The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,810 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    94

    Overall
    5,810

ตอนที่ 41 : 11 - สิ่งไม่คาดฝัน "เทพสายลมเป็นผู้เลือกเจ้าให้มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด! รีบไปเสีย!"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ก.ย. 60

บทที่ ๑๑                                                                

สิ่งไม่คาดฝัน

 

ภาพรอบด้านเลือนรางเหมือนความฝัน

อาเมียร์เห็นเด็กชายวัยไม่เกินห้าขวบคนหนึ่ง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม อยู่ท่ามกลางถ้ำที่สกปรกและเหม็นอับยิ่งกว่า

เหตุของกลิ่นนั้นทำให้อาเมียร์ผงะถึงที่สุด

ในถ้ำมีศพระเกะระกะ ส่วนมากเป็นศพของผู้หญิง เด็กและคนชรา แมลงวันไต่ตอมร่างไร้วิญญาณว่อน ไม่นับตัวอ่อนของพวกมันที่เริ่มปรากฏบนร่างเหล่านั้น

ถึงอย่างนั้น เด็กชายก็พยายามปัดพวกมันไปจากร่างร่างหนึ่งที่นอนเหยียดยาว ทั้งๆ ที่ร่างนั้นเริ่มมีสภาพห่างไกลจากย่าในความทรงจำของเขาไปทุกที

ย่าจ๋า ย่าตื่นเถอะ ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว พ่อกับแม่ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ข้ากลัว ข้าเหงา ข้าหิวแล้ว ย่าจ๋า...

ตอนนั้นมีคนตีกลองสัญญาณ แม่บอกว่ามีคนร้ายมาที่เผ่า พ่อต้องออกไปสู้กับคนร้าย ส่วนย่า แม่ กับเขาต้องหนีไปในที่ปลอดภัย ย่ากับแม่พาเขามาที่นี่พร้อมกับชาวเผ่าคนอื่นๆ อีกหลายสิบคนเพื่อรอให้พ่อกลับมาหา

รอแล้ว...รอเล่า พ่อก็ไม่มาเสียที รอจนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกกราดเกรี้ยวด้านนอก บอกให้ค้นหาชาวเผ่าอัสลานที่ซ่อนตัวอยู่ให้เจอ

เมื่อนั้น ย่ากับแม่หันไปพูดอะไรเบาๆ ก่อนจะเทน้ำให้เขาดื่มถ้วยหนึ่ง

เด็กชายจำได้เพียงว่าน้ำนั้นมีกลิ่นไหม้แฝงอยู่ ดื่มไปอีกพักหนึ่งเขาก็หลับไป ครั้นตื่นขึ้นอีกที...ก็พบว่าตนเองกลับนั่งขดคุดคู้อยู่ในตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่ของย่า ท่ามกลางกองใบไม้และผ้าที่ปิดไว้

พอออกมาจากตะกร้าได้ เด็กชายก็เห็นว่าพื้นถ้ำแดงฉาน รอบข้างมีแต่คนนอนแน่นิ่ง ทุกๆ คนมีแผลและเลือดอาบแห้งกรัง เป็นแผลที่ใหญ่ยาวกว่าเวลาแม่ถูกมีดบาดนิ้วหรือเขาหกล้มนัก

แม่ไม่ได้อยู่ในนี้ มีเพียงย่าที่มีแผลและนอนอยู่เช่นกัน เด็กชายเขย่าตัวปลุกย่ากับคนอื่นๆ ทว่าพวกเขาก็ไม่ยอมตื่น ไม่ยอมขยับเขยื้อน หลายคนนอนหลับได้ทั้งๆ ที่ตายังลืมอยู่ ย่าของเขาก็เป็นเช่นนั้น

เด็กชายร้องไห้ เขาอยากออกไปตามหาพ่อแม่ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านอยู่ที่ไหน เด็กๆ ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว โดยเฉพาะนอกรัศมีของกระโจมเผ่า เขาต้องรอให้ย่าตื่นก่อน แล้วค่อยขอให้ย่าพาเขาออกไป

แต่ย่าก็ไม่ตื่น นานเข้าแขนขาของย่าเริ่มแข็ง ผิวเย็นชืดและเปลี่ยนสีเหมือนกับไม่ใช่ย่าอีกต่อไป เหมือนจะกลายร่างเป็นปีศาจ เด็กชายได้แต่ร้องไห้อยู่เพียงลำพัง

...จนได้ยินเสียงฝีเท้า...

เด็กชายนั่งตัวแข็งทื่อ พวกคนร้ายมันกลับมาแล้วหรือ หากพวกมันกลับมาจะทำอย่างไร ถ้าย่าไม่ตื่นแล้วรีบหนีไปกับเขา...

ย่า...ย่าจ๋า!

ในถ้ำนี้มีคนอยู่! เร็วเข้า!

ยะ...อย่าเข้ามานะ!

เด็กชายคว้าพร้าเปื้อนเลือดที่หล่นอยู่แล้วชี้ปลายตรงไปยังเงาที่ปรากฏหน้าปากถ้ำ แต่เงานั้นก็ชะงักไปเพียงครู่เดียวก่อนจะก้าวเข้ามาอีก

อย่ากลัวเลย เจ้าหนู ข้าเป็นชาวเผ่าอัสลานเหมือนกัน ข้ามาช่วยเจ้า

เด็กชายกะพริบตาปริบๆ ขณะมองชายคนนั้น เขาแต่งกายแบบเดียวกับพรานทั่วไปในเผ่าและคล้องคันธนูไว้ที่ไหล่เช่นกัน บนใบหน้าของเขามีแผลยาวพาดผ่านแก้มซ้าย

ข้าชื่อกันซุคห์ เจ้าล่ะ ชายผู้มาใหม่พูดต่อไป

“...เนอร์กุย

เนอร์กุย เจ้ามากับข้า กันซุคห์โน้มตัวลงส่งมือให้เด็กชาย ไปด้วยกัน คนอื่นๆ ที่รอดชีวิตกำลังรอเราอยู่

แล้วย่าล่ะ ท่านอาปลุกย่าข้าได้ไหม ย่าต้องไปกับข้าด้วยสิ

ย่าของเจ้าตายไปแล้ว

ตาย...เหมือนพวกสัตว์ที่พ่อเอากลับมาให้กินน่ะหรือ

ตายคือไม่มีวันตื่น ไม่มีวันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ไม่รู้สึกอะไรอีก เนอร์กุยรู้ แต่เขาเคยคิดมาตลอดว่ามีแต่สัตว์ที่พวกตนกินเท่านั้นที่ตายได้

ใช่ กันซุคห์พูดเสียงอ่อนกว่าเดิม ไปกันเถอะ

แต่ย่า...ย่ายังอยู่ตรงนี้ เด็กชายก้มลงมองร่างของย่าซึ่งดูไม่เหมือนย่าที่เขารู้จักอีกต่อไป

อยู่แต่ร่าง ส่วนวิญญาณไปอยู่กับเทพแห่งสายลมแล้ว นางได้อยู่ในทุ่งหญ้านิรันดร ไม่มีความทุกข์หรือความเจ็บปวดอีกแล้ว มากับข้าเถอะ นางอยากให้เจ้ามากับข้า

กันซุคห์ก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะจับมือของเด็กชายที่ทิ้งพร้าเปื้อนเลือดลง นำเขาออกมาจากถ้ำที่เหลือเพียงซากศพนั้น

...

นับจากวันนั้น กันซุคห์ก็เป็นเสมือนพ่อของเนอร์กุย กันซุคห์เลี้ยงดูเด็กชายราวกับเป็นลูกของตนเอง ขณะเดียวกัน เนอร์กุยที่ค่อยๆ เติบโตก็ได้เรียนรู้ไปโดยปริยายว่าพ่อแม่ของตนจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว เช่นเดียวกับย่า

นอกจากนี้ เขายังได้รู้ว่ากันซุคห์สูญเสียภรรยาของตนไปในเหตุครั้งนั้น ทั้งสองจึงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าครอบครัวที่สุดของกันและกัน

และทั้งสองก็แบกรับความรู้สึกที่เหมือนกันอย่างหนึ่งมาตลอด เช่นเดียวกับคนส่วนหนึ่งของเศษซากเผ่าอัสลานที่เหลือรอดมา

...

