The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,804 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    88

    Overall
    5,804

ตอนที่ 47 : 17 - มายาในราตรี "ท่าน...เป็นเจ้าชายใช่ไหม อาเมียร์"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ก.ย. 60

บทที่ ๑๗

มายาในราตรี

 

ทำบ้าอะไรของแกวะ!ชายร่างใหญ่คนแรกที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นได้ชี้หน้าเด็กหนุ่มบนหัวบันได สีหน้าของมันแดงก่ำจนเห็นได้ชัดใต้แสงตะเกียง

ขอโทษขอรับ พี่ชาย ข้าทำถังหลุดมือน่ะอาเมียร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจจะแสร้งสำนึกผิดนักแต่พวกท่านไม่ได้บาดเจ็บอะไรก็ดีแล้วนี่

อย่ามาทำไขสือ! ก็เห็นกันชัดๆ ว่าแกจงใจ! อยากกลายเป็นผีเฝ้าทะเลมากนักใช่ไหมวะ!ชายคนที่สองขึ้นเสียงบ้าง

เอ๊ะ พวกท่านนี่เป็นอะไรกันเด็กหนุ่มขมวดคิ้วเป็นจ้าวแห่งผีทะเลรึ เมื่อครู่ก็บอกว่าจะทำให้แม่นางคนนั้นเป็นผีทะเล ตอนนี้ก็บอกจะทำให้ข้าเป็นผีทะเล ผีอย่างอื่นมีให้เป็นตั้งเยอะ ช่างไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาเสียเลย

ไอ้—!!ชายคนแรกผรุสวาทแน่จริงก็ลงมาต่อยกันตัวตัวเลยสิวะ!

บนนี้กว้างกว่า พวกท่านสิขึ้นมา แล้วเลิกยุ่งกับแม่หญิงน้อยคนนั้นก่อนดีกว่าไหมอาเมียร์เริ่มหักข้อนิ้วตนดังกรอบแกรบจะหนึ่งต่อหนึ่งสามรอบ หรือสามต่อหนึ่งรอบเดียวก็เชิญตามสบาย ข้าไม่เกี่ยงอยู่แล้ว

แต่ข้าเกี่ยง

ทุกคนในที่นั้นหันไปทางผู้พูด ซึ่งส่งเสียงเล็กๆ ทว่าดังกังวานขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

เป็นเด็กสาวชาวทรายคนนั้นเอง

เจ้าหล่อนนวดข้อมือที่ติดกำไลกระพรวนกรุ๋งกริ๋งของตนซึ่งบัดนี้เป็นอิสระจากการเกาะกุม ครั้นแล้วก็สะบัดหมุนข้อมือทั้งสองข้างจนเกิดเสียงดังช้าๆ เป็นจังหวะเรียบเรื่อย ราวกับกำลังชักนำเข้าห้วงภวังค์...

นี่เป็นเรื่องของข้ากับพวกเจ้าสามคน จะปล่อยให้คนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวได้อย่างไร...จริงไหม

“...จริง...ขอรับ...

เด็กหนุ่มผมดำเบิกตากว้างขณะที่ชายทั้งสามตอบเสียงยานคางพร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างที่เคยยืนจังก้าดูใหญ่โตคุกคาม บัดนี้ห่อไหล่ลีบเล็กโงนเงน สองมือปล่อยข้างกาย ดูประหนึ่งภูตผีดิบในตำนานที่คอยรับคำบัญชาจากนายก็ไม่ปาน

ไม่รู้ว่าอาเมียร์คิดไปเองอีกเช่นกันหรือไม่ว่าแสงตะเกียงบริเวณบันไดดูจะหรี่สลัวลง ซ้ำไหววูบเป็นจังหวะตามเสียงกระพรวนที่ยังคงดังต่อเนื่อง

ค่ำมืดดึกดื่นแล้ว เป็นเด็กดีต้องทำอย่างไรจ๊ะหญิงร่างเล็กเอ่ยถามต่อไป เสียงของเธอทอดหวานเรียบเรื่อยอย่างหยอกเย้า

“...ไปนอน...ขอรับ...

