The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,812 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    96

    Overall
    5,812

ตอนที่ 43 : 13 - ฝากไว้กับชะตากรรม "ตัดใจให้โชคชะตาตัดสินมันสักเรื่อง แล้วค่อยไปตามน้ำกับมันก็แล้วกัน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 ก.ย. 60

บทที่ ๑๓

ฝากไว้กับชะตากรรม

 

"นี่อะไร หนีหายกันมาตั้งนาน นึกว่าจะมีความคืบหน้าบ้างก็ดันเอาไอ้กะหลั่วมาเป็นก้างขวางคอ แถมยังไปร่วมกลุ่มเดินทางกับใครที่ไหนไม่รู้เข้าอีก ป่านนี้ยายเปี๊ยกงอนตุ๊บป่องแล้วกระมัง" รูอาร์คเริ่มร่ายยาวทันทีที่แอชออกไปจากห้องพร้อมกับรินเหล้าใส่ถ้วยเล็กใบหนึ่งให้อาเมียร์

เด็กหนุ่มผมดำโบกมือปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายก็ยังยืนกราน "ถ้าอาจารย์ยังอยากออกเดินทางวันนี้ก็ดื่มซะ เหล้านี่ช่วยให้สดชื่นขึ้น ข้าจะโกหกไปทำไม"

"วางไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะดื่ม ตอนนี้อยากพูดกับเจ้าก่อน" อาเมียร์ตัดสินใจหาวิธีไม่รับถ้วยจากมือของอีกฝ่ายโดยตรง "ทุกคนที่บ้านข้าสบายดีใช่ไหม"

เด็กหนุ่มผมแดงพยักหน้าก่อนจะวางถ้วยไว้บนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงตามคำบอก

"อยู่ที่ทราธ ลุงกระรอกน้ำตาลช่วยดูแลอยู่"

"ท่านเบเรคเชื่อว่าข้าบริสุทธิ์หรือ" อาเมียร์ค่อยใจชื้นขึ้น

"ถ้าไม่เชื่อ ข้าก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว" รูอาร์คเปรยแล้วก็จิบเหล้าในถ้วยของตน "แต่เพราะเชื่อนี่แหละ ข้าเลยออกมาหาอาจารย์ได้อย่างนี้ เจ้าดูลัสมันดักรออาจารย์อยู่ที่ด่านของยาร์ลาธ เกิดไปชนกันก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง"

"อย่างนั้นหรือ" เด็กหนุ่มผมดำขมวดคิ้วเคร่งเครียด "ข้าก็คิดไว้บ้างว่าเราคงไปถึงด่านช้าเกินพวกนั้นไหวตัวทัน แต่ไม่นึกว่าเขาจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง"

"เจ้านั่นมันหวงตำแหน่งพระสวามีจะตายไป" เด็กหนุ่มผมแดงเปรย

"ข้าว่าเขาเป็นห่วงเจ้าหญิงมากกว่า" อาเมียร์แย้งเมื่อนึกถึงความทรงจำของแอชที่มีดูลัสอยู่ในนั้น ในฐานะราชองครักษ์ที่ช่วยเธอจากเหตุการณ์ลอบสังหาร

ต่อให้บิดาของดูลัสเป็นผู้วางแผนการร้ายทั้งหมด ท่าทางขององครักษ์หนุ่มก็บอกว่าเขาคงไม่รู้เลยว่า เด็กสาวเป็นพระราชวงศ์คนเดียวที่ถูกกำหนดให้รอดชีวิตมาตั้งแต่แรกแล้ว

"เขาจงรักภักดีต่อเจ้าหญิงมาก"

"ข้าว่ามีอะไรมากกว่านั้นอยู่แล้ว อาจารย์" รูอาร์คยังคงยืนกราน "สังหรณ์ข้าแม่นกับเรื่องแบบนี้จะตาย"

"เรื่องแบบนี้อะไร"

"ก็เรื่อง...ใครรักใครชอบใครน่ะสิ" คนพูดเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ "แม่นกว่าบรรดาเจ้าตัวทั้งหลายที่ไม่ยอมรับหัวใจตัวเองอีกนะ"

เด็กหนุ่มผมดำปิดปากเงียบ ไม่ทำทั้งยอมรับและปฏิเสธให้คนชอบชักใบให้เรือเสียมีโอกาสลากเรือออกนอกเส้นทางยิ่งไปกว่านี้ เขาเสไปหยิบถ้วยเหล้าขึ้นจิบ ได้รสขมอมหวานและกลิ่นฉุนของสมุนไพร

มีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นอยู่

"แต่พ่อของเขาน่าจะมีอะไรสักอย่างอาเมียร์แสร้งสันนิษฐานตอนอยู่ในคุกกรงน้ำ ข้าได้ยินมาดายพูดกับพวกราชมัลว่าเจ้ามณฑลอุลทูร์เป็นคนสั่งพวกนั้นให้ทรมานข้ากับชาลัวห์ให้รับสารภาพ"

รูอาร์คกลับดูไม่แปลกใจเลยกับเรื่องนั้น "ว่าแล้ว ท่าทางตาพ่อกับพระแก่นั่นมีอะไรในกอไผ่อยู่ไม่น้อย เห็นว่ารู้จักกันมาก่อน แถมสนิทกันอย่างประหลาดเสียด้วย"

"เจ้ามณฑลอุลทูร์เป็นคนอย่างไร เจ้ารู้บ้างไหม" อาเมียร์ตั้งคำถาม

"ก็ได้ยินว่าเป็นทหารเก่ามาแต่เดิม ออกจะปกครองเข้มงวด แต่นอกจากนี้ไม่ค่อยมีอะไร เขาไม่ขยันทำเรื่องฉาวโฉ่มากพอกับพวกทางชอร์ซา" เด็กหนุ่มผมแดงตอบ "ถ้าอยากรู้ละเอียดกว่านี้ ข้าจะไปสืบมาให้ สำคัญคือขอให้กลับถึงบ้านด้วยกันก่อน"