เนอร์กุยในวัยสิบหกย่างสิบเจ็ดวิ่งเร็วรี่ไปตามถนนลูกรังของหมู่บ้านบนเขาจนถึงบ้านไม้หลังหนึ่ง

บ้านนั้นปิดประตูหน้าต่างจนมืดสลัว อบอ้าวด้วยไฟตะเกียง อีกทั้งมีไอร้อนจากร่างคนมากมายที่ล้อมวงแออัด

แต่ที่ร้อนที่สุดคือเพลิงแค้น

คนในบ้านประกอบด้วยชายชาวอัสลานนับสิบ กันซุคห์ในวัยกลางคน และนักเดินทางผู้สวมผ้าคลุมสีดำตลอดร่าง คนหลังสุดนี้เองเป็นเหตุให้ชายหน้าบากเรียกคนอื่นๆ มารวมตัวกันที่นี่ ทุกคนหันขวับมามองเด็กหนุ่มเป็นตาเดียวกัน

เนอร์กุย! พ่อบุญธรรมอุทาน

ท่านกันซุคห์ ให้ข้าไปด้วยเถอะขอรับ! เด็กหนุ่มคุกเข่า ต่อให้ต้องลงนรก...ข้าก็จะตามท่านไปให้ได้!

กันซุคห์ถอนหายใจ นึกว่าเจ้าจะรู้แล้วเสียอีกว่าทำไมข้าถึงได้กันเจ้าออกไปจากเรื่องนี้

ท่านเตมูร์บอกว่าจะไล่ทุกคนที่คิดล้างแค้นไปจากที่นี่ แต่ถ้าท่านกันซุคห์ไม่อยู่ ที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านข้าเช่นกัน

เจ้ายังเด็กนัก เนอร์กุย ยังมีโอกาสและเวลาอีกมากมาย เราทุกคนที่จะทำการนี้ต้องเตรียมใจสละชีวิตไว้แล้ว

ข้าถือว่าตัวเองตายไปตั้งแต่สิบสองปีก่อนแล้ว ที่ยังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะท่านกันซุคห์ช่วยไว้เท่านั้น ได้โปรด...ให้ข้าไปด้วยเถอะขอรับ!

เนอร์กุย...

กันซุคห์มีสีหน้าลำบากใจ ขณะที่ชายอัสลานอีกคนหันมาพูดกับเขา

กันซุคห์ ข้ารู้ว่าเจ้าห่วงใยเนอร์กุยเหมือนลูก แต่การชำระแค้นให้ญาติมิตรเป็นหน้าที่ของพวกเราชาวอัสลานทุกคน บังคับให้มันต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติจะไม่ทำร้ายมันยิ่งกว่าหรือ

พ่อบุญธรรมของเขายังคงเงียบไปอีกครู่หนึ่งก่อนจะผงกศีรษะช้าๆ ตกลง เนอร์กุย เจ้ามาด้วยกัน

เด็กหนุ่มค้อมศีรษะลงจรดพื้นด้วยความตื้นตัน ขอบคุณ...ขอบคุณมากขอรับท่านกันซุคห์!

เนอร์กุยยิ่งกว่ายินดีเมื่อได้ใช้คมพร้าเฉือนปลายนิ้ว ให้เลือดหลั่งลงสู่ถ้วยไม้ที่รวมเลือดของชายอัสลานคนอื่นๆ รวมทั้งท่านกันซุคห์ และเป็นคนสุดท้ายที่ดื่มน้ำสาบานจากถ้วยนั้น

จะนำเลือดของพระเจ้าอาร์กาดมาเซ่นดวงวิญญาณของญาติมิตรให้จงได้...มิเช่นนั้นก็ตายในความพยายามครั้งเดียวนี้

...

เนอร์กุยติดตามเหล่าผู้ทวงแค้นจากเผ่าอัสลานออกจากหมู่บ้าน ลงไปยังเมืองที่ใกล้กับถนนผ่านป่าซึ่งได้ยินมาว่าเป็นเส้นทางเสด็จ

นักเดินทางผู้สวมผ้าคลุมสีดำล้วนปกปิดหน้าตาเป็นคนนำข่าวนี้มาบอกต่อกันซุคห์ในทีแรก เด็กหนุ่มไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับชายนั้น แต่ก็ได้ยินพ่อบุญธรรมบอกว่าเขาเป็นคนของขุนนางที่มีความแค้นต่อพระเจ้าอาร์กาดเช่นกัน จึงได้ตัดสินใจนำข่าวการเสด็จมาให้ชาวเผ่าอัสลานที่เหลือรอด เขาพาพรรคพวกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นชายร่างใหญ่สวมชุดสีดำปกปิดหน้าตาแต่ดูทะมัดทะแมงกว่ามาสมทบ ช่วยเหล่าผู้ล้างแค้นโค่นต้นไม้ลงปิดทางขบวนเสด็จ และใช้ธนูซุ่มยิงพวกราชองครักษ์ให้ระส่ำระสาย ปล่อยให้เจ้าหญิงกับเจ้าชายหนีไปจากขบวน ก่อนจะเล่นงานราชองครักษ์คนอื่นๆ ให้สิ้นสติหรือไม่อาจต่อสู้ไปจนหมด

เหลือเพียงพระเจ้าอาร์กาดกับราชินี ในรถม้าที่ไม่อาจไปไหนได้อีก

ชายที่เนอร์กุยแค้นเคืองมาตลอดตั้งแต่ยังไม่ได้พบหน้ายังอุตส่าห์ลงจากรถม้ามาพร้อมกับดาบเพื่อปกป้องตนเองกับภรรยา ทว่ามันย่อมไม่อาจรับมือชาวเผ่าอัสลานทั้งหมดได้ ไม่นาน กันซุคห์ก็แทงมันเป็นแผลแรกพร้อมกับประกาศก้อง

สำหรับพ่อของพวกเรา!

...ตามมาด้วยการลงพร้าของคนอื่นๆ และคำประกาศเช่นกัน...

พี่ของเรา!” “น้องของเรา!” “ภรรยา!

ลูกของเรา!” “หลาน!” “เพื่อน!

สำหรับญาติมิตรทุกคนของเราที่ล้มตายเพราะเจ้า!

ท่ามกลางความอลหม่าน เนอร์กุยจ้วงแทงลงไปสองสามครั้ง เขานึกถึงย่า...แม่...และพ่อ...ขณะประกาศผสมปนเปกับคนอื่นๆ ด้วยเสียงเหมือนกู่ชัยชนะ

ทว่าความฮึกเหิมที่ได้ล้างแค้นสมใจนั้นแสนสั้นนัก

หลังจากที่ราชาอาร์กาดทิ้งร่างโชกเลือดลงกับพื้นเพียงไม่นาน เสียงร้องของใครอีกคนก็พลันดังขึ้น

...เป็นเสียงของชายในวัยหนุ่มไม่ห่างจากเขา...

เมื่อกี้มันอะไร กันซุคห์ตั้งคำถาม ก่อนจะหันไปทางชายชุดดำทั้งสองที่เดินกลับมาจากอีกทาง เจ้า...เจ้าฆ่าเจ้าชายหรือ

ข้านึกว่าพวกเจ้าจะดีใจเสียอีกที่ข้าช่วยจัดการธุระของพวกเจ้าให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น ชายร่างใหญ่ตอบ

ก็บอกแล้วไม่ใช่เรอะ! เป้าหมายของเรามีแต่พระราชาคนเดียว อย่าให้คนอื่นๆ บาดเจ็บหนักหรือตายไปด้วย!

