The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 25 : 24 - คุกกรงน้ำ "คิดจะทำอะไรข้าอีก"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    9 ส.ค. 60

บทที่ ๒๔

คุกกรงน้ำ

 

เสียงกรีดร้องอื้ออึง...กลิ่นคาวของเลือด...สีดำของความมืด....

สีดำของความมืด...ร่างของเสด็จพ่อที่มีผิวซีดเผือดทอดบนแท่นหินยาว...นิ่งไม่ไหวติงประหนึ่งคนตาย...

ความมืด... แผ่นหลังที่มีรอยแผลยับเยินของแม่...กองซากศพบนพื้นทราย...เลือดที่ย้อมเม็ดทรายใต้แสงแดงฉานแห่งสนธยา...

ความมืด...แผ่นหลังของใครสักคนที่เขารู้จัก...เฟย์ลิมหรือ...รอยยิ้มอ่อนๆ ของชายหนุ่ม...เสียงประหลาดเหมือนถุงหนังใส่น้ำตกแตกกระจาย...เลือดที่พวยพุ่งเป็นน้ำพุ...รอยแผลปริแตกน่าสยดสยองที่คอ...เฟย์ลิมล้มลงกับพื้นเหมือนหุ่นชักที่ถูกตัดสาย...นัยน์ตาเบิกกว้างไร้แวว...

ความมืดอีกครั้ง...ที่ใดสักแห่งซึ่งดูเหมือนอาคารก่อด้วยหินทราย...นาสิราตัวน้อยสวมชุดเมื่อตอนอยู่ทะเลทราย กำลังร้องไห้ข้างๆ เตียง...บนเตียงมีแม่นอนหลับอยู่...ผิวซีดขาว...ผมดำแผ่สยายบนหมอน...ความอึดอัดที่คอ...ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของใครคนหนึ่ง...ชายชราผมขาว...ตาสีน้ำเงิน...เยียบเย็นเหมือนประกายเหล็ก...แขนยื่นตรงมาข้างหน้าแต่ไม่เห็นมือ...ความอึดอัดที่คอทวีขึ้น...ลมหายใจแทบขาดห้วง...นัยน์ตาของชายชราสะท้อนภาพอีกใบหน้าหนึ่ง...ใบหน้าของเด็กชายที่เพิ่งเข้าวัยรุ่น...ผมสีดำยาวสยาย...นัยน์ตาหรี่อย่างเจ็บปวด

...ใบหน้าของเขาเอง...

อาเมียร์สูดหายใจเฮือกใหญ่ อากาศเย็นชื้นทำให้ศีรษะของเขายิ่งปวดหนึบ ซ้ำร้ายในหูมีแต่เสียงสาดซ่าอื้ออึง และร่างกายเย็นเยือกแทบเข้ากระดูก

ใช้เวลาครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มจึงรู้ว่าตนกำลังนอนตะแคงบนพื้นแข็งซึ่งเย็นเฉียบเป็นจุดๆ ที่ข้อมือข้อเท้ามีของหนักถ่วง พอขยับดูก็ได้ยินเสียงเหล็กกระทบกัน

...นี่มันอะไร...

เขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเส้นยาวสีดำ...เรียงเป็นแนวนอน...ตัดกับสีเทามัวและสีขาว ครั้นลุกขึ้นนั่ง ก็พบว่าที่จริงมันเป็นแนวตั้ง เรียงรายล้อมพื้นวงกลมสีดำสลับน้ำตาลรอบตัว เป็นซี่ลูกกรงเหล็กกล้าของกรงทรงกระบอกซึ่งมีรัศมีพอให้เขานอนเหยียดยาวได้ พื้นและเพดานกรงปูด้วยไม้บนโครงเหล็ก เนื้อไม้ค่อนข้างมีอายุและผุไปแล้วบางส่วน กระนั้นยังคงดูทนทาน

อาเมียร์งุนงงอยู่อีกสักพักจึงค่อยนึกได้ว่าตนคงอยู่ในห้องขัง ถึงมันจะมีหน้าตาพิลึกพิลั่นไปสักหน่อย ไม่ช้า เขาก็เห็นชัดว่าข้อมือข้อเท้าของตนสวมตรวนเหล็กหนาทึบแข็งแรง เพดานกรงเตี้ยจนต้องค้อมหลังน้อยๆ เวลายืน พื้นกรงไหวส่ายไปมาขณะที่เขาก้าวไปยังขอบกรงตรงหน้าซึ่งมีพื้นหลังเป็นสีเทาขาว เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงเมื่อเห็นภาพด้านนอกชัดเจน

สีเทาขาวนั่นคือน้ำตกในถ้ำใต้ดิน น้ำไหลโจนจากที่สูงลงสู่โขดหินเบื้องล่าง ใกล้กรงของเขายังมีกรงแบบเดียวกันแขวนไล่เรียงกันอยู่สามสี่ใบ...ด้วยโซ่เส้นโตซึ่งไม่รู้ว่าทอดสูงขึ้นไปอีกเท่าไร

กรงพวกนั้นว่างเปล่า อาเมียร์ค่อยๆ ก้าวไปที่อีกฟากของกรงก่อนจะมองไปตรงข้ามกับน้ำตก เขาเห็นกังหันวิดน้ำหลายอัน หอคอยไม้สลับซับซ้อน และรอกกลไกเรียงรายซึ่งคงมีไว้ชักดึงกรงเหล็ก

พอมองลงไปข้างล่าง เด็กหนุ่มก็เห็นว่าข้างใต้กรงมีเพียงน้ำเชี่ยวกราก แต่ก่อนลงไปถึงพื้นน้ำยังมียกพื้นไม้ซึ่งดูเหมือนจะมีกลไกให้หมุนไปรองใต้กรงต่างๆ ได้ทีละใบ

ถ้าพูดถึงระบบป้องกันนักโทษหลบหนี ที่ที่เขาเข้าใจว่าเป็นเรือนจำพิเศษในพระราชวังหลวงของธีร์ดีเรดูเหมือนจะไร้ที่ติ แต่ก็เป็นคุกที่ดูซับซ้อน ซ้ำเปลืองทรัพยากรในการสร้างและดูแลไปสักหน่อย

อาเมียร์หัวเราะขื่นๆ เมื่อนึกไปว่าตนคิดอย่างนี้ออกมาได้...ทั้งๆ ที่สถานการณ์ของเขาไม่ได้เหมาะสมที่จะมานั่งวิเคราะห์สถาปัตยกรรมหรือรสนิยมอันแปลกประหลาดของชาวธีร์ดีเรเลย

แกบ้าไปแล้วรึ เสียงขุ่นเขียวดังแทรกเสียงน้ำตก เด็กหนุ่มจึงหันไปเห็นกรงอีกใบแขวนอยู่ด้านที่เขาไม่ได้มองแต่แรก ข้างในมีชาลัวห์ซึ่งถูกจำตรวนเช่นเดียวกัน สีหน้าของอีกฝ่ายบอกอารมณ์บูดได้ที่กว่าทุกครั้ง

คงใช่ อาเมียร์ยักไหล่น้อยๆ เจ้าล่ะ วิญญาณท่านเฟย์ลิมมาหลอกหลอนจนบ้าไปด้วยแล้วหรือยัง

ทะ...ทำเป็นปากดี ขะ...ข้าไม่ยอมเน่าตายที่นี่กับแกหรอก!” ชาลัวห์เข่นเสียง ขะ...ข้าไม่ผิดอะไรทั้งนั้น ดะ...เดี๋ยวท่านพ่อก็ช่วยให้ข้าออกไปได้แล้ว แกนั่นละ...จะถูกเผาทั้งเป็น...โทษฐานเป็นพ่อมดหมอผี ตะ...เตรียมตัวไว้เถอะ!”

