The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 44 : 14 - ความสงบสุขเฉพาะที่ "ใครว่าใครเป็นแค่เพื่อนกันนะ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.ค. 61

บทที่ ๑๔

ความสงบสุขเฉพาะที่

 

สีเหลืองของดอกแนร์คิแซสป่าดารดาษทั่วท้องทุ่งและริมถนน กลีบชั้นในที่มีรูปทรงคล้ายถ้วยทองคำขอบหยักล้อมรอบด้วยกลีบปลายแหลมหกกลีบซึ่งดูไกลๆ ราวกับดาวหกแฉกชวนให้แอชลีนน์คิดไปถึงบทกวีพรรณนาความงามของทุ่งแนร์คิแซสสีเหลืองทองริมธารน้ำว่าเหมือนหมู่ดาวบนทางช้างเผือก แต่ละดอกนั้นเล่าก็ไหวก้านน้อยๆ ในสายลมอ่อนประหนึ่งทักทายนักเดินทางใดๆ ก็ตามที่มาเยือนดาวิมีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งก็มีมากมายอย่างที่เด็กสาวไม่คาดคิด

เกวียนใหญ่น้อยรวมทั้งรถม้าท่าทางจะมาที่นี่บ่อยครั้งและหลายขบวน เพราะถนนซึ่งทำด้วยดินลูกรังเหมือนหมู่บ้านอื่นๆ กลับเรียบราบอัดแน่น มีรอยล้อให้วิ่งตามเป็นทางชัดเจนจนเกวียนแทบไม่กระเทือนเลยเวลาวิ่งในบริเวณหมู่บ้าน แล้วยังโรงแรมที่มีถึงสามแห่ง แต่ละแห่งล้วนครึกครื้น ไม่นับบ้านพักตากอากาศของพวกขุนนางที่สร้างคล้ายๆ กระท่อมชาวไร่ แต่ก่อด้วยหินและมีกำแพงล้อมรอบมิดชิด นอกบริเวณสวนดอกไม้สวยงาม

แต่ที่มีมากที่สุดและเด่นชัดที่สุดในหมู่บ้านดาวิมีเห็นจะเป็นสวนเอรีซึ่งบัดนี้ออกผลดิบรูปไข่เปลือกสีเขียวมัน รอวันสุกเป็นสีแดงสดในฤดูร้อน และสวนพีราที่ออกดอกสีขาวเล็กๆ สะพรั่งแซมใบเขียวทั้งสวน ดอกเหล่านั้นจะกลายเป็นผลพีราทรงน้ำเต้าสีเหลืองแซมชมพูในฤดูใบไม้ร่วงหลังจากผลเอรี ที่จริงแอชลีนน์ก็ไม่เคยได้เห็นต้นเอรีกับต้นพีราจริงๆ อย่างนี้มาก่อน แต่อาเมียร์เป็นคนแนะนำให้รู้จัก

หมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องไวน์จากผลเอรีกับผลพีรา เราจะไปซื้อไวน์พวกนั้นเป็นสินค้าเข้าเมืองหลวง แล้วนั่งเรือจากที่นั่นกลับไปยาร์ลาธแทนเด็กหนุ่มบอกเธอก่อนหน้านี้

และตอนนี้ ทั้งอาเมียร์กับรูอาร์คก็เข้าไปเจรจาซื้อไวน์ในโรงหมักที่เด็กหนุ่มผมแดงแนะนำว่าขึ้นชื่อ ทิ้งให้เธออยู่เฝ้าเกวียนกับชาลัวห์ใต้ร่มไม้หน้าอาคารหลังใหญ่ติดกับสวนพีรากว้างขวาง เด็กสาวเลยถือโอกาสนี้ชมทิวดอกแนร์คิแซสสวยงามซึ่งดูเหมือนจะชูช่อต้อนรับพวกเขาเช่นเดียวกับคนสวนที่กำลังดูแลต้นพีรา ผู้หันมาโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรแม้จะไม่ได้พูดอะไรกัน

ขณะโบกมือตอบ ใจของเด็กสาวก็แช่มชื่นขึ้นมาก ในบรรดาเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ที่เธอเคยเห็น โดยเฉพาะเมื่อเพิ่งผ่านหมู่บ้านที่ถูกปล้นและอันเวียนเมืองราตรีมาเพียงไม่กี่วันก่อน นี่คือหมู่บ้านที่ดูร่มรื่นและน่าอยู่ที่สุด

เธออยากให้หมู่บ้านทุกแห่งเป็นอย่างดาวิมีเหลือเกิน ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ มีดอกไม้สวยงาม และผู้คนที่ดูเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

หากแอชลีนน์ได้ขึ้นเป็นราชินี เธอหวังว่าจะทำให้เมืองและหมู่บ้านทุกแห่งของธีร์ดีเรเป็นเช่นนี้ได้จริงๆ

คงมีโอกาสเป็นไปได้...ใช่ไหม หากในธีร์ดีเรยังมีผู้ที่มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นๆ อย่างพวกของโทมา หมอหญิงซานา กับเกลอยู่ หากคนที่เคยทำผิดอย่างชาลัวห์ยังสำนึกในความผิดของตนได้ หากมีผู้ที่ภักดีและมีความสามารถอย่างท่านน้าคอนรอยกับดูลัสคอยช่วยเหลือเธอ ราชินีในภายหน้าคงจะทำให้ภาพเหล่านี้ปรากฏขึ้นทั่วธีร์ดีเรได้ในสักวันมิใช่หรือ

ข้าไม่เคยเห็นหมู่บ้านแบบนี้มาก่อนเลยแอชลีนน์พูดขึ้นหลังจากสูดกลิ่นหอมของดอกแนร์คิแซสที่ลอยมาตามลมจางๆ เข้าไปให้เต็มปอดถ้าทั่วธีร์ดีเรเป็นอย่างที่นี่ได้ก็ดีสินะ

“...นั่นสิเสียงของใครอีกคนตอบมาเบาๆข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าได้อยู่ในที่แบบนี้ ทุกคนคงจะมีสุขภาพดี คนที่ป่วยก็ไม่ต้องเดินทางไปที่ไหนไกลๆ ด้วย

หือเด็กสาวหันกลับไปมองชาลัวห์หมายความว่าอย่างไรหรือ

คือข้า...ข้าเคยมาที่นี่ตอนเด็กๆ ตอนนั้นข้าไม่สบาย เลยต้องหาที่พักฟื้นที่อากาศดีๆ แล้ว...แล้วก็เลยมาที่ดาวิมี ข้า...ชอบที่นี่มากเหมือนกัน ยังอยากให้ชอร์ซาเป็นอย่างนี้ได้เลย

นั่นสินะเด็กสาวรับ

หลังจากที่ชายหนุ่มขอยืมเงินของเธอก่อนออกเดินทางจากอันเวียน เธอก็พอจะพูดคุยดีขึ้นกับอีกฝ่ายอย่างที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะทำได้ ตอนนั้นแอชลีนน์ยื่นคำขาดว่าถ้าอยากให้เธออนุญาตให้ยืมเงิน เขาก็ต้องบอกมาเสียก่อนว่าจะนำเงินนั้นไปทำอะไร และในคืนนั้นเขาออกไปที่ไหน ด้วยเหตุใด

ไม่นึกเลยว่าชาลัวห์จะยอมเล่าทุกอย่าง แม้ว่าเขาจะดูกระอักกระอ่วนขณะพูดไม่น้อยไปกว่าคนฟัง เด็กสาวเต็มใจที่จะช่วยเกรเนียอย่างเต็มที่ และที่จริง เธอก็อยากจะช่วยหญิงคนนั้นได้มากกว่าให้เงินเพียงแค่นี้ด้วยซ้ำ

