The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,814 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    98

    Overall
    5,814

ตอนที่ 48 : 18 - ไขว่คว้า "เมื่อถึงเวลานั้น...แอชลีนน์ เจ้าจะเป็นราชินีของข้าได้ไหม"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 ก.ย. 60

บทที่ ๑๘

ไขว่คว้า

 

ไยจึงลืม ไยจึงลืม ไยจึงลืม ไยจึงลืม

อาเมียร์ได้ยินเพียงถ้อยคำนั้น ดังอึงอลซ้ำไปมาอยู่ในศีรษะขณะที่ภาพทะเลมืดของธีร์ดีเรแปรกลายเป็นทะเลอีกแห่ง...ทะเลซึ่งสะท้อนภาพแสงไฟพวยพุ่ง และเงาเงื้อมของซากเมืองที่กำลังมอดไหม้

ทะเลที่เจ้าชายทัมมุซในวัยสิบเอ็ดชันษามองทั้งอัสสุชลนองหน้า...ในครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นอาณาจักรของตน

เด็กหนุ่มก้มหน้าลงหนีภาพซึ่งดูราวกับภาพหลอนนั้น แต่ครั้นเห็นผืนน้ำที่ริมกราบเรือก็ต้องเบิกตาโพลงยิ่งกว่า

...ไยจึงลืม...

เบื้องหน้ามีเด็กชายตัวเปลือยเปล่าผมยาวสยาย หน้าตาเหมือนกับตัวเขา ผิดกันเพียงมีดวงตาสีทองเจิดจ้า

เด็กนั้น...ภูตพรายพิลึกพิลั่นที่เขาเคยเห็นในทะเลใต้คุกกรงน้ำครั้งนั้น เวลานี้ไม่ได้อยู่ใต้น้ำ แต่เกาะอยู่บนกราบเรือได้ราวกับกำลังหมอบบนพื้นราบ ...มิหนำซ้ำยังคืบคลานเข้ามาใกล้...เร็วขึ้น...เร็วขึ้น

อาเมียร์ไม่ทันตั้งตัวเลยเมื่อมือซีดขาวทั้งสองของเด็กชายตะปบเข้าที่ไหล่ ดึงตัวเขาลงไปสู่ความมืดมิดเย็นเยียบรอบด้าน

 

เจ้าเปี๊ยก!

แอชลีนน์ได้สติเอาเมื่อถูกตบเข้าที่แก้ม จนใบหน้าเปียกชื้นสะบัดไปทางหนึ่ง แม้จะไม่ได้แรงมากนัก

ที่อยู่ตรงหน้าเธอคือรูอาร์ค รูอาร์คซึ่งยังสวมช้องผมกับหนวดปลอมอยู่ ทว่าสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

เกิดอะไรขึ้น อาเมียร์ไปไหน อย่าบอกนะว่าตกเรือ?”

เด็กสาวได้แต่พยักหน้าเมื่ออีกฝ่ายถามแล้วสรุปเองเสร็จสรรพ

ตั้งสติดีๆ รออยู่นี่ ห้ามโดดลงไปช่วยเองเด็ดขาด ถ้าเห็นเขาโผล่ขึ้นมาก็บอกให้แข็งใจประคองตัวไว้ ข้าจะรีบไปตามคนมาช่วย

เด็กหนุ่มผมแดงพูดเท่านั้นก็ไม่รอฟังคำตอบ แต่วิ่งตึงตังพลางตะโกนไปยังอีกทางโดยเร็ว ทิ้งให้แอชลีนน์ได้แต่โน้มตัวเกาะกราบเรือด้วยสองมือสั่นเทา บังคับตนเองให้มองลงไป บอกตัวเธอที่ยังหวั่นผวาว่านี่ไม่ใช่ความฝัน...ไม่ใช่ฝันที่เธอไม่อาจไขว่คว้าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ไอลีชไว้ได้

อาเมียร์! ขึ้นมาเร็วสิ!เด็กสาวร่ำร้องท่านต้องไม่เป็นไร...ต้องไม่เป็นไรนะ!

...ไร้วี่แวว...

มีเพียงน้ำที่ยังกระเพื่อมไหวโอบล้อมเรือ เกลียวคลื่นที่ซัดสาดต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องราว แต่ไม่มีวี่แววของเด็กหนุ่ม ไม่มีมือหรือศีรษะของเขาโผล่ขึ้นมาเลย

แอชลีนน์พยายามห้ามน้ำตาอย่างไร้ผล ทะเลมืดในคลองจักษุยิ่งพร่าเลือนลงทุกที...ยิ่งมัวหม่นและบิดเบี้ยวเหมือนฝันร้าย

เธอไม่อยากทำได้แค่นี้เลย ถ้าเพียงแต่ลงไปช่วยเขาได้ละก็...

ชั่วแวบหลังความคิด...เด็กสาวรู้สึกเหมือนมีลมแรงพัดผ่านวูบหนึ่ง

หางตาของเธอทันเห็นเพียงร่างเงาคนสีดำๆ กระโจนลงไป ก่อนที่ผืนน้ำจะแตกกระจายเป็นฟองขาวพร้อมเสียงดังครืนครัน บ่งบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้อุปาทานไปเอง

จะเป็นใคร...แอชลีนน์ไม่ได้สนใจเลย เธอจดจ่ออยู่แต่กับการร่ำร้องภาวนา ขอแค่เขาช่วยอาเมียร์ขึ้นมาได้ก็เพียงพอแล้ว

 

มืดมิด และหนาวเย็น

...เหมือนกับครั้งนั้น...

