The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 40 : 10 - ที่ที่ไม่ควรไป "อย่าโดด!"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 ก.ย. 60

บทที่ ๑๐

ที่ที่ไม่ควรไป

 

แสงสีแดงใกล้ลับเหลี่ยมเขา บอกว่าวันนี้กำลังจะหมดลงในไม่ช้า โดยไร้วี่แววของคนที่ดูลัสรอพบ

มีนักเดินทางและขบวนสินค้าสัญจรผ่านด่านยาร์ลาธบ้าง ทุกคนและทุกกลุ่มถูกองครักษ์ทั้งห้าในคราบทหารธรรมดาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด...จนดูเหมือนความละเอียดถี่ถ้วนนั้นจะเสียเปล่า

ชายหนุ่มพยายามบอกตนเองว่ายังมีเวลาอีกหลายวัน ใช่ว่าพวกมันจะไหวตัวแล้ว หรือไม่ได้มุ่งหน้ามาทางนี้แต่แรก ต่อให้พวกมันอุตริไปทางอุลทูร์ ท่านพ่อย่อมเข้าใจความหมายของสารลับที่เขาส่งไปดีพอที่จะตรวจตราคนเข้าออกมณฑลให้รัดกุมเช่นกัน

กระนั้น ดูลัสกลับไม่อาจสลัดความกังวลอย่างประหลาดที่เกาะกุมใจในตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังคิดจะทำอะไรสักอย่าง และใครคนนั้นก็อยู่ใกล้ขนาดเพิ่งพบกันเมื่อเช้านี้เอง

ถ้าเด็กหนุ่มผมแดงทำได้ถึงขั้นหนีกลับมณฑลคนเดียวโดยไม่บอกบิดาก่อนหน้าครอบครัวของอาเมียร์หายสาบสูญไปไม่นาน ดูลัสเชื่อว่ามันจะยิ่งทำได้มากกว่านั้นเพื่อช่วยเจ้าคนทรายที่มันนับถือเยี่ยงอาจารย์

อย่างแรกที่มันควรทำคือเตือนอาเมียร์ไม่ให้เข้ามาทางด่านนี้ และหากทำไม่ได้ก็เดินทางออกไปสมทบกันนอกยาร์ลาธเสียก่อน

เขาคำนวณเวลา เดินทางโดยเรือเดินทะเลจากเคนมารา เมืองหลวงของยาร์ลาธ ไปถึงเมอร์คาห์ก็ยังช้าไป ทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือผ่านด่านทางบกซึ่งพวกเขาเฝ้าอยู่

รูอาร์คย่อมไม่โง่ขนาดเดินทางมาอย่างเปิดเผยให้ดูลัสรู้ตัวหรือแหกด่านให้เป็นเรื่องใหญ่ ครั้นจะเสี่ยงเดินทางข้ามแดนทางป่าและภูเขากันดารก็ยากลำบากและเสียเวลา ดังนั้นจึงเหลือเพียงแค่ทางเดียว

ปลอมตัวหรือซ่อนตัว ลักลอบผ่านด่าน

ดูลัสจึงตัดสินใจตรวจค้นคนเดินทางออกจากยาร์ลาธอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน ต่อให้ทั้งนายด่าน ทหารคนอื่นๆ ไปจนถึงราชองครักษ์ด้วยกันดูจะประหลาดใจ และไม่เห็นด้วย

นายด่านถึงกับเปรยลอยๆ ให้เขาได้ยินว่ายังดีที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือทหารคลังแสงนี่ช่างเอางานเอาการดีจริงเหมือนจะประชดกลายๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังทำเป็นหูทวนลมตามเดิม

จนตกเย็น ด่านจึงได้ต้อนรับคนเดินทางออกจากมณฑลอันแปลกประหลาดกว่ารายอื่นๆ

คนกลุ่มนั้นมากับรถม้าปิดม่านหรูหรา ทาสีเหล้าองุ่นโดดเด่น ดูลัสเดาว่าคงเป็นรถของพวกเศรษฐีหรือขุนนางระดับล่างถึงกลางซึ่งช่างอวดฐานะ แต่ทหารคนอื่นๆ ของด่านดูเหมือนจะรู้ดีกว่านั้น

นั่นรถของคุณหญิงแมฟ’” นายด่านบอกนางไม่ชอบเรื่องจุกจิกจู้จี้ ไม่ต้องตรวจให้มากความหรอก

คุณหญิงเป็นภรรยาของขุนนางท่านไหนในยาร์ลาธหรือขอรับชายหนุ่มตั้งคำถาม

ภรรยา...อืม...จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียวชายวัยกลางคนขมวดคิ้วนางคบหากับขุนนาง ไม่เพียงคนเดียว ไม่ได้แต่งงาน แต่ได้ค่าเลี้ยงดูเป็นกอบเป็นกำจนร่ำรวยเป็นที่ยอมรับในบรรดาคนชั้นสูงของยาร์ลาธ พูดเท่านี้เจ้าคงเดาได้

นางคบกับ...ใครในครอบครัวท่านเจ้ามณฑลด้วยหรือเปล่าขอรับ

ท่านเจ้ามณฑลต้องรู้จักนางอยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่เพื่อนชายของนางหรอก เพราะไม่เคยมีข่าวเรื่องท่านกับนางเลย ว่าแต่ถามทำไม

ข้าแค่อยากทราบขอรับดูลัสตอบเรียบๆ ไม่ให้มีพิรุธแต่เรื่องตรวจตราก็ต้องทำไปตามหน้าที่

นายด่านเริ่มมีสีหน้าระอาเพื่ออะไร เจ้าเห็นด่านเราทำงานหละหลวมนักรึ ข้ารู้ว่าย้ายมาทำงานที่ใหม่เป็นวันแรกคงทำให้คนหนุ่มไฟแรงอยู่เฉยไม่ได้ แต่นี่มันเกินไป