คนผิดอาจเป็นชาลัวห์กับครอบครัว เขาเป็นคนพูดเองกับปากว่าเงินเท่านี้ไม่ใช่การไถ่โทษที่ลบล้างความผิดของพวกตนได้ แต่เขาก็ยังอยากให้เกรเนียได้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้

และในฐานะผู้ปกครองของธีร์ดีเร แอชลีนน์ก็รู้สึกว่าตนควรจะเริ่มทำบางสิ่งอย่างจริงจังเช่นกัน เพื่อให้ชาวธีร์ดีเรผู้เคราะห์ร้ายสักคนมีความสุขสบายเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่...อย่างน้อยสักนิดก็ยังดี

"ไม่คิดว่าเจ้าต่อราคามากไปหรือ" เสียงถามของเพื่อนร่วมทางอีกคนดังแว่วมา

เด็กสาวหันไปเห็นอาเมียร์กับรูอาร์คเดินกลับมาที่เกวียน เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่ตอบคำพูดเมื่อครู่

"เขาก็ลดให้ตามที่ข้าบอกนี่นา ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร"

"แต่เจ้าเล่นตัดราคาลงเสียเกือบครึ่ง แล้วที่จริงพวกเราก็มีเงินเกินพอจะซื้อเต็มราคาด้วย" อาเมียร์ให้เหตุผล

"เจ้านี่ประหลาด ไม่ชอบของถูกรึยังไง" รูอาร์คกลอกตาพลางตอบ

ผ่านไปแค่วันเดียวก็ดูเหมือนเด็กหนุ่มผมแดงจะถนัดเรียกอดีตอาจารย์ของตนในฐานะเพื่อนที่เท่าเทียมกันตามคำบอกของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว

"ข้ากลัวพวกเขาจะขายได้ไม่คุ้มทุน"

"ให้ทุกๆ คนต่อราคาบ้าเลือดได้แบบข้าทั้งธีร์ดีเรก่อนเถอะ แล้วค่อยว่ากัน" รูอาร์คพูดต่อ "ขายให้เราแค่นี้ พวกเขาไม่เสียหายหรอก ถ้ามันขาดทุนจริงๆ เขาก็ไม่ยอมขายอยู่แล้ว มีคนตั้งมากมายที่จะยอมซื้อไวน์ของดาวิมีในราคาสูงกว่านี้ แล้วอย่างนี้ก็สะดวกถุงเงินของพวกเราด้วย ถามจริง บ้านเจ้าไม่เคยต่อราคาของในตลาดเลยรึยังไง"

"ถ้าราคามันสมเหตุสมผล ก็ไม่จำเป็นต้องต่อนี่" เด็กหนุ่มผมดำแย้ง "คิดถึงหัวอกคนค้าขายบ้าง ถ้าคนซื้อคิดแค่ว่าอยากซื้อของในราคาที่ถูกที่สุด คนค้าขายจะได้กำไรพอคุ้มทุนหรือเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร แล้วอีกอย่าง ภาษีเหล้าไวน์ของธีร์ดีเรก็ไม่ใช่ถูกไม่ใช่หรือ ถึงเขาจะลดให้เรา ก็ต้องเสียภาษีให้ทางการเต็มอัตราอยู่ดี ถ้าราคาขายเดิมไม่เอากำไรเกินควรก็จ่ายตามนั้นดีกว่า"

เด็กหนุ่มผมแดงกลับยักไหล่ "เขาเรียกว่าการแข่งขัน ที่เขาขายให้เราถูกลงนี่ไม่ใช่อะไรหรอก เพื่อกันไม่ให้เราไปซื้อไวน์จากโรงหมักคู่แข่งต่างหาก แล้วเขาก็เห็นว่าเขาไม่เสียกำไรอะไรหนักหนาด้วย ถึงได้ยอมขายตามราคาที่ข้าต่อ ยอดขายกับความพอใจของลูกค้าสำคัญต่อคนค้าขายจะตายไป เราได้ลด เขาได้ชื่อ มันก็เท่านั้นเอง"

อาเมียร์ถอนหายใจแล้วก็เงียบไปเหมือนไม่อยากต่อความอีก แอชลีนน์จึงตัดสินใจถามขึ้น "เจ้าไปต่อเหลือเท่าไรหรือ รูอาร์ค"

"จากถังละแปดสิบวีร์เหลือห้าสิบ" คนตอบกลับเป็นอาเมียร์ที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่

"หะ...ห้าสิบเชียวหรือ!" เด็กสาวอุทานแล้วก็รีบคำนวณในใจ ลดไปตั้งสามสิบวีร์จากแปดสิบนี่... "เท่ากับ...ลดร้อยละ...เท่าไรนะ"

"ร้อยละสามสิบเจ็ดจุดห้า เยอะเกินไปแล้วใช่ไหมล่ะ" เด็กหนุ่มผมดำตอบทันควัน ขณะที่คนตอบโคลงศีรษะ

"ข้าแค่ต่อราคา ไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมร้ายแรงขนาดทำให้ธีร์ดีเรขาดดุลการค้าล่มจมเสียหน่อย"

"แต่ถ้ามีคนทำอย่างเจ้าสักร้อยละเจ็ดสิบของชาวธีร์ดีเรทั้งหมด การค้าของเราจะโตไหม" อาเมียร์ติง

"โตสิ เพราะชาวธีร์ดีเรจะมีเงินไว้ซื้ออย่างอื่นมากขึ้นอย่างไรล่ะ" รูอาร์คตอบอย่างร่าเริง

"แล้วสวนผลไม้กับโรงหมักไวน์ที่ขาดกำไรไปจะทำอย่างไร ให้พวกเขาแบกรับภาษีที่จะส่งเข้ารัฐเองหรือให้รัฐลดภาษีให้ แล้วถ้าทางการมีภาษีไม่พอสำหรับใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินที่จำเป็นจะเกิดอะไรขึ้น ราคาสินค้าเขาตั้งไว้ในจุดที่เหมาะสมเพื่อประกันให้ระบบมันดำเนินต่อไปได้ ยังจะไปต่อเอาสบายตัวเองเข้าว่าอีก"

"ให้ตายสิ นี่เจ้าไม่เห็นความงามของระบบการค้าเสรีเลยหรือ"

"ไปถามพวกชาวไร่ชาวสวนสิ ว่าพวกเขาจะชอบการค้าเสรีไหม ถ้าไม่มีการประกันราคาผลผลิต ต้องยอมรับราคาซื้อที่พ่อค้าคนกลางตั้งให้ต่ำสุดๆ แบบไม่ห่วงต้นทุนถึงขายออก ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้ผลผลิตตัวเองเน่าเสียไป"

"เอ่อ..." แอชลีนน์มองเพื่อนร่วมทางที่ทำท่าจะถกปัญหาเศรษฐศาสตร์ยืดเยื้อไม่ยอมหยุด สลับกับชายสองคนของโรงหมักที่ค่อยๆ กลิ้งถังไม้ใส่ไวน์มายังเกวียนของพวกเขาทีละใบ ดูเหมือนอาเมียร์กับรูอาร์คจะยอมเงียบได้เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามาใกล้ แล้วจึงช่วยกันปลดพานท้ายกระบะเกวียนลง ทำเป็นทางลาดขึ้นให้คนของโรงหมักกลิ้งถังไวน์ขึ้นเก็บ

