The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 2 : 1 - ชีวิตใหม่ในแดนเหนือ "ข้าคนหนึ่งไม่ขอราชาที่ทำตัวเหมือนโจรเด็ดขาด"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 429
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ก.ย. 60

บทที่ ๑

ชีวิตใหม่ในแดนเหนือ

 

สี่เดือนก่อน...

ในแดนเหนือ อากาศยามเช้ามืดต้นฤดูใบไม้ผลิเย็นกว่าที่อาเมียร์เคยคุ้น วัวหนุ่มในคอกร้องอุทธรณ์เล็กน้อยเมื่อถูกตามตัวเร็วกว่าปกติ แต่เด็กหนุ่มมีประสบการณ์ดูแลสัตว์มาสามสี่ปีแล้วจึงทำให้มันสงบลงได้ไม่ยาก ไม่นานทั้งสองก็ค่อยๆ เดินไปท่ามกลางผืนดินว่างเปล่าล้อมรั้วไม้หยาบๆ มีคันไถหนักอึ้งคั่นกลางระหว่างคนกับวัว กรีดพลิกหน้าดินเป็นทางยาว

ความคิดของมนุษย์หลังคันไถก็ดูจะพลิกผัน ให้สิ่งเก่าๆ ที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เผยขึ้นมา

โดยเฉพาะเรื่องของฝันสีเลือด

กระทั่งคืนแรกที่ได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ เขายังไม่วายสะดุ้งตื่นด้วยฝันร้ายเหมือนที่เคยเป็นบ่อยครั้ง การสูญเสียของเจ้าชายทัมมุซยังคงหมุนเวียนต่อไป ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า

...แล้วข้าจะลืมได้อย่างไร...

ตื่นเช้านะ เสียงห้าวๆ ฉุดเด็กหนุ่มจากห้วงความคิด อาเมียร์หันขวับ พบชายอีกคนยืนพิงรั้วไม้นอกเขตไร่ของบ้านเขา ข้างกายมีลาบรรทุกไม้ฟืนบนหลัง แสงสว่างรำไรทำให้เขามองออกเพียงอีกฝ่ายดูจะมีร่างสูงใหญ่กำยำกว่าและมีผมสีอ่อนกว่าเขามาก

สวัสดี เด็กหน่มทักตอบ ข้ากลัวจะเพาะปลูกไม่ทัน เลยรีบทำงานหน่อย

ทันถมไป ไร่ข้ายังไม่ได้ไถเลย อีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะ ได้ยินว่าครอบครัวเจ้าอพยพมาจากทะเลทรายหรือ

ใช่

ข้าชื่อเกล็น บ้านอยู่ตรงนี้เอง คนพูดชี้ไปทางหลังคามุงฟางที่เห็นไม่ไกล พ่อบอกว่าคนซื้อกระท่อมกับไร่ของเฒ่าฟินน์เพิ่งมาเมื่อวาน แต่ยังไม่ทันได้มาทักทาย

ข้าชื่ออาเมียร์ คนตอบนิ่งนึกครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสริม ยินดีที่ได้รู้จัก

เวลาแนะนำตัว ที่นี่เขาจับมือกัน เกล็นยื่นมือข้างหนึ่งข้ามเหนือรั้ว

อ้อ เด็กหนุ่มต่างถิ่นเพิ่งระลึกได้ แต่มือข้าเปื้อนดิน

ข้าเพิ่งไปตัดไม้มา มือก็เลอะเหมือนกัน อีกฝ่ายตอบยิ้มๆ ก่อนจะเช็ดมือกับชายเสื้ออย่างง่ายๆ