ชายหนุ่มไม่ตอบให้มากควาน เขาเพียงเดินไปโบกมือเป็นสัญญาณให้รถม้าคันนั้นหยุด สารถีผู้ขับรถแต่งกายเรียบร้อยด้วยชุดแบบข้ารับใช้ขุนนาง ไม่ใช่เด็กหนุ่มผมแดงที่เขาระแวง เด็กรับใช้ชายเพิ่งเข้าวัยรุ่นที่นั่งอยู่ท้ายรถม้าก็ไม่ใช่เช่นกัน ทว่าเขายังไม่อาจวางใจเมื่อเห็นหีบเสื้อผ้าใบใหญ่ขนาดผู้ชายที่โตแล้วขดตัวนั่งลงไปได้สบายๆ ซึ่งผูกติดกับที่วางสัมภาระหลังรถม้าอย่างแน่นหนา

เมื่อดูลัสเคาะประตูรถม้า ม่านติดระบายลูกไม้ก็ถูกรวบไปด้านข้าง เผยใบหน้าของหญิงสาวรุ่นใหญ่ซึ่งบรรจงแต่งอย่างงดงามและเรือนผมที่เกล้าอย่างประณีต ชายหนุ่มมองผ่านเธอไป เห็นว่าในรถมีหญิงหน้าตาเรียบๆ แต่งกายแบบสาวใช้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกคน

มีอะไรหรือสตรีที่เขาเข้าใจว่าเป็นคุณหญิงแมฟถามด้วยเสียงค่อนข้างทุ้ม

ขออนุญาตตรวจค้นสัมภาระและรถม้า ตามกฎของด่านขอรับ

คิ้วที่กันไว้เรียวบางเลิกขึ้นน้อยๆอะไรกัน ข้าเดินทางไปมาเมืองหลวงหลายครั้งแล้ว ยังไม่เห็นต้องตรวจค้นเลย

พวกเราได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎเข้มงวดขึ้นขอรับ

คุณหญิงแมฟมีท่าทางลำบากใจในหีบมีแต่เสื้อผ้าข้าวของส่วนตัวของผู้หญิงทั้งนั้น ท่านเจ้าหน้าที่ก็น่าจะทราบว่าให้ผู้ชายมาดูของพวกนี้มันน่าอายขนาดไหน

ข้าต้องทำตามหน้าที่ขอรับ ขออภัยด้วยดูลัสยืนกราน

เขาอดไม่ได้ที่จะดูแคลนหญิงคนพูดในใจ เธอมีหน้ามาอับอายหากทหารชายตรวจดูเครื่องใช้ส่วนตัวตามหน้าที่ ทั้งๆ ที่อาชีพของเธอเปิดเผยเรือนร่างต่อชายระดับสูงจนไม่เหลือสิ่งใดให้ปิดบังยิ่งกว่าเสียอีก

"เอาเถอะ" หญิงสาวชะโงกหน้าไปทางเด็กรับใช้ท้ายรถ "เอาหีบลงมาให้พวกเจ้าหน้าที่เขาไป"

เด็กชายกระวีกระวาดแก้เชือกที่มัดหีบไว้กับที่ ดูลัสจึงโบกมือให้เพื่อนร่วมงานของตนเข้าไปช่วยแบกหีบด้วยกัน จนกระทั่งหีบไม้ใบใหญ่ลงมาวางอยู่บนพื้นเรียบร้อย

เมื่อนั้น คุณหญิงแมฟก็สั่งให้สาวใช้ส่งกุญแจหีบให้เขา แล้วนั่งรอเงียบอยู่

ดูลัสไขกุญแจเปิดหีบด้วยตนเอง ก่อนจะตรวจตราข้าวของภายในซึ่งประกอบด้วยชุดผ้าไหมหลายชุดพับซ้อนกัน รวมทั้งหีบเครื่องประดับและพัดหุ้มขอบลูกไม้ราวกับจะไปร่วมงานเลี้ยงใหญ่ที่ใดสักแห่ง ชายหนุ่มกดเสื้อผ้าที่วางไว้เป็นตั้ง อีกทั้งล้วงลงไปในหีบให้แน่ใจว่าไม่มีคนซ่อนอยู่แล้วจึงตัดสินใจว่าจะพอ

"ขอบคุณมากที่ให้ความร่วมมือขอรับ" เขาเอ่ยกับเจ้าของรถม้าพร้อมกับส่งกุญแจคืนให้ ขณะที่ทหารคนอื่นๆ กับเด็กรับใช้ช่วยกันนำหีบเสื้อผ้ากลับขึ้นท้ายรถตามเดิม

"ข้าไปได้แล้วใช่ไหม"

"ขออภัย ต้องขออนุญาตตรวจค้นภายในรถด้วยขอรับ"

คุณหญิงแต่ในฉายาขมวดคิ้วอีกครั้ง

"ท่านเจ้าหน้าที่ ท่านเกรงว่าข้าขนอะไรออกนอกด่าน ทองเถื่อนหรือสินค้าต้องห้ามหรือ"

"หามิได้ เราแค่ตรวจตามคำสั่งใหม่ของด่าน ขอให้พวกท่านลงจากรถม้าให้หมดด้วยขอรับ"

หญิงบนรถกลอกตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่เธอก็โบกมือให้หญิงรับใช้เปิดประตูแล้วลงมารอรับ

กระทั่งในยามเดินทาง สาวใหญ่ก็ยังแต่งกายเหมือนจะให้หรูหราเฉิดฉายที่สุด กลิ่นน้ำหอมแรงโชยเข้าจมูกของดูลัสแต่ไกลจากที่ที่เธอยืนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเธอโบกพัดผ้าไหมขลิบลูกไม้ในมือราวกับอากาศร้อนเต็มประดา เขาได้แต่รักษาสีหน้าให้เรียบเฉยขณะมองดูรถม้าที่ว่างเปล่า มีเพียงเบาะนั่งหุ้มผ้าไหมปักลายอยู่ทั้งสองฝั่ง

"ขออนุญาตขึ้นไปตรวจบนรถม้าขอรับ" ชายหนุ่มพูดแล้วก็ก้าวขึ้นไปโดยไม่รอคำตอบ เขาตรงเข้าไปตบเบาะผ้าไหมฟังเสียง ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อพบว่าเบาะที่นั่งสองด้านส่งเสียงไม่เหมือนกัน

...มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า...

