The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 66 : 4 - นายและข้ารับใช้ "แต่เวลานี้ เราก็จับมือกันได้ไม่ใช่หรือ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ต.ค. 60

บทที่ ๔

นายและข้ารับใช้

 

บริเวณลานซ้อมเงียบสนิทเสียจนอาจได้ยินเสียงเหงื่อหยดกระทบพื้นดิน

แม้เนิ่นนานหลังสิ้นเสียงผู้ให้สัญญาณ ก็ยังไม่มีฝ่ายใดขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว

ทั้งหมาป่าทมิฬซิอ์บุลกับตาลุงหน้านกชื่อครอมล้วนแต่นิ่งไปนาน กระทั่งรูอาร์คอดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองเห็นจะถอดจิตออกมาฟาดฟันกันแทนเสียแล้วกระมัง

แต่ในที่สุด ร่างของต่างฝ่ายก็ไหวน้อยๆ กับการสูดหายใจพร้อมกัน

และโผนเข้าหาคู่ต่อสู้ในเวลาเดียวกัน

ชายผมแดงอ้าปากค้างกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ขณะที่เสียงฮือฮาเริ่มดังกระหึ่มขึ้นโดยรอบสนาม ดังเสียยิ่งกว่าตอนที่เหล่าผู้ชมเห็นรูอาร์คเลือกใช้มีดสั้น หรือเกือบเข้าประชิดตัวหัวหน้าหน่วยย่อยได้อย่างไม่คาดฝัน

เร็วจนมองไม่ทัน

เร็วเสียยิ่งกว่าตอนที่อาเมียร์ประมือกับซิอ์บุลเสียอีก

รูอาร์คแทบมองไม่ออกว่าใครเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับ...หรือที่แท้ควรบอกว่าเมื่อใดที่มองออก อีกฝ่ายก็พลันพลิกกลับในทันที ดาบประดาบด้วยความเร็วจนเกิดเสียงกระทบดังระรัว การเคลื่อนไหวของสองนักรบว่องไวราวกับวางแผนกันมาแล้ว หรืออ่านใจออกว่าต่างคนจะทำสิ่งใดเป็นอย่างต่อไป และดักทางหรือสวนกลับได้ในระดับสัญชาตญาณ

เขานึกอยู่แล้วว่าตาลุงที่มากับดูลัสย่อมไม่ธรรมดา...แต่ก็ไม่ทันนึกว่าจะเหนือธรรมดาถึงขนาดนี้

การประลองดำเนินไปยาวนานกว่าคู่ก่อนๆ และพื้นลานรูปทรงรีก็เหมือนจะเพิ่งได้ทำงานเต็มที่ของมันในครั้งนี้ ชายทั้งสองขยับเท้า พาร่างเข้ารุกหรือล่าถอยตั้งรับไปโดยรอบบริเวณ...ถ้วนทั่วเสียจนหากพื้นรองเท้าอาจใช้ระบายสี ก็คงได้ภาพคล้ายฝูงปลาที่ถูกดูดเข้าไปในน้ำวนและพยายามว่ายหนีออกมาอย่างสับสนอลหม่านเข้าแล้ว

การประลองสิ้นสุดกะทันหันด้วยเสียงดังเปรี๊ยะ และปลายดาบที่หลุดร่วงลงกระทบพื้นดิน

ทีแรก รูอาร์คนึกว่าดาบของใครสักคนถูกปัดร่วงจากมือ แต่แล้วจึงเห็นนักรบทั้งสองยังคงกำด้ามดาบอยู่ในมือ ในท่าขัดดาบกับต่างฝ่าย แม้ว่าปลายดาบของครอมจะหักไปแล้วก็ตาม

ซิอ์บุลถอนดาบออกช้าๆ ก่อนจะพูดขึ้นผ่าน

รอบลานซ้อนเงียบกริบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนเสียงโห่ร้องอย่างยินดีจะดังขึ้นจากผู้ชมโดยรอบ ราวกับอยู่ในสนามประลองประจำเทศกาลสมโภชแห่งลูคนาซัธ

การประลองยุทธ์ครั้งใหญ่...ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนนึกบางสิ่งออกในชั่วแวบนั้น

ครอมย่อมเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคนผู้นั้น...

 

ข้าขอสละสิทธิ์

ถ้อยเอ่ยแผ่วเบาของคู่ต่อสู้ซึ่งกำลังก้มลงเก็บปลายดาบซ้อมที่หักไปอย่างเรียบเฉยหาได้ทำให้ซิอ์บุลประหลาดใจ

เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจมาประมือกับตนเพื่อรับการคัดเลือกเข้าหน่วย

กระนั้น หัวหน้าหน่วยย่อยยังคงถามด้วยเหตุใด

ข้ามีนายอยู่แล้ว และไม่คิดจะเปลี่ยนนายชายร่างสันทัดเอ่ยพลางยืดร่างขึ้นตรง และสบตากับเขา

ท่านมาสู้กับข้าเพื่อนายของท่านซิอ์บุลรับ

นั่นไม่ใช่คำถามหรือข้อสังเกต แต่เป็นคำยืนยัน

อดีตนักรบทะเลทรายรู้จากอาเมียร์ตั้งแต่คืนที่แล้ว ว่าดูลัสกับองครักษ์มาถึงเคนมาราตามคาด ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจเมื่อเดินทางออกจากบ้านมาแต่เช้าตรู่โดยมีความรู้สึกว่ามีใครบางคนจับตามองบ้านของตนอยู่ แต่ในเมื่อคนที่ว่าไม่มีจิตมุ่งร้าย ซิอ์บุลจึงไม่ตามไปเล่นงานเขา แต่ทำทุกสิ่งตามปรกติเหมือนกับไม่สังเกต

