ตอนที่ 9 : 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    20 ก.พ. 62

ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราพูดคุย หัวเราะ แลกเปลี่ยนเรื่องราวซึ่งกันและกัน เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ข้าคุ้นเคยกับใบหน้าเขาเหมือนส่องกระจก ดวงตาดำสนิท คิ้วกระบี่เข้ม ปากแดงหยักลึก ความเขินอายของเขาข้าล้วนรู้จักดี ...ดีเสียจนไม่เคยมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาอีกทีก็ได้แต่ทอดถอนใจ....ที่แท้กาลเวลาใช่จะไร้ค่าเสียทีเดียว อย่างน้อยสำหรับมนุษย์คนหนึ่งนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลง


ข้าค่อยๆ ไล้นิ้วไปตามเปลือกตา พวงแก้ม ริมฝีปาก สำรวจทุกสิ่งด้วยปลายนิ้ว จู่ๆ รื่อกวงก็เบือนหน้าหนีไม่ยินยอมข้าเหมือนเคย


“...ข้ากำลังจะเป็นหนุ่ม” คนตรงหน้าเม้มริมฝีปากแน่น “เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”


เฮอะ? เขากล้าไม่ยินยอมข้า?


ข้ารู้สึกวูบโหวงคล้ายกำลังสูญเสียอะไรบางอย่าง รื่อกวงน้อยตัวนุ่มนิ่มที่แสนน่ารักไกลออกไปทุกที ความหงุดหงิดอันแน่นเต็มอก ได้แต่กระแทกเสียงห้วน “ข้าย่อมเข้าใจอยู่แล้ว”


“เช่นนั้น...”


รื่อกวงสบตาข้าแววตาคาดหวัง


“เจ้าก็เร่งทำความดีให้เข้าตาเง็กเซียนเสียสิ ข้ารอเจ้ามานานแล้วนะ เจ้าจะให้ข้ารอถึงเมื่อไร?”


ข้าสะบัดหน้าหนี ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวทันที โดยไม่ทันสังเกต... สายตารื่อกวงหม่นดับไปวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


“อ้อ” ไม่นานเขาก็พึมพำเบาๆ สีหน้าที่แต่เดิมวาดหวังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หลังจากก้มหน้ากับตัวเองในที่สุดเขาก็พึมพำออกมา “ข้าจะพยายามให้มากกว่าเดิม”


เราสองต่างจมอยู่กับความเงียบงันของตัวเอง เสียงดนตรีเอิกเกริกด้านล่างเหมือนห่างไกลออกไปทุกที ภายใต้แสงเทียนสลัวเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่มดูครั่นคร้ามเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน


ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!


เสียงเคาะประตูทำให้บทสนทนาหยุดกลางคัน ตั้งแต่เราลักลอบพบกันห้องของรื่อกวงกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับบ่าวไพร่ตลอดจนบรรดาสาวใช้ต่างๆ ด้วยเกรงว่าจะมีคนผิดสังเกตรื่อกวงจึงพยายามกีดกันผู้อื่นออกจากโลกใบย่อมๆ ของเรา


ในจวนต่างก็ทราบกันดีว่านายน้อยสกุลรื่อเป็นผู้รักสันโดษ ยามว่างอ่านตำรา สวดมนต์ภาวนา ต้องการความสงบ ดังนั้นการส่งเสียงดังตลอดจนขัดจังหวะรบกวนนายน้อยล้วนเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะห้องนอนผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ย่างกรายกระทั่งทำความสะอาดยังต้องได้รับอนุญาต เพราะเหตุนี้เราสองจึงได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เสมอ ทว่าไฉนจึง...


รื่อกวงมองความกระเง้ากระงอดของข้าผ่านบานกระจกอย่างจนใจ “คนดี เจ้าหายไปก่อนเถิด”


คนข้างในก็ไล่คนข้างนอกก็เร่ง ข้ายังจะทำอะไรได้อีกนอกจากขึงตาทีหนึ่งแล้วร่ายเวทย์อำพราง


“ผู้ใด!