เด็กสาวมองพวกเขาทำงานอย่างเงียบๆ แล้วก็อดตั้งคำถามไม่ได้...เมื่อเห็นถังไวน์ใบแรกวางเคียงถังชาดานแซร์ที่ตั้งอยู่ก่อนหน้า

"ถ้าตั้งถังไวน์จะสะดวกกว่าไหม...ขอรับ ข้าว่าแบบนี้มันกินที่บนเกวียน แล้วก็น่ากลัวว่าถังจะกลิ้งหล่นลงมาด้วย"

ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เป็นหนึ่งในคนขนถังไวน์กลับยิ้มน้อยๆ

"เจ้าไม่เคยเห็นเวลาเขาขนส่งหรือเก็บถังไวน์หรือ น้องชาย"

"เอ๋..." แอชลีนน์กะพริบตาปริบๆ

"ถังไวน์เขาต้องเก็บตะแคงเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปทางปากถัง ไม่อย่างนั้นรสของไวน์ข้างในจะเปลี่ยนไป" อาเมียร์รีบอธิบาย

"อ๋อ..." เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มพยักหน้ารับ เธอเพิ่งนึกได้ว่าร้านอาหารและโรงแรมที่ผ่านมาก็ใช้วิธีเก็บถังไวน์อย่างนี้กันทั้งสิ้น

"ส่วนเรื่องหล่นน่ะไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวเอาไม้ไปขัดไว้กับพานท้ายเกวียนให้แน่นๆ ก็พอแล้ว" รูอาร์คพูดพลางกอดอก "เสียแต่คนในเกวียนคงต้องทำตัวลีบๆ หน่อย ห้าถังนี่ท่าทางจะกินที่ใช่ย่อย แต่มีคนเดียวแถมตัวผอมเป็นไม้เสียบผีจนจะมองไม่เห็นอย่างนี้ คงไม่เป็นไรกระมัง"

แอชลีนน์กลั้นเสียงถอนหายใจไว้ ด้วยรู้ว่าเด็กหนุ่มผมแดงตั้งใจกระทบใครอีกคนในคณะเดินทาง มีแต่ชาลัวห์เท่านั้นที่ต้องนั่งในเกวียนพร้อมกับสัมภาระในเวลาเดินทาง เพราะเด็กสาวนั่งข้างหน้าคู่กับอาเมียร์ ส่วนรูอาร์คมีม้าให้ขี่ไปข้างๆ เกวียน

เธอพยายามพูดหลายครั้งแล้วให้เด็กหนุ่มผมแดงยอมรับว่าบัดนี้ชาลัวห์เปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงในด้านรูปร่างหน้าตาที่ผอมโทรมลงตั้งแต่ตอนท้องเสียคราวนั้น บวกกับปรับตัวเข้ากับเสบียงอาหารระหว่างทางได้ลำบาก แต่ยังในด้านท่าทีการวางตัว เขาไม่ปริปากเมื่อถูกรูอาร์คกระทบกระเทียบแทนที่อาเมียร์ ทำทุกอย่างตามคำสั่งโดยไม่อิดออด ซ้ำยังช่วยขนสัมภาระและหยิบข้าวของตามคำบอกของคนอื่นเท่าที่จะทำได้เสียด้วยซ้ำ

"ต้องให้พี่เฟย์ลิมฟื้นคืนชีพขึ้นมาก่อน ข้าถึงจะยกโทษให้มันได้" รูอาร์คเคยยื่นคำขาดเมื่อเธอขอร้องให้เห็นใจชาลัวห์บ้าง

"แต่เขาเปลี่ยนไปมากแล้วนะ"

"เปลี่ยนไปมากแล้วอย่างไร เขาเปลี่ยนไปแล้วเรื่องที่เขาทำให้พี่ข้าตายมันหายไปได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องมาพูด"

อาเมียร์บอกแอชลีนน์ในเวลาต่อมา ให้ปล่อยเรื่องของทั้งสองไว้เช่นนี้ เด็กสาวจึงจำใจทำตามอย่างเสียไม่ได้ ถึงแม้ว่ารูอาร์คจะไม่ได้ทำอะไรชายหนุ่มมากไปกว่าใช้วาจาระรานบ้างเป็นบางครั้ง...โดยไม่ร้ายแรงนักก็ตาม

"ว่าแต่ พี่ชายพอจะแนะนำโรงทำเนยแข็งที่ขึ้นชื่อที่นี่ให้พวกเราหน่อยได้ไหม" เธอได้ยินรูอาร์คถามคนของโรงหมักไวน์อีกครั้ง

"เนย 'เถระเหม็น' น่ะหรือ เห็นทุ่งเลี้ยงวัวตรงทางโค้งที่มีดงแนร์คิแซสนั่นไหม โรงทำเนยของเจ้านั้นเป็นต้นตำรับเก่าแก่ที่สุดในดาวิมีแล้ว" ชายอีกคนชี้บอก "พวกเขาใช้ไวน์พีราของเราบ่มเนย ดังนั้นรับประกันคุณภาพได้ บอกไปว่าโรงหมักของเราแนะนำมาก็แล้วกัน เขาจะลดให้เป็นพิเศษด้วย"

"อย่างนั้นหรือ ขอบคุณมากพี่ชาย" รูอาร์คตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง

"ไม่เป็นไร แล้ววันหลังแวะมาอุดหนุนพวกเราอีกนะ"

แอชลีนน์เหลือบไปเห็นอาเมียร์ยักไหล่น้อยๆ ก่อนจะพูดขอบคุณชายทั้งสองอีกครั้งเมื่อพวกเขาขนถังไวน์ทั้งห้าใบมาส่งถึงเกวียนเรียบร้อย แล้วก็บังคับม้าออกไป

"'เถระเหม็น' นี่คืออะไร" เด็กสาวตั้งคำถามกับคนข้างตัวเมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนไปตามทาง

"ชื่อเนยแข็งที่มีชื่อเสียงในแถบนี้น่ะ เห็นว่าหมักกับไวน์พีราของดาวิมี ข้าเคยกินบ้างในขบวนสินค้า แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ตั้งชื่อแปลกๆ อย่างนี้ นอกจากว่ามัน...ก็เหม็นเอาเรื่องอยู่" อาเมียร์ตอบด้วยสีหน้ายุ่งๆ ในตอนท้ายราวกับจะสื่อถึงกลิ่นที่ว่า

"เหม็นเหมือนชาดานแซร์น่ะหรือ" แอชลีนน์ซักต่อ

"ปลากับเนยแข็งจะไปเหม็นเหมือนกันได้ยังไง" คราวนี้ผู้พูดกลับเป็นรูอาร์ค "ถ้าถามข้า ข้าว่าเจ้าเถระเหม็นเนี่ย เหม็นเหมือนชุดพระเถระที่ไม่ได้ซักมาแรมปีกระมัง ในวังคงไม่อนุญาตให้เอาของเหม็นๆ อย่างนี้เข้ามากินละสิ ถึงไม่รู้จัก"

เด็กสาวย่นจมูก "ไม่รู้จักแล้วมันผิดตรงไหน"

"ไม่ผิดหรอก แต่รู้จักไว้จะดีกว่า ผู้ปกครองที่ดีควรรู้จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละท้องถิ่นที่ตนปกครอง แล้วก็ส่งเสริมให้ดีที่สุด หาทางให้แต่ละชุมชนพึ่งพา ดูแลตนเอง และเกื้อกูลชุมชนอื่นๆ ได้โดยที่ตนเองไม่ลำบาก อย่างนี้ถึงจะทำให้ดินแดนในปกครองเข้มแข็งและสงบสุข" อาเมียร์ตอบเป็นการเป็นงาน ยังผลให้รูอาร์คยักไหล่บ้างในครั้งนี้