ครอมพยักหน้าน้อยๆ ขณะเดินออกจากลานไปยังชั้นวางอาวุธที่ใต้ร่มเงาอาคาร ซิอ์บุลเดินไปด้วยกัน พร้อมกับคำถามแผ่วเบาเหตุใดไม่ใช้มือที่ถนัด

หากทำเช่นนั้น ครอมอาจชนะซิอ์บุลไปแล้วก็ได้ มิใช่เพราะอดีตนักรบทะเลทรายขาดมือซ้ายไว้คอยระวังปัดป้อง แต่เพราะผู้ท้าชิงนั้นย่อมใช้มือซ้ายได้เหนือกว่ามือขวาเป็นทุนเดิม

และตัวซิอ์บุลเองก็เป็นเช่นเดียวกับนักรบทั่วไป คือเคยชินกับการรับมือคู่ต่อสู้ที่ถนัดขวาจนเป็นปรกติวิสัย

ท่านไม่ได้ใช้อาวุธที่ถนัด

หัวหน้าหน่วยย่อยยิ้มบาง เขาไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายรู้ความจริงนี้

ดาบไร้คมสำหรับซ้อมนั้น แม้จะทำมาให้แข็งแรงทนทานแทบไม่ต่างจากดาบจริง ก็ยังมีความคงทนน้อยกว่าดาบโค้งยาวของชาวทะเลทรายซึ่งทั้งแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่า ซิอ์บุลใช้ดาบเช่นนั้นมาจนชินมือ เมื่อออกแรงเต็มที่กับดาบที่เปราะบางกว่า ย่อมเป็นธรรมดาที่จะทำให้ดาบซ้อมเสียหาย

ดาบของครอมซึ่งรับแรงกระแทกเข้าไปมากถึงกับเปราะหัก ทว่าดาบของซิอ์บุลเองก็มีสภาพที่ไม่ได้ดีไปกว่ากัน รอยบิ่นและร้าวเล็กใหญ่กระจายตามใบดาบทั้งสองด้าน เรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นเอง ก่อนที่ดาบของเขาจะหักพังตามคู่ต่อสู้

หากว่าต่างฝ่ายใช้มือกับอาวุธที่ถนัด และสู้รบกันอย่างเต็มที่ก็คงจะเป็นการต่อสู้ที่สนุกและท้าทายกว่านี้มากนัก เหมือนครั้งที่จอมทัพเนมอสแห่งอาณาจักรสาบสูญได้ประมือกับผู้กล้าลูเธียนแห่งอารามสุริยเทพโดยปราศจากหน้าที่หรือความเป็นปรปักษ์ใด

มีเพียงความระทึกฮึกเหิมในชั่วแวบที่ได้ประชันฝีมือเท่านั้นเอง

น่าเสียดาย ข้าอยากพบท่านในสนามประลองมากกว่าสนามรบครอมเอ่ยเรียบเฉย

ถ้อยคำนั้นทำให้ซิอ์บุลเดาสถานะของอีกฝ่ายได้ไม่ยากข้าก็เช่นกัน

หลังจบการประลอง ผู้แพ้ยังลุกขึ้นมาจับมือกับผู้ชนะได้ แต่หลังจบการรบ ผู้ชนะมีแต่ยืนค้ำร่างไร้วิญญาณของผู้แพ้

หัวหน้าหน่วยย่อยยิ้มขื่นๆ เขาเคยสัมผัสความจริงข้อนี้มาดีจนเกินพอ

กระนั้น ซิอ์บุลก็ยังวางดาบลงบนชั้น ก่อนจะเช็ดมือที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวกับกางเกงและยื่นส่งไป

แต่เวลานี้ เราก็จับมือกันได้ไม่ใช่หรือ

ครอมพยักหน้า มือสากกร้านดุจเดียวกันเอื้อมออกมา สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์

ทว่านัยน์ตาสีฟ้าเทาเป็นประกาย คล้ายจะยิ้มรับ

 

ไหวหรือ

อย่าห่วงเลย

แอชลีนน์มองอาเมียร์ซึ่งแบกเคียราที่หลับใหลไว้บนหลัง ชายกระโปรงยาวของนางกำนัลสาวถูกตัดจนเหลือแค่เข่า เท้าพันผ้าพันแผลบางๆ และรองเท้าถูกถอดเก็บไว้ในกระเป๋าเป้ของอาเมียร์ ซึ่งเจ้าหญิงอาสาจะสะพายให้แทน

เพิ่งเดินทางได้แค่วันเดียว คณะเดินทางซึ่งต้องลัดเลาะอยู่แต่ในป่ามาวันเต็มๆ ก็เผชิญกับปัญหา...หรือที่ถูกควรจะบอกว่าเป็นปัญหาของสมาชิกเพียงคนเดียว แต่กระเทือนไปถึงอีกสองคน

แอชลีนน์ยอมรับว่าตนเองก็เหน็ดเหนื่อย การเดินมาทั้งวันทำให้สองขาของเธอล้าจนปวดแม้ในยามนี้ ต่อให้พักหลังหญิงสาวคิดว่าร่างกายของตนน่าจะแข็งแรงขึ้นบ้างจากการขี่ม้าและซ้อมดาบแล้วก็ตาม นับประสาอะไรกับเคียราซึ่งนอกจากจะไม่ชินกับการออกกำลังกายอย่างหนักแล้ว ยังอยู่ในเครื่องแต่งกายที่ไม่เหมาะสมกับการเดินทางสมบุกสมบันเลยแม้แต่น้อย

