The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 3 : 2 - ฝันร้ายยามลืมตา "ลูกไม่ได้ทำผิด"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    14 พ.ค. 60

บทที่ ๒
ฝันร้ายยามลืมตา



            ภาพเหล่านี้อีกแล้ว...

สีแดง...แดงฉานยิ่งกว่าแดงใดๆ ...แผ่นหลังของเสด็จพ่อสลายไปกับการลงดาบ...ร่างระเกะระกะโชกเลือดของผู้หญิงและเด็กๆ...เสด็จแม่คู้ร่างกลางกองเลือด...โอบอุ้มบางสิ่งดั่งปกป้อง...แล้วเบื้องหน้าเขาก็ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ดำทะมึน...กรูเข้ามาอย่างคุกคาม...

ตื่นเร็ว! ภัยกำลังมา!

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นพร้อมกับหอบหายใจ สายตาเลื่อนไปยังบานหน้าต่างราวกับมีผู้บอกให้หันไปมอง

บางสิ่งเคลื่อนไหวในไร่ด้านนอก เป็นเหล่าร่างในชุดสีดำทะมัดทะแมงกลืนไปกับความมืด เขาใจหายวาบเมื่อเห็นประกายโลหะใต้แสงจันทร์ปรากฏชั่วแวบจากข้างเอวของร่างหนึ่งในกลุ่ม

ใครกัน พวกเขาอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขมาได้สองเดือนแล้ว กลับยังมีศัตรูตามรังควานได้อีกแล้ว

อาเมียร์ผุดลุกจากเตียง คว้ากริชของเสด็จพ่อกับดาบที่ท่านอามอบให้ แล้วรีบออกไปนอกห้องโดยเร็ว เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกจนแทบเผลอร้องออกมาเมื่อพบร่างสูงใหญ่ถือดาบโค้งยาวยืนอยู่ในครัว แต่แล้วร่างนั้นก็โบกแขนซ้ายซึ่งขาดก่อนถึงศอกเล็กน้อยเป็นเชิงยืนยันตนเอง

ท่านเองหรือ เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกขณะอีกฝ่ายก้าวไปที่ประตูหน้าบ้านอย่างระแวดระวัง

แม่ตื่นแล้ว ดูแลน้องๆ อยู่ในห้องนอน เจ้าเฝ้าประตูหลังแต่อย่าเพิ่งออกไป

ท่านอาพูดแล้วก็ผลุบออกนอกประตูหน้าบ้านไปโดยไม่รอคำตอบ

เสียงร้องอย่างตกใจของกลุ่มคนด้านนอกดังตามมาไม่ช้า อาเมียร์ข่มใจให้นิ่งกับเสียงนั้นแล้วยืนอยู่แถวหน้าประตูครัว เสียงอุทานและเสียงร้องอย่างเจ็บปวดที่ดังมาจากข้างนอกเป็นระยะๆ ทำให้เด็กหนุ่มเย็นวาบที่หลังจนต้องบอกตนเองซ้ำๆ

ไม่ใช่...นั่นเสียงของ ศัตรู ไม่ใช่เสียงของพวกเรา...ไม่ใช่เสียงเหมือนวันนั้น...

แม้มีอาวุธอยู่ในมือ เขากลับยืนพิงผนัง ภาวนาอย่างแรงกล้าขออย่าให้พวกมันคนใดเข้ามาทางนี้ เขาไม่อยากสู้...ไม่อยากฆ่า...ไม่อยากจับดาบ...ไม่อยากเห็นของเหลวสีแดงฉานเมื่อตอนนั้นอีก...

บานประตูพลันเขยื้อนโดยแรงและเปิดผลัวะเข้ามา

อาเมียร์กระชับดาบในมือวิ่งออกไป วิ่งโดยพยายามไม่คิดอะไร

เขายังช้าอยู่ ผู้บุกรุกยกอาวุธขึ้นกันได้ทัน แต่วิชาดาบที่ร่ำเรียนมากับท่านอาแต่เล็กจนแทบฝังเป็นสัญชาตญาณก็ช่วยให้เด็กหนุ่มเบี่ยงหลบได้ทันที ก่อนจะฟันสวนไป

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าคมดาบกินลึกเข้าไปในเนื้อ คู่ต่อสู้ของเขาร้องออกมาและงอตัวลง

ใต้แสงเพียงสลัวนี้เขามองไม่เห็นสีแดง นั่นอาจทำให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง...หากว่ากลิ่นคาวคลุ้งจะไม่โชยปะทะเต็มๆ จนเด็กหนุ่มอยากขย้อนขึ้นมาทันควัน

คนที่เขาเพิ่งฟันไปยืดร่างขึ้นยืนโงนเงนอีกครั้ง ความพะอืดพะอมที่แล่นเป็นริ้วๆ ในช่องท้องทำให้อาเมียร์ไม่ทันตั้งตัว ดาบของอีกฝ่ายใกล้เข้ามา ลมวูบหนึ่งพัดปะทะผิวเนื้อ

อันตราย!

ดาบหยุดนิ่งแค่เฉียดผิว เกิดเสียงคล้ายผลไม้ฉ่ำน้ำปริแตก...ทว่ากลิ่นที่โชยออกมากลับยิ่งสาบคาว ร่างที่บุกเข้ามาพลันชะงักและทรุดลงกับพื้นโดยไม่ได้ร้องอีกเลยสักครั้ง

เด็กหนุ่มก้าวถอยหลังก่อนจะก้มมองร่างที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น เสียงโหวกเหวกทำให้เขารีบตั้งสติจับดาบเตรียมพร้อม ทว่าสิ่งที่ได้ยินกลับมีความหมายอีกอย่าง

ถอย!”

คำสั่งนั้นดังไล่กันเป็นทอดๆ อาเมียร์ผลักประตูปิดและพยายามลงกลอนซึ่งหักตอนประตูถูกถีบเข้ามาให้พอปิดกั้นคนภายนอก แล้วก็รอให้เวลาผ่านไปโดยพยายามไม่มองร่างที่กองอยู่แทบเท้า ซึ่งเขาแน่ใจว่าวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว...ด้วยวิธีใดเขาไม่รู้และไม่กล้าคิด

นานเหลือเกินในความรู้สึก กว่าประตูหน้าบ้านจะเปิดเข้ามา เขาแทบไม่สงสัยเลยว่าด้วยมือของใคร

เจ้าปลอดภัยใช่ไหม

เด็กหนุ่มเพียงพยักหน้าโดนเร็ว

พวกมันถอยไปแล้ว...อย่างน้อยก็จากบ้านเรา แต่ข้าเห็นแสงไฟอยู่อีกทาง อาจมีบ้านที่ถูกวางเพลิง ท่านอาเงียบไปชั่วอึดใจ เจ้าพอดูแลแม่กับน้องๆ ได้ไหม ข้างนอกคงมีคนต้องการความช่วยเหลือ

ไม่! อย่าไป! ข้ารับมือพวกมันไม่ได้หรอก อย่าให้ข้าต้องทำอย่างนี้อีกเลย

ข้าไม่อยากตาย ไม่อยากให้แม่กับน้องต้องตาย แต่ก็ไม่อยากฆ่าใคร...