ผู้ฟังพยักหน้ารับ "ขอบใจ ถ้าอย่างนี้มาเรื่องเส้นทางกลับกันก่อนดีกว่า ข้าตั้งใจจะไปซื้อของที่ดาวิมี ปลอมตัวเป็นพ่อค้าเข้าเมืองหลวงนั่งเรือไปยาร์ลาธแทน แต่ถ้าดูลัสอยู่ที่ยาร์ลาธด้วยอย่างนี้ ไม่นานเขาคงคิดสกัดจับที่ท่าเรือด้วยแน่ๆ"

"งั้นก็ไม่ต้องไปทั้งสองที่" รูอาร์คพูดง่ายๆ "ข้ารู้ว่าในตลาดมืดของเมอร์คาห์มีพวกเรือขนของเถื่อน เราขอติดเรือของพวกเขาไปก็ได้ ข้าจะเจรจาเอง"

"แต่มันเสี่ยงเกินไปสำหรับแอช" อาเมียร์ติง "ถ้าพวกนั้นรู้ว่าที่จริงแล้วนางเป็นใคร แล้วข้ากับชาลัวห์ก็มีค่าหัวสูง ข้ากลัวพวกนั้นจะหักหลังเรา"

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่ "ก็จริง ไม่มีสัจจะในหมู่โจรนี่นะ ถ้าไม่ติดยายเจ้าหญิงเปี๊ยกที่ต้องประคบประหงม กับไอ้กะหลั่วที่สมควรโดนจับถ่วงน้ำแทนตุ๊กตาอับเฉาอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ ทำไมถึงหอบหิ้วกันมาด้วยล่ะ เห็นเจ้าหญิงบอกว่าแค่ตามมาเพราะเป็นห่วง ถ้าเห็นว่าอาจารย์ปลอดภัยก็จะกลับวังแล้วนี่"

"ข้าไม่อยากให้แอชต้องกลายเป็นหุ่นเชิด" เด็กหนุ่มผมดำตอบ "หากดูลัสได้เป็นพระคู่หมั้นก็จะเข้าตามแผนของเจ้ามณฑลอุลทูร์ ข้าไม่รู้ว่าเขาแค่ฉวยโอกาสหรือเกี่ยวข้องอะไรกับคนชุดดำที่ยืมมือชาลัวห์กับแม่มดคนนั้นฆ่าเฟย์ลิม แต่ข้าคิดว่าเหตุลอบปลงพระชนม์น่าจะมีแผนเบื้องหลัง ใครสักคนในธีร์ดีเรยืมมือคนอัสลานกำจัดพระราชวงศ์ทั้งหมด...เพื่อให้เกิดพิธีสยุมพรในทีแรก"

อาเมียร์ยังไม่อาจเสี่ยงบอกความจริง ว่าผู้บงการคือแฟคท์นา ส่วนเรื่องที่เจ้ามณฑลอุลทูร์เกี่ยวข้องกับชายชุดดำนั้น เขาอาจสันนิษฐานมากเกินไป แต่ก็เป็นไปได้สูงไม่ใช่หรือ

'ท่านจ้าว' ที่ชาลัวห์พบสวมผ้าคลุมสีดำ ในความทรงจำของเนอร์กุยก็มีคนสวมผ้าคลุมสีดำมาเกลี้ยกล่อมชาวเผ่าอัสลานให้ร่วมมือล้างแค้น ซ้ำพวกสัตว์ที่ไล่ตามทำร้ายเนอร์กุยจนกลายเป็นใบ้ก็น่าจะเกิดจากเวทมนตร์ ทั้งสองเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกันเกินไป

รูอาร์คผิวปาก

"แผนการซับซ้อนเชียวนะนี่ หากเอาไปเขียนบทละครคงได้ไตรภาคทีเดียว"

"ข้าคิดว่าไม่ปลอดภัยที่จะปล่อยให้แอชอยู่ในวังหลวงจนมีการเลือกพระคู่หมั้นคนใหม่ตามเดิม" อาเมียร์พูดต่อ "เจ้าคิดว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าจะขอให้ท่านเบเรคมอบที่ลี้ภัยให้เจ้าหญิง ขณะที่พวกเรารวบรวมหลักฐาน จนเอาผิดคนร้ายในทั้งสองคดีให้ได้ จากนั้นก็ผลักดันให้นางขึ้นเป็นราชินีปกครองด้วยตนเอง ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจของขุนนางคนอื่นๆ อีก"

"อืม ถ้ามีทางชนะและได้ผลประโยชน์ ลุงกระรอกน้ำตาลคงยอมเล่นด้วย แต่นั่นเป็นแผนที่เสี่ยงมากนะ อาจารย์มั่นใจว่าจะหาตัวคนร้ายในทั้งสองคดีได้ไหม...หรือในตัวอาจารย์มีเวทมนตร์อะไรที่ช่วยได้"

"ที่จริงก็ไม่มีหรอกอาเมียร์รีบปดข้าว่าตัวเองมีเวทมนตร์แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างป้องกันตัวหรือทำลายอาคมของคนอื่นเท่านั้นกระมัง แต่มันก็น่าจะมีพยานหลักฐานอย่างอื่นเหลืออยู่บ้างไม่ใช่หรือ"