อีกฝ่ายกลับหัวเราะ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น หากพ่อของมันทำเรื่องเลวร้ายขนาดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ แล้วทำไมมันจะทำไม่ได้

แต่เจ้าชายไม่เกี่ยวข้อง! กันซุคห์แย้ง

ลูกเล็กเด็กแดงของพวกเจ้าก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย มันยังออกคำสั่งให้ฆ่าได้หน้าตาเฉย หากจะล้างแค้นให้ลูกหลานของพวกเจ้าอย่างสมบูรณ์จริงๆ ก็ต้องเอาเลือดของลูกมันมาเซ่นด้วยไม่ใช่หรือ ชายชุดดำให้เหตุผล แล้วถ้าจะล้างแค้นให้แม่ เมีย กับผู้หญิงทุกคนของพวกเจ้า...เมียของมันก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่

กันซุคห์เงียบไป กระทั่งเนอร์กุยยังสะอิดสะเอียนกับความคิดนั้น

ด้วยวัยที่มากขึ้น เด็กหนุ่มจึงได้รู้ว่าชะตากรรมของเหล่าผู้หญิงที่หายสาบสูญไปจากที่ซ่อนบนผาโบลอร์โดยไม่ทิ้งศพไว้เลยโหดร้ายกว่าพวกที่พบศพถูกฟันแทงให้ตายคาที่นัก ทหารของธีร์ดีเรกวาดต้อนหญิงวัยสาวแทบทั้งหมดไปใช้เป็นนางบำเรอชั่วคราว ก่อนจะฆ่าเสียเมื่อใกล้ถึงอาณาจักร หลายคนฆ่าตัวตาย ถูกทรมานจนตาย หรือตายด้วยโรคภัยและการขาดอาหารก่อนหน้านั้น...ตามคำบอกเล่าของเออร์เดเน ภรรยาของเตมูร์ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งรอดชีวิตมาได้พร้อมกับผู้หญิงที่ถูกจับไปด้วยกันบางส่วน ทว่าภรรยาของกันซุคห์กับแม่ของเนอร์กุยดูเหมือนจะไม่มีโชคดีเช่นนั้น

เจ้าฆ่าเจ้าชาย แล้วทำอะไรกับเจ้าหญิง กันซุคห์ถาม

นางหนีไปในที่ปลอดภัยแล้ว วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าใครก็ตามคงตะขิดตะขวงใจที่จะต้องทำร้ายเด็กผู้หญิงบอบบางอย่างนั้น

งั้นก็ถอยไป หัวหน้ากลุ่มผู้ทวงแค้นประกาศกร้าวปล่อยราชินีไว้

ทั้งๆ ที่หญิงคนนี้อาจมีส่วนทำให้ญาติมิตรของเจ้าต้องตาย...พอๆ กับชายคนนั้นน่ะหรือ ตระกูลของนางเป็นตระกูลใหญ่ที่เชิดราชาอยู่เบื้องหลังมานาน คิดว่านางจะไม่เห็นด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าของพวกเจ้าเลยหรืออย่างไร

ในเมื่อไม่รู้แน่ เราย่อมไม่ฆ่าคนไม่เลือกหน้า...เหมือนพวกหมาบ้าทางเหนือหรอก! กันซุคห์ตอบเสียงแข็ง

ชายชุดดำทั้งสองยืนมองพวกเขาเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะสั่นศีรษะ

เช่นนั้น...ชีวิตของพวกแกก็หมดประโยชน์แล้ว

เพียงเขาโบกมือ กลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดสีดำล้วนทะมัดทะแมงหลายสิบคนก็ก้าวออกมาจากหลังแนวต้นไม้ไร้ใบและรุมล้อมเหล่าชาวอัสลานไว้ พวกมันชักดาบออกมาแทบพร้อมเพรียงกัน

เนอร์กุยลอบขบฟันขณะตั้งท่าระวังภัย ไม่นึกเลยว่าคนจำนวนมากขนาดนี้จะซุ่มซ่อนอยู่โดยที่พวกตนไม่รู้ตัวเลยได้

แต่ศพของพวกแกยังจำเป็นอยู่ เหมือนกับศพของนังผู้หญิงนั่น ชายร่างใหญ่พูดต่อพลางพยักพเยิดไปทางรถม้า แล้วเริ่มก้าวไปทางนั้น

แกจะทำอะไร! กันซุคห์ร้อง

คนถูกถามเพียงหัวเราะสั้นๆ ก่อนจะเดินต่อไป ขณะที่ชายชุดดำคนอื่นๆ กรูเข้ามาเปิดฉากโจมตี

เนอร์กุยคอยระวังหลังให้กันซุคห์อยู่พักใหญ่ทั้งที่ใจร้อนรน…ระหว่างนั้นเขาได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากในรถม้าหลายครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงพยายามป้องกันทั้งตนเองกับผู้มีบุญคุณไปเรื่อยๆ ขณะช่วยกันตีฝ่าไปให้ถึงรถม้าโดยไร้คำพูด

...แม้จะถึงเมื่อสายเกินไป...

เมื่อกันซุคห์กระชากประตูรถเปิดออก เนอร์กุยก็ผลุบเข้าไปในทันที หลังร่างสูงใหญ่ของชายชุดดำที่ยืนนิ่ง เขาเห็นหญิงอีกคนทอดร่างบนเบาะนั่ง เศษผ้าแบบเดียวกับชิ้นส่วนของชุดขาดวิ่นบนร่างของนางเกลื่อนกระจายไปทั่วเบาะและพื้นรถม้าอันมีมีดฝังพลอยสวยงามเปื้อนเลือดตกอยู่ เลือดนั้นคงมาจากรอยแผลยาวบนลำคอของหญิงสาว ซึ่งปรากฏรางๆ ใต้ม่านผมยุ่งเหยิง

นัยน์ตาของหญิงคนนั้นมองตรงมาทางทั้งสอง...แต่ก็เหมือนจะมองไม่เห็นว่าพวกเขาอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากที่มีรอยแตกตรงมุมเผยอช้าๆ โดยไร้เสียง ไม่อาจอ่านออกว่าเป็นคำใด

แต่เท่านั้นก็เพียงพอให้เด็กหนุ่มผรุสวาทใส่ชายชุดดำ และวาดพร้าใส่โดยไม่คิดทันที

ไอ้ระยำ!

ร่างสูงใหญ่เบี่ยงหลบได้ แต่ก็เปิดโอกาสให้เนอร์กุยเห็นเสี้ยวหน้าที่ถูกปลดหน้ากากออกในชั่วแวบ

นั่นเป็นใบหน้าของชายชราผมขาวหนวดเคราสั้น โครงหน้ามีเหลี่ยมมุมแข็งกร้าวเหมือนศิลา นัยน์ตาสีฟ้าเทาเยียบเย็น

นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววตกใจแค่เพียงครู่ ก่อนที่คมดาบของเขาจะวาดสวน ฝากรอยแผลถากไว้บนไหล่ของเด็กหนุ่มซึ่งเบี่ยงหลบแทบไม่ทัน

กระนั้น กันซุคห์ก็ไม่ปล่อยโอกาสที่ลูกบุญธรรมเปิดให้ พร้าของเขามุ่งเข้าใส่ชายชราเช่นกัน ชายหน้าบากปัดดาบของอีกฝ่ายตกลงไป เผยให้เห็นรอยแผลยาวเลือดโกรกบนฝ่ามือ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนทั้งสองเข้ามา

เนอร์กุยพยายามตามไปซ้ำ แต่ไม่ทันชายธีร์ดีเรคนนั้นฟาดศอกหนักหน่วงจนกระแทกเขาล้มลงไปบนพื้นรถ ครั้นแล้วชายแก่ก็ปราดลงจากรถม้าอันเป็นที่แคบ กลับไปสมทบกับพวกของตน

เนอร์กุย เฝ้าหน้าประตูไว้ พ่อบุญธรรมร้องบอกก่อนจะตรงเข้าไปคุกเข่าหน้าหญิงที่ฟุบนิ่งอยู่

เด็กหนุ่มปิดประตูรถม้า มือกำด้ามพร้าอย่างระแวดระวัง กระนั้นยังอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองชายอัสลานหน้าบากกับราชินี...ซึ่งอยู่ในสภาพไม่สู้ดีเลย

แผลบนคอของนางยังมีเลือดทะลักหลั่ง นางอาจจะรักษาเกียรติของตนไว้ได้ด้วยชีวิต...แต่ชีวิตของนางก็กำลังหลุดลอยไปช้าๆ โดยไม่มีใครอาจช่วยยื้อไว้ได้อีก

อีกสักสิบนาที...ไม่สิ...หวังว่าเพียงไม่เกินห้านาที นางคงจะหมดลมหายใจในที่สุด

ข้าขออภัย... กันซุคห์ค้อมศีรษะและเอ่ยเคร่งขรึม ข้า...ไม่นึกว่าเรื่องจะเป็นอย่างนี้ไปได้

ปลายนิ้วของหญิงสาวกระดิกน้อยๆ แม้ว่านัยน์ตาจะดูว่างเปล่า ริมฝีปากของนางขยับช้าๆ อีกครั้ง “...แฟคท์นา...กบฏ...