ดูลัสยกเบาะด้านที่เขารู้สึกว่าน่าสงสัย  ก่อนจะพบว่าข้างล่างเป็นเพียงพื้นไม้กระดานตอกตะปูแน่นหนาสำหรับวางเบาะทับ เขาลองเคาะเนื้อไม้ฟังเสียงข้างใน แล้วก็หันไปยกเบาะอีกด้าน พบว่าข้างใต้นั้นเป็นพื้นไม้เช่นกัน...ทว่าเสียงต่างกัน

เบาะด้านหน้าซึ่งเขาสงสัยแต่แรกมีเสียงโปร่งกว่า เหมือนเป็นช่วงกลวงที่ใส่บางสิ่งได้ แต่พอนึกถึงโครงสร้างของรถม้า เขาก็คิดว่าเป็นเพราะเบาะด้านหน้ามีช่องข้างล่างเชื่อมกับใต้ที่นั่งคนขับรถม้า จึงได้มีเสียงต่างกัน

อย่างไรก็ดี ดูลัสตระหนักว่าตนไม่อาจตรวจค้นถึงขั้นขอให้รื้อรถม้าของอีกฝ่ายลงได้เด็ดขาด

"ข้างหลังมีขบวนสินค้ารออยู่อีกสอง รีบทำเวลาหน่อยก็ดี" นายด่านพูดให้เขาได้ยิน

เจ้าเด็กผมแดงนั่นจะยอมทำถึงขนาดซ่อนตัวอยู่ใต้เบาะแล้วตอกตะปูตอกปิดตายตัวเองเอาไว้เชียวหรือ

...คงไม่กระมัง

ราชองครักษ์หนุ่มคิด เขาวางเบาะลงที่เดิมก่อนจะลงจากรถแล้วค้อมศีรษะน้อยๆ คำนับผู้เป็นเจ้าของ

"ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือขอรับ เชิญพวกท่านผ่านไปได้"

คุณหญิงแมฟไม่พูดอะไรเลยขณะยกชายกระโปรงเดินผ่านหน้าเขากลับไปขึ้นรถตามเดิม ตามมาด้วยสาวใช้ และไม่นานรถของเธอก็แล่นผ่านด่านไป

นายด่านโคลงศีรษะอย่างระอา ขณะที่ดูลัสหันไปสนใจขบวนเดินทางผ่านด่านอีกขบวน ซึ่งเป็นรถขนฟางที่ดูน่าสงสัยไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ลับด่านผ่านแดนมาได้ระยะหนึ่ง คนขับรถม้าจึงถูกนายของตนสั่งให้หยุดข้างทาง เด็กรับใช้ถูกสั่งให้รีบเข้ามาพร้อมกับค้อนเล็กๆ ที่เขาซ่อนไว้กับตัว

สาวใช้ลุกขึ้นยืนและยกเบาะที่นั่งของตนขึ้น เด็กรับใช้ตรงรี่เข้ามาหาพื้นไม้ใต้เบาะ แล้วงัดตะปูออกทีละตัวโดยเร็วจนกระทั่งยกไม้กระดานแผ่นนั้นขึ้นมาได้

เมื่อนั้นเอง ศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมแดงยุ่งเหยิงจึงโผล่พรวดขึ้นมาหายใจเฮือกทั้งใบหน้าแดงก่ำและชุ่มเหงื่อ จนกระทั่งคุณหญิงแมฟส่งผ้าเช็ดหน้าให้กับมือของตน

"เป็นอะไรหรือเปล่า รูอาร์ค" สาวใหญ่ถามอย่างห่วงใย

รูอาร์ครับผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ "ข้าว่าข้าเข้าใจความรู้สึกของคนที่โดนฝังทั้งเป็นแล้วละ ดีที่ยังไม่ลงดิน...ตะกายฝาโลงจนกว่าจะตายคงทรมานพิลึก"

"ยังจะพูดเล่นอีก!" หญิงสาวเอ็ด "ก็รู้อยู่หรอกว่าอยากรีบไป แต่ถ้ารู้ว่ามันอันตรายถึงชีวิตก็อย่าเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้สิ!"

"ข้าไม่ได้เล่นนา พี่แมฟ เพราะต้องรีบต่างหากถึงได้ยอมเสี่ยง ขืนไม่ทันเจอคนที่ข้านัดไว้ โลกถล่มดินทลายแน่ๆ"

"‘นางคงเป็นคนที่สำคัญมากเลยสินะ" คุณหญิงแมฟเปรย "ถึงขั้นขอร้องให้ข้าช่วยให้ได้นี่ น่าอิจฉาจัง"

เด็กหนุ่มผมแดงเพียงส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้โดยไม่ตอบ ก่อนจะลุกจากช่องว่างใต้ที่วางเบาะออกมายืดเส้นยืดสาย สาวใหญ่เจ้าของรถม้ารีบโบกมือสั่งเด็กรับใช้ชายให้ออกไปข้างนอกเพื่อเพิ่มที่ว่างทันควัน

หลังจากได้นั่งลงบนเบาะข้างเจ้าของรถม้า ตรงข้ามกับสาวใช้ที่ก้มหน้าเงียบเฉยเหมือนไร้ตัวตน รูอาร์คก็ปิดปากเงียบต่อไป ส่วนสาวใหญ่เคาะทำสัญญาณให้คนขับออกรถอีกครั้ง

เด็กหนุ่มคิดว่าควรปล่อยให้คุณหญิงลือชื่อผู้ยอมช่วยเขาด้วยความสิเนหาเชื่อต่อไปก่อนว่าคนที่เขาต้องรีบไปพบคือผู้หญิงอีกคน อย่างน้อยมันก็ดีกว่าบอกไปโต้งๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ต้องสงสัยในฐานะฆาตกรผู้สังหารพี่ชายเขาเมื่อไม่กี่สิบวันที่ผ่านมา