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย รื่อกวงซึ่งทำทีเป็นอ่านหนังสือหันไปตวาดกร้าวใส่คนนอกประตูอย่างไม่พอใจ ใบหน้าขาวกระจ่างนุ่มนวลปรากฏร่อยรอยความโกรธขึ้งอย่างน้อยครั้งที่จะเป็น


“บะ...บ่าวเองเจ้าค่ะ”


ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสาวใช้ตัวน้อยค่อยๆ แทรกกายเข้ามาทั้งน้ำตานองหน้า


เถาฮวา! นางคือเถาฮวาที่เขารับปากข้าว่าจะโยกย้ายออกจากจวนไม่ใช่หรือ! ข้ากัดผ้าเช็ดหน้าปากคว่ำค้อนตาไปทางรื่อกวง อีกฝ่ายเหลือบมองข้าคล้ายไม่ได้รับความเป็นธรรม


เถาฮวาเวลานี้ราวกับดอกสาลี่ต้องฝน สะโอดสะองบอบบางเป็นพิเศษ นางยืนพิงประตูช้อนแพขนตาเผยความสุกสกาวเย้ายวนภายในขณะค่อยๆ เดินก้มหน้าเข้ามาคุกเข่า


“คารวะนายน้อย”


รื่อกวงมองภาพตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “มีเรื่องอะไรกัน”


ทันทีที่ถูกถามหญิงสาวตรงหน้าพลันน้ำตาคลอเบ้า “ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่สมควรรบกวนนายน้อย ทว่าโปรดเห็นแก่บ่าวที่ทุ่มเทรับใช้ท่านมาหลายปี ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ!


ว่าแล้วก็โถมกายโขกศีรษะ แน่นอนว่าสาวงามวัยกำดัดแสดงทีท่าอ่อนน้อมน่าสงสารบุรุษที่ไหนบ้างจะไม่ใจอ่อน แม้แต่รื่อกวงก็แสดงทีท่าลำบากใจเล็กน้อย “มีอะไรค่อยๆ พูดเถิด อย่าทำร้ายตัวเองเลย”


เถาฮวาสะอึกสะอื้นซบหน้ากับฝ่ามือ สายตาที่ที่มองเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจนข้าขนลุกชัน จนใจที่ร่างกายล่องหนนี้ขืนแสดงตัวออกไปคงไม่แคล้วถูกตราหน้าว่าเป็นผี น่าละเหี่ยใจอย่างยิ่ง


“เมื่อสามวันก่อนจู่ๆ ร้านค้าสาขาอันเหมินก็ขาดแคลนคน ท่านพ่อบ้านจึงโยกย้ายข้าไปแทน แต่ว่านายน้อย...บ่าวกินอยู่ในจวนสกุลรื่อตั้งแต่เด็ก เห็นที่นี่เสมือนบ้านของตัว ไหนเลยจะตัดใจร่อนเร่เดินทางห่างบ้านได้ อีกอย่างนี่ก็ไม่สมเหตุสมผลสักนิด บ่าวเป็นสาวใช้คอยปรนนิบัตินายน้อยเท่านั้น คนขาดแคลนเกี่ยวข้องอะไรกับบ่าวด้วยเล่า!


กล่าวจบก็โถมกายร้องไห้โฮอีกรอบ คราวนี้รื่อกวงตัวแข็งทื่อกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เด็กคนนี้แต่ไหนแต่ไรก็จิตใจดีมีเมตตาไหนเลยจะเพิกเฉยต่อผู้อื่นได้ลงคอ ข้ากัดผ้าเช็ดหน้าไฟลุกวาบภายในดวงตาก่อนจะหันไปทำภาษากายชี้ไม้ชี้มือบีบคั้นไม่ยอมให้รื่อกวงใจอ่อนเป็นอันขาด


หนุ่มน้อยของข้ามองซ้ายมองขวาความลำบากใจเกลื่อนบนใบหน้า


“เถาฮวาเจ้านิ่งเสียเถิด สาขาอันเหมินมีอะไรไม่ดี ที่นั่นอบอุ่นตลอดปี เป็นเมืองท่าติดทะเลที่เม็ดเงินไหลเวียน เจ้ามีโอกาสได้ไปสร้างตัวที่นั่นนับเป็นความปรารถนาที่หลายคนยังไขว่คว้าไม่ได้ ไม่ใช่ว่าต้าสยงคนเลี้ยงม้าก็พยายามติดสินบนขอโยกย้ายอยู่ไม่ใช่หรือ”