อาเมียร์รู้สึกรางๆ ...เหมือนร่างกายของตนกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงน้ำ ราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวน เขาพยายามกลั้นหายใจ รวบรวมเรี่ยวแรงขยับแขนขา ไขว่คว้าหนทางขึ้นไปสูดอากาศ แต่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมดิ่ง ไม่ต่างจากครั้งที่คุกกรงน้ำอีกเช่นกัน

...ไยจึงลืม...ลืมไปได้อย่างไร...สิ่งที่ทำให้ข้าเป็นข้า...และเจ้าเป็นเจ้า...เสียงเล็กๆ ของเด็กชายทวงถามอีกครั้ง

...สิ่งที่ทำให้เราเป็นเรา’...

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นในน้ำเค็มได้โดยไม่รู้สึกแสบเคืองและเห็นชัดเจนอย่างประหลาดอีกครั้ง นัยน์ตาสีทองนั้นอยู่ห่างจากนัยน์ตาของตนเพียงหนึ่งฝ่ามือ ดวงหน้าอ่อนเยาว์เหมือนกับกระจกสะท้อนตัวเขาในอดีต บิดเบี้ยว ทรมาน ฉายแววทั้งตัดพ้อ...เคืองแค้น...และโหยหา

นัยน์ตาที่ทำให้เขาเบิกตาโพลง...เมื่อนึกถึงเงาสะท้อนของดวงตาคล้ายกันที่ตนเคยเห็น

ใช่ อาเมียร์เห็นเงาสะท้อนของดวงตาของตน ในดวงตาสีฟ้าเยียบเย็นเหมือนห้วงน้ำของชายอีกคน...พระเถระมาดายผู้ชรา

แกต้องตายที่นี่... เสียงของชายชราดังก้องขึ้นในใจ ...พวกแกทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่! ไอ้ปีศาจ!

พร้อมกับเสียงนั้นคือแรงมือที่บีบรัดลำคอ และความปวดแสบร้อนยิ่งกว่าเพียงเค้นด้วยกำลัง แสงสว่างปรากฏขึ้นแวบๆ ที่เบื้องล่างของคลองจักษุ มาดายกำลังใช้มนตราแห่งแสงสว่างใส่เขา

อย่านะ! อย่าทำร้ายพี่อาเมียร์นะ! นั่นเป็นเสียงเร่งร้อนสั่นเครือของนาสิรา

หลีกไป! นังเด็กเกะกะ!

เสียงกรีดร้องของเด็กหญิง

เด็กชายเห็นทางหางตา...ร่างของน้องสาวของเขากระเด็นไปไกลหลังจากแสงสว่างวาบ ตกกระทบครูดพื้นเต็มแรง จากนั้นจึงมีเสียงร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บปวด

แล้วบางสิ่งก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นในใจของเด็กชาย

ฆ่า!

ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า

เงาดำเริ่มปั่นป่วนรอบกายเขา

อาเมียร์ไม่ได้มองเห็น แต่รู้ พวกมันก่อร่างขึ้น ทั้งที่เป็นรูปร่างอย่างมนุษย์ อย่างสัตว์ และที่เป็นเพียงกลุ่มหมอกฝุ่นธุลี ชายชราผู้คุกคามร้องอย่างตกใจและปล่อยมือจากคอของเขา กลับโบกเปะปะอย่างจนตรอกขณะที่ความมืดรุมล้อมเข้ามา

...เจ้าชาย เราจะฆ่ามัน เราจะฉีกกระชากมันเป็นชิ้นๆ ตามบัญชาของท่าน...

...ประสงค์ของท่านคือประสงค์ของเรา...

ใช่ ประสงค์ของพวกมันคือประสงค์ของเขา อาเมียร์รับรู้และเชื่อตามนั้น เขาจะสั่งมันให้บิดหักแขนขา ฉีกกระชากเนื้อหนัง บีบรัดเส้นเลือดไอ้คนชั่วช้า บดขยี้อวัยวะภายในของมันให้แหลกเป็นภัสม์ธุลี...

...ก่อเกิดเป็นน้ำพุสีแดงฉาน...

หากมิได้อยู่ในสภาพกึ่งภวังค์ ร่างกายของอาเมียร์ซึ่งจมอยู่ในทะเลของอ่าวเมอร์คาห์คงคลื่นไส้อาเจียน หรือถึงแก่สิ้นสติไปเพราะภาพที่เห็นแล้ว ทว่าเด็กหนุ่มยังคงซึมซับภาพที่ผุดขึ้นในใจเข้าไปอย่างรวดเร็ว...ดุจทรายซึมซับน้ำอย่างหิวกระหาย

ทีแรก เขานึกว่าเลือดที่พวยพุ่งเหล่านั้นเป็นของมาดาย แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่าไม่ใช่ เสียงร้องนั้นอึงอลจนเกินไป เลือดเหล่านั้นมากมายเกินไป...แทรกซึมลงในผืนทรายสูงต่ำใต้แสงอัสดง ผิดกับอาคารก่อศิลารายรอบตัว เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับเถระชรา

...กองศพ...

ชายมากมาย สวมเสื้อคลุมและโพกผมอย่างชาวทราย ดาบโค้งหรืออาวุธอื่นๆ ของพวกเขากองระเกะระกะ บ้างอาบเลือดของตนเอง ในหมู่คนเหล่านั้น...บ้างยังมีลมหายใจรวยรินอยู่ บ้างยังร้องครวญคราง

แต่มีเพียงเสียงเดียวเท่านั้น ที่จับใจของอาเมียร์

เสียงของผู้หญิง

เสียงของแม่

นัยน์ตาของเด็กชายกวาดไป...จนเห็นร่างที่แต่งกายผิดแผกจากคนอื่น...ร่างของแม่ที่คู้กาย โอบอุ้มนาสิราไว้แนบอก...แม่ที่มีรอยแผลชุ่มเลือดน่ากลัวบนแผ่นหลัง...