"นี่...จริงจังกับนางมากหรือ" สาวใหญ่ตั้งคำถาม

เด็กหนุ่มไม่ยอมตอบด้วยคำพูด แต่สีหน้าเคร่งขรึมของเขาคงฟ้อง

"ต้องใช่สินะ ไม่อย่างนั้นจะยอมเสี่ยงตายไปทำไม แต่ข้าว่ารูอาร์คทำตัวลอยชายไปวันๆ ยังน่ารักน่าเอ็นดูกว่านี้แท้ๆ ถึงข้าจะอยากให้ใครสักคนยอมเสี่ยงตายปีนกำแพงมาหาข้าแบบในบทละครที่เจ้าชอบพูดถึงบ้างก็เถอะ

โธ่ พี่แมฟก็มีคนรักคอยทุ่มทุนเลี้ยงไม่อั้นอยู่แล้วนี่

นัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับฉายแววน้อยใจแวบหนึ่งเขาทำแค่เพราะต้องการบางอย่างตอบแทนเท่านั้นละ พอข้าหมดความสาวความสวย กลายเป็นผู้หญิงแก่ๆ หน้าเหี่ยว ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีใครมาใส่ใจอีกไหม ต่อให้ข้าไปนั่งขายดอกไม้อยู่ข้างถนนก็คงจำกันไม่ได้แล้วกระมัง

พี่แมฟมีอะไรโดนใจคนอื่นมากกว่าความสาวความสวยอยู่แล้วรูอาร์คแย้งข้าพูดจริงนะ

แต่ไม่โดนใจเจ้าน่ะสิ รูอาร์คสาวใหญ่เหลือบมองเขาอย่างมีเลศนัยถ้าไม่มีเรื่องสาวในดวงใจของเจ้าคนนี้ละก็ เจ้าคงไม่ยอมแม้แต่จะยืนหน้าประตูบ้านข้าด้วยซ้ำ

เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆข้าก็บอกแล้วว่าไม่ให้พี่แมฟช่วยเปล่าๆ หรอก แต่จะตอบแทนให้ ท่านอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือดูละครเรื่องอะไรล่ะ เดี๋ยวเราไปด้วยกัน ขอแค่ข้าเสร็จเรื่องกับคนที่นัดไว้ก่อนแล้วจะติดต่อไปอีกที

ผู้ฟังโบกพัดขนนกอย่างกรีดกรายข้าไม่ชอบไปไหนไกล รูอาร์คมาให้ข้าเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านสักมื้อก็พอแล้วละเจ้าหล่อนว่าพลางค่อยๆ คลี่ยิ้มที่ทำให้เด็กหนุ่มสะกิดใจแต่ต้องค้างนะ

รูอาร์คเม้มปาก แม้จะพอเดาไว้บ้างว่าคุณหญิงแมฟอาจเอ่ยปากเช่นนั้น

ห้ามเปลี่ยน เพราะรูอาร์คเป็นคนบอกข้าเองว่าจะยอมทำทุกอย่างถ้าข้าช่วย เรื่องมาค้างสักคืนนี่ถือว่าเล็กน้อยมากไม่ใช่หรือ ยิ่งข้าได้ยินว่า...ปกติเจ้าก็ไม่อยู่ติดบ้านอยู่แล้วด้วย

ได้เด็กหนุ่มยักไหล่สัญญาต้องเป็นสัญญา ไว้ข้าเสร็จเรื่องที่นี่แล้วค่อยนัดวันกัน

ห้ามบิดพลิ้วนะจ๊ะคุณหญิงแมฟยิ้มอย่างอ่อนหวานอีกครั้ง (แต่คู่สัญญาอยากเรียกมันว่ายิ้มกินคนมากกว่า)ข้าเชื่อว่ารูอาร์คจะไม่โกงข้านะ

แน่นอนเด็กหนุ่มเอนพิงเบาะก่อนจะหงายศีรษะขึ้นมองเพดานรถม้าแต่ข้าขอนอนเอาแรงก่อนละ ถึงเมืองที่ใกล้ที่สุดแล้วปลุกด้วยนะ ถ้าไม่ได้ซื้อม้าในเมืองนั้นควบห้อไปหาคนที่นัดไว้พรุ่งนี้ ข้าอาจจะไม่มีชีวิตรอดไปนัดกับพี่แมฟอีกแล้ว ข้าพูดจริงๆ นะ

โถ...ถ้าผู้หญิงเขาน่ากลัวอย่างนั้น รูอาร์คก็ถอนตัวออกมาก่อนเถอะ อย่าเอาตัวเข้าถ้ำแม่มดไปให้นางฆ่าเลย เกิดอะไรขึ้นมา รูอาร์คจะพาใครอีกคนที่รักเจ้าสุดใจไปด้วยนะ

รูอาร์คหัวเราะหึๆ ในคอกับคำออดอ้อนวางใจเถอะพี่แมฟ คนคนนั้นเขาไม่ใจร้ายเป็นแม่มดถึงขนาดฆ่าข้าหรอก ข้าสิจะฆ่าตัวตายเอง นี่อุตส่าห์ซื้อยาพิษจากนักปรุงยาเตรียมไว้ก่อนมาหาพี่แมฟอีกนะ เป็นยาพิษที่จักกระจายในสายโลหิตทั้งมวลโดยเร็ว จนผู้ดื่มยาอันหน่ายแล้วซึ่งชีวิตอาจล้มลงวางวาย สิ้นลมหายใจครัน ดุจดินปืนที่ถูกยิงให้พวยพุ่งจากปากกระบอกปืนใหญ่เทียว’”

แล้วให้ข้ามาตัดพ้อว่าโธ่เอ๋ย ท่านดื่มยาพิษเสียสิ้น ไม่เหลือทิ้งไว้ให้ข้าแม้เพียงหยดให้ข้าจุมพิตเจ้าด้วยหวังว่าจะยังเหลือยาพิษค้างบนริมฝีปากให้ข้าตามไปได้บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องใช้อกตัวเองเป็นฝักดาบแทนน่ะหรือ