เด็กหนุ่มนึกไปถึงเนอร์กุย ชายอัสลานคนนั้นสู้อุตส่าห์รักษาชีวิตของตนไว้เพื่อรอเปิดเผยความจริง หากได้ยินว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงดำริให้มีการรื้อคดีปลงพระชนม์ขึ้นสืบใหม่ เขาน่าจะเต็มใจให้ความร่วมมือ และหากสามารถหาตัวชายชุดดำและชี้ตัวแฟคท์นา ก็น่าจะคลี่คลายเรื่องทุกอย่างได้ไม่ยาก

"เรื่องมันตั้งสี่ปีมาแล้ว ทั้งคนร้ายและราชองครักษ์ที่อารักขาขบวนเสด็จตอนนั้นถูกฆ่าตายในที่เกิดเหตุจนหมด สำนักพระราชวังก็ห้ามไม่ให้ชันสูตรพระศพ ข้าว่าทุกอย่างหายเข้าความมืดไปหมดแล้วละ อาจารย์" รูอาร์คกอดอกพูดอย่างครุ่นคิด "ถึงข้าจะคิดว่าทุกอย่างมันเหมาะเจาะเกินไปเหมือนกันที่เจ้าหญิงเปี๊ยกรอดมาคนเดียว แต่ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ แค่พูดว่าเผ่าอัสลานอาจไม่ใช่คนร้ายตัวจริง คนพูดก็แทบจะถูกตั้งข้อหากบฏแผ่นดินแล้ว ชาวธีร์ดีเร 'ส่วนมาก' ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด ว่าคนที่ฆ่าราชา ราชินี กับเจ้าชายรัชทายาทอย่างโหดเหี้ยมอย่างนั้นเป็นคนชาติเดียวกับตัวเอง"

"อย่างโหดเหี้ยมนี่หมายความว่าอย่างไร" อาเมียร์ตัดสินใจถามเพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของภาพที่ตนเห็น "หนังสือที่ข้าเคยอ่านเขียนไว้แค่สั้นๆ ว่าทั้งสามพระองค์ถูกชาวเผ่าอัสลานลอบสังหารเท่านั้น"

"มีข่าวลือไปทั่วว่าพระราชาถูกแทงเป็นสิบๆ แผล บางคนว่าถึงร้อยแผลด้วยซ้ำ แล้วก็ทำลายพระเนตร เจ้าชายก็เหมือนกัน ส่วนราชินี...ได้ยินว่าถูกข่มเหงก่อนฆ่า แน่ละว่าสำนักพระราชวังไม่ยืนยันเรื่องทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องหลังสุด ยังไม่รู้ว่าเจ้าหญิงเปี๊ยกจะรู้ด้วยซ้ำหรือเปล่า" รูอาร์คพูดเรียบๆ "มีแต่พวกคนเถื่อนที่กล้าทำเรื่องแบบนี้ ใครๆ ก็เชื่ออย่างนั้น ถึงถ้าชาวอัสลานทำลงไปจริงๆ ข้าก็คิดว่าโทษพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก ตอนกวาดล้างเผ่าอัสลาน คนธีร์ดีเรเคยทำระยำกับพวกเขายิ่งกว่านี้เสียอีก แต่ข้าก็เชื่อว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ที่มีการจัดฉากวางแผนให้พวกอัสลานเป็นแพะรับบาป"

เด็กหนุ่มผมดำพยักหน้าช้าๆ ภาพที่เขาเห็นจากความทรงจำของผู้รอดชีวิตเผ่าอัสลานดูจะเป็นความจริงในหลายๆ เรื่อง แสดงว่าอาจพอมีหวัง

"เรื่องนั้นคงต้องสืบกันวันหลัง แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปกับเรือขายของเถื่อน มันเสี่ยงเกินไป ดูลัสคงคิดได้ในไม่ช้าเหมือนกันว่าต่อไปเราจะเปลี่ยนไปทางเรือ แล้วเขาก็คงพุ่งเป้าไปกวดขันที่ท่าเรือมากกว่า เพราะฉะนั้น เราจะวัดดวงปลอมตัวเข้าด่านทางบกแทนดีไหม"

"ดูลัสปลอมตัวเป็นทหารธรรมดา ทำเป็นว่าย้ายมาจากคลังแสงเพื่อช่วยงาน มีคนอื่นมาด้วยอีกห้าคน ท่าทางเหมือนรู้จักกันมาก่อน น่าจะเป็นราชองครักษ์ปลอมตัวมาเหมือนกัน เท่ากับว่าถึงเขาไม่อยู่ ก็มีคนที่จำเจ้าหญิงเปี๊ยกได้อยู่ในนั้นอยู่ดี ข้าว่าทางเรือยังน่าจะมีทางรอดมากกว่าด้วยซ้ำ" รูอาร์คติง "ก่อนถึงท่าเรือ พวกเราแอบหนีลงเรือเล็ก แล้วพายขึ้นฝั่งก่อนไหมล่ะ"

"ข้าคิดว่า...ไม่ว่าทางบกหรือทางน้ำ เราควรปลอมตัวเป็นพ่อค้าถึงจะสะดวกที่สุด ถ้ามีสินค้าอยู่ด้วย พวกทหารจะไม่ตรวจละเอียดมาก อีกอย่าง อาจมีการใช้เรือลาดตระเวนรอบชายฝั่ง แอบลงเรือเล็กมีพิรุธเกินไป ข้าเห็นด้วยว่าทางเรือจะสะดวกกว่า แต่ถ้าพลาดขึ้นมา จะไม่มีหนทางหนีไปไหนได้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเจอดูลัสทางไหน เขาต้องตรวจค้นละเอียดทุกซอกทุกมุมแน่ๆ"