"อย่างที่ดาวิมีมีสวนเอรีกับพีราควบคู่กับโรงหมักไวน์ แล้วก็มีการเลี้ยงวัวกับทำเนยแข็งหมักไวน์ในที่เดียวกัน ส่งเป็นสินค้าออกของตนเองน่ะหรือ" แอชลีนน์พูดตามความคิด "นั่นสิ จะว่าไป...หมู่บ้านที่พวกเราผ่านมาก็มีแต่ไร่นาอย่างเดียว แต่ไม่มีการแปรรูปผลผลิตอย่างนี้เลย"

"แล้วพอแปรรูปผลผลิตได้ในชุมชน ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า จริงไหม" เด็กหนุ่มผมดำอธิบายต่อ "ข้าได้ยินมาว่าที่ดาวิมีปลูกพืชผลได้มาก ก็เพราะดินและอากาศดี ไวน์กับเนยแข็งของพวกเขาจึงมีคุณภาพ แต่ข้าก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะได้วัตถุดิบที่สดใหม่ ไม่ต้องขนส่งมาจากไหนไกลด้วย พอได้วัตถุดิบที่สดและดี รวมทั้งมีสูตรเฉพาะที่สืบทอดกันมาเป็นเอกลักษณ์ สินค้าของพวกเขาเลยมีชื่อเสียง เป็นที่ต้องการมากขึ้น และแน่นอน...ราคาดีขึ้น จนเป็นชุมชนที่เข้มแข็งได้อย่างนี้"

"หมายความว่า...ถ้าข้าส่งเสริมให้แต่ละหมู่บ้านทำการแปรรูปผลิตผลของตนเองก็จะดี อย่างนั้นสินะ อย่างถ้าหมู่บ้านไหนปลูกข้าว ก็ให้พวกชาวบ้านตั้งโรงสีข้าวขึ้นมาเองที่นั่น ถ้าที่ไหนปลูกฝ้ายก็ให้ทอผ้าด้วยเลย แล้วทุกเมืองกับทุกหมู่บ้านก็จะเป็นอย่างดาวิมีได้ อย่างนั้นใช่ไหม" เด็กสาวเสนอเมื่อนึกย้อนไปถึงปัญหาโรงสีกดราคาข้าวสาลีและธัญพืชอื่นๆ กับปัญหาโรงทอผ้ากดราคาฝ้ายและค่าแรง ซึ่งเธอเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ปัญหา

"นั่นก็ใช่ แต่จะเอาเงินที่ไหนมาทำล่ะเจ้าเปี๊ยก" รูอาร์คแย้ง "แล้วต่อให้เอาเงินในคลังหลวงมาสร้างโรงสีหรือโรงทอผ้า เจ้าคิดว่าจะคุ้มหรือ ถ้าสร้างหนึ่งโรงสีต่อหนึ่งหมู่บ้าน แล้วก็ใช้ได้แค่ปีละครั้งหรือสองครั้ง ข้าวที่ต้องสีหรือโม่เป็นแป้งก็มีไม่มาก ไม่คุ้มกับค่ารักษาอุปกรณ์ที่เสื่อมไปตามกาลเวลาหรอก แล้วอีกอย่าง กิลด์โรงสีตามเมืองต่างๆ ไม่ยอมแน่นอน เจ้าคิดว่าพวกเขารวมตัวกันจดทะเบียนเป็นกิลด์เสียภาษีให้ทางการเพื่ออะไรล่ะ"

"ก็..." เด็กสาวนึกถึงสิ่งที่เธอเคยเรียนมา "เพื่อรับประกันว่าจะมีงานป้อนเข้ามาให้สมาชิกอย่างทั่วถึง และรักษาผลประโยชน์ของตนเองโดยเพิ่มอำนาจต่อรอง"

"นั่นละ กุญแจสำคัญมันอยู่ตรงนี้" รูอาร์คดีดนิ้วเปาะ

แอชลีนน์ขมวดคิ้วขณะคิดตาม ก่อนจะตระหนักได้ "พวกเราไม่มีกิลด์ชาวไร่ชาวนาเลยนี่นา...แต่ทำไมล่ะ"

"เขามองว่าการทำไร่ทำนาเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ความรู้หรืองานฝีมือ เลยไม่มีใครจดทะเบียนตั้งเป็นกิลด์น่ะสิ" เด็กหนุ่มผมแดงขยายความ "แล้วอีกอย่าง ชาวไร่ชาวนาส่วนมากอยู่กระจายกันตามหมู่บ้านในชนบท น้อยคนจะมีความรู้พอที่จะคิดเรื่องรวมตัวเป็นกลุ่ม จดทะเบียนตั้งกิลด์ในเมืองเพื่อรับประกันผลตอบแทนของตนเอง ไม่อีกทีก็เป็นพวกคนงานติดที่ที่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว อย่างคนของสวนผลไม้กับทุ่งเลี้ยงวัวต่างๆ ของดาวิมีนี่ก็เหมือนกัน"

"คนงานติดที่..." แอชลีนน์ค่อยๆ คิด ก่อนจะนึกออกว่าอีกฝ่ายหมายถึงพวกชาวไร่ชาวนาที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่ทำงานให้กับเจ้าของที่ดินหรือขุนนางที่ดูแลท้องถิ่นนั้น โดยได้รับค่าจ้างและค่าเลี้ยงดูตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นระยะๆ ขณะที่กำไรตกเป็นของเจ้าของที่ดินเอง

คนพวกนี้มักเป็นลูกหลานของทาสติดที่ดินในสมัยก่อน หลังจากที่ธีร์ดีเรประกาศเลิกทาสแล้ว พวกเขาจึงได้รับเงินค่าแรงงานเป็นของตนเอง รวมทั้งมีอิสระที่จะออกจากงานและย้ายถิ่นฐานได้ต่างจากในอดีต ทว่าหากอดีตนายทาสเป็นผู้ที่มีเมตตา คนพวกนี้ส่วนมากก็มักผูกพันกับตระกูลของพวกเขา จนยังคงทำงานให้แก่ตระกูลนั้นสืบทอดต่อกันเป็นรุ่นๆ

"แสดงว่า...พวกเขาทำงานให้พ่อค้าใหญ่อยู่แล้วหรือ"

"ยิ่งกว่าพ่อค้าใหญ่อีก" รูอาร์คยักไหล่อีกครั้ง "เจ้าไม่รู้จักเซอร์ฌอน ดาวิมีเลยเหรอ"

"เอ..." เด็กสาวเร่งนึก "เขาเป็นอัศวินคนไหนที่ข้าเคยพบรึเปล่า"

"ถ้าเคยพบคงจับไข้หัวโกร๋น เพราะเขาเป็นอัศวินที่ลงไปนอนอยู่ในหลุมตรงเนินเขาโน้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนกระมัง" รูอาร์คบุ้ยใบ้ไปทางโบสถ์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้คฤหาสน์หลังหนึ่ง ห่างจากความวุ่นวายของบริเวณจัตุรัสกลางหมู่บ้านที่มีโรงแรม ร้านค้า และกระทั่งย่านสวนผลไม้ ทุ่งเลี้ยงสัตว์ โรงหมักไวน์กับโรงทำเนยต่างๆ

"แล้วเขาเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่ล่ะ"