เมื่อวาน เพียงเริ่มเดินทางได้ไม่นาน ชายกระโปรงยาวกรอมเท้าของเคียราก็ถูกกิ่งไม้หรือรากไม้เกี่ยวขาดหลายครั้ง ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวยังคงปฏิเสธที่จะให้ตัดชายกระโปรงทิ้ง มิหนำซ้ำเธอยังทนฝืนเดินกะเผลกรั้งท้ายต่อไปทั้งๆ ที่รองเท้ากัด ต่อให้อาเมียร์รู้จากการอ่านจิตใจของนางกำนัลสาว และเสนอให้อีกฝ่ายขึ้นขี่หลังแล้วก็ตาม

หลังอาหารเย็นในวันนั้น ชายหนุ่มจึงใช้เวทมนตร์ทำให้เคียราหลับสนิทจนรุ่งเช้ายังไม่ตื่น และแบกเธอไว้บนหลังขณะเดินทางต่อไปกับแอชลีนน์ เขาบอกว่าด้วยความเร็วในระดับนี้ ทั้งสามคงจะไปถึงได้ในบ่ายหรือเย็นวันพรุ่งนี้

อาเมียร์บอกว่าที่จริงการเดินทางจากมณฑลยาร์ลาธด้วยเวทมนตร์ปลานั้นใช้เวลาเพียงสองวัน ทว่าเขาใช้เวลาพักผ่อนในเมอร์คาห์อีกวันเต็มๆ เพื่อฟื้นฟูพลังเวท ก่อนจะใช้เวทมนตร์สร้างปีกพร้อมกับพรางกายบินเข้าไปหาเธอในคืนนั้น

นั่นเองที่ทำให้แอชลีนน์สงสัย และถามออกไปเวทมนตร์ของอาเมียร์ทำอะไรได้บ้างหรือ

ก็...หลายอย่าง ข้าเองยังเรียนรู้จากคัมภีร์ไม่หมดเลยเขาเล่าให้เธอฟังเรื่องคัมภีร์อนธการ ซึ่งได้มาหลังจากเอาชนะจิตของทัมมุซในร่างตนได้แล้ว

เวทมนตร์ที่ใช้สร้างปีกกับสร้างปลาก็อยู่ในนั้นหรือ

สร้างปีกน่ะใช่ แต่สร้างปลาไม่มี

อ้าว! งั้นท่านทำได้อย่างไร

ข้าทดลองดู จะว่าอย่างไรดีล่ะ...การใช้เวทมนตร์ก็คือการดึงพลังออกมา ก่อขึ้นเป็นรูปร่าง และบังคับให้เคลื่อนไหวตามต้องการ ดังนั้นข้าเลยใช้พลังสร้างเป็นรูปตัวปลา กักอากาศไว้ภายใน แล้วบังคับให้มันเคลื่อนไหวเลียนแบบการว่ายของปลาจริงๆ เพื่อเดินทางใต้น้ำได้เร็วขึ้น ข้าทดลองดูตอนคิดว่าจะลอบเข้าไปในเมอร์คาห์ได้อย่างไร และพบว่าทางน้ำน่าจะสะดวกที่สุด

อ้อเจ้าหญิงพยักหน้า ก่อนจะนึกไปถึงตอนที่เธอเคยพบจอมเวทอีกคนหนึ่งแล้วตอนนี้...ท่านใช้เวทมนตร์เสกม้าขึ้นมาได้เหมือนมาลิอาไหม ข้าว่าแบบนั้นน่าจะสะดวกขึ้นนะ

มาลิอาคือแม่มดดำผู้เคยร่วมมือกับพระมหาเถระลูเธียนผนึกอำนาจของคัมภีร์ในตัวอาเมียร์ และเวลานี้ก็ต้องการหยุดยั้งจิตอีกด้านของทัมมุซซึ่งสิงสู่ในร่างของพระเถระมาดาย จึงคอยช่วยเหลือชายหนุ่มอยู่ในยามนี้ เธอดูเหมือนเด็กสาวตาบอด แต่งกายอย่างนางรำชาวทราย แต่แอชลีนน์รู้สึกรางๆ ว่าแม่มดน่าจะมีอายุมากกว่าร่างที่เห็นมากนัก เช่นเดียวกับอาเมียร์

ครั้งสุดท้ายที่เจ้าหญิงได้เห็นแม่มดดำคือครั้งที่อาเมียร์พลาดพลั้งถูกดูลัสกับพวกของเขาจับตัวไว้ได้ขณะต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาให้เธอหนีไป แอชลีนน์จึงได้ยินยอมกลับไปกับราชองครักษ์หนุ่ม โดยตั้งเงื่อนไขให้พวกเขาส่งมอบอาเมียร์ให้แก่เจ้ามณฑลยาร์ลาธ และได้มาลิอากับพระมหาเถระลูเธียนรับอาสาจะพาตัวชายผมดำไป บนหลังม้าใหญ่สีดำตัวหนึ่ง

เจ้าหญิงรู้สึกขึ้นมาอย่างประหลาดว่านั่นไม่ใช่ม้าธรรมดา แม้จะบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไรก็ตาม

ไม่ได้หรอกเจ้าชายแห่งความมืดกลับปฏิเสธทันควัน

อ้าว! ทำไมล่ะแอชลีนน์กะพริบตาปริบๆ

อีกฝ่ายเหมือนจะเงียบไปเป็นนาน จึงได้ตอบช้าๆการใช้เวทมนตร์สร้างเงาดำเลียนแบบสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวเป็นเอกเทศโดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์คอยกำกับตลอดเวลา จำต้องอาศัยวิญญาณรับใช้’”

วิญญาณรับใช้?”