เด็กหนุ่มจับได้จากเสียงสั่นของอีกฝ่ายว่านั่นเป็นเพียงข้อแก้ตัว โทสะของอาเมียร์ยิ่งลุกวาบ ที่แท้ชาลัวห์ร่วมมือกับนางแม่มดฆ่าเฟย์ลิมอย่างทารุณเพียงเพราะความละโมบและโอหังอยากเป็นราชาแท้ๆ

อย่ามาทำไขสือ คิดว่าข้าไม่รู้หรือ...ว่าเจ้าร่วมมือกับแม่มดนั่นจริงๆ !”

พะ...เพราะแกชักนำข้าต่างหาก! ที่จริงแกคิดยืมมือข้ากำจัดนาย แต่เกิดผิดแผน...เพราะยายแม่มดนั่นปากสว่างใช่ไหมล่ะ!”

กระทั่งเจ้าก็เชื่อว่าเป็นข้าหรือ เด็กหนุ่มย้อนถาม ขอโทษเถอะ ถ้าข้าวางแผนกำจัดเจ้าจริงๆ เจ้าคงตายไม่รู้ตัวไปนานแล้วด้วยซ้ำ!”

ทำไม...แกจะใช้ใครมาระเบิดคอข้าเหมือนไอ้งั่งเฟย์ลิมหรือไง!”

อาเมียร์หรี่ตาลงอย่างเย็นชาพร้อมกับคิดแวบขึ้นมาว่า...หากเขาทำอย่างนั้นได้จริงคงดีไม่น้อย แล้วถ้าข้าทำได้ล่ะ

ชาลัวห์นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตาโพลง เขายกสองมือขึ้นกุมที่คอของตนพร้อมกับส่งเสียงขัดๆ คล้ายหายใจไม่ออก แล้วล้มลงฟาดพื้นจนกรงแกว่งเอียดอาด

ความโกรธของเด็กหนุ่มผมดำผู้มองอยู่กลับกลายเป็นความประหลาดใจถึงขีดสุด เขาได้แต่มองชาลัวห์ที่กลิ้งเกลือกบนพื้นพลางภาวนาว่าคนตรงหน้าคงไม่ได้กำลังจะตายจริงๆ ใช่ไหม

เคราะห์ดีที่ในที่สุดชาลัวห์ก็หยุดดิ้น เปลี่ยนเป็นงอตัวไอโขลกสลับหอบหายใจแรงๆ ราวกับเพิ่งถูกเค้นคอ

เจ้า...เป็นอะไรไปอาเมียร์ตัดสินใจถาม

ยะ...อย่าฆ่าข้า!” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง อย่าฆ่าข้า! อย่าทำอะไรข้าเลย!”

ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าสักหน่อย

อย่ายุ่งกับข้า! อย่ายุ่งกับข้า! ไอ้...ไอ้ปีศาจ!” ชาลัวห์ตะเกียกตะกายคลานออกห่างจนชิดลูกกรงอีกด้านหนึ่งแล้วก็นั่งกอดเข่าตัวสั่น

เด็กหนุ่มผมดำมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งจึงได้เดินไปที่อีกฟากกรง ทิ้งตัวลงนั่งเช่นกันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

...เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่...

เมื่อครู่ เขาแค่คิดว่าหากฆ่าชาลัวห์ได้ตอนนี้เลยคงดี...ชายหนุ่มก็ทำท่าเหมือนจะขาดใจตายเสียเฉยๆ เมื่อวานตอนไปพูดกับรูอาร์ค...เขาก็ดึงประตูจนกลอนหักโดยไม่รู้สึกเลยว่าตนออกแรงมากอะไรขนาดนั้น คืนหลังจากงานประลองและพิธีหมั้น...เขาก็เดินผ่านทหารยามเข้าไปยังวังชั้นในและพูดกับแอชได้ตามใจนึกโดยที่พวกทหารไม่แม้แต่จะหันมามอง ดูลัสบอกว่าใบแชมร็อคที่ไหม้คามือเขาลงอาคมให้ทำลายตนเองเมื่อผู้มีเวทมนตร์สัมผัส แล้วยังโจรคนแรกที่เขาฆ่า...คนที่ล้มลงตายพร้อมกับเสียงประหลาดในคอ...เหมือนทหารที่แม่มดฆ่าตายต่อหน้าเขาวันนี้

...ทั้งหมดนี้...หมายความว่าเขามีเวทมนตร์หรือ...

เด็กหนุ่มกุมหน้าผาก เขาไม่รู้เลยว่าตนเองมีเวทมนตร์ได้อย่างไร ที่รู้แน่ก็คือเขาบริสุทธิ์ ถึงจะคิดว่าตนเองเป็นเหตุให้เฟย์ลิมต้องตาย...เขาก็ไม่ได้วางแผนฆ่าชายหนุ่ม ไม่ได้ร่วมมือกับชาลัวห์หรือหญิงชราคนนั้น...แม้จะไม่รู้เลยว่าเหตุใดนางจึงเรียกเขาว่า ท่านจ้าว

...หรือเพราะเขาเป็นเจ้าชายทัมมุซ...

หลังจากอาณาจักรล่มสลาย ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ราชินีสิมาริเมสกับเจ้าชายทัมมุซถูกประณามและตราหน้าว่าเป็นบุตรแห่งอสุรเทพหรือจอมปีศาจ ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้มาบ้างว่าทั้งสองยังเป็นที่สักการบูชาของผู้ศรัทธาในอำนาจมืด

แต่แม่มดนั่นถึงกับรู้ได้เชียวหรือ...ว่าเขาคือเจ้าชายทัมมุซตัวจริง...

...แล้วนักบวชชื่อมาดาย...ที่จู่ๆ ก็เข้ามาในห้องไต่สวนเล่า...