"เซอร์ดาวิมีได้รับพระราชทานหมู่บ้านนี้เป็นที่ดินของตระกูลอย่างถาวร เพราะเขาทำหน้าที่เป็นนักรบแทนองค์กษัตริย์ในพิธีราชาภิเษก อย่าบอกล่ะ...ว่าเจ้าไม่รู้อีกว่านักรบแทนองค์กษัตริย์เขามีไว้ทำอะไร" เด็กหนุ่มผมแดงทำเป็นเกาศีรษะแกรกจนแอชลีนน์ไม่พอใจขึ้นมา เธอเลยหันไปมองอาเมียร์เหมือนจะขอคำตอบ แต่เด็กหนุ่มผมดำก็กลับยิ้มแห้งๆ แม้จะช่วยพูดแทนเธอ

"นักรบอะไรนั่นน่าสนดี ข้าเองก็ยังไม่รู้เรื่องของธีร์ดีเรละเอียดขนาดนั้น ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าเขามีไว้ทำอะไร"

รูอาร์คพ่นลมหายใจเสียงดังกับการรับลูกของทั้งสอง แต่ก็ยอมเล่าแต่โดยดี

"นักรบแทนองค์กษัตริย์คือผู้ที่จะประลองตัวต่อตัวกับผู้ท้าชิงอำนาจของพระราชาในพิธีราชาภิเษก เพื่อปกป้องสิทธิในบัลลังก์แทนราชา ในเมื่อราชามีฐานะสูงส่งกว่าบุคคลอื่นๆ ในฐานะผู้สืบสายพระโลหิตแห่งเทพเจ้า จึงไม่อาจลดพระองค์ลงมาสู้รบกับมนุษย์ธรรมดาน่ะสิ"

"ผู้สืบสายพระโลหิตแห่งเทพเจ้า...หมายถึงพระราชวงศ์ของธีร์ดีเรในสมัยก่อนน่ะหรือ" อาเมียร์ตั้งคำถาม

"ในตอนนี้ก็ด้วย" แอชลีนน์เป็นผู้ตอบบ้าง "บรรพบุรุษของราชวงศ์อลาชตาร์เคยสู้รบเพื่อดินแดนในบริเวณนี้ จนตอนหลังถึงก่อตั้งอาณาจักรธีร์ดีเรขึ้นมา ต้นตระกูลของเราสืบขึ้นไปได้ถึงนักรบหญิงนามบูดิกา นางสู้รบกับกองทัพของอสุรเทพที่พยายามรุกรานดินแดนของพวกเรา เอริน ธิดาของบูดิกามีโอรสกับสุริยเทพลูค และโอรสพระองค์นั้นก็เติบโตขึ้นเป็นนักรบที่มีความสามารถ ตั้งตนเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของธีร์ดีเร"

"หมายความว่า..." เด็กหนุ่มมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ ขณะลดเสียงลงเพื่อไม่ให้คนบนเกวียนที่แล่นสวนมาพอดีได้ยิน "...เจ้ามีสายเลือดของสุริยเทพหรือ ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินได้อ่านเรื่องพวกนี้เลย"

เด็กสาวผู้ถูกบอกว่ามีสายเลือดแห่งองค์สุริยเทพกลับยิ้มเจื่อนๆ

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตำนานว่ากันมาอย่างนั้น แต่ถึงข้าจะมีสายเลือดขององค์สุริยเทพจริง ก็คงเจือจางมากจนไม่มีอำนาจอะไรอีก ไม่อย่างนั้นข้าคงใช้อำนาจพวกนั้นช่วยเหลือธีร์ดีเรไปนานแล้ว แล้วอีกอย่าง ถึงตอนนี้เราจะเจริญสัมพันธไมตรีกับซาเกรดา โซล จนไม่ต้องรบกันอีก พวกเขาก็ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดว่าองค์สุริยเทพมีทายาทที่เป็นมนุษย์ ถึงเรากับเขาจะนับถือเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียวกัน จึงสามารถยอมรับศาสนาของซาเกรดา โซลได้ไม่ยาก พวกเราก็ยังมององค์สุริยเทพต่างไปอยู่ดี สำหรับซาเกรดา โซล องค์สุริยเทพเป็นเทพแห่งแสงสว่างที่บริสุทธิ์ที่สุด พระองค์ประทานแสงสว่างและความคุ้มครองให้แก่มวลมนุษย์ แต่ไม่มีทางปรากฏพระองค์ให้เห็นหรือข้องแวะกับมนุษย์เป็นอันขาด"

"ยกเว้นเหล่านักบวชแห่งซาเกรดา โซล ที่ 'ได้ยินพระวจนะ' ขององค์สุริยเทพ ปฏิบัติตาม 'พระวจนะ' เหล่านั้น และ 'เผยแผ่พระวจนะ' เหล่านั้นให้ฝูงชนผู้มืดบอดได้ 'เห็นแสงสว่างที่แท้จริงของพระองค์' ด้วยการไล่ล่ากวาดล้างพวกผู้มีมนตร์มืดของจอมปีศาจหรืออสุรเทพให้ตายตกไปเป็นร้อยเป็นพันนั่นละ" รูอาร์คแทรกอย่างเสียดสี

แอชลีนน์ไม่อยากออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจพูดต่อ "แต่ชาวธีร์ดีเรเห็นองค์สุริยเทพเป็นทั้งเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพวีรบุรุษผู้มอบโอรสที่มีอำนาจให้เอรินปกป้องดินแดนของเราจากปีศาจของอสุรเทพ ถึงอย่างนั้น เพราะอำนาจทางการเมืองของเรายังเป็นรองต่อซาเกรดา โซล พวกเขาจึงห้ามไม่ให้พวกเราอวดอ้างตนเช่นนั้น เอกสารบันทึกต่างๆ หรือบทกวีที่กล่าวอ้างว่าองค์สุริยเทพมีโอรสกับมนุษย์จึงถูกห้ามเผยแพร่เด็ดขาด แต่ในหมู่ชาวธีร์ดีเรก็ยังมีคำบอกเล่าปากต่อปากสืบทอดกันมา แล้วพวกพระราชวงศ์กับคนในวังก็รู้กันอยู่เป็นการภายใน อย่างข้ารู้เพราะเสด็จแม่ทรงบอกมา"

"แล้วข้าก็รู้เพราะพ่อข้าเป็นคนบอก" เด็กหนุ่มผมแดงเสริม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ว่าแต่จะฟังเรื่องของเซอร์ดาวิมีต่อหรือเปล่านี่"

"ต่อสิ" อาเมียร์ตอบ

"เตือนข้าหลังจากเสร็จธุระกับเถระเหม็นโฉ่พวกนั้นก็แล้วกัน เพราะท่าทางเราจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมันในไม่ช้านี้แล้ว" รูอาร์คตัดบทขณะพยักพเยิดไปยังทางเข้าโรงทำเนยที่อยู่ไม่ไกล

 

แอชลีนน์หันไปดูดอกแนร์คิแซสสลับกับฝูงวัวที่ยืนและเล็มหญ้าอยู่ในรั้วอีกครั้งพร้อมกับปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ ขณะที่รูอาร์คกับอาเมียร์เข้าไปเจรจาซื้อเนยแข็งเช่นเดียวกับไวน์

