เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 11 : หุบเขาหลอมปีศาจ (บทที่ 5-2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ก.ค. 59

เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนก็พบว่าท้องฟ้าเป็นสีม่วง คาดว่าคงเป็นเขตอาคมที่องค์เทียนตี้สร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง หากปีศาจตนไหนสัมผัสแตะต้องเมื่อใดก็จะสลายเป็นธุลี คราวนี้ประสบปัญหาใหญ่แล้วจริงๆ เทพไท่ซือเขาไปไหนกันแน่นะ ตอนนั้นข้าเห็นเขาตกลงมาพร้อมกับข้าแท้ๆ เหตุใดจึงไม่เห็นเขาแม้เงา

ความไม่สบายตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานข้าก็ตัดสินใจ ขบฟันแน่น หลับหูหลับตาตั้งหน้าวิ่งทว่าถนนทอดยาวและไกลมาก วิ่งอยู่นานก็ไม่เห็นปลายทาง เหล่าปีศาจที่ถูกกัดกร่อนกรีดร้องโอดครวญอยู่ท่ามกลางสายลม พานทำให้ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหมดสติสลายเป็นเถ้าธุลีอย่างไรอย่างนั้น

ขณะที่ใกล้จะทนไม่ไหวแล้วนั้น พื้นทรายใต้ฝ่าเท้าพลันยวบ ข้าตกลงไปอีกครั้ง คราวนี้ข้าปรากฏอยู่ในเรือนหินทรุดโทรมแห่งหนึ่ง ในที่สุดที่นี่ก็ไม่มีไอพิษและพายุทราย แต่กลับเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำอับชื้นเย็นเยือก เห็นตะไคร่น้ำแล้ว ข้าก็ย่างเท้าไปหน้าประตู พบว่าสองข้างโถงทางเดินมีธารน้ำจริงๆ ทว่าบนโถงทางเดินนี้ เบียดเสียดคลาคล่ำไปด้วยปีศาจต่างๆ มีปีศาจต้นไม้ดวงตาเขียววับเป็นประกาย มีปีศาจผีเสื้อกลางคืนที่ฝุ่นผงร่วงเกลื่อนพื้น มีปีศาจเถาวัลย์ที่กวักแกว่งไปมาอยู่ตรงมุมผนังพวกมันดิ้นพล่านราวกับหนอนอยู่ทั่วโถงทางเดิน เพียงมองแค่แวบเดียว ข้าก็รู้สึกว่ากรดในกระเพาะอาหารพวยพุ่งขึ้นมาจุกคอหอย

ขยับถอยหลังไปสองก้าว หันกลับไปกลับเห็นตะไคร่น้ำก็เริ่มขยับเขยื้อน และพ่นพิษใส่ข้า! ข้าบังคับธารน้ำบนโถงทางเดิน แปรสภาพเป็นหนามน้ำแข็งแทงมัน ของเหลวสีเขียวสาดกระเซ็นเปรอะทั่วฝาผนัง มันดิ้นอยู่บนพื้นสองครั้งก็นิ่งไป

เวลานี้ปีศาจต้นไม้ผ่านหน้าประตูพอดี ข้าตระหนกตกใจจนเกือบออกตัวโจมตี ทว่ามันกลับเพียงมองข้าแวบเดียว ก่อนจะคลานออกไปอย่างเชื่องช้า ข้าลองก้าวออกจากห้อง พบว่าปีศาจบนชั้นนี้ล้วนเป็นพวกนุ่มนิ่ม ปราศจากจิตสังหาร เมื่อเจอบันได เดินลงไปยังชั้นล่าง พบว่าปีศาจทั้งหมดยังคงเป็นสภาพเดียวกัน อีกทั้งส่วนใหญ่ล้วนเป็นปีศาจที่บำเพ็ญจากพฤกษาหนอนแมลง เมื่อลงไปยังอีกชั้นหนึ่ง ปีศาจก็ร้ายกาจยากจะรับมือ ปีศาจปลาบินที่กระโจนเข้ามา ใช้เงี่ยงแหลมจู่โจมข้า ข้าบังคับน้ำกระโดดขึ้นด้านบน ต่อสู้กับมันหลายกระบวนท่าก็กำจัดมันได้ ปีศาจโดยรอบมองศพของปีศาจปลาบินที่นอนขวางอยู่บนพื้นแล้ว ต่างพากันหนีอย่างหวาดผวา ฉะนั้นตลอดชั้นสี่จนถึงชั้นห้าข้าผ่านฆ่าฟันไปอย่างราบรื่น ไม่มีพลั้งพลาด

ในที่สุดก็มาถึงชั้นที่หก ที่นี่แตกต่างจากด้านบนอย่างสิ้นเชิง บนฝาผนังเต็มไปด้วยคราบโลหิต บนพื้นยังเกลื่อนไปด้วยกระดูกขาวโพลนที่ถูกกัดแทะจนเกลี้ยงเกลา เห็นกระดูกพวกนั้น ข้าอดหนาวสะท้านไม่ได้ มหาเทพอิ้นเจ๋อเคยกล่าวไว้ว่าชาวซู่เจาเป็นยาบำรุงชั้นเลิศ นึกถึงปีนั้นที่ผานหลงจับตัวข้าไปก็เพื่อทำยาบำรุงครรภ์ เช่นนั้นสำหรับปีศาจแล้วก็ย่อมเหมือนกัน ทว่าด้านบนหลายชั้นมีเพียงน้ำ ไม่มีอาหาร และไร้ทางออก หากไม่เดินลงไปด้านล่าง รังแต่จะอดตายอยู่ด้านบน แต่หากลงไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นอาหารโอชะของปีศาจ

ขณะกำลังสับสนขัดแย้ง ข้าเห็นหน้าประตูบานหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีมือมนุษย์หลายสิบมือปรากฏ เดิมนึกว่าตัวเองตาฝาด เมื่อพินิจมองก็พบว่านั่นเป็นปีศาจตะขาบที่บำเพ็ญจนมีมือเช่นมนุษย์หลายสิบมือ! ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าขนหัวลุกชัน ตอนแรกคิดจะหาที่ซ่อนตัว พลันความเจ็บปลาบที่ฉีกกระชากหัวใจแล่นปลาบมาจากไหล่! ข้ากรีดร้องเสียงหลง หันขวับไปมอง ก็ถูกเจ้าสิ่งนั้นทำให้ตระหนกตกใจจนแทบขาดใจ สิ่งที่กัดข้าคืองูเหลือมยักษ์สีแดงฉานขนาดเท่าลำต้นต้นไม้! มันมีหัวแบบมนุษย์ เรือนผมกระเซิงยุ่งเหยิง ดวงตาโปน ปากอ้ากว้างฉีกจนถึงใบหู ฟันทั่วปากทั้งยาวและแหลม จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยอ่านในตำรา ปีศาจประเภทนี้มีนามว่าย่าอวี่  มีอยู่บนเขาเซ่าเสียน กินคนเป็นอาหาร แต่หากมนุษย์กินเนื้อของมัน กลับจะได้รับพิษจนตาย ข้าเสกน้ำเป็นหนามน้ำแข็ง พุ่งแทงไปยังส่วนศีรษะของมัน คิดไม่ถึงว่ามันจะคาบร่างข้าขึ้นสูง แล้วเลื้อยไปด้านหน้าอย่างว่องไว! มันเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป จนข้ามองรูปลักษณ์ของปีศาจโดยรอบได้ไม่ชัดเจน ในที่สุดเมื่อเข้าไปหลบมุม มันใช้ลำตัวรัดร่างของข้า ถอนเขี้ยวแหลมออกจากไหล่ของข้า อ้าปากกว้าง โถมเขี้ยวสองแถวที่ราวกับมีดสั้นเข้ามา คล้ายจะกัดศีรษะข้าให้ทะลุ ในเวลานี้เอง ข้าเสกหนามน้ำแข็งออกมาหลายสิบ โจมตีส่วนใบหน้าของมัน! หลายเล่มเสียบเข้าดวงตาของมันพอดี! เสียงแผดร้องคำรามของมันดังสะท้อนไปทั่วทั้งชั้น ลำตัวที่รัดข้าเองก็เริ่มคลาย ข้ารีบเสกน้ำกระโดดออกมา ตะเกียกตะกายหนีไปยังทิศทางตรงข้ามอย่างไม่คิดชีวิต

หิวอยู่นานพอสมควร ข้าอ่อนเพลียเหลือแสน จึงต้องนั่งลงในห้องทรุดโทรมแห่งหนึ่ง กดบาดแผลเอาไว้ หายใจหอบแรงอย่างลำบาก ปล่อยมือที่เต็มไปด้วยโลหิตแดงฉาน พบว่าเลือดยังไม่หลุดไหล จำต้องกดฝ่ามืออีกครั้ง และฉีกเสื้อผ้าเตรียมทำแผล

ขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกกินแน่

ขณะกำลังใช้ความคิด เงาร่างที่เข้าครอบบังกะทันหันทำเอาหัวใจของข้าแทบหยุดเต้น นั่นเป็นใบหน้าอันสยดสยองกลับหัวเชื่อมติดอยู่บนร่างอสรพิษสีแดงตัวยาวเหยียด ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกตัวว่านั่นเป็นย่าอวี่อีกตัว มันชะโงกหัวเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลัง ข้าไถลร่างกายช่วงล่าง เอนนอนลงพื้น หลบเขี้ยวแหลมปากโลหิตของมัน! มันกัดฝาผนังจนแตกละเอียด หดหัวออกนอกหน้าต่าง หลบวูบไปที่หน้าประตูห้องเล็ก! ข้าเงยหน้ามองหน้าต่างแวบหนึ่ง หน้าต่างบานนั้นมีขนาดพอๆ กับอ่างล้างหน้าเท่านั้น ปีนหนีออกไปไม่ได้ จึงดึงหนามน้ำแข็งจากนอกหน้าต่างเข้าโจมตีมัน แต่เนื่องจากบาดเจ็บทำให้การเคลื่อนไหวของข้าค่อนข้างเชื่องช้า จึงถูกมันสกัดกั้นได้ทั้งหมด

ย่าอวี่อ้าปากแสยะเขี้ยว เหยียดร่างยาว แล้วพุ่งเข้ามาหาข้า! ข้าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ได้แต่เอามือกุมศีรษะหวีดร้อง!

จบสิ้นแล้ว พริบตาต่อไปก็จะถูกมันฉีกร่างเป็นชิ้นๆ แล้วกินลงท้อง

ทว่ารออยู่นาน ร่างกายก็ปราศจากความเจ็บปวด กลับเป็นของเหลวอุ่นร้อนหยดลงบนตัวข้า เมื่อแหงนหน้ามองก็เห็นกระบี่เล่มหนึ่งยื่นเข้ามาทางหน้าต่าง เสียบทะลุหัวของย่าอวี่

"ออกมา" น้ำเสียงเย็นเยือกทว่าคุ้นเคยดังเข้ามาจากนอกประตู

ข้านิ่งอึ้ง ยามต่อสู้เมื่อครู่ไร้ซึ่งความรู้สึก ยามนี้กลับรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง นิ้วมือเย็นเฉียบราวกับแช่ในธารน้ำลึกกลางฤดูหนาวมาหนึ่งชั่วยาม ฟันสั่นกระทบจนไม่แม้เรี่ยวแรงจะเค้นคำว่า 'เจ้าค่ะ' ส่วนผู้ที่อยู่นอกประตูนั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงคำสั่งอย่างชัดเจน แต่กลับทำให้หัวใจของข้าอบอุ่นร้อนวูบ ขอบตาร้อนผ่าว ข้าเช็ดคราบโลหิตของย่าอวี่บนหลังมือออก ยันร่างลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งโซซัดโซเซไปทางประตู

ผู้ที่อยู่นอกประตูคือเทพไท่ซือจริงๆ ทว่าเขายังคงอยู่ในคราบของหม่าเซี่ยว เพียงแต่โกนหนวดจนเกลี้ยงเกลา ถอดชุดเกราะหนังหมีออก ถักผมที่ถูกตึงอยู่บนกระหม่อมเป็นหางเปียไว้ด้านหลัง มองแล้วอ่อนวัยลงไม่น้อย เมื่อเช็ดคราบเลือดบนกระบี่ยาวจนสะอาดแล้ว เขาจึงเก็บกระบี่ลงฝัก "ไม่มีประสบการณ์ต่อสู้แม้แต่น้อย เจ้าตัวคนเดียววิ่งเตลิดเช่นนี้ทำไม"

"ข้าข้านึกว่าท่านเทพไท่ซือไม่ได้อยู่ที่นี่"

"ข้าตกลงพร้อมกับเจ้า แล้วจะไม่อยู่ได้หรือ" เห็นบาดแผลบนไหล่ของข้า เขาก็ล้วงขวดยาออกจากอกเสื้อ แล้วโยนให้ข้า "ตอนนี้ข้าใช้วิชาเวทไม่ได้ กินยาห้ามเลือดนี้ซะ"

ข้ารีบกลืนยาลงไปแล้วถาม "ใช้วิชาเวทไม่ได้ แล้วท่านลงมาได้อย่างไร"

เทพไท่ซือก้มลงมองกระบี่ตรงเอวแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองข้าอย่างเหยียดหยันราวกับเห็นคนเบาปัญญา ข้าฉงนมึนงง "เหตุใดท่านเทพไท่ซือจึงใช้วิชาเวทไม่ได้ ข้าเองก็ยังใช้ได้เลยเจ้าค่ะ"

เทพไท่ซืออธิบาย "หากร่างเทพของข้าอยู่ในโลกมนุษย์นานเกินไป จะดึงดูดหิมะก่อให้เกิดความหนาวเย็นทั่วหล้า ฉะนั้นข้าจึงจำแลงร่างมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่วิชามายา หากไม่ร่ายเวทเปลี่ยนกลับคืนอีกครั้ง ร่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากปุถุชน ที่นี่ มนุษย์กับปีศาจไม่สามารถใช้วิชาเวทได้ ตอนที่ข้าตกลงมาก็ไม่มีเวลากลับร่างเทพแล้ว"

"ซึ่งก็คือเวลานี้ร่างมนุษย์นี้ใช้วิชาเวทใดๆ ไม่ได้เลยหรือ"

"ใช่"

"แล้วถ้าร่างมนุษย์ถูกทำลาย จะเกิดอะไรขึ้น"

"ก็จะตาย"

"เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ"

"ในหุบเขาหลอมปีศาจไม่มีทางออก เราต้องลงไปให้ถึงชั้นล่างสุด แล้วอ้อมจากปรโลกกลับดินแดนเซียน"

อย่างไรเทพไท่ซือก็สมเป็นเทพไท่ซือ ยังคงเชี่ยวชาญการตอบคำถามแบบเรียบง่าย ราวกับโจมตีผู้อื่นเสียจนราบคาบฉับไว เช่นนั้น เวลานี้เทพไท่ซืออ่อนแอยิ่งกว่าข้า ระหว่างทางน่ากลัวว่าข้าคงเป็นฝ่ายปกป้องเขา ทันใดนั้นความรับผิดชอบพลันกลายเป็นหินหนักพันชั่งที่กดทับอยู่บนบ่า เพิ่งจะลงมาเพียงไม่กี่ชั้น ข้าก็ไม่อาจต่อกรกับปีศาจที่นี่ตัวต่อตัวแล้ว ขืนเดินต่อไป ยังต้องปกป้องมนุษย์ธรรมดาอีกคน น่ากลัวว่าเราสองมีภัยมากกว่าปลอดภัย อย่างไรเสียก็ต้องตาย ข้าคุกเข่าลงกล่าว "ท่านเทพไท่ซือ หากเราสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ขอท่านโปรดรับปากข้าเรื่องหนึ่ง"

"ว่ามา"

"รับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด" ขาดคำ ก็ไม่ลืมเสริมอีกประโยค "ท่านเทพไท่ซือ ยามนี้เราสองต้องพึ่งพากัน ข้ารับรอง ระหว่างเดินทางข้าจะปกป้องท่านตลอดทั้งทาง  แต่ข้าอยากอยู่กับท่านจริงๆ นะเจ้าคะ"

"หืม? เจ้าปกป้องข้าได้แน่หรือ" เขาเลิกคิ้ว สนใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ที่มหัศจรรย์ก็คือหน้าตาของหม่าเซี่ยวนั้นธรรมดาสามัญ แต่พอบวกกับท่าทีของมหาเทพอิ้นเจ๋อแล้ว กลับมีเสน่ห์ดึงดูด

ข้าตอบอย่างไม่มั่นใจ "ข้าจะทำสุดความสามารถ"

"ก็ดี ข้าจะสอนเจ้าสักสองสามกระบวนท่า"

"เจ้าค่ะ! ขอบคุณท่านเทพไท่ซือ!" ข้าตื่นเต้นดีใจ กลับสบประสานสายตาอ่อนโยนของเขากะทันหัน ดังนั้นท่าทีจึงอ่อนลงอีก "ขอบคุณท่านเทพไท่ซือ…"

ข้าด่วนดีใจมากไป ก่อนหน้านี้ฟังพี่ชายเล่าว่ามหาเทพอิ้นเจ๋อเป็นอาจารย์ที่เข้มงวด ข้าคิดว่าพูดถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เขาเป็นอาจารย์บ้าพลังต่างหาก เราทั้งสองหยุดอยู่ที่ชั้นนี้ หาปีศาจน้อยหลายตนฝึกมือ ข้ากับพวกมันประมือเพียงไม่กี่กระบวนท่าก็กำจัดพวกมัน แต่ทว่า---

"กระบวนท่าร่ายเวทไม่ถูกต้อง"

"พลังศักดิ์สิทธิ์แตกกระจายเกินไป"

"ไหวพริบเชื่องช้า"

"กระบวนท่าเวลาหลบกว้างเกินไป จะทำให้ความเร็วในการโต้กลับของเจ้าช้าลง"

"ดึงน้ำแล้วยังตวัดเลี้ยวอ้อม เจ้ากำลังปักผ้าหรือ"

"พลังอ่อนเช่นนี้ วิ่งก็ช้า เจ้ากับเจ้านั่นต่างกันตรงไหน" เขาชี้ไปที่ตะไคร้น้ำประหลาดตรงมุมผนังที่มีน้ำสีเขียวไหลริน

ข้าซึ่งได้รับคำกล่าวชมจากอาจารย์ในชั้นเรียนมาตั้งแต่เล็ก ศักดิ์ศรีถูกกระหน่ำโจมตีทำลายสิ้น ข้าหน้าม่อยคอตก "ท่านเทพไท่ซือ ข้าเป็นเพียงภูต…"

"จริงสิ ข้าเกือบลืมไปเลย เจ้าเป็นภูตวารีไม่ใช่หรือ ทำไมต่อสู้ไปมาตั้งหลายครั้ง ก็ทำได้แต่เสกหนามน้ำแข็ง"

"ข้ายังเสกน้ำแข็งสลักได้ แต่เวลาต่อสู้ ไม่มีเวลาทำให้น้ำแข็งมันสวยได้จริงๆ…"

เทพไท่ซือนิ่งเงียบไปครึ่งหนึ่ง "ข้าหมายถึงหากต่อสู้โจมตีด้วยการบังคับน้ำตลอด เจ้าจะเสียเวลามาก เหตุใดจึงไม่ใช่วิชาเวทธาตุน้ำไปเลย"

ข้าบอกอีกฝ่าย "ท่านเทพไท่ซือ ชาวซู่เจาทำได้เฉพาะบังคับน้ำ ไม่สามารถแปรน้ำได้…"

"ใครบอกเจ้า"

"ท่านเป็นคนบอก"

"ข้าพูดเมื่อไหร่"

'ประวัติศาสตร์ซู่เจา' จารึกไว้ว่าเทพสมุทรจุติลงจากสวรรค์ บอกกล่าวแก่บรรพบุรุษชาวซู่เจาว่าน้ำคือต้นกำเนิดของชาวซู่เจา หากเคลื่อนย้ายน้ำออกจากร่างกายพลการ ก็คือการขุดรากถอนโคนตัวเอง จะสิ้นอายุขัยได้ เดิมข้าคิดจะท่องบทจารึกวรรคนี้ให้เขาฟัง แต่ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าคือความเชื่อโบราณนำพาสู่หายนะได้ ท้ายที่สุดข้าจึงได้แต่บอกว่า "แล้วข้าแปรน้ำได้หรือไม่"

"ทำกระบวนท่านี้" เทพไท่กระพุ่มมือไว้บนหน้าอก คล้ายกำลังโอบอุ้มวัตถุทรงกลม "แล้วค่อยดึงลมปราณ รวบรวมพลังชีวิตไว้ที่ช่องท้อง ดึงมาที่ฝ่ามือ"

ข้าทำตามท่าทางของเขา ปฏิบัติตามที่เขาบอก แล้วภายในร่างกายก็มีธารน้ำใสสายหนึ่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าวนอยู่ตรงไหล่ทั้งสองข้างตลอด เขาก้าวเข้ามา มือข้างหนึ่งยันแผ่นหลังของข้าไว้ อีกมือหนึ่งก็ดันไหล่ของข้าไปด้านหลัง "ระยะเริ่มฝึกฝน ท่วงท่าต้องถูกต้อง มิฉะนั้นจะมีผลต่อการบำเพ็ญในภายภาคหน้า"

ถูกเขาแตะต้องเช่นนี้ ข้าพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตา ข้าพยักหน้ารับคำหงึกหงัก เขาเสริมอีกว่า "ตอนนี้ เจ้าผลักพลังศักดิ์สิทธิ์สายนั้นออกมา"

หลังจากทำตามแล้วก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น กลางฝ่ามือทั้งสองข้างของข้า มีไอน้ำชั้นบางๆ ผุดขึ้นมา แล้วหมุนวนราวกับทางช้างเผือก ข้าทั้งประหลาดใจทั้งดีใจ แต่ไม่กล้าส่งเสียง เพียงแค่พยักหน้ากับเขาระรัวราวกับวิหคน้อยจิกกินข้าวสาร เทพไท่ซือกล่าว "ดีมาก เกี่ยวนิ้วชี้ของสองมือไว้ให้แน่น ตั้งสมาธิ รวมไอน้ำไปที่นิ้วชี้ ใช้เวทบังคับวารีทำให้จับตัวเป็นสายน้ำ"

ข้าปฏิบัติตามต่อไป แล้วไอน้ำก็รวมตัวกันจริงๆ ก่อตัวเป็นสายน้ำเล็กๆ เทพไท่ซือชี้แนะ "เพิ่มความเร็วให้มันหมุนวน แล้วดันออกไป"

เมื่อข้าผลักสายน้ำออกไป มันได้กลายเป็นสายน้ำที่มีพลัง ดันก้อนหินเบื้องหน้าไถลออกไปไกลเป็นจั้ง ทันใดนั้นข้าก็มีความรู้สึกสะใจเหมือนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ข้าปรบมือแล้วเท้าเอว เชิดหน้ายืดอก ยักคิ้วทั้งสองข้างให้เทพไท่ซือ

เทพไท่ซือเอ่ย "เช่นนี้ละ นี่คือการ 'รวมหมอกร่างวารี' ขั้นพื้นฐานที่สุด เจ้าจำไว้ วิชาเวททั้งหมดที่เกี่ยวกับน้ำ ล้วนเกิดจากหมอกแปรน้ำ น้ำแปรน้ำแข็ง น้ำแข็งแปรคมดาบ"

หลังจากนั้น เขาก็ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาเวทขั้นพื้นฐานบางส่วนให้ข้า ที่แท้กระบวนวิชา 'รวมหมอกร่างวารี' เมื่อครู่ หากไม่รวบรวมพลังไว้ที่นิ้วชี้ แต่กระทำการตรงข้าม ด้วยการอ้าแขนทั้งสองออก แผ่ซ่านไอหมอก ก็จะกลายเป็น 'ไอหมอกคลุ้งเวหา' ให้ศัตรูมองไม่เห็นจุดที่ตัวเองอยู่ อันที่จริงกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือกลยุทธ์จักจั่นลอกคราบ จวบจนวันนี้ข้าคิดว่ากระบวนวิชานี้ใช้การได้ดีที่สุด หลังร่ำเรียนเสร็จสิ้น เราทั้งสองก็เลี้ยวไปอีกทาง พลันปีศาจคางคกที่สูงสามศอกก็กระโดดออกมา ภายใต้การชี้แนะของเทพไท่ซือ ข้าปะทะกับมันไม่กี่กระบวนท่าก็จัดการมันได้ ขณะกำลังได้ใจ คาดไม่ถึงว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ปีศาจตะขาบแสนน่ากลัวตัวหนึ่งเห็นพวกเราจากที่ไกลๆ แล้ว มันตวัดมือมนุษย์นับร้อย แลบลิ้นพิษยาวห้าศอก ก่อนจะกระโจนเข้ามาหาเรา

เทพสมุทรเอ๋ย เจ้าตัวนั้นยาวจนน่าสะพรึงเหลือเกิน! พวกเราจะหนีกันรอดไหม! ไม่ใช่สิ ยามนี้เทพสมุทรเป็นเหมือนเทวรูปดินเหนียว คุ้มครองข้าไม่ได้ เวลานี้เขาอยู่ในร่างมนุษย์ วิ่งหนีตะขาบตัวนี้ไม่ได้แน่ ข้าปราดเข้ามาหน้าเทพไท่ซือ กล่าวอย่างฮึดสู้ "ท่านเทพไท่ซือ ข้าจะปกป้องท่านเอง!"

"ตะขาบตัวนี้บำเพ็ญมานับพันปี เจ้าสู้มันไม่ได้ ถอยไป" เทพไท่ซือยังคงสุขุมนุ่มลึกเหมือนเช่นที่ผ่านมา

"แต่ว่า…"

"ถอยไป!"

ข้าถูกเขาตะคอกจนตกใจถอยหลังไปสองก้าว เขาชักกระบี่ออกมา ท่วงท่าเหยียดตรง ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ข้าเกิดปัญญาในยามคับขัน จึงร่ายเวท 'ไอหมอกคลุ้งเวหา' คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะปล่อยไอหมอกออกไป ก็ถูกปีศาจตะขาบพ่นลมหายใจพัดปลิว มันค้นพบจุดอ่อนของเรา ดวงตาลุกวาวด้วยประกายแสงสีทอง คล้ายจะตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าเดิม ดวงตาของมันมีขนาดเท่าแตงโม ปลายลิ้นมีน้ำพิษสีเหลืองพ่นออกมา ท่ามกลางอากาศที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงคลานอย่างรวดเร็วของมันดังสวบสาบ พอเจ้านั่นเหยียดร่างแล้วใหญ่กว่าย่าอวี่หลายเท่านัก ผิวหนังหนาเหมือนเหล็กกล้า เราสองคนร่วมมือกันก็ยังไม่อาจต่อกรกับมันได้

เห็นมันห่างจากเราเพียงไม่กี่จั้ง เทพไท่ซือถือกระบี่พุ่งทะยานเข้าไป ในเวลาเดียวกัน ตะขาบตัวนั้นพลันหยุดนิ่ง ยกร่างขึ้น แล้วแลบลิ้นออกมา

"ท่านเทพไท่ซือ!"

ข้าเห็นเทพไท่ซือกระโดดขึ้นสูง เล็งส่วนใบหน้าของตะขาบ ปีศาจตะขาบสะบัดลำตัว ก่อนจะแลบลิ้นเรียวยาวสี่แฉกออกมา คราวนี้จบสิ้นแล้ว เทพไท่ซือจะจากไปแล้ว ข้าเองก็ใกล้จะไปด้วยเช่นกัน ไม่อยากเผชิญหน้ากับเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ข้าหลับตาปิดหูไปครู่หนึ่ง แต่ก็บังคับให้ตัวเองลืมตา พินิจว่าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้น

ทว่าภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าล้วนไม่คาดฝัน ปีศาจตะขาบตัวนั้นเบิกตาโพลง ตระหง่านอยู่กับที่ นิ่งไม่ไหวติง เทพไท่ซือปรากฎกายทางส่วนหางของมัน คุกเข่าข้างเดียวบนพื้น มือสองข้างจับด้ามกระบี่ ปลายกระบี่เสียบลงบนดิน เวลานี้ หางเปียของเขาช้ากว่าจังหวะหนึ่ง พลิ้วลงกลางแผ่นหลังราวกับใบหลิว ปีศาจตะขาบนั้นกลับลำตัวขาดกลางเป็นสองแฉก ล้มตึงลงด้านข้าง บนพื้นดินกลางกองอวัยวะภายในสะบัดดิ้นเผยให้เห็นรอยกระบี่ลากยาวเท่าระเบียงทางเดินครึ่งหนึ่ง เลือดพุ่งทะลักราวกับสายน้ำ ซึมลงในรอยเรียวยาวนั้น

ององอาจเกินไปแล้ว

ข้าเกือบลืมไปแล้วว่าวิชากระบี่ของพี่ชายนั้นร่ำเรียนมาจากเทพไท่ซือ เพียงแต่เทพไท่ซือบอกว่ายามนี้เขาอยู่ในร่างมนุษย์ธรรมดา ไม่ได้กำลังล้อเล่นแน่หรือ ต่อให้วิชากระบี่ล้ำเลิศแค่ไหน มนุษย์จะสามารถสังหารปีศาจตะขาบอายุพันปีได้อย่างง่ายดายเหมือนบี้มดปลวกได้เช่นไรเอาเถอะ อย่างไรเสียเทพก็คือเทพ เปลี่ยนเป็นปุถุชนแล้วเขาก็ยังเทพอยู่วันยันค่ำ

เทพไท่ซือลุกขึ้นยืน เก็บกระบี่สะอาดเงาวับกลับเข้าฝัก ไม่ได้หันร่างมา ทว่าหันหน้ามาครึ่งหนึ่งแล้วเรียก "ลั่วเวย ไป"

"อ๊ะ? อ๋อ เจ้าค่ะ"

เมื่อครู่เขาเรียกชื่อของข้าหรือ รู้จักกันมายี่สิบเจ็ดปี ในที่สุดก็มีนามแล้ว มันง่ายเสียที่ไหน!

มองแผ่นหลังสูงโปร่งของเขาที่เดินอยู่ด้านหน้า ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกว่าหุบเขาหลอมปีศาจอบอุ่นปลอดภัยเหมือนเตียงนอนในเยาว์วัย ข้าวิ่งเหยาะตามไป ตามติดอยู่หลังเขาอย่างไม่คลาดสายตาราวกับหางเล็กๆ

หุบเขาหลอมปีศาจช่างชวนให้บรรยายไม่ถูก หลายวันจากนั้น พวกเราต่างบุกป่าฝ่าดงอย่างยาวนาน เสาะหาทางออกเบื้องล่าง เคราะห์ดีที่บางชั้นมีพฤกษา พวกเราจึงยังไม่หิวโหยจนถึงขั้นกินปีศาจ และยิ่งลงสู่เบื้องล่าง ก็ยิ่งมีปีศาจที่บำเพ็ญเป็นร่างมนุษย์มากขึ้น เมื่อมาถึงชั้นที่สิบเจ็ด เทพไท่ซือยังถูกปีศาจจิ้งจอกโฉมงามตัวหนึ่งเข้าตอแยอีกต่างหาก ปีศาจจิ้งจอกนั้นดำรงชีพด้วยการดูดไอพลังชีวิตของบุรุษ แม้จะโชกโชน ทว่าเห็นใบหน้าในแบบมนุษย์ของเทพไท่ซือแล้ว หัวใจดวงน้อยก็หวั่นไหว เพ้อว่าจะผูกไมตรีสมรสกับเขาในที่บ้าๆ แห่งนี้ เทพไท่ซือเกือบลงมือสังหารนางไปแล้ว ท้ายที่สุดก็เป็นข้าที่เกลี้ยกล่อมห้ามปรามอยู่นาน จึงลากเขาลงไปยังชั้นล่างได้

ในที่สุดก็ถึงชั้นที่ยี่สิบ พวกเราเพิ่งเข้ามา ก็เห็นแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่ถือกระบี่อยู่เบื้องหน้า เห็นแผ่นหลังที่แสนจะคุ้นตาที่นี่ ข้ายังนึกว่าตัวเองเห็นภาพหลอน ทว่าเมื่อเขาหันมา กลับเป็นพี่ชายจริงๆ

ข้าเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ "ท่านพี่? ทำไมท่านถึงอยู่…"

ทว่านัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตวัดดาบพุ่งแทงเข้าใส่พวกเรา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #44 แมงจิซอน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 / 12:36
    รอนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #44
    1
    • #44-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 11)
      30 กันยายน 2559 / 13:52
      ขอบคุณเช่นกันนะคะ :)
      #44-1
  2. #43 WaBi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 23:19
    ขอบคุณค่ะ
    #43
    0