อาเมียร์รู้สึกเหมือนเคยพบนักบวชผู้นั้นมาก่อน...แต่ก็นึกไม่ออกแน่ชัด เมื่อครู่เขาคิดว่าตนฝันเลอะเลือนถึงนาสิราในตอนเด็กกว่านี้กับแม่ที่นอนนิ่งบนเตียง...แม่ไม่สบายเป็นอะไรกัน...หรือจะเกี่ยวข้องกับภาพแม่ได้รับบาดเจ็บหนักที่หลังซึ่งเขาจำได้เลือนราง...แล้วยังนักบวชคนนั้น...นักบวชที่เคยบีบคอเขาแน่นแทบขาดใจและดูคล้ายมาดายอย่างไม่น่าเชื่อ...

...เมื่อไรกัน...

ไม่ใช่พระมหาเถระที่เขาพบกับท่านผู้กล้าลูเธียนแน่ๆ ถึงจะเคยพบกันแค่ครั้งเดียวตอนทั้งสองยกพลมาทำลายอาณาจักรของเขา เด็กหนุ่มก็จำได้ว่าพระเถระในตอนนั้นดูแก่ชรากว่ามาดายด้วยซ้ำ

ประหลาด เขานึกไม่ออกเลย แต่ก็เดาว่าหากเคยพบมาดายตามฝันจริง ก็น่าจะเป็นตอนยังอยู่ที่ทะเลทราย เพราะนาสิรายังเด็กอยู่และสวมชุดเช่นนั้น เขาไม่เห็นชุดของแม่ ซึ่งคลุมผ้าห่มตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้า แล้วท่านอาไปอยู่ที่ไหน ฟาร์ฮานาห์ด้วย...หรือจะยังไม่เกิด

เดี๋ยวก่อน...ฟาร์ฮานาห์เกิดตอนไหน อาเมียร์เพิ่งสะกิดใจ เขาจำตอนแม่ตั้งท้องนาสิราได้ แต่ฟาร์ฮานาห์เล่า เด็กหนุ่มจำวันเกิดของฟาร์ฮานาห์ได้จากคำบอกของแม่ แต่จำเหตุการณ์ในวันที่แม่คลอดแกไม่ได้ เวลาตั้งเก้าเดือน...ทำไมเขาจำไม่ได้เลยว่าแม่บอกทุกๆ คนในครอบครัวว่ากำลังจะมีสมาชิกใหม่เมื่อไร จำไม่ได้เลยว่าตอนฟาร์ฮานาห์อยู่ในท้องแม่ พวกเขาอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ไม่มี...นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก...เกิดอะไรขึ้นกับความทรงจำของเขากันแน่...

อาเมียร์แทบเค้นสมองครุ่นคิด แต่ไม่ทันได้ความ เขาก็ได้ยินเสียงโซ่เหล็กดังเกรื่องกร่างและรู้สึกได้ว่ากรงของตนค่อยๆ เลื่อนลงไปข้างล่าง

เด็กหนุ่มชะโงกมองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนบนพื้นข้างล่าง รวมแล้วมีกันหกคน หนึ่งในนั้นอยู่บนหอไม้ กำลังหมุนรอกให้กรงของเขาเลื่อนลงมา เมื่ออยู่ในระนาบใกล้กันจนเห็นได้ชัดเจน อาเมียร์ก็พบว่าพวกเขาสวมเครื่องแบบคล้ายทหารยาม แต่สวมหมวกคลุมสีดำคล้ายถุงแทนหมวกเกราะ เจาะช่องให้เผยเพียงดวงตา

คงเป็นราชมัลผู้ดูแลคุกนี้ เด็กหนุ่มพยายามมองโลกในแง่ดีว่าพวกนั้นคงไม่ได้มาร้าย แต่นัยน์ตาเป็นประกายของคนหนึ่งในนั้นซึ่งจ้องมองเขาเหมือนสัตว์กินเนื้อเห็นเหยื่ออันโอชะกลับบอกอีกอย่าง

เมื่อกรงลงมาถึงยกพื้นไม้ พวกเขาก็ไขกุญแจเปิดประตู ชายสองคนซึ่งร่างกำยำที่สุดเข้ามาดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นยืน แล้วคุมตัวไว้ ถึงกระนั้น อาเมียร์ก็ไม่ได้คิดหนี และต่อให้อยาก...ก็ไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว

นำนักโทษอีกคนลงมา ชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มร้องสั่งคนหน้ารอกกลไก เสียงแหบพร่าของเขาฟังดูมีอายุไม่น้อย อาจเข้าวัยชราซึ่งถือว่าแก่เกินเป็นทหารองครักษ์ต่อไปด้วยซ้ำ

ในขณะที่กรงของชาลัวห์ถูกหมุนลงมาช้าๆ เช่นกัน อาเมียร์ก็เสี่ยงถาม พวกท่านจะพาเราไปไหน

หึ ชายคนเดิมหัวเราะเบาๆ ก็ ไต่สวน น่ะสิ

ไต่สวน...โดย...ท่านมาดายหรือ เด็กหนุ่มถามต่อ

อะไรกัน นี่จำไม่ได้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ ชายอีกคนพูดหยันๆ พวกแกช่างเป็นคนนอกรีตที่มีเกียรตินัก ไอ้หนูทะเลทราย ทางการธีร์ดีเรถึงกับต้องเชิญพระเถระลูเธียนจากซาเกรดา โซล มาเพื่อไต่สวนพวกแกโดยเฉพาะทีเดียว

พระเถระลูเธียน... อาเมียร์พึมพำเบาๆ

ใช่คนเดียวกับท่านผู้กล้าลูเธียนที่เคยมาเยือนอาณาจักรของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเสด็จแม่ และเคยเป็นคู่ซ้อมแนะนำกลวิธีดาบให้เขา ก่อนจะนำกำลังพลมาบุกทำลายอาณาจักรของเขาในครั้งต่อมาหรือเปล่า เด็กหนุ่มไม่รู้มาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายออกบวชแล้ว ซ้ำยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระเถระ อดีตผู้กล้ายังจำเจ้าชายทัมมุซได้หรือไม่...ยังเคืองแค้นอาณาจักรของเขาอยู่หรือไม่...และจะทำอย่างไรกับเด็กหนุ่มกันแน่

แล้วเขา...พระเถระลูเธียนมาถึงที่นี่แล้วหรือ

ต่อให้ยังไม่มาถึง... ชายชราเอ่ยช้าๆ ...เราก็ดำเนินการ ไต่สวน ได้

สังหรณ์ของอาเมียร์เริ่มทำงานในทางที่ไม่ดีนัก แต่เขาก็ปลอบใจว่าตนคงคิดมากไปเองขณะที่กรงอีกใบลงมาถึงยกพื้นและนักโทษในนั้นถูกนำตัวออกมาเช่นกัน

