Game of Creation(ประกาศิตเทพมารแสวงพ่าย)

ตอนที่ 6 : EP.04 แรกพบเทพนักรบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,975
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    5 ก.ย. 58




Game of Creation ภาค ประกาศิตเทพมารแสวงพ่าย


EP.04 แรกพบเทพนักรบ

 

            นับตั้งแต่พระเจ้าเลนเต้ขึ้นครองราชย์ความบาดหมางระหว่างขันทีและขุนนางก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่ารัชกาลก่อนซึ่งเป็นชนวนเหตุอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้ราชวงศ์ฮั่นเสื่อมถอย ปวงประชาทุกข์ยากเหล่าผู้มีอำนาจเริ่มสะสมกำลังจนกระทั่งก่อกำเนิดกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองอันนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นขุมกำลังต่างๆเริ่มปรากฏออกมาไม่ว่างเว้น ทั้งในรูปแบบของข้าราชสำนักหรือเจ้าเมืองผู้มีกองกำลังเป็นของตัวเองหรือเหล่าคหบดีมีชื่อที่เลี้ยงดูเหล่ายอดฝีมือและมือสังหารนอกจากนี้ยังมีเหล่ามือดีผู้ก่อตั้งสำนักฝึกสอนวิชาบู๊แขนงต่างๆที่ต่อมาถูกขนานนามว่าเหล่าชาวยุทธ์

           นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ถูกเรียกว่า “หนี่วาซ่อมฟ้า” ซึ่งผู้คนทั่วแผ่นดินเชื่อว่าเกิดจากการต่อสู้ระหว่างเทพเซียนกับมารปีศาจเหมือนเมื่อครั้งสูญสิ้นราชวงศ์ซางก่อเกิดราชวงศ์โจว  หลายคนเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ต่อมาเตียวก๊กตั้งตนเป็นผู้วิเศษระดมปวงชนจนกลายเป็นกลุ่มกบฏโจรโพกผ้าเหลือง หลังจากนั้นก็ได้มีการก่อกำเนิดกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าผู้บันทึกประวัติศาสตร์ คอยนำเสนอข่าวสารต่างๆทั้งเรื่องในราชสำนักและยุทธภพรวมไปถึงการจัดอันดับฝีมือของทหารและชาวยุทธ์  บันทึกดังกล่าวจารึกลงบนแผ่นไม้อย่างดีผู้คนเรียกมันว่า “คัมภีร์บันทึกฟ้า” ซึ่งทุกเรื่องที่ถูกเขียนลงไปล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

           “โจโฉ,อ้วนเสี้ยวร่วมมือกับเจ้าเมืองต่างๆรวมกำลัง 18 หัวเมืองก่อตั้งกองทัพพันธมิตรหมายกำราบตั๋งโต๊ะ...น่าสนุกดีนี่!” เสียงนุ่มทุ้มเย้ยหยันหลังได้อ่านบันทึกฟ้าฉบับล่าสุด ซันซั่งเทียนโยนม้วนวารสารไม้ไผ่ดังกล่าวลงบนพื้นคล้ายไม่ใส่ใจต่อเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ชายหนุ่มได้คุ้มกันเตียวเสี้ยนตามสัญญาที่ให้ไว้กับเล่ากั๋งจนบัดนี้ทั้งคู่เดินทางมาถึงเมืองลงเอี๋ยงแล้ว

            “หรือคุณชายคิดว่ากองทัพพันธมิตร18หัวเมืองจะพบกับความปราชัยเจ้าคะ” เสียงหวานของเตียวเสี้ยนกล่าวถามระหว่างที่นางกำลังเช็ดทำความสะอาดผีผาใต้ร่มไม้ใหญ่ แววตาของนางที่มองดูชายหนุ่มเหมือนหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างรักแรกของนางมากกว่าคนที่พึ่งพบเจอกันไม่กี่วัน

           “ไม่รู้สิ”เจ้าของดวงตาสีมรกตกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง สายตาของเขาเพ่งมองไปข้างหน้าซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนสถานแห่งหนึ่งในพุทธศาสนามหายาน