พี่แมฟ ข้าว่าบทนั้นไม่เหมาะกับท่านหรอกนะ

แล้วบทไหนล่ะ

ไม่รู้เหมือนกัน บทนางกำนัลในตำนานแห่งเหมันต์กระมัง ข้าว่าท่านเหมาะกับบทผู้หญิงปากกล้าไม่ยอมใครแบบนั้นมากกว่า

อะไร้! ให้ข้าเป็นม่ายสามีถูกหมีกิน แล้วก็นั่งดูหนุ่มๆ สาวๆ เขาแต่งงานกันให้เจ็บใจนี่นะ

ตอนจบเรื่องท่านก็ได้สามีใหม่นี่นา เป็นคนดีที่ดูท่าจะหงอเมียเหมือนกันเสียด้วยเด็กหนุ่มแกล้งหาวหวอดที่จริงก็อยากถกเรื่องบทละครต่อนะ แต่มันง่วงจริงๆ ขอนอนเอาแรงก่อนละ ราตรีสวัสดิ์

ว่าแล้ว รูอาร์คก็หลับตาลงกรนคร่อกๆ คารถม้าในไม่ช้า

 

น้องชาย แวะทางนี้สิจ๊ะ

เรามีการแสดงระบำพิเศษนะเจ้าคะ

อาเมียร์เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าการพาเจ้าหญิงแอชลีนน์มาที่นี่เป็นความคิดที่ดี ต่อให้พระองค์อยู่ในคราบเด็กผู้ชายก็ตาม

บรรดานักเที่ยวราตรีเดินคลาคล่ำรอบกาย แน่นอนว่าพวกเขาไม่สนใจนักเที่ยวชายด้วยกัน (จะมีก็แค่เหลือบมองเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มด้วยความแปลกใจ คงเพราะดูอายุน้อยจนไม่น่าเชื่อว่าจะหัดท่องราตรีแล้ว) แต่เป็นนางคณิกาหลายสำนักที่ออกมาเรียกลูกค้าหน้าหอต่างหาก พวกนางดูจะพุ่งความสนใจมาทางเด็กหนุ่มหน้าตาเลิกลักเหมือนบ้านนอกเข้าเมืองทั้งสอง และคะยั้นคะยอเรียกให้อาเมียร์กระอักกระอ่วนขึ้นมาหลายครั้ง

เป็นความสัตย์จริงที่เขาไม่เคยเห็นย่านโคมแดงของเมืองใดเลย จะในอาณาจักรของตนหรือธีร์ดีเรก็ตาม ที่นี่จึงผิดจากภาพซึ่งเด็กหนุ่มเคยวาดไว้เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของแม่

ถ้าย่านโคมแดงจะดูน่ากลัว...ก็ต้องบอกว่าน่ากลัวคนละแบบกับที่เขาคิดไว้ อาเมียร์เคยจินตนาการว่าจะเห็นพวกคนคุมหอโคมแดงตัวใหญ่ๆ หน้าตาน่ากลัวมายืนเฝ้าหน้าอาคาร จัดระเบียบให้ลูกค้าเรียงแถวรอ พอเข้าไปก็มีนางคณิกาที่พยายามยิ้มแย้มแต่แววตาอมทุกข์ สภาพเหมือนถูกกักขัง ไม่นึกว่าที่แท้กลับเป็นที่ที่ครึกครื้นถึงเพียงนี้ หญิงที่หน้าหอหลายแห่งพูดจาง่ายๆ เป็นกันเอง เหมือนกับอดีตนางคณิกาที่อารามฮอว์ธอร์นซึ่งแม่เคยพาเขาไปเมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นราชินี แต่ที่ต่างออกไปคือพวกนางแต่งกายเปิดเผย ส่งสายตาท่าทางยั่วยวน หรือคำพูดเชิญชวนมาให้เขากับแอชอย่างชัดเจน

เขาสงสัยว่าหญิงเหล่านี้จะหน้าชื่นอกตรมเหมือนกับที่แม่เคยบอกไหมนะ

น้องชายทั้งสอง มาขึ้นครูหรือเปล่าเอ่ย

สนใจหาที่ดีๆ ก็เชิญทางนี้ได้นะ

พวกเขาเดินไปจนแอชเริ่มเกาะแขนอาเมียร์แน่นขึ้นราวกับกลัวพลัดหลงกัน กระทั่งได้ยินเสียงของชายอีกคนทักขึ้นมา นี่ เจ้าสองคน

อาเมียร์หันไปเห็นชายคนหนึ่งเดินขมวดคิ้วเข้ามาหาทั้งสอง ท่าเดินเซเล็กน้อยทำให้เขาเดาว่าอีกฝ่ายคงเมาเอ่อ...มีอะไรหรือขอรับ

ถ้ามีรสนิยมชอบไม้ป่าเดียวกัน ก็ไปแถวย่านหลังโรงละครสิ มาควงแขนกันในนี้ทำไม

เด็กหนุ่มทำสีหน้าไม่ถูกทันทีข้าไม่ได้...

ไม่ต้องอายหรอก เราคนอันเวียนซาบซึ้งกับความรักทุกอย่างชายนั้นทำสีหน้าเคลิ้มฝัน จนอาเมียร์ขนลุกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุเห็นพวกเจ้าชิดใกล้กันราวกับคู่รัก ทำไมข้าจะไม่รู้ ข้าเองก็ไปมาได้ทั้งสองที่ ทั้งความอบอุ่นของสตรีและความงดงามของมิตรภาพบุรุษเพศช่างชวนใจหวนระทึกพอกัน...