ปะ...ปล่อย! พวกเจ้าจะพาข้าไปไหน!” ชาลัวห์โวยวายทันทีที่ถูกชายอีกสองคนคุมตัว

อาเมียร์ปิดปากเงียบ เขากวาดมองรอบด้านเท่าที่สภาพการถูกฉุดดึงไปตามทางที่มีเพียงแสงคบไฟตามไว้เป็นระยะๆ จะอำนวย ดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ในถ้ำใต้ดินที่มีน้ำตกและเพดานถ้ำสูง คนกลุ่มนั้นนำตัวเขากับชาลัวห์ไปยังอาคารหินทรงสี่เหลี่ยมทึมทึบหลังหนึ่งใต้เงาเงื้อมของผาซึ่งมีเสียงคลื่นดังก้อง ท้องฟ้ามืดมิดคลุ้มเมฆ บ่งบอกว่ายามนี้คงเป็นกลางคืน

ในอาคารเป็นห้องกว้างห้องเดียวที่มีแสงสว่างไสวกว่าภายนอก ทว่ากลิ่นภายในเหม็นอับอย่างประหลาด อาเมียร์ถึงกับเบิกตาโพลงและผงะเมื่อชายที่นำหน้าเดินเลี่ยงไปอีกทาง ให้เขาได้เห็นเต็มตาว่าสถานที่นี้คืออะไร

ในห้องมีกระถางไฟใส่ถ่านคุแดงตั้งอยู่มุมหนึ่ง คีมคีบและตะกร้อใส่ถ่านวางอยู่ใกล้ๆ มีดขนาดใหญ่เล็ก ลูกตุ้มหนาม และของมีคมที่เขาไม่อาจบรรยายรูปร่างได้ชัดเจนแขวนเป็นแถวกับตะขอบนผนัง โซ่หลายเส้นห้อยลงมาจากเพดาน ส่วน เครื่องเรือน ชิ้นใหญ่ในห้องนั้นมีทั้งแท่นนอนรูปร่างหน้าตาประหลาดติดเชือกเส้นใหญ่กับรอก เก้าอี้ที่มีปลอกเหล็กไว้รัดแขนขา และหนามเหล็กแหลมพราวเป็นแถวบนที่นั่งกับพนักพิง ซ้ำยังมีโลงเหล็กรูปทรงรับกับรูปร่างคน ซึ่งบัดนี้เปิดแง้มจนเห็นหนามแหลมยาวหลายอันภายใน

เด็กหนุ่มเข่าอ่อนแทบทรุดล้มเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งใดรออยู่ ริมฝีปากของเขาได้แต่เผยอค้างโดยไร้เสียง ผิดกับชาลัวห์ที่ร้องเสียงหลง

ยะ...อย่า! อย่าทำอะไรข้าเลย! ถ้าพ่อข้ารู้...ต้องเล่นงานพวกแกทุกคนแน่ๆ !

พ่อแกจะมาคุ้มหัวอะไรแกได้ ไอ้ฆาตกร ลิ้มรสความเจ็บปวดแล้วสารภาพมาเสียโดยดี ชายชราซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าราชมัลเอ่ยเสียงเย็น ไอ้อ่อนอย่างแก...ดูแล้วก็เห็นๆ กันอยู่ว่าโกงการประลองแน่ๆ ปากพล่อยอย่างนี้มีปัญญาได้คะแนนสูงสุดด้วยรึ

ไอ้แก่! กะ...แกเป็นใครถึงมีหน้ามาดูถูกข้า!”

เป็นคนที่จะทำให้แกจำความเจ็บปวดไปจนวันตาย...อีกไม่นานนี้หรอก ชายชราหันไปมองเพื่อนร่วมงานทุกคน ว่าอย่างไร จะเริ่มจากใครก่อนดี

ชาลัวห์หันมาทางอาเมียร์ “มะ...มันก่อน! ทรมานมันก่อน!”

เด็กหนุ่มผมดำหวาดหวั่นมากกว่าจะโกรธ เขากลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะก้มลงมองจี้เขี้ยวสัตว์ของเสด็จพ่อที่แกว่งไกวอยู่เหนืออกและพยายามระลึกถึงสิ่งที่พระองค์เคยตรัส

...จงอย่าให้ความเจ็บปวดทำลายศักดิ์ศรีของตน...

ผู้มีสายเลือดขัตติยะย่อมเป็นเป้าหมายที่ชาติศัตรูหมายปอง การทรมานคนเหล่านั้นให้กระทำสิ่งน่าอดสูคือการทำลายศักดิ์ศรีอย่างรุนแรงที่สุด อาเมียร์ตั้งใจว่าถึงอย่างไรเขาจะสารภาพความเท็จออกไปด้วยความเจ็บปวดไม่ได้ แต่กระนั้น...เขาก็นึกไม่ออกว่าตนจะทนความเจ็บปวดมหาศาลได้อย่างไร อย่าว่าแต่รอดพ้นจากเครื่องทรมานเหล่านี้ในสภาพปลอดภัยทุกประการเลย...

ดี ชายชราพยักหน้าแล้วโบกมือให้ผู้คุมดึงตัวชาลัวห์มาข้างหน้า

ไอ้เวร! ขะ...ข้าบอกให้ทรมานมันก่อนอย่างไรเล่า! หูตึงรึ!!”

ก็เพราะหูไม่ตึงน่ะสิ...ถึงได้เคารพการเสียสละของแก ชายชราหันไปพยักพเยิดกับราชมัลอีกคน อย่างเบาที่สุดก่อน

อาเมียร์เห็นราชมัลคนนั้นหยิบเครื่องมืออย่างหนึ่งขึ้นมา มันมีลักษณะเป็นแถบเหล็กยาวโค้งหยักสองเส้นขนานกัน แต่ละแถบหนาราวหนึ่งข้อนิ้ว ยึดด้วยตะปูเกลียว ซึ่งดูจะหมุนให้แถบเหล็กทั้งสองขยับเข้าชิดจนประกบกันได้

เด็กหนุ่มหลับตาลงทันทีเมื่อพวกราชมัลดึงมือข้างหนึ่งของชาลัวห์ออกมา วางปลายนิ้วของเขาลงบนร่องเหล็กแต่ละร่อง

ถ้าอยากให้หยุด ก็สารภาพมา

สารภาพอะไร! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! อย่า...อย่าทำอย่างนี้กับข้าเลย!”

เสียงพูดละล่ำละลักกลับกลายเป็นร้องโหยหวนในไม่ช้าพร้อมกับเสียงเหล็กบิดฝืดฝืนเอียดอาด ไม่ถึงนาที...เสียงพูดกลั้วสะอื้นก็ตามมา

ยอมแล้ว! ข้ายอมแล้ว!”

เด็กหนุ่มผมดำลืมตาขึ้น รู้สึกเหมือนตนได้กลิ่นคาวเลือด แต่ก็ไม่กล้ามองดูให้แน่ใจ

รีบคายออกมา

อะ...เอาไอ้เครื่องนี่ออกไปก่อน...