ชายอัสลานทั้งสองสบตากันอย่างเงียบๆ

“...ฟะ...แฟคท์นา...อย่า...ให้มัน... ราชินีสูดหายใจเฮือก เลือดไหลทะลักออกทางปากอีกครั้ง

ข้าเข้าใจแล้ว พ่อบุญธรรมของเนอร์กุยผงกศีรษะ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวล ข้าขอสาบานต่อเทพแห่งสายลม ด้วยเกียรติของอัสลาน

หญิงสาวพยักหน้าทั้งน้ำตา แม้ลมหายใจของนางจะยิ่งติดขัดเหมือนกับสำลักเลือดของตน

กันซุคห์หยิบมีดที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา จ่อปลายเหนือหัวใจของราชินี แล้วจ้วงแทงลงไปให้ลึกที่สุด

ลมหายใจของนางสิ้นสุดลงแทบในทันที แล้วชายหน้าบากจึงถอนมีดสั้นออก เขาวางมีดที่อาบเลือดของนางเองไว้บนทรวงอก ก่อนจะหยิบสองมือขึ้นทาบทับต่างดอกไม้คารวะศพ แล้วถอดเสื้อของเขาออกคลุมร่างนั้น

จากนั้น...มือของเขาจึงได้ปาดเบาๆ เหนือเปลือกตาของร่างที่เพิ่งสิ้นชีวิตให้หลับลง พร้อมกับสวดภาวนาต่อเทพแห่งสายลมสั้นๆ เช่นเดียวกับเนอร์กุย

...

เจ้านี่มันบ้า เป็นคนเถื่อนแท้ๆ ยังริอาจทำตัวเป็นสุภาพบุรุษอัศวิน! ชายชราร่างใหญ่เหน็บแนมทันทีที่คนอัสลานทั้งสองกระชากประตูรถม้าลงมา

คนเถื่อนน่ะมันเจ้าต่างหาก! กันซุคห์ใช้พร้าของตนชี้หน้าชายคนนั้น แฟคท์นา!

ใครจะฟังคำของคนเถื่อนอย่างเจ้า ไม่ว่าไอ้หน้าไหนในธีร์ดีเร ก็ต้องเชื่อว่าเป็นไอ้พวกอัสลานที่กระทำการอุกอาจทั้งหมด...ทั้งฆ่าราชา...เจ้าชาย...ราชินี...รวมทั้งพยายามข่มเหงนางด้วย!

กันซุคห์โถมเข้าหาร่างสูงใหญ่นั้น แต่อีกฝ่ายก็ฉากหลบไปโดยเร็ว ปล่อยให้ลูกน้องของมันคนหนึ่งเข้ารับหน้าแทน เนอร์กุยตั้งใจจะเข้าไปช่วย ทว่ากลับติดชายชุดดำอีกคนหนึ่ง จนกระทั่งพ่อบุญธรรมเป็นผู้ฝ่าเข้ามาหาเขาก่อนในอีกครู่ใหญ่หลังจากนั้น

เนอร์กุย! เจ้ารีบหนีไป! เราจะถ่วงเวลามันไว้จนกว่าทหารจะมา! แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ...ก็ต้องมีคนรอดไปบอกความจริงให้คนอื่นๆ รู้!

ท่านกันซุคห์! แต่ข้า...

ในบรรดาพวกเรา...เจ้ามีฝีเท้าไวเป็นที่หนึ่ง และเจ้าได้รู้ชื่อเห็นหน้าคนชั่วนั่น เทพสายลมเป็นผู้เลือกเจ้าให้มีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด! รีบไปเสีย!

ขอรับ! เนอร์กุยรับก่อนจะตั้งจิตเปลี่ยนร่างเป็นเสือดาวทุ่ง สลัดเสื้อผ้าอันไม่จำเป็นแต่คาบพร้าไว้ในปาก และหันผละไปอีกทางทันทีที่มีโอกาส หางตาของเด็กหนุ่มเห็นกันซุคห์กลายร่างเป็นหมีใหญ่สีน้ำตาล และชาวอัสลานคนอื่นๆ กลายร่างเป็นสัตว์ต่างๆ ตรงเข้าขวางหน้าทหารชุดดำที่ทำท่าจะตามเขามา

สิ่งที่เห็นยืนยันต่ออาเมียร์ว่าชาวอัสลานจำแลงกายเป็นสัตว์ได้จริง...แต่จะแปลงร่างก็เฉพาะในสถานการณ์จำกัดเท่านั้น พวกเขาเล็งเห็นว่าร่างสัตว์ป่าซึ่งคล่องตัวและดุร้ายกว่าจะช่วยให้ตนชนะนักรบชุดดำกลุ่มใหม่ได้

ทว่าเจ้าชายผู้มองดูเหตุการณ์ล่วงรู้มาก่อนหน้าแล้วว่าพวกเขาไม่อาจทำได้ และนั่นก็คือภาพสุดท้ายที่เนอร์กุยเห็นพวกพ้องของตน

...

เด็กหนุ่มในคราบเสือร่างเล็กเปรียววิ่งเร็วสุดชีวิตไปตามทางในป่า...จนกระทั่งได้ยินเสียงผิดสังเกต

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังไล่เขามา คล้ายเสียงเท้าแมวป่าแต่เบากว่านั้น...จำนวนมากกว่านั้น...และรวดเร็วกว่านั้น

เนอร์กุยเหลียวหลังไป ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นฝูงสัตว์นั้นถนัดตา

ละม้ายทั้งหมาล่าเนื้อและแมว แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง พวกมันมีสีดำปลอดตลอดร่าง ดวงตาเป็นแสงสีฟ้าเรืองสองดวง ทั้งร่างมีเพียงเท่านั้น...สีดำเลือนรางเหมือนหมอกที่พัดพาเขม่ามากกว่าเส้นขนปกคลุมเนื้อหนัง

พวกมันไล่กวดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกขณะ หนำซ้ำ...ทางเบื้องหน้าเนอร์กุยกลับเป็นลำน้ำเชี่ยว

เด็กหนุ่มตัดสินใจคืนร่างเป็นคนแล้วเหวี่ยงตัวกับกิ่งไม้ก่อนจะปีนขึ้นคาคบไม้ใหญ่...เพียงเพื่อพบว่าพวกมันไม่จำเป็นต้องปีนต้นไม้ แต่กระโดดตัวลอยขึ้นมาได้ราวกับนก

เขาชักพร้าที่คาบติดมาด้วยขึ้นฟันตัวที่กระโจนเข้ามาตรงหน้า แต่พลันใจหายวาบเมื่อรู้สึกเหมือนคมมีดของตนกรีดผ่านความว่างเปล่าของควันแทนที่จะเป็นเนื้อหนัง ถึงอย่างนั้น ร่างของสัตว์ที่ดูเหมือนภูตผีนั้นก็ไหวพร่าและกระเด็นออกไป...ไม่สิ...ลอยไปตามแรงลมที่ปะทะ

เนอร์กุยรีบไต่ลงจากต้นไม้ เขาแทบลื่นตกลงมาเมื่อสัตว์ประหลาดอีกตัวจู่เข้ามาฝังเขี้ยวที่มือของตน แต่ก็ประคองตนเองลงมาถึงพื้นสำเร็จ และรีบสะบัดมันฟาดกับต้นไม้