           ศาสนาพุทธเข้าสู่ในในยุคสมัยของจักรพรรดิเม่งเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น แรกเริ่มเดิมทีนับถือกันอยู่ภายในวงสังคมของคนชั้นสูง จนกระทั่งเผยแพร่ไปยังประชาชนทั่วไปในยุคต่อมาซึ่งในภาวะสงครามที่มีแต่การรบราฆ่าฟันไม่รู้จบ ประชาชนไม่น้อยอาศัยศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจเพื่อให้เกิดความสบายใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมาซันซั่งเทียนและเตียวเสี้ยนสองหนุ่มสาวได้ปลอมตัวเป็นคู่รักชาวยุทธ์เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทาง จนกระทั่งพวกเขามาถึงวัดหยกครามที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลกเอี๋ยงเพียง 20 ลี้ ยอดสาวงามแห่งยุคมองท่าทีของชายหนุ่มพลันบังเกิดคำถามอย่างหนึ่งขึ้นในใจ

           “ท่านคิดจะแวะที่วัดแห่งนั้นหรือเจ้าคะ”

           “ก็ดีกว่านอนข้างทางไม่ใช่หรอครับ” เขายิ้มบางๆตอบกลับ

           “ข้าเกรงว่าจะมีผู้จำใบหน้าข้าได้ เมื่อเข้าเมืองไปแล้วอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาเจ้าคะ”เตียวเสี้ยนบอกกล่าวด้วยความวิตกกังวล

            “แม่นางปลอมตัวเป็นสาวชาวยุทธ์จนแทบไม่เหลือเค้าโฉมงามเหมือนเมื่อก่อนยังจะมีใครจำได้อีก ยังไงผมก็รับปากไปแล้วว่าจะพาแม่นางไปส่งให้ถึงมืออ้องอุ้น ดังนั้นไม่ว่าจะยังไงแม่นางก็ต้องปลอดภัย” ซันซั่งเทียนยืนยันหนักแน่น

           “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถิด”นางยิ้มน้อยๆ แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นเพราะตลอดระยะเวลาหลายวันที่เดินทางร่วมกัน นางได้เห็นฝีมือของซันซั่งเทียนไม่น้อยอีกทั้งเขาไม่เคยเกี้ยวพาราสีหยอกเย้าหรือแสดงท่าทีของผู้มีตัณหาราคะ แม้จะพูดจาเข้าใจยากแต่ก็นับได้ว่าเป็นคนที่น่าชื่นชม ประกอบกับความหลังของนางกับเขาที่ดูเหมือนชายหนุ่มจะจำมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

          ภายในวัดหยกครามมีอาคารสิ่งก่อสร้างหลายหลังตั้งอยู่บรรยากาศโดยรอบสงบร่มรื่นความวิจิตรสวยงามต่างๆยังอยู่ครบ ทั้งหมดนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ศาสนสถานทางพุทธศาสนามหายานแห่งนี้รอดพ้นจากการปล้นสะดมของทหารตั๋งโต๊ะ สาเหตุหลักมีอยู่สองประการหนึ่งคือชาวเสเหลียงนิยมนับถือพุทธศาสนามาแต่เดิมการปลุกปล้นเข่นฆ่าพระสงฆ์ถือเป็นสิ่งผิดที่จะบั่นทอนจิตใจของทหาร อย่างที่สองคือวัดหยกครามแห่งนี้เป็นสถานที่พำนักของบรรพชิตสามรูปที่เป็นชาวเสเหลียงนาม สมณะซือฟา,ซือซี,ซือคง ทั้งสามเดิมเป็นภิกษุอยู่ที่วัดม้าขาวต่อมาเมื่อเกิดมรสุมกบฏโจรโพกผ้าเหลืองและสิบขันทีทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ แม้วัดวาอารามก็ยังหนีไม่พ้นความพินาศทั้งสามจึงนำเคล็ดวิชาสำคัญหลบหนีออกมาเพื่อไม่ให้สูญหายไปในกองเพลิง สมณะทั้งสามมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วแผ่นดินในฐานะผู้บรรลุธรรมชั้นสูงทั้งยังเป็นผู้สืบทอดฝ่ามือเทพยูไลฉบับดังเดิมจากชมพูทวีป ด้วยฝีมือที่ร้ายกาจบวกกับการเป็นผู้รับใช้ศาสนาศูนย์รวมศรัทธาชาวเสเหลียงทำให้ตั๋งโต๊ะละเว้นการปล้นสะดมวัดหยกครามแห่งนี้

