The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,812 Views

  • 125 Comments

  • 129 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    96

    Overall
    5,812

ตอนที่ 39 : 9 - ความรับผิดชอบและความตั้งใจ "โกรธแค้น?...ท่านคิดว่ามีหญิงใดไม่โกรธแค้นกับเรื่องเช่นนี้บ้าง"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ก.ย. 60

บทที่ ๙

ความรับผิดชอบและความตั้งใจ

 

สองคนนั้นไปรู้จักกันได้ยังไงนะแอชถามเบาแทบเป็นกระซิบข้างๆ อาเมียร์ ขณะที่ทั้งสองเดินจูงม้าไปด้วยกัน

ข้าได้ยินมาว่าชาลัวห์ชอบ...บังคับเอาตัวหญิงชาวบ้านมา...เป็นนางบำเรอ นางอาจเป็นหนึ่งในนั้นกระมังเด็กหนุ่มให้ข้อสันนิษฐานปลอมที่ฟังสมเหตุสมผลที่สุด โดยไม่บอกสิ่งที่ตนรู้ออกไป

อืมเด็กสาวรับแล้วก็เปรยแต่...ถ้านางมาอยู่ที่นี่ คงไม่ใช่เรื่องดีนักสินะ

อาเมียร์ได้แต่ยิ้มเฝื่อนๆ ให้เธอ เขาไม่อาจบอกว่าตนได้คำตอบนั้นรางๆ แล้ว ตอนที่เด็กหนุ่มเขย่าปลุกชาลัวห์ ภาพในอดีตของอีกฝ่ายก็วาบขึ้นมาในห้วงสำนึกอีก แม้แค่แวบเดียวจนปะติดปะต่อไม่ถูก แต่พอได้ยินชื่อเกรเนีย เขาก็ระลึกได้ว่ามีหญิงสาวเจ้าของชื่อนี้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

ทว่าอาเมียร์ไม่แน่ใจว่าชาลัวห์เป็นคนเดียวที่สมควรถูกกล่าวโทษเรื่องชะตาของเธอ บางทีถ้าไม่ใช่เพราะบิดาให้ท้ายและชายหนุ่มได้รับการเลี้ยงดูสั่งสอนผิดไปจากนี้ เขาอาจรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องกับความรับผิดชอบมากขึ้นก็ได้

ถึงอย่างนั้น อาเมียร์ก็อดเกรงไม่ได้ว่าเขาเพียงแต่หลอกตนเองลมๆ แล้งๆ ไปว่าตนเข้าใจจิตใจของชาลัวห์เหมือนกับโจรคราวนั้น ภาพและความนึกคิดในอดีตของคนสามคนที่เขาได้เห็นและสัมผัสน่าจะเป็นความจริง แต่เด็กหนุ่มไม่รู้เลยว่าเขารู้ได้เพราะอะไร หรือด้วยวิธีใด

ในทีแรกเขาเพ่งจิตจะฆ่าโจรนั้น แต่กลับรับรู้ความทรงจำในอดีตของโจรแทน คราวแอช เขาเพียงแตะที่ไหล่ของเธอ ความทรงจำในอดีตของเธอก็ปรากฏขึ้นให้เห็นบางส่วนเช่นเดียวกับครั้งชาลัวห์ แตกต่างกันที่เขาแตะชาลัวห์ด้วยเวลาที่น้อยกว่า แต่กลับเห็นความทรงจำมากมายกว่า ทั้งสามกรณีมีทั้งจุดร่วมและจุดขัดแย้งจนเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าตนจะควบคุมอำนาจนี้ได้อย่างไรกันแน่ ไม่นับว่าสามารถควบคุมมันได้จริงหรือเปล่า

การรู้ความทรงจำของผู้อื่นอาจเป็นประโยชน์ต่อเขาได้มาก...อย่างน้อยก็ระหว่างหลบหนีครั้งนี้ กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกเหมือนตนเองรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอย่างรุนแรงที่สุด ในเมื่อในความทรงจำของใครก็ตามล้วนมีเรื่องที่เจ็บปวด อับอาย หรือเป็นความลับซึ่งคนนอกอย่างเขาไม่ควรล่วงรู้

หากมีใครรู้ทุกสิ่งที่อาเมียร์ผ่านมา ทั้งเรื่องที่ตนเคยทำผิดพลาด สิ่งที่เคยสูญเสีย หรือความรู้สึกดำมืดในใจ เด็กหนุ่มก็คงทนไม่ได้เช่นกัน

น่าเห็นใจม้าพวกนี้เหมือนกันนะเด็กสาวเปลี่ยนเรื่องพูดขณะยกมือขึ้นลูบไหล่ม้าที่เขาจูงอยู่ เจ้าของเอาไปทำอะไรก็ต้องทำ ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าของใหม่ของพวกมันจะไม่พามันไม่ทำเรื่องไม่ดีอย่างปล้นฆ่าชาวบ้านแบบนี้อีก

เอาเถอะ ม้ามันไม่รู้หรอกอาเมียร์ปลอบมันสนแค่มีอาหารกิน มีที่นอนสบาย มีคนดูแลรักษาความสะอาดให้มันก็พอแล้ว อีกอย่าง ม้าเป็นสัตว์ราคาแพง ลองเป็นม้าพันธุ์ดี ใช้งานได้ เจ้าของเขาก็ไม่ดูแลทิ้งๆ ขว้างๆ หรอก แต่ถนอมไว้จนกว่าจะ...หมดอายุการใช้งานนั่นละ

เด็กหนุ่มนึกโล่งอกที่แอชไม่ถามต่อ เขาไม่อยากอธิบายเลยว่าบางคนทำอะไรบ้างกับม้าที่หมดอายุการใช้งาน...หากไม่มีความผูกพันกับมันมากพอที่จะรับเลี้ยงดูม้าแก่ต่อไป

หรือจริงๆ เด็กสาวจะรู้สึกได้กันนะ ม้าพวกนี้ก็คงเหมือนกับหญิงตามหอโคมแดงกระมัง ตราบใดที่ยังใช้ประโยชน์ได้ก็ได้รับการดูแล ดีบ้างไม่ดีบ้างตามกำลังทรัพย์และความกรุณาของเจ้าของ แต่หากหมดประโยชน์...ก็ต้องลงเอยในโรงเชือดหรือห้องแถวโกโรโกโสอย่างที่พวกเขาเพิ่งพบมา