แอช เรารีบไปกันดีกว่าเด็กหนุ่มรีบคว้าแขนเพื่อนร่วมทางแล้วก็ก้าวยาวๆ ไปจากชายผู้พรรณนาถึงความรักอันงดงามต่อไปข้าว่าดูพอแล้ว กลับกันได้เสียที

เดี๋ยวสิ ย่านหลังโรงละครที่เขาพูดถึงมีอะไรเหรอ ข้ายังไม่รู้เลยเด็กสาวตั้งคำถามคำว่าขึ้นครูด้วย แล้วชอบไม้ป่าเดียวกันอะไรนั่นหมายความว่าอย่างไร

ขะ...ข้าไม่รู้!เด็กหนุ่มเผลอพูดเสียงดังขึ้นมาอยากรู้ก็ไปถามคนอื่น ข้า...ไม่อยากพูดเรื่องแบบนี้

แล้วจะให้ไปถามใคร

ถาม...ถามชาลัวห์มันก็ได้ ถ้ามันไม่รู้ ข้าจะไล่เตะมัน

แต่เขาเชื่อถือได้ที่ไหนเล่า!

เรื่องแบบนี้ มันจะโกหกไปทำไม

แล้วทำไมต้องไปถามเขาล่ะ อาเมียร์รู้ก็บอกมาตรงๆ เลยสิ

ไม่บอก ข้าไม่อยากพูดอะไรแบบนี้

ท่านเป็นอะไรไป บอกข้าสักหน่อยก็ไม่ได้หรือ

ไม่อาเมียร์ยื่นคำขาด ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพไม่คาดฝัน

...

บอกหน่อยน่า...นั่นเป็นเสียงออดอ้อนของเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดปีเมื่อกี้เสด็จพี่ทรงอักษรอะไร จดหมายรักถึงเคียราใช่ไหม

ไม่ใช่สักหน่อยเด็กหนุ่มสูงสง่าซึ่งเธอเงยมองพูดเสียงแข็งถามอะไรแก่แดด เดี๋ยวพี่กราบทูลเสด็จแม่หรอก

แหม...ถ้าเป็นจดหมายรักถึงเคียรา เสด็จแม่จะทรงดีพระทัยเสียอีกนะเพคะ เสด็จแม่ทรงเอ็นดูเคียรามากนี่นา น้องเองก็อยากให้เคียราเป็นพี่สาวจริงๆ โอ๊ย!

พระเชษฐาทรงกระตุกหางพระเกศาเปียของพระขนิษฐา จัดได้ว่าเบา แต่ก็ยังแรงจนดึงศีรษะของเด็กหญิงเอียงไปแวบหนึ่ง

เสด็จพี่ใจร้าย!เสียงแหลมหวีดขึ้นทันควัน

...

อาเมียร์ปล่อยมือจากเด็กสาวทันที

อีกฝ่ายเพียงเงียบไป เหลือแต่เสียงฝีเท้าข้างกาย เด็กหนุ่มรีบขอโทษด้วยเสียงเจื่อนข้า...ขอโทษ

แอชตอบเพียงไม่เป็นไรและไม่เอ่ยอะไรต่อจากนั้นอีก

ต่างคนไร้คำพูด จนกระทั่งเดินมาถึงโรงแรมที่พวกเขาเข้าพักร่วมกับกลุ่มของโทมา

ครั้นอาเมียร์กับแอชไขกุญแจเข้าไปในห้องที่ทั้งสามใช้พักรวมกัน กลับไม่มีวี่แววของคนร่วมห้องอีกคน

หือ?” เด็กหนุ่มกวาดมองทั่วห้องอีกรอบและพบว่าชาลัวห์ไม่อยู่ที่นี่จริงๆ ถึงแม้ว่าเตียงหลังหนึ่งจะมีรอยยับเล็กน้อย เหมือนมีคนทิ้งตัวลงนอนเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม

เขาหายไปไหนแอชตั้งคำถามแบบเดียวกับในใจอาเมียร์ขณะที่เด็กหนุ่มหันไปเปิดกระเป๋าสัมภาระเงินของเราหายไปหรือเปล่า

เงินยังอยู่ครบอาเมียร์สรุปหลังจากนับเสร็จ

“...เขาจะหนีไปทั้งๆ ไม่มีเงินเหรอ

ไม่รู้สิเด็กหนุ่มสั่นศีรษะแต่คงต้องลองไปตามดู

ที่ไหนล่ะ

แถวๆ นี้แหละ ไม่มีเงินคงไปไหนได้ไม่ไกลหรอก ต่อให้ตั้งใจจะหนีก็เถอะ

ที่จริง ไม่ต้องไปตามก็ได้นี่เด็กสาวบอกพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงที่ยังเรียบอยู่ถึงอาเมียร์จะอยากให้พ่อแม่ของเฟย์ลิมตัดสินโทษเขาเองก็เถอะ ปล่อยให้หนีไปเขาก็คง...ไปตายเอาเองสักทาง ข้าคิดว่าต่อให้พวกเขาอยากให้ชาลัวห์ตายตามเฟย์ลิม ก็คงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกหรอก ต้องมาคิดถึงคนที่ไม่ควรตายอีกมันเจ็บปวดมากนะ ข้าคงรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน

อืม...อาเมียร์รับลอยๆแต่เราจะบอกพวกโทมายังไงดีล่ะ

“...ชาดานมีธุระ เลยแยกตัวไปแต่เช้ากระมังแอชยักไหล่ถ้าเขาอยากไปเองก็ปล่อยเขาไปเถอะ

...คงใช่ หากไม่ได้รู้เรื่องของชาลัวห์กับเกรเนียมาก่อน อาเมียร์คงตัดสินใจจะปล่อยเขาไปตามยถากรรมแล้ว แต่ในเมื่อรู้ จึงรู้สึกว่าตนไม่อาจอยู่เฉย

เอาเถอะ ข้าจะออกไปดูรอบๆ หน่อย ถ้าเขายังอยู่แถวนี้ก็จะคุยเสียให้รู้เรื่อง แต่ถ้าเขาไม่อยากกลับจริงๆ ก็ปล่อยไป

ถ้าอย่างนั้นข้าไปด้วย...เด็กสาวลุกขึ้นยืน

อย่าเลย นี่ดึกแล้ว เจ้ารีบเข้านอนดีกว่า

แต่ว่า...