           เพียงย่างเท้าเข้ามาภายในอารามซันซั่งเทียนก็รู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูกเตียวเสี้ยนเองก็เช่นกัน ทั้งสองพบกับภาพประชาชนมากมายที่มาไหว้พระขอพรด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสซึ่งไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนักในยุคที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงชีชิงเด่นของเหล่าผู้มีอำนาจ ข้างฝ่ายเตียวเสี้ยนเห็นเป็นโอกาสดีจึงขอตัวเข้าไปไหว้พระส่วนซันซั่งเทียนเลือกที่จะรออยู่ด้านนอกเพราะชายหนุ่มเป็นหนุ่งในกลุ่มคนผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ในศานาใดๆ เพราะในยุคที่เขาจากมาโลกถูกปกครองด้วยมนุษย์ต่างดาวที่เรียกตัวเองว่า “ภาคีอาคันตุกะ” ยุคนั้นศาสนาทั้งหลายหลงเหลือผู้ศรัทธาอยู่เพียงน้อยนิด เพราะส่วนใหญ่จะถูกรัฐบาลโลกปิดกั้นความรู้จากยุคเดิม เด็กรุ่นใหม่จะเติบโตขึ้นมาแบบไม่รู้จักศาสนาความเชื่อมีคุณค่าแค่เพียงเป็นหนูทดลองในการปลูกถ่ายชิ้นส่วนจารึกแรกกำเนิดเท่านั้น แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อต่อต้านรัฐบาลโลกและตัวเขาก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

           ซันซั่งเทียนไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของเขาเป็นเพียงชื่อที่เขาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย ชายหนุ่มเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกาซึ่งมี DNA ที่แสนพิเศษและถูกปลูกถ่ายจารึกแห่งแกนกลางลงไปในร่าง นั่นนับเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของรัฐบาลโลก ชายหนุ่มกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถในการดูดชิงพลังชีวิตทั้งยังสามารถช่วงชิงจารึกชิ้นอื่นๆมาครอบครองได้ ทั้งยังมีพลังพิเศษซึ่งถูกเรียกว่า “Ear of Truth”ไม่มีผู้ใดในโลกที่จะโกหกเขาได้ ทันทีที่พูดความเท็จแม้เสี้ยวหนึ่งของประโยคเขาจะสามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่าโกหก ซึ่งนั่นทำให้เขารู้ถึงเรื่องราวของแกนกลางจารึกแรกกำเนิดทั้ง 108 ชิ้น ภายหลังการต่อสู้กับรัฐบาลโลกนานหลายปี เขาก็สามารถบุกเข้าถึงศูนย์บัญชาการหลักหรือยานอวกาศลำหลักที่ลอยอยู่นอกโลก

          ทว่าความต้องการรวบรวมแกนกลางของเขากลับถูกขัดขวาง เมื่อ 1 ในผู้นำของรัฐบาลโลกเปิดใช้ประตูแห่งกาลเวลา “เอรา เกจ” ทำให้เขาและยานอวกาศส่วนหนึ่งซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลโลกที่เป็นมิวแทนท์กว่า 300 คน ทั้งผู้ครอบครองชิ้นส่วนแกนกลางและชิ้นส่วนทั่วไปถูกส่งย้อนเวลากลับมาในยุคอดีตพร้อมกับอาวุธยุทโธปกรณ์ของโลกอนาคตจำนวนมาก สาเหตุที่เขาย้อนเวลากลับมายังแผ่นดินจีนในยุคโบราณก็เพราะว่า ในตอนที่ประตูเอราเกจเปิดใช้งานนั้นยานอวกาศกำลังดิ่งลงสู่พื้นโลกในวิถีที่ตรงกับประเทศจีนพอดิบพอดี ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาพยายามตามล่ามิวแทนท์คนอื่นๆ น่าเสียได้ที่แย่งชิงจารึกระดับ S พิเศษมาได้เพียง 10 ชิ้นจากทั้งหมด 108 ชิ้น ซึ่งเขากำลังรู้สึกหงุดหงิดมากการได้พบกับเล่ากั๋งและเตียวเสี้ยนจึงเป็นเหมือนการหาข้ออ้างเพื่อให้ตัวของเขาได้หาเรื่องสนุกทำอันเป็นการพักร้อนไปในตัว