ถ้าเพียงแต่ธีร์ดีเรมีสถานที่อย่างอารามฮอว์ธอร์นให้พวกนางพักพิงก็คงดี เขาอยากเสนอเรื่องนี้กับว่าที่ประมุขแห่งธีร์ดีเรที่อยู่แค่ไม่ห่างได้เหลือเกิน

กระนั้น อาเมียร์ก็ตระหนักว่าเขาเองมีความลับส่วนตัวที่ไม่อาจให้ใครรุกล้ำ...แม้บางขณะจะอยากให้มีใครสักคนฟังสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในความนึกคิดของตนได้บ้าง

ทว่าติดปัญหาสำคัญที่สุด แอชจะยอมรับได้หรือว่าเขาคือเจ้าชายปีศาจทัมมุซ ต่อให้เด็กหนุ่มหวังอย่างแรงกล้า...ว่าปีศาจนั้นเป็นเพียงคำลอยๆ ที่พวกคนร่วมศาสนากับเธอตั้งให้เขาก็ตาม

อาเมียร์เสียงของอีกฝ่ายเรียกเขาจากความคิด

มีอะไรหรือ

ท่าน...จะว่าอะไรไหมเธอพูดเบาแทบเป็นกระซิบ “...ถ้า...ข้าอยากไปดูในเมือง...คืนนี้

อาเมียร์แทบอ้าปากค้างขณะที่คนขอรีบอธิบายต่อไป

คือ...ข้าเห็นพวกนางแล้วสงสาร อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าที่แบบนั้นเป็นยังไงกันแน่ ทำไมพวกผู้ชาย...คนอื่นๆ ...ถึงได้ชอบไปกันนัก บางที...ถ้าได้ไปดู...ข้าอาจจะคิดหาวิธีช่วยพวกนางได้มากกว่านี้ก็ได้

ทีแรกเขาคิดจะปฏิเสธ แต่แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนใจ นี่อาจเป็นโอกาสที่ดี หลังจากนี้คงยากที่เจ้าหญิงแอชลีนน์จะเสด็จมายังที่แบบนี้ หากแอชปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายคงไม่มีอันตรายอะไร

ก็ได้...แต่แค่เดินอยู่ในย่านนั้นนะเด็กหนุ่มตัดสินใจตอบข้าคงพาเข้าไปดูข้างในไม่ได้ แต่ไปดูรอบนอกให้พอรู้จักไว้ก็คงดี

เด็กสาวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างยินดีก่อนจะเอ่ยเบาๆขอบคุณมากนะ อาเมียร์

 

บ้านที่เกรเนียพาชาลัวห์เข้ามาควรเรียกว่าห้องมากกว่า ในนั้นมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง เก้าอี้ไม้สองตัว ไม่มีเตียง แต่มีฟูกเล็กๆ กับหมอนและผ้าห่มเก่าๆ วางอยู่บนพื้น นอกจากนั้นมีเพียงกระโถนที่ตั้งอยู่ที่มุมห้อง และลังไม้ที่วางกองกันสองสามใบ มีเสื้อผ้าพับวางไว้บนนั้นเป็นตั้งบางๆ

ดูไปก็เก่าโทรม ซอมซ่อเสียจนเขาไม่รู้จะเรียกว่าที่อยู่ได้อย่างไร

หญิงสาวเปิดหน้าต่างให้แสงแดดลอดเข้ามาโดยไม่พูดอะไรกับเขาก่อนจะยืนค้างอยู่ที่เดิม เธอเงียบเสียจนชาลัวห์ตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อนทั้งๆ ที่ไม่ได้นั่งลง

เจ้า...มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

นึกว่าท่านรู้แล้วเสียอีกคนถูกถามกลับย้อน

ข้าไม่รู้จริงๆ ...หลังจากได้ข่าวว่าเจ้าย้ายไปกับครอบครัว...จะไปแต่งงานที่มณฑลอื่น ข้าก็ไม่ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับเจ้าอีกเลย

นั่นสินะเกรเนียรับท่านเจ้ามณฑลไม่บอกเรื่องนี้กับท่านอยู่แล้ว แต่ท่านชาลัวห์คงไม่โง่จนเดาไม่ออกหรอก ว่าข้ามาทำอะไรที่นี่

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดๆ

ใช่...เขาพอเดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ที่เธอมาอยู่ในเมืองชื่อดังของนักท่องราตรี ซ้ำในย่านที่อยู่ของพวกนางโลมเสียอีก

แต่สามีของเจ้าล่ะชาลัวห์ถามครอบครัวของเจ้าด้วย แล้วก็...เด็กคนนั้น

หญิงสาวดูเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้าๆ โดยไม่หันมามองเขา

ข้าไม่เคยมีสามี มีแต่พวกผู้ชายที่เห็นข้าเป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นเธอใช้สองมือเท้ากรอบหน้าต่างไว้

หากว่าชายหนุ่มตาไม่ฝาด...มือคู่นั้นบีบเนื้อไม้แน่นจนแข็งเกร็ง

แน่นอนว่ารวมท่านด้วย ครอบครัวของข้าตายไปหมดแล้ว เด็กที่ท่านพูดถึงก็ตายไปเสียก่อนจะทันได้เกิด...แต่ก็ดีกว่าเกิดมาเป็นลูกไม่มีพ่อ หรือลูกนางโลมชั้นต่ำนี่นะ

เกรเนีย...ชาลัวห์ยิ่งไม่รู้จะพูดอะไร แต่ยังคงถามต่อไปครอบครัวเจ้า...ตายได้อย่างไร...เด็กคนนั้นด้วย แล้วทำไม...ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีวันลดตัวลงมาทำเรื่องอย่างนี้ได้หรอก

ไม่ได้ลดตัว...แต่ก็ถูกคนอื่นลากลงมาจมโคลนเลนได้ง่ายดายถมไป คนที่ลากข้าลงมาทีแรกอย่างท่านไม่ควรถามอย่างนี้เลยเธอย้อนอีกครั้งส่วนคนที่ฆ่าพ่อแม่ข้า...กับเด็กที่ท่านพูดถึง...ก็ปู่ของแกเองนั่นละ

อะไรนะ! ชายหนุ่มอุทาน ท่านพ่อน่ะหรือ! เป็นไปไม่ได้!

ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อข้ากับลูกนอกสมรสมีแต่จะเกะกะหนทางขึ้นสู่บัลลังก์ของท่านเกรเนียตอบข้าเองก็คงตายไปด้วย...ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคนที่พ่อของท่านส่งมาเห็นว่าข้ายังมีประโยชน์อย่างอื่น หากไม่มีเด็กในท้อง...ข้าก็ไม่มีทางเป็นภัยต่อนายของพวกเขา มิหนำซ้ำ ร่างกายกับเงินค่าตัวของข้ายังเป็นประโยชน์เสียอีก ทีแรกข้าถูกขายในเอกิว...แล้วก็ขายทอดมาเรื่อยๆ จนถึงอันเวียน ไม่นึกเลยว่าจะได้มาพบกับคนที่ทำให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้น...ในสภาพนี้

แต่ข้า...ชาลัวห์นึกหาเหตุผลทั้งๆ ที่ลำคอฝืดและสมองแทบไม่ทำงานข้า...ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย ถ้ารู้แต่แรกคงจะห้ามท่านพ่อไปแล้ว และที่จริง...ข้าก็ยินดีจะรับเลี้ยงดูเจ้ากับลูกมาแต่แรกนี่นา

“...ในฐานะลูกนอกสมรสกับเมียลับที่ไม่ได้แต่งงานอย่างถูกต้องน่ะหรือหญิงสาวพูดต่อยังไม่เข้าใจอีกหรือว่านี่คือเหตุผลที่ข้าไม่อาจยอมรับตั้งแต่แรก อย่าว่าแต่ข้าขยะแขยงท่าน ข้ายอมตายเสียดีกว่าจะต้องตกเป็นของท่านอีก

เกรเนีย...เจ้ายังโกรธแค้นข้าอยู่อีกหรือ

หญิงสาวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปโดยเร็วโกรธแค้น?...ท่านคิดว่ามีหญิงใดไม่โกรธแค้นกับเรื่องเช่นนี้บ้าง

ข้า...ข้าทำไปเพราะรักเจ้านะ

เกรเนียโคลงศีรษะหากท่านรักข้า...ท่านจะไม่ทำร้ายข้าแต่แรก ข้าเคยบอกแล้วนี่

ชายหนุ่มก้มลงมองพื้น ความทรงจำไหลเรื่อยไปถึงสามปีก่อน เขาพบเกรเนียครั้งแรกเมื่อเธอเข้ามาทำงานในจวนของเจ้ามณฑลในฐานะอาจารย์หญิงของลูกสาวเล็กๆ ของพี่สาวต่างแม่เขาซึ่งกลับมาพักอยู่ที่จวนหลังจากหย่าขาดจากสามี

เธอเป็นคนสวยในคนละแบบกับนางคณิกาที่เขาเคยแวะเวียนหา เธอดูเรียบร้อยและใสสะอาด ไม่มีจริตมารยาต่างจากหญิงพวกนั้น เขาชอบเธอตั้งแต่แรกเห็น จึงพยายามพูดคุยกับเธอ ให้ของขวัญต่างๆ แก่เธอ ทั้งเครื่องประดับและหนังสือบทกวีที่เขาคิดว่าเธอน่าจะชอบ เธอตอบคำพูดของเขาอย่างสุภาพ แต่ก็ปฏิเสธของขวัญมีราคาเหล่านั้นเสียทุกครั้ง

ตอนนั้น ชาลัวห์รู้ตัวแล้วว่าเขาต้องเข้ารับการทดสอบในพิธีสยุมพร ชิงตำแหน่งพระคู่หมั้นของเจ้าหญิงแอชลีนน์ แต่ท่านพ่อก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใดหากชายหนุ่มจะมีคนรักอื่นๆ ...ขอแค่หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องอื้อฉาว เขาให้คนรับใช้สนิทสืบประวัติของเกรเนีย พบว่าเธออยู่ในฐานะที่น่าจะเป็นคนรักของเขาได้ พ่อของเธอเป็นแค่เสมียนในกรมเมือง มีเธอเป็นลูกสาวคนเดียว...ลูกสาวของสามัญชนที่คงหวังสูงสุดได้แค่เป็นภรรยาอย่างถูกต้องของขุนนางระดับล่างหรือผู้ติดตามขุนนาง ขณะที่ตระกูลของเขาสามารถเลี้ยงดูเธอให้สุขสบายยิ่งกว่านั้นได้ชั่วชีวิต...ต่อให้แค่ในฐานะอนุภรรยาที่ไม่อาจให้สังคมรับรู้

เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเธอ แต่เธอคงรู้ จึงได้พยายามตีตัวออกห่างเสมอ เขาเลยยิ่งเจ็บใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงซึ่งตนหมายตาแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างชัดเจน

ชาลัวห์อยากเอาชนะเธอ และเขาก็คิดว่าตนทำเช่นนั้นได้แล้วเมื่อได้หญิงรับใช้คนหนึ่งเป็นสายเรียกเกรเนียออกมาในสวนด้านหลังจวน ใกล้กับเพิงเก็บเครื่องมือทำสวนที่เขาซุ่มรออยู่...