จ๋าจ้ะ ไปนอนซะน้า ก่อนนอนก็อย่าลืมแปรงฟันด้วยล่ะ เมื่อกี้กลิ่นปากแร้งแรง ข้าแทบเป็นลมแน่ะรู้ไหมเด็กสาวโบกส่งทั้งสองมือ ประสานเสียงกระพรวนเป็นจังหวะต่อเนื่องอ้อ นอนแล้วก็ลืมเรื่องทั้งหมดไปเสียด้วยนะ แต่อย่าลืมต้มตำราสุภาพบุรุษกินล่ะ...ถ้าทำได้

ชายทั้งสามเพียงรับช้าๆ ว่า “...ขอรับ...อีกครั้ง แล้วก็หมุนตัวเดินเรียงหนึ่งลงบันไดชั้นล่างไปอย่างว่าง่าย

ไม่ช้า เสียงฝีเท้าของพวกเขาก็เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และเสียงกรุ๋งกริ๋งไม่เป็นจังหวะเมื่อนางรำร่างเล็กจัดผ้าคลุมของตน

อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนแสงตะเกียงจะกลับมาสว่างเป็นปรกติดังเดิมแล้ว

ที่จริงไม่จำเป็นหรอก แต่...ก็ขอบใจที่ช่วยนะเด็กสาวเงยหน้าขึ้นบอกพวกเขา ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะผนัง ค่อยๆ เดินขึ้นมาจนสุดหัวบันไดข้าดีใจที่ได้รู้ว่ามีชาวธีร์ดีเรที่มีน้ำใจอยู่เหมือนกัน

มะ...ไม่เป็นไรเด็กหนุ่มนิ่งงัน เมื่อครู่เขาพยายามสบสายตาคู่สนทนาตามธรรมเนียม แต่กลับพบว่าตนเองกำลังมองสิ่งที่ดูเหมือนลูกแก้วสีน้ำตาลเหลืองสองดวงในที่ที่เป็นนัยน์ตาดำของเธอท่าน...ตาบอดหรือ

เด็กสาวร่างเล็กพยักหน้าแต่ไม่ต้องห่วงหรอก เป็นมานานจนชินแล้ว ไอ้พวกที่ชอบวอแวแบบนี้ ข้าก็รับมือมาจนชินเหมือนกันเธอเอียงคอ ทำท่าเหมือนมองเขาอย่างสนอกสนใจ

ทะ...ท่านทำได้อย่างไรแอชถามขึ้นบ้าง ขณะก้าวมายืนข้างๆ อาเมียร์ทำไมพวกนั้นถึงยอมไปง่ายๆ ล่ะ

เขาเรียกว่าการสะกดจิตเด็กสาวนางรำตอบใช้เสียงนำ แล้วก็...กลิ่นหอมนิดหน่อย

เธอล้วงมือที่เขียนสีเป็นลวดลายเถาไม้เข้าไปในอกเสื้อใต้ผ้าคลุมโปร่งบาง หยิบถุงผ้าสีสดที่ปักดิ้นทองออกมาใบหนึ่ง คลี่ให้ดูของในนั้น...ผงซึ่งมีกลิ่นหอมคล้ายกำยานผสมฝิ่น

“...แค่นี้เองหรือแอชถามอย่างไม่อยากเชื่ออย่างกับ...เวทมนตร์แน่ะ

ข้าเคยได้ยินเรื่องสะกดจิตมาเหมือนกันอาเมียร์เผลอตัวออกความเห็นตอนอยู่ในทะเลทราย แล้วก็เคยแต่เห็นในพิธีกรรมไกลๆ ไม่เคยเห็นชัดๆ กับตาอย่างนี้

ท่านเคยไปแดนทะเลทรายหรือเสียงของนางรำสาวกระตือรือร้นขึ้นทันที

ก็...เคยเด็กหนุ่มผมดำตัดสินใจปดแต่แค่ครั้งเดียว ตอนช่วยพ่อค้าขาย

อีกฝ่ายอาจจะตาบอด มองไม่เห็นหน้าค่าตาพวกเขาก็จริง แต่หากเธอบอกทหารยามที่ท่าเรือของยาร์ลาธว่าบนเรือนี้มีชายคนทรายขึ้นมาด้วย ทางนั้นอาจตรวจค้นเรือลำนี้อย่างเข้มงวดกว่าเดิมก็เป็นได้