         “กว้างขวางดีแฮะ” ซันซั่งเทียนเดินชมภายในวัดจนกระทั่งล่วงล้ำเข้ามาถึงลานฝึกวรยุทธ์ของบรรดาศิษย์วัดซึ่งตอนนี้เด็กหนุ่มหลายคนกำลังฝึกวิชาอยู่ ชายหนุ่มจึงกระโดดขึ้นไปซ่อนตัวบนต้นไม้ใหญ่เพื่อชมยอดวิชาของวัดหยกคราม

           บริเวณลานกว้างปรากฏเด็กหนุ่มหลายสิบคนกำลังคร่ำเคร่งกับการฝึกฝีมืออยู่ ในจำนวนนี้มีเพียงสามคนที่ซันซั่งเทียนคิดว่าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ซึ่งประกอบไปด้วยศิษย์ลำดับที่ 1 ของวัดหยกครามชื่อ ต้าเหอ อายุ 24 ปี ศิษย์ลำดับที่ 8 ฉางชิง อายุ 22 ปี ศิษย์ลำดับที่ 12 หลงเอ๋อ อายุ 20ปี ทั้งสามมีฝีมือโดดเด่นเกินศิษย์วัดคนอื่นๆอย่างน้อย 2 ขั้น ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มรูปร่างกำยำสวมอาภรณ์หรูหราท่วงท่าองอาจแววตาเด็ดเดี่ยวเยี่ยงยอดฝีมือเดินเข้ามาภายในลาน พวกศิษย์วัดเห็นต่างก็หยุดมือแล้วทำความเคารพแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มาใหม่ไม่ธรรมดา ทว่าชายคนนั้นไม่ได้มีท่าทางใส่ใจเลยสักนิดกลับหันมองมาทางเขาราวกับรู้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่

           “ออกมาทักทายกันหน่อยสิสหาย” ชายผู้นั้นแผดเสียงดังก้องจนกลายเป็นคลื่นพลังพุ่งเข้าโจมตี ซันซั่งเทียนแค่นยิ้มเล็กน้อยปล่อยให้พลังดังกล่าวทะลุผ่านร่างของตนไปซึ่งความแข็งแกร่งของเขามากเกินกว่าที่การโจมตีเมื่อครู่จะทำให้เกิดบาดแผล

         “รับมาไม่ตอบแทนคงเสียมารยาทแย่” ซันซั่งเทียนเด็ดใบไม้ออกมาหนึ่งใบแล้วดีดนิ้วส่งมันให้พุ่งกลับไปหาชายคนดังกล่าว ทั้งยังแฝงพลังจารึกแห่งเหล็กกล้าเอาไว้เต็มเปี่ยมประสานกับพลังแห่งคลื่นแม่เหล็กก่อเกิดอานุภาพที่ยากจะต้านทาน

         “มาได้สวย!” บุรุษผู้นั้นระเบิดเสียงคำรามรวบรวมลมปราณเอาไว้ที่สองมือก่อนจะกำหมัดแน่นซัดออกตอบโต้ พลังปราณรุนแรงสายนั้นต้านทานใบไม้เหล็กเอาไว้จนมัดบิดงอไม่ได้รูป ซันซั่งเทียนพอใจจึงหยิบผ้าจากเอวออกมาโพกหัวปกปิดหน้าตาแล้วจึงทะยานตัวออกมาภายนอก

        “ฝีมือเยี่ยมไม่ทราบว่านามของท่านคือ?” ซันซั่งเทียนกล่าวถาม

        “ใครๆก็เรียกข้าว่าเทพนักรบ” เขาตอบพร้อมกับกระโดดเงื้อหมัดต่อยเข้าใส่

         --ไม่จำเป็นอย่าใช้พลังมากนัก ถ้าพวกนั้นตรวจจับได้มันจะหนีไปก่อน เสียเวลาตามล่าอีก”--

         เสียงปริศนาดังขึ้นจากห่อผ้าที่ผูกอยู่บริเวณเอวของเขา...