"ยกเว้นใต้เบาะรถม้า...แต่ข้าคงให้เจ้าหญิงเปี๊ยกมุดอยู่ในนั้นไม่ไหวหรอก เดี๋ยวจะอึดอัดตายเสียก่อน ถึงข้าเชื่อว่าอาจารย์จะอึดกว่านั้น ส่วนกะหลั่ว...ก็ปล่อยๆ ให้มันขาดอากาศหายใจตายๆ ไปดีกว่าละนะ"

"ถ้าพูดถึงเรื่องที่ซ่อน...ข้าว่ามีอย่างอื่นที่น่าจะใช้ได้" อาเมียร์บอก "ทีแรกข้าว่าจะใช้ถังชาดานแซร์ แต่ตอนนี้เหลือแค่ถังเดียว แถมต่อให้กลิ่นเหม็นสุดทน ดูลัสก็คงกลั้นใจเปิดจนหมดทุกใบให้ได้ เลยว่าจะไปดาวิมี หาถังเหล้าของทางนั้นมาแทน ถึงอย่างไร ใครๆ ก็รู้กันว่าจะเปิดถังเหล้าก่อนเวลาไม่ได้เด็ดขาดหากไม่อยากให้เสียสภาพ"

"แต่ถังเหล้าเขาขนกันอย่างไร ข้าว่าอาจารย์น่าจะรู้อยู่ และถ้าอย่างนั้น ดูลัสก็ต้องรู้เหมือนกันรูอาร์คแย้งนั่นละ พิรุธที่สำคัญที่สุด แต่ถ้าเป็นพวกทหารธรรมดาๆ ไม่ช่างสังเกตยิบย่อยอย่างดูลัส ก็คงพอทำเนียนไปได้กระมัง

ก็จริงเด็กหนุ่มผมดำรับ

สรุป เรื่องปลอมตัวไปทางไหนก็ตามไม่ยากหรอก ข้าช่วยได้ ขอแค่อย่าเจอของแข็งอย่างดูลัสเป็นพอ" รูอาร์คลงความเห็นอาจารย์คิดว่ามันจะไปทางไหนล่ะ หมอนั่นมันคนพรรค์เดียวกับอาจารย์ น่าจะเดาใจกันถูก

ถ้าเป็นข้า...ทีแรกข้าคิดว่าเขาจะให้ความสำคัญกับด่านทางน้ำมากกว่า เราควรทิ้งช่วงให้เขาย้ายไปตรวจทางเรือ และเข้าด่านทางบก...แต่ถ้าเขาคิดได้ว่าข้าต้องคิดอย่างนั้น ก็อาจจะรออยู่ที่ด่านทางบกต่อไปแทนก็ได้"

"สรุปง่ายๆ ก็ครึ่งต่อครึ่งงั้นสินะ ทีนี้ก็ตัดสินกันง่ายล่ะ" เด็กหนุ่มผมแดงพูดแล้วก็ล้วงหยิบเหรียญหนึ่งออกมาจากถุงเงินอย่างรวดเร็วจนดูราวกับเสกขึ้นมาจากความว่างเปล่า "หัวบก เรือก้อย"

"เดี๋ยว...เอาอย่างนี้เลยหรือ" อาเมียร์จ้องมองคนที่กำลังหมุนเหรียญเล่นบนฝ่ามืออย่างไม่อยากเชื่อ

อีกฝ่ายไม่ตอบและโยนเหรียญขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะรับด้วยหลังมือแล้วปิดไว้

เด็กหนุ่มผมดำทำสีหน้าไม่ถูกขณะที่รูอาร์คค่อยๆ ยกมือออกให้เขาเห็นเหรียญนั้น

"ก้อย เราจะไปทางเรือ แผนการนอกจากนี้ค่อยว่ากันทีหลัง" เด็กหนุ่มผมแดงรายงานก่อนจะเก็บเหรียญด้วยวิธีเหมือนเล่นกลเสกให้มันหายเป็นอากาศธาตุ แล้วลุกจากเก้าอี้ "อาจารย์ดื่มเหล้าของข้าให้หมด แล้วตามลงไปแล้วกัน จะได้ไปดาวิมีกันวันนี้เลย"

"รูอาร์ค เล่นอย่างนี้มัน..."

"คิดมากไปแล้วได้อะไร คนอย่างอาจารย์กับเจ้าดูลัสน่ะเหมือนมีไหอยู่คนละใบ เอาไหมานั่งส่องทุกซอกมุมว่ามีรูรั่วอยู่ตรงไหน...แล้วก็สาละวนอุดมันจนไม่เป็นอันตักน้ำอยู่นั่นแหละ ต่อให้เป็นรูเล็กขนาดขี้ตามดก็ยังจะอุด สู้เอาไหไปใส่น้ำจริงๆ ดูว่ามันรั่วตรงไหนแล้วค่อยอุดยังจะตักน้ำได้เร็วกว่าเลย ตัดใจให้โชคชะตาตัดสินมันสักเรื่อง แล้วค่อยไปตามน้ำกับมันก็แล้วกัน"

อาเมียร์แทบถอนหายใจกับคำเปรียบเปรยอย่างพิสดารของอดีตลูกศิษย์ ซึ่งเห็นจะติดลมบนจนพล่ามต่อไป

"เรื่องเจ้าหญิงเปี๊ยกก็เหมือนกัน อยากให้นางพ้นจากการแต่งงานการเมืองก็รีบๆ แต่งกันในตอนนี้สิ ลองเจ้าหญิงมีพยานรักกับอาจารย์ขึ้นมา ขี้คร้านพวกขุนนางจะต้องยอมรับเอง เพราะไม่รู้จะเอานางไปเสนอขายที่ไหนได้อีก"

"รูอาร์ค!" เด็กหนุ่มผมดำเอ็ดทั้งหน้าร้อนผ่าว "ข้าไม่เคยคิดอย่างนั้น! ข้าแค่อยากช่วยแอชในฐานะเพื่อนเท่านั้นเอง!"