ร่างนั้นฟุ้งกระจายเหมือนกลุ่มควัน ครั้นแล้วก็สลายเป็นขี้เถ้า ทิ้งไว้เพียงรอยฟันที่เลือดเริ่มไหลซึม

นั่นทำให้เด็กหนุ่มพอมีกำลังใจขึ้นบ้าง เขายืนเอาหลังพิงต้นไม้ ใช้พร้าฟาดฟันสัตว์ภูตตัวใดก็ตามที่เข้ามาใกล้ แต่พวกมันก็ยังคงกลุ้มรุมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ราวกับสลายไปแล้วกลับมารวมตัวได้ใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวหนึ่งอาศัยจังหวะที่เขากำลังฟันอีกตัวอยู่กระโจนเข้ามาใกล้คอ เนอร์กุยสะดุ้งสุดตัวเมื่อมันฝังเขี้ยวลงไปและเกาะติดแน่น เสียงร้องของเขาขาดห้วงและแผ่วเบาเหลือเกินในความรู้สึก

เด็กหนุ่มเสียหลักหงายหลังลงไปในน้ำเย็นจัด ดูเหมือนสัมผัสของคมเขี้ยวที่ปักคาแผลจะหายไปในตอนนั้น เขาเสี่ยงลืมตาขึ้นในน้ำหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่เห็นร่างของสัตว์ประหลาดนั้นอีก แต่เห็นละอองสีเข้มของเลือดจากคอตนพวยพุ่งเป็นสาย

หรือเขาจะตายเสียแล้วคราวนี้

ไม่ได้! ข้าจะตายไม่ได้! ข้ายังมีหน้าที่ต่อทุกคน...ต่อท่านกันซุคห์...

...ข้าต้องรอดไปให้ได้...ต้องรักษาความจริงนี้ไว้...

นั่นคือความคิดที่เนอร์กุยย้ำกับตนเอง นานเท่าใดไม่รู้ ขณะประคองร่างไปตามกระแสน้ำเชี่ยว...จนกระทั่งสติของเขาดับวูบไปในที่สุด

...

พี่เอลม์...พี่เอลม์!

จิตสำนึกของอาเมียร์ที่กลืนไปกับตัวตนของเนอร์กุยกลับคืนมาหลังจากเสียงเรียกนั้น

เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ...ทั้งๆ ที่สายตายังคงพร่ามัว เขาเห็นใบหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นของแอชชะโงกมองอยู่ข้างๆ เตียง แล้วก็มีใบหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นของหมอซานาอยู่อีกข้าง สัมผัสของปลายนิ้วบนข้อมือบอกว่าเธอกำลังจับชีพจรของเขา

เนอร์กุยที่เขาเห็นเป็นใคร...อาเมียร์ตั้งคำถาม แล้วก็ได้คำตอบทันทีที่เห็นอีกความทรงจำวาบขึ้น

...

ไม่ใช่ความทรงจำของเนอร์กุย เพราะครั้งนี้เด็กหนุ่มเห็นชายที่มีแผลเหวอะหวะบนคอนอนนิ่งอยู่ตรงหน้าชัดเจน

ลมหายใจของร่างที่เปียกโชกเกยฝั่งลำธารนั้นแผ่วเบาเต็มที ทว่าเจ้าของความทรงจำซึ่งกำลังคลำหาชีพจรของร่างนั้นอยู่ก็พร่ำภาวนาอย่างแรงกล้าว่าชายคนนี้จะรอดชีวิตมาได้

เพราะเขา...เป็นเหมือนกับข้า

เธอฉีกชายเสื้อคลุมของตนออกพันรอบแผลที่คอของเขา แล้วก็บีบมือของเขาแน่นขึ้นครู่หนึ่ง

ทำใจดีๆ เอาไว้นะ ข้าจะไปตามคนมาช่วย เธอบอกแล้วก็วิ่งจากไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

...

หมอฝึกหัดหญิงซานาตามโทมามาช่วยหามเนอร์กุยไปยังบ้านหลังเก่าของท่านตาท่านยาของเธอที่สิ้นไปแล้วและรักษาพยาบาลเขาที่นั่น แทนที่ร้านหมอในหมู่บ้านซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงานเต็มเวลา ในเมื่อมีชาวบ้านแวะเวียนมาหาเธอเพื่อขอยาหรือตรวจอาการเป็นประจำ ถึงแม้เมื่อเวลาผ่านไปอีกวันหนึ่ง ชายหนุ่มจะทัดทาน

คนเจ็บของเจ้าคนนั้นเป็นเผ่าอัสลาน! หนำซ้ำอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องลอบปลงพระชนม์ด้วย! ถ้าไม่รายงานเจ้าหน้าที่...เจ้าอาจถูกพวกเขาจับโทษฐานให้ความช่วยเหลือคนร้ายก็ได้!

แต่ถ้ารายงานไป...ไม่ว่าเขาจะมีส่วนในเหตุลอบปลงพระชนม์หรือไม่...พวกนั้นต้องฆ่าเขาแค่เพราะเป็นคนอัสลานแน่ๆ! ข้ามีหน้าที่รักษาชีวิตคน จะให้ส่งคนไปตายได้อย่างไร!

“...ข้าเข้าใจว่าเจ้าอยากเป็นหมอที่ดีเหมือนท่านยายของเจ้า แต่คนทำความผิดก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอยู่ดี

กฎหมายหรือ กฎหมู่ละไม่ว่า คนอัสลานอยู่ดีๆ ก็ยังไปใส่ร้ายเขา ฆ่าล้างเผ่าเขา เจ้าก็เห็น ผู้ชายคนนี้บาดเจ็บหนักเพราะเขี้ยวสัตว์ชัดๆ เขาอาจแค่ออกไปล่าสัตว์ แล้วก็เจอหมาป่าหรือแมวป่าเข้าก็ได้

งั้นแผลจากดาบพวกนั้นล่ะ นักรบรับจ้างแย้ง ข้าทำอาชีพทางนี้ ทำไมจะดูไม่ออก เจ้าเองก็ดูออกแต่ไม่อยากยอมรับแค่นั้นเอง!

อยากตามทหารมานักก็เชิญแล้วกัน! พวกนั้นจะได้จับข้าไปด้วย...เพราะยังไงข้าก็มีความผิดอยู่แล้วนี่! ซานากลับหันขวับมาบอกเขาเสียงแข็ง ผิดที่ข้ามีชีวิตอยู่ตรงนี้!

โทมากลับมีสีหน้าตะลึงงันทันควัน เหมือนเพิ่งตระหนักถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น

ข้า...ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้า...ข้าขอโทษ

ข้าไม่ได้บอกเจ้าเพื่อให้ลืมไปเฉยๆ นะ! เด็กสาวพยายามซ่อนน้ำตาเอาไว้

เรื่องที่เธอเคยบอกเขาเป็นความลับสูงสุดในชีวิตของเธอ ความลับที่เธอได้รู้เพียงไม่นานก่อนหน้าสิ้นท่านยายผู้เลี้ยงดูตนมาแต่เล็ก

ซานา หลานเป็นคนเผ่าอัสลาน...ตอนเกิดเหตุกวาดล้างเผ่า ท่านตาพบหลานตั้งแต่ยังเป็นทารก และนำตัวหลานกลับมาที่นี่

ชายหนุ่มเป็นคนเดียวที่เธอยินยอมบอกความลับนี้อีกต่อหนึ่ง ทั้งๆ ที่ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็รักและเอ็นดูเธอในฐานะหลานของครูสอนหนังสือและหมอประจำหมู่บ้านคนเดียวแท้ๆ

และโทมาก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง เขายินยอมปิดปากเงียบเรื่องชายเผ่าอัสลานคนนั้น ซ้ำยังช่วยนำเสบียงหรือสิ่งใดก็ตามที่ขาดเหลือมาให้ที่บ้านของท่านตาท่านยายอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเธอสามารถพยาบาลชายคนนั้นให้หายดี แม้ไม่อาจช่วยให้เขาพูดได้อีกครั้งก็ตาม