ราวกับในฝันสีแดง ฝันซ้ำฝันซาก หลายครั้งหลายครา

เด็กหนุ่มอ้าปากจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา...กลับมีเพียงความรู้สึกเหมือนบางสิ่งหลั่งไหลเข้าไป

...สิ่งที่ไม่ใช่น้ำทะเล ทว่าหนาหนักกว่า และขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเองราวกับมีชีวิต...

แทรกซึม...ซอกซอน จากลำคอสู่ทรวงอก แล่นพล่าน เลื้อยไปยังที่ต่างๆ ราวกับฝูงงู...

ตื่น! ท่านจะเปิดรับมันเข้าไปไม่ได้!

...เสียงของผู้หญิง?

อาเมียร์รู้สึกเหมือนตนลืมตาขึ้นอย่างงุนงง เห็นสีดำขวางกั้นหน้า แยกตนออกจากเด็กชายผู้มีนัยน์ตาสีทองซึ่งจ้องตรงมาอย่างเคืองแค้น

ไม่ทันได้ปะติดปะต่อสิ่งใด สีดำนั้นก็สะบัด...สร้างสีดำอันมืดมิดยิ่งกว่าบดบังคลองจักษุ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกได้ว่าร่างของตนถูกโอบรัดแน่นหนาและพาแหวกน้ำทะเลขึ้นไปข้างบน

อดีตเจ้าชายแห่งอาณาจักรสาบสูญค่อยรู้สึกผ่อนคลาย...แต่ก็เพียงครู่เดียว...ก่อนความร้อนวาบจะกระจายไปทั้งร่าง จากศีรษะและลำคอ สู่ท้อง สู่แขนขา สู่หัวใจ ปวดร้อนเสียจนจะดิ้นทุรนทุราย

ทว่าไม่ทันได้ทำเช่นนั้น...สำนึกรู้ตัวทั้งมวลของอาเมียร์ก็พลันดับลงเสียก่อน

 

เจ้าน้องชาย! พี่เจ้าโผล่ขึ้นมาไหม!

แอชลีนน์หันขวับไป เห็นรูอาร์ควิ่งมาพร้อมกับชายร่างเล็กอีกคนซึ่งมีเชือกขดใหญ่ทนทานคล้องติดไหล่มาด้วย

ยะ...ยัง แต่ข้า...ข้าคิดว่ามีคนกระโดดลงไปช่วยเขาเด็กสาวพยายามตั้งสติแต่มันมืด แล้วเขาก็เร็วมาก ข้าไม่ทันเห็นเลยว่าเป็นใคร

รูอาร์คหรือใครอีกคนนั้นไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งก็กู่ขึ้นจากผิวน้ำเสียก่อน

แอชลีนน์รีบชะโงกดูอีกครั้ง เห็นร่างเงาของใครบางคนโบกมือไหวๆ ...โดยมีศีรษะที่ตกพับไร้เรี่ยวแรงของอาเมียร์อยู่ใกล้ๆ

อยู่นั่นแล้วชายที่มากับรูอาร์คพูด แล้วก็รีบโยนเชือกที่มัดเป็นบ่วงบาศก์ขนาดใหญ่ลงไป แล้วเด็กหนุ่มผมแดงในคราบพ่อค้าจึงรีบคว้าปลายเชือกอีกทาง มัดมันเข้ากับตะขอยึดเชือกที่ใกล้ที่สุดบนกราบเรือทันที

ไม่ช้า ร่างของอาเมียร์ก็ถูกมัดเชือกเป็นบ่วงที่ใต้อกให้ดึงขึ้นมาได้ แล้วคนทั้งสามบนเรือจึงช่วยกันออกแรงดึงเขาขึ้นมา จนสุดท้าย รูอาร์คก็รัดไหล่ทั้งสองของเด็กหนุ่มผมดำไว้จากข้างหลัง พาเขาข้ามกราบเรือมาสำเร็จ

ทว่าร่างของเขายังปวกเปียก เนื้อตัวเย็นชืด ผิวซีดเผือด ดวงตาปิดสนิท

แอชลีนน์เริ่มตื่นรน เมื่อเห็นผู้ปฐมพยาบาลเอาแต่ดูอยู่เงียบๆ

อา...พี่เอลม์! พี่เอลม์! ตื่นสิ! ฟื้นขึ้นมาสิ!เธอตรงเข้าไปเขย่าตัวเขา ทว่าเรียกเท่าไร...ก็ไม่มีการตอบสนอง

หนำซ้ำ...ดูเหมือนเขาจะไม่หายใจ...

ไม่นะ...อาเมียร์จะตายไม่ได้...เขาคงไม่...

เจ้าเปี๊ยก! เขย่าแบบนั้นจะได้เรื่องที่ไหนเล่า!เด็กหนุ่มผมแดงซึ่งดูจะมีสติมากกว่าเอ็ดเข้า ขณะที่ชายอีกคนคุกเข่าลง แตะปลายนิ้วที่ข้างคอของเด็กหนุ่มผมดำ

ชีพจรยังเต้นอยู่ ถึงจะเบาครั้นชายแปลกหน้าพูดจบ ร่างที่นอนนิ่งมาตลอดก็กระตุกเฮือกจนเด็กสาวชะงักถอย แล้วเขาก็เริ่มสำลักและไออยู่อีกครู่ ถึงจะยังไม่รู้สึกตัว

ชายคนนั้นพลิกตัวอาเมียร์นอนตะแคง เอานิ้วอังจมูกอยู่อีกครู่ก็ถอนหายใจ

พาเขาไปเช็ดตัวที่ห้อง ห่มผ้าให้ตัวอุ่น แล้วรีบไปตามหมอมาเถอะเขาบอกก่อนจะขอให้รูอาร์คช่วยกันหิ้วปีกอาเมียร์ขึ้นแล้วเดินนำหน้าเด็กสาวไป

แอชลีนน์ค่อยใจชื้นขึ้นบ้าง แม้จะไม่อาจหายกังวลทั้งหมด โชคยังดี ยังมีคนลงไปช่วยเขา แล้วผู้ชายคนนี้ก็ยังรู้วิธีปฐมพยาบาล...