มีอะไรก็คายออกมา ชายชรายังพูดเสียงเหี้ยมตามเดิม เจ้าวางแผนฆ่าพระคู่หมั้นของเจ้าหญิงจริงใช่ไหม

จะ...จริง...แต่ข้า...ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน... ชาลัวห์เค้นคำพูดออกมาเป็นห้วงๆ ขะ...ข้าถูกบังคับ...อะ...ไอ้คนทราย...มันบังคับข้า!”

เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากกลั้นคำผรุสวาท แล้วพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุด

เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า ในศาลก่อนหน้านี้ นางแม่มดบอกว่าคนที่พาเจ้าไปหานางสวมผ้าคลุมปกปิดหน้าตาไม่ใช่หรือ

จะไม่ใช่แกได้เหรอ! ก็นังแม่มดเรียกแกว่า ท่านจ้าว ให้ข้าเห็นจะๆ อย่างนั้น!”

เรื่องแค่นั้นใช้เป็นหลักฐานได้ที่ไหน!”

นั่นสินะ ชายชราเอ่ยราบเรียบ เรื่องแค่นั้นยังใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้น...

เสียงเหล็กบิดอีกครั้ง...เช่นเดียวกับเสียงร้องไม่เป็นภาษา

ไอ้นี่น่าจะกระตุ้นความจำแกได้มากกว่านี้

ขะ...ก็ข้าสารภาพแล้ว...จะเอาอะไรกับข้าอีกเล่า!”

แค่นี้ยังไม่พอ ราชมัลเฒ่าสำทับ จงนึกดู มันมีตำหนิอะไรชี้ตัวได้อีก ตรงแขนขามีไหม นึกให้ดี

อาเมียร์เบิกตาโพลงกับคำถามนั้น

มันประหลาดเกินไป...มันชี้เฉพาะจนเกินไป แต่ทว่า...

ขะ...ข้านึกออกแล้ว ชาลัวห์ละล่ำละลักทันควัน มัน...มันมีแผลเป็น...เหมือนรอยบาดแถวข้อมือ...ขะ...ข้าเคยเห็นตอนมันยื่นมือออกมา

เด็กหนุ่มเย็นหลังวาบ เขามีรอยหินบาดที่ข้อมือซ้ายจริงๆ ตอนช่วยท่านอาดึงแม่ขึ้นจากเหวเมื่อครั้งอาณาจักรล่มสลาย แต่ชาลัวห์รู้ได้อย่างไร...หรือสังเกตเรื่องนี้ได้อย่างไร

คำถามนี้มันชี้นำเกินไป...แต่ขณะเดียวกันก็มีมูลความจริงเกินไป คนที่ใส่ร้ายเขารู้ลึกกระทั่งตำหนิเล็กเพียงนี้เชียวหรือ

พวกราชมัลดึงข้อมือของเด็กหนุ่มมาด้านหลังทั้งสองข้างจนขอบเหล็กของตรวนมือบาดผิวเนื้อให้แสบแปลบ

มันมีแผลเป็นเล็กๆ ที่ข้อมือซ้ายขอรับ

เห็นไหม! เป็นอย่างที่ข้าบอกจริงๆ ! ขะ...ข้าพูดความจริงทั้งหมดนะ...ปล่อยข้าได้แล้ว!” ชาลัวห์พูดได้เท่านั้นก็ร้องโหยหวนอีกครั้ง

ตะปูเกลียวของเครื่องบีบเล็บส่งเสียงเอียดอาดบาดแก้วหู ตามด้วยเสียงกร็อบไล่กันสองสามครั้งและเสียงร้องปานจะขาดใจของเจ้าของกระดูกนิ้วซึ่งคงเพิ่งแตกละเอียดไป

เหมือนกับเสียงร้องที่เคยตามหลอกหลอนเขา...เสียงกรีดร้องในความมืดของคนใกล้ตาย...

พอที!” อาเมียร์กลั้นใจพูดทั้งที่ปิดดตาแน่น น้ำตาเริ่มรื้น เขายอมสารภาพแล้วนี่!”

ถึงไม่อยากพอ ก็คงต้องพอ ชายชรารับ เพราะเครื่องบีบจนสุดพอดี บีบต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

ปีศาจ...เด็กหนุ่มนึกขึ้นมา พวกนี้มันปีศาจชัดๆ !

พามันกลับห้องขัง จัดการ แผลกับคราบสกปรกให้เรียบร้อยด้วย

ชาลัวห์ร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะที่เสียงฝีเท้าซวนเซของเขากับผู้คุมทั้งสองดังห่างออกไป เด็กหนุ่มไม่กล้าเงยมอง แต่กลิ่นคาวเลือดยังโชยเข้าจมูกพร้อมกับกลิ่นเหม็นของสิ่งขับถ่ายซึ่งคงเล็ดลอดจากร่างของชายหนุ่มด้วยความกลัว

ใจของอาเมียร์เต้นรัว ศีรษะร้อนผ่าว เขาไม่อยากมีสภาพเช่นเดียวกับชายอีกคน ไม่อยากเจ็บปวดและอับอายอย่างนั้น

แต่เขาจะทนได้หรือ ทั้งความเจ็บปวดและความพิการที่จะตามมา เด็กหนุ่มรู้ว่าหากกระดูกปลายนิ้วแหลกเละไปทุกนิ้ว...มือข้างที่ถนัดของเขาคงใช้การไม่ได้คล่องอีก...ไม่ว่าจะจับอาวุธหรือเขียนหนังสือ...ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม

หรือจะแกล้งสารภาพไปก่อนเพื่อเอาตัวรอด แล้วรอให้พระเถระเดินทางมาสอบสวนเอง ท่านลูเธียนดูเหมือนจะไม่เห็นเขาเป็นศัตรูจริงๆ ไม่ใช่หรือ หากสารภาพในตอนนี้ เขาคงพอไปตายเอาดาบหน้าได้...

...จริงๆ หรือ...

ข้อกังขาตีแสกหน้าเด็กหนุ่มจนมึนชา ราชมัลพวกนี้ไม่ได้ต้องการคำสารภาพ หากต้องการแค่นั้น คงหยุดมือตั้งแต่ชาลัวห์ซัดทอดเขาแล้ว

พวกนั้นต้องการทรมาน แววตาของราชมัลเฒ่าบอกตั้งแต่ต้นแล้วแท้ๆ ว่าแค่ต้องการใครสักคนให้ทรมาน ไม่มีหนทางหนี ไม่มีทางเลย

เขากลัว พระวิญญาณของเสด็จพ่อหรือเทพเจ้าพระองค์ใดก็ได้ช่วยทีเถอะ เขากลัวจริงๆ

ตาแกแล้ว ชายชราเอ่ยเสียงเย็น

อาเมียร์พยายามดิ้นรนแต่ไม่เป็นผล พวกผู้คุมกดให้เขาคุกเข่า ถอดตรวนออกบิดแขนซ้ายไพล่หลัง ดึงแขนขวาออกมาข้างหน้า เด็กหนุ่มปิดตาแน่น กัดฟันที่สั่นระริกเพื่อข่มเสียงร้อง ขณะที่ปลายนิ้วถูกบังคับให้กางออก ทาบลงบนร่องเหล็กแต่ละร่อง ซึ่งยังมีของเหลวข้นหนืดติดอยู่

ใครก็ได้! ใครก็ได้ช่วยข้าที!