ความคิดเหล่านี้แล่นพล่าน แต่อาเมียร์ก็ขับไล่พวกมันไปอย่างยากเย็นแล้วผงกศีรษะรับ

ถ้าเห็นท่าไม่ดี พ่อจะรีบกลับ อีกฝ่ายรับรองพลางใช้ท่อนแขนซ้ายที่เหลืออยู่ตบบ่าเขาเบาๆ อย่าคิดมาก...บางทีเราจำเป็นต้องฆ่าเพื่อปกป้องคนที่รัก และพวกมันก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก

ท่านพูดเท่านั้นก็ตรงไปที่ประตูและจากไปอีกครั้ง

เด็กหนุ่มเหลือบมองศพแทบเท้าอีกแวบหนึ่ง เขากลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะพยายามห้ามความคิดที่ว่าสิ่งที่กองอยู่ตรงนั้นเคยเป็นมนุษย์เหมือนกับตน และเพิ่งขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้จนครู่ก่อนหน้านี้เอง

กระนั้น เขาก็ไม่อาจทำใจอยู่กับมันได้นานกว่านี้ อาเมียร์คว้าผ้าขี้ริ้วแถวนั้นมาเช็ดคราบเลือดจากดาบให้หมด จากนั้นก็ทิ้งผ้าลงบนพื้น แล้วรีบก้าวไปที่ประตูของอีกห้องหนึ่งในบ้านซึ่งลงกลอนอยู่ เมื่อเคาะเบาๆ สองสามครั้งยังไม่มีเสียงตอบ อาเมียร์จึงได้พูดออกไปแม่ นี่ข้าเอง

มีเสียงปลดกลอน ประตูเปิดออกโดยเร็วพร้อมเสียงกำชับแผ่วเบารีบเข้ามา

ในห้องนอนมืดสลัว เด็กหญิงทั้งสองนอนห่มผ้าหลับสนิทไม่รู้เรื่องราวบนเตียงเล็กๆ ของตน พอเขาผลุบเข้ามา แม่ก็ลั่นดาลแล้วนั่งลงบนเตียงคู่อีกหลัง อาเมียร์เห็นว่ามือของแม่ยังจับด้ามมีดสั้นทรงโค้งของท่านอาไว้แน่น

เมื่อครู่แม่ได้ยินดังเสียงแถวครัว...ลูกปลอดภัยใช่ไหม

เด็กหนุ่มจำใจพยักหน้า มีคนหนึ่งบุกเข้ามา แต่ข้า... เขากลืนน้ำลายอีกครั้ง ...ข้า...ฆ่าไปแล้ว

หากว่าแม่จะประหลาดใจบ้าง ท่านก็ยังมีท่าทีเรียบเฉยและเพียงแต่ถามต่อถึงอา เด็กหนุ่มจึงได้รายงานว่าอีกฝ่ายออกไปช่วยคนอื่นๆ แม่รับคำเลื่อนลอยเหมือนจดจ่อกับความคิด จนครั้นเห็นเขายังยืนอยู่ก็ตบฟูกข้างตัวเบาๆ

อย่างน้อยเราต้องรอจนกว่า พ่อจะกลับมา...หรือไม่ก็ถึงเช้า ลูกนั่งก่อนเถอะ

อาเมียร์ทำตามคำบอกเช่นเคย แล้วก็ได้แต่เหลือบมองหญิงข้างกายซึ่งนิ่งเงียบ มือข้างหนึ่งประคองมีดสั้นในฝักไว้ ขณะที่อีกข้างทาบบนครรภ์ที่นูนออกมาจนเห็นได้ชัด สายตาของท่านทอดมองลูกสาวเล็กๆ อีกสองคนอย่างแน่วแน่ ราวกับตั้งใจไว้แล้วว่าจะปกป้องพวกแกให้จงได้

ในชั่วครู่นั้น เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนแม่กลับเป็นเสด็จแม่ ราชินีสิมาริเมสผู้ทั้งอ่อนโยนและแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวได้ในคนเดียวกันอีกครั้ง

...แต่ก็ยังเหมือนกับตอนที่...

เขาเบิกตาโพลงเมื่อภาพในฝันย้อนกลับมา แผ่นหลังขาวนวลชุ่มโชกสีแดง แจ่มชัดต่อหน้าต่อตาเหมือนกำลังมองอยู่เพียงเบื้องหน้า

เลือด...ใช่เลือดจริงๆ...สีแดงของมันสะท้อนเข้าตา แดงฉาน...วงสีแดงขยายกว้าง กลิ่นคาวติดอยู่แค่ปลายจมูก อาการปวดอย่างประหลาดวาบขึ้นในศีรษะทันใดจนเด็กหนุ่มเผลอร้องและยกสองมือขึ้นกุมหน้าผาก

อาเมียร์!” เสียงร้องของแม่มาพร้อมกับมือที่โอบเขาไว้ เป็นอะไรไปหรือลูก...

เขาสั่นศีรษะ แต่ทำเช่นนั้นก็ยิ่งปวดตุบๆ เสียงกรีดร้องในหัวยังคงดังไม่หาย ผสมกับเสียงดาบฟาดฟันตัดเนื้อและกระดูก เหมือนเสียงที่เขาเพิ่งทำให้เกิดขึ้นและได้ยินชัดเจนอยู่เมื่อครู่ก่อนหน้านี้เอง

ของเหลวสีแดงรายรอบตัว หนืดข้น เฉอะแฉะนองพื้น มันแทรกเข้ามาได้แม้ในความมืดของถังไม้ กลิ่นของมันเหมือนโลหะ...เหมือนด้ามดาบที่เขาเพิ่งกำ...เพิ่งใช้ฟาดฟันสร้างของเหลวสีแดงฉุนคาวกว่าเดิม

ของเหลวอุ่นๆ เริ่มรินลงบนแก้มของเด็กหนุ่ม ตามด้วยเสียงสะอื้นที่เขาไม่ทันห้าม

...นิ่งเสียลูก...วงแขนบอบบางยังคงกอดเขาอย่างอ่อนโยน มันจบแล้ว...ไม่มีใครเป็นอะไร พวกเราปลอดภัย... พ่อก็ต้องปลอดภัยด้วย ลูกไม่ได้ทำผิด...ลูกทำเพื่อปกป้องนาสิรา ฟาร์ฮานาห์ กับแม่ กับน้องเล็กไว้ต่างหาก

เขาไม่ตอบ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหล สองมือที่เพิ่งคร่าชีวิตสั่นเทิ้มไม่หยุด ลำคอตีบตันไม่ยอมให้ถ้อยคำผ่าน ในสมองไม่มีคำอธิบายด้วยซ้ำว่าเขาร้องไห้เป็นเด็กๆ เพราะอะไร

กระนั้น แม่ก็ปลอบโยนเขาอย่างเงียบๆ ด้วยอ้อมกอดและมือที่ลูบหลัง ไม่มีคำปรามหรือตำหนิที่เขาทำตัวไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย ไม่มีคำถามว่าทำไมจู่ๆ เขากลับอ่อนแอขึ้นมา เหมือนเขายังเป็นลูกน้อยคนเดิมของท่านเสมอ

...ไม่เอาแล้ว... เด็กหนุ่มเค้นคำพูดออกมาได้สำเร็จ ...ข้าไม่อยากเห็นของแบบนั้นอีก...ข้าไม่อยากทำแบบนั้นเลย...มันน่ากลัวเหลือเกิน...แม่...ข้า...ข้าไม่อยากเห็นหรือได้กลิ่นนั่นอีกจริงๆ...