เถาฮวาขบริมฝีปากอย่างคับแค้นน้อยใจ “ต้าสยงไม่ใช่บ่าว! ในเมื่อเขาใฝ่หาความเจริญก็ให้เขาไปเถิดเจ้าค่ะ ชั่วชีวิตนี้บ่าว...บ่าว บ่าวเพียงต้องการรับใช้นายน้อยเท่านั้นเป็นพอ!


“...”


“...”


สิ้นประโยคนี้มีใครบ้างไม่ตกตะลึง


สตรีผู้หนึ่งร่ำไห้อ้อนวอนตลอดจนบอกความในใจผ่านสีหน้าแววตาเว้าวอน ยากนักที่บุรุษจะเพิกเฉยได้ รื่อกวงเบิกตากว้างตกตะลึงสุดขีด ก่อนที่จะกล่าวอะไรได้เถาฮวาซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็พลันคลี่ยิ้มเช็ดน้ำตาเหมือนดอกเบญจมาศผลิบานรับแสงอาทิตย์ไม่มีผิด


“บ่าว ...บ่าว” สาวน้อยแก้มแดงเรื่อน้ำตาชื้นแก้มแดงขวยเขินเอียงอายจนแม้แต่ข้ายังใจกระตุก “บ่าวไม่รบกวนนายน้อยแล้ว นายน้อยไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องของบ่าวมาใส่ใจ ขอเพียงเมตตาสงเคราะห์คนสิ้นไร้ไม้ตรอกเสียหน่อยก็พอ”


หลังจากปิดฉากด้วยวลีหวานซึ้งซาบซ่านคนก็บิดตัววิ่งจากไปในลักษณะนี้ทิ้งความเยือกเย็นหนาวเหน็บไว้เบื้องหลัง


ข้าเหลียวกลับไปมองก้อนแป้งน้อยซึ่งตัวแข็งทื่อ ความร้อนรุ่มไม่พอใจก็ยิ่งเร่งเร้าทวีความรุนแรงจนต้องแค่นเสียงเหอะแล้วปลดอาคมกำบังตนเผยโฉมต่อหน้าเขาด้วยสีหน้าดูหมิ่นเย็นชา


“ที่แท้วาสนาชะตาดอกท้อของเจ้าก็รุนแรงถึงเพียงนี้ อวิ๋นเล่อนับถือๆ”


รื่อกวงตื่นตระหนกโบกไม้โบกมือลนลาน “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้า...ข้า...”


โอ! เขาหน้าแดง... เขาหน้าแดงด้วยใช่หรือไม่นั่น! ก่อนหน้านี้ดวงตาเขาเคยวูบไหวเพื่อข้า หัวใจสั่นรัวเพื่อข้า ลักยิ้มกดลึกเพื่อข้า สีแดงฉ่ำบนใบหน้าก็เป็นไปเพื่อข้าทั้งสิ้น ข้าโมโหจนลมออกหูรู้สึกว่าของรักกำลังถูกพรากไปอย่างไม่ยุติธรรมพลันลุกขึ้นเต้นผาง


“หุบปาก! เจ้าตัดนางไม่ขาดเพราะลึกๆ แล้วก็แอบปันใจให้เหมือนกันใช่หรือไม่! เรื่องราวเหล่านี้ถูกบอกเล่าไว้ในตำราบัณฑิตจันทราหมดแล้ว! เจ้าก็เหมือนกับบัณฑิตหลี่ที่พูดจามั่วซั่วทำลายชีวิตแม่นางไป๋จนผูกคอตาย!