ตะปูเกลียวบิดเอียดอาด เหล็กบีบคงกำลังเคลื่อนลงมาเรื่อยๆ และอีกไม่นานก็จะอัดนิ้วของเขา ความเจ็บปวดกำลังจะตามมา

...ทว่าความเจ็บปวดนั้นไม่เคยมาถึง...เสียงตะปูเกลียวต่างหากที่เงียบไป...

หยุดทำไม ชายชราถามอย่างประหลาดใจ

มัน...แข็งมากจนบิดไม่ไปขอรับ ผู้บิดคงเป็นคนตอบ เสียงครางของเขาตามมาเหมือนกำลังออกแรง

เจ้าลองดูซิ

อาเมียร์ลืมตาอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าหันไปมอง เขาได้ยินเสียงฝีเท้า ดูเหมือนผู้คุมจะผลัดเปลี่ยนที่ อีกคนส่งเสียงครางยาวขณะพยายามบิดตะปูเกลียว ไม่ไหว ไม่ไปเลยขอรับ

อะไรกัน กับคนเมื่อกี้ยังบีบได้สุดอยู่เลย ชายชราเปรยอย่างสงสัย ไปเอาน้ำมันมาหยอดเพิ่มซิ

มีเสียงรับคำและเสียงฝีเท้า เครื่องบีบเล็บยังคงคาอยู่กับนิ้วของเขา เด็กหนุ่มภาวนาอย่าให้มันบีบลงได้อีก ภาวนาอย่างแรงกล้าให้เจ้าเครื่องอุบาทว์นี้พังไปเสีย แต่ไม่ช้า น้ำมันเย็นๆ สองสามหยดก็ตกลงบนปลายนิ้ว เขาเผลอหลับตาเมื่อรู้สึกได้ว่ามีคนออกแรงบิดตะปูเกลียวอีกครั้ง

แทนที่เสียงกระดูกแตกและความเจ็บปวด...กลับมีเสียงเหล็กแตกกระจาย...และเสียงร้องโหยหวนที่ไม่ใช่ของเขา

อาเมียร์เงยมองทันทีตามสัญชาตญาณแล้วก็ก้มหลบแทบไม่ทัน

ภาพที่เห็นยังคงติดตา...ราชมัลผู้พยายามหมุนเครื่องบีบเล็บมีปลายตะปูเกลียวปักคาท่อนแขนของตน เลือดไหลชุ่มโชกแดงฉาน

อะไร...นี่มันอะไรกัน!”

เด็กหนุ่มอยากถามเช่นกัน เขาไม่รู้เลยว่าตะปูเกลียวหักครึ่งแล้วกระเด็นไปทิ่มราชมัลคนนั้นได้อย่างไร

เจ้าพาเขาไปทำแผล ชายชราร้องสั่งในเวลาไม่นาน ตามด้วยเสียงตอบรับ อาเมียร์รู้สึกได้ว่าชายคนหนึ่งที่คุมตนอยู่ผละออกไป แต่เขาอ่อนเปลี้ยและสับสนเกินกว่าจะใส่ใจ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงร้องกลั้วสะอื้นของคนเจ็บ และเสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังออกห่าง

ลากตัวมันไปตรงนั้นราชมัลเฒ่ายังคงออกคำสั่ง

อาเมียร์หวังว่าพวกนั้นจะพาเขากลับห้องขัง แต่ชายชรากลับเข้ามาช่วยราชมัลอีกคนคุมตัวเขาแทน ทั้งสองกระชากเด็กหนุ่มขึ้นยืนก่อนจะดึงตัวไปยังแท่นเอียงที่มีเชือกและรอก ปลดโซ่ข้อมือข้อเท้าที่เหลือ รัดแทนด้วยปลอกหนังที่มุมทั้งสี่ของกระดานนั้น

อย่าคิดว่ายืดตัวทรมานน้อยกว่าบีบเล็บล่ะ ชายชราพูดเหี้ยมเกรียม สารภาพเสีย ก่อนที่ข้อต่อในตัวแกจะหลุดเป็นชิ้นๆ โชคดีไม่มีเป็นครั้งที่สอง

ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร...พวกแกก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วนี่!” เด็กหนุ่มพยายามกัดฟันข่มความกลัว

หึ... ราชมัลเฒ่าหัวเราะ เอาอย่างนั้นก็ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนว่าเราไม่มีบริการต่อข้อกลับ...ลงมือได้!”

เกิดเสียงเอียดอาดเมื่อราชมัลอีกคนหมุนรอกที่ข้างแท่น

อาเมียร์หลับตาลงขณะที่รู้สึกได้ว่าข้อมือข้อเท้าถูกยืดห่างกันจนแขนขาเริ่มตึง เด็กหนุ่มพยายามอย่างหนักที่จะผ่อนลมหายใจ นึกถึงเสด็จพ่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวให้เขารับความทรมานเหล่านี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี...

...แต่แล้ว...เชือกทั้งสองเส้นพลันขาดดังผึงก่อนความทรมานจะมาถึง...

เด็กหนุ่มเสี่ยงลืมตาขึ้นเห็นชายชรามองแท่นยืดตัวที่เพิ่งใช้การไม่ได้ตาค้าง กระนั้น เมื่อราชมัลสองคนที่คุมตัวชาลัวห์กลับห้องขังย้อนมา...เขาก็ได้ยินคำสั่งที่ทำให้รู้ว่าความทรมานยังไม่จบสิ้น

...เพียงแต่เด็กหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่าเป็นความทรมานของใครกันแน่...

 

ดูเหมือนราชมัลเฒ่าจะเป็นพวกไม่ยอมแพ้...