         “ก็ดี! ผมจะได้ทดสอบวรยุทธ์ที่เสียเวลาคิดค้นมาหลายปี” เจ้าของดวงตาสีมรกตยิ้มบางๆก่อนจะคลี่ฝ่ามือออกรับหมัดของอีกฝ่าย

         “นี่มัน”ชายหนุ่มในชุดอาภรณ์หรูเบิกตากว้างระหว่างที่ทั้งสองผละออกจากกันเพราะแรงปะทะ “พลังหมัดคล้ายจมหายไปในทะเล เมื่อสัมผัสกับฝ่ามือเมื่อครู่กลับรู้สึกเหมือนกับกำลังชกใส่อากาศที่แสนว่างเปล่า เจ้าหมอนี่นับได้ว่าไม่ธรรมดา”

         “เจ๋งดีนี่นา หมอนี่กับเรามีฝีมือสูสีกันมากกับถ้าไม่นับพลังของจารึกแรกกำเนิด” ซันซั่งเทียนคิดในใจ แววตาฉายความชื่นชมคนตรงหน้าไม่น้อยก่อนจะวาดฝ่ามือเล็กน้อยแล้วสะบัดแขนซัดพลังเข้าหาคนตรงหน้า “รับมือ!

           ตูม! พลังปราณที่อัดแน่นพวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว บุรุษผู้นั้นตีลังกาหลบอย่างว่องไวทำให้หุ่นไม้ที่ตั้งอยู่ด้านหลักถึงกับระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะยกมือขึ้นตั้งท่าคล้ายทวนแล้วฟาดลงอย่างรุนแรง พลังปราณมากมายก่อตัวเป็นรูปทวนขนาดใหญ่ฟันฉับลง

          “เพลงทวนเทพนักรบ สะบั้นสมรภูมิ”

          “อาวุธก็ต้องเจอกับอาวุธ” ซันซั่งเทียนคลี่ยิ้มปรับเปลี่ยนกระบวนท่าจากฝ่ามือเป็นนิ้วดรรชนี ประกายแสงสีฟ้าแฝงความเย็นยะเยือกปกคลุมทั่วบริเวณ ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นกระบี่น้ำแข็งเล่มหนึ่ง “ดรรชนีกระบี่เก้าลำนำ ทุ่งหิมะสุดขั้ว”

          เคร้ง! ทวนกระบี่ปะทะกันกลางอากาศส่งผลสร้างความเสียหายไปทั่วบริเวณ พื้นลานกว้างที่ซันซั่งเทียนยืนอยู่เกิดการปริแตกคล้ายกับถูกฟาดด้วยอาวุธขนาดยักษ์ ข้างฝ่ายชายที่เรียกตัวเองว่าเทพนักรบก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ เพราะไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรแม้ลมหายใจที่พ่นออกมาก็ยังกลายเป็นไออย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับเจ้าของดวงตาสีมรกตผู้ไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บใดๆซึ่งบอกเป็นนัยๆว่าการปะทะครั้งแรกใครมีชัยชนะ

         สิ่งที่ทำให้เขาคิดค้นวรยุทธ์มาจากการที่รู้สึกว่า เมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณตัวเขาก็ต้องปรับตัวตามยุคสมัย ซันซั่งเทียนจึงเลือกที่จะจัดการเสื้อผ้าของเขาให้มีการดัดแปลงให้ดูเหมือนของโบราณมากขึ้นแต่ก็คงความเท่เก๋ไก๋แบบโลกอนาคตเอาไว้เล็กน้อย นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเหล่าชาวยุทธ์มีชื่อมากมายหากมัวแต่ใช้พลังพิเศษก็จะเป็นที่สังเกตของคนอื่นมากไป เขาจึงคิดบัญญัติยอดวรยุทธ์ขึ้นมาโดยใช้สำนักความรู้สึกของตัวเองเป็นพื้นฐานจนก่อเกิดวิชาสามแขนง อันได้แก่เคล็ดกระบี่เก้าลำนำซึ่งมีพลังเก้าสายที่แตกต่างเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางลักษณะนิสัยของตัวเขาเอง มีอานุภาพด้อยที่สุดในสามยอดวิชาแต่กลับพลิกแพลงได้หลากหลายมากกว่า