ชายอัสลานรับการรักษาอย่างเงียบๆ จนสุดท้ายก็ย้ายไปปลูกกระท่อมเล็กๆ อยู่ตรงชายป่า โทมากับซานาตั้งชื่อใหม่ให้เขาว่าเกลเมื่อได้เห็นความรวดเร็วราวลมพัดในยามที่เขาวิ่ง เกลยอมรับชื่อนั้นแต่โดยดีเช่นกันและใช้ชีวิตอย่างนายพราน รับลูกผสมสุนัขป่าที่ไม่มีใครต้องการอย่างควินมาเลี้ยงเป็นเพื่อน ออกล่าสัตว์หาเลี้ยงตนเองและแบ่งปันมาถึงซานา อีกทั้งคอยปกป้องเธออยู่ห่างๆ ในเวลาที่โทมาออกจากหมู่บ้านไปทำงานของนักรบรับจ้าง

เมื่อเด็กสาวออกมาทำธุระนอกหมู่บ้านครั้งใด เกลก็พาควินตามติดไปด้วยราวกับองครักษ์ส่วนตัว ถึงแม้ว่าสายตาที่ทอดไปไกลอย่างเงียบงันของเขาจะบอกถึงบางสิ่งที่ชายอัสลานครุ่นคิด ต้องการ หรือตามหามาตลอด แต่ไม่อาจสื่อให้ใครๆ รับรู้ก็ตาม

...

ท่านหมอ พี่เอลม์เป็นอะไรมากไหมขอรับเสียงของแอชเรียกอาเมียร์ออกมาอีกครั้ง

หมอฝึกหัดค่ะซานาไม่วายติง ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือเด็กหนุ่มยกขาเขาขึ้นหน่อยซิ เอาหมอนรองไว้ ให้ขาอยู่สูงกว่าหัวไว้ก่อน

ใครบางคนรีบทำตามคำพูดนั้น อาเมียร์รู้สึกได้ว่ารองเท้าของตนถูกถอดออก จากนั้นขาจึงได้ถูกยกขึ้นและรองไว้ด้วยของบางอย่าง

แล้วเขาเป็นอะไรหรือขอรับแอชถามซ้ำ

แค่เป็นลมเท่านั้นเองค่ะ เดี๋ยวถอยออกมาห่างๆ เปิดหน้าต่างให้ลมถ่ายเทสะดวก ใครลงไปขอน้ำเย็นกับผ้ามาเช็ดเหงื่อให้เขาหน่อย เอาน้ำเย็นหรือน้ำผลไม้ขึ้นมาด้วยก็ดี จากนั้นให้นอนพักไปก่อน

ข้าไปเองเสียงพูดของแอชตามมาด้วยเสียงฝีเท้าถี่ๆ และเสียงเปิดปิดประตู บ่งบอกว่าเจ้าตัวลงไปตามคำบอกเรียบร้อยแล้ว

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนสมองของตนยังทำงานไม่เต็มที่ แต่ก็รู้ว่าการนอนพักไปก่อนหมายความว่ากำหนดเดินทางต้องถูกเลื่อนออกไปอีก

“...ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องวุ่นวายกันหรอกอาเมียร์พูดพลางพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่กลับหน้ามืดจนต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง

พักไปก่อนเถอะ เจ้าคงนอนไม่พอจริงๆ ยิ่งฝืนเดี๋ยวจะยิ่งแย่กว่าเดิมซานาค้านไม่เห็นจะต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้นเลยนี่นา

พวกเราก็ไม่รีบเหมือนกัน พักไปก่อนเถอะ มีหมออยู่ด้วยจะได้อุ่นใจกว่าโทมาเสริม และไม่วายได้รับคำแย้งอ่อยๆ จากคนที่ยังไม่ยอมรับว่าตนเองมีฐานะนั้นในสายตาคนอื่นๆ โดยทั่วกันแล้ว

หมอฝึกหัด

อาเมียร์นึกอยากหัวเราะออกมาเบาๆ ...กับความคิดที่ว่าโชคชะตาเล่นตลกหรืออย่างไรที่พวกเขาได้มาพบกับโทมา ซานา และเกลในครั้งนี้ ในเมื่อคณะเดินทางซึ่งมารวมตัวกันอย่างไม่คาดฝันอย่างเขา แอช กับชาลัวห์ดูเหมือนจะต้องการหมอเป็นพิเศษจริงๆ เสียด้วย ทั้งเรื่องมือที่เป็นแผล อาการท้องเสีย การถูกซ้อมจนสะบักสะบอมของชาลัวห์ กับอาการหน้ามืดเป็นลมที่น่าจะเกิดจากการนอนไม่พอของเขาเสียอีก

แต่ที่จริง อาเมียร์รู้ว่าเหตุที่เขาล้มวูบไปหาใช่เพราะนอนไปพอ ทว่าเป็นภาพที่ตนได้เห็นต่างหาก อดีตของเนอร์กุยหรือเกลเต็มไปด้วยภาพไม่ชวนมองทั้งสิ้น ทั้งซากศพ และการฆ่าฟันที่ไม่ถูกโรคกับอาการกลัวเลือดของเขาเลย

กระนั้น ภาพที่เห็นก็ยังนำพาความจริง ซึ่งเด็กหนุ่มไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ยืนยันต่อหน้าต่อตาเช่นนี้มาให้

การลอบปลงพระชนม์โดยชาวเผ่าอัสลานมีขุนนางธีร์ดีเรอยู่เบื้องหลัง แรงจูงใจนั้นอาเมียร์เดาได้อย่างง่ายดาย

...เพื่อให้เกิดพิธีสยุมพรของเจ้าหญิงแอชลีนน์ ให้พรรคพวกของตนได้ขึ้นเป็นราชาและกุมอำนาจสูงสุดในธีร์ดีเร...

และคนที่ทำเช่นนั้นคือแฟคท์นา เจ้ามณฑลอุลทูร์ บิดาของดูลัส

...ดูลัสรู้เรื่องนี้ หรือแม้แต่ร่วมมือด้วยแต่แรกหรือเปล่า...

เขาอยากรู้มากกว่านี้ อยากคิดหาวิธีเปิดเผยความจริงต่อชาวธีร์ดีเร และลงโทษคนผิดให้ได้เสียตอนนี้ แต่อาการปวดตุบๆ ที่ศีรษะก็พลันทวีขึ้นโดยไม่คาดฝัน

สุดท้าย อาเมียร์จึงได้แต่ยอมแพ้ต่ออาการนั้น และปล่อยให้นิทราค่อยๆ เข้าครอบงำเขาในไม่ช้า

   

ชาลัวห์นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับเกวียนอย่างเงียบๆ ตามคำสั่งของเจ้าหญิงที่ให้เขาอยู่เฝ้าเกวียน ขณะที่ตัวคนสั่งเองคงวิ่งวุ่นไปหาของมาปฐมพยาบาลเจ้าคนทราย ซึ่งจู่ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นลมไปเสียเฉยๆ

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้...เขาคงไม่อยากสนใจอะไร มันเป็นลมก็คือมันเป็นลมของมันเอง แต่ตอนนี้เขากลับคิดว่ามันเป็นลมเพราะออกไปวิ่งวุ่นตามหาเขาจนไม่ได้นอนแทบทั้งคืนน่ะหรือ

...นี่ข้าเป็นอะไรไปกันนะ...

ชายหนุ่มก้มลงมองมือขวาที่ยังห่อด้วยผ้าพันแผลหนา ทำไมเขากลับนึกถึงคำพูดของมันตอนที่ตัวเองเพิ่งได้แผลนี้มาใหม่ๆ ก็ไม่รู้

พอเถอะ! เขายอมสารภาพก็พอได้แล้ว!!

ใช่ ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับเขา แต่ก็ไม่วิปริตขนาดทนเห็นใครถูกทรมานจนไม่เป็นผู้เป็นคนต่อหน้าต่อตาได้หรอก!”