อีกฝ่ายโคลงศีรษะพลางโบกมือเป็นเชิงไม่รับฟัง แล้วก็รีบผลุบออกนอกประตู ทิ้งให้อาเมียร์ได้แต่กุมขมับขณะรินเหล้าที่เจ้าตัวดีทิ้งไว้ให้มาดับกลุ้ม

ได้รูอาร์คมาช่วย เขาก็เบาใจขึ้นอยู่หรอก ดีใจเสียด้วยซ้ำที่มีเพื่อนร่วมคิดร่วมวางแผน แต่ท่าทางเจ้าตัวแสบนั่นจะพ่วงเรื่องไม่สบายหูมากรอกให้คณะเดินทางได้ฟังบ่อยพอกันหรือยิ่งกว่าเสียอีก

 

ไม่ถึงห้านาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตู อาเมียร์จึงบอกให้คนข้างนอกเข้ามาโดยไม่ทันถามว่าเป็นใครเพราะนึกว่าอีกฝ่ายคงไม่พ้นเป็นรูอาร์คหรือแอช

แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นชาลัวห์

มีอะไรหรือเด็กหนุ่มผมดำตัดสินใจถามเรียบๆ แม้จะประหลาดใจ สีหน้าของอีกฝ่ายดูกระอักกระอ่วนแต่ก็เหมือนไม่ได้มาร้าย

เอ่อ...ข้าจะมา...ขอโทษที่ทำให้ลำบากคำแรกที่ชายหนุ่มพูดทั้งๆ ที่เพิ่งปิดประตูลงเป็นสิ่งที่ผู้ฟังไม่คาดคิดเลยเรื่อง...เมื่อคืนนี้

ไม่เป็นไรอาเมียร์ตัดสินใจรับที่จริงข้าก็ทำไปตามหน้าที่ ข้ายังต้องพาเจ้ากลับไปพบท่านเบเรคเพื่อให้ท่านตัดสินโทษ ไม่จำเป็นต้องขอโทษกันก็ได้

ชาลัวห์ก้มหน้าลง “...ข้ารู้ แต่ถึงอย่างนั้น...ข้าก็คิดว่าควรขอโทษ ไม่ว่าจะทำไปด้วยเหตุผลอะไร หรือไม่คาดคิดว่าผลจะเป็นอย่างนี้ ถ้าข้าทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็ต้องขอโทษ...ใช่ไหมล่ะ

เด็กหนุ่มผมดำกะพริบตาปริบๆ กับคำพูดที่ไม่น่าจะออกมาจากปากของลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาผู้หยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้ ข้าตั้งใจจะไปขอโทษพ่อแม่ของเฟย์ลิมจริงๆ ที่ข้ากลับมาก็เพราะ...อยากให้ใครสักคนยอมรับคำขอโทษของข้ากระมัง ถึงมันจะแก้ไขอะไรก็ตามที่ข้าทำลงไปไม่ได้ก็เถอะ

อาเมียร์มองชายที่ยืนก้มศีรษะนิ่งอยู่ตรงหน้าตนครู่หนึ่ง ขณะคิดไปถึงเรื่องของเกรเนียที่เขาเห็นจากความทรงจำของชายคนนั้น

ที่จริง เด็กหนุ่มก็อยากถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง จึงทำให้ชาลัวห์เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขั้นนี้ในชั่วข้ามคืน แต่นั่นคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม และหากชาลัวห์ต้องการบอกก็คงเอ่ยปากออกมาเอง

ข้า...ขอร้องท่านสักอย่างได้ไหมชายหนุ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง อย่างนอบน้อมกว่าแต่ก่อนจนอาเมียร์ไม่อยากเชื่อ

อะไรหรือ

ข้า...อยากขอยืมเงินสักก้อน คือ...ผู้หญิงที่ข้าคุยด้วยเมื่อวานเป็นคนรู้จัก ข้ากับครอบครัวทำให้นางต้องมาอยู่ที่นี่ ข้าเพิ่งได้รู้จากปากของนางเมื่อวันก่อน ข้าอยากช่วยนาง เลยคิดว่าจะฝากเงินไปให้ผ่านท่านหมอซานา ข้ารู้ว่าเงินแค่นั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากให้นางต้องลำบาก ท่าน...คงไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นการเอาเงินฟาดหัวใช่ไหม

เด็กหนุ่มฟังคำอธิบายกึ่งสารภาพของอีกฝ่ายแล้วก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำตอบ

ไม่หรอก เจ้าตั้งใจจะช่วยให้นางสบายขึ้น ไม่ได้คิดเอาตัวรอดนี่นาอาเมียร์บอกแต่เงินพวกนั้นเป็นของเจ้าหญิง ข้าคิดว่าไปขอนางเองจะดีกว่า

สีหน้าของชาลัวห์บอกความไม่แน่ใจ...ออกจะเป็นกลัวด้วยซ้ำที่ต้องไปอธิบายให้บุคคลที่สี่ฟังอีกคน เด็กหนุ่มจึงเกือบอาสาจะพูดให้แล้ว หากว่าชายหนุ่มไม่พยักหน้ารับเสียก่อนเข้าใจแล้ว ข้าจะรีบไปพูดกับพระองค์

อาเมียร์มองเงียบๆ จนกระทั่งชาลัวห์ขอตัวออกไปจากห้องของตนแล้วปิดประตูลง

ไม่คิดเลยว่าบนเส้นทางที่เด็กหนุ่มตัดสินใจพาอีกฝ่ายมาด้วยเพื่อความสะดวกในการหลบหนี เพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ครอบครัวของท่านเบเรคตัดสินโทษของเขาตามความพอใจ แต่ไม่ได้หวังในทีแรกให้ชายหนุ่มสำนึกผิดแต่อย่างใด กลับทำให้ชาลัวห์เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้