ก้อนสะอื้นเริ่มจุกคอเมื่อนึกถึงฉากวสันต์รำพันใต้ต้นกุ้ยฮวาที่บัณฑิตหลี่ผิดต่อแม่นางไป๋ หญิงสาวคนงามแสนจะรวดร้าวสุดท้ายก็ผูกคอตายสังเวยรัก หนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยมมากเมื่อสองร้อยปีก่อน ข้าถึงกับซุกไว้ใต้หีบอ่านรอบแล้วรอบเล่า นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมีโอกาสได้เผชิญสถานการณ์เดียวกันกับนางเอกในดวงใจ!


คิดพลางฟาดผ้าเช็ดหน้าใส่มืออย่างเคียดแค้นตาลุกวาว


รื่อกวงงุนงงหลายตลบ ทว่าเด็กคนนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่มีความกล้าจะโต้เถียงข้าอยู่แล้ว ได้แต่บิดชายเสื้อตอบอย่างร้อนใจ “บัณฑิตอะไรกัน ข้าไม่ได้แซ่หลี่เสียหน่อย แล้วแม่นางไป๋บ้านตรงข้ามก็แต่งงานมีลูกแล้วด้วย”


“มีลูก!!” ข้าหวีดร้อง นางเอกในดวงใจของข้ามีลูกตั้งแต่เมื่อไรกัน “ในท้องของนางมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไหลเวียนอย่างเข้มข้น แม้จะเคียดแค้นชิงชังทว่าก็ยังคงรักใคร่อย่างลึกล้ำ ไหนเลยจะกล้าทำลายบุตรของเขาได้...”


รื่อกวงเริ่มทำสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ “เจ้า...หรือว่า” พูดจาไม่ออกอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็ถอนหายใจส่ายหน้า “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าอ่านหนังสือประโลมโลกเกินไป เดี๋ยวนี่จริงเท็จยากจะแยก ปะปนกันเหลวไหลขึ้นทุกที”


“ผู้ใดเหลวไหล” ข้าถลึงตาแยกเขี้ยว “เรื่องของบัณฑิตหลี่เพียงสองเล่มก็อวสานแล้วแต่เรื่องของเจ้าเพิ่งจะเริ่ม บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าพวกเจ้าสองคนแอบลักลอบพบปะกันหรือไม่ ไฉนนางจึงกล้าพุ่งเข้าหาเจ้าราวกับแม่วัวเช่นนี้”


“นาง...นางเดิมทีก็เป็นสาวใช้ของข้าอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มเกาศีรษะแกรกๆ เก้อเขิน “เรื่องนี้เกินความคาดหมายจริงๆ”


ชั่วพริบตานั้นข้าเกิดมโนภาพทิวทัศน์ดอกกุ้ยฮวาบานสะพรั่งเป็นฉากหลัง รื่อกวงน้อยหล่อเหลานุ่มนวลยิ้มอย่างอ่อนโยนจับตา เคียงข้างด้วยสาวงามซึ่งมีเลือดเนื้อกายหยาบที่คู่ควร บนโลกซึ่งผันผวนงดงามนี้ข้าเหมือนท่อนไม้กลางฝูงสัตว์ ผิดแผกและไม่เข้าพวก เป็นส่วนเกินซึ่งไม่สมควรมีตั้งแต่ต้น


ข้าแยกเขี้ยวกางเล็บขู่ฟ่อแล้วสะบัดหน้ากระโดดแผล็วออกหน้าต่าง ไม่สนใจเสียงร้อนรนที่ดังตามหลังอีก



_______________

ตอนนี้มีใครก่ายหน้าผากบ้าง

ไรต์เขียนแล้ว ...เหอะๆๆ

รักพระเอกเนาะ คิดเหมือนกันมั้ย


รัก.



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #6 ArthitThipmanee (@ArthitThipmanee) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:41
    รักพระเอกมากกก นางน่ารัก
    #6
    0
  2. #5 meduzabencz (@meduzabencz) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:33
    รักค่ะ แต่ก็รักนางเอกเหมือนกัน ฮิๆ //มโนว่าเป็นนางเอก
    #5
    0
  3. #4 AHCIN_NOS (@AHCIN_NOS) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:09

    สนุกมากกกกกกก\\ รอตอนต่อไปนะคะไรต์ ^^

    #4
    0