The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,819 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    103

    Overall
    5,819

ตอนที่ 19 : 18 - ความหวังกับเครื่องราง "...นึกแล้วว่าเคียราต้องพูดแบบนั้น"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 มิ.ย. 61

บทที่ ๑๘

ความหวังกับเครื่องราง

 

ในเช้าวันศักดิ์สิทธิ์ เสียงระฆังบนหอคอยอารามหลวงดังกังวาน หญิงสาวผู้สวมชุดกระโปรงเรียบๆ สีเทาและผ้าคลุมผมสำหรับวันทำพิธีทางศาสนาก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง ให้ทุกก้าวของตนตรงกับจังหวะเสียงระฆังดัง จากนั้นเธอก็ไปยังน้ำพุอธิษฐานที่ลานข้างหน้าอาราม ขอพรก่อนจะทิ้งเหรียญเงินที่ใหญ่ที่สุดลงไป

เคียรามองเหรียญของตนจมลงสู่ก้นน้ำพุหินอ่อนสีขาวอันมีเหรียญอื่นๆ สะท้อนแสงแดดวาววับอยู่ภายในแล้วมากมาย ดูเหมือนจะมากกว่าวันศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะตอนนี้เข้าปีใหม่กับฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งผู้คนมักมาอธิษฐานขอให้ปีนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี อีกทั้งวันประลองรอบสุดท้ายในพิธีสยุมพรก็คือวันพรุ่งนี้เอง

ที่ลานจอดรถม้าข้างทางเข้าวิหาร หญิงสาวเห็นขบวนรถติดธงตราหมูป่า สัญลักษณ์ของมณฑลชอร์ซา ออกจะสายไปสักหน่อยสำหรับการทำวัตร แต่ท่านเจ้ามณฑลหรือลูกชายคงตั้งใจจะมาอธิษฐานเท่านั้นกระมัง ท่านดูลัสตอนนี้ก็คงอารักขาเจ้าหญิงแอชลีนน์กลับจากพิธีทำวัตรตามปกติซึ่งจัดในอารามเล็กๆ ในพระราชวังแล้ว

คนที่มาขอพรเรื่องผลการประลองพรุ่งนี้อาจไม่มีแค่ผู้เข้าทดสอบ ครอบครัว หรือมิตรสหาย หญิงสาวได้ยินมาบ้างว่ามีคนลักลอบพนันเอาเงินว่าใครจะเป็นผู้ชนะแม้ทางการจะพยายามปราบปรามควบคุม เธอไม่พอใจนักที่คนพวกนั้นเห็นความสุขของเจ้าหญิงแอชลีนน์เป็นเรื่องสนุก แต่จะทำอย่างไรได้ ทุกคนคงอยากฉลองให้ครึกครื้น ในเมื่อนี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่มีการเปิดสนามประลองในพระราชวังให้ประชาชนเข้าชมแทนที่งานลูคนาซัธซึ่งว่างเว้นไปนานหลังการลอบปลงพระชนม์

เคียราไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกคนที่เธอขอพรให้ชนะว่าอย่างไรดี...ไม่ใช่ทั้งญาติ และไม่รู้จะเรียกว่ามิตรได้หรือไม่ เอาเป็นว่าเป็นคนที่เธอรัก และอยากให้คู่กับใครอีกคนที่เธอรักก็แล้วกัน

ขออภัย ท่านคือเคียรา โบรนัคใช่ไหมขอรับ

หญิงสาวตกใจกับเสียงทุ้มต่ำข้างหลัง พอหันขวับไปก็เห็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่น่าจะอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ ผมที่ ตัดสั้นเกรียนทั้งศีรษะดูเป็นสีน้ำตาลคล้ายผมของเคียรา นัยน์ตาสีเขียวเหมือนกับแม่ของเคียรา แต่เค้าโครงหน้าแข็งแกร่งเหมือนชายวัยกลางคนอีกคน