อาเด็กสาวพยักหน้ารับช้าๆแต่แปลกดีนะ ข้าว่าสำเนียงพูดของท่าน...ฟังเหมือนคนทรายมากกว่าคนธีร์ดีเรเสียอีก

อาเมียร์ชะงักกึกและนิ่งอึ้งไปทันที

ท่านเรียนวิชาสะกดจิตมาจากไหนหรือเป็นแอชที่รีบแก้สถานการณ์ยากไหม แล้วก็นานไหมถึงจะทำได้

ถ้าจับหลักได้ แล้วมีตัวช่วยนิดหน่อยก็ไม่ยากหรอกคู่สนทนาตอบ ครั้นแล้วก็เงียบไปอีกครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นและขาดห้วงกว่าแต่ก่อนว่าแต่...ช่วยพาข้าขึ้นไปที่ดาดฟ้าเรือหน่อยได้ไหม อากาศแถวนี้ไม่ค่อยดีเลย

อาเมียร์บอกให้แอชพยุงเด็กสาวตาบอดขึ้นบันไดไปก่อน ขณะที่ตนเก็บรวบรวมซากถังในความรับผิดชอบจากพื้น นำขึ้นไปทิ้งลงข้างกราบเรือ

คืนนั้นมีเมฆครึ้มจนแทบไม่เห็นดาวเดือน แต่ในสมัยนี้ เรือเดินทะเลล้วนมีเข็มทิศกันหมดแล้วจึงไม่เป็นไร และถึงจะแทบไม่มีทิวทัศน์ใดให้เห็น ลมทะเลที่พัดแรงจนรู้สึกว่าผมจะยิ่งจับเหนียวจากไอเกลือก็ยังสดชื่นกว่าอากาศอุดอู้ภายในห้องแคบๆ มากเหลือเกิน

ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อยนางรำร่างเล็กยืนเกาะกราบเรืออยู่ข้างๆ แอช เสียงพูดของเธอยังกลั้วหอบอย่างประหลาดเพราะเจ้าสามตัวนั่นเชียว ข้าว่าจะขึ้นมาสูดอากาศสักหน่อย ทำเสียเวลาหมด

อาเมียร์ซึ่งทิ้งเศษถังไม้ไปแล้วเหลือบมองเด็กสาวซึ่งล้วงหยิบของที่มีรูปร่างคล้ายกล้องยาขึ้นมาจรดริมฝีปาก ไม่ช้าก็ได้กลิ่นฉุนและเห็นหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่ง

ท่าน...ไม่สบายหรือ

โรคประจำตัวนิดหน่อยนางรำสาวตอบหลังจากสูดกล้องนั้นอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่ทั่วไปก็น่ารำคาญอยู่ ข้าไม่ชอบแสดงรำก็เพราะอย่างนี้ละ วันนี้ถ้าไม่ติดว่าพวกพ่อค้านั่นรบเร้ามากเข้า ข้าก็ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ให้เหนื่อยหรอก

พวกพ่อค้าที่ไหนหรือแอชถาม

ก็พ่อค้าบนเรือนี่แหละ ต่อให้มาค้าขายก็ยังอยากเลี้ยงฉลองกัน เห็นข้าขึ้นเรือมาด้วยเลยมาทาบทามให้ไปแสดงหน่อย ก็อยากปฏิเสธอยู่หรอกนะ

แต่ท่านเป็นนางรำ ทำไมจะปฏิเสธล่ะเจ้าหญิงในคราบเด็กหนุ่มซักต่อ

อีกฝ่ายหัวเราะปรกติข้าไม่ได้รำหาเลี้ยงชีพหรอก ถึงจะเห็นแต่งตัวอย่างนี้ก็เถอะ ข้าแค่รู้สึกว่ามันสวยดี