ลูกไม่ผิดเลยที่กลัว พวกเราทุกคนก็กลัวทั้งนั้น แม่กระซิบ แม่รู้จ้ะ เราเจอเรื่องแบบนี้มามาก แม่รู้ว่าทำไมลูกถึงกลัว กระทั่ง พ่อ ก็ไม่อยากให้มือต้องเปื้อนเลือดไปมากกว่านี้หรอก แม่ลูบศีรษะของเขา นอกจากเพื่อปกป้องพวกเรา

เด็กหนุ่มพยายามบอกตนเองเช่นกันว่าเขาจำเป็นต้องฆ่าเพื่อปกป้องคนที่รักอีกสามคน แต่ก็ไม่อาจระงับน้ำตาที่หลั่งไหล

ทั้งๆ ที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แม่กลับบอกให้เขาระบายออกมาให้สบายใจขึ้น สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ทำตามนั้น เขาร้องไห้ คร่ำครวญอย่างที่ไม่คิดเลยว่าตนควรทำแม้ต่อหน้าคนใกล้ชิดที่สุดอย่างแม่ก็ตาม

 

อารมณ์ปั่นป่วนผ่านไปพร้อมกระแสน้ำตาที่แห้งเหือด เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งขึ้น แต่ก็ละอายแทนที่มีคนเห็นความอ่อนแอของตน ถึงอย่างนั้น แม่ก็ปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปอย่างเงียบๆ และคงเป็นโชคดีที่ท่านอากลับมาหลังจากนั้น

แม่เปิดประตูรับท่านเข้ามาหลังได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงเรียก

เป็นอย่างไรบ้างคะ

ไม่ดีเท่าไร แต่ไม่เลวร้ายเท่าที่คิด ผู้ตอบโคลงศีรษะ ข้าฆ่าพวกมันได้บ้าง แต่ที่เหลือหนีรอดไปได้ พวกมันฆ่าและจับชาวบ้านไปบางส่วน ยังไม่รู้แน่นอนว่ากี่คน

คนเจ็บเยอะไหมคะ

ไม่มีใครเจ็บหนัก แต่ต้องหาคนเก็บศพ ท่านอาบอกขณะที่แม่ถอดเสื้อซึ่งเปื้อนเลือดเป็นหย่อมๆ ให้ ต้องรีบจัดการที่อยู่ในครัวก่อน เด็กๆ จะได้ไม่ตกใจ ส่วนข้างนอกพอให้ชาวบ้านมาช่วยทีหลังได้ อาเมียร์...

ให้อาเมียร์เฝ้าน้องๆ เถอะค่ะ แม่ตัดบททันที ข้าต้องทำความสะอาดครัวกับทำอาหารอยู่แล้ว จะได้เก็บกวาดเสียทีเดียวเลย

แม่ ข้าไม่...” เด็กหนุ่มพยายามแย้ง

แม่หันมายิ้มน้อยๆ ให้เขา แล้วก็พูดสั้นๆ ฝากดูแลน้องๆ ด้วยนะจ๊ะ

สิมา ตอนนี้เจ้าไม่ควรออกแรงมากท่านอาติง

ตั้งห้าเดือนแล้วนะคะ ไม่เป็นไรหรอก

แม่พูดเท่านั้นก็เดินนำไปโดยไม่ฟังใครอีก ทำให้ชายทั้งสองในบ้านรู้ทันทีว่าไม่มีทางคัดค้าน

ท่านอาโคลงศีรษะแล้วตามออกไป ทิ้งเขาไว้กับน้องๆ ทั้งสองที่ยังหลับสนิทจนเขาเกิดอิจฉาขึ้นมา อยากเพิกเฉยต่อความวุ่นวายรอบกายจนเช้าได้เช่นนี้บ้าง

แต่ถึงไม่ตื่นขึ้นมาเองในตอนนั้น ท่านอาก็คงต้องปลุกเขาให้มาช่วยเฝ้าแม่กับน้องๆ เพราะเขาเป็นผู้ชายอีกคน เขาอายุสิบเจ็ดซึ่งถือว่าโตพอควรแล้ว และเป็นลูกของนักรบ...

นี่คือความรับผิดชอบที่เขาไม่อาจละเลย เพราะอาจหมายถึงชีวิตของคนอื่นๆ ที่ตนรัก

แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมโลกนี้จึงเป็นเช่นนี้ ทำไมถึงต้องมีการฆ่าฟัน หากใครสักคนหยุดวงจรของการฆ่าฟันนี้ได้จะดีเพียงไร

อาเมียร์สั่นศีรษะ ด้วยตระหนักว่านั่นเป็นได้เพียงอุดมคติ

เสด็จพ่อยังเคยตรัสไม่ใช่หรือ ว่า การฆ่าเพื่อปกป้อง นั้นมีอยู่ การเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า ก็มีอยู่ กระทั่งเสด็จพ่อเองยังทรงสังหารข้าศึก และสละพระชนม์ชีพเพื่อให้โอรสและประชาชนได้มีโอกาสหลบหนีในคราวนั้น

หากการฆ่าเป็นสิ่งที่ใครๆ บอกว่าผิด เหตุใดคนที่ไม่อาจฆ่าผู้อื่นจึงกลายเป็นคนอ่อนแอที่ต้องทุกข์ทน และไร้พลังอย่างนี้เล่า

อาเมียร์ ความคิดของเด็กหนุ่มสะดุดลงเพราะเสียงเรียกและเสียงเปิดประตู แม่ชะโงกหน้าเข้ามาแม่อบขนมปังไว้แล้วนะ มีเนื้อรมควันแขวนอยู่ ส่วนผักแช่ในอ่าง ถ้าน้องๆ ตื่น ก็กินอาหารเช้ากันไปก่อน แม่จะออกไปกับพ่อ

แม่อยู่นี่เถอะ อาเมียร์ตัดสินใจพูด ข้าจะออกไปเอง

แม่มีสีหน้าเป็นกังวล แม้จะไม่คัดค้านออกมาตรงๆ

ข้าไม่เป็นไรแล้ว เด็กหนุ่มเอ่ยเบาๆ พร้อมกับพยายามยิ้ม ให้ข้าไปเถอะ

ทั้งศพทั้งเลือดเต็มไปหมด เจ้าไหวหรือ เสียงของท่านอาถามอยู่ด้านหลังแม่ ราวกับรู้อาการของเขาดี

แม่บอกหรือ อาเมียร์คิดอย่างไม่สบายใจ และออกจะน้อยใจ กระนั้นเขาก็พยายามรับให้หนักแน่นที่สุด

ท่านอากับแม่หันไปมองต่างฝ่ายครู่หนึ่งเหมือนถามความเห็นกันเงียบๆ แล้วท่านอาจึงได้อนุญาต แต่ไม่วายกำชับให้รีบบอกหากทนไม่ได้จริงๆ

 

จริงอย่างท่านอาพูด ศพของโจรซึ่งสวมชุดสีดำทะมัดทะแมงราวห้าหกศพกองระเกะระกะในบริเวณไร่ของเขา โดยเฉพาะหน้าบ้าน นอกจากนั้นก็มีกระจายไปตามที่ต่างๆ

ไม่เป็นไร...ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย... เด็กหนุ่มย้ำกับตนเอง พยายามไม่มองศพใดศพหนึ่งหรือกองเลือดที่ใดที่หนึ่งให้นานเกินไป เขาคิดว่าหากทำเช่นนี้คงพอเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่หวั่นผวานัก แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากบ้านที่อยู่เพียงใกล้ๆ

...ลูกแม่! ...โถลูกแม่...