ขออภัยที่จู่ๆ เข้ามาพูดด้วย แต่ข้ามีเรื่องต้องการถามขอรับ ชายหนุ่มพูดต่อไป ถ้อยคำสุภาพ แต่น้ำเสียงติดห้วนแข็งเหมือนทหาร ท่านรู้จักผู้หญิงที่ชื่อชีลา โบรนัค หรือเปล่า

ชื่อของแม่...เคียราเริ่มลังเล เธอควรบอกเขาว่าทักคนผิด หรือปฏิเสธว่าไม่รู้จักดี

ข้ารู้จักท่านจากข่าวลอบปลงพระชนม์ แต่เพิ่งหาโอกาสพูดด้วยได้วันนี้ ชีลา โบรนัคเป็นแม่ของข้าเอง ได้ยินว่านางล้มป่วยเสียชีวิตไปตั้งแต่ข้าอายุแค่สองขวบ ข้าจำหน้าของแม่ไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากนางเสียชีวิต ครอบครัวข้าก็ไม่ได้ติดต่อญาติทางแม่อีก ข้าจึงอยากรู้ว่าท่านรู้จักแม่ของข้าหรือเปล่า

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ยังคงตั้งสติไม่ถูกว่าจะตอบอย่างไร จนเขาพูดอีกครั้ง

ขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัว ข้าชื่อคาเฮียร์ เป็นผู้กอง...“

ผู้กองคาเฮียร์...ข้ารู้จักท่านแล้วค่ะ เคียราก้มหน้าหลบสายตา

จากที่ไหนหรือขอรับเสียงของเขายินดีขึ้น

ท่าน...เป็นผู้เข้าประลองนี่คะ แล้วข้าก็...เป็นนางกำนัลของเจ้าหญิงแอชลีนน์ เธอค่อยๆ เรียบเรียงคำตอบซึ่งเป็นคำลวงทั้งสิ้น ที่จริง หญิงสาวรู้จักชื่อเขามาก่อนหน้านี้ และคอยแอบมองห่างๆ เวลาเขาเข้าวังกับบิดานานๆ ครั้งด้วยซ้ำ แต่ข้าไม่รู้จักแม่ของท่านค่ะ ขออภัยด้วย

แต่ท่านมาจากตระกูลโบรนัคไม่ใช่หรือ เราน่าจะเป็นญาติกัน กระทั่งสีผมของเรายังเหมือนกันมากเลย เขาบอกว่าสีผมข้าเหมือนแม่

...ข้าไม่ได้เป็นญาติกับขุนนางตระกูลโบรนัคค่ะ เป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เรามีนามสกุลเดียวกัน สีผมก็เหมือนกัน เคียราปฏิเสธ

นั่นเป็นความจริงกึ่งหนึ่ง เพราะญาติทางแม่ตัดขาดแม่กับเธอจากตระกูลตั้งแต่ก่อนเคียราลืมตาดูโลกเสียอีก

ข้า...ขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวต้องรีบกลับเข้าวังไปรับใช้เจ้าหญิง เธอพยายามปลีกตัวไปโดยเร็ว แต่แล้วก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสอง นำโดยชายหนุ่มผมสีทองหม่นซึ่งแต่งกายสีเคร่งขรึมตามธรรมเนียม แต่ก็แขวนสร้อยประคำเส้นโตฝังเพชรพลอยหรูหราเหมือนอวดฐานะ

ผู้กองคาเฮียร์ ไม่นึกเลยว่าจะเกี้ยวสาวอื่นในวันศักดิ์สิทธิ์ แถมก่อนประลองวันเดียวแท้ๆ

คาเฮียร์มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย กระนั้น หญิงสาวก็เหมือนรู้สึกได้ว่าพี่ชายต่างบิดาไม่พอใจ

ท่านคาเฮียร์แค่มีเรื่องถามข้านิดหน่อยค่ะ ข้าเป็นนางกำนัลของเจ้าหญิงแอชลีนน์ เธอตัดสินใจพูดแทน เพราะเห็นว่าอย่างไรคาเฮียร์ก็ถือเป็นพี่ชายร่วมแม่ ไม่ควรปล่อยให้ขุนนางชนบทระดับล่างมากล่าวหาให้เสียชื่อ