เอ๋?” แอชทำเสียงสงสัยถ้าอย่างนั้นท่าน...ทำอะไรกันล่ะ

อืม...นั่นสิ บริการพิเศษให้พวกท่านหน่อยดีไหมนะ ถือว่าตอบแทนที่ช่วยข้าไว้เมื่อครู่นี้ก็แล้วกันเด็กสาวว่าแล้วก็เก็บกล้องยา มือข้างหนึ่งคลำจนเจอมือของอาเมียร์ที่เท้ากราบเรืออยู่ข้างๆ แล้วจากนั้นจึงแตะไล่ขึ้นมาถึงไหล่ท่านอยู่นิ่งๆ สักครู่นะ

เด็กหนุ่มทำตามคำบอกแม้จะสงสัย แต่แล้วก็พลันตกใจ...เมื่อสองมือของหญิงชาวทรายประคองเข้าที่สองข้างศีรษะของเขา แล้วก็โน้มใบหน้าของเขาลงมาใกล้ใบหน้าของเธอ

ทว่าเขาไม่ใช่คนอุทานออกมา กลับเป็นแอชซึ่งยืนอยู่อีกฟากแทน

ใจเย็นๆ น่า แม่สาวน้อย ข้าไม่คิดจะแย่งจูบคนรักของเจ้าหรอกนางรำร่างเล็กกลับพูดกลั้วหัวเราะราวกับตนอายุมากกว่าอีกฝ่ายหลายปี ขณะที่มือทั้งสองยังคงลูบคลำศีรษะของเด็กหนุ่มช้าๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ

ขะ...เจ้าหญิงในคราบเด็กชายสบตากับอาเมียร์อย่างประหลาดใจ ครั้นแล้วก็รีบแย้งข้าไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย แล้วก็...ไม่ได้เป็นคนรักของเขาด้วย เขาเป็นพี่ชายข้าต่างหาก

อ้าวรึนางรำรับสั้นๆข้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้หญิงเสียอีก

ละ...แล้วทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ...ขอรับเด็กสาวถามอย่างระแวดระวัง ขณะลอบส่งสายตาให้เด็กหนุ่มที่ยังถูกคลำรอบศีรษะต่อไป

อืม...เสียงหนึ่ง แต่เสียงเจ้าคงยังไม่แตก อย่างที่สองก็ผิว ตอนที่ข้าจับมือเจ้า รู้สึกว่ารูปมือเล็ก ผิวก็ละเอียดบอบบาง ไม่น่าจะเป็นผู้ชาย อย่างที่สามก็กลิ่น...ไม่รู้สินะ แต่เพราะตาเป็นอย่างนี้ ข้าเลยแยกแยะกลิ่นได้มากกว่าคนปรกติกระมัง

อา...แอชรับแล้วก็เงียบไป

อย่างไรก็ดี เด็กสาวชาวทรายดูเหมือนไม่ใส่ใจจะไถ่ถามต่อ เธอง่วนอยู่กับการสัมผัสศีรษะของอาเมียร์ นิ่งเงียบราวกับอยู่ในสมาธิ บางครั้งก็ใช้ฝ่ามือ บางครั้งก็ใช้ปลายนิ้ว ทำราวกับลากอักขระโบราณซึ่งเด็กหนุ่มไม่อาจทราบความหมาย จนสุดท้ายจึงได้ลดมือลง ปล่อยให้เขาได้เป็นอิสระอีกครั้ง

จากรูปศีรษะ...เธอเริ่มเอ่ยช้าๆท่านเป็นคนมีสติปัญญาดี รอบคอบ แต่ก็ออกจะคิดมากจนเป็นวิตกกังวล ดื้อเงียบ รักความสมบูรณ์แบบ และกลัวการผิดพลาด ท่านชอบใช้เวลาให้เป็นประโยชน์สูงสุดโดยไม่ปล่อยให้เสียเปล่า ดังนั้นจึงชอบความสันโดษ แต่ก็บังคับตนเองให้เข้าสังคมได้ในระดับหนึ่ง...