ทุกสิ่งช่างง่ายดาย ชายหนุ่มดึงตัวเธอเข้าไป แม้เธอจะร้องขอความช่วยเหลือ ก็มีเพียงคนของเขาที่ดูต้นทางอยู่รอบนอก เพิงอยู่ไกลออกไปมากจนไม่มีใครที่อาคารใหญ่ได้ยินเสียง แม้เธอจะพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต ในที่สุดเขาก็ได้ตัวเธอสมใจ

เมื่อเธอเอาแต่ร้องไห้โดยไม่พูดอะไรหลังจากนั้น เขาก็ปลอบโยน รับรองเป็นมั่นเหมาะว่าเขารักเธอ และจะดูแลเธอให้สุขสบายไปชั่วชีวิต

แต่เมื่อเธอสงบสติลง เกรเนียกลับทำเพียงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา...สายตาแบบเดียวกับที่ชาลัวห์เห็นเมื่อได้กลับมาพบเธอในอันเวียน และทันทีที่เขายอมปล่อยมือจากเธอ เธอก็วิ่งหนีออกไปโดยเร็ว

เธอยังคงสอนหนังสือให้หลานสาวของเขาต่อไปราวสองสามเดือนโดยพยายามหลบหน้าเขามากที่สุดเท่าที่ทำได้ กระนั้นชาลัวห์ยังคงรอเวลาและโอกาสที่เธอจะยอมรับความรู้สึกและข้อเสนอของเขา

ทว่าเขาไม่นึกเลย...ว่าเช้าวันหนึ่งเธอจะยืนกรานขอลาออกกับพี่สาว แล้วก็หายหน้าไปจากชีวิตของเขา

ตอนนั้นเอง ชาลัวห์จึงได้ข่าวจากพวกคนรับใช้ว่า ต้นเหตุที่ทำให้อาจารย์หญิงลาออกกะทันหันคืออาการคลื่นไส้อันแฝงนัยประหลาดซึ่งเธอไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป

ชาลัวห์ตกใจจนพูดไม่ออกในทีแรก เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตนจะมีลูก...ยิ่งไม่ใช่ลูกที่เกิดจากการแต่งงานทางการ ความต้องการที่จะครอบครองเกรเนียกลับกลายเป็นความกลัว เขากำลังจะเข้าคัดเลือกเป็นพระคู่หมั้น หากพระราชวังรู้เข้าว่ามีลูกนอกสมรสกับหญิงอื่นจะมีคุณสมบัติครบถ้วนได้อย่างไร

ด้วยไม่รู้ทางออก ชายหนุ่มจึงได้ปรึกษาท่านพ่อ ท่านจึงบอกว่ายังมีวิธีดูแลเกรเนียกับลูกที่จะเกิดมาอย่างลับๆ ไม่ให้ความแพร่งพรายออกไป มิเช่นนั้นก็ให้เงินไปให้เอาเด็กออกเสีย

ชาลัวห์ไม่เห็นด้วยกับทางเลือกหลัง เขายังหวั่นเกรงกับการคร่าชีวิตบริสุทธิ์ แต่ก็บอกตนเองว่าหากหญิงสาวเลือกทางนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเธอ เด็กถือกำเนิดในร่างของเธอ ไม่ใช่เขา ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของเธอหรือไม่ใช่

ท่านพ่อพยายามเจรจากับครอบครัวของเกรเนียแทนเขา แต่คนทั้งครอบครัวกลับเลือกทางที่สาม ไม่ยอมมอบเกรเนียกับลูกให้ตระกูลชอร์ซา แต่ก็ไม่ยอมทำลายเด็กคนนั้น พวกเธอตัดสินใจที่จะย้ายไปใช้ชีวิตในอีกมณฑล ไปให้ไกลจากเขาที่สุดเท่าที่จะทำได้

ท่านพ่อบอกชายหนุ่มในทีหลังว่านั่นคือข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำต่อกัน ท่านมอบเงินก้อนใหญ่ให้พวกเขาเป็นค่าเดินทางและรักษาความลับ ส่วนครอบครัวของเกรเนียก็รับปากว่าจะไม่แพร่งพรายไปว่าเด็กในท้องของเธอเป็นลูกของชาลัวห์ และออกเดินทางไปแต่งงานกับชายอื่นโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดข่าวลือเสียหายมากไปกว่านี้

ปัญหาจบลงโดยง่าย ไม่ช้าเขาก็โล่งใจและลืมไป

เท่านั้นเองที่ชาลัวห์รู้เกี่ยวกับเกรเนีย...จนถึงวันนี้

แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนที่ทำเรื่องอย่างนั้นเป็นคนของพ่อข้าจริงๆ เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้ชายหนุ่มตัดสินใจถามพวกมันอาจเป็นโจรธรรมดาก็ได้

ท่านไม่ได้ฟังคำพูดของพวกมัน หลังจากที่พวกมันเชือดคอพ่อแม่ข้า...แล้วก็ย่ำยีข้าจนครบทุกคนนี่!หญิงสาวหันขวับมาขึ้นเสียงข้ายังจำได้ดีทุกคำ...พวกมันหันไปถามกันเองว่าจะเอายังไงกับนังนี่ดี นายใหญ่สั่งให้ฆ่าทิ้งให้หมด แต่มันยังสาวยังสวย น่าเสียดายจะตายแล้วพวกมันคนหนึ่งก็ตอบว่าแค่ทำให้มันแท้งก็พอแล้ว นายใหญ่ขอแค่ให้ไอ้พวกนี้ไม่มีทางขวางลูกท่านแต่งงานกับเจ้าหญิงจะให้ข้าเข้าใจเป็นยังไงได้อีก!

เขาสบตากับเกรเนียได้ไม่นานก็ต้องก้มหลบ เธอมองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับเจ้าคนทราย...ตอนที่มันจ้องเขาด้วยดวงตาวาวโรจน์พร้อมกับย้อนถาม

ไม่อยากตายแล้วไปฆ่าคนอื่นเขาทำไม คนที่เจ้าฆ่ายังไม่มีโอกาสได้คร่ำครวญอย่างนี้ด้วยซ้ำ!

ข้า...ชาลัวห์อยากพูดว่าท่านพ่อไม่มีวันทำเช่นนั้น ท่านพ่อจะทำได้ลงคอเชียวหรือ ถึงท่านจะเคยบอกว่าจะให้เกรเนียเอาเด็กออก แต่นั่นเป็นแค่เด็กที่ยังไม่เกิด ยังไม่มีความรู้สึกนึกคิด เทียบกับชีวิตของคนสามคน...คนทั้งครอบครัว จะจ้างฆ่าปิดปากกันง่ายๆ ได้อย่างไร

ฆ่าคนง่ายนิดเดียว ท่านจะกังวลไปทำไม พวกเชื้อพระวงศ์ขุนนางก็สั่งฆ่า ลอบฆ่ากันเป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่หรือจู่ๆ เขาก็นึกถึงคำหว่านล้อมของชายชุดดำขึ้นมา ตอนที่คนชุดดำกล่อมให้ตกลงฆ่าเฟย์ลิม เขาก็รับคำไปง่ายๆ อย่างนี้เอง

หมายความว่าเขาผิดด้วยใช่ไหม ผิดที่คิดแต่จะได้ตัวเกรเนีย ทำให้พ่อแม่ของเธอต้องตาย ทำให้เธอต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้ ทำให้ลูกของทั้งสองต้องตาย...

แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจ! ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้! ข้าไม่เคยคิดร้ายต่อเกรเนียสักหน่อย... ชาลัวห์นึกในใจ ทว่าเสียงอีกด้านก็พลันแย้ง สิ่งที่เขาทำ กับสิ่งที่นักฆ่าพวกนั้นกระทำต่อเธอแตกต่างกันตรงไหน

แตกต่างสิ...ข้ารักนาง อยากให้นางอยู่เคียงข้าง อยากให้นางมีความสุข เจ้าพวกนั้นต่างหากที่มันคิดร้ายต่อนาง... ชายหนุ่มแย้งในใจอย่างอ่อนแรง ต่ออีกเสียงที่ค่อยๆ แข็งแกร่งมีน้ำหนักยิ่งกว่า

แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่นางต้องการตั้งแต่แรกแล้วนี่นา ข้าก็แค่ต้องการนาง ข้าดึงดันจนครอบครองตัวนางได้...ทั้งๆ ที่นางไม่ต้องการแท้ๆ

ตอนนั้นเกรเนียร้องไห้หนัก ปิดตาแน่นหรือมองเขาเหมือนสัตว์ร้ายที่อัปลักษณ์ที่สุด ทว่าเขากลับเห็นแต่ความสุขของตนเอง หลอกตนเองกับความคิดที่ว่าเสน่ห์ความเป็นชายของตนจะทำให้เธอใจอ่อนลงได้

ข้า...ขอโทษสุดท้ายเขาก็เอ่ยแผ่วเบา

หญิงสาวไม่ตอบคำพูดนั้น ทว่าเสียงของเธอกลับเรียบเฉยอีกครั้ง

ท่านคงไม่อยากฟัง แต่ข้านึกอยากบอกท่านมาเนิ่นนานและหลายครั้งเหลือเกินว่านรกเป็นเช่นไร นรกสำหรับข้าไม่มีกระทั่งความตายเป็นทางออก พวกมันบังคับให้ข้ากินยาขับเลือด ให้ข้าได้เห็นซากของลูกผีร้ายที่ข้าพยายามปกป้องอย่างเอาเป็นเอาตายไหลออกมาจากร่างกายของตัวเอง ข้าเจ็บปวดจนนึกอยากตายเป็นพันๆ ครั้ง แต่พวกมันก็มัดข้าแน่นหนา กระทั่งกัดลิ้นตัวเองยังไม่ได้ ซ่องที่รับซื้อข้าไปก็เป็นนรกยิ่งกว่า พวกมันจับข้าอดข้าวน้ำ ซ้อมและข่มเหงข้าจนกว่าจะยอมรับแขก ถึงตอนนั้น...ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือความเป็นคนพอที่จะขัดขืน ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรก็ตามให้ปกป้องอีกแล้ว ข้าไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ถึงอย่างนั้น...เกรเนียเอื้อมไปหยิบของบางอย่างบนลัง

ของที่คุ้นตาชาลัวห์ แม้เขาจะไม่ได้ใช้มันบ่อยนัก ด้วยเหตุผลทางสุขภาพที่ท่านพ่อห้ามไว้

...กล้องสูบฝิ่น...

เจ้า...ติดฝิ่นหรือเขาถาม แต่หญิงสาวเพียงง่วนกับการจุดตะเกียงกล้องฝิ่นโดยไม่ตอบมัน...ไม่ดีต่อสุขภาพนะเกรเนีย

เธอกลับยักไหล่ผอมบางเพียงครั้งเดียว

ร่างกายข้ารับของไม่ดีกว่านี้มากี่อย่างแล้ว ท่านไม่รู้หรอกเกรเนียพูดพร้อมกับปลดผ้าโพกผมลง

ชาลัวห์เบิกตากว้างเมื่อเขาพบว่าบนศีรษะที่เคยถูกปิดบังด้วยผ้ากลับมีผมร่วงเป็นหย่อมกว้างกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังมีกระจุกผื่นสีแดง

นี่เจ้า...

ข้าไม่รู้ว่าตัวเองได้โรคร้ายนี้มาจากใคร แต่วางใจได้ว่าไม่ใช่ท่าน เพราะสามปีผ่านไป ท่านก็ยังสบายดี...ถ้าไม่นับมือนั่นเธอพูดด้วยเสียงที่เย็นชาอย่างประหลาดอย่างน้อย ต้องขอบคุณโรคนี้ ถ้าไม่เป็นขึ้นมา ข้าคงไม่ได้เป็นไทจากซ่องนรกนั่นเสียที ถึงข้าจะไม่มีที่ไป และท่านหมอหญิงบอกว่าข้าเหลือเวลาอีกแค่สองสามปีเท่านั้นหญิงสาวสูดควันอีกอึกใหญ่นี่คงเป็นความสุขอย่างเดียวที่ข้าเหลืออยู่ ถึงจะไม่มีทางหาเงินพอซื้อฝิ่นมาทีละมากๆ ไม่อย่างนั้นคงไปสบายได้เร็วกว่านี้ เคยได้ยินว่า...มีนางโลมที่ฆ่าตัวตายด้วยการกินขนมยัดไส้ฝิ่นเข้าไปเยอะๆ ในทีเดียว คงเป็นความตายที่...มีความสุขมากเลยนะ

“...เกรเนีย...