อาเมียร์จึงเช็ดมือเช่นกันแล้วเดินไปที่รั้ว เขาจึงได้พบว่าที่จริงความสูงของทั้งสองไม่ต่างกันมาก แต่เกล็นดูกำยำกว่าจริง ผิวที่คงเคยขาวจัดของเด็กหนุ่มชาวกลาสเดลคงเกรียมแดดจนเป็นสีออกแดงเพราะมันดูไม่สว่างตัดกับผิวของอาเมียร์มากนัก แต่เกล็นมีผมสีฟางและตาสีฟ้าสว่างแบบคนเหนือที่มีทั้งสีผมและสีตาหลากหลาย ผิดกับชาวอาณาจักรทางใต้ที่มีผิวขาวเหลืองซึ่งมักกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนเมื่อถูกแดดบ่อยครั้ง ผมสีดำสนิท และตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ทุกคนในบ้านของอาเมียร์เป็นเช่นนั้น เว้นเพียงแม่ที่มีนัยน์ตาสีอำพันแปลกตากระทั่งกับคนอาณาจักรเดียวกัน

มือของเกล็นใหญ่หนาและสากกร้านกว่าเขามาก เด็กหนุ่มจึงโล่งอกเมื่ออีกฝ่ายไม่ทักเรื่องมือที่ค่อนข้างบาง และนิ้วยาวเรียวของตน ซึ่งหากพิจารณาร่วมกับผมยาวเกือบกลางหลังที่เขารวบมัดไว้ ก็ยิ่งขับให้เค้าหน้าค่อนไปทางผู้หญิงขึ้นอีก

ว่าแต่ลุกมาทำงานเสียแต่เช้านี่ กินข้าวหรือยัง

ยัง อาเมียร์สั่นศีรษะ แล้วก็เริ่มขัดเมื่ออีกฝ่ายคลี่ห่อผ้าซึ่งผูกไว้ที่เอว เผยให้เห็นขนมปังก้อนกลมหนาแต่ข้าไม่หิว...ไม่เป็นไรหรอก

ที่บ้านข้ายังมีอีก ที่จริงตอนเช้าเรากินพร้อมกันทั้งบ้าน แต่เมียข้าเห็นข้าลุกมาทำงานแต่เช้า เลยแบ่งมาให้รองท้องก่อน เกล็นพูดพลางบิขนมปังก้อนใหญ่กว่าฝ่ามือออกเป็นสองส่วน แล้วส่งครึ่งหนึ่งให้เด็กหนุ่มผมสีดำที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ ...เพราะอีกฝ่ายดูอายุไม่มากไปกว่าเขาเลย

...เจ้าแต่งงานแล้ว?

ฮื่อ เด็กหนุ่มผมสีฟางพยักหน้า ตอบรับราวกับนั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด เจ้ายังไม่แต่งหรือ

อะ...เอ้ออาเมียร์รีบพยักหน้า

อ้าว! แล้วเมียเจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่า เมื่อวานข้าได้ยินว่าไม่เห็นจะมี

คำพูดนั้นทำเอาเด็กหนุ่มผมดำแทบสำลักขะ...ข้ายังไม่ได้แต่งงาน

แต่เจ้าพยักหน้า...อ้อ เกล็นยิ้มแห้งๆ ด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกได้ แปลว่าไม่สินะ

ข้า...เอ้อ...ยังไม่ชินกับการตอบคำถามปฏิเสธแบบธีร์ดีเร อาเมียร์รับ ...ตั้งแต่มาที่นี่ เขาต้องเตือนตนเองอยู่เสมอว่าต่อให้เป็นคำถามปฏิเสธ การตอบรับหรือปฏิเสธของคนที่นี่ก็ไม่ต่างจากเวลาเป็นคำถามปกติ

อันตรายนะนั่น เด็กหนุ่มธีร์ดีเรหัวเราะ เอาเถอะ เดี๋ยวอยู่ๆ ไปก็ชินเอง เจ้าอายุเท่าไร

เพิ่งสิบเจ็ดเมื่อต้นฤดูนี้

เท่ากับข้าพอดี เอ้านี่ เขายัดเยียดขนมปังใส่มือของเด็กหนุ่มผมดำจนได้ อาเมียร์เลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลองกัดไปคำหนึ่ง

เขาไม่หิว แล้วก็ยังไม่ชินกับขนมปังที่ทำจากแป้งหมักให้ขึ้นฟูของคนเหนือนัก แต่ขนมปังนั้นจัดได้ว่ารสดีทีเดียว แป้งข้างนอกกรอบน้อยๆ แต่เนื้อข้างในมีความเหนียวไม่แห้งแข็งจนเกินไป

เป็นอย่างไรบ้าง

อร่อยมาก เด็กหนุ่มชมจากใจจริง ภรรยาเจ้าทำอาหารเก่งหรือ

เก่งสิ พูดไปจะหาว่าคุย แต่จะเลือกผู้หญิงที่นี่ต้องดูขนมปังที่นางทำ คนเฒ่าคนแก่เขาว่ากันมาอย่างนั้น เกล็นยืนพิงรั้ว กินขนมปังส่วนของตนไปพลางเอ่ย ส่วนผู้ชาย...อ้อ ไม่เป็นไรอยู่แล้ว เขยรู้หนังสือใครจะไม่ต้องการ

อาเมียร์ชะงักไปอีกครั้ง เจ้ารู้ได้อย่างไร

ก็เมื่อวานมีคนเห็นเจ้าขนหนังสือเข้าบ้านเป็นตั้ง ในบ้านนอกแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ หรอก เด็กหนุ่มผมฟางพูดคำว่า บ้านนอก ด้วยเสียงธรรมดาๆ ราวกับไม่รู้สึกว่านั่นเป็นคำดูถูกแต่อย่างใด เขยรู้หนังสือ ใครๆ ก็อยากได้ ยิ่งทั้งรูปหล่อมีน้ำใจอย่างเจ้าละก็นะ

อาเมียร์เพิ่งนึกได้ เมื่อวานตอนขนของเข้าบ้าน ชาวบ้านที่อาสามาช่วยขนของยังถามว่าหนังสือเหล่านั้นเขียนว่าอะไร พอเขาอธิบายเนื้อหาของหนังสือเก่าแต่ละเล่มซึ่งมักเป็นหนังสือประวัติศาสตร์หรือตำราการปกครองต่างๆ ก็ได้รับสีหน้าทึ่งระคนงุนงงเป็นการตอบแทน ชายคนนั้นบอกว่าหนังสือเป็นของยาก โดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่ตำนานหรือบทสวดซึ่งท่องจำปากเปล่าได้ ซ้ำชมว่าเด็กหนุ่มฉลาดมากที่เข้าใจ ครั้นอาเมียร์ออกตัวว่าถ้าได้เรียนเช่นกัน คนถามก็อ่านเข้าใจได้เหมือนกับเขา อีกฝ่ายก็สั่นศีรษะ ยิ้มเฝื่อนๆ เหมือนไม่เชื่อ ราวกับจัดเขาเป็นคนอีกประเภทหนึ่งแค่เพราะอ่านหนังสือออก

ว่าไปเขาก็สงสัยว่าตนใช้เวลาหัดเรียนภาษาของแดนเหนือนานเท่าใดกัน ไยจึงพูดและอ่านได้คล่องแคล่วไม่ต่างจากภาษาของแดนทะเลทราย แต่ช่างเถอะ อ่านได้คล่องก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ

แต่ข้าเป็นคนต่างถิ่น...ไม่สิ...เป็นคนต่างชาติด้วยซ้ำ เขาไม่ถือกันหรือ

แล้วเจ้าถือหรือ เกล็นกลับย้อนถาม ว่าจะแต่งงานกับคนชาติเดียวกันเท่านั้น

เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป ด้วยคำนั้นยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่มีชาติ และคงไม่มีคนร่วมชาติเหลืออยู่อีกนอกจากคนในครอบครัว เขารีบสั่นศีรษะเมื่อตั้งสติได้