วิญญาณที่ถูกผูกมัดไว้ด้วยเวทมนตร์แห่งความมืด เหมือน...ตอนที่ข้าฆ่ากระต่ายตัวนั้นอาเมียร์เอ่ยอย่างลังเลถ้าข้าทำพิธีผูกวิญญาณของมันไว้ ก็จะใช้วิญญาณของมันเป็นภูตรับใช้ได้ ข้าอาจสร้างร่างให้มันเป็นกระต่ายหรือสัตว์อื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ แต่เพราะวิญญาณเดิมเป็นสัตว์ ก็อาจจะทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากวิ่งหรือกัด

“...อาเจ้าหญิงรับงั้นก็หมายความว่า...มาลิอามีวิญญาณม้าเป็นภูตรับใช้สินะ

ใช่ชายหนุ่มพยักหน้าขณะที่ยังเดินต่อไปเรื่อยๆแล้วก็มีวิญญาณนกกา วิญญาณรับใช้จะคงอยู่กับนายจนกว่าจะได้รับการปลดปล่อย ไม่ว่าโดยตัวนายเองหรือจอมเวทคนอื่น หรือไม่อย่างนั้นก็จนกว่านายจะตาย

“...เพราะอย่างนี้ อาเมียร์เลยไม่อยากมีวิญญาณรับใช้หรือ

ฮื่อเขาพยักหน้าอีกครั้ง แต่แอชลีนน์เข้าใจดีว่านั่นคือการปฏิเสธตอนอยู่ในทะเลทรายมายา ข้าเคยมีวิญญาณรับใช้มากมาย...ของสัตว์ทะเลทราย คนที่หลงหรือหนีเข้ามาในนั้น รวมไปถึงกองโจรที่ท่านพ่อซิอ์บุลเป็นคนปราบ เราจำเป็นต้องใช้พวกนั้นปกป้องดูแลแม่กับนาสิรา...แต่ก่อนสะกดความทรงจำนี้ไว้ ข้าได้ปลดปล่อยพวกเขาไปหมดแล้ว การผูกสิ่งอื่นเป็นทาสโดยไร้ข้อแม้ไม่ใช่เรื่องที่ควรกระทำหรอก

นั่นสินะเจ้าหญิงเอ่ยเจื่อนๆ เธอเองก็ไม่อยากตกอยู่ใต้อำนาจของใครไม่ใช่หรือ จึงได้เลือกที่จะสู้เช่นนี้

แต่ทัมมุซในร่างของมาดายอาจจะยังทำอย่างนั้นอยู่อาเมียร์พูดเคร่งขรึมขึ้นข้าไม่อยากให้เจ้ากลัวหรือตกใจ...แต่คงต้องบอกไว้ก่อน พระมหาเถระลูเธียนเคยปะทะกับวิญญาณรับใช้ของทัมมุซมาแล้ว ในนั้น...อาจมีคนที่เรารู้จักอยู่ก็เป็นได้

หือ...แอชลีนน์ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่อชายหนุ่มยอมเอ่ยชื่อคนที่เขาคิดไว้ก็เกิดเย็นสันหลังวาบขึ้นมา

แม่มดที่ตายในห้องไต่สวน กับเฟย์ลิม

นั่นมัน...

โหดร้ายที่สุด ข้ารู้ แต่...อาจจะมีคนอื่นมากกว่านั้นชายหนุ่มระบายลมหายใจข้าไม่อยากสันนิษฐานในแง่ร้าย แต่ถ้าทัมมุซเกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อสี่ปีก่อน ก็อาจมีคนรู้จักของเจ้าอยู่กับมันด้วยเช่นกัน

เจ้าหญิงหยุดชะงัก กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

อาเมียร์ซึ่งแบกเคียราไว้บนหลังหยุดเดินเช่นกัน เขาทอดสายตามาทางเธออย่างห่วงใยแอช ข้าขอโทษนะ

หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะฝืนยิ้มให้แม้ในใจยังปั่นป่วนไม่เป็นไรหรอก บอกไว้ก่อนก็ดี อย่างนี้ข้าก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะให้ท่านช่วย...และช่วยท่านมากขึ้นกว่าเดิมแล้วละ

ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับเธอ รอยยิ้มของเขายังเจื่อน ทว่าแฝงแววชื่นชม

หญิงสาวเดินต่อไปพร้อมกับบอกตนเองว่านั่นยังเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ทัมมุซในร่างของมาดายอาจไม่เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ดวงพระวิญญาณของคนที่เธอรักที่สุดทั้งสามพระองค์ และไม่ได้ทำเรื่องที่อาเมียร์หวั่นเกรงเลย หรือมิเช่นนั้น...ต่อให้ฝ่ายศัตรูผูกมัดทั้งสามไว้ด้วยเวทมนตร์จริงๆ สิ่งเดียวที่พวกเธอทำได้ในตอนนี้คือเร่งเดินทางไปให้ถึงยาร์ลาธ เพื่อหาทางช่วยเหลือในขั้นต่อไปเท่านั้น

แอชลีนน์บอกตนเองว่าเธอจะทำตามอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้อีก ทว่าต้องใช้ความคิดและเหตุผล ต่อแต่นี้ปัญหาของเธอไม่ใช่ปัญหาของตนเพียงคนเดียว แต่ยังเป็นปัญหาที่ผู้อื่นร่วมแบกรับ ทั้งอาเมียร์ รูอาร์ค ท่านเบเรค ท่านซิอ์บุล มาลิอา พระมหาเถระลูเธียน ตลอดจนคนอีกมากมาย ทั้งที่สมัครใจและหลีกเลี่ยงไม่ได้

นับจากนี้ไป เธอต้องตัดสินใจอย่างผู้นำ

 

รูอาร์คประหลาดใจเมื่อแผ่นหลังของชายวัยกลางคนที่ตนเห็นอยู่ชัดๆ บนท้องถนนแถวตลาดกลางเมืองอันตรธานหายไปท่ามกลางฝูงชน