หญิงสาวกวาดของบนลังไปข้างๆ แล้วนั่งลงบนนั้น เธออัดควันเข้าไปอีกอึกหนึ่งก่อนเอ่ยข้าคงตายอย่างนั้นไม่ได้ แต่ก็มีทางหาฝิ่นพอดับความเจ็บปวดไปได้เรื่อยๆ จนถึงวันตายที่ใกล้เข้ามาในไม่ช้านี้ละ ไม่รู้เหมือนกันว่าปลายทางของวิญญาณข้าคือนรกหรือสวรรค์ แต่ปลายทางของท่านกับพ่อท่านคงไม่ดีไปกว่าข้าหรอก

ชาลัวห์เย็นสันหลังวาบ เกรเนียที่เคยอ่อนหวานเรียบร้อยคนนั้นกำลังแช่งชักเขาหรือ

“...ข้าอาจเป็นต้นเหตุ...บางส่วน...ที่ทำให้เจ้าต้องมาอยู่ที่นี่ก็จริง แต่ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจนี่ เจ้าถึงกับอยากให้ข้าตกนรกเชียวหรือ

“...นั่นสินะอีกฝ่ายพูดช้าๆ ด้วยเสียงที่เลื่อนลอยขึ้นข้ายอมรับว่าเคยอยากให้ท่านตกนรกหมกไหม้ชั่วนิรันดร์ แต่ตอนนี้ไม่รู้อีกแล้วว่าอยากหรือไม่อยาก ไม่ว่าทางไหน...ข้าก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลยอยู่แล้ว

แต่เจ้าก็ยังแค้น ยังเกลียดข้าอยู่ใช่ไหม

เกรเนียสั่นศีรษะน้อยๆถึงตอนนี้...ความรู้สึกพวกนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร ข้าไม่รู้จะรู้สึกยังไงกับท่านอีก นอกจาก...อย่าพบกันอีกเลย แต่ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เราคงมีบาปกรรมร่วมกันเยอะเกินไป

แต่ข้าอยากพบเจ้ามาตลอดนะ ยิ่งได้รู้อย่างนี้...ข้าก็หวังว่าจะช่วยเจ้าได้บ้างเขารูดแหวนออกจากมือข้าพอมีของมีค่าอยู่บ้าง เจ้าเอาไปขายเถอะ จะได้เลิกทำงานที่นี่ แล้วก็ไปใช้ชีวิตที่อื่น เลิกฝิ่น ไปหาหมอดีๆ รักษา

หญิงสาวกลับปรายตามองแหวนทับทิมของเขาเหมือนกับมองหินข้างทางแค่ก้อนเดียว

ถ้าเอาไปขาย...ข้าคงถูกทางการจับตัวไปถามว่าได้มันมาจากไหน แทนที่จะได้เงิน คงถูกซ้อมเอามากกว่า

ชาลัวห์นิ่งไป มือที่ยื่นแหวนออกมาข้างหน้าตกลงเมื่อเพิ่งตระหนักได้ตามนั้น

เจ้าก็ได้ข่าวมาเหมือนกันหรือ

ข่าวใหญ่ขนาดฆ่าพระคู่หมั้น ใครในธีร์ดีเรจะไม่ได้ยินเกรเนียเอ่ยเรียบๆข้าไม่แปลกใจด้วยซ้ำที่มีข่าวอย่างนี้กับตระกูลของท่าน ก็ครอบครัวของข้าเป็นเหยื่อในแผนการสู่บัลลังก์ของท่านเหมือนกันนี่

เกรเนีย ข้า...ชายหนุ่มตั้งท่าจะเอ่ยว่าตนไม่ได้ตั้งใจฆ่าเฟย์ลิม แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้

ตอนที่เขาครอบครองตัวเธอ...เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกรเนียต้องกลายเป็นนางโลม ทว่าตอนที่เขาตกลงให้ชายสวมผ้าคลุมช่วยโกงการประลองรอบสุดท้ายไปจนถึงฆ่าเฟย์ลิม...เขาทำโดยหวังผลว่าตนเองจะได้เป็นผู้ชนะ และผู้ชนะที่แท้จริงต้องตายไปเสียให้พ้นๆ โดยแท้

วางใจเถอะ ข้าไม่คิดจะนำเรื่องที่พบท่านไปแจ้งทางการหรอก ในเมื่อข้าไม่เชื่อในความยุติธรรมของมนุษย์อีกแล้ว เทพเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินลงโทษท่านเอง ข้าเชื่อเช่นนั้นเธอหันมาสบตากับเขาด้วยดวงตาที่ไม่เปิดเผยความรู้สึกใดๆ อีกครั้ง ทว่าชายหนุ่มไม่อาจทนสายตาของเธอได้ และก้มหลบไปในอีกครู่เดียวข้าเคยคิดว่าไม่อาจยกโทษให้ท่านได้ แต่ตอนนี้ ข้าพบว่าถือโทษโกรธท่านไปก็ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น ถึงจะพูดไม่ได้ว่าให้อภัยท่าน แต่ข้าก็หวังว่าเราสองคนจะเลิกแล้วต่อกันจริงๆ เสียที

ชาลัวห์นิ่งฟังขณะมองมือของตนที่ยังพันผ้าหนา เขานึกอยากขอโทษเธอ อยากรับรองได้ว่าจะกลับมาช่วยเธอไปจากที่นี่ อยากกลับไปถามพ่อของตนให้แน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด

...แต่เขาไม่รู้เลย ว่าจะทำอะไรเช่นนั้นได้สักอย่างหรือไม่...

ไปเสียเกรเนียพูดขึ้นในที่สุดข้าไม่สนหรอกว่าท่านจะไปไหน จะหนีกลับชอร์ซาสำเร็จ หรือถูกจับไปประหาร รู้แต่อยากลืมเรื่องของท่าน ตระกูลบ้าอำนาจของท่าน กับตัวข้าเองไปเสียให้หมด

ชายหนุ่มอยากอวยพรให้เธอโชคดี อยากขอให้ทั้งสองได้พบกันอีก...ในสถานที่และสถานการณ์ที่ดีกว่านี้ แต่ลำคอของเขากลับตีบตันจนพูดออกแค่สองคำเท่านั้น

“...ลาก่อน

หญิงสาวยังคงสูบฝิ่นต่อไปโดยไม่ตอบอะไร แม้ในขณะที่เขาออกไปจากห้องแถวเล็กๆ นั้นแล้วปิดประตูลง

 

แบ่งเท่ากันโทมายืนกรานหลังจากอาเมียร์นำเงินที่ได้จากการขายม้ากลับมา

หนึ่งในสามก็พอ พวกท่านช่วยชาวบ้านมากกว่าเราเสียอีกอาเมียร์แย้งตอนออกไปสู้กับพวกโจร ข้าแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