ข้าไม่ไปไหนไกลหรอก แล้วจะรีบกลับ เจ้านอนพักเอาแรงเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางแต่เช้า

ก็ได้แอชรับแม้เสียงจะฟังไม่พอใจอยู่บ้าง

 

เด็กหนุ่มลงมาถามพนักงานที่คอกเสมียนของโรงแรมซึ่งยังจุดตะเกียงรอนักเดินทางรอบดึกอยู่ จนได้ความว่าอีกฝ่ายเห็นชาลัวห์เดินลงมาที่ชั้นหนึ่งจริงๆ ก่อนจะออกไปข้างนอก

เขาคิดไว้บ้างว่าชาลัวห์อาจจะหาทางหนีไปคนเดียว แต่โดยไม่มีเงินติดตัวเลยหรือ ตอนออกไปเดินข้างนอก อาเมียร์กับแอชนำเงินบางส่วนติดตัวไว้เผื่อเกิดเหตุจำเป็น แต่ก็ทิ้งเงินส่วนมากไว้ในกระเป๋าสัมภาระซึ่งอยู่ในห้องเดียวกับชาลัวห์ หากตั้งใจหนีเอาตัวรอดจริงๆ ชายหนุ่มคงไม่ขาดความยั้งคิดถึงขั้นบากหน้าไปตัวเปล่าหรอก

คงไม่ใช่ว่า...ชาลัวห์ไม่คิดจะหนีเอาตัวรอด แต่หนีไป...

อาเมียร์ชะงักกึก เหตุคือเงาของชายหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าท่าน้ำเล็กๆ ติดกับแม่น้ำที่ไหลผ่านเมือง

...หากว่าเขาจำไม่ผิด...

อย่าโดด! เขาตะโกนออกไป

ชายคนนั้นหันกลับมามองอาเมียร์อย่างงุนงง เด็กหนุ่มจึงได้พบว่านั่นไม่ใช่คนที่ตนคิดไว้

เอ้อ...ขอโทษ ข้าจำคนผิดเขาพูดก่อนจะรีบสาวเท้ายาวๆ ไปตามถนนพร้อมกับกวาดมองไปรอบๆ

ชาลัวห์จะไปที่ไหนได้ คนขลาดแบบนั้นไม่น่าใจเด็ดขนาดฆ่าตัวตาย...หรือจะมีอารมณ์ไปที่ย่านโคมแดงในสภาพนี้

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเกรเนียหรือเปล่า

เด็กหนุ่มพอเห็นความหวังรำไร และค่อยๆ นึกทบทวนเส้นทางที่ซานาพาพวกตนไปในบ่ายวันนี้ทันที

ในยามดึก ถนนซึ่งขนาบข้างด้วยบ้านไม้หลังเล็กเรียงรายนั้นมีคนอยู่บ้าง แม้จะไม่มากเท่าถนนย่านโคมแดงสายหลัก บรรยากาศที่นี่เงียบกว่า ไม่มีเสียงเพลงครึกครื้น ไม่มีหญิงสาวคอยยิ้มแย้มต้อนรับ มีเพียงนางโลมค่อนข้างมีอายุหรือผอมซูบเซียวที่ยืนหรือนั่งรออยู่หน้าบ้านของตนอย่างเงียบๆ

หญิงคนหนึ่งกวักมือเรียกเขา อาเมียร์ตั้งใจจะทำเป็นไม่สนใจแล้วหากไม่ได้ยินคำพูดตามมาพ่อหนุ่ม...เจ้าใช่คนที่มากับท่านหมอหญิงวันนี้หรือเปล่า

ใช่ขอรับ มีอะไรหรือเด็กหนุ่มรับ

ผู้ชายผมทองที่มีแผลที่มือเป็นเพื่อนของเจ้าใช่ไหม ข้าเห็นเขามาที่นี่

มาหาเกรเนียหรือขอรับอาเมียร์รีบถามทันที

เกรเนีย...เจ้าหมายถึงมาดาเลนหรือ

ใช่คนที่เรียกเพื่อนข้าไปคุยด้วยเมื่อบ่ายนี้หรือเปล่าขอรับเมื่อเขาถาม หญิงสาวก็พยักหน้ารับเขายังอยู่กับนางใช่ไหม

อาเมียร์แทบโล่งใจ...หากว่านางไม่ได้พูดต่อไป

กลับไปแล้ว มาดาเลน...ไล่เขาไป

หา...เด็กหนุ่มตกใจขึ้นมาอีกครั้ง

เห็นว่าเขาทะเลาะกับแขกของนาง เลยถูกแขกกับพวกผู้คุ้มครองที่นี่สั่งสอนแล้วจับโยนออกมา ตอนนั้นข้าอยู่ข้างใน ได้ยินเสียงโหวกเหวก แต่ไม่ได้ออกมาดู

ขอบคุณมากขอรับเด็กหนุ่มรับก่อนจะรีบผละไป ด้วยคิดว่าต้องถามเกรเนียหรือมาดาเลนให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อให้เดาได้ว่าชาลัวห์อาจไปไหนต่อ

แต่แล้ว อาเมียร์ก็เปลี่ยนใจ หญิงสาวแสดงท่าทีชัดเจนอย่างนี้แล้วว่าไม่ต้องการพบชาลัวห์ เธอจะรู้หรือแม้แต่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาไปไหนหรือ

เห็นที ไปตามหาด้วยตัวเองน่าจะได้เรื่องมากกว่ากระมัง

 

กว่าอาเมียร์จะกลับถึงโรงแรมก็เกือบเช้ามืด

ที่จริงแอชลีนน์อยากออกไปตามหาเขา แต่ทั้งโทมากับซานาปรามไว้ด้วยเกรงว่ายิ่งต่างคนต่างออกจะคลาดกันเข้าไปใหญ่ เธอจึงได้แต่รออยู่ในห้องกับความโมโหตัวต้นเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่ได้นอนพักผ่อน ซึ่งเริ่มกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบทนไม่ไหวเมื่อรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