ถึงเจ้านั่นจะพูดจากระทบกระเทียบเขาอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยทำร้ายเขาแบบหมายเอาชีวิตเลยไม่ใช่หรือ ทั้งๆ ที่จะปล่อยให้เขาถูกฆ่าตายในคุกกรงน้ำตั้งแต่แรกก็ได้ มันก็ยังช่วยชีวิตเขาไว้ ยอมหอบหิ้วเขามาจนถึงนี่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

...ผลก็คือเขายังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ เพื่อรับรู้ความเลวร้ายของสิ่งที่ตนเคยทำลงไป...

ทั้งๆ ที่อยากขอโทษเกรเนียอีกครั้งแท้ๆ เขาก็ทำไม่ได้ คงมีแต่จะทำให้เธอชิงชัง และโกรธแค้นเขายิ่งไปกว่าเดิม

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยอมรับไม่ได้ที่ต้องมาเห็นตำตาว่าทุกวันนี้เกรเนียใช้ชีวิตอย่างไร

ชายที่มาหาเธอคนนั้นไม่น่าจะเรียกได้ว่ามนุษย์ ทั้งเพราะหนวดเครารุงรัง ผิวที่ซีดเหลืองและดูกะดำกะด่างเป็นจุดๆ เหมือนเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ฟันที่ปรากฏให้เห็นยามแสยะยิ้มก็เหลืองและผุหายไปสองสามซี่

ชาลัวห์ไปทันเห็นเขาตรงเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าบ้าน เห็นเธอต้อนรับชายคนนั้นด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่ทันไปถึงตัวตอนที่เขาโอบกอดเกรเนีย และมือไม้ไม่หยุดอยู่แค่นั้นก่อนจะทันเข้าประตูเสียอีก

ทิ้งให้ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาได้แต่ยืนเซ่ออยู่ตรงนั้นเอง

ทีแรกเขาคิดว่าคงต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะเสร็จธุระจึงค่อยขอเวลาพูดกับหญิงสาว แม้จะไม่อยากคิดถึงธุระอะไรก็ตามนั้นนัก...แต่ความตั้งใจนั้นก็พลันมลายเมื่อเขาได้ยินเสียงโครมครามจากในบ้านอีกไม่กี่ครู่ต่อมา ตามด้วยเสียงสบถด่าดังลั่นของผู้ชาย

อารามตกใจ ชาลัวห์ปราดเข้าไปที่ประตู กระชากแค่ไม่กี่ครั้ง ประตูที่ทำจากไม้แผ่นบางๆ กับกลอนโยกเยกก็เปิดผลัวะออกมา

ร่างผอมบางของเกรเนียล้มคว่ำอยู่บนพื้น มือใหญ่หนาของชายร่วมห้องจิกผมที่ยังพอเหลืออยู่บนศีรษะ ใบหน้าซีกหนึ่งของหญิงสาวปรากฏรอยแดงซึ่งบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีเกินพอ

เมื่อนั้นเองที่ชาลัวห์ตะโกนด่าชายคนนั้นและปราดเข้าไปแยกมันออกจากหญิงสาว

กระนั้น เธอกลับมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่ต่างจากเมื่อตอนที่เขาเป็นผู้ทำร้ายเธอ ขณะที่ทั้งชายคนนั้นกับผู้ชายคนอื่นๆ กรูเข้ามาลากตัวเขาที่เอะอะโวยวายออกไป แล้วก็รุมเตะต่อยอดีตคุณชายจนคลุกฝุ่นบนทางเดินโดยไม่เบามือเบาเท้าอย่างกับไล่หมาข้างถนน

เกรเนีย! ข้าอยากช่วยเจ้า! อยากช่วยเจ้าจริงๆ! อย่าทำอย่างนี้อีกเลย!

เขาอยากช่วยเธอ อยากให้เธอได้พ้นจากขุมนรกนี้เสียที แต่ก็มองไม่เห็นเลยว่าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

ชาลัวห์ได้แต่ถอนใจก่อนจะก้มหน้าลงพิงเข่า ซ่อนน้ำตาที่ค่อยๆ รินลงมา

เขาไม่อยากร้องไห้เหมือนเด็กขี้แยที่ทำอะไรไม่เป็น ได้แต่ขอให้ท่านพ่อจัดการให้แท้ๆ

เพิ่งรู้ว่าคุณชายผู้ได้ทุกอย่างตามใจนึกก็มีน้ำตาเหมือนคนอื่นเขาด้วย

เสียงแหบพร่าที่ดังอยู่เพียงใกล้ๆ ทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ...เพื่อพบคนที่เขาคิดถึงอยู่ในตอนนี้กะ...เกรเนีย!

หญิงสาวยังคงเอ่ยต่อไปโดยไม่มองหน้าเขาเรียกข้าว่ามาดาเลน ข้าไม่อยากได้ยินชื่อนั้นอีก

ขะ...ข้าขอโทษชาลัวห์ตัดสินใจพูดออกไป แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะพูดสิ่งใดได้อีก

ข้าเองก็มาเพื่อพูดอย่างนั้น พวกเขาทำเกินกว่าเหตุไปหน่อย ถึงเรื่องที่ท่านทำก็ใช่จะไม่เกินกว่าเหตุเหมือนกัน

ก็...ข้าอยากช่วยเจ้า

เกรเนียกลับยักไหล่ใช่สิ ช่วยให้ข้าเสียลูกค้านั่นไง ท่านจะช่วยข้าได้มากที่สุดถ้าไม่มาให้ข้าเห็นหน้าอีก ป่านนี้ยังไม่รู้อีกหรือ

ข้าก็แค่คิดว่า...ชายหนุ่มพยายามเค้นหาถ้อยคำข้า...ข้าควรขอโทษ...ควรพยายามทำอะไรไถ่โทษให้มากกว่านี้

ล้มลงตายเสียตอนนี้ แล้วไปลงนรกให้ข้าเห็นคงจะพอทำได้หรอกคำตอบของหญิงสาวเฉยชา

ชาลัวห์กลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป

เขาเจ็บ

เจ็บแผลที่ได้รับเมื่อคืนวาน เจ็บยิ่งกว่าเพราะคำพูดของเธอ แต่เจ็บที่สุดที่ตนเองทำอะไรนอกจากนี้ไม่ได้เลย

ยิ่งสะอื้น เขาก็รู้สึกเหมือนตนเองยิ่งกว่าอ่อนแอ ยิ่งเจ็บแผลแตกที่ปากจากประดาหมัดซึ่งถูกประเคนใส่ แต่หากไม่สะอื้น ก็ราวกับบางสิ่งในตัวจะระเบิดออกมาในทันใดนั้น

แต่ข้า...ข้าทนไม่ได้ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเจออะไรแบบนั้นอีก มันเจ็บปวดไม่ใช่หรือ เจ้าไม่อยากทำไม่ใช่หรือ เจ้าป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงต้องยอมไอ้คนแบบนั้นด้วย

ถ้าไม่ทำแล้วข้าจะมีอะไรกินหญิงสาวกลับแย้งเรียบๆมันก็แค่ทางเดียวที่ข้าจะเอาตัวรอดไปวันๆ แล้วคนพวกเดียวที่ยอมเรียกใช้ข้าก็มีแต่คนที่เป็นโรคเหมือนกันหรือไม่ถือสาเรื่องโรคของข้า จะรสนิยมหรือพฤติกรรมต่ำทรามยังไงก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าเจ้าต้องใช้เงิน ข้าจะขอยืมเงิน...เพื่อนร่วมทางมาให้ จะยืมมาให้ได้มากที่สุด ให้เจ้าไม่มีปัญหาเรื่องค่ากินอยู่กับยารักษา รวมทั้งค่าฝิ่นเลย

เกรเนียคล้ายจะแค่นเสียงเยาะท่านคิดว่าเงินมากมายขนาดนั้นหามาได้ง่ายๆ หรือ

“...ก็คิดอยู่บ้างว่าคงไม่ง่ายชายหนุ่มก้มหน้าลงแต่มันคงเป็นทางเดียวที่จะช่วยเจ้าได้เร็วที่สุด ข้าอยากให้เงินของตัวข้าเอง ไม่สิ...เงินที่ข้าหามาได้ด้วยตัวเอง แต่ข้า...ไม่มีทางหาเงินได้เลยในตอนนี้ แล้วก็...ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสกลับไปใช้เงินของทางบ้านได้อีกหรือเปล่า