เมื่อครู่เขายังมองอีกฝ่ายอยู่แท้ๆ แต่เผลอแค่แวบเดียวก็คลาดสายตาไปเสียแล้ว

ใช่ว่าชายหนุ่มผมแดงไม่ได้คาดหมายไว้ว่าอีกฝ่ายย่อมมีฝีมือขนาดไม่ปล่อยให้สะกดรอยตามได้โดยง่าย อีกทั้งการเลือกเส้นทางที่ผู้คนพลุกพล่านยิ่งบ่งชี้ว่าครอมต้องการสลัดหลุดจากใครก็ตามที่ติดตามมา แต่รูอาร์คก็ยังคิดว่าเขาต้องมีขีดจำกัดของมนุษย์อยู่บ้าง

ทันทีที่คิดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามาประชิดตัวจากข้างหลัง เขาตั้งท่าจะหมุนตัวกลับพร้อมเอื้อมหามีดสั้นที่ข้างเอว...แต่ไม่ทันปลายแหลมของบางสิ่งสะกิดหลังและมือควานพบเพียงซองหนังว่างเปล่า

มีดสั้นที่ข้างเอวของรูอาร์คอยู่ในมือของผู้โจมตีเรียบร้อย

งะ...เงินข้าอยู่ในถุงเงินที่เข็มขัด เอาไปแล้วอย่าทำร้ายข้าได้ไหมชายผมแดงพูดตะกุกตะกัก

เสียใจด้วย ไอ้หนู ข้าไม่ใช่โจรเสียงที่ดังจากข้างหลังนั้นคุ้นเคย...ตามความคาดหมายเจ้าสะกดรอยตามข้ามาทำไม

ธะ...โธ่! ท่านครอมนี่เอง ตกใจหมดรูอาร์คแสร้งหัวเราะอย่างโล่งอกข้าอยากคุยกับท่านมากกว่านี้สักหน่อยน่ะขอรับ พอเลิกทดสอบ ท่านก็จ้ำอ้าวออกมาไม่รอใครเลย

จะคุยทำไมไม่ร้องเรียก แต่เดินตามข้ามาจนถึงนี่

เอ้อ นั่นสิชายหนุ่มหัวเราะเฝื่อนๆข้าเห็นมันไกล...แล้วข้าก็ติดนิสัยตะโกนลั่นทุ่ง เลยกลัวคนจะแตกตื่น คือข้า...ข้าเป็นพวกชอบเดินตามคนอื่นไปหาที่คุยเหมาะๆ น่ะขอรับ

งั้นก็ดีครอมเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับคว้าข้อมือขวาของรูอาร์คไปบิดไพล่หลัง และรุนให้เดินไปทางหนึ่งตรงนั้นมีตรอกเงียบๆ แบบที่เจ้าน่าจะชอบพอดี

ชายผมแดงได้แต่ยิ้มแหยๆ และเดินไปตามการนำของคนที่ใช้มีดจี้หลังตนอยู่แต่โดยดี

ที่ในตรอกเล็กๆ นั้น ชายวัยกลางคนปล่อยมือจากชายหนุ่มและบอกให้เขาหันหน้ากลับมา แต่ยังคงยึดมีดสั้นของอีกฝ่ายไว้ และจรดคมของมันที่ลำคอของคนหนุ่มร่างสูงกว่า

ครอม...ไม่สิ...ฟีอาคราแห่งปีกสีนิลใช้มือซ้ายถือมีด แสดงว่าครั้งนี้เอาจริง

พ่อเจ้าใช้ให้มาใช่ไหม

รูอาร์คแสร้งทำหน้างง แม้จะนึกไว้บ้างว่าอีกฝ่ายอาจรู้ตัวจริงของเขาท่านรู้ได้อย่างไรกัน

ชายวัยกลางคนเงียบอยู่ นัยน์ตาสีฟ้าเทาจ้องตรงมาราวกับจะทะลุทะลวงยิ่งกว่าคมมีด

ชายหนุ่มยักไหล่และตัดสินใจจะเล่นต่อไปอีกสักหน่อยใช่ขอรับ พ่อข้าสั่งให้มาทดสอบ เขาเบื่อที่ข้าเดินเตะฝุ่นอยู่นานเป็นเดือน เลยไล่มาเป็นทหารเดนตายซะอย่างนั้น แล้วพ่อก็บอกว่า...ถ้าเจอใครในกองที่ดูเก่งดี ให้หาทางฝากตัวเป็นศิษย์เสียด้วยเลย ข้าถึงได้เดินตามท่านมานี่ละ

ข้าไม่รับศิษย์ตอแหล

รูอาร์คอ้าปากค้างกับคำหยาบไม่คาดฝันจากปากคนตรงหน้าก่อนจะโอดครวญตอแหลเลยหรือ...

แต่ที่พ่อเจ้าสั่งมานั้นสมควรแล้วฟีอาครายังพูดต่อไปอย่างเรียบเฉยต่อให้เป็นคนตอหลดตอแหล ก็ควรใช้ความตอแหลให้เป็นประโยชน์ ถึงอย่างนั้น สิ่งใดมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็...