คนที่ทั้งสองตามหาอยู่ถัดไปแค่ห้องข้างๆ นี่เอง

เด็กสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วบังคับตนเองให้เข้านอนไปได้ครู่เดียว โทมาก็มาเคาะประตูบอกว่าชาลัวห์หรือชาดานอยู่กับหมอซานา ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะชายหนุ่มเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมพูดจาเหมือนเป็นเด็กๆ

ทว่าที่รู้แน่ๆ คือเขาถูกซ้อมมา เพราะใบหน้าบวมปูดกับแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวเป็นหลักฐานยืนยัน ซานาจึงต้องพยาบาลเขาอย่างเร่งด่วน ก่อนจะให้โทมาพยุงชายหนุ่มมาส่งที่ห้อง

ครั้นถึงห้องแล้ว ชาลัวห์ก็ยังเอาแต่นอนร้องไห้ไปเงียบๆ ต่อให้แอชลีนน์ถามหรือคาดคั้นเพียงไรก็ไม่ยอมปริปากสักคำ เด็กสาวจึงพลอยนอนไม่หลับไปด้วย เธอได้แต่รอด้วยใจกระวนกระวายจนกระทั่งอาเมียร์กลับมาถึงในสภาพค่อนข้างอิดโรย ถึงอย่างนั้น ตัวต้นเหตุที่หยุดร้องไห้จนได้ก็ยังไม่ยอมขอโทษหรือแม้แต่จะพูดอะไรเลย

โทมากับซานาต่างหากที่เล่าให้อาเมียร์ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กหนุ่มเองก็ฟังด้วยท่าทีเรียบเฉยราวกับรู้อยู่แล้ว ก่อนจะเอ่ยปากเรื่องแยกทางตามกำหนดเดิม และเก็บของลงมารับประทานอาหารเช้าร่วมกันอีกมื้อก่อนที่จะแยกย้าย

พวกเจ้าจะไปที่ไหนต่อหรือโทมาถาม

ดาวิมี หมู่บ้านนั้นมีสินค้าที่ข้าสนใจพอดีอาเมียร์ตอบ

ดาวิมี...เป็นหมู่บ้านที่สวยดีนะ ขอให้เดินทางปลอดภัยละนักดาบยื่นมือขวาให้กับเขา

ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่างเด็กหนุ่มจับมือกับชายหนุ่ม

ไม่เป็นไร ทางนี้ก็ขอบคุณเหมือนกัน หวังว่าคงได้พบกันอีกนะ

หลังจากนั้น โทมาก็ส่งมือให้แอชลีนน์ ทีแรกเธองุนงงอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ตัดสินใจจับมือกับเขาตามมารยาท มือใหญ่และสากกร้านของชายหนุ่มปิดมือเล็กของเธอเสียมิด

เด็กสาวตั้งท่าจะจับมือกับเกลเป็นคนต่อไป แต่แล้ว เธอก็พบว่าอาเมียร์ซึ่งจับมือกับพรานร่างผอมบางอยู่มีท่าทางแปลกๆ

สีหน้าของเด็กหนุ่มผมดำเปลี่ยนเป็นประหลาดใจก่อนจะกลับซีดเผือดลงในเวลาเพียงครู่เดียว เขาร้องออกมาเบาๆ ก่อนที่ร่างจะล้มพับลงในทันใด

อาเมีย...พี่เอลม์!แอชลีนน์ตรงเข้าไปประคองเขา แต่เธอคงจะรับน้ำหนักของอีกฝ่ายไม่ไหว หากไม่ได้เกลกับโทมารีบเข้ามาช่วยอีกสองแรงเป็นอะไรไป!

พาเขาเข้าไปนอนพักข้างในซานาร้องบอกทันทีก่อนจะก้าวยาวๆ ไปหาพนักงานโรงแรม เธอเจรจาขอใช้ห้องพักอย่างเร่งด่วน แล้วก็ได้มาตามประสงค์

เขา...เป็นอะไรไปหรือชาลัวห์ที่ยังมีใบหน้าบวมปูดถามขึ้นมาอย่างงุนงงข้างๆ แอชลีนน์ ยังผลให้เด็กสาวยิ่งกลั้นโทสะไม่อยู่

คงเหนื่อยเพราะมัวแต่ไปตามหาเจ้าจนไม่ได้นอนนั่นแหละ! ไปก่อเรื่องที่ไหนไม่คิดถึงคนอื่นบ้างเลย!เธอเผลอตวาดแล้วก็ชะงักไปเพราะสีหน้าของเขา

มันดูเจื่อนลง แต่ไม่ใช่ท่าทีของคนที่ต้องการกลบเกลื่อนความผิดหรือหาข้อแก้ตัวเหมือนเมื่อก่อน

ขะ...ข้าขอโทษชาลัวห์พูดงึมงำ

แอช ชาดาน ขึ้นมารอบนห้องก่อนไหมซานาเรียกทั้งสองเดี๋ยวข้าจะขึ้นไปดูเอลม์ ถ้าแค่หน้ามืดเป็นลมเพราะอดนอนจริงๆ ก็ไม่เป็นอะไรมากหรอก

ขะ...ขอรับเด็กสาวได้แต่รับก่อนจะก้าวยาวๆ ขึ้นบันไดตามหลังหมอหญิง โดยไม่กล้ามองหน้าอดีตคุณชายตกอับที่ทำให้ตนแปลกใจและพลอยรู้สึกผิดขึ้นมาด้วยนัก

ขออย่าให้อาเมียร์เป็นอะไรขึ้นมาเลย พวกเขายังอยู่ในระหว่างหลบหนีแท้ๆ หวังว่าคงไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตกว่านี้

แอชลีนน์นึกกังวลไปสารพัด และยิ่งกังวลขึ้นไปอีกเมื่อนึกได้ว่า อาการของอาเมียร์ก่อนล้มหมดสติไปเหมือนกับตอนที่พระเถระมาดายบอกว่าใช้มนตร์สะกดเขาไม่มีผิด

...คงไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์อีกแล้วนะ...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น