เธอนึกถึงเรื่องที่อาเมียร์ถาม และคิดว่าที่จริงก็ไม่รู้จะเชื่อดีไหมว่าตนเองมีสายเลือดขององค์สุริยเทพลูค ในเมื่อเธอที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของพระองค์กลับไม่ได้ยินพระวจนะขององค์เทพเจ้าผู้น่าจะเป็นบรรพบุรุษของตนเองเลย ทว่าเหล่านักบวชแห่งซาเกรดา โซลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดด้วยซ้ำกลับเป็นผู้ได้ยิน

และที่สำคัญที่สุด หากเป็นความจริง...เหตุใดองค์เทพบรรพบุรุษจึงไม่ปกป้องเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ของเธอจากเหตุการณ์นั้นแม้แต่คนเดียว ...ต่อให้ใครๆ จะพากันพูดว่าทั้งสามพระองค์กลับคืนสู่องค์สุริยเทพแล้ว เด็กสาวยังคงกังขาว่านั่นเป็นเรื่องน่ายินดีหรือ หากองค์สุริยเทพรักเธอ เหตุใดจึงไม่ให้คนที่เธอรักอยู่กับเธอต่อไปจนแก่เฒ่าตามอายุขัยเล่า

แล้วยังให้เสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่ไอลีชต้องสิ้นพระชนม์อย่างทุกข์ทรมานถึงเพียงนั้น ถึงขั้นที่ไม่มีใครยอมให้เธอได้เห็นพระศพของทั้งสามเป็นครั้งสุดท้ายเช่นนี้

ความคิดนั้นนำมาสู่อีกความคิดหนึ่ง...ความคิดที่ทำให้เด็กสาวถอนหายใจออกมาดังๆ เมื่อนึกไปถึงคำถามที่ตนไม่กล้าเอ่ยถามเพื่อนร่วมทางและอดีตอาจารย์เสียที

เธออยากรู้ว่าคนมากมายที่เขาไม่อยากให้ตายนั้นมีพ่อของเขารวมอยู่ด้วยใช่ไหม...พ่อที่เป็นเชื้อพระวงศ์ของดินแดนแสนไกล หรือบางทีอาจเป็นกระทั่งราชาของดินแดนนั้นเสียด้วยซ้ำ

เด็กสาวสังหรณ์อย่างประหลาดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง อาเมียร์มีความรู้ด้านการปกครองและการศึกมากกว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ธรรมดา เขาอาจเป็นถึงรัชทายาทอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ ท่านสิมาที่เป็นแม่แท้ๆ ก็อาจเป็นราชินี แค่แรกเห็น เธอก็สังเกตได้ว่านางมีกิริยานุ่มนวล แฝงความสง่างามราวกับสตรีชั้นสูง ทำให้แอชลีนน์รู้สึกรางๆ เหมือนกับได้เห็นเสด็จแม่อีกครั้ง แม้จะได้พบกันเพียงไม่กี่ครั้งและไม่นานก็ตาม

เธออยากให้อาเมียร์เปิดใจกับเธอ เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอฟัง ดังเช่นที่เธออยากเล่าให้เขาฟัง...เพียงผู้เดียวเท่านั้น

แต่วันที่ต้องจากกันก็ดูเหมือนจะใกล้เข้ามาทุกขณะ ทั้งๆ ที่เธอยังไม่อาจรวบรวมความกล้าที่จะพูดกับเขา และยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นเอ่ยปากอย่างไรดี

"ทำไม...ถึงได้ยากอย่างนี้นะ" เด็กสาวอดพึมพำกับตนเองไม่ได้

"อะ...อะไรยากหรือ" ชาลัวห์ถามอย่างตื่นๆ

"มะ...ไม่มีอะไร" แอชลีนน์ตัดบท

"หมายถึงเรื่อง...ทำให้ทุกๆ แห่งในธีร์ดีเร...เป็นเหมือนดาวิมีน่ะหรือ" ชายหนุ่มเดาไปอีกทาง "ขะ...ข้าว่า...ท่านต้องทำได้อยู่แล้ว อาเมียร์ก็...ออกจะเก่งอย่างนั้น ถ้ามีเขาช่วยท่าน ต้องทำได้แน่ๆ อย่า...เอ่อ...อย่ากังวลไปเลย"

เด็กสาวกลับนิ่งเงียบไม่ตอบคำพูดนั้น

"เขาเป็นคนที่...อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเฟย์ลิมใช่ไหมล่ะ เขาเป็นคนมีความสามารถ ข้าคิดว่า...พวกขุนนางน่าจะยอมรับการแต่งงานของท่านกับเขาได้อยู่แล้ว"

แอชลีนน์หันขวับมาทันทีทั้งๆ ที่ทำสีหน้าไม่ถูก "เราไม่ได้คิดจะแต่งงานกันสักหน่อย!"

ชาลัวห์ก้มหน้าลงอย่างลนลานทันที "...ขะ...ขอโทษ ข้าก็แค่...คิดว่า...ท่านกับเขาเป็นคนรักกัน...ไม่ใช่หรือ"

"ไม่ใช่" เธอบอกตนเองไปพร้อมกัน ทั้งด้วยเสียงและสีหน้าที่อ่อนลง "เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น"

"ใครว่าใครเป็นแค่เพื่อนกันนะ" เสียงของบุคคลที่สามทำให้เด็กสาวสะดุ้งโหยง

หันไปก็เห็นใบหน้าซังกะตายของเด็กหนุ่มผมแดงอยู่ตรงหน้า มีเนยแข็งแว่นกลมหนาห่อกระดาษไขสองก้อนหนีบไว้กับไหล่สองด้าน "เจ้ากับอาเมียร์น่ะหรือ"

แอชลีนน์ก้มหน้าลงมองเท้าของตน "จะใครเสียอีกล่ะ"

รูอาร์คมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเบาลง

"ถ้าหมอนั่นบอกว่าแต่งงานกับเจ้าไม่ได้ ก็ต่อยมันให้สลบแล้วลากมาหาข้าเลย ข้าจะจัดการให้เอง ถ้าอยากให้รักสมหวัง บางทีเราก็ต้องดุเดือดกันบ้าง ไม่รู้รึไง"

"ข้าไม่ได้คิดจะแต่งงานกับเขาเสียหน่อย" เด็กสาวปฏิเสธ

"แล้วไม่ได้รักเขารึ หรือ...คิดว่าเขาไม่ได้รักเจ้า"

"อาเมียร์ไปไหน" แอชลีนน์รีบถาม "ทำไมไม่ออกมาด้วยกันล่ะ"

"หมอนั่น...ไม่รู้สิ เดี๋ยวคงตามมานั่นแหละ รีบๆ พูดก่อนที่เขาจะมาดีกว่าไหม"

"ข้าไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น" เธอปฏิเสธ

"เจ้าเปี๊ยก เวลา วารี กับความรักมันไม่คอยใครจริงๆ รู้ไว้เสียด้วย" เด็กหนุ่มผมแดงพูดเสียงเคร่งขรึมขึ้น

"เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว และข้าก็ตั้งใจจะกลับไปทำหน้าที่ของข้าต่อธีร์ดีเรหลังจากช่วยเขาได้...ในฐานะเพื่อน...เท่านั้นเอง" เด็กสาวยืนกราน "อย่าพูดอะไรอีกเลย ห้ามบอกอาเมียร์ด้วย ข้าตัดสินใจแล้ว"

รูอาร์คทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่แล้วก็เงียบไว้เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของบุคคลที่สี่ใกล้เข้ามา

"คุยอะไรกันอยู่หรือ"