อ้อ ชายคนนั้นกลับพยักหน้าแล้วยิ้มออกมา นับเป็นเกียรติที่ได้พบกันวันนี้ ข้าคือชาลัวห์ ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาที่จะมาเป็นพระสวามีของนายเจ้าเอง กลับไปกราบทูลเจ้าหญิงให้รอชมฝีมือข้าด้วยล่ะ

เคียราบังคับตนเองเป็นอย่างหนักไม่ให้แสดงสีหน้ารังเกียจ เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงอย่างนี้จะผ่านการทดสอบเข้ามาได้

...หามิได้ค่ะ นับเป็นเกียรติของข้าต่างหาก

ชายหนุ่มจับมือของเธอขึ้นมาทำท่าจะจูบเบาๆ ยังผลให้นางกำนัลสาวยิ่งต้องบอกตนเองให้อดทนรักษาความสุภาพ...แต่ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะทันสัมผัสหลังมือเธอก็มีเสียงคนพูดแทรกขึ้น

ท่านชาลัวห์ วันศักดิ์สิทธิ์แถมก่อนหน้าประลองแท้ๆ มาทำเจ้าชู้ไก่แจ้อย่างนี้ไม่งามนะขอรับ

หญิงสาวหันไปเห็นชายอีกสามคนเดินเข้ามา หนึ่งเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ผมสีน้ำตาลตัดสั้นราวต้นคอ อีกคนอายุน้อยเหมือนวัยรุ่นตอนปลาย ร่างเพรียวบางกว่า และมีผมสีแดงยาวระหลังคอดูยุ่งเหยิง ส่วนคนที่สามอายุน้อยกว่าคนแรกและไล่เลี่ยกับคนที่สอง ผมสีดำสนิท ผิวออกเหลืองไม่เหมือนชาวธีร์ดีเร แต่ก็ไม่ถึงกับคล้ำ ทั้งสามแต่งกายภูมิฐานด้วยชุดสีเคร่งขรึม แต่ชายผมแดงดูจะปล่อยให้เสื้อผ้ายับจนเกินควร

แกอีกแล้ว คนถูกทักเข่นเสียง

ความจำยังดีเหมือนเดิม ว่าแต่ข้อมือหายดีแล้วหรือขอรับ ชายผมดำรับ เคียราจำเสียงได้ว่าเขาเป็นคนพูดขัดชาลัวห์เมื่อครู่นั่นเอง

หายดีพอจะไล่บี้หมาบางตัวให้แบนติดลานประลองก็แล้วกัน!”

วันศักดิ์สิทธิ์เขาห้ามสบถสาบานไม่ใช่รึ เด็กหนุ่มผมแดงเสริมขึ้นบ้าง ระวังเทพเจ้าลงโทษก็แล้วกัน ตั้งท่าลวนลามผู้หญิงกับปากสุนัขแต่หัววันเชียว

แล้วแกไม่สบถสาบานรึไง

เด็กหนุ่มผมแดงโคลงศีรษะแล้วจุปาก

ข้าพูดว่า ปากสุนัข เป็นคำสุภาพนา ไม่ได้พูดว่าปาก...อ๊ะ เกือบไปแล้วๆคนพูดตบปากตนเองเสียงดัง

จะพูดว่าอะไรก็เหมือนกันนั่นละ!” ชาลัวห์ปล่อยมือจากเธอและทำท่าจะก้าวเข้าไปหาทั้งสาม แต่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลก็พูดขึ้นเสียก่อน

ทั้งสองคนพอทีเถอะ เดี๋ยวกลายเป็นทะเลาะกลางที่สาธารณะหรอก

แกตั้งใจจะให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไม่ใช่รึ!”

คาเฮียร์เข้าไปขวางระหว่างทั้งสองฝ่าย

หากพวกท่านทำอย่างนั้น พระเกียรติของเจ้าหญิงแอชลีนน์จะพลอยเสื่อมเสียไปด้วย

แล้วเจ้าเกี่ยวอะไร ข