อาเมียร์เริ่มทึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้นจะชมความแม่นยำของการทำนาย อีกฝ่ายก็เอ่ยต่อเสียก่อน

นั่นแค่โดยทั่วไป แต่ดูเหมือนท่านจะมีอะไรพิเศษกว่านั้นเสียงของเด็กสาวฟังเคร่งขรึมขึ้นท่านมีรอยมงกุฎแห่งราชันที่รอบศีรษะ

มงกุฎ...แห่งราชัน?” เด็กหนุ่มทวนคำ รู้สึกทั้งสงสัยและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ผู้ที่มีรูปศีรษะอย่างนี้...สามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ ทั้งในทางดีและร้าย หากถึงจุดสูงสุด ก็อาจจะเป็นมหาราช...หรือทรราช ย่อมได้ทั้งนั้นหญิงชาวทรายเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาทั้งสองดวงที่ไม่อาจสะท้อนภาพใดดูเหมือนกำลังจับจ้องเขาอย่างใคร่รู้เป็นท่าน...จะเลือกทางใดกันล่ะ

 

...เส้นทางนั้น...

ลึกลงไปใต้ผืนน้ำมืด

...อีกครึ่งหนึ่งของเรา...อยู่ที่นั่น...

ร่างสีดำแทรกซอน ว่ายแหวกผืนน้ำราวกับปลา ทว่ามันมิใช่ปลา มิใช่สิ่งที่ไม่มีเนื้อหนังมังสา ทว่าเป็นกลุ่มก้อนแห่งหมอกดำ หมอกดำอันเปี่ยมด้วยความรู้สึกท่วมท้น...และพลังอำนาจแห่งความมืด

...แต่เพียงเสี้ยวเดียว...

...เวลาน้อยนิด...โอกาสครั้งนี้...จะให้พลาดไปไม่ได้...

มันรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์ และสิ่งที่จะเติมเต็มมันอยู่เบื้องบนนั้น ดังนั้นจึงใฝ่หา ดังนั้นจึงมุ่งหน้า ประหนึ่งแม่เหล็กซึ่งถูกดึงดูดหาอีกขั้วหนึ่ง แม้นมีเวลาเพียงจำกัด

...และเมื่อถึงเวลาที่เข้าถึงอีกครึ่งหนึ่งของตน ก็จะหลอมรวมแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ยอมแยกจากกันอีกต่อไป...

 

อาเมียร์รู้สึกราวกับตนเองนิ่งงันไปแสนนาน กว่าจะตั้งสติได้และพยายามกลบเกลื่อน

อย่าล้อเล่นแบบนี้สิท่านเด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะข้าเป็นแค่ลูกพ่อค้า จะไปเป็นราชาได้อย่างไร เวลานี้ธีร์ดีเรกำลังมีเรื่องเศร้า พระคู่หมั้นของเจ้าหญิงเพิ่งเสียไป เรื่องเช่นนี้ไม่ขำหรอกนะ

หญิงนางรำเพียงหันหน้ามาทางเขานิ่งอยู่ด้วยดวงตาที่มองไม่เห็น และรอยยิ้มน้อยๆ อันเป็นปริศนา ราวกับจะบอกโดยนัยว่าเธอล่วงรู้สิ่งที่เขาปิดบังซ่อนเร้นไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

อาเมียร์ไม่ต้องการต่อเรื่องราว จึงจัดการเปลี่ยนหัวข้อเสีย

แต่เรื่องนิสัยของข้า ท่านทำนายได้แม่นยำมาก ข้อนี้ข้ายอมรับ แอช...จะลองให้นางทำนายหน่อยไหม

ขะ...ข้าหรือเจ้าหญิงในคราบเด็กชายกลับรับอย่างตื่นๆมะ...ไม่เป็นไรหรอก พี่เอลม์เป็นคนช่วยนาง นางตอบแทนท่ะ...พี่คนเดียวก็พอแล้ว

ครั้นเห็นว่าแอชดูจะไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มจึงไม่เซ้าซี้อีก และนางรำตาบอดผู้ลึกลับก็เอ่ยขึ้นมาเองว่าตนสูดอากาศพอแล้วก่อนจะปลีกตัวไปในไม่ช้า โดยยอมให้พวกเขาไปส่งถึงแค่หัวบันไดลงจากดาดฟ้าเรือ และอ้างว่าเธอจำทิศทางได้จากเมื่อตอนขึ้นมา