เขาสั่งให้นำตัวอาเมียร์ไปนั่งเก้าอี้ตะปู...ตะปูทุกตัวบนพนักพิงและที่นั่งก็หักงอราบไปกับพื้นเก้าอี้ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะทันสัมผัส เขาสั่งให้พวกนั้นนำปลอกเหล็กมาสวมขาของเด็กหนุ่มและตอกลิ่มตามรูบนปลอกให้กระดูกขาแตก ราชมัลที่ได้รับคำสั่งก็เหวี่ยงค้อนหลุดมือไปถูกอีกคน รุนแรงจนต้องถูกพาไปพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ครั้นราชมัลเฒ่าสั่งให้พวกนั้นคีบถ่านร้อนมานาบตัวเด็กหนุ่ม คีมก็ละลายในกองถ่าน ซ้ำตะกร้อถ่านเหล็กหลุดมือ ลวกแขนราชมัลผู้ถือเสียเอง จึงต้องถูกพาตัวไปพยาบาลแผลไฟลวกเป็นรายที่สาม

อาเมียร์เริ่มไม่แน่ใจว่าตนกลัวหรือไม่และกลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างความเป็นไปได้ที่ยังเหลืออยู่ว่าเขาจะไม่โชคดีทุกครั้งไปกับเครื่องทรมานซึ่งยังไม่พังไปด้วยวิธีใดสักวิธี...หรือกลัวอำนาจลึกลับที่ยังคงคุ้มกันเขาอย่างเหนียวแน่น

ราชมัลลำดับรองที่ยังปลอดภัยเพียงคนเดียวเริ่มหน้าเสียและขอให้พอหลังจากเห็นเพื่อนร่วมงานบาดเจ็บอย่างไม่น่าเชื่อไปถึงสามคน แต่ดูเหมือนราชมัลเฒ่าจะเป็นพวกชอบเอาชนะยิ่งกว่านั้น...

ลองสาวพรหมจรรย์เหล็กอีกเครื่องเดียวพอ ถ้ายังไม่ได้อีกค่อยว่ากัน!”

เด็กหนุ่มถูกผลักหัวซุนไปยังโลงเหล็กขนาดใหญ่ที่มีหนามภายใน เขาเริ่มหวั่นใจรุนแรงอีกครั้งเมื่อแผ่นหลังถูกปลายหนามบางอันสะกิดเข้า

ดูจากหนามแหลมที่ปักพราวไม่เว้นกระทั่งใบหน้า...หนำซ้ำยังตรงกับดวงตาทั้งสองข้าง คนพวกนี้จะตั้งใจให้เขาพิการไม่ก็ตายเสียแน่แล้ว ถึงอย่างนั้น...อาเมียร์ก็ได้แต่สูดลมหายใจลึกก่อนจะหลับตาลงรอรับชะตากรรม

โลงเหล็กปิดลงพร้อมเสียงสะท้อนก้อง แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตามเดิม

ข้างนอกมีเพียงความเงียบจนกระทั่งใครสักคนเปิดโลงให้แสงไฟสาดเข้ามา เด็กหนุ่มเสี่ยงลืมตา เห็นหนามยาวทุกอันในโลงหักงอเป็นมุมฉากหรือมุมที่แหลมกว่านั้น ไม่มีอันใดทิ่มแทงเขาเลย

ทะ...ท่านหัวหน้า ราชมัลที่เสียงหนุ่มกว่าพูดสั่นๆ ขะ...ข้าว่ามันไม่ใช่คนแล้ว

พูดบ้าๆ ! ชายชราตวาด มันแค่มี เวทมนตร์ เท่านั้นเอง! แต่พระเถระสะกดเวทมนตร์มันไว้แล้ว!”

ถึงสะกดไว้...มันยังทำได้ขนาดนี้...ข้าว่ามันน่ากลัวเกินไปนะขอรับ! พอทีเถอะ!”

ราชมัลเฒ่าแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ออกคำสั่งคุมตัวและปราดเข้ามากระชากตัวอาเมียร์ออกจากโลงเหล็กที่เสียหายยับเยินอย่างประหลาด ถึงแม้ว่าราชมัลอีกคนจะจับตัวเด็กหนุ่มอย่างกล้าๆ กลัวๆ ชายชรากลับมีแรงมากเกินวัย จนกระทั่งเด็กหนุ่มซึ่งถูกจำตรวนและยังไม่เห็นทางหลบหนีไม่กล้าเสี่ยงขัดขืน

อย่าเพิ่งนึกล่ะ...ว่ามันจะจบแค่นี้!” ชายชราเข่นเสียง

คิดจะทำอะไรข้าอีก อาเมียร์รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของตนฟังเหนื่อยหน่ายพิกล

เขาว่ากันว่าพวกแม่มดหมอผี กลัวน้ำ ใช่ไหมนะอีกฝ่ายหัวเราะเหมือนคลั่ง

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดๆ เขาไม่รู้ว่าสิ่งใดคุ้มครองตนจากเครื่องเคราทรมานทั้งหลาย แต่...การจมน้ำตายน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็คุ้มกันไม่ได้เสียแล้ว

เบื้องบนจะไม่ลงโทษพวกท่านหรือ...หากนักโทษตายไปก่อนพิจารณาคดี อาเมียร์พยายามใช้เหตุผลเอาตัวรอด เจ้าหญิงกับท่านผู้สำเร็จราชการคงไม่ทราบเรื่องที่พวกท่านทรมานเราใช่ไหม หากเลิกเสียตอนนี้ พวกท่านยังมีโอกาสเก็บเรื่องเงียบไว้ และข้าจะไม่บอกใคร...

ช่างมัน! ชายชราแผดเสียง ข้าไม่สน! ข้าทำงานที่นี่มาตั้งแต่เจ้าหญิงหรือแม้แต่ฝ่าบาทรัชกาลก่อนจะเกิดเสียอีก! ข้าไม่ยอมให้นักโทษคนไหนหยามข้ากับห้องทรมานของข้าเป็นอันขาด! ต่อให้มันเป็นจอมขมังเวทหรือปีศาจจากนรกขุมไหนก็เถอะ!

เด็กหนุ่มเงียบไปใช่เพราะจำนน แต่เพราะคำคำหนึ่งที่ชายชราพูดตอกย้ำบางสิ่งในใจเขาเสียจนไม่อาจนึกอย่างอื่นได้อีก

คงไม่ใช่ว่า เจ้าชายทัมมุซ รอดจากเครื่องทรมานพวกนั้นมาได้เพราะเป็นปีศาจจริงๆ ตามที่สาวกของเทพเจ้าแห่งแสงสว่างเคยกล่าวหาใช่ไหม

อาเมียร์สั่นศีรษะอยู่ในใจ

บ้าที่สุด! ข้าจะเป็นปีศาจทั้งๆ ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นปีศาจได้อย่างไร!

 

เด็กหนุ่มถูกผลักหัวคะมำเข้าไปในกรงว่างเปล่า ร่างล้มกระแทกพื้นด้วยน้ำหนักตรวน แล้วประตูก็ปิดลง

หย่อนกรงลงไปในน้ำ ราชมัลเฒ่าเอ่ยอย่างเย็นชาทันที

ตะ...แต่ว่า...ราชมัลหนุ่มพยายามแย้ง

นี่เป็นคำสั่ง! กะแค่นักโทษประหารตายไปสักคน...จะเป็นอะไรหนักหนา!