เด็กหนุ่มใจหายวาบ จำเจ้าของเสียงนั้นได้ ครั้นสาวเท้าเข้าไปใกล้ก็พบนางทิ้งตัวเกลือกหน้ากับอกของร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งกับพื้น

ร่างที่มีผมสีฟาง มือข้างหนึ่งกำแน่นที่ด้ามคราดข้างตัว

เพื่อนในเวลาสองเดือนที่ผ่านมา...เพื่อนที่ได้พูดคุยแบ่งปันหลายสิ่งให้กัน

ถึงมองแค่แวบเดียวก่อนเบือนหลบ เขาก็เห็นว่าทั้งปลายคราดและร่างนั้นเปื้อนเปรอะคราบเลือด มีรอยแดงหยดเป็นทางไปจนถึงอีกร่างในชุดสีดำซึ่งนอนคว่ำอยู่ไม่ไกลนัก เท้าของเด็กหนุ่มเซวูบ ดีที่ท่านอาช่วยรั้งไหล่ไม่ให้ล้มลงเสียก่อน

อาเมียร์พยายามมองหาที่ที่ไม่มีเลือด จนกระทั่งเห็นชายวัยกลางคนอีกคนยืนก้มหน้านิ่งเหมือนกำลังข่มใจอยู่ข้างๆ หญิงที่คร่ำครวญหวนไห้ ใจของเขาเต้นระรัว นึกถึงใครอีกสองคนที่ควรจะอยู่ในบริเวณนี้ด้วย...แต่ก็ไม่พบ

ลีชากับก็อธฟรีด์... สุดท้ายเด็กหนุ่มก็กระซิบถาม

ถูกพวกมันเอาตัวไป ท่านอาพูดเคร่งขรึม กับพวกผู้หญิงกับเด็กคนอื่นๆ...เขาว่ากันอย่างนั้น

อาเมียร์กำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อขณะก้มหน้าลงมองเท้าของตน

อีกแล้วหรือ...การปล้น...ฆ่าฟัน...ฉุดคร่า ที่นี่ก็ไม่ต่างจากอาณาจักรที่ล่มสลาย หรือทะเลทรายที่พวกเขาหนีมาเลยใช่ไหม เขาได้แต่คิดวนเวียนขณะที่พ่อของเกล็นเดินเข้ามาหาทั้งสอง เอ่ยเรียบๆ แม้สีหน้าจะดูสลด

หัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมตอนนี้ พวกเจ้าจะไปหรือเปล่า

ท่านอารับคำ ขณะที่ใจของเด็กหนุ่มจดจ่อปั่นป่วนอยู่แต่กับเพื่อนที่เขาไม่นึกเลยว่าจะด่วนจากไปด้วยเหตุร้ายไม่คาดฝัน

และคนอีกสองคนที่เพื่อนคนนั้นต้องการปกป้องและห่วงใยยิ่งชีวิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบัดนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

 

ถูกจับไปยี่สิบสี่คน

เด็กผู้ชายสาม...ในนั้นเป็นทารกหนึ่ง เด็กผู้หญิงเจ็ด ผู้หญิงอีกสิบสี่

ถ้าซิอ์บุลไม่ฆ่าโจรที่ไปแถวบ้านเขาแล้วช่วยคนที่กำลังจะโดนจับไป คงมีเยอะกว่านี้มาก

อาเมียร์นั่งเงียบขณะที่ตัวเลขผู้ประสบเหตุต่างๆ ถูกแจงเป็นระยะๆ

เขาได้ยินแว่วๆ ว่ามีคนตายอีกสาม และใครสักคนถามว่า ฝ่ายเราใช่ไหม

ใช่ ฝ่ายเรา ศพพวกมันเท่าที่เก็บได้ตอนนี้อยู่ที่...สามสิบเจ็ด

สามสิบเจ็ด!”

ซิอ์บุลจัดการเสียเกือบหมด นอกนั้นอาเมียร์กับเกล็นฆ่าไปได้คนละหนึ่ง...แต่เกล็นก็...

เอาเถอะ หัวหน้าหมู่บ้านถอนใจ อย่างน้อยความเสียหายก็ไม่มากเท่าหมู่บ้านอื่นๆ

หลังคำพูดนั้นมีเพียงความเงียบ จนกระทั่งท่านอาตั้งคำถามพวกเราจะตามไปช่วยคนที่ถูกจับเมื่อไร

ปกติพวกมันจะตั้งค่าไถ่ของแต่ละคนมา ถ้ารีบหาให้ได้ ก็จะปล่อยตัวกลับ

แล้วถ้าหาไม่ได้ล่ะ ท่านซักต่อด้วยเสียงที่เคร่งขรึมขึ้น

ก็... หัวหน้าหมู่บ้านพูดอย่างลำบากใจ ตายทั้งเป็น...ท่านคงเข้าใจ หากรวบรวมค่าไถ่ได้ช้า...ความปลอดภัยของพวกนางก็ยิ่งลดลง ถ้าไม่ได้จนถึงเส้นตาย พวกมันจะส่งไปตลาดค้าทาสหรือหอนางโลม เท่ากับหมดหนทาง

แต่หัวหน้า นี่เพิ่งเริ่มฤดูเพาะปลูก เราจะเอาอะไรไปให้มันได้เล่า

ข้าคงต้องขายวัว พ่อของเกล็นพูดทั้งแววตาแห้งผาก ลูกสะใภ้กับหลานข้าทั้งคน แต่พวกมัน...

เรื่องคนตายน่าเสียใจ แต่เพื่อช่วยคนที่รอดอยู่ก็ต้องทำ ชายที่นั่งข้างๆ ตบไหล่เขาเบาๆ

มันฆ่า มันทำร้ายพวกเรา แล้วยังต้องเอาเงินไปประเคนให้มันอีกรึ ท่านอาตั้งคำถามที่ทำให้ทุกคนชะงัก

ก็... หัวหน้าหมู่บ้านพยายามพูด เมื่อสายตาของอดีตนักรบตกอยู่ที่เขา ทำอย่างไรได้ เราสู้พวกมันได้ที่ไหน ทหารหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่เคยเหลียวแล ถึงส่งจดหมายขอความช่วยเหลือให้เจ้ามณฑลก็ช้าเกินกาล...อาจไร้ประโยชน์ด้วยซ้ำ

ท่านอาแค่นเสียงเบาๆข้าถึงว่าโจรป่าแถวนี้ทำอะไรแปลกๆ ...ปล้นแบบเลี้ยงไข้ เอาไปแค่ผู้หญิงกับเด็กเป็นหลัก แต่ฆ่าคนน้อยเสียเหลือเกิน ท่านหัวหน้าหมู่บ้านคงส่ง ค่าคุ้มครอง ให้มันมาตลอดสินะ ถึงรอดพ้นมาได้นานขนาดนี้

ชายหลายคนในวงสนทนาตกใจนี่เจ้า...

ข้าแค่พอเดาอะไรได้บ้าง ท่านตัดบท แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ ครั้งล่าสุดท่านไม่ได้ส่ง หรือส่งให้พวกมันน้อยเกินไปล่ะ

สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านเครียดขึ้นทันควันข้าก็ส่งให้พวกมันตามปกติ รวมเงินจากบ้านทุกๆ หลัง...ยกเว้นบ้านท่านที่ยังไม่ได้ย้ายมา

หรือมันบุกหมู่บ้านเราเพราะมีบ้านที่ยังไม่ได้ส่งค่าคุ้มครอง ใครคนหนึ่งตั้งคำถาม

...แค่นั้นน่ะหรือ

แล้วทำไมท่านหัวหน้าไม่บอกครอบครัวของซิอ์บุลให้ส่งเล่า!” ชายอีกคนขึ้นเสียง ไม่งั้นลูกสาวข้าคงไม่ถูกเอาตัวไปหรอก!”

ครอบครัวข้าไม่ผิด ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ผิด ท่านอาแย้ง ถึงท่านมาบอก ข้าก็ไม่ยอมส่ง บ้านเมืองมีกฎหมาย พวกที่ตั้งตัวรีดไถเงิน ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นอย่างโจรพวกนั้นต่างหากที่ผิด

เออ! เรารู้พวกมันผิด แต่จะทำอะไรได้! ถ้าไม่ส่งให้มัน...ผลเป็นอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่!”

