอาการ พัดทรงกลมอันเล็กบดบังดวงหน้าไปเกือบครึ่ง นัยน์ตาเย้ายวนที่เสมือนจะเปล่งวาจาได้นั้นขยิบให้ข้า "คุณหนูลั่ว ข้างามหรือไม่"

ท่านแม่เอ๋ย เป็นหลิงอินเสินจวินจริงๆ ข้าตัวสั่นกึกไปทีหนึ่งอย่างอดไม่อยู่ ผ่านไปชั่วครู่ ก็มีอีกคนหนึ่งก้าวออกจากอาคมเคลื่อนย้าย เป็นแม่ทัพร่างสูงใหญ่ผู้มีหนวดโค้งหยัก แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปมาก แต่ข้ากลับดูแววตาแล้วรู้ว่าเป็นเทพไท่ซือ หลิงอินเสินจวินโบกพัด "โอ้ สามีข้าช่างองอาจกล้าหาญ สง่างามมีพลัง"

เทพไท่ซือกล่าว "บทบาทของเจ้าในวันนี้ไม่ใช่ฮูหยินของข้า"

"แล้วเป็นอะไร"

"เข้าไปก็รู้เอง"

เวลานี้ พวกเราเหมือนกำลังยืนอยู่ข้างจวนแห่งหนึ่งของขุนนางคหบดี เมื่อทอดสายตามองไป ดอกท้อโปรยปราย ทิ้งลำต้นทอดกายเคียงดิน ประจวบมีแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งย่างสามขุมออกจากประตูพอดี ตัวเขาสูงเจ็ดศอก ดวงตาเรียวยาว ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็น ท่าทางคล้ายกำลังชมจันทราและบุปผาทางเจียงหนาน  ทว่าเมื่อเขาย่างถึงบริเวณหัวมุม กลับก้าวขึ้นบนหลังม้าอย่างปราดเปรียว แล้วควบม้าห้อตะบึงราวกับกำลังหลบหนี เขาหายไปไม่นาน ก็มีทหารกลุ่มใหญ่ไล่ตามออกมาจากจวน พร้อมเสียงตะโกนดังลั่น "เร็วเข้า! จับตัวเฉาเชา[1]ไว้ อย่าให้เขาหนีไปได้!"

เหล่าทหารดาหน้าเข้ามาราวกับน้ำที่ถูกสาด ทว่าเวลาเพียงกะพริบตา ก็ไล่ตามเฉาเชาหายลับไปที่มุมถนน เทพไท่ซือนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสายตาบอกใบ้ข้า แล้วเดินหน้าเข้าไปประสานมือคำนับทหารยามที่เหลือเพียงไม่กี่คน "ข้าน้อยหม่าเซี่ยวแห่งแคว้นซีเหลียงตะวันตก มีเรื่องขอพบท่านต่งไท่ซือ"




[1] โจโฉ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #37 คนไกลบ้าน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 / 02:01
    จะมีอีบุ๊คมั้ยคะ
    #37
    0
  2. #36 งุงิ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 16:21
    อร้ายน่ารักอ่ะภูตวารีตัวน้อยทำพี่ชายเงิบไปเลยอิๆๆ
    #36
    0
  3. #35 chu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 03:45
    ขอบคุณค่า ติดเรื่องนี้ซะแล้ว
    #35
    1
    • #35-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 9)
      30 มิถุนายน 2559 / 10:15
      ขอบคุณค่า ดีใจที่ชอบนะคะ
      #35-1
  4. #34 WaBi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 02:43
    สานสัมพันธ์ลับกัน5555  ภูตวารีน้อยตลกจัง
    #34
    0
  5. #33 honeycal (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 18:44
    กำหนดออกเมื่อไหร่คะ อยากอ่านเต็มๆแล้ว ><
    #33
    1
    • #33-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 9)
      30 มิถุนายน 2559 / 10:14
      ต้นเดือนก.ค.59 เจอกันค่า ติดตามทางเพจ "บ้านอรุณ" ได้ตลอดนะ มีส่วนลดพิเศษหรือข่าวคราวก็จะแจ้งให้ทราบจ้า
      #33-1