และดูเหมือนอาเมียร์เองก็คงเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ที่เริ่มมีความเห็นใจคนคนนั้นขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ ...ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มเป็นคนฆ่าเฟย์ลิมด้วยเหตุที่ไม่ควรให้อภัยแท้ๆ

ชะตากรรมบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ประหลาดนัก

 

ได้ยินมาว่าป่วย...อย่างนั้นหรือดูลัสพึมพำอย่างครุ่นคิดกับคำรายงานของเกอร์มอน

ขณะทำหน้าที่อยู่ที่ด่าน องครักษ์หนุ่มก็ส่งคนสนิทของตนไปคอยจับตามองที่จวนของเจ้ามณฑลเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว และสืบดูว่าครอบครัวของอาเมียร์อยู่ที่ใด จนเย็นวันที่สองของการมาถึงยาร์ลาธ เกอร์มอนจึงได้นำความมารายงานเขาในร้านอาหารที่ทั้งสองนัดพบกันหลังจากด่านปิด

ขอรับ รูอาร์คกลับเข้ามาเมื่อวานตอนบ่าย แต่หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่เห็นเขาอีก

เจ้าจำหน้าเขาได้จริงๆ หรือเปล่าดูลัสตั้งคำถาม

ข้าไม่ได้เห็นเขาใกล้ๆ ขอรับ แต่จำได้ว่าเขามีผมสีแดงสะดุดตา

แล้วหลังจากนั้น มีใครที่น่าสงสัยออกมาจากจวนไหม

ราวครึ่งชั่วโมงก็มีเด็กหนุ่มอีกคนขี่ม้าออกมาขอรับ แต่ไม่ได้สวมเครื่องแบบคนรับใช้

แล้วเขาไปที่ไหน เจ้าได้ให้คนติดตามไปหรือเปล่า

ขอรับ เขาไปที่บ้านพักของนางคณิกาชั้นสูงชื่อแมฟ คนสะกดรอยตามถามจนได้ความว่าเขาเป็นเด็กรับใช้ของบ้านนั้นขอรับ

ชายหนุ่มหรี่ตาลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น

เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ รูอาร์คลักลอบออกนอกด่านไปกับนางตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

คู่สนทนารับฟังอย่างเรียบเฉย ไม่ตั้งคำถามหรือท้วงติงข้อสรุปที่ไร้คำอธิบายนั้นแต่อย่างใด ตามที่ดูลัสกับครอบครัวฝึกฝนเขาให้เป็นเช่นนั้น

แล้วคนรับใช้ในจวนที่ข้าให้แบ่งกันสะกดรอยตาม มีพฤติกรรมน่าสงสัยอะไรไหม

เกอร์มอนส่งม้วนกระดาษบันทึกให้เขารับมาคลี่ดู เป็นสรุปการออกจากบ้านของคนรับใช้แต่ละคน ไปจนถึงรายชื่อและปริมาณอาหารที่พวกเขาซื้อในตลาด รวมทั้งที่สั่งให้คนงานหรือคนของตลาดส่งไปยังที่อื่นนอกจวน

...บ้านพักที่ทราธ...งั้นเหรอ...ชายหนุ่มเริ่มเห็นจุดผิดสังเกต

แบ่งสักสี่ห้าคนไปดูลาดเลาแถวบ้านพักตากอากาศของเจ้ามณฑลที่ทราธ สืบว่าใครพักอยู่ที่นั่น ส่วนที่เหลือจับตามองที่จวนต่อไป ดูว่าทางนั้นมีการเดินทางหรือส่งของไปยังบ้านพักแห่งอื่นหรือไม่ แล้วมารายงานข้าดูลัสออกคำสั่ง ขณะม้วนเอกสารเก็บไว้กับตนเอง

ขอรับลูกน้องของเขารับคำสั่งก่อนจะค้อมศีรษะน้อยๆ พอให้นายสังเกต แล้วจึงลุกจากเก้าอี้ไปโดยไม่รีรออะไรอีก

องครักษ์หนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิมขณะใช้ความคิด สองวันผ่านไปแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าพวกอาเมียร์จะมาที่นี่ แต่ก็ไม่มีข่าวว่าด่านที่ชอร์ซาพบตัวพวกมันเช่นกัน ยิ่งรูอาร์คหนีออกไปสมทบกับอาจารย์คนทรายได้แล้ว ก็คงจะเปลี่ยนเส้นทางหนีในไม่ช้า

และทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ นั่งเรือจากเมืองหลวงไปยังท่าเรือของยาร์ลาธ

เขาต้องรีบแจ้งท่านคอนรอยให้เริ่มตรวจเรือสินค้าที่จะออกสู่ยาร์ลาธในสองสามวันนี้ แต่ที่จริง...อาเมียร์ก็อาจจะมองแผนการของเขาออกแล้ว และตัดสินใจจะเดินทางเข้าด่านทางบกตามเดิม เพราะคิดว่าพวกราชองครักษ์จะละเลยด่านตรงนี้ไป

เท่ากับว่าต้องกวดขันให้มากเท่ากันทั้งสองที่

แต่ถ้ามีตัวแปรอื่นนอกจากนี้...