ถ้ายังมัวโอ้เอ้อยู่แถวนี้ ก็คงหนีทันหรอกนะหญิงสาวพูด

ข้าไม่ได้ตั้งใจจะกลับชอร์ซาอยู่แล้ว ตอนนี้ชาลัวห์ตัดสินใจบอกความจริงคนทรายนั่นไม่ได้ร่วมมือกับข้า มัน...เขาภักดีกับเฟย์ลิมจริงๆ ที่ยอมช่วยข้าออกมาก็เพราะอยากให้ข้าไปขอขมาพ่อแม่ของเฟย์ลิมด้วยตัวเอง แล้วข้าก็รับปากไปแค่เพราะไม่อยากตาย น่าสมเพชใช่ไหมล่ะ

ไม่มีคำตอบจากคู่สนทนา

ตอนนี้ ข้าไม่รู้ว่าจะไปถึงที่นั่นได้หรือเปล่า หรือไปถึงแล้วจะเป็นอย่างไร พวกเขาอาจจะฆ่าข้า ทรมานข้าให้ตาย หรือไม่เห็นว่าคำขอโทษของข้ามีค่าอะไรเหมือนกับเจ้าก็ได้ แต่ข้าก็ต้องไป เพราะข้าเป็นคนทำให้ลูกชายของพวกเขาต้องตายจริงๆ เหมือนกับที่ทำให้เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ถึงข้าจะไม่ได้ตั้งใจ...หรือทำลงไปโดยไม่คิดว่าผลมันจะเลวร้ายขนาดนี้ก็เถอะ

เกรเนียถอนใจยาวตอนนั้น...ตอนที่ถูกทำร้าย ข้าเคยอยากให้มีใครสักคนมาช่วยข้า ช่วยพูดแทนข้าว่าพอเสียที อย่าทำร้ายข้าอีกเลย อย่าทำให้ข้าต้องเจ็บปวดอย่างนี้อีกเลย นึกมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง กว่าจะทำใจเป็นมาดาเลนไปวันๆ ได้อย่างนี้กระมังน้ำเสียงเลื่อนลอยของเธอเรียกชาลัวห์ให้เงยหน้าขึ้น แต่หญิงสาวก็ยังไม่มองเขาเช่นเคย

ครั้งนี้เธอเสมองท้องฟ้า ฟ้าที่เป็นสีครามสดใสราวกับไม่เคยถูกย้อมด้วยความหมองหม่นใดๆ

แต่ไม่นึกเลย ในตอนที่ข้าเลิกหวังว่าจะมีใครมาช่วยข้าแล้ว คนที่เคยทำร้ายข้าก็กลับมาพูดอย่างนั้นเสียเอง โลกนี้ช่างเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

เกรเนีย ข้า...

ข้ารู้ ข้าไม่ควรให้อภัยท่าน มันคงไม่ทำให้อะไรดีขึ้น มันลบล้างเรื่องทั้งหมดที่ท่านทำให้เกิดขึ้นกับข้าไม่ได้...ข้าไม่คิดว่าตัวเองใจกว้างพอที่จะทำอย่างนั้น ข้าให้อภัยท่านแทนพ่อแม่ของข้าที่ตายไปแล้วไม่ได้ แล้วก็ให้อภัยแทนพ่อแม่ของคนที่ท่านฆ่าไปแล้วไม่ได้เหมือนกัน

แต่ถึงอย่างนั้น...ข้าจะให้อภัยท่านในตอนนี้ โดยไม่ถามหาเหตุผลหรือความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น

ชาลัวห์กะพริบตาปริบๆ กับคำพูดนั้น

ให้อภัยก็คือให้อภัย ข้าได้แต่หวังว่าท่านจะไม่ทำให้ใครอื่นต้องเจ็บปวดเพราะความเห็นแก่ตัวของท่านอีก...แต่ถ้าเป็นท่านในตอนนี้ ก็คงไม่แล้วกระมัง

กะ...เกรเนีย...ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาข้า...ข้า...

ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านเท่านี้ ลาก่อน

ชาลัวห์อยากรั้งเธอไว้ อยากทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษมากกว่านี้หรือพูดอะไรมากกว่านี้ แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะพอเช่นกัน

คงมีสิ่งอื่นที่เขาทำได้มากกว่าแค่ขอโทษเธอด้วยวาจา

ขอบคุณมาก...และลาก่อน ขะ...ขอให้เจ้าโชคดี

เด็กหนุ่มมองเธอเดินจากไปด้วยขาผ่ายผอม แล้วก็ค่อยๆ นึกถึงสิ่งที่ตนจะทำต่อไป เขาจะพูดกับคนทราย ไม่สิ พูดกับอาเมียร์ตรงๆ เสียที แล้วก็จะขอยืมเงินของคณะเดินทางมาเจียดให้เกรเนียผ่านทางหมอหญิงซานา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องคงไม่ปฏิเสธ

แล้วเขาก็ต้องไปขอโทษอาเมียร์เหมือนกันที่ออกไปโดยไม่บอกกล่าว ต่อให้ถูกอีกฝ่ายกระทบกระเทียบขนาดไหนก็เถอะ

ชาลัวห์ปาดน้ำตาแล้วหันไปทางหน้าโรงแรม หมายจะดูว่ามีใครในคณะเดินทางที่เขาพอฝากให้เฝ้าเกวียนแทนออกมาบ้างไหม แต่แล้วชายหนุ่มก็พลันสะดุ้งเฮือกและร้องเสียงหลง

เด็กหนุ่มร่างผอมสูงผมแดงยุ่งเหยิงคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้เขาอย่างที่เรียกได้ว่าหน้าแทบชิดกัน...โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

เขารู้สึกเหมือนเคยพบเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อน แต่ก็ยังนึกไม่ออกในทีแรก

อ๊ะ ชาดานนี่นาเด็กหนุ่มยิ้มยิงฟันชาดานที่ไม่ใช่ปลาชาดานน่ะ เจอตัวกันเร็วกว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ ทีแรกนึกว่าจะต้องไปถามตามโรงแรมในเมืองให้ทั่วๆ เสียอีก แสดงว่าข้าดวงขึ้นเป็นบ้า เอลม์กับเจ้าเปี๊ยกแอชล่ะอยู่ที่ไหน

ยะ...อยู่ในโรงแรม ข้างบนห้อง...เขาตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ในตอนนี้ว่าเด็กหนุ่มคือน้องชายของเฟย์ลิมนี่เอง

อ้อเหรอ ขอบใจที่บอกอีกฝ่ายพยักหน้ารับอยากตอบแทนด้วยการสะสางบัญชีเก่าเรื่องพี่ข้าให้หมดหรอกนะ แต่ขืนตั๊นหน้าแกในสารรูปนี้ คนอื่นๆ เขาจะหาว่าข้ารังแกคนเจ็บเปล่าๆ ถึงข้าจะคิดว่า...ตอนนี้แกยังดูงอมไม่พอสำหรับข้าเลยสักนิด

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่ออีกฝ่ายเริ่มหักข้อนิ้วดังกรอบแกรบ แต่แล้ว เด็กหนุ่มผมแดงก็กลับหลังหันเดินเข้าไปในโรงแรมเสียก่อน

เอาเถอะ เรายังต้องร่วมทางกันอีกนาน ข้ามีเวลาจับแกมาแล่เนื้อดองเกลือพอถมถืด ไอ้คุณชายปลาชาดานกะหลั่ว

ชาลัวห์ได้แต่มองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้มาใหม่อย่างไม่คาดฝันด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

เทพเจ้าช่วยด้วยเถอะ เขาสำนึกผิดแล้วและจะยอมรับโทษต่างๆ แต่โดยดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากถูกจับดองเกลือหรือทรมานทรกรรมมากกว่านี้สักหน่อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น