แต่เมื่อนั้นเอง เจ้าหญิงเพิ่งตระหนักได้

เดี๋ยวก่อน แล้วคนที่โดดลงไปพาเขาขึ้นมาล่ะ

เขาไม่เป็นไร เห็นพวกเจ้ากำลังยุ่งอยู่ เลยรีบไปผลัดเสื้อผ้าก่อนชายแปลกหน้าที่ช่วยพยุงอาเมียร์ตอบ เด็กสาวเพิ่งสังเกตในตอนนั้นว่าเขาโพกศีรษะเหมือนชาวทะเลทราย

เมื่อได้รับคำตอบในทางดี แอชลีนน์ก็โล่งใจจนไม่เหลือความสงสัยอย่างอื่น และกลับมาเป็นห่วงเพื่อนร่วมทางซึ่งเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาหมาดๆ อีกครั้ง

เธอจึงไม่ได้สังเกต ว่าบนพื้นกระดานเรือ ตลอดจนบันไดทางลงไปยังห้องพัก ไม่มีรอยเท้าเปียกน้ำของใครก็ตามที่กระโดดตามอาเมียร์ลงไปเลยแม้แต่น้อย...

 

ในท้องเรืออันเป็นที่นอนพักของบรรดาผู้โดยสารชั้นสามและลูกเรือโดยทั่วไป ทุกๆ คนในที่นั้นหลับใหลไม่รับรู้สิ่งใด ประหนึ่งต้องคำสาปให้จมอยู่ในห้วงนิทรา

เว้นเพียงคนเดียว

ร่างเล็กบอบบางของคนผู้นั้นคู้พิงผนัง หอบหนักจนทรวงอกกระเพื่อมและตัวไหวโยน ราวกับเพิ่งออกแรงหนักเกินกำลังไปเมื่อครู่ที่ผ่านมานี้เอง

กระนั้น ไหล่ทั้งสองของมาลิอาก็กระตุกวูบหนึ่งเมื่อรู้สึกได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ด้านหลัง

นัยน์ตาของเธอไม่อาจมองเห็น แต่สัมผัสเฉพาะตัวของผู้มีโลหิตดำในกายยังคงเฉียบคม...ยิ่งไม่นับว่าผู้มาเยือนมิได้ตั้งใจปิดบังอำพรางตัวตนแต่อย่างใด

ไม่มีมนุษย์ผู้ใดรับรู้ภาพเงาดำที่ขยับไหว แทรกตัวผ่านรอยแยกของไม้กระดานเข้ามา ครั้นแล้วก็ก่อร่างเป็นรูปคน ตัวเล็กเหมือนเด็กราวสิบขวบ และมีดวงตาทั้งสองเป็นแสงสีทอง

...แส่นัก...นังทรยศ...

แม่มดดำหันกลับไป ดวงหน้าแลตรงไปทางร่างเงาซึ่งแทบมิได้สูงไปกว่าตน ร่างกายของเธอยังคงหอบจนไม่อาจใช้เสียงพูด ทว่าเพียงเสียงจากจิตก็สื่อคำตอบโต้ให้อีกฝ่ายได้ชัดแจ้ง

...เคยบอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าตราบใดที่มาลิอายังมีตัวตนอยู่ ก็จะไม่มีวันปล่อยให้เทพองค์นั้นได้ทำสำเร็จสมใจเป็นอันขาด...

...หึ... อีกฝ่ายโคลงศีรษะอย่างเยาะหยัน ...อย่าโอหังนักเลย เจ้ามันก็แค่ชิ้นส่วนที่ผิดพลาด ยิ่งอยู่ในร่างเนื้อผุพังแบบนั้นแล้วจะทำอะไรได้...

...แต่อย่างน้อย...มีร่างเนื้อก็ยังดีกว่าไม่มีกระทั่งร่างกายให้สิงสู่อย่างใครบางคนหรอก ...หรือจะปฏิเสธว่าไม่จริง... เด็กสาวในชุดนางรำย้อนถาม ริมฝีปากสีสดค่อยๆ คลี่เป็นรอยยิ้มหยัน ...ไม่อย่างนั้น จะอุตส่าห์ทิ้งร่างเนื้อผุพังของตัว แล้ววิ่งแร่มาถึงนี่เพื่อทวงหาร่างหนุ่มแน่นแข็งแรงที่ครองคัมภีร์อนธการอยู่ทำไม...

ลมแรงพัดวูบหนึ่ง

คมสีดำหยุดอยู่เพียงเบื้องหน้าศีรษะของมาลิอา

มันยืดยาวต่อเนื่องมาจากมือของเงาดำ ราวกับคมดาบ รอเชือดเฉือน ทิ่มแทง

...ฆ่าพวกที่มีร่างกายน่ะ...ง่ายนิดเดียว...

...ก็ลองดูสิ... แม่มดดำแตะที่ทรวงอกของตนซึ่งปรากฏเส้นสายสีขาวสว่าง เรืองขึ้นราวกับตราอักขระที่มีปฏิกิริยาตอบรับต่อมนตร์มืด ...หากอยากถูกสะกดไว้ที่นี่ ถ่วงให้จมก้นทะเลเป็นร้อยเป็นพันปีเสียเลย...

ผู้คุกคามนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะเข่นเสียง

...นี่เจ้า...กับไอ้นักบวชนั่น...

...อ้อ เราก็แค่ทดลองอะไรนิดหน่อย...มาลิอารับ...แต่ถ้าได้ผล ข้าก็ยิ่งกว่ายินดีสละตัวเองแหละนะ...