ไม่ว่าอาเมียร์จะเดินทางไปทางไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูลัสต้องรีบหาเงื่อนงำเรื่องที่เบเรคอาจซ่อนตัวครอบครัวของอาเมียร์ไว้ เพื่อรายงานให้ท่านผู้สำเร็จราชการจัดการโดยเร็ว ส่วนตัวเขาเองประจำอยู่ที่ด่านนี้อีกแค่สองสามวันก็คงพอฝากฝังให้ราชองครักษ์คนอื่นๆ ตรวจตราเข้มงวดในแบบที่ตนต้องการได้แล้ว

หลังจากนั้น เขาจะไปที่ท่าเรือเพื่อดูเรื่องตรวจคนเดินทางและสินค้าเข้ายาร์ลาธจากที่นั่นบ้าง ในเมื่อท่าเรือซึ่งใหญ่และมีคนพลุกพล่านกว่าด่านทางบกน่าจะเป็นเป้าหมายที่คนพวกนั้นหวังจะแฝงตัวเข้ามาโดยง่าย

ที่เหลือคงต้องภาวนาต่อชะตากรรม ว่าการคาดเดาของเขาเป็นความจริง

 

ไม่ทราบว่าท่านแฟคท์นามาหาข้าด้วยเหตุใดมาดายเอ่ยถามทันทีหลังจากเข้ามาอยู่ในห้องรับรองของอาราม กับชายผู้มาเยือนตนโดยไม่คาดฝันตามลำพัง

เมื่อคำนึงถึงภาระหน้าที่ของเจ้ามณฑล ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องเลยที่อีกฝ่ายจะอุตส่าห์เดินทางมาถึงเมืองหลวงโดยไม่บอกกล่าวเพียงเพื่อพบพระเถระรูปหนึ่ง ในเมื่อสามารถส่งสารติดต่อกันแทนได้

...นอกเสียจากจะเป็นเรื่องที่ไม่อาจเขียนสารเป็นหลักฐานมัดตน...

ข้าอยากรู้ว่าท่านทำอะไรกับชายคนทรายนั่น

มาดายกลับคลี่ยิ้มบางๆข่าวไปถึงท่านช้าเหลือเกินนะ

ที่จริงข่าวไปถึงเร็ว แต่ข้ายังติดงานยุ่งอยู่ จึงไม่อาจมาหาท่านได้เร็วกว่านี้เจ้ามณฑลชราขมวดคิ้วท่านคลายมนตร์สะกดให้มันหรือ มันถึงหนีออกมาจากคุกได้...แถมลักพาตัวเจ้าหญิงไปด้วย ทั้งหมดนี้มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นแท้ๆ

ข้าไม่เคยคลายมนตร์สะกดให้เขา ท่านแฟคท์นานักบวชชรายังคงตอบอย่างใจเย็นพวกราชมัลที่ท่านสั่งไปต่างหาก...ที่ทำให้มนตร์สะกดของข้าคลายออก ถึงเขาจะไม่เคยเรียนรู้วิธีการใช้มนตร์ต่างๆ มาก่อน แต่อำนาจมืดในตัวเขานั้นแรงกล้ามาก ยิ่งถูกบีบคั้นให้ตกอยู่ในอันตราย...มนตร์เหล่านั้นก็ยิ่งสำแดงออกมาป้องกันตนและปลดพันธนาการของเขาเอง หากข้าจะมีความผิด...ก็ตรงที่เข้าไปห้ามปรามพวกราชมัลช้าเกินไปกระมัง

คำตอบนั้นทำให้สีหน้าคาดคั้นเอาความผิดของแฟคท์นาอ่อนลงบ้าง แม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าสำนึกผิด...หรือกระทั่งยอมรับความผิดของตนก็ตาม

ข้าเพียงแต่อยากให้เรื่องทั้งหมดจบลงเร็วขึ้น ข้าเกรงว่าพระเถระลูเธียนจะทราบ...ว่าคนร้ายตัวจริงเป็นใคร

“‘คนร้ายตัวจริงคือผู้มีอำนาจมืดของท่านจ้าวพูดอีกทางก็คืออาเมียร์ นี่คือสิ่งที่ร่องรอยอำนาจมืดที่เหลืออยู่จะบ่งชี้ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ ต่อให้ผู้ตรวจสอบเป็นพระเถระลูเธียน...หรือพระมหาสังฆราชเองก็ตาม

ดูเหมือนท่านมาดายจะมั่นใจเสียเหลือเกินนะเจ้ามณฑลอุลทูร์เปรยทั้งๆ ที่พวกมันหลุดออกจากกรง แถมยังพาตัวเจ้าหญิงไปด้วยแท้ๆ

ท่านเป็นห่วงว่าอาเมียร์จะพาตัวใบเบิกทางสู่บัลลังก์อันแสนมีค่าหนีหายไป...ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของลูกท่าน ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามติดตามพวกนั้นอย่างสุดความสามารถหรือ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ข้ากลับคิดว่าความพยายามของเด็กคนนั้นเป็นผลดีต่อพวกเราเสียอีก

คู่สนทนาของนักบวชชรากลับลุกจากเก้าอี้ เขายืนมองออกไปนอกหน้าต่างทรงสูงพร้อมกับประสานมือไว้ข้างหลัง เงียบไปครู่หนึ่งจึงได้ตอบ

หากไม่ใช่ความพยายามอันไร้ค่าเขาเอ่ยแผ่วเบากว่าทุกครั้งสถานการณ์สร้างวีรบุรุษก็จริง...แต่ข้าไม่ต้องการได้วีรบุรุษที่แลกมาด้วยความตายอีกคน หากไอ้คนทรายมีอาคมแรงกล้าขนาดฆ่าหัวหน้าราชมัลได้ ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าดูลัสจะปลอดภัย