          วิชาอย่างที่สองคือมือประทับพิษฝันสลาย แขนงวิชาที่น่ากลัวเพราะอาศัยพลังพิษที่ร้ายกาจแบ่งออกเป็นสิบกระบวนท่าซึ่งแต่ละกระบวนท่ามีพลังแฝงและผลข้างเคียงต่อเหยื่อไม่เหมือนกัน เป็นได้ทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับความต้องการของเขามันเป็นตัวแทนของเบื้องลึกภายในจิตใจที่ตัวเขารู้สึกเหมือนป่วยทางจิตอยู่เสมอๆ ราวกับจิตใจถูกพิษร้ายกัดกร่อนทำให้เขาเป็นคนหลายบุคลิก และวิชาสุดท้ายร้ายกาจที่สุดถึงขนาดที่ว่าต่อให้สองวิชารวมกันก็ยังไม่อาจเทียบได้ซึ่งซันซั่งเทียนเรียกมันว่า “เก้าลำนำลิขิตฟ้าเคืองแค้น”

         ความโกรธเกรี้ยวในโชคชะตาความแค้นอย่างแรงกล้าต่อรัฐบาลโลก ความอาฆาตในวาสนาและชีวิตที่แสนทุกข์ยากหล่อหลอมหลายมาเป็นยอดวิชาที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งพร้อมจะทำลายโลกทั้งใบให้พินาศตั้งแต่ที่บรรลุสำนักบัญญัติเคล็ดวิชาเขาไม่เคยลองใช้เลยสักครั้งเพราะหวาดหวั่นต่ออานุภาพที่มันจะแสดงออกมา อานุภาพที่ราวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติสำหรับมวลมนุษย์

         “ไม่เลวนิ”ซันซั่งเทียนกล่าว

         “นานแล้วที่ไม่ได้เจอคู่ต่อสู้แบบนี้ วันนี้ข้าขอแสดงฝีมือแบบเต็มกำลังสักครั้งเถอะ” คนผู้นั้นตวาดพร้อมกับปลดปล่อยพลังเต็มสิบ เหล่าศิษย์วัดต่างพากันถอยห่างออกไปเพราะไม่ต้องการโดนลูกหลง พลังปราณก่อตัวเป็นรูปทวนขนาดใหญ่อีกครั้งคราวนี้มันเคลือบไปด้วยพลังมากมายจนเหมือนกับของจริงไม่ผิดเพี้ยน แต่ดูเหมือนว่าซันซั่งเทียนจะไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะชายหนุ่มเลือกที่หันไปมองด้านหลังของเขาเอง

         “เตียวเสี้ยนไหว้พระเสร็จแล้ว คงอยู่เล่นต่อไม่ได้” คิดดังนั้นเขาจึงยิงพลังดรรชนีซึ่งเคลือบพลังชิ้นส่วนจารึกแห่งคลื่นแม่เหล็กเข้าไปด้วย พลังดังกล่าวพุ่งเข้าหาชายผู้ที่เรียกตัวเองว่าเทพนักรบพร้อมกับดึงดูดหุ่นไม้ทั้งหมดทั่วลานให้พุ่งเข้าหาเป้าหมายพร้อมๆกัน

          “ย๊ากกก!” เขาระเบิดพลังตอบโต้กลับ หุ่นไม้ทั้งหมดแหลกเป็นชิ้นๆในทันทีทว่ากว่าจะรู้ตัว ซันซั่งเทียนก็หายไปจากคลองจักษุเสียแล้ว

         “บ้าที่สุด” เขากัดฟันกรอดเมื่อรู้ตัวว่าพลาดท่าเสียทีปล่อยให้อีกฝ่ายละทิ้งการประลองไปได้ง่ายๆ ได้แต่กำหมัดแน่นระบายอารมณ์โดยการชกต่อยกับอากาศไปเรื่อย โดยมีสมณะทั้งสามยืนมองอยู่ห่างๆด้วยสายตาเป็นกังวลเกี่ยวกับบุคคลลึกลับผู้มีฝีมือร้ายกาจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,707 ความคิดเห็น

  1. #3057 xzerox2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 10:27
    ตีอกชกหัวเป็นเด็กไม่ได้ของเล่นไปได้ 555 สู้ๆครับสนุกมากเลย
    #3,057
    0
  2. #3044 slzyzero (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 00:15
    ติดตามครับ
    #3,044
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #2997 mak663 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 20:49
    ใหม่จรีง
    #2,997
    0
  5. #17 mak663 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 06:37
    มาแล้ว
    #17
    0
  6. #16 pgolf0009 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 / 05:28
    ขอบคุณครับ
    #16
    0