เสียงอื่นๆ รับรองคำพูดนั้นด้วยอารมณ์ ทว่าท่านอายังคงใจเย็นหมู่บ้านนี้มีผู้ชายกี่คน

ทุกคนพากันเงียบไป

ไม่ต้องตอบก็ได้ ข้าพอเห็นอยู่ทุกวันว่าพวกท่านมีกันกี่คน แต่โจรกลุ่มนั้นมีเท่าไร

เราไม่รู้...แต่มันมีฝีมือกว่าเราเห็นๆ ทุกคนไม่ใช่จะเก่งกาจอย่างท่านนี่

พวกท่านไม่จำเป็นต้องมีฝีมือเท่าข้า ก็ร่วมมือกันสู้พวกมันได้ ถ้ามีใจจะสู้สักนิด ท่านอาพูดเรียบๆ และข้าก็หวังว่าพวกท่านจะมีใจสู้ขึ้นบ้าง ถ้าข้าบอกว่าพวกโจรที่บุกเมื่อวานน่าจะมีไม่เกินหกสิบคน

หลายคนในที่ประชุมเบิกตากว้าง

ท่านรู้ได้อย่างไร

คำนวณจากพื้นที่ของหมู่บ้าน จำนวนศพของโจรตามที่ต่างๆ เวลาที่มันล่าถอย รอยกีบเท้าม้าที่ชายหมู่บ้าน กับจำนวนเชลยที่มันจับไป ท่านอธิบาย ถ้าพวกมันตายไปสามสิบเจ็ด น่าจะเหลือราวๆ ยี่สิบกว่าคนที่สามารถกวาดต้อนเชลยยี่สิบสี่คนได้ หากรีบรวบรวมคนตามไปตอนนี้น่าจะทัน พวกท่านพอรู้ไหมว่าพวกมันไปทางไหน

ได้ยินว่ารังโจรอยู่ในใกล้ตีนเขาทางเหนือ แถวชายแคว้นอุลทูร์

มีแผนที่ไหม

หัวหน้าหมู่บ้านนิ่งคิดชั่วอึดใจก็มี...แต่ปัญหาคือ...ถึงพวกมันจะมีคนน้อย พวกเราก็สู้ไม่เป็น แล้วก็ไม่มีอาวุธด้วย

แล้วที่อยู่ในมือของเกล็นล่ะ ท่านอาติง ก่อนจะโบกมือไปทางโรงเก็บเครื่องมือของเจ้าบ้าน คราด จอบ ขวาน มีดพร้า พวกท่านมีกันทุกบ้าน ลองตั้งใจจริงแล้วฝึกให้รู้จุดอ่อนจุดแข็งของเครื่องมือพวกนี้ในฐานะ อาวุธ ดาบก็ไม่ใช่ของน่ากลัวเลย

ชายในหมู่บ้านหันไปแลกสายตากันอย่างลังเล จนมีคนเอ่ยขึ้น

แล้วท่านซิอ์บุลใช้เวลาฝึกนานเท่าไร กว่าจะเก่งขนาดนี้

ข้าเคยเป็นทั้งทหารอาชีพและนักรบรับจ้าง ความอยู่รอดของข้าขึ้นอยู่กับการต่อสู้ แต่พวกท่านไม่จำเป็นต้องฝึกถึงขั้นนั้น

ถ้าอย่างนั้น พวกเราจ้างท่านกับลูกให้ไปพาเด็กๆ กลับมาไม่ได้หรือหัวหน้าหมู่บ้านอ้อนวอน เรายินดีจ่ายเต็มที่...ดีกว่าต้องไปจ่ายให้พวกโจร

ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน คนถูกเสนอว่าจ้างปฏิเสธเสียงแข็ง เมื่อคืน ข้าตัวคนเดียวฆ่าไปได้เยอะเพราะพวกมันไม่ทันตั้งตัว ตอนพาเชลยหนี มันคงระวังตัวขึ้น แล้วถ้าที่รังของมันมีคนรออยู่อีก ข้าก็ไม่ไหวเหมือนกัน

หมายความว่า...พวกเราต้องช่วยท่าน?

ข้านึกว่าพวกท่านเข้าใจแล้วเสียอีก

ชาวบ้านหันไปมองหน้ากันเองอีกครั้ง อาเมียร์ลอบสังเกตแล้วเริ่มทนไม่ไหวขนาดเกล็นที่ไม่เคยจับอาวุธ...ยังฆ่าพวกมันได้ทั้งคนเพื่อปกป้องลูกเมียเลยไม่ใช่หรือ เด็กหนุ่มโพล่งขึ้นมา

วงสนทนาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนแย้งแต่ถ้าตัวเองตายไปด้วย...

ทำไมไม่คิดบ้างเล่า...ว่าที่เกล็นต้องตายเป็นเพราะเขาสู้อยู่คนเดียว...ไม่มีใครเข้ามาช่วยเลย ทั้งๆ ที่คนที่นี่ก็เยอะกว่าโจรพวกนั้นแท้ๆ !”

ท่านอาปรายตามองเด็กหนุ่ม พร้อมกับยื่นมือมาจับบ่า

ใจเย็นไว้ ท่านกระซิบ ก่อนจะกวาดมองคนอื่นๆ ในวงสนทนาอีกครั้ง ข้าขอแผนที่ แล้วใครยินดีจะไปช่วยญาติพี่น้องของตัวก็บอกมา ความสำเร็จของงานครั้งนี้ขึ้นอยู่กับพวกท่าน

หัวหน้าหมู่บ้านลุกจากลาน ตรงไปที่ประตูบ้านของตน ทุกคนนั่งเงียบอยู่...จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

ข้าจะไปด้วย นั่นคือพ่อของเกล็น ลูกข้าพยายามถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร

ข้าไปด้วย

ข้าด้วย

พ่อหรือญาติพี่น้องของเหล่าผู้หญิงและเด็กที่ถูกจับตัวไปเริ่มตอบรับอย่างแข็งขัน จนมีเสียงรับจากเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกับอาเมียร์ ซึ่งเรียกเสียงถามอย่างแปลกใจจากเพื่อนข้างๆ

ญาติเจ้าไม่ได้โดนเอาตัวไปนี่

ก็ใช่...แต่... เจ้าหมอนั่นก้มหน้าอึกอัก มีคนที่ข้าอยากช่วยอยู่ในนั้น

ชื่อของเด็กสาวคนหนึ่งถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มเอ่ยขึ้นทันที ตามด้วยเสียงให้กำลังใจ

เอาเลย!”

ไปช่วยนางให้ถึงตัวเลย คราวนี้นางจะได้รับรักเจ้าเสียที!”

ความครื้นเครงหายไปทันควัน เมื่ออดีตนักรบกวาดมองเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นด้วยสายตาเคร่งขรึม

รักษาชีวิตให้ถึงที่สุด ท่านอายังพูดเรียบๆ ตามเดิม นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้าไม่อยากพาคนที่ยังไม่พร้อมไปตายเปล่า

เด็กหนุ่มคนนั้นมีสีหน้าเจื่อนลงทันทีแต่ข้าพร้อมจะไปจริงๆ นะขอรับ

หากพร้อมจริงๆ ก็ดี แต่จำไว้ว่านี่ไม่ใช่การเล่นเป็นวีรบุรุษอวดสาว แต่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย

หัวหน้าหมู่บ้านนำแผนที่มาในตอนนั้น เรื่องล้อเล่นที่กลายเป็นเคร่งเครียดจึงจบลง อาเมียร์ช่วยคาดเดาและตรวจดูเส้นทางไปยังที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นรังโจร จนได้ข้อสรุปว่าจะตามรอยพวกมันไปทางใด และมีคนที่ตกลงจะไปจริงๆ จำนวนกี่คน ก่อนซักซ้อมแผนการและสิ่งที่ควรระวัง เสร็จสรรพแล้วซิอ์บุลจึงบอกให้ทุกๆ คนไปเตรียมตัวให้พร้อม

เจ้ากลับไปช่วยงานแม่แล้วรออยู่ที่บ้านเถอะท่านหันมาบอกอาเมียร์ในที่สุด

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ ข้าจะรีบไปแล้วรีบกลับมาเขาย้ำทั้งๆ ที่อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่เห็นด้วยข้าต้องไปช่วยลีชากับก็อธฟรีด์ เกล็นเป็นเพื่อนข้า เขาคงอยากให้ข้าช่วยดูแลลีชากับก็อธฟรีด์ ข้าอยู่เฉยไม่ได้