แต่เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดนะขอรับ

หรือเจ้าอยากเข้าห้องทรมานแทนมัน ข้าวของที่ยังใช้ได้ก็พอมีอยู่นี่

ความเงียบผ่านไปครู่หนึ่งก่อนที่โซ่จะค่อยๆ ขยับเกรื่องกร่าง กรงของเด็กหนุ่มลดต่ำลงเบื้องล่าง อารามเร่งร้อนทำให้อาเมียร์ผุดลุกขึ้นเกาะลูกกรงทันควัน

พวกท่านจะถูกลงโทษ! ถ้าข้าตาย...พวกท่านต้องถูกลงโทษแน่ๆ !

แล้วอย่างไร ชายชรากลับเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ

พวกท่านอยากถูกออกจากราชการ...หรือลงโทษหนักยิ่งกว่านั้นหรือ! คิดถึงครอบครัวของพวกท่านบ้างเถอะ! พวกเขาย่อมไม่อยากให้ท่านถูกคุมขัง...ทรมาน...หรือกระทั่งประหารชีวิตไม่ใช่หรือ!

ไอ้หนู คิดว่าราชมัลอย่างพวกเรามีครอบครัวได้หรือ ...เจ้าเป็นคนต่างชาติ คงยังไม่รู้สินะ เอาเป็นว่าข้าจะสงเคราะห์ประวัติของ คุกกรงน้ำ ให้สักเล็กน้อยก่อนตายแล้วกัน ราชมัลเฒ่าเอ่ยช้าๆ นี่เป็นคุกที่ฝ่าบาทรัชกาลก่อนหน้าฝ่าบาทพระองค์ก่อน หรือพระราชอัยกาของเจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นหลังการกบฏของพระอนุชา...เพื่อกักขังพระอนุชาของพระองค์เอง...รวมทั้งพระญาติและครอบครัวของขุนนางที่สนับสนุนพระอนุชาให้ตายไปช้าๆ เครื่องทรมานที่เจ้าเห็นพวกนั้นลิ้มรสเลือดและความทรมานของพวกเขามานานนมแล้ว พวกเราราชมัลที่ดูแลคุกนี้แต่เดิมก็ล้วนเป็นเด็กกำพร้าไร้ครอบครัวจึงถูกคัดเลือกมา ตอนเริ่มทำงานทีแรก ข้ายังอายุน้อยกว่าเจ้าด้วยซ้ำ!”

อาเมียร์เบิกตาโพลง คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ใจเขาเย็นวาบกว่าน้ำทะเลที่บัดนี้ท่วมถึงอกเสียอีก

ชีวิตของพวกเราเหลือแค่คุกกรงน้ำ...แต่พอผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน คุกกรงน้ำก็ถูกปลดประจำการ ถึงอย่างนั้น...ฝ่าบาทรัชกาลก่อนก็ยังทรงให้พวกเรารับราชการเฝ้าคุกเปล่าๆ ต่ออย่างเสียไม่ได้ เราทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากทรมานนักโทษ เจ้าไม่รู้หรอกว่าการได้รับคำสั่งให้ทรมานนักโทษอีกครั้งมีความหมายอย่างไรกับพวกเรา!” ชายชราหัวเราะออกมา

แล้วใคร! เด็กหนุ่มอดร้องถามไม่ได้ ใครสั่งพวกเจ้า!

ไม่มีคำตอบจากราชมัลเฒ่า หรือมิเช่นนั้น...เขาก็ให้คำตอบหลังจากกรงของอาเมียร์จมน้ำจนมิด

เด็กหนุ่มกลั้นหายใจและพยายามลอยตัวอย่างยากเย็น ในเมื่อต้องรบกับโซ่ตรวนที่ถ่วงทั้งข้อมือข้อเท้า เขาว่ายไปที่ลูกกรงด้านหนึ่ง พยายามอย่างจนตรอกเพื่อแหกซี่กรงออกห่างจากกันเพียงเล็กน้อยให้แทรกตัวออกไปได้...

ข้ายังตายไม่ได้...แม่...นาสิรา...ฟาร์ฮานาห์...อาซิซ....ท่านอา...พวกเขายังรอข้าอยู่...ยังอยากให้ข้ากลับไป...ข้าจะตายไม่ได้!

แล้วยังมีคนอื่นๆ อีก...ลีชาที่เกล็นต้องการคนปกป้องกับรูอาร์คที่เพิ่งสูญเสียพี่ชาย...โดยอาเมียร์มีส่วนเป็นต้นเหตุแท้ๆ...แต่ก็ยังเชื่อใจเขา และรับปากจะรีบกลับไปแจ้งข่าวให้ครอบครัวเขาโดยเร็วที่สุด

แล้วก็แอช เธอจะเสียใจเพียงไรหากเขาต้องมาตายในคุกตามเฟย์ลิม เพราะคำสั่งที่เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างนี้

สุดท้ายลูกกรงเหล็กก็แยกออก อาเมียร์ไม่มีเวลาคิดว่าเขาใช้แค่มือเปล่าถ่างพวกมันได้อย่างไร เด็กหนุ่มถีบขาพยายามว่ายขึ้นมา อากาศคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้...จากนั้นต้องรีบขึ้นสู่ผิวน้ำ...และหาทางขึ้นฝั่งโดยเร็ว

แต่แล้ว...เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งยึดขาของตนไว้

น่าแปลก น้ำทะเลตอนกลางคืนน่าจะยิ่งมืดมิด ทว่าอาเมียร์กลับรู้สึกเหมือนเห็นสิ่ง...หรือที่ถูกควรจะเป็น คน ที่ใช้มือทั้งสองจับขาของเขาไว้แน่นหนาชัดเจน...

ผิวขาวเผือด ร่างเปลือยเปล่ากลางห้วงน้ำ ผมดำยาวสยายพัดปลิวเหมือนสาหร่าย และใบหน้าเย็นชาของเด็กชายอายุราวสิบสามสิบสี่

เด็กนั้นมีหน้าตาเหมือนกับเขาเมื่อยังอายุน้อยกว่านี้ไม่มีผิด เว้นเพียงนัยน์ตาสีทอง ส่องประกายเหมือนไม่ใช่ดวงตามนุษย์

...ไยจึงลืม... เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่จากปากของร่างตรงหน้า ไม่ใช่ดังในหู แต่เสียดแทรกเข้ามาในใจ ...ไยจึงลืม...

เด็กหนุ่มมองร่างนั้นตะลึงงันจนกระทั่งตระหนักได้ว่าอากาศในปอดกำลังจะหมดลง เขาจึงพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้าย...แต่ก็ไม่อาจเอาชนะภูตพรายนั้น และสติที่เริ่มรางเลือนในห้วงมืดของคุกกรงน้ำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 อ้วนCat (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 19:02
    "ลงแดง"



    ... หมดคำบรรยายแล้ว ต่ามอ่านต่อ ...
    #4
    1
    • #4-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 25)
      11 สิงหาคม 2560 / 21:22
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ >w<
      #4-1