 

ลงไปอีกสองชั้น มีชายผิวขาวอย่างชาวตะวันตกทว่าโพกศีรษะแบบคนทรายรอรับเด็กสาวตาบอดอยู่ที่ปลายบันได

เป็นอย่างไรชายหนุ่มถามเป็นคำแรก

เขาโตขึ้นแล้วหล่อกว่าที่ข้าคิดเป็นกอง แถมยังเป็นสุภาพบุรุษกว่าเจ้าจนเทียบไม่ติดอีกฝ่ายตอบหน้าตายแม้ถ้อยคำจะเหมือนตัดพ้อนักบวชประสาอะไร...ไม่ยอมเข้ามาช่วยสาวน้อยตาบอดน่าสงสารที่กำลังถูกผู้ชายโตๆ ตั้งสามคนรุมรังแกเลย

พระมหาเถระหนุ่มแค่นเสียงรับก็เพราะรู้น่ะสิ ว่าถ้าทิ้งไว้สาวน้อยน่าสงสารจะรังแกผู้ชายหน้าโง่พวกนั้นเอง แล้วทัมมุซก็กำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยเขาแย้ง ก่อนจะกลับเข้าประเด็นเป็นอย่างไร เขามีปรารถนาร้ายหรือเปล่า แล้วเด็กผู้ชายที่อยู่กับเขาคนนั้น...

เห็นจะไม่มี และนั่นเป็นเด็กผู้หญิงมาลิอาตอบทันควันพูดให้ถูกคือเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งธีร์ดีเร

ครั้นอีกฝ่ายเงียบไปนาน แม่มดในเครื่องนางรำก็เหยียดยิ้มเจ้าชายย่อมคู่ควรกับเจ้าหญิง...หรือไม่ใช่

เจ้าลืมคำทำนายไปแล้วหรือลูเธียนกลับถามเสียงเครียดหากเขามีเป้าหมายที่เจ้าหญิง...

เขาไม่มีความคิดอะไรแบบนั้นเลย และเจ้าหญิงก็ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยมนตร์สะกดใดๆ อย่างที่เจ้ากลัวหรอก หรือถ้าจะมี...ก็คงเป็นมนตร์ที่เรียกกันว่าความรักอันบริสุทธิ์กระมังเด็กสาวตอบอย่างอารมณ์ดีติดตามพวกเขาไปอย่างนี้สักพักก็พอ ถึงอย่างไร ทัมมุซก็ตั้งใจจะกลับไปหาครอบครัว และมอบตัวต่อเจ้ามณฑลยาร์ลาธอยู่แล้ว

วิชาอ่านใจคนของพวกมนตร์มืดนี่ช่างสะดวกสบายจริงนะนักบวชหนุ่มรับคำ

ถือว่าข้าโชคดีด้วยกระมัง ที่เขายังไม่รู้จักวิธีการเร้นใจจากมนตร์มืดด้วยกันน้ำเสียงของมาลิอากลับกลายเป็นครุ่นคิดแต่เป็นอย่างที่พวกเราคิด...ผนึกเริ่มไม่เสถียรแล้ว เวลานี้พลังต่างๆ ของคัมภีร์อนธการถึงได้เริ่มสำแดงออกมาโดยที่เขายังควบคุมไม่ได้

งั้นรีบผนึกมันไว้อีกครั้งไหมพระมหาเถระเสนอเรามีกันสองคนเหมือนครั้งนั้นแล้ว ยิ่งถ้าเขายังไม่รู้ตัว ทุกอย่างน่าจะสะดวกขึ้น

แม่มดไม่ตอบ...ทว่าเงียบไปได้เพียงครู่เดียวก็หันศีรษะขวับ

ลูเธียนมองเธออย่างระแวดระวัง ทว่าคำถามใดๆ ไม่จำเป็น

เขาเองก็รู้สึกได้เช่นกัน...ถึงเงามืดที่คืบคลานใกล้เข้ามา...แผ่อำนาจฟุ้งกระจายราวกับท้าทายหรือไม่เห็นความจำเป็นของการปิดบังแม้เพียงน้อย

ให้เรา...