ข้าไม่ได้ชอบใคร...ตอนนี้

แต่เจ้าก็อายุตั้งสิบเจ็ด น่าจะคิดเรื่องมีครอบครัวได้แล้ว

ตั้ง สิบเจ็ดของเกล็นเท่ากับ แค่ สิบเจ็ดตามมาตรฐานของท่านอากับแม่ ใช่ว่าเขาอยากรีบแต่งงาน เป็นสามีตั้งแต่อายุเท่าเกล็น เขารู้ว่าตนเองยังไม่พร้อม แต่บางครั้งก็อยากให้พวกท่านยอมรับว่าเขาโตแล้ว และอนุญาตให้เขาทำอะไรมากกว่านี้บ้าง

แต่ข้าอยากทำอะไรเล่า อาเมียร์อดตั้งคำถามในใจไม่ได้...ก่อนที่เสียงของหญิงคนหนึ่งจะดังขึ้น

เกล็น! มาอยู่นี่เอง! แม่ให้ข้ามาตาม

อาเมียร์หันไปพบใครอีกคนเดินเข้ามาพวกเขา เด็กสาวน่าจะอายุประมาณสิบห้าสิบหก ผมสีทองสว่าง ดวงหน้างดงามสดใส ร่างเล็กบอบบางสวมชุดหญิงชาวบ้านธรรมดาทั้งเสื้อตัวในสีขาว เสื้อนอกสีเลือดหมู กระโปรงสีน้ำตาลเข้มและผ้ากันเปื้อนค่อนข้างเก่า เธออุ้มเด็กทารกคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน เส้นผมอ่อนของเด็กน้อยเป็นสีฟางเหมือนของเกล็น

ลีชา นี่ไง หนุ่มรู้หนังสือที่เจ้าพูดถึงเมื่อวาน เกล็นหันไปบอกเธอ ก่อนจะหันกลับมาทางอาเมียร์อีกครั้ง นี่เมียข้าเอง ชื่อลีชา แล้วนี่ลูกชายของเรา ก็อธฟรีด์

ยะ...ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าชื่ออาเมียร์ เด็กหนุ่มผมดำรีบพูด แม้จะแปลกใจมากที่อีกฝ่ายกลายเป็นพ่อไปแล้ว ทั้งๆ ที่อายุพอๆ กับตนเท่านั้นเอง

เราเพื่อนบ้านกัน มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ลีชายิ้มรับอ่อนๆ และเอ่ยง่ายๆ

ครั้นเด็กหนุ่มรับว่าขอบคุณ เด็กสาวก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเล

เจ้าอ่านหนังสือได้จริงๆ หรือ

ใช่อาเมียร์พยักหน้า

แล้วถ้ารู้หนังสือ ทำไมไม่ไปหางานทำในเมืองล่ะ ได้ยินว่าตอนนี้ท่านเจ้ามณฑลต้องการคนรู้หนังสือมากๆ อยู่ด้วย

ใช่ว่าอาเมียร์ไม่เข้าใจ เมืองใดที่เขาเคยไปล้วนเห็นคนรู้หนังสือมีเกียรติและทำงานสบายกว่างานใช้แรงงานหรือกสิกรรม ถึงแม้จะไม่อาจเลื่อนฐานะขึ้นเป็นชนชั้นขุนนางในธีร์ดีเรซึ่งสืบทอดทางสายเลือดหรือการแต่งงานตามกฎหมาย ชีวิตของผู้รู้หนังสือที่เป็นคนติดตามขุนนางก็ยังจัดว่าสบายและมีหน้ามีตาพอสมควร

อย่างไรก็ดี เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เคยสอนเขาว่างานสุจริตใดที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่ของประชาชนล้วนแต่มีเกียรติและความสำคัญในแบบของมันทั้งสิ้น ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ล้วนต้องพึ่งพากันและกันเพื่อมอบสิ่งที่ตนทำได้ และรับสิ่งที่ตนขาด สังคมจึงจะดำรงอยู่ด้วยดี ถึงแม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ลำบากอยู่บ้าง เด็กหนุ่มก็ไม่คิดว่าตนดูถูกการเป็นชาวไร่ชาวนา และเพราะตอนนี้ยังไม่พบงานที่อยากทำจริงๆ จึงได้เลือกคำตอบที่ง่ายที่สุด