แต่ต้องมีคนอยู่ดูแลบ้าน ตักน้ำ ผ่าฟืน ดูแลพวกสัตว์พ่อเลี้ยงของเขาแย้งทางอ้อม

เด็กหนุ่มตีสีหน้าเครียด ด้วยรู้ดีว่านั่นเป็นข้ออ้างแทนเหตุอื่นที่ทำร้ายจิตใจเขาเกินกว่าจะพูดออกมา

ข้าจะตักน้ำผ่าฟืนเผื่อไว้ถึงมะรืนนี้เลย ส่วนพวกสัตว์ก็มีแต่ให้อาหารเช้าเย็น แม่จัดการได้อาเมียร์พูดไปขณะที่

นัยน์ตาของทั้งสองสบกันนิ่งเหมือนจะรอให้อีกฝ่ายยอมอ่อนลงก่อน ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ข้าจะพยายาม ข้าอยากเข้มแข็งขึ้น อยากปกป้องคนอื่นๆ ได้เหมือนท่าน...ข้าพูดจริงๆ

ในที่สุด อดีตนักรบก็พยักหน้าช้าๆถ้าอย่างนั้นก็รีบไป แล้วจำไว้ว่าอย่าทำอะไรเสี่ยงอันตรายนัก

เด็กหนุ่มรับคำหนักแน่นและผละไป ตอนกลับไปจัดการงานที่บ้าน แม่ไม่วายถามซ้ำเช่นเดียวกันว่าเขาจะไปจริงๆ หรือ อาเมียร์รับรองตามเดิม แล้วก็รีบทำงานทุกอย่างให้เสร็จก่อนจะกลับมาทันเวลาที่นัดไว้ พร้อมกับดาบโค้งแบบทะเลทรายที่ท่านอาให้เขาและกริชที่เสด็จพ่อมอบไว้ให้กึ่งของดูต่างหน้า

จากนั้น กลุ่มผู้ช่วยเหลือจึงได้ออกเดินทางในความเงียบ และความมืดที่เริ่มโรยตัวในยามค่ำคืน

 

ผูกม้าไว้ ท่านอาออกคำสั่งในอีกครู่หนึ่งหลังลงจากหลังม้าไปตรวจสอบพื้นที่ใกล้ทางออกของชายป่าติดกับเชิงเขา ซึ่งอาเมียร์กับท่านเห็นพ้องกันว่ามีโอกาสเป็นที่ซ่อนของพวกโจรสูงที่สุด

อาเมียร์ เจ้าตามมา เอาหน้าไม้มาด้วย ที่เหลือรออยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียงหรือทำอะไรจนกว่าเราจะกลับมา

เด็กหนุ่มรับหน้าไม้จากพรานที่มาด้วยกันแล้วก็มองบิดาเลี้ยงย่องแผ่วเบาไปตามแนวต้นไม้ เขาตามไปอย่างระแวดระวังพอกันเมื่อท่านหยุดนิ่งแล้วโบกมือเรียก จนสุดท้ายทั้งสองก็อาศัยความมืดของร่มไม้เข้าไปใกล้เชิงเขานั้นได้อีกระยะหนึ่ง

เจ้าเห็นนั่นไหม อดีตนักรบกระซิบพร้อมกับพยักพเยิดไปทางเชิงเขา เด็กหนุ่มเพ่งมอง ก่อนจะสังเกตเห็นคนสองคนเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบพุ่มไม้ที่ห่างออกไป เก็บมันคนหนึ่ง แล้วก็ยิงให้เฉียดอีกคนหนึ่ง ไม่ก็ให้มันบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ยังพอเดินได้ จากนั้นยิงต่อไปจนกว่าข้าจะบอกให้หยุด  ข้าจะตามมันไป แล้วทิ้งเครื่องหมายไว้เป็นระยะๆ ให้เจ้ารีบไปตามคนอื่นๆ มา

แต่พวกมันอาจมีกำลังเสริม...

ถ้ามียามแค่สองคนก็เห็นจะไม่มีท่านแย้ง รีบลงมือ

อาเมียร์สูดลมหายใจลึก ตั้งสมาธิไม่วอกแวกขณะเล็งจุดตายบนหลัง แม้อีกด้านในใจจะเริ่มหวาดหวั่นจนต้องท่องซ้ำๆ

เราฆ่าเพื่อช่วยคน เราฆ่าเพื่อช่วยคน เราฆ่าเพื่อช่วยคน

ครั้นเด็กหนุ่มปลดสลักหน้าไม้ ร่างนั้นก็ฟุบลงแทบทันที เพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ มันสะดุ้งเฮือก จากนั้นอาเมียร์จึงจงใจยิงเฉียดร่างนั้นไปสองสามดอก ยังผลให้โจรที่เหลืออยู่กลับหลังหันวิ่งไป

พอ!” พูดไม่ทันจบ อดีตนักรบก็ปราดออกไปจากพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบราวกับหมาป่ากระโจนตามเหยื่อ ส่วนเด็กหนุ่มวิ่งไปอีกทางตามคำสั่ง

คนอื่นๆ รีบตามมาทันทีที่เขาบอก แม้จะวิ่งดังสวบสาบไปสักหน่อย อาเมียร์วิ่งนำให้เร็วที่สุด สายตาคอยสังเกตกิ่งไม้ที่ท่านอาฟันทิ้งไว้เป็นแถบๆ จนกระทั่งถึงปากถ้ำที่ดูเหมือนเคยมีกิ่งไม้แห้งๆ สุมไว้ต่างพุ่มไม้ตายเพื่อพรางตา แต่บัดนี้ระเนระนาดยับเยินด้วยคมดาบ

เด็กหนุ่มชักดาบตามเข้าไป ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นโจรคนหนึ่งเดินซวนเซกุมแผลที่บ่าออกมา

ครั้นเห็นอาเมียร์ อีกฝ่ายก็ยกดาบขึ้นอย่างฝืดฝืน เด็กหนุ่มกลั้นหายใจหลบกลิ่นเลือดก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านพร้อมกับฟันที่ขาของศัตรูให้ล้มลง แล้ววิ่งต่อไปในทางเข้าถ้ำซึ่งเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ และปักคบเพลิงเป็นระยะๆ

ฆ่ามัน!” เสียงฝีเท้าตึกตักที่วิ่งตามเข้ามากับเสียงร้องโหยหวนที่ดังไล่หลังมาเพียงเสียงเดียวบอกว่าโจรเมื่อครู่เห็นทีจะชะตาขาดเสียแล้ว กระนั้นอาเมียร์ก็พยายามไม่ใส่ใจ และมุ่งหน้าต่อไปเพื่อตามท่านอาให้ทันเท่านั้น

ณ จุดที่ถ้ำแยกเป็นสองทางเริ่มมีศพโจรกองระเกะระกะ เสียงร้องสะท้อนก้องมาจากด้านไหนก็ไม่รู้จนอื้ออึงไปหมด อาเมียร์ได้แต่สับสนว่าต้องไปทางใดจนหยุดยืนนิ่ง

แผ่นหลังของเขาเย็นวาบขึ้นมาเมื่อเด็กหนุ่มได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก...และเสียงกรีดร้องของผู้หญิง

เหมือนในวันนั้น...

อาเมียร์! เป็นอย่างไรบ้าง!”

เด็กหนุ่มได้สติเพราะเสียงคนที่ตามมาซึ่งสะท้อนก้องเช่นเดียวกับเสียงที่ตนได้ยินอยู่

เสียงเหล่านั้นเป็นของจริง เป็นเสียงที่เขาต้องรีบจัดการ

แยกย้ายกันไป!” อาเมียร์พูด แล้วก็ตัดสินใจวิ่งนำไปทางซ้าย

โจรที่บาดเจ็บจนขยับตัวไม่ได้หรือหายใจรวยรินนอนอยู่ข้างทาง เด็กหนุ่มเพียงวิ่งผ่านพวกเขาไปก่อนจะชะงักกึกเมื่อถึงหลืบหินงอกซึ่งเป็นเสมือนที่กั้นห้องตามธรรมชาติ เขาคุกเข่าลงหลบหลังพวกมันแล้วมองลอดออกไป...

ใต้แสงตะเกียง อาเมียร์เห็นคูหาถ้ำซึ่งกว้างเหมือนห้องรูปวงกลม มีถังไม้ที่คงใช้ใส่น้ำหรือเสบียงอื่นๆ วางเรียงรายพิงผนัง ข้างถังเหล่านั้นพวกผู้หญิงและเด็กขดตัวซุกเข้าหากันอย่างหวาดกลัว ตรงกลางคูหามีโจรคนหนึ่งเอามีดสั้นจี้คอเด็กสาวอีกคนไว้

ยะ...อย่าเข้ามา!”

อดีตนักรบถือดาบยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้ามันแต่ก็ไม่เข้าใกล้มากไปกว่านั้น และใช้วิธีเจรจาแทน

พวกของเจ้าจะตายกันหมดแล้ว ถึงฆ่านางไปก็หนีไม่พ้นหรอก

ละ...แล้วเจ้ากล้าให้นางตายหรือ ชีวิตคนทั้งคน ข้ารอดนางรอด อย่างมากก็ตายด้วยกันนั่นล่ะ!”

แม้ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน เสียงฝีเท้าและเสียงร้องก่อนตายของโจรอื่นๆ ที่เด็กหนุ่มผ่านมาระหว่างทางก็เริ่มสะท้อนไล่มาเรื่อยๆ ด้วยเกรงว่าเสียงนั้นอาจกดดันให้โจรทำร้ายตัวประกันด้วยความจนตรอกในไม่ช้า อาเมียร์จึงรีบวางดาบแล้วควานหาหน้าไม้ที่เขาสะพายไว้ด้านหลัง

พอเล็งได้แผ่นหลังของโจร เขาก็รีบยิงทันที ร่างนั้นล้มคว่ำลงพร้อมกับหลุดเสียงร้องเพียงสั้นๆ ด้านซิอ์บุลทิ้งดาบแล้วใช้มือที่เหลืออยู่กระชากแขนเด็กสาวเข้ามาหาตัว ไม่ให้ถูกน้ำหนักของโจรดึงจนล้มศีรษะฟาดพื้นไปด้วย

ครั้นเห็นตัวประกันปลอดภัย เด็กหนุ่มก็สะพายหน้าไม้กลับ หยิบดาบ แล้วจึงวิ่งเข้ามาในซอกนั้นในขณะที่ท่านอาถาม ทุกคนไม่เป็นไรใช่ไหม

เหล่าเชลยที่เพิ่งได้รับอิสระเมื่อครู่ใช้เวลาตั้งสติชั่วอึดใจ

พวกเราไม่เป็นไร หญิงคนหนึ่งตอบ แต่...ลีชา...

ลีชา อาเมียร์ชะงัก เพิ่งสังเกตว่าก็อธฟรีด์น้อยร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมแขนของผู้ตอบ ลีชาเป็นอะไรไป!”

พวกผู้หญิงกระจายตัวออก เผยให้เห็นร่างที่ขดคุดคู้อยู่บนพื้น

เด็กหนุ่มเบิกตาโพลง ร่างที่เขาเห็นไม่น่าใช่เด็กสาวคนนั้น ไม่ใช่ลีชาที่เคยสดใสราวแสงตะวัน เสื้อนอนของเธอมีรอยขาดเป็นทางยาวและชุ่มโชกด้วยเลือด ลมหายใจรวยรินราวกับจะดับลงเมื่อไรก็ได้

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...อาเมียร์ถามตนเอง ขณะกวาดมองเชลยหญิงคนอื่นๆ ที่ส่วนมากอยู่ในเสื้อนอนเช่นกันและมีสภาพอิดโรยหวาดกลัว แต่ไม่มีใครที่บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้

นาง... หญิงอีกคนทำท่าจะเอ่ย แล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนนึกเปลี่ยนคำพูด ...นางคงเดินไม่ไหว

เจ้าอุ้มนางไป ท่านอาพูดขึ้นบ้าง

อาเมียร์สอดดาบเข้าฝัก กลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วก้าวเข้าไปช้าๆ

ครั้นเขาเรียกชื่อเธอเบาๆ เด็กสาวก็เหลือบตาสีมรกตขึ้นมองแวบเดียว ก่อนจะหลุบตาลงเช่นเดิม กระทั่งเด็กหนุ่มยังเย็นวาบกับสีหน้าซีดขาว และนัยน์ตาเลื่อนลอยไร้ความรู้สึกของเธอ

พวกเรามาช่วยแล้ว เขาถอดผ้าคลุมออกห่มให้เธอ ทุกอย่างจะเรียบร้อย...เชื่อข้าเถอะ

ไม่มีคำตอบจากลีชา อาเมียร์ได้แต่ค่อยๆ วางมือลงบนหลังของเด็กสาวที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา ผิวของเธอเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง เขาช้อนร่างเบาหวิวเหมือนไร้น้ำหนักขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน ได้ยินเสียงน้ำหยดกระทบพื้น...

เด็กหนุ่มเบือนหลบไม่ทัน พบภาพกองของเหลวสีแดงบนพื้นที่เคยมีร่างของเด็กสาว เขาข่มมือที่สั่นระริก พยายามปิดประสาทรับกลิ่นของตนจากกลิ่นสาบคาวชวนคลื่นเหียนที่วนเวียนอยู่ไม่ห่าง...แต่ก็ไร้ผล

อย่างไรก็ดี คงเพราะกลัวเด็กสาวซึ่งเสียเลือดไปมากจะตายคาอ้อมแขน เขาจึงบังคับตนเองไม่ให้เข่าอ่อนล้มลงได้สำเร็จ ขณะรีบก้าวแหวกวงญาติมิตรซึ่งพูดคุยโหวกเหวกหรือตะโกนอย่างดีใจที่ได้คนที่ตนรักคืนมาอย่างปลอดภัย

ลีชาไม่พูดอะไรสักคำระหว่างขี่ม้าไปกับเขา และไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับลีชา ใครๆ ล้วนแต่ยินดีกับความสำเร็จของการช่วยเหลือตัวประกัน และการสังหารพวกโจรป่าจนสิ้น

เมื่อพวกเขามาถึงหมู่บ้าน ก็ดูเหมือนคนในบ้านแทบทุกหลังจะออกมาต้อนรับเป็นอย่างดี ญาติๆ ของเชลยที่ถูกช่วยกลับมาพากันขอบคุณซิอ์บุลผู้เป็นต้นคิดและหัวแรงใหญ่ไม่ขาดปาก ซ้ำยังมีใครสักคนที่พูดถึงงานเฉลิมฉลองขึ้นมา ทั้งๆ ที่ศพของคนตายยังต้องฝังในวันพรุ่งนี้

แต่อาเมียร์มีเรื่องเร่งด่วนกว่านั้น ครั้นลงจากหลังม้าหน้าบ้านของเกล็น เขาก็รีบปลีกตัวมากับลีชา และพ่อของเกล็นซึ่งอุ้มทารกน้อยไว้

ที่หน้าประตู แม่ของเกล็นรับหลานชายไปอุ้มทั้งน้ำตา ก็อธฟรีด์...ขอบคุณสวรรค์...

ลีชาบาดเจ็บมาก รีบให้นางเข้าไปพักข้างในเถอะขอรับ เด็กหนุ่มเตือน แล้วก็รีบตามหมอมาดูอาการนางด้วย

ชายวัยกลางคนหลีกทางให้เขา แต่ภรรยากลับกวาดมองร่างที่ซบไหล่เด็กหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

พ่อหนุ่ม ให้ลีชาไปพักรักษาตัวที่บ้านเจ้าก่อนได้ไหม...อย่างน้อยสักสองสามวัน

อาเมียร์กะพริบตาอย่างงุนงง

แม่เจ้ารู้เรื่องยา...ให้ลีชาอยู่ใกล้ๆ นางคงดีกว่า พวกเราไม่มีความรู้ด้านนี้เลยนางอ้าง อีกอย่าง ดูแลเด็กเล็กคนเดียวก็หนักแย่แล้ว

เด็กหนุ่มแย้งว่าแม่ไม่ได้เก่งเพียงนั้น ผลพลอยได้จากการเป็นภรรยานักรบทำให้ท่านรู้เรื่องปฐมพยาบาลหรือรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จริง...แต่ไม่เคยร่ำเรียนถึงขั้นจะเรียกได้ว่าเป็นหมออะไรก็ตาม มีแต่พวกชาวบ้านที่คิดไปเองว่าคนรู้หนังสือน่าจะรู้วิชาแพทย์เสียด้วย เวลาตามตัวหมอคนเดียวในหมู่บ้านไม่ได้ หรือหมอตัวจริงมีธุระยุ่งอยู่จึงวิ่งมาที่บ้านเขาแทนเป็นประจำ

แต่อย่างน้อยบ้านเจ้าก็อยู่ใกล้ร้านหมอมากกว่า หากนางเป็นอะไรขึ้นมากะทันหันจะช่วยได้ทันกว่านะ แม่ของเกล็นยังให้เหตุผล ทั้งๆ ที่บ้านของทั้งสองก็อยู่แทบติดกัน ส่วนก็อธฟรีด์ให้อยู่ที่นี่ก่อน แม่อาการหนักขนาดนี้คงดูแลไม่ได้หรอก

เด็กน้อยร้องไห้ขึ้นมาในขณะนั้น

อาเมียร์รู้สึกเหมือนลีชาสะดุ้งน้อยๆ และเหลือบไปทางลูกอย่างเป็นห่วง นั่นเป็นปฏิกิริยาเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่...

เอ...ผ้าอ้อมก็ไม่เปียก นี่คงหิวนม...เดี๋ยวย่าอุ่นนมแพะให้กินนะ เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนแม่ของเกล็นชักพูดเองเออเอง ลีชา เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ไปพักรักษาตัวเถอะ ข้าจะดูแลก็อธฟรีด์ให้เองพูดจบ หญิงวัยกลางคนก็อุ้มทารกน้อยเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไรอีก

พ่อของเกล็นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมศีรษะน้อยๆ เหมือนขออภัย แล้วจึงกลับเข้าบ้านไปอีกคนหนึ่ง

 

ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับอาเมียร์ นอกจากพาเด็กสาวกลับมาที่บ้านของตน

แม่บอกให้พาลีชาไปนอนพักที่ห้องของเขาก่อนได้ฟังคำอธิบายอย่างรวบรัดเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาจึงมีโอกาสผลัดเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ปลีกตัวไปหลังบ้าน อาเจียนยกใหญ่นอกสายตาของทุกคน หลังจากกลั้นมานานจนปวดศีรษะและตาลายพร่า เขาอาเจียนเสียจนน้ำตาไหล และสิ่งที่ออกมาเหลือเพียงน้ำย่อยเปล่าๆ แต่ภาพสีแดงฉานยังไม่หายจากนัยน์ตา

พออาการทุเลาลง อาเมียร์กลับเข้ามาเห็นแม่พัดหม้อน้ำที่ตั้งไฟอยู่ จึงอาสาเฝ้าหม้อแทนเพื่อให้ท่านเข้าไปช่วยหมอดูแลลีชา ไม่นานแม่ก็ออกมาต้มยาแก้ปวดกับแก้อักเสบไปให้เธอตามคำสั่งของหมอ ก่อนจะเข้าห้องนอนของเขาไปพร้อมกับอ่างน้ำสำหรับเช็ดตัวและถ้วยยาต่างๆ ส่วนเขามานั่งพักที่โต๊ะ และต้องตอบคำถามของน้องสาวทั้งสอง ว่าลีชาคงต้องมารักษาตัวที่บ้านของพวกเขาสักพักหนึ่ง

ท่านอายังคงนั่งเงียบที่หัวโต๊ะ หน้าสำรับอาหารที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง ท่านหยุดรับประทานไปตั้งแต่ตอนที่เขาพาลีชาเข้ามา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นขณะเตรียมของตามคำสั่งของแม่ ส่วนสำรับที่แม่เตรียมให้เด็กหนุ่ม เขายังไม่ได้แตะต้องและไม่มีความอยากกิน ถึงจะเหนื่อยมาทั้งวัน ...อาเมียร์เกรงว่าท้องไส้ของตนจะยังไม่ยอมรับอาหารโดยง่ายในตอนนี้

ภาพร่างบอบช้ำของลีชาที่เหมือนถูกสูบวิญญาณ ทิ้งเพียงเปลือกร่างว่างเปล่าอย่างคราบจักจั่นยังติดตรึงในสำนึก เกล็นตายไปแล้ว...หายไปจากชีวิตของเขาเหมือนใครอีกหลายคน ส่วนเด็กสาวที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาง่ายๆ เป็นกันเองคนนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่รู้จัก

แล้วการช่วยเหลือครั้งนี้จะมีความหมายอะไร...

พวกเขารักษาชีวิตของเชลยทุกๆ คนได้ แต่สำหรับลีชาดูจะสายเกินไป เธอต้องสูญเสียสามี ทั้งยังบาดเจ็บหนักอย่างนั้น...

เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว ท่านอาเอ่ยลอยๆ อย่าโทษตัวเองเลย

เบื้องหน้าเด็กหญิงเล็กๆ ทั้งสอง อาเมียร์ได้แต่ถอนใจยาว เขารู้ว่าไม่ควรโทษตนเอง ท่านอา หรือพวกชาวบ้านที่พยายามกันอย่างเต็มที่ ทุกคนพยายามทำเวลาให้เร็วที่สุดแล้ว ทว่าเหตุร้ายที่มาเยือนกลาสเดลฉับพลันยังเป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคน...หรือบางสิ่ง...ที่ต้องรับผิดชอบ บางสิ่งที่เกี่ยวพันกับความอ่อนแอและทุกข์ภัยของธีร์ดีเรในยามนี้

ความอ่อนแอของอาณาจักรเป็นเรื่องไกลตัวหรือ โจรป่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย...เมื่อเทียบกับการกวาดล้างทั้งอาณาจักรหรือ เขาไม่รู้จะหัวเราะเยาะหรือก่นด่าตนเองที่เคยคิดเช่นนั้น คนตายอาจมีเพียงสาม คนเจ็บหนักมีเพียงหนึ่ง ทว่า...ความจริงยังคงอยู่ว่าจำนวนมากน้อยไม่สำคัญสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นสูญเสีย...เจ็บปวด พวกเขาไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิต เกล็นไม่ใช่ตัวเลข ลีชาก็ไม่ใช่ตัวเลข เสด็จพ่อและประชาชนทั้งอาณาจักรของเขาล้วนไม่ใช่ตัวเลขซึ่งเพิ่มขึ้นในโลกที่มีคนตายทุกวัน...รวมกันเป็นแสนเป็นล้าน ความรู้สึกของเขาไม่ได้มีเพียงตัวเลข...ไม่ใช่เพียงความฝันสีเลือด ไม่ใช่ชื่อที่จะลืมไปได้ง่ายๆ

บางที...ความคิดที่จะลืม และใช้ชีวิตต่อไปเหมือนกับคนเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตนต่างหาก...ที่โง่เขลาที่สุด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น