เด็กสาวกลับสั่นศีรษะ และสะบัดมือ

เงาที่ใต้เท้าของเธอเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากร่างกาย โลดโผนโจนขึ้นบันไดไปราวกับม้าเร็ว กระทั่งแสงตะเกียงไหววูบเป็นแนวยามที่มันเคลื่อนผ่าน

ไม่จำเป็นมาลิอาตอบหลังจากลับเงานั้นวิชาแสงวูบวาบของท่านเป็นจุดสนใจมากเกินไป ประเดี๋ยวจะแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่าๆ ...ราตรีเป็นเวลาแห่งเงาดำ เงาดำจะปะทะกลืนกินกันเองบ้าง...ใครจะสังเกต

 

แอชลีนน์มองตรงไปยังแสงลิบๆ เบื้องหน้า ไฟจากพระราชวังหลวงปรากฏอยู่หลังม่านหมอก ขับปราสาทให้เป็นเงาเงื้อมท่ามกลางผืนน้ำมืด แลดูบิดเบี้ยว ผิดประหลาดจากปราสาทหินสีขาวเจิดจ้าใต้แสงแห่งกลางวันเหลือเกิน

เพราะปราสาทอยู่กลางทะเล เจ้าหญิงย่อมต้องเคยล่องเรือพิธีหรือชมทิวทัศน์บ้างตามโอกาส แต่แน่นอนว่าไม่เคยนั่งเรือยามกลางคืนและมองปราสาทจากที่ไกลลิบ เหมือนสองครั้งที่ผ่านมานี้

เหมือนคืนนั้นเลยนะเธอเอ่ยขึ้นลอยๆ

หือ?” อาเมียร์รับ

คืนที่เรานั่งเรือหนีออกมาจากคุกกรงน้ำ...ท่านจำได้ไหม

เด็กสาวทบทวนจำนวนวันที่ผ่านมา ครั้นแล้วก็พบว่าเป็นเวลาเพียงไม่นานเลย กระนั้นกลับรู้สึกเหมือนเป็นอดีตอันแสนไกลเหลือเกิน

คงลืมไม่ลงหรอกเด็กหนุ่มตอบเท่านั้นก็เงียบไปอีกครั้ง

แอชลีนน์จึงยิ่งนึกเรื่องพูดต่อลำบาก บางทีเธออยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างในที่แห่งนั้น ทว่าอาเมียร์ก็คงไม่อยากพูดเหมือนกัน นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี...มีแต่การทรมานอันน่าหวาดหวั่นดังเช่นที่เธอได้ยินจากปากคำของรองราชมัล และเห็นหลักฐานจากแผลที่นิ้วมือขวาของชาลัวห์ซึ่งค่อยๆ หายดีขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป แต่ก็คงไม่อาจหายสนิทจนใช้มือข้างนั้นได้ดีเท่าแต่ก่อน

แต่เรามีเรื่องอื่นที่อยากถามเขามากกว่า...ไม่ใช่หรือ

เด็กสาวบอกตนเอง แล้วก็ใช้เวลาแห่งการลาจากที่ใกล้เข้ามาเรียกความกล้า จะได้คลายความอยากรู้ที่รุมเร้ามานานเสียที

ยิ่งเมื่อนางรำลึกลับคนนั้นเอ่ยย้ำความสงสัยของเธอแล้ว...

เมื่อครู่...นางรำชาวทรายคนนั้นพูดเรื่องมงกุฎแห่งราชันใช่ไหมแอชลีนน์ค่อยๆ เอ่ยข้าเองก็...อยากรู้นะ

อยากรู้?” เขาทวนคำอย่างประหลาดใจ

ท่าน...เป็นเจ้าชายใช่ไหม อาเมียร์เจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเรรวบรวมถ้อยคำได้สำเร็จท่านเคยเป็นเจ้าชายของอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้ว...ใช่ไหม