แล้วอย่างอื่นล่ะ ค่าชาดานแซร์ที่เจ้าให้พวกเขาไป พวกเจ้าเป็นคนค้าขาย ต้องการใช้เงินมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว

ข้ายังพอมีทุนอยู่ เดี๋ยวจะแวะซื้อสินค้าจากหมู่บ้านแถวนี้ไปขายแทน พวกท่านเอาไปเถอะ ถือเสียว่าข้าให้ท่านหมอซานาไปซื้อยาช่วยคนอื่นๆ ก็ได้

ขอบคุณนะคะ แต่ข้ายังเป็นแค่หมอฝึกหัด น่าจะเรียกให้...คนถูกพูดถึงแย้งเบาๆ

ถึงอย่างนั้นก็เถอะโทมาพูดต่อไปเหมือนกับไม่ได้ยินเสียงของเธอ

เราไม่ลำบากเรื่องเงินอยู่แล้วจริงๆ อีกอย่าง ท่านกับเกลเหนื่อยกว่าข้ามาก แล้วพวกเราก็นับถือน้ำใจของท่านหมอซานา พวกท่านรับไว้เถอะอาเมียร์สรุปพลางกอบเหรียญกำหนึ่งใส่มือสากกร้านของนักดาบหนุ่ม

หมอฝึกหัดค่ะ...

ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ แล้วก็ยกมือที่ว่างอยู่ขึ้นเกาศีรษะเอาก็ได้ แต่เย็นนี้พวกเราขอเลี้ยงอาหารกับจ่ายค่าที่พักให้พวกเจ้าแล้วกันนะ

ไม่เป็นไรหรอกเด็กหนุ่มพยายามปฏิเสธ แต่แล้วก็ตัดสินใจจะยอมลงให้ เพราะกลัวเจรจายืดเยื้อไปกว่าเดิมแต่...ขอบคุณมากสำหรับน้ำใจ

พวกเจ้าชอบดื่มเหล้าฟังเพลงไหมล่ะ ข้ารู้จักร้านดีร้านหนึ่ง เหล้าหมักผลพีร์ราหรือผลเอรีที่นั่นอร่อยมาก นักร้องคลอพิณเล็กก็เสียงไม่เลว ไม่ใช่ร้านอะไรแบบที่มีชื่อเสียงในอันเวียนหรอก

ก็ได้ ข้าดื่มเหล้าได้บ้าง แต่น้องชายข้าเห็นจะต้องรอไปก่อน ชาดานล่ะอาเมียร์หันไปถามคนร่วมทางอีกคนไม่ให้ดูมีพิรุธ

หือ...ชายหนุ่มรับตื่นๆ หลังจากยืนใจลอยมานาน “...มีอะไรหรือ

คืนนี้อยากดื่มเหล้ารึเปล่า โทมาเขาชวนไปร้านเหล้าพอดี

“...ก็ได้ อย่างไรก็ได้ชาลัวห์รับอย่างไม่ใส่ใจนัก

แค่ดูท่าทางของอีกฝ่าย อาเมียร์ก็บอกได้ว่าเขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก คงอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าเหตุใดหญิงสาวชื่อเกรเนียในความทรงจำของชาลัวห์จึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่เหตุอะไรก็ตามนั้นกับชะตากรรมของหญิงสาวคงทำให้ชาลัวห์เริ่มคิดอย่างที่ไม่เคยคิดขึ้นมากระมัง

ก็คงเป็นเรื่องดี หากลูกชายคนเล็กของเจ้ามณฑลชอร์ซาผู้เคยชินกับการต้องได้ทุกสิ่งที่ต้องการเริ่มตาสว่างเสียบ้าง

ถ้าไม่ดื่มเหล้า ร้านนั้นก็มีน้ำผลไม้ธรรมดาให้ น้องชายเจ้าดื่มได้อยู่แล้ว ถือเสียว่าไปฉลองที่ได้รู้จักกันดีไหมโทมาเสนอต่อ

ตกลง ขอบคุณมากอาเมียร์รับ ก่อนจะรู้สึกได้ว่าใครสักคนสะกิดแขนเขา

แอชนี่เอง เธอทำหน้าง้ำจนเขาแปลกใจ

พี่เอลม์ แล้วที่เราตกลงกันไว้ล่ะเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มถามเบาๆก็ไหนบอกว่าควรไปตอนค่ำ คนจะได้ไม่เยอะมากไม่ใช่หรือ

อ้าว พวกเจ้าตกลงจะไปที่อื่นกันก่อนหน้านี้แล้วหรือโทมาถามขึ้นถ้าอย่างนั้นไม่ต้องเกรงใจก็ได้ ข้าแค่นึกว่าว่างอยู่ เลยแนะนำร้านให้เท่านั้นเอง

เอ้อ...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกแอชตอบพวกเราแค่คิดว่าจะไปเดินเล่นในย่านโคมแดงหน่อย พี่เอลม์บอกว่าไปตอนค่ำคนจะน้อยกว่า ก็เลย...

เขาบีบแขนเธอเบาๆ

เด็กสาวเงียบไปเหมือนเพิ่งตระหนักได้ แล้วก็ก้มหน้างุด ปล่อยให้อาเมียร์รับสถานการณ์ที่ดูกระอักกระอ่วนขึ้นกับสีหน้าของผู้ฟังคนอื่นๆ ...โดยเฉพาะหมอหญิงซานา

คือ...พวกเราไม่เคยมาที่เมืองแบบนี้มาก่อน ข้าเลยอยากให้แอชไปเดินๆ ดูให้รู้จักไว้ แค่เดินอยู่ข้างนอกเท่านั้นเอง พวกเราไม่ได้คิดจะไปเที่ยวอะไรแบบนั้นเลย

ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะเด็กสาวผมแดงยักไหล่เพียงแต่รู้จักรับผิดชอบตัวเองให้ดีก็พอ สงสัยอะไรก็ถามโทมาแล้วกันนะคะ อะไรที่หมอฝึกหัดควรอธิบาย ข้าเคยบอกเขาไปหมดแล้ว

ซะ...ซานา!คนถูกพาดพิงอุทาน ขณะที่หมอสาวเพียงหันไปหยิบกระเป๋าสัมภาระของตน

ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเก็บของที่โรงแรมเถอะ ไปที่ร้านอาหารเร็วๆ จะได้มีเวลาให้เดินเล่นตอนค่ำ

โทมะเกาหลังศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมามองสองพี่น้องชายตามความเข้าใจของเขา

ไหนๆ ก็ไหนๆ ข้าไปด้วยแล้วกัน พวกเจ้าเพิ่งมาใหม่ ข้ากลัวจะหลงทางหรือถูกใครหลอกเข้า

เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอกอาเมียร์ตัดสินใจปฏิเสธเมื่อเห็นเด็กสาวผมแดงหันขวับกลับมามองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ยังไม่รู้ตัวด้วยสายตาเหมือนจะใช้เข็มแทงเขาให้พรุนแค่แนะนำเส้นทาง กับเรื่องที่พวกเราควรระวังไว้ก็พอ คือข้าหมายถึงระวังเวลาเดินนะ พวกเราไม่ได้คิดจะเข้าไปในหออะไรก็ตามอยู่แล้ว

ไม่รบกวนหรอก ข้าเองก็ไม่ได้มาที่นี่นาน อยากดูเหมือนกันว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แล้วจะได้ยืดเส้นยืดสายด้วย

เอ่อ...อย่าเลยเด็กหนุ่มยืนกรานปฏิเสธ ครั้นจะพยักพเยิดไปทางซานา ซึ่งยังคงมองโทมาด้วยสายตาเดิม ก็กลัวว่าฝ่ายที่เขาอยากเตือนให้รู้ตัวจะยังไม่เข้าใจ มากกว่าฝ่ายที่เริ่มดูอารมณ์กรุ่นขึ้นเรื่อยๆ เสียอย่างนั้น

เชิญไปยืดเส้นสายตามสบายเถอะซานาพูดขึ้นมาเองด้วยเสียงที่เย็นกว่าปกติแต่ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ก็เชิญไปหาหมอคนอื่น ข้าไม่รับรักษาผู้ชายที่รู้จักกันเป็นอันขาด

อ้าว! ซานา เดี๋ยวสิ!ชายหนุ่มหันกลับไป ก้าวยาวๆ ตามเธอจนทันนี่เป็นอะไรไป

เบื่อคนหาโรคใส่ตัว

หาโรคใส่ตัวอะไร ข้าแค่จะไปเดินเป็นเพื่อนเอลม์กับแอช ไม่ได้คิดจะไปเที่ยวสักหน่อย เจ้านี่ระแวงอะไรไม่เข้าเรื่อง

อาเมียร์ได้แต่โคลงศีรษะ ก่อนจะถอนใจเงียบๆ แล้วหันไปดูแอชซึ่งยืนเงียบ สายตาจับจ้องที่นักดาบหนุ่มกับหมอหญิงซึ่งเดินไปพลางพูดโต้ตอบเบาๆ ด้วยท่าทางเหมือนกับกำลังทะเลาะกัน ก่อนจะมองเกลที่หยิบลูกธนูมาจัดขนนกตรงปลายอย่างไม่สนอะไรโดยมีควินนั่งหาวอยู่แทบเท้า แล้วก็มองชาลัวห์ที่ยืนก้มหน้า จมอยู่ในความคิดส่วนตัวที่ดูจะไม่สดชื่นนัก

ท่าทางงานเลี้ยงคืนนี้คงจะกร่อยกว่าที่คิด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #8 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 22:32
    สำหรับตอนนี้ มีโน้ตฉบับรีไรต์ที่เราอยากแชร์เก็บไว้ตรงนี้เพื่ออธิบายบางอย่างในตอน สามารถดูได้ตามลิงก์เฟซบุ๊กนี้ค่ะ

    https://www.facebook.com/nithinwriter/posts/1535877159830378
    #8
    2
    • #8-1 iipangii (@asiran) (จากตอนที่ 39)
      7 กันยายน 2560 / 20:48
      จะว่าไปตอน 2.4 ความไม่รู้ คำพูดของซิอ์บุลกับเบเรคมันเหมือน imply ว่าลีชาถูกข่มขืนอยู่เลยนะคะ

      เป็นเพราะเราติดภาพก่อนรีไรท์หรือเปล่าไม่รู้เลยทำให้รู้สึกว่าของใหม่มันไม่สมูทเท่าเดิม ปฏิกริยาของลีชาที่มีต่อคำว่า พูด ของรูอาร์คก็ด้วย มันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าเดิมอะ

      ความจริงแล้วไรท์จะโทนเรื่องลงมาเท่าไหร่เรื่องนี้ก็ยังเป็น YA อยู่ดี ยังไงก็ลงมาเป็นวรรณกรรมเยาวชนไม่ได้หรอกค่ะ เพราะยังมีเรื่องท่านแม่ เรื่องราชินีที่สาหัสอยู่อีก ยังไงเรื่องนี้มันคงใสกว่านี้ไปไม่ได้
      #8-1
    • #8-2 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 39)
      7 กันยายน 2560 / 22:50
      ไรเตอร์ยอมรับว่าในเรื่องบทของลีชาก็ยังต้องปรับไปเรื่อยๆ เช่นกันค่ะ แต่ใน 2.4 จริงๆ ท่านซิอ์บุลแค่อยากสื่อกับท่านเบเรคว่า emotional trauma ของลีชาหนักมากพออยู่แล้ว (สามีถูกฆ่าต่อหน้า ลูกเกือบตายต่อหน้า ตัวเองเกือบถูกข่มขืนเหมือนตอนเป็นนางโลม) ส่วนเรื่องปมของคำว่าพูด ก็อาจจะต้องปรับแก้ให้ลงตัวขึ้นเหมือนกัน

      ที่จริงเรื่องนี้อยู่ในระดับน่าจะ 15+ แหละค่ะ (หรือน่าจะเป็น 18+ ...อันนี้เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) เพราะในเรื่องเกรเนียกับราชินีก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยก็อยากละเว้นลีชาไว้สักคน ทั้งสงสารและรู้สึกว่าตอนนั้นเราเขียนฉากในความคิดของลีชาเห็นภาพ graphic มากเกินไปด้วยค่ะ

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ทางนี้จะหาทางปรับแก้ให้ลงตัวขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ TwT
      #8-2