มาดายลอบยิ้มน้อยๆ เมื่อได้ยินชายปากหนักพูดอย่างบิดาที่ห่วงใยลูกเป็นครั้งแรก

ข้าเคยมอบเครื่องรางป้องกันตนเองให้เขาไปแล้ว หากมีสิ่งนั้นติดตัว มนตร์มืดของอาเมียร์ก็ยังเอาชีวิตลูกชายของท่านไม่ได้หรอก อย่าห่วงไปเลย ท่านยังเชื่อในคำทำนายนั้นมิใช่หรือ...ว่าดูลัสจะได้อภิเษกกับเจ้าหญิง และสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์แห่งธีร์ดีเร หากเขาเป็นผู้จับอาเมียร์และช่วยเหลือเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับมาได้ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาได้ก้าวเข้าไปใกล้ความเป็นจริงของคำทำนายมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งหรอกหรือ

แฟคท์นาทำเสียงรับคล้ายถอนหายใจ

ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

ไม่สมกับเป็นท่านแฟคท์นาเลย ที่แสดงความลังเลเช่นนี้พระเถระเปรย

ข้าแค่กังวลว่าทุกสิ่งจะไม่เป็นไปตามที่เราวางแผนไว้ ยิ่งเจ้าหญิงแอชลีนน์ถูกไอ้คนทรายนั่นพาตัวไปด้วยเป็นนานแล้วยังตามไม่เจอ ซ้ำลูกข้าก็ยังไม่เคยบอกเล่า หรือขอให้ข้าช่วยเหลืออะไรเลย

ท่านกังวลอะไรกัน ถึงอย่างไรเจ้าหญิงก็ต้องกลับมา เชื่อข้าเถอะ ท่านก็ทราบว่าคำทำนายของข้าไม่เคยมีสิ่งใดผิดพลาดไม่ใช่หรือ

ข้าจะเชื่อก็ต่อเมื่อดูลัสได้เป็นราชาแห่งธีร์ดีเรจริงๆ แล้วเท่านั้นชายชรากลับตอบใช่ว่าข้าคลางแคลงในความสามารถของท่าน ท่านมาดาย แต่คำทำนายของท่านข้อนี้เท่านั้นที่ยังไม่ปรากฏผล

ผู้ฟังหัวเราะรับน้อยๆ

ท่านแฟคท์นาพูดถูกแล้ว ข้าเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าเรื่องนั้นยังไม่มาถึง แต่ไยข้าจะหวังให้เป็นอย่างอื่นไปได้เล่า ในเมื่อหากดูลัสไม่ได้เป็นราชาแห่งธีร์ดีเร เขาก็จะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่ออาเมียร์ผู้มีอำนาจมืด และหากไม่เป็นปฏิปักษ์ต่ออาเมียร์ ไหนเลยจุดมุ่งหมายของข้าจะสัมฤทธิ์ผลได้

แฟคท์นาเองก็รู้เรื่องนี้มานานแล้ว นับตั้งแต่มาดายเผยคำทำนายต่อเขา และเสนอจะร่วมมือเพื่อจุดประสงค์ของต่างฝ่าย เขารู้กระทั่งว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือสงครามครั้งใหญ่ซึ่งจะกระจายความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าแห่งธีร์ดีเร ทว่าชายชราผู้ผ่านชีวิตมาในฐานะนักรบย่อมเห็นเรื่องนั้นเป็นการดี

ก็สงครามคือโอกาสที่จะได้จารึกพระนามของกษัตริย์แห่งธีร์ดีเรพระองค์ใหม่ ผู้กำชัยชนะสูงสุดไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วดินฟ้ามิใช่หรือ

น่าเสียดาย มาดายรู้ว่าสิ่งที่ชายชราอีกคนไม่รู้ก็คือ เป้าหมายที่แท้จริงของพระเถระชราผู้ร่วมมือกับเขานั้น...แตกต่างจากที่เจ้ามณฑลคาดคิดไว้นัก

ได้ยินว่าพระมหาเถระลูเธียนจะมาถึงในสองวันนี้ใช่ไหม ท่านผู้นั้นจะสามารถล่วงรู้ที่อยู่ของไอ้คนทรายจากอำนาจมืดของมันได้หรือไม่

ข้าคิดว่าย่อมได้นักบวชชราตอบตามตรงแต่ข้ากลับคิดว่าลูกชายของท่านจะพบอาเมียร์เอง โดยที่ลูเธียนไม่ต้องลงแรงอะไรเลย ข้าขอให้ตามคนคนนั้นมา...เพราะเขามีความจำเป็นอย่างอื่นมากกว่า

ความจำเป็น...อย่างไรแฟคท์นาถามอย่างสงสัยจริงๆ ในครั้งนี้

ลูเธียนอาจได้เป็นมหาสังฆราชแห่งซาเกรดา โซล เมื่อสิ้นพระมหาสังฆราชองค์ปัจจุบันมาดายค่อยๆ คลี่ยิ้มเยือกเย็นแต่เขาเป็นคนแข็ง และยโสในความสามารถของตน อีกทั้งหัวรั้นไม่ยอมฟังเสียงใคร จนมีพระเถระอื่นๆ ที่ไม่ลงรอยกับเขาอยู่ไม่น้อย

นั่นหมายความว่า...

ศาสนจักรแห่งซาเกรดา โซล ไม่จำเป็นต้องมีพระมหาสังฆราชองค์ต่อไปที่มีนามว่าลูเธียน และหากอาเมียร์สังหารแค่พระคู่หมั้น ราชองครักษ์ กับหัวหน้าราชมัลของธีร์ดีเร...เขาก็ยังไม่เป็นภัยต่อซาเกรดา โซล จนศาสนจักรต้องให้การช่วยเหลือราชาองค์ใหม่แห่งธีร์ดีเร ในการทำสงครามกับผู้มีอำนาจของจ้าวแห่งความมืดในภายหน้าใช่ไหมล่ะ

หึเจ้ามณฑลชราหัวเราะรับเบาๆ บ้างนี่ก็คือชะตากรรมเหมือนกันสินะ ท่านมาดาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น