ไม่ละ ข้าชอบทำไร่มากกว่า

ลีชายิ่งมองเขาอย่างแปลกใจแกมสงสัย แต่เธอก็ไม่พูดต่อเรื่องนั้นและถามอย่างจริงจังแทน

งั้น...ถ้ามีเวลาว่าง เจ้าสอนหนังสือให้ลูกข้าได้ใช่ไหม

อะไรกัน ลีชา เกล็นพูดกลั้วหัวเราะขึ้นมา ลูกเรายังแค่หกเดือน จะจองตัวครูสอนกันตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือ

ข้าพูดจริงนะ เกล็น เด็กสาวตอบขึงขัง ต้องให้รู้หนังสือตั้งแต่เนิ่นๆ สิ แกโตขึ้นมาจะได้ย้ายเข้าเมือง หางานดีๆ ทำ ไม่ต้องลำบากเหมือนกับข้า

เด็กหนุ่มผมสีฟางยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็เงียบไปพร้อมกับลูบศีรษะของลูกชายตนอย่างห่วงใย

ถ้าจะให้ข้าสอนจริงๆ ข้าก็ยินดี เด็กหนุ่มตอบแม้จะนึกขันอยู่บ้าง ว่ากว่าลูกวัยเพิ่งหัดคลานของอีกฝ่ายจะมาเรียนกับเขาได้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรือที่จริง...ให้แม่ข้าสอนให้ก็ได้ ก็อธฟรีด์น่าจะเรียนร่วมกับน้องคนเล็กของข้าได้

ครั้งนี้ เด็กสาวมีสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเด็กหนุ่มอ่านหนังสือออกเสียอีก

แม่เจ้าก็เขียนหนังสือได้หรือ เห็นว่าผู้หญิงที่รู้หนังสือน่ะ...มีแต่ลูกสาวขุนนางเท่านั้นนะ

เมืองเก่าของข้าไม่เหมือนที่นี่ เขาไม่ถือถ้าผู้หญิงจะรู้หนังสือ แม่ข้าเลยได้เรียนมาอาเมียร์รีบกลบเกลื่อน

อ้อ... เด็กสาวรับแล้วก็เปรย ดีนะ ที่จริงถ้ารู้หนังสือก็ไม่เห็นต้องทำไร่อย่างนี้เลย คนรู้หนังสือทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง พวกขุนนางก็อยากว่าจ้าง เป็นชาวไร่ไม่มีความรู้สิลำบาก ต้องนั่งรอฝนฟ้าฤดูกาล เกิดน้ำแล้งน้ำท่วมแมลงลงขึ้นมาก็มีแต่หมดตัว

เกล็นพยักหน้าสนับสนุนคำของภรรยา นัยน์ตาสีฟ้าของเด็กหนุ่มเจือความเศร้าบางอย่าง

แต่ได้ยินว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ดี ไม่ค่อยมีภัยธรรมชาติ พืชผลน่าจะงามไม่ใช่หรืออาเมียร์แย้ง

ก็ดีอยู่ แต่พ่อค้ากดราคา แล้วช่วงนี้ตามหมู่บ้านเล็กๆ ก็ไม่ค่อยปลอดภัยด้วย เกล็นพูดมาถึงตอนนี้ก็ลดเสียงลง ตั้งแต่เรื่องคราวนั้น

เรื่องอะไรหรือ เด็กหนุ่มผมดำทวนคำอย่างสงสัย

ก็...เรื่องฆ่าพระราชาน่ะ เกล็นเอ่ยเบาแทบเป็นกระซิบ

อา... อาเมียร์รับในคอ

เหตุการณ์ซึ่งนำมาสู่เรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตเสียจนย่อมไม่มีใครในอาณาจักรไม่รู้ เว้นเพียงเด็กอ่อนวัยหรือคนเฒ่าฟั่นเฟือน ชาวธีร์ดีเรคงบอกว่าเหตุการณ์แรกสุดนั้นคือ การลอบปลงพระชนม์อันอุกอาจ ...ทว่าอาเมียร์คิดว่าที่ถูกต้องควรเป็น การสังหารหมู่