"มะ...ไม่มีอะไร" แอชลีนน์รีบเงยหน้าขึ้นตอบเขาด้วยรอยยิ้มทันที "ข้าแค่ขอให้รูอาร์คเล่าเรื่องของเซอร์ดาวิมีให้ฟัง แต่...แต่รูอาร์คบอกว่าให้รอก่อน เดี๋ยวอาเมียร์จะพลาดเรื่องนี้ไป"

"อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็เล่าตอนนี้ได้เลยนี่" เด็กหนุ่มรับก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งที่ไพล่ไว้ข้างหลังออกมาให้เธอ "เอ้านี่"

เด็กสาวเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นของที่เขาถือไว้ เจ้าดวงดาวสีเหลืองพราวบนก้านสีเขียวดูเหมือนจะพยักหน้าทักทายเธอจริงๆ เสียด้วย

"ดอกแนร์คิแซส...นี่" เธอรู้สึกเหมือนหัวใจกลับเต้นรัวทันควันและทำให้คำพูดของตนติดขัด "หะ...ให้ข้าหรือ"

"ฮื่อ เห็นเจ้าชอบมอง คงอยากดูใกล้ๆ ใช่ไหมล่ะ" อาเมียร์พูดโดยไม่มองเธอตรงๆ แต่เสไปมองพื้นเหมือนกำลังประหม่า "ข้าเห็นริมทุ่งตรงโน้นมันสวยดี เลยถามคนแถวนี้ว่าเก็บได้หรือเปล่า เขาก็บอกว่าได้"

"ขะ...ขอบคุณมากนะ" แอชลีนน์ยื่นมือออกไปรับดอกแนร์คิแซสช่อนั้น

"พอไปถึงโรงแรมแล้วเอาไปใส่แจกันน่าจะดี คงทำให้ห้องสดชื่นขึ้น แต่น่าเสียดายที่เราต้องรีบเดินทาง เลยไม่ได้พักที่ดาวิมีสักคืน"

"มะ...ไม่เป็นไรหรอก" เด็กสาวบอกขณะมองช่อดอกไม้หอมในมือ "แค่ได้ดอกไม้ไปก็ดีแล้วล่ะ"

"ถ้าอยากรีบไป ก็ขึ้นเกวียนได้แล้ว" รูอาร์คบอกหลังจากวางเนยแข็งลงในเกวียนดังปึง "มาเอ้อระเหยชมดอกไม้กันอยู่ได้ รีบๆ ขึ้นเกวียนกันไป"

แอชลีนน์มองออกว่าอีกฝ่ายมีท่าทางหงุดหงิด ไม่สิ...ที่จริงทุกคนในนี้คงมองออกเหมือนกัน ชาลัวห์กับอาเมียร์จึงได้เงียบไป จนกระทั่งม้าเดินไปได้สักระยะหนึ่ง เด็กหนุ่มผมดำจึงเสี่ยงพูดขึ้น "แล้วเรื่องเซอร์ดาวิมี..."

"ไม่รู้ ขี้เกียจเล่าแล้ว ไม่มีอารมณ์" เด็กหนุ่มผมแดงตอบห้วนๆ

"เป็นอะไรของเจ้า" อาเมียร์พูดเสียงแข็งขึ้นบ้าง

"เป็นตัวขวางโลก สมเพชหอยทากสองตัวที่เอาแต่คลานอ้อมทุ่ง ไม่ยอมเข้าหากันให้มันรู้เรื่องรู้ราวอยู่นั่น"

เด็กหนุ่มผมดำไม่พูดอะไรต่อ แอชลีนน์เองก็เอาแต่ก้มลงมองดอกแนร์คิแซสที่เธอถืออยู่เงียบๆ เช่นกัน

เธอรู้ว่ารูอาร์คหวังดี ถึงจะเจ้ากี้เจ้าการไปบ้างก็ยังมองความรู้สึกของเธอต่ออาเมียร์ออกจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น...

...ยังมีทางอื่นที่เธอจะสร้างความสงบสุขในธีร์ดีเรให้เกิดขึ้น...รวมทั้งความสงบสุขของอาเมียร์และครอบครัวด้วย...ได้อีกหรือ...

 

ที่หน้ามหาวิหารแห่งองค์สุริยเทพประจำเมืองหลวงแห่งธีร์ดีเรในยามบ่าย มีรถม้าเรียบๆ คันหนึ่งแล่นมาจอดอยู่ที่ลานน้ำพุด้านหน้า ชายร่างค่อนข้างกำยำ สวมหน้ากากไม้คล้ายใบหน้าของนกที่มีจงอยปากแหลมนูนออกมาน้อยๆ และชุดเกราะหนังอ่อนลงมาจากรถม้าก่อนจะปิดประตูโดยเร็ว

เขาตรงไปพูดกับชายสวมหน้ากากเช่นกันซึ่งเฝ้าประตูเหล็กหนาหนักที่จุดหนึ่งของแนวกำแพงหินข้างมหาวิหาร อันเป็นเขตกั้นระหว่างจัตุรัสจอแจด้านนอกและเขตที่อยู่อาศัยของนักบวช เพียงครู่เดียว ยามผู้เฝ้าก็เปิดประตูให้รถม้าคันนั้นกับชายสวมหน้ากากคนแรกผ่านเข้าไปก่อนจะปิดประตูลงอีกครั้ง

เบื้องหลังประตูคือสวนรูปร่างยาวและแคบ ปลูกเพียงหญ้ากับไม้ร่มเงาสูงใหญ่ในวงล้อมของระเบียงและประตูไม้แบบเรียบๆ หลายบาน คณะนักบวชผู้สวมหน้ากากไม้ ชุดขาวและผ้าคลุมทอสลับสีบ่งบอกระดับยศของพวกเขาด้วยลวดลายและสีที่แตกต่างกัน ยืนเรียงแถวอยู่ราวกับกำลังรอรับคนในรถม้า

ชายสวมหน้ากากที่มากับรถม้าคันนั้นตรงไปเปิดประตูรถ ก่อนจะหลีกทางและค้อมคำนับชายเพียงคนเดียวที่ลงมาอย่างนอบน้อม

ชายผู้นั้นร่างเล็ก สวมเสื้อคลุมติดหมวกคลุมสีขาว ปกปิดใบหน้าครึ่งบนด้วยหน้ากากไม้ที่มีลักษณะคล้ายใบหน้าของนกฮูกซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันชัดเจนของนักบวชชั้นพระมหาเถระ เช่นเดียวกับผ้าทอลวดลายสัญลักษณ์แห่งอารามสุริยเทพซึ่งคลุมอกและแผ่นหลังของเขา มันทิ้งตัวยาวลงมาถึงเข่า ชายผ้าประดับด้วยแผ่นเงินย้อยระย้า

คารวะพระมหาเถระลูเธียนนักบวชคนหนึ่งก้าวออกมาจากแถวก่อนจะค้อมศีรษะลงเบื้องหน้าผู้มาเยือน

สวัสดี พระเถระมาดาย” ‘พระมหาเถระลูเธียนตอบด้วยเสียงที่ฟังอ่อนวัยกว่าคนถามหลายสิบปีไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านสบายดีอยู่หรือ

ก็สบายดีตามอัตภาพ เท่าที่นักบวชในต่างแดนจะสบายได้มาดายตอบขอแสดงความยินดีกับการเลื่อนยศของท่าน และ...ไม่ทราบว่าองค์พระมหาสังฆราชทรงสบายดีใช่หรือไม่

พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงดีลูเธียนนิ่งไปชั่วอึดใจพระองค์ตรัสถามถึงท่าน และมีพระประสงค์ให้ท่านเดินทางกลับสู่ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล โดยเร็ว