หมอกควันสีดำจากร่างเบื้องหน้ายิ่งแผ่พุ่งกราดเกรี้ยว กดดัน แม้ยังไม่ทำอันตรายเด็กสาว

...หรือท่านจะลองแก้สะกดดู ดึงไอ้เฒ่านักบวชอลัชชีนั่นมาช่วยก็ได้...นางรำเสนอ...อ้อ...แต่ตอนนี้คงไม่ได้สินะ มาในสภาพตัวเปล่าอย่างนี้ แสดงว่าทิ้งมันนอนตายไว้ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ...

...เกิดมีใครมาเก็บศพมันไปตอนท่านไม่อยู่...คงสนุกน่าดูชม...

คมสีดำเสือกออกมาข้างหน้า

ไม่ได้ต้องร่างของแม่มดในคราบนางรำแม้แต่นิด...ทว่าทิ่มแทงเข้าที่สิ่งที่เธอใส่ถุงคาดไว้ที่เอว

ครั้นเงาดำชักคมอาวุธกลับ กล้องยาไม้ก็ติดมาด้วย...และถูกฟันแตกกระจัดกระจายยับเยินด้วยปลายเงาซึ่งแยกตัวออกจากคม ดุจเกลียวเชือกคลายตัวเป็นเส้นไหมที่มีความคมนับสิบสายนั่นเอง

ทั้งเศษกล้องและผงยาที่ยังคงค้างอยู่ภายในตกกระจัดกระจายบนพื้นเรือ

มาลิอาไม่ตอบว่าอะไร เธอเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่เมื่อเงาดำสะบัดกายหันกลับ

...เช่นนั้นก็ลองดู ว่าถ้าไม่มียาน่าสมเพชนั่น ร่างมนุษย์ผุพังของเจ้าจะนอนตายให้ถูกเก็บศพไปตอนไหน...

ร่างเงาของผู้บุกรุกพลันโน้มลง แปรจากเค้าร่างอย่างมนุษย์เป็นหมอกดำไร้รูปทรง เคลื่อนกายหายออกไปทางรอยแยกของแผ่นไม้อีกครั้ง

เมื่อนั้นเอง ร่างของเด็กสาวจึงได้ทรุดฮวบลงอย่างไร้แรง ลมหายใจยิ่งขาดห้วงหวีดแหลม ราวกับกลั้นอาการมานานต่อหน้าศัตรู

ไม่ไหว...ถึงขีดจำกัดจริงๆ แล้วหรือ...

มาลิอารู้ว่าสิ่งจำเป็นยังอยู่แค่ใกล้มือ ขอเพียงแค่อดทนไว้อีกนิด ไขว่คว้าให้ถึงมัน...

ย่ามสัมภาระของเธออยู่ในมุมตรงนั้น หากยังมีเรี่ยวแรงใช้พลังได้ ก็คงใช้ภูตกาดำบินไปนำมาให้สบายๆ ...ทว่าไม่ไหว แค่ใช้ภูตเงาลงไปขวางหน้าเจ้าชายแห่งความมืด และพาร่างมนุษย์ของเขากลับขึ้นมาเมื่อครู่ก่อนก็เต็มกลืนเสียแล้ว

ถึงอย่างนั้น การใช้กำลังกายก็ยังลำบากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เพียงหนึ่งช่วงแขนจะถึงย่าม...ร่างของเด็กสาวกลับทรุดราบลงไป ศีรษะตกกระทบพื้น มืออันสั่นเทาเอื้อมค้าง นิ่งสนิทในท่าไขว่คว้า

...นิ่งเงียบเสียจนดูเหมือนไร้ลมหายใจ...

 

หน้าห้องพักรับรองของพระเถระจากซาเกรดา โซล นักบวชหนุ่มผู้หนึ่งยืนลังเลอยู่

เมื่อครู่มีข่าวด่วนว่าพบเสื้อคลุมขาดวิ่นเปื้อนเลือดของพระมหาเถระลูเธียนอยู่ในป่า ท่านจ้าวอารามจึงสั่งให้เขามาแจ้งต่อพระเถระมาดาย...แต่ครั้นมาถึง ก็กลับพบประตูลงกลอน ทั้งเคาะทั้งเรียกนานเท่าใด ผู้อยู่ภายในก็หาได้ตอบรับเลยแม้แต่น้อย

นักบวชชั้นผู้น้อยจึงจนใจ ถึงขั้นตื่นรน การตายของพระมหาเถระลูเธียนเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่เร่งแจ้งพระเถระมาดายผู้มีศักดิ์รองลงมา ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

และหากรอจนถึงรุ่งเช้า ให้ท่านตื่นแล้วค่อยแจ้ง ก็ไม่รู้ว่าจะช้าเกินกาลไปหรือไม่

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเสี่ยงไขกุญแจเข้าไปในห้อง

แสงตะเกียงในมือส่องให้เห็นพระเถระมาดายนอนนิ่งอยู่บนเตียง ในห้องซึ่งมีขนาดเล็กและตกแต่งอย่างสมถะแม้จะเป็นถึงห้องพักรับรองในอารามหลวง

“...ท่าน...พระเถระขอรับนักบวชหนุ่มเสี่ยงเรียก

ไม่มีเสียงตอบ

เขาก้าวเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ แสงตะเกียงตกกระทบใบหน้าของชายชราที่มีดวงตาหลับสนิท ทว่าปากอ้าค้าง

นักบวชหนุ่มหวังว่าตนคงเพียงแต่คิดไปเองว่า สีผิวของพระมหาเถระซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับศพที่ตนเคยทำพิธีให้ในอดีต

กระนั้น ริมฝีปากที่ค้างสนิท กับทรวงอกที่ไม่ไหวติงของชายชรากลับยิ่งฟ้องในทางตรงกันข้าม

ชายหนุ่มบังคับตนเองให้รบกับแผ่นหลังที่เย็นวาบและขนที่ลุกเกรียวตั้งแต่ผมบนศีรษะลงไป เขาจับจ้องมองดู...ไม่มีวี่แววของการหายใจ

นักบวชผู้อ่อนวัยสวดภาวนาสั้นๆ อยู่ในใจอันหวาดหวั่น ขอความคุ้มครองจากองค์สุริยเทพแล้วจึงเอื้อมมือออกไป แตะที่แขนซึ่งวางทับผ้าห่มอยู่ข้างตัวของพระเถระ

เย็นเฉียบ...