เด็กสาวไม่รู้เลย ว่าเธอคาดหวังสิ่งใดจากคำถามนั้น

แต่เธอก็ยังคงมองผู้ถูกถาม...และรอคอย

อาเมียร์ไม่ได้มองเธอ แอชลีนน์รู้สึกเหมือนเขาทำราวกับไม่ได้ยินเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเอาแต่เท้ากราบเรือ ทอดสายตาออกไปไกลแสนไกล

เจ้าหญิงเริ่มหวั่นใจจนจะบอกให้ลืมคำพูดเมื่อครู่ไปเสียแล้ว...จึงได้ยินคำรับแผ่วเบา

“...ใช่

คำคำนั้นเรียกให้เธออยากพูด...อะไรกันหรือ หากถามเขาว่าการสูญเสียเจ็บปวดมากใช่ไหม คงมีแต่จะยิ่งตอกย้ำ แต่ครั้นจะปลอบโยน ก็ยิ่งไม่อาจเอ่ยคำใด

ดังนั้นจึงมีเพียงมือที่ยื่นออกไป มือที่หมายแตะไหล่ปลอบประโลม...แต่กลับชะงักก่อนถึงร่างของอีกฝ่าย ซึ่งจู่ๆ ก็คู้ลงพร้อมกับเสียงร้อง...

อาเมียร์!แอชลีนน์เรียกอย่างตกใจ ขณะจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยกสองมือขึ้นกุมศีรษะด้วยท่าทางเจ็บปวดทุรนทุราย

เธอตั้งสติได้ในอีกครู่ต่อมา และทำท่าจะเข้าไปประคองเขา แต่ก็กลับคว้าพลาด...แตะได้เพียงชายเสื้อ

...ในชั่วไม่กี่วินาที ร่างทั้งร่างของอาเมียร์พลันดิ่งละลิ่วลงไปคาตา กระทบผืนน้ำมืดจนฟองขาวกระเซ็นสูงพร้อมเสียงดังครืนครัน...

ครั้นแล้วก็เงียบหายไป

เด็กสาวนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกรีดร้องออกมา...เหมือนครั้งคลุ้มคลั่งบนหลังม้ากลางป่า ขณะที่ความคิดใดๆ อันตรธานไปจากสมองของตนจนสิ้น

มีแต่ภาพของอาเมียร์...ซ้อนกับเสด็จพี่ไอลีช...และเสด็จพ่อกับเสด็จแม่...เหมือนในฝันร้ายที่เธอเห็นทุกๆ พระองค์ถูกกลืนกินหายไปในความมืด ไม่เหลืออยู่อีก...ไม่กลับมาอีก

ดุจดังภาพมายาไร้ตัวตน ที่อันตรธานไปในราตรีอันเวิ้งว้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #13 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 21:32
    ผิวขาวอย่างชาวตะวันตก...มันต้องเหนือเปล่าคะ รู้สึกโลกนี้มีแค่เหนือกับใต้ ตะวันตกก็ทะเลหมด
    #13
    3
    • #13-2 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 47)
      27 กันยายน 2560 / 09:28
      อ้อ ค่ะ พอดีเห็นก่อนนี้บรรยายแต่ชาวเหนือ ใต้ ชาวทราย เลยรู้สึกแปลกนิดนึง (หรือก่อนนี้ก็มี แต่เราไม่ได้สังเกตเองก็ไม่รู้) ชื่อเรื่องก็ขึ้นเป็นบัลลังก์เหนือด้วย....
      #13-2
    • #13-3 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 47)
      27 กันยายน 2560 / 21:53
      อาจจะเพราะแผนที่ที่ทำไว้ไม่ได้ทำให้เห็นซาเกรดา โซล (ที่เป็นแดนตะวันตกของคนขาวอีกแห่ง) ทั้งหมดละมั้งคะ ความเป็นตะวันตกเลยดูไม่ชัดเจนนัก เดี๋ยวนิธินจะลองดูนะคะว่าควรปรับแก้หรือขยายดีไหม อย่าง "ชาวตะวันตกเช่นธีร์ดีเรหรือซาเกรดา โซล" น่าจะชัดเจนกว่า

      https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1625175&chapter=29
      #13-3