แน่นอนที่สุด หลังจากที่ข้าได้อยู่ดูแลพันธกิจของพวกเราทางนี้ให้เรียบร้อยนักบวชชรารับแล้วข้าจะเดินทางกลับไปกับท่าน ปีศาจในกายของชายคนทรายนั่นคือปีศาจที่ข้าตามหามาตั้งแต่สามปีก่อน ท่านเองก็ทราบดี

ผู้ฟังเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยเป็นที่สุดหากข้าจำไม่ผิด อำนาจมนตราของท่านถูกทำลายไปแล้วไม่ใช่หรือ

เพียงบางส่วน...เช่นที่ท่านทราบ ข้าพยายามใช้มนตร์ของข้าสะกดอำนาจมืดในตัวเขาไว้ แต่ก็ไม่อาจผนึกได้อย่างสมบูรณ์ เป็นเหตุให้เขาหลบหนีไปได้ ซ้ำยังมีผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องสังเวยชีวิตซ้ำอีก ข้าทราบว่าตนไม่อาจต่อกรกับเขาได้โดยตรง แต่ก็หวังว่าจะเป็นกำลังเสริมให้ท่านเท่าที่ทำได้

ข้าเชื่อว่าข้าดูแลตนเองได้ และข้าคิดว่าท่านควรรีบกลับซาเกรดา โซลดีกว่า ใครๆ ล้วนคิดกันว่าท่านสิ้นชีวิตในทะเลทราย จนมีการจัดงานศพให้ท่านไปเรียบร้อยแล้วลูเธียนปฏิเสธด้วยเสียงเช่นเดิมท่านคงไม่อยากให้นั่นกลายเป็นงานล่วงหน้าของท่าน...โดยไม่ได้กลับซาเกรดา โซลพร้อมกับลมหายใจใช่หรือไม่

มาดายกลับหัวเราะน้อยๆ

ก็เพราะข้าเป็นพระเถระที่ตายไปแล้วน่ะสิ พระมหาเถระ ข้าจึงไม่เห็นว่าควรเร่งร้อนกลับ สำคัญยิ่งกว่าคือนี่เป็นปีศาจที่เราไม่อาจปล่อยให้รอดไปได้เป็นอันขาด เมื่อตอนที่มันหลบรอดจากเชรัมบา...มันยังไม่มีอำนาจมากนัก แต่บัดนี้มันมีอำนาจแข็งกล้ายิ่งกว่าปีศาจแห่งเชรัมบาที่มอบความดีความชอบและยศพระมหาเถระให้ท่านเสียอีก

นักบวชหนุ่มเงียบไปจนกระทั่งพระเถระชราเอ่ยขึ้นมาเองขออภัย ท่านเพิ่งเดินทางมาถึงใหม่ๆ ข้าไม่ควรนำเรื่องเคร่งเครียดเช่นนี้มาบอกกล่าวในคำทักทายเลย ขอเชิญท่านเข้าไปพักผ่อนให้สบายก่อนเถิด พระเถระพาดริค จ้าวอารามแห่งเมอร์คาห์ได้เตรียมการรับรองท่านไว้เป็นอย่างดี

นักบวชอีกคนก้าวออกมาข้างหน้าก่อนจะค้อมคำนับแสดงตนว่าเป็นจ้าวอารามผู้นั้น แต่นักบวชผู้มียศสูงกว่าทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่ากลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก

ไม่จำเป็น เพราะข้าจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว

พระเถระพาดริคนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างกล้าๆ กลัวๆปะ...ไปไหนหรือท่าน

ไปปราบปีศาจตามหน้าที่อย่างไรเล่า ข้ารู้มาตั้งแต่ตอนเข้าธีร์ดีเรด้วยซ้ำ ว่าปีศาจนั่นอยู่ที่ไหน

แทบทุกคนในที่นั้นดูจะตะลึงงันไปตามๆ กัน ยกเว้นองครักษ์ของผู้พูดซึ่งยังคงนิ่งเฉย และพระเถระมาดายที่แย้มยิ้มน้อยๆ ใต้หน้ากาก

สมกับเป็นพระมหาเถระลูเธียนจริงๆ แต่หากทราบแล้วเช่นนี้ ท่านยิ่งต้องพักผ่อนเสียก่อนต่างหาก รอให้ทหารของธีร์ดีเรที่จะมาเป็นกำลังเสริมได้เดินทางมาถึงที่นี่ก่อน แล้วท่านจะได้รับคำอวยพรจากเหล่าผู้ศรัทธาในธีร์ดีเรด้วย

ข้าไม่อยากเอาคนไปตายหรือเจ็บตัวเปล่าๆ แล้วข้าก็ไม่ใช่เทวรูปที่จะให้คนมาชมหรือกราบไหว้ขอพรเสียงของลูเธียนแข็งขึ้นข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ พระเถระมาดาย และถึงอย่างไรก็ต้องให้ท่านรออยู่ที่นี่ ข้าเพียงแต่เข้ามาเสนอหน้าให้ทุกท่านเห็น...ว่าข้ามาถึงธีร์ดีเรตามพระบัญชาขององค์พระมหาสังฆราชแล้วเท่านั้น

แต่ว่า...มาดายพยายามแย้ง

หากข้าเพลี้ยงพล้ำ ก็ต้องมีผู้คอยเก็บศพข้ากลับซาเกรดา โซลไม่ใช่หรือพระมหาเถระหนุ่มเพียงเหลือบมองชายผู้มากวัยกว่า ด้วยดวงตาสีฟ้าจางใต้หน้ากากแล้วใครจะเหมาะกับหน้าที่นี้มากที่สุด...นอกจากท่าน พระเถระมาดาย

หะ...หามิได้ชายชรารีบก้มศีรษะแต่ข้าจะรออยู่ที่นี่ตามที่ท่านบัญชา พระมหาเถระลูเธียน

แกมีหูผีจมูกมดเป็นนกรู้...หรือว่าแค่ระแวงข้าเป็นพิเศษเท่านั้นนะ ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม... มาดายนึกในใจ...ก่อนจะลอบยิ้มใต้หน้ากากอีกครั้ง

ถึงอย่างไร...ทุกสิ่งก็ถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว และพระมหาเถระลูเธียนก็จะนำชีวิตอันเยาว์วัยมาทิ้งเสียในธีร์ดีเรอีกไม่ช้า

...ด้วยน้ำมือของท่านจ้าวแห่งความมืดผู้ที่จะสร้างความปั่นป่วนและสงครามให้แก่ธีร์ดีเร ไปจนถึงซาเกรดา โซล ในอนาคตอันใกล้...


= = = = =


ป.ล. นิดหน่อยเรื่องชื่อพรรณไม้ของธีร์ดีเร ผลเอรีมีลักษณะเหมือนแอปเปิล พีราเหมือนลูกแพร์ ส่วนดอกแนร์คิแซสคือนาร์ซิสซัส หรือ แดฟโฟดิล ชื่อภาษาไทยคือดารารัตน์ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #67 w-rabbit (@nene-zero) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 15:04
    ชอบคำเปรียบของรูอาร์คมาก ตั้งเเต่ลุงกระรอกน้ำตาลยันหอยทากสองตัว 555555 น่าร้ากกก
    #67
    1
    • #67-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 44)
      3 ธันวาคม 2560 / 20:53
      รูอาร์คเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ครีเอตที่สุดในเรื่องแล้วละค่ะ 555 บางทีเราก็อยากเป็นคนที่แคร์ฟรีอย่างเจ้ากระรอกได้บ้างจัง
      #67-1