นักบวชหนุ่มชักมือออกทันควัน ไม่ทันได้จับชีพจรสมความตั้งใจแรก

กระนั้น ถึงจับไปจะมีประโยชน์อันใด ก็เห็นชัดเจนอยู่ว่าพระเถระมาดายน่าจะหมดลมไปแล้ว แต่ได้อย่างไร ด้วยเหตุใด

...หรือจะเป็นมนตร์มืด...

เงาดำพาดผ่านหน้าต่าง ผ่านแวบในคลองจักษุ

นักบวชหนุ่มสะดุ้งเฮือกและหลุดเสียงร้องออกมาอย่างหวาดหวั่น

ต้องรีบออกไปจากที่นี่...ไปแจ้งท่านจ้าวอาราม...แจ้งนักบวชรูปอื่น

ทว่า ก่อนสองขาทันได้ขยับ ความเย็นเยียบก็พลันรัดแน่นเข้าที่ข้อมือเสียก่อน

เขาร้องเสียงดังกว่าเดิม ตะเกียงถูกเขวี้ยงตกลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัว ครอบแก้วแตกกระจาย น้ำมันไหลนองพร้อมกับเปลวไฟที่ลามเลีย

มีอะไร

เสียงหนักๆ เรียกสติกลับคืนมาบ้าง ชายหนุ่มหันไป พบว่าสิ่งที่เกาะกุมแขนของตนอยู่คือมือเจ้าของห้อง

พระเถระมาดายบัดนี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง และกำลังมองมาทางเขาด้วยนัยน์ตาสีอ่อน ท่ามกลางเงามืด แสงจันทร์ และแสงไฟที่ไหม้น้ำมันบนพื้น ใบหน้าซีกหนึ่งของชายชราดูราวกับถูกอาบด้วยแสงสีเงิน อีกซีกเป็นแสงสีทอง...คั่นกลางด้วยสีดำสนิท

พะ...พระเถระมาดาย ขะ...ข้านึกว่าท่าน...

เมื่อครู่ข้าอยู่ในสมาธิอีกฝ่ายตอบเสียงเรียบลึกมาก เจ้าคงเข้าใจผิดว่าข้าตายไปแล้วกระมัง

หะ...หามิได้ขอรับนักบวชหนุ่มรีบละล่ำละลัก

เอาเถอะชายชราปล่อยมือเย็นเฉียบจากข้อมือของเขาเจ้าถึงกับเข้ามารบกวนข้าในยามวิกาล คงมีธุระเร่งด่วนใช่ไหม

ขะ...ขอรับ หน่วยค้นหาแจ้งว่า...พบผ้าคลุมเปื้อนเลือดของพระมหาเถระลูเธียน ท่านจ้าวอารามจึงให้ข้ามาเรียนแจ้งท่าน และเชิญท่านไปประชุมเร่งด่วนขอรับ

พระเถระมาดายพยักหน้าเข้าใจแล้ว ขอข้าแต่งตัวอีกสักครู่ แล้วจะตามไป

ขะ...ขอรับนักบวชหนุ่มค้อมศีรษะรับ ก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นตะเกียงที่ตกลงแตกอยู่บนพื้นข้าจะรีบตามคนรับใช้มาดับไฟให้ขอรับ

ไม่ต้องหรอก

ถ้อยคำของชายชรากลับเยียบเย็นขึ้นอย่างประหลาด...หรือเขาเพียงอุปาทานไป

ไม่ทันถาม นักบวชหนุ่มก็เบิกตาโพลง

เขาเห็นเงาดำคืบคลานอยู่บนพื้น ดูเหมือนแมงมุมหรือสัตว์ที่มีหลายขา ทว่าที่ปลายขาของพวกมันกลับเป็นมือที่มีนิ้วผอมยาวหงิกงอ ปลายแหลมเหมือนกรงเล็บ ที่กลางตัวมีแสงสีฟ้าดวงเดียวต่างดวงตา แลดูพิลึกพิลั่นราวกับปีศาจในฝันร้าย

พวกมันมีกันหลายตัว ตบแหย่เปลวไฟ หลอกล้อ เริงร่า ราวกับกำลังไล่ต้อนแสงสว่างให้จนมุม ก่อนจะกระโจนเข้าใส่อย่างหิวกระหาย กลืนกินเข้าไปในอุทรแห่งอนธการ

ชายหนุ่มยืนมองราวกับถูกสะกด กระทั่งไฟที่ไหม้น้ำมันบนพื้นมอดดับไม่มีเหลือ ทิ้งทั้งห้องไว้ในความมืดสนิท

เขาควรตื่นตระหนก วิ่งออกไป กรีดร้องด้วยความตกใจกลัว แต่กลับไม่อาจขยับเท้า ไม่อาจเปล่งเสียง...เหมือนจะไม่อาจทำกระทั่งหายใจ

ที่ทำได้มีเพียงกลอกตา มองพระเถระมาดายลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า ตรงเข้ามาประจันหน้ากับเขา

ในเมื่อหมดหน้าที่แล้ว เจ้าก็ช่วยลืมเรื่องสมาธิกับข้ารับใช้ของข้าไปเสียเถอะนะ

เพียงครู่ที่ปลายนิ้วของชายชราแตะลงบนหน้าผาก...สติของนักบวชหนุ่มก็พลันวูบดับไป

...

มารู้สึกตัวอีกที เขาก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องของพระเถระมาดาย

ในทีแรกนักบวชหนุ่มยังมึนงง แต่ต่อมาจึงค่อยๆ ระลึกได้ ท่านจ้าวอารามให้เขามาแจ้งข่าวด่วนแก่พระเถระ และเขาก็เพิ่งเข้าไปแจ้งเมื่อครู่

ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว นักบวชหนุ่มจึงไปแจ้งจ้าวอารามพาดริคในที่ประชุม ก่อนจะมุ่งหน้ากลับห้องพักของตนเพื่อพักผ่อนในราตรีนั้น

 

เจ้าเช็ดตัวให้เขาได้ใช่ไหม ข้าจะได้ออกไปตามหมอ

แอชลีนน์นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงพับที่มีร่างของอาเมียร์นอนไม่ได้สติอยู่ เวลานี้เหลือแต่เธอ รูอาร์ค กับชาลัวห์อยู่กับเขาในห้องพัก เพราะชายชาวทรายที่ช่วยโยนเชือกให้ขอตัวกลับห้องไปแทบทันทีที่วางร่างของเด็กหนุ่มผมดำลงบนเตียง

ทั้งๆ ที่มีเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ ชาลัวห์ก็ยังนอนห่มผ้าหลับไม่รู้เรื่องราว และเด็กหนุ่มผมแดงก็ดูเหมือนจะไม่เห็นว่าต้องปลุกเขาขึ้นมาช่วยอะไร (หรือปลุกขึ้นมาแล้วเขาจะช่วยอะไรได้) รูอาร์คจึงได้จัดแจงนำตะเกียงในห้องมาทำเตาต้มน้ำอย่างง่ายๆ เพื่อให้ได้น้ำอุ่นไว้ทำความสะอาดร่างกายคนเพิ่งตกทะเล

แน่นอนว่าเจ้าหญิงไม่เคยเช็ดตัวให้ใคร แต่ก็จำได้ว่าแม่นมกับเคียราเคยเช็ดตัวให้เธอตอนไม่สบาย จึงพยักหน้ารับ

แล้วก็อย่ามัวแต่เหนียมอาย ลอกคราบเขาให้หมดจดเป็นเด็กแดงๆ เลยรูอาร์คตอบเสียงขรึมผิดกับเนื้อความไม่อย่างนั้น เกลือทะเลจะกัดผิวเขาจนเหี่ยวเป็นคนแก่อายุเจ็ดสิบ หรือฝูงปูที่ว่ายมาซุกในกางเกงเขาจะ...

นี่ไม่ใช่เวลาพูดเล่นนะ!เจ้าหญิงแหวเข้าให้

แต่ข้าพูดจริงนะเด็กหนุ่มผมแดงยังทำหน้าตาย (และหน้าชวนโดนฆ่าตาย) เหมือนเดิมเสื้อผ้าเปียกๆ ต้องถอดออกให้หมด ยิ่งเปียกน้ำเค็มยิ่งเหนียวตัว ห้ามงุบงิบเช็ดแต่ท่อนบนเด็ดขาดล่ะ

ขะ...ข้ารู้น่าเด็กสาวพบว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามแยกแยะออกหรอก อะไรจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ

อือฮึรูอาร์คทำเสียงรับแล้วถ้าเขาหนาวสั่นขึ้นมา ก็จำเป็นต้องให้ความอบอุ่นโดยตรง อ้อ...คงไม่ต้องสอนใช่...

เด็กหนุ่มผมแดงพูดไม่ทันจบประโยคก็รีบเผ่นแผล็วออกนอกประตูห้องไปเรียบร้อย ทิ้งแอชลีนน์ให้เงื้อผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่นขึ้นเตรียมขว้างเก้อ

ครั้นหมดกระรอกช่างยุ เด็กสาวจึงได้ถอนใจเฮือกและบิดผ้าให้น้ำหมาด เช็ดใบหน้ากับเรือนผมของอาเมียร์เป็นอย่างแรก ก่อนจะตระหนักได้แค่ในครู่ต่อมาว่าเธอลืมถอดเสื้อให้เขาก่อน...

น่าจะขอให้รูอาร์คทำให้เสียแต่แรกหรอก แอชลีนน์มานึกได้ทีหลัง

อาเมียร์นอนหงายอยู่ ถ้าจะถอดเสื้อออกทางศีรษะก็ต้องดึงตัวเขาขึ้นนั่ง ถึงอย่างไรตัวคนเดียวก็ทำไม่สะดวกอยู่ดี

หรือจะปลุกชาลัวห์ขึ้นมาช่วยดีนะ

เด็กสาวคิดได้เท่านั้นก็สะดุ้งเฮือกเพราะเด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมาแล้ว

อะ...อาเมียร์!เธอเรียกอย่างดีใจเป็นอะไรหรือเปล่า!

ข้าไม่เป็นไรเขาตอบอย่างสงบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางเหมือนเป็นปรกติ

รูอาร์คออกไปตามหมออยู่แอชลีนน์บอก

ไม่จำเป็นอีกฝ่ายพูดสั้นๆ

เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ

ก็ข้าไม่เป็นไร จะไปตามหมอทำไมเขาเหลือบมองเธอ

ก็จริง แต่ให้หมอมาตรวจก่อน...น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือแอชลีนน์ตอบตะกุกตะกัก

ขณะที่พูด เจ้าหญิงก็รู้สึกได้ว่าหน้าของตนร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ ...หนำซ้ำยังตอบตนเองไม่ได้ว่าจะบอกเขาไปทำไม

ยะ...ยังไงก็เช็ดตัวก่อนเถอะสุดท้าย เธอเลยตัดบทท่านตื่นแล้วก็ดี ช่วยถอดเสื้อหน่อยสิ ดะ...เดี๋ยวข้าจะเช็ดตัวให้

อาเมียร์ทำตามคำพูดแต่โดยดี ไม่ช้า เสื้อเปียกโชกก็พ้นร่างของเขา ทิ้งไว้เพียงสร้อยบางอย่างที่ทิ้งตัวลงเหนืออก

แอชลีนน์เสหลบด้วยแทบไม่กล้ามองตรงๆ ยิ่งนานก็ยิ่งรู้สึกเหมือนหน้าของตนร้อนจนเหมือนจะเป็นไข้ กระนั้นก็ได้แต่ยื่นผ้าออกไป ค่อยๆ เช็ดจากคอของเขาไล่ลงมาที่ไหล่...แล้วก็ที่อก

ข้าน่ากลัวมากหรือ

เด็กสาวแทบสะดุ้งอะ...อะไรหรือ

เด็กหนุ่มเหลือบมองเธอทางหางตาด้วยแววตาเป็นประกายคล้ายจะยิ้มก็ดูเจ้าไม่มองข้าเลย

เอ่อ...แอชลีนน์ก้มหน้า ไม่อยากบอกเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นผู้ชายเปลือยตัวจริงอยู่ใกล้ๆ ...ต่อให้แค่เปลือยอกก็เถอะมะ...ไม่มีอะไรหรอก

อีกฝ่ายดูเหมือนจะพึมพำว่าน่ารักเบาๆ แต่เด็กสาวไม่ใคร่แน่ใจและไม่อยากคิด จึงได้ตัดสินใจหาเรื่องอื่นพูดแทน

แล้วสายตาก็ปะเข้ากับจี้เขี้ยวสัตว์สีขาว หุ้มโคนด้วยโลหะสีทองฉลุลวดลายงามประณีต...แม้จะร้อยเพียงเส้นหนังเรียบๆ ทนทาน

สร้อยนี่สวยดี เป็นเขี้ยวตัวอะไรหรือแอชลีนน์ตัดสินใจถาม

เขี้ยวราชสีห์อาเมียร์ตอบสั้นๆ ก่อนจะขยายความเป็นของที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ แทนของดูต่างหน้าของพระองค์

เจ้าหญิงฟังแล้วชะงักไป

อาจเพราะคำเมื่อครู่ย้ำเตือน...ให้เธอตระหนักได้ว่าที่แท้เขาเป็นเจ้าชายจริงๆ อย่างที่คิดกระมัง

เสด็จพ่อสวรรคต...ในการรบเพื่อปกป้องอาณาจักรของพวกเราน้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แล้วก็ค่อยๆ เจือความขุ่นมัวยิ่งขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ไม่อาจรักษาอาณาจักรไว้ได้ พวกศัตรู...ไอ้พวกหยาบช้านั่นสังหารทุกคนที่พบเห็น คนเฒ่าชรา...ผู้หญิง...ลูกเล็กเด็กแดง ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

แอชลีนน์ได้แต่นิ่งฟัง ลำคอของเธอกลับแห้งผากอย่างบอกไม่ถูก

อาเมียร์ก้มหน้าลงก่อนจะส่งเสียงคล้ายถอนใจทั้งๆ ที่เสด็จพ่อทรงประสงค์จะฝากฝังอาณาจักรไว้ให้ข้า หวังให้ข้าเป็นมหาราชัน แต่พวกมัน...ไอ้พวกที่อ้างตัวว่าสูงส่งหนักหนา...กลับทำลายมันลงด้วยวิธีของคนขลาดที่สกปรกที่สุด

แต่มันจะไม่จบแค่นี้หรอก ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ ข้าจะสร้างอาณาจักรของเสด็จพ่อขึ้นมาใหม่ให้ได้ จะเอาเลือดของพวกมันมาล้างผืนดินเรา จะทำให้อาณาจักรของเราเป็นอาณาจักรที่เกรียงไกรที่สุดในแผ่นดิน

มือของเขาเลื่อนมา จับมือของเด็กสาวที่นั่งนิ่งตะลึงงันอยู่ พร้อมกับเอี้ยวกายน้อยๆ ให้อีกมือแตะที่บ่าของเธอ

นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำราวกับไร้ก้นบึ้งของเขาสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลของเธอ จ้องตรงมาเหมือนจะมองทะลุเข้าไป เกาะกุมรัดตรึงจิตใจ พันธนาการแน่นหนาไม่ยอมปล่อย

เมื่อถึงเวลานั้น...แอชลีนน์ เจ้าจะเป็นราชินีของข้าได้ไหม

หลังเอ่ยจบ เขาก็ดึงร่างของเธอเข้าไป

เด็กสาวไม่ทันตอบ ปฏิกิริยาตอบรับของเธอมีเพียงดวงตาที่เบิกกว้าง และริมฝีปากที่เผยอค้าง...

...ราวกับรอรับริมฝีปากของเขาที่ประทับลงมา...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #11 titania (@nilekia) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 กันยายน 2560 / 22:13
    เยี่ยมที่สุด กว่าอาเมียร์จะพูดตรงๆได้ ผ่านมาหลายตอนเหลือเกิน
    #11
    1
    • #11-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 48)
      25 กันยายน 2560 / 09:59
      นานมากจริงๆ ค่ะ TwT กว่าจะยอมเปิดปาก แต่ทั้งสองคนก็ยังต้องฝ่าฟันหลายๆ อย่างไปด้วยกันต่อไปเนอะ
      #11-1