มีโทษมหันต์ ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องย้ำหรอกขอรับชายหนุ่มยกสองมือขึ้น แบหราไว้ตรงหน้าอย่างจำนนไอ้โทษมหันต์ของท่านทำข้ากลัวหัวหดแล้ว ข้าพูดความจริงก็ได้

หัวหน้าหน่วยเรเวนไม่ตอบว่าอะไร และเพียงแต่มองต่อไปจนกระทั่งรูอาร์คพูดขึ้น

พ่อข้าสั่งให้มาสอดแนมนายของท่าน กับพวกเรเวนทั้งหมดที่มาด้วยกัน แต่ข้าไม่ได้ทำคนเดียว ป่านนี้พวกของข้าคงสะกดรอยตามคนอื่นๆ ไปกันหมดแล้ว ท่านเตือนใครไม่ทันหรอก

ไม่จำเป็นต้องเตือน เพราะงานของพวกเราไม่ใช่ความลับฟีอาคราตอบต่อให้รู้ว่าในฝูงมีเรเวนกี่ตัว ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าเรเวนทุกตัวพร้อมปกป้องนายด้วยชีวิต และทำได้ทุกสิ่งที่นายบัญชา

ขอรับ ข้าเชื่อสนิทใจชายผมแดงถอนใจเฮือกก็ออกมาจากปากของจ่าฝูงปีกสีนิลแท้ๆ นี่

ชายผมดำเพียงเลิกคิ้วเรียวขึ้นข้างหนึ่งสมกับเป็นลูกมังกรน้ำ

ที่รู้ว่าท่านเป็นใครน่ะหรือรูอาร์คทำหน้าละเหี่ยใจให้ตาย...ข้าอุตส่าห์ตั้งใจจะบอกว่าชื่นชมท่านมานานแค่ไหนเชียวนะ

เจ้าไม่เคยพบข้า แล้วจะชื่นชมข้ามานานได้อย่างไร

ก็ท่านเป็นผู้ชนะในงานประลองยุทธ์ใหญ่ตั้งห้าสมัย ครั้งที่สองที่ท่านชนะ เป็นปีที่ข้าเกิดพอดีชายผมแดงตอบตามตรงพ่อข้าชื่นชอบท่านมาก ถึงขั้นเขียนบทละครให้มีพระเอกควงดาบต้านน้ำได้ตามกระบวนท่าปีกสีนิลของท่านเลยทีเดียว แล้วยังอุตส่าห์พาข้าเข้าไปดูท่านประลองครั้งที่ห้าจนได้ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านลงประลองด้วยใช่ไหมล่ะ

ตำนานเล่าขานถึงฟีอาคราแห่งปีกสีนิลเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจดจำในชีวิตของเด็กชายที่รูอาร์คเคยเป็น

เสน่ห์ของละครคือการแสดงอันน่าตื่นตา พ่อแท้ๆ ของเขาซึ่งเป็นนักเขียนบทละครและนักแสดง จึงได้ชอบดูการต่อสู้เป็นแรงบันดาลใจ และหาทางเบียดเสียดผู้คนเข้าไปชมการประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ในเทศกาลลูคนาซัธ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามประลองของพระราชวังทุกสามปี

ฟีอาครา ตัวแทนจากมณฑลอุลทูร์เป็นหนึ่งในนักสู้ที่มีเสียงโจษจันมากที่สุดในฐานะผู้ชนะถึงห้าสมัยซ้อน พ่อเล่าว่าฟีอาคราวัยยี่สิบสามปีได้ชัยชนะตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงประลองโดยใช้ดาบมือซ้าย แตกต่างจากผู้เข้าประลองทั้งหมด

คงเป็นความแตกต่างนี้เองที่สร้างเสียงค่อนขอดว่านักรบเรเวนชนะขาดลอยเพราะได้เปรียบเป็นทุนเดิม เนื่องจากนักรบส่วนมากไม่ถนัดรับมือคู่ต่อสู้ที่ถนัดซ้ายซึ่งหาได้ยากยิ่ง สามปีต่อมา ฟีอาคราจึงกลับลงสนามประลองด้วยดาบเดี่ยวในมือขวา และไขว่คว้าชัยชนะมาได้อีกครั้งโดยไร้ข้อกังขา

ทว่าเขาไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ครั้งที่สามที่ฟีอาคราลงประลอง เขาพัฒนาการใช้ดาบสองมืออย่างพวกโจรสลัดจนถึงขั้นเอกอุ รวมถึงถวายการแสดงพิเศษซึ่งแฟคท์นาทูลเสนอต่อหน้าพระที่นั่งอย่างภูมิใจ

นั่นคือกระบวนท่าปีกสีนิล

เป็นกระบวนท่าที่ไม่มีสิ่งใดซับซ้อนยุ่งยาก ทว่าน่าตื่นตาในความเรียบง่ายถึงที่สุด ฟีอาคราควงดาบทั้งสองมือรวดเร็วปานกังหันต้องพายุหรือนกกระพือปีก ปัดป้องน้ำซึ่งถูกสาดเข้าใส่ตนเองเป็นถังๆ ได้โดยไม่เปียกเลยแม้แต่นิดเดียว

ชายหนุ่มยังคงลงประลองต่อมาอีกสองครั้ง โดยใช้ดาบมือซ้ายบ้าง มือขวาบ้าง หรือทั้งสองมือตามแต่อัธยาศัย ก่อนจะถอนตัวไม่ลงประลองเป็นครั้งที่หกในปีที่ตนมีอายุสามสิบแปดถ้วน ซึ่งยังเป็นปีสุดท้ายที่มีการประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ชองธีร์ดีเร ก่อนที่การลอบปลงพระชนม์ในอีกสองปีต่อมาจะทำให้งานสมโภชทั้งมวลถูกยกเลิกไปโดยไม่มีกำหนด

เจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเจ้ามณฑล?” เสียงถามของหัวหน้าหน่วยเรเวนดึงความคิดของรูอาร์คกลับขึ้นจากความหลัง

โห...หน้าตาข้าหล่อกว่าลุงมังกรตะไคร่เกาะตั้งเยอะ ท่านน่าจะมองออกตั้งนานแล้วนาชายผมแดงทำหน้าซังกะตาย เมื่อสีหน้าของอีกฝ่ายยังไม่แปรเปลี่ยน “...ท่านนี่ไม่รับมุกเอาเสียเลย

ฟีอาคราจ้องมองรูอาร์คอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยเรียบๆเจ้าพูดความจริง

ใครเขาโกหกเรื่องนี้กันบ้างเล่าชายหนุ่มอุทธรณ์ท่านปฏิเสธได้หรือว่าข้าไม่หล่อ...เอ่อ ข้าจะเอาจริงแล้วขอรับ

มีดซึ่งกดเข้ามาใกล้เพราะคำยวนถอยออกห่างให้กระรอกแดงได้หายใจคล่องคอขึ้นบ้าง

แม่ข้าเป็นน้องสาวของมังกรน้ำ ส่วนพ่อแท้ๆ ของข้าชื่อคริสเตอร์ ถ้าไม่โดนนักเลงแทงตายในร้านเหล้า ป่านนี้คงเป็นนักแต่งบทละครชื่อดังก้องธีร์ดีเรอย่างอิเลียมแห่งโรงละครเถระดำไปแล้ว ตอนที่พ่อแม่ข้าตาย ข้ายังคิดจะเดินเท้าเปล่าไปจนถึงอุลทูร์เพื่อขอเข้าหน่วยเรเวนเป็นศิษย์ท่านเลย...ถ้าไม่โดนไอ้พวกขโมยมันดึงตัวไว้ แล้วลุงข้าก็เก็บกลับมาชุบตัวเสียก่อน

รูอาร์คพูดออกไปตามตรงเพราะไม่คิดว่าคนอย่างฟีอาคราจะนำความจริงนี้ไปบอกต่อคนอื่นเพื่อเล่นงานตนแต่อย่างใด และอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ใส่ใจว่าหากชายหนุ่มซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทายาทที่เหลืออยู่คนเดียวของเจ้ามณฑลยาร์ลาธถูกเปิดโปงชาติกำเนิดว่าเป็นเด็กนอกชนชั้น ผลจะออกมาเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายของนายตนอย่างไรด้วย

ข้าไม่มีเวลามาเล่นหัวกับเจ้าชายวัยกลางคนพูดขึ้นก่อนจะพยักพเยิดไปทางปากตรอก และขว้างมีดของรูอาร์คไปทางนั้น มันร่วงลงบนพื้นห่างออกไปราววาหนึ่งไปเสีย และอย่าได้ตามมาอีก

ชายหนุ่มไม่คิดจะฝ่าฝืน ทั้งเพราะไม่ได้ต้องการล้วงข้อมูลจากอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ และยังคงห่วงสวัสดิภาพในชีวิตอยู่ เขาจึงได้เดินไปเก็บมีดของตน กระนั้นก็ยังไม่วายเหลียวกลับไป...

และพบว่าไม่มีใครอยู่ที่ในตรอกนั้นอีกแล้ว

อีกาผีรึไงนั่น...รูอาร์คนึกอยู่ในใจ

 

เมื่อดูลัสตื่นขึ้น เขาก็เห็นฟ้านอกหน้าต่างกลายเป็นสีม่วงส้ม ชายหนุ่มสบถก่นด่าตนเองอยู่ในใจขนานใหญ่ รวมถึงลามไปตำหนิเกอร์มอนซึ่งนั่งเฝ้าตนอยู่หน้าประตูห้องมาโดยตลอดและรีบลุกขึ้นยืนมารับคำสั่ง

ข้าหลับไปนานเท่าไร

หนึ่งคืนกับหนึ่งวันเต็มๆ ขอรับ

แล้วทำไมไม่ปลุก เกิดพวกศัตรูมันลงมือทำอะไรขึ้นมาจะเป็นอย่างไร

ท่านหัวหน้าสั่งงานให้พวกเราทุกคนแยกย้ายไปจับตามองแล้วขอรับ และให้ข้าอารักขาท่าน ท่านหัวหน้าบอกว่าไม่ต้องปลุก แต่รอให้ท่านตื่นขึ้นมาเอง

ดูลัสตั้งท่าจะพูดต่อไปว่าหากเกอร์มอนเฝ้าอยู่เพียงคนเดียวแล้วพวกศัตรูยกพลมาจับกุมหรือลอบสังหารเขาจะเป็นอย่างไร แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่ามังกรน้ำย่อมไม่ทำอะไรเอิกเกริกเช่นนั้น

หากว่าพระคู่หมั้นดูลัสถึงแก่ความตายหรือหายสาบสูญไปในยาร์ลาธ เจ้ามณฑลเบเรคจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อีก และชาวอุลทูร์ทั้งมวลก็จะเห็นคนยาร์ลาธเป็นศัตรูในทันที

กระนั้น ดูลัสก็เกลียดความรู้สึกเช่นนี้ ...ความรู้สึกที่ว่ามีเรื่องที่ตนไม่รู้ หรือมีสิ่งที่ตนพลาดไปกับเวลาที่ล่วงเลย...เวลาที่เขาควรตื่นอยู่ และจัดการทุกสิ่งให้เรียบร้อยด้วยตนเอง

ครั้นเห็นเขาเงียบอยู่ เกอร์มอนก็ถามว่าจะให้สั่งอาหารหรือไม่ ชายหนุ่มไม่รู้สึกหิว แต่ก็รู้ว่าควรเตรียมร่างกายให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ จึงได้ตอบรับ

แล้วคนสนิทจึงได้ออกไปจากห้อง แต่เปิดทางให้ใครอีกคนเข้ามาเฝ้าแทน

อาจารย์ดูลัสทักชายคนนั้น

สีหน้าของท่านยังไม่สู้ดีฟีอาครานั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งเกอร์มอนเคยนั่ง และเอ่ยเสียงเรียบเช่นเคยเมื่อกินอิ่มแล้วก็รีบนอนพักอีกสักคืนเถอะ

ข้าว่าข้านอนมากเกินไปแล้ว

ไม่มีคำว่ามากเกินไปสำหรับกายและใจที่อ่อนล้า

คำคมอีกแล้ว...มีหลายครั้งที่ดูลัสนึกทึ่งกับวาจาของครูดาบตน แต่เวลานี้เขาต้องห้ามความรำคาญ

ข้าไม่เหนื่อย หรือต่อให้เหนื่อยก็ไม่ควรจะหลับจนเสียเวลาไปวันเต็มๆ อย่างนี้ชายหนุ่มพูดไปแล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตนไม่ควรจะหลับยาวนานขนาดนี้ได้ด้วยตนเองท่าน...วางยาข้าหรือ

ฟีอาคราเพียงพยักหน้าเรียบๆ แต่กลับยังให้คนหนุ่มเกิดโทสะขึ้นมาและต้องข่มมันไว้อย่างยากเย็น

หากท่านไม่ได้กลิ่นไหม้ของใบยาในอาหาร ประสาทรับรู้ย่อมล้าจนสมควรพักผ่อนยิ่งแล้ว ต่อให้ตื่นเร็วกว่านี้ก็อาจไม่มีประโยชน์อะไร คนเหนื่อยอ่อนว้าวุ่น โอกาสตัดสินใจผิดพลาดย่อมมากเป็นเท่าทวีชายวัยกลางคนอธิบายทั้งพระมหาเถระ และครอบครัวคนทรายที่ท่านอยากพบย่อมไม่เร่งหนีหายไปไหน และข้าเห็นด้วยกับเจ้ามณฑลยาร์ลาธ หากเจ้าหญิงเสด็จมาที่นี่จริง พระองค์ย่อมหาทางติดต่อท่านผู้สำเร็จราชการโดยเร็ว เมื่อทรงทราบว่าท่านมาถึงที่นี่ มีหรือจะไม่ให้เข้าเฝ้า

หัวหน้าหน่วยเรเวนสรุปให้เสร็จสรรพจนกระทั่งดูลัสได้แต่ถอนหายใจอย่างจำนน

ท่านเฝ้าอยู่ข้างนอกตลอดหรือชายหนุ่มตั้งคำถาม

มิได้ เมื่อเช้าข้าไปพบพ่อของเด็กคนทรายนั่นมา

นัยน์ตาของผู้ฟังเบิกกว้างขึ้นทันที ขณะที่ฟีอาคราเล่าต่อไปอย่างเรียบเฉยถึงเรื่องการคัดเลือกสมาชิกหน่วยย่อยและการประลอง

ที่เกอร์มอนพูดไว้นั้นไม่ผิด เขาอาจเอาชนะข้าได้

นั่นเพราะท่านใช้ดาบแค่มือขวาไม่ใช่หรือดูลัสรีบแย้ง

เขาเองก็ไม่ได้ใช้ดาบที่ถนัด

แต่ถ้าเป็นเพลงดาบปีกสีนิล...ชายหนุ่มนึกภาพอาจารย์ของตนควงดาบทั้งสองมือรวดเร็วปานจักรผัน กระทั่งไม่อาจมีสิ่งใดเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้แม้แต่น้ำสักหยด

แม้เพลงดาบปีกสีนิลก็มีช่องว่างสำคัญ แต่เอาเถิด นั่นคือสิ่งที่ท่านควรรู้เมื่อฝึกฝนไปถึงขั้นนั้นฟีอาคราเปลี่ยนเรื่องในทันใดพรุ่งนี้ ท่านคิดว่าจะทำอะไรนอกจากพบพระมหาเถระลูเธียน

เมื่อวาน เขาประชุมกับอาจารย์แล้ว และมอบหมายให้นักรบหน่วยเรเวนคนหนึ่งเดินสารไปยังอารามใกล้หมู่บ้านอาแดร์เพื่อขอนัดหมายเข้าพบพระมหาเถระในวันรุ่งขึ้น แต่นอกจากนั้นก็ยังไม่มีเป้าหมายใด

ท่านมีอะไรจะเสนออย่างนั้นหรือ

ชายวัยกลางคนพยักหน้าหลังการประลอง ข้าได้พูดคุยกับซิอ์บุลเล็กน้อย และบอกว่าพรุ่งนี้เราจะแวะไปดื่มน้ำชาที่บ้านของเขา

ดูลัสเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เขาตะลึงงันจนแทบไม่ได้ยินคำพูดต่อมา

เขาบอกว่าพรุ่งนี้เด็กคนทรายนั่นยังต้องไปทำงานที่ศาลาเมือง คงจะไม่ได้อยู่พบท่าน แต่ท่านก็ไม่ได้อยากพบมันอยู่แล้วนี่นะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #34 me-dog (@dogfonza) (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 20:17
    ขำรูอาค 55
    เป็นตัวสร้างสีสันที่ดีงามอย่างยิ่งในเรื่องที่มีแต่มนุษย์เจ้าเหตุผลเจ้าแผนการ มีภูมิหลังอึนๆ ทึมๆ หรือทั้งสองอย่าง (แม้จะรู้สึกว่าแบ็คสตอรี่นายก็ไม่ได้ดราม่าด้อยไปกว่าใครก็ตามที)
    แก้เลี่ยนสองหน่อที่หวานจนน้ำตาลขึ้นนั่นได้ด้วย (ขอโทษนะอาเมียร์ orz)
    #34
    1
    • #34-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 66)
      14 ตุลาคม 2560 / 21:24
      555555 รูอาร์คนี่เป็นตัวที่ไรต์เขียนแล้วสนุกมากเหมือนกันค่ะ สไตล์หนุ่มแคร์ฟรีไม่มีเครียดจริงๆ
      #34-1