สิบห้าปีก่อน ธีร์ดีเรทำลายชาวเผ่าอัสลาน เผ่าคนร่อนเร่บนหลังม้าซึ่งตั้งรกรากอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักร เพื่อผนวกดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของชาวเผ่าเข้ามาเป็นของตน

ทุ่งสังหารนั้นเองที่กลายมาเป็นภาพทิวทุ่งอุดมสมบูรณ์ในความทรงจำระหว่างเดินทางของอาเมียร์ ก่อนถึงกลาสเดล หมู่บ้านกสิกรรมในมณฑลชอร์ซา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ราบของเผ่าอัสลานที่ถูกกวาดล้างนัก

เด็กหนุ่มย่อมรู้ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องน่าสะอิดสะเอียนและเจ็บปวดเพียงไร...ในเมื่อตัวเขาเองรอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ที่ไม่ต่างกัน ทว่าหนังสือ ‘ประวัติการครองราชย์ของพระราชาแห่งธีร์ดีเร’ เล่มเก่าคร่ำคร่าซึ่งเขาได้มาในราคาถูกนั้นได้ให้เหตุผลไว้ชัดเจนว่าเผ่าอัสลานจำต้องถูกกวาดล้างเพราะเป็นเผ่านอกรีตมีอำนาจจำแลงกายเป็นสัตว์ป่า อีกทั้งเป็นภัยคุกคามต่ออาณาจักร เนื่องเพราะพวกเขามักเข้าปล้นหมู่บ้านและขบวนสินค้าของชาวธีร์ดีเรอยู่เนืองๆ ทั้งยังยึดครองที่ดินกว้างใหญ่แค่เพื่อร่อนเร่ไร้หลักแหล่งโดยไม่ทำให้พืชผลงอกเงย

นั่นฟังดูสมเหตุสมผล แต่ก็เป็นเช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ทั่วไป คือแปรเปลี่ยนไปตามแต่ฝ่ายใดจะเป็นผู้เขียน

แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จะเป็นเช่นไร ชาวอัสลานมากมายก็ถูกเข่นฆ่าเป็นใบไม้ร่วง และอีกสิบสองปีต่อมา ขบวนเสด็จแปรพระราชฐานของพระราชวงศ์ธีร์ดีเรก็ถูกผู้รอดชีวิตจากเผ่าอัสลานโจมตี ราชา ราชินี กับเจ้าชายรัชทายาทถูกปลงพระชนม์ เหลือเพียงเจ้าหญิงองค์เล็กที่ยังอายุน้อยอยู่ภายใต้การดูแลของผู้สำเร็จราชการ รอพิธีสยุมพร หรือพิธีเลือกพระคู่ เพื่อเสกสมรสกับผู้ที่มีคุณสมบัติคู่ควรเป็นราชาองค์ต่อไป

อาเมียร์ไม่รู้จะคิดอย่างไรดีกับเหตุการณ์ทั้งหมดนอกจากตั้งคำถาม ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี การฆ่าฟันล้างแค้นไปมาก็ยังมีไม่เปลี่ยนเลยหรือ

หลังจากนั้นโจรป่าก็เยอะขึ้น เกล็นบอกว่าถ้าเป็นไปได้ยังอยากหางานในเมือง แล้วพาข้ากับลูกไปอยู่ด้วยเลย ถ้ามีโอกาสจะได้ให้แกเรียนหนังสือ แกจะได้ทำงานที่ดีกว่านี้เด็กสาวคงเห็นสีหน้ากังวลของอาเมียร์ จึงรีบเสริมแต่โจรป่ามันจะปล้นหมู่บ้านรอบๆ นอกมากกว่า ไม่เคยมาถึงที่นี่ ก็คงไม่มีอะไรหรอก

เกล็นพยักหน้ารับและเปลี่ยนเรื่องพูดทันควัน คงตั้งใจจะให้ทั้งสองรื่นเริงขึ้น ว่าไป เจ้ารู้เรื่องพิธีเลือกคู่ของเจ้าหญิงไหม

พิธีสยุมพรน่ะหรือ ก็ได้ยินว่าจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ เด็กหนุ่มต่างถิ่นรับ

เขาพบว่าบรรยากาศโดยรวมของธีร์ดีเรในอีกสามปีหลังการลอบปลงพระชนม์ห่างไกลจากคำว่าสลดหดหู่ แม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าครึกครื้นรื่นเริงเป็นพิเศษ กับ งานมงคล ที่ใกล้มาถึง พ่อค้าที่ครอบครัวของเขาขอติดขบวนมายังธีร์ดีเรเคยเล่าให้ฟังเสียละเอียดว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ รัชทายาทองค์สุดท้ายที่รอดชีวิตมาบัดนี้มีพระชนมายุสิบหกชันษา ปีหน้าก็สมควรแก่การเสกสมรสกับพระคู่หมั้นซึ่งมาจากชนชั้นขุนนางที่มีวัยและชาติตระกูลเหมาะสม และผ่านการทดสอบด้านต่างๆ ทั้งสามประการ

เริ่มจากการสอบข้อเขียนว่าด้วยหลักการปกครองในฤดูหนาวนี้ ผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียนจึงได้เข้ารับการทดสอบการรบจำลองในขั้นต่อไป หากผ่านอีกจึงเข้าสู่ขั้นที่สามและขั้นสุดท้ายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เป็นการประลองตัวต่อตัวในสนามประลองของวังหลวง แทนที่งานประลองในเทศกาลเก็บเกี่ยวซึ่งงดเว้นมานานตั้งแต่ราชาสวรรคต งานประลองนี้สำคัญใหญ่โต บรรดาพ่อค้าจึงหมายตาพื้นที่ดีๆ ในจัตุรัสกลางเพื่อออกร้านในงานประลองและงานสมโภชหลังจากนั้นกันล้นหลาม กระทั่งต้องรีบเดินทางมาจองข้ามปี จะได้ไม่ถูกตัดหน้าจนพื้นที่เต็มเสียก่อน

เจ้าอยากให้ใครชนะเกล็นตั้งคำถาม

ข้ายังไม่รู้จักใครเลย จะถือข้างใครได้เล่า อาเมียร์แย้ง

ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยข้าภาวนา อย่าให้เป็นลูกเจ้ามณฑลของเราแล้วกัน อีกฝ่ายบอกง่ายๆ ใช่ว่าข้าไม่รักมณฑลของเรา...แต่ได้ข่าวเรื่องลูกท่านแล้วสงสารเจ้าหญิง ถึงอย่างไรลูกขุนนางคนอื่นๆ ก็คงดีกว่าอยู่แล้ว ใครจะชนะก็สุดแท้แต่องค์สุริยเทพลูคเถอะ

ลูกเจ้ามณฑลชอร์ซามีอะไรหรือ

รายนั้นน่ะ คนอธิบายพ่นลมหายใจ เป็นถึงนายอำเภอ แต่ชอบทำกร่างไม่เกรงใจใคร ถูกใจลูกสาวบ้านไหนก็ใช้ทั้งเงินทั้งอำนาจเอาตัวมาให้ได้ พอเบื่อแล้วก็ทิ้งขว้าง ลองนึกภาพคนแบบนั้นเป็นราชาดูสิ

อาเมียร์โคลงศีรษะ เขาไม่รู้ว่าเกล็นไปได้ยินเรื่องแบบนี้มาจากไหน เชื่อถือได้มากเท่าไร เพราะการปล่อยข่าวลือโจมตีคู่แข่งทางการเมืองมีอยู่เสมอ แต่ลองคนบอกเป็นคนซื่อๆ ซ้ำเป็นชาวมณฑลชอร์ซาเสียเองก็มีโอกาสเป็นความจริงมากอยู่

ข้าคนหนึ่งไม่ขอราชาที่ทำตัวเหมือนโจรเด็ดขาด ทุกวันนี้เราก็โดนโจรป่ารังควานมามากพอแล้ว

อาเมียร์รับในคอเบาๆ เขาเข้าใจดีว่าอาณาจักรที่ไร้ผู้ปกครองสูงสุดอาจระส่ำระสายได้เพียงไร แต่ธีร์ดีเรยังนับว่าพบเคราะห์ภัยน้อยกว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนมากไม่ใช่หรือ ปัญหาที่เกล็นพูดถึงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย...เมื่อเทียบกับทัพข้าศึกมหาศาลที่กวาดล้างทั้งอาณาจักร

หากมีราชาที่มีความสามารถและเข้มแข็ง ธีร์ดีเรน่าจะกลับมั่นคงขึ้น และโจรป่าลดลงในไม่ช้า ผู้จัดการทดสอบย่อมรู้ว่าต้องวัดคุณธรรมและสอบประวัติของผู้เข้าทดสอบเช่นเดียวกับความรู้ความสามารถ คงไม่ปล่อยให้ขุนนางที่ได้ชื่อว่าชอบข่มเหงชาวบ้านหรือมักมากเรื่องผู้หญิงได้ครองบัลลังก์

เรื่องทั้งหมดนี้ห่างไกลเขานัก ไกลกันจนเป็นคนละโลก ยามนี้เขาเป็นเพียงชาวไร่ ทำได้เพียงเฝ้ามองชนชั้นปกครองอยู่ห่างๆ เหมือนเกล็นกับลีชา มีหน้าที่แค่ปกป้องดูแลครอบครัว สร้างความสุขให้ครอบครัวตามอัตภาพเท่านั้น

เอาเถอะ ไม่ว่าใครจะได้เป็นราชาคนใหม่ คงมีแต่สุริยเทพเท่านั้นที่รู้ เกล็นพูดง่ายๆ ก่อนจะส่งยิ้มและยื่นมือให้กับเขาอีกครั้ง หวังว่าเจ้าคงชอบกลาสเดลของเรานะ อาเมียร์

ฮื่อ อาเมียร์ยิ้มรับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เขาพบเป็นคนแรกในกลาสเดล...หมู่บ้านเล็กๆ ในอาณาจักรธีร์ดีเร

ตอนนั้น เขาไม่รู้เลยว่าความสุขช่างเปราะบาง และขึ้นอยู่กับชะตากรรมของอาณาจักรที่ตนไม่อาจควบคุมแม้แต่น้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #88 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 03:47

    บรรยากาศในเรื่องดีมากครับ ดูมีเรื่องราวในตัวเอง

    #88
    0
  2. #26 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 02:10
    ภาษาสละสลวยค่ะ

    ชอบที่คนสองคนมาคุยกันแล้วมีมุมมองโลกต่างกันคนละแบบเลย
    #26
    1
    • #26-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 2)
      7 ตุลาคม 2560 / 20:45
      ขอบคุณมากค่ะ ^^
      #26-1
  3. #1 Pankkie (@pankkie) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 20:51
    ตามมารออ่านค่ะ กะว่าจะตามอ่านใหม่หมดไปเรื่อยๆ เพราะเริ่มลืมไปแล้วเหมือนกันค่ะ ดีใจที่พี่กลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อนะคะ เย่
    #1
    1
    • #1-1 Anithin (@Anithin) (จากตอนที่ 2)
      17 เมษายน 2560 / 21:27
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ TwT ยังไงก็เป็นเรื่องที่คิดว่าอยากสานต่อให้จบเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เรื่องนี้
      #1-1