ฝืนชะตาภพ "รุ่งโรจน์เจิดจ้ามลายสูญในคืนเดียว"

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,070 Views

  • 28 Comments

  • 85 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    24

    Overall
    1,070

ตอนที่ 10 : 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    21 ก.พ. 62

คิดไม่ถึงว่าหลังจากหันหลังในลักษณะนี้ฝ่ายที่ไม่สบายใจกลับเป็นข้าเอง...


สามวันมานี้แม้จะทุ่มเทสมาธิจิตใจไปกับการปัดกวาดเช็ดถูก็ไม่อาจชำระจิตใจที่พะวักพะวงผูกมัดได้ หากพิจารณาตามหลัก...แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่มีใครผิดเลย รื่อกวงไม่ผิดที่ถูกชอบ เถาฮวาไม่ผิดที่ชมชอบ ในเมื่อสองคนไม่มีความผิดก็เหลือข้าเพียงผู้เดียวแล้ว แต่หนังสือประโลมโลกก็ระบุไว้อย่างชัดเจนมิใช่หรือว่าคนที่รักมากกว่าไม่ผิด เช่นนี้แล้วข้าจะเป็นฝ่ายผิดได้อย่างไร!


“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้! ผู้อื่นเขาไปชุมนุมที่เขาสระทิพย์กันหมดแล้ว” หงอี้เดินเข้ามาคิ้วตาเอิบอาบ “ช่างเถอะ ไปตอนนี้ก็ฝ่าฝูงคนไม่ได้แล้ว โชคดีอย่างยิ่งที่ข้าไปถึงก่อนผู้อื่น เห็นว่าเป็นเจ้าข้าจะเล่าให้ฟัง”


เมื่อหลายวันก่อนเกิดนิมิตบอกเหตุสำคัญขึ้น จู่ๆ สระทิพย์อันเป็นต้นน้ำแห่งสวรรค์ซึ่งแห้งขอดไปหลายกัปกัลย์ก็ปะทุผุดพุ่งขึ้นอีกครั้ง น้ำพุแตกออกเป็นห้าสายแตกกระจายไปทั่วสามภพ กลางลำน้ำปรากฏดอกบัวกอใหญ่เบ่งบานชูช่อ ข้างในดอกบัวมีลูกแก้วดวงหนึ่งกลมกลิ้งแวววาวทอประกายล้อแสงตะวันอันเป็นสัญลักษณ์แห่งนิรันดร์


เรื่องนี้สร้างความแตกตื่นไปทั่วสามภพ นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนเลื่อนลั่นครั้งหนึ่งในประวัติกาลก็จริง แต่ทว่าเซียนน้อยที่อยู่ปลายแถวไกลลิบอย่างข้าจะไปมีส่วนได้เสียกับเรื่องดีๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้นนอกจากความประหลาดใจก็ไม่มีความเห็นอื่นอีก


“แล้วหลังจากนั้นลูกแก้วก็แตกออกเป็นสามเสี่ยง ลำแสงพวยพุ่ง...”


ข้าพยักหน้าเนือยๆ หูตั้งฟังเสียงมือยังเช็ดถูปากชามไม่หยุด


“คาดไม่ถึงว่ายอดเซียนเหวินจวินจะเสด็จผ่านมาพอดี คนผู้นี้ไม่คบค้าสมาคมกับใครทำให้ยิ่งประหลาดใจนัก  หลังจากนั้น...”


“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ?”


“หลังจากนั้นก็...ว้าย!


ความตื่นตระหนกของหงอี้ทำให้ข้าละสายตาจากชามใบน้อยเงยหน้าขึ้นมา แต่แล้วก็ต้องตกตะลึง


บุรุษที่มาเยือนหอบเอากลิ่นอายหนาวเหน็บเวิ้งว่างมากับเขาด้วย เส้นผมดำสนิทราวกับม่านน้ำตกระถึงบั้นเอวขับเน้นกรอบหน้าให้ขาวซีดโดดออกมาจนแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นซากศพที่งดงามร่างหนึ่ง นัยน์ตาลุ่มลึกว่างเปล่าราวกับผิวน้ำสงบนิ่ง เรียวปากขาวซีด สันจมูกตรงแน่ว หว่างคิ้วเต็มไปด้วยกลิ่นอายสันโดษหนาวเหน็บราวกับผู้หลุดพ้น หมึกแดงที่แต้มกลางหน้าผากราวกับชาดบนกระดาษขาวขับเน้นให้เหมันต์อันหนาวเหน็บโดดเด่นแพรวพราวจับตา ให้ความรู้สึกสูงส่งเกินเอื้อม


อาภรณ์สีขาวปานเมฆายาวระพื้นหน้าอกปักมังกรเหิรหาวสีทองเป็นขนดตัวใหญ่พาดผ่านตั้งแต่บ่าอ้อมจนถึงเอว กระพรวนหยกห้อยเฉียงไว้ข้างซ้ายพันทบด้วยผ้าสีฟ้าเย็นตา รัศมีเซียนที่ทอแสงเปล่งปลั่งตั้งแต่ศีรษะจรดชายเสื้อนี้บีบให้คนรอบข้างรู้สึกต่ำต้อยอย่างบอกไม่ถูก


ข้าอ้าปากค้างรีบคุกเข่าดังโครม!


ต่อหน้าเทพเซียนที่มีรัศมีธรรมแกร่งกล้าเช่นนี้สามารถคาดเดาได้สิบส่วนว่าต้องเป็นผู้มีชื่อในธรรมเนียบเซียนชั้นสูงอย่างแน่นอน!!


กล่าวถึงเทพเซียนชั้นสูงจำต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบุคคลจำพวกนี้ถือกำเนิดมาจากครรภ์ฟ้า มีพลังสยบพิภพพลิกพสุธาแต่กำเนิด คนเหล่านี้ย่อมจุติบนสถานที่อันทรงเกียรติอย่างเศวตทรงธรรมชั้นฟ้าหรือสระทิพย์บรรพกาล ไหนเลยจะลืมตาตื่นขึ้นมาในตำหนักสัมผัสสวรรค์ ถือครองตำแหน่งสาวใช้ตั้งแต่สูดลมหายใจแรกเช่นข้า


“ลุกขึ้นได้”


สุ้มเสียงที่เปล่งออกมาทุ้มต่ำนุ่มนวลเกินคาด


หงอี้เหลือบมองข้ากล้าๆ กลัวๆ ชั่วชีวิตของเซียนน้อยต่อให้แตกดับเข้าสู่วัฏฏะสังสารก็ยากที่จะมีโอกาสได้ปะหน้าบุคคลผู้สูงศักดิ์ ข้าเหงื่อกาฬแตกพลั่กหันไปสบตาหงอี้ แสดงออกทางสีหน้าว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด


“ข้ามายืมจานฝนหมึกใบหนึ่ง” อีกฝ่ายเว้นวรรคคล้ายครุ่นคิดแล้วเอ่ยสำทับ “เป็นจานกลีบบัวผลึกน้ำค้างที่เคยฝากไว้ที่นี่เมื่อหมื่นปีที่แล้ว”


ข้าฟังแล้วลมแทบจับ! หมื่นปี! ถึงกับบำเพ็ญมาแล้วหมื่นปีก็ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดรัศมีเซียนจึงเปล่งปลั่งหนาแน่นจับตาเพียงนี้ หลังจากสูดหายใจหลายเฮือกก็ทำใจรวบรวมความกล้าที่ปลิวหายจับกลับมายัดใส่ร่างอีกครั้ง


“ขะ...ขะ..ข้าน้อยขอทราบนามอันสูงส่ง”


กล่าวกันว่าเทพเซียนชั้นสูงมักเก็บตัวสันโดษเป็นเอกเทศไม่นิยมคบค้าเสวนากับผู้อื่นประโยคนี้เห็นจะเป็นจริง เมื่อคนตรงหน้าไม่เอื้อนเอ่ยวาจาหากแต่ล้วงป้ายชิ้นหนึ่งจากอกเสื้อยื่นออกมาตำตาข้า


มองไล่จากปลายนิ้วขาวผ่องเรียบลื่นราวกระเบื้องเคลือบลงไปสายตาก็ปะทะกับตัวอักษรขนาดใหญ่กระแทกตา


เทียนเหวินจวิน


เทียนเหวินจวิน!


เทียนเหวินจวินที่กล่าวขานกันว่าจุติขึ้นมาบนสระทิพย์น่ะหรือ! ชื่อเสียงของผู้สูงส่งท่านนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็เต็มไปด้วยเรื่องน่าสรรเสริญดีงามอยู่แล้ว ว่ากันว่าด้วยกระบี่เล่มเดียวที่ติดตัวมาเขาถึงกับสังหารจอมอสูรยินดีสละโลหิตทิพย์เพื่อผดุงสันติสุขของสามโลก ถึงกับมีคำกล่าวว่า ขาวพิสุทธิ์ดุจเหมันต์ใช้บรรยายแทนตัวด้วยซ้ำ วันนี้ได้เห็นหน้านับว่าไม่ผิดไปจากที่ร่ำลือจริงๆ


แต่... นี่ไม่ใช่คนในบทสนทนาหรอกหรือ!


เดิมทีชั่วชีวิตเซียนน้อยแท้จริงแล้วสามารถอยู่จนค้ำฟ้าได้แต่วาสนาข้าคงมีไม่พอ ถึงกับล่วงเกินผู้สูงส่งท่านนี้ลงไป ข้าเข่าอ่อนอื้ออึงสะโหลสะเหลจะหันไปร่ำไห้ระบายแค้นใส่หงอี้ คิดไม่ถึงว่านางจะชิงตากลับล้มตึงไปก่อนแล้วเรียบร้อย


“ฝ่า...ฝ่าบาท! โปรดประทานอภัย”


ยอดเซียนเหวินจวินมองข้าด้วยสีหน้าคล้ายกับเห็นปลาตายหนึ่งตัว ไร้ความเดือดดาลไร้ความเมตตา จะมีก็แต่ความไม่ใส่ใจฉาบอยู่เต็มหน้า


“จานฝนหมึก”


ข้ากลืนน้ำลายผงกศีรษะลืมตาย


ไม่ต้องรอให้ท่านย้ำหรอก! ผู้อื่นไม่ได้อยากอยู่รับหน้าท่านอยู่แล้ว


จานฝนหมึกเนื้อผลึกแวววาวล้อแสงระยิบระยับถูกข้าประคองใส่เบาะนุ่มที่สุด เมื่อแน่ใจแล้วว่าสมเกียรติเทพผู้สร้างโลกก็ค่อยยกขึ้นเหนือหัวถวาย อยากจบหน้าที่ใจจะขาด


ยอดเซียนเหวินจวินช้อนเอาจานฝนหมึกไปเก็บไว้แล้วออกปากเสียงเรียบ “เจ้าประจำตำหนักสัมผัสสวรรค์?”


อย่า...อย่าสังเกตข้า แม้จะคิดเช่นนี้แต่ไหนเลยจะกล้าออกปาก ทำได้อย่างมากเพียงก้มหน้าก้มตากล่าวเสียงสั่น


“...ถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าน้อยประจำตำหนักสัมผัสสวรรค์ มีหน้าที่ดูแลสมบัติสวรรค์เจ้าค่ะ”


คล้ายบังเกิดระรอกคลื่นบางๆ กระเพื่อมไหวในแววตานิ่งสนิทคู่นั้น แต่เป็นเพียงชั่วแวบเดียวที่แสนสั้น สั้นจนไม่แน่ใจว่าตาฝาดไปเองหรือไม่


“ดี”


หลังจากทิ้งคำพูดไม่มีปี่มีขลุ่ยไว้ก็ตั้งท่าจะเดินจากไป ทว่าความโล่งใจของข้ายังไม่ทันได้ทำงานเต็มที่ฝีเท้าคู่นั้นกลับหยุดชะงักเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้


คนเอี้ยวตัวกลับมาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า


“เจ้ารู้จักกระจกส่องภพหรือไม่?”


ข้าที่รอให้เขาพ้นออกจากตำหนักอย่างใจจดใจจ่อถึงกับใจแป้วเหมือนลูกหนังถูกเจาะลมออก ทว่ายังคงเก็บอาการกล่าวตอบอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยโง่เขลา ไม่ทราบเจ้าค่ะ”


คนตรงหน้าหัวคิ้วกดลึก แผ่กำจายกลิ่นอายพิสุทธิ์เข้มข้น


“ของสิ่งนี้คือสมบัติเทพบรรพกาล สามารถเปิดเผยความเป็นไปในหกภพภูมิ มีกระจกส่องภพรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”


อย่าใช้แววตาหนาวเหน็บทิ่มแทงกัน ข้าไม่รู้ไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้น...ลอบปาดน้ำตาในใจอย่างเงียบงันทว่าฉากหน้ากลับทำได้เพียงนอบน้อมคล้อยตาม


บทสนทนาขาดหายไปเนิ่นนาน กว่าเทพเซียนเหวินจวินจะเริ่มอีกครั้ง


“หลายวันมานี้กระจกส่องภพของข้าหมุนวนไม่หยุด ...รู้หรือไม่เป็นเพราะเหตุใด”


“...”


“ที่แท้เป็นเพราะผู้มีบุญซึ่งเดิมทีควรหลุดพ้นจากวัฏฏะสังสารกลับต้องได้รับทุกขเวทนาที่เหนือวิบากกรรมลิขิต”


“...จะ เจ้าคะ?”


เห็นข้าโง่งมเกินกว่าจะเข้าใจยอดเซียนเหวินจวินก็ยิ่งทวีสีหน้าเย็นเฉียบอึมครึม น้ำเสียงที่ใช้ยังหนาวเหน็บกว่าเดิม


“ทั้งหมดนี้...เป็นเพราะมีคนของฟ้ายื่นมือเข้าไปก่อกวนโชคชะตา”


“...”


ผู้มีบุญ...


คำนี้ดังก้องไปก้องมาในหัว แผ่นหลังข้าสั่นสะท้าน มือไม้เย็นเฉียบหวาดกลัวจนพูดไม่ออก


หมายความว่าอย่างไร? พยายามเค้นสมองทบทวนเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำและแล้วใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก


หรือว่าเป็น...


หัวใจที่เต้นกระหน่ำของข้าถึงกับเย็นเฉียบแช่แข็งไปแล้วนับพันรอบ


ก้อนแป้งน้อยที่ข้าเก็บได้เป็นผู้มีบุญที่แม้แต่สวรรค์ยังไม่กล้าแตะต้องเชียวหรือ? แม้จะไม่ค่อยอยากเชื่อทว่าหากแม้แต่เทียนเหวินจวินยังถึงกับออกปากเรื่องเขาด้วยตนเองต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ๆ ศีรษะข้าหมุนติ้วโคลงเคลงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เข่าทรุดล้มแปะลงกับพื้น


“ฝะ..ฝ่าบาท”


เทียนเหวินจวินไม่อนุญาตให้ข้าเปิดปาก แขนเสื้อสีขาวโบกตีคลุมเป็นวงกว้าง แววตาเย็นเฉียบปรากฏร่องรอยกระเพื่อมไหวเล็กน้อยก่อนจะยื่นคำขาด


“รีบไปสะสางเรื่องที่ก่อไว้ให้เรียบร้อย หาไม่แล้ว...ข้าจะจัดการกับเจ้า!



 

หลังจากยอดเซียนเสด็จจากไปถ้อยคำสุดท้ายยังประทับตราตรึงหมุนติ้วในหัวไม่หยุด


ผู้มีบุญซึ่งเดิมทีควรหลุดพ้นจากวัฏฏะสังสารกลับต้องได้รับทุกขเวทนาที่เหนือวิบากกรรมลิขิต ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมีคนของฟ้ายื่นมือเข้าไปก่อกวนโชคชะตา


คิดแล้วก็อกสั่นขวัญหาย ในใจยังอดขัดขืนไม่ได้ ไม่จริงหรอก...


รื่อกวงของข้าติดจะพิการด้วยซ้ำ ไหนเลยจะ...


แม้จะพยายามหาข้ออ้างให้ตนเองแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่เกิดมาบกพร่องโดยมากแล้วหากไม่ใช่ชดใช้กรรมก็เป็นเพราะบททดสอบจากสวรรค์ กระทั่งพระพุทธองค์ยังต้องเผชิญทุกขเวทนาเป็นเวลากว่าแสนชาติกว่าจะบรรลุพระธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นไปได้ว่ารื่อกวงของข้าอาจเป็นดวงจิตที่มากบารมีจริงๆ


เรื่องนี้ว่ากันตามตรงก็ไม่ใช่จะไร้มูลความจริงเสียทีเดียว บนถนนสายเล็กคับแคบนอกจากแขนที่หายไปก็ดูเหมือนจะเป็นร่องรอยบริสุทธิ์กระจ่างใสเหนือธรรมดาที่ฉายชัดบนใบหน้าแววตาของเขากระมังที่ล่อลวงบีบบังคับให้ข้าหมุนกงล้อแห่งโชคชะตาจนทุกอย่างบิดเบี้ยวยุ่งเหยิง ต่อมายิ่งได้สัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งที่เรียกว่าความดีงามอันเป็นทิพย์สมบัติเซียนน้อยที่ด้อยวาสนาอย่างข้าไหนเลยจะหักใจไม่ลุ่มหลง


เด็กคนนี้ชัดเจนแล้วว่าเพรียบพร้อมด้วยสติปัญญารู้แจ้งกว่าคนทั่วไปอย่างน่าอัศจรรย์ ในคัมภีร์ถึงกับกล่าวไว้ว่าดวงจิตจะสืบสันดานจากชาติที่แล้ว หากพิจารณาตามนี้ความเป็นไปได้ที่รื่อกวงสั่งสมบ่มเพาะปัญญารู้แจ้งมานานหลายอสงไขยก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือเชื่อเกินจริงอีกต่อไป...


เกิดมาหนึ่งชีวิตก็ต้องมีอุปสรรครออยู่ข้างหน้าเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าหากพิจารณาให้ดีไม่เคยมีอะไรที่อยู่เหนือเหตุผล ทุกสิ่งล้วนเป็นผลพวงจากสิ่งที่ท่านเลือกทั้งสิ้น หากแต่ไม่ใช่สำหรับแขนที่หายไปข้างนั้น...สำหรับรื่อกวงแล้วความพิกลพิการด้อยค่าดูเหมือนจะเป็นจะเป็นวิบากกรรมอย่างเดียวที่เขาไม่ได้เลือก ทำให้จำต้องพ่ายทุกประตูโดยไม่อาจขัดขืน


การแบกรับโชคชะตาแต่กำเนิด นอกจากบททดสอบฟ้าก็ไม่อาจตีความเป็นอื่นได้


เมื่อตระหนักถึงความนัยอันยิ่งใหญ่ซึ่งซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังชะตากรรม ความหดหู่อ้างว้างก็พลันเข้าเกาะกุมหัวใจ ข้าแค่นยิ้มส่ายหน้าไม่รู้ว่าเยาะเย้ยตัวเองหรือลิขิตฟ้ากันแน่


ความฝันอันเนิ่นนาน ทำให้คนหลงระเริง บัดนี้ได้เวลาตื่นเสียที


_______________________

 ถามว่ายอดเซียนเหวินจวินเป็นใคร...คงต้องตอบว่าเขาอยู่ในหน้าแรกของนิยายอ่ะ (แป่วววว! 555)

ว่ากันตามตรงเพื่ออรรถรสในการอ่านจากนี้ไปรีดต้องทำใจรักใคร่เซียนให้มากๆ เพราะพี่ชายคนนี้จะอยู่กับเราไปยาวๆ จนจบเรื่อง เข้าใจ๊!

ตอนนี้ก้อนแป้งน้อยซุ่มเงียบ รอทิ้งระเบิดตอนหน้าทีเดียวตูม!


รัก.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #9 meduzabencz (@meduzabencz) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:49
    มาม่าชามที่นึ่งกำลังมาเสิร์ฟสินะ ฮ่ะๆ TOT
    #9
    0
  2. #8 Chinachi (@Chinachi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:26

    รอต่อเลยได้ไหม~~~ สนุกมากกก รอตอนต่อไปจร้าาา สู้ๆๆๆ!!!

    #8
    0
  3. #7 may46 (@may46) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:08

    รอค่าาาาา อย่าทิ้งกันไว้บนยอดไม้แบบนี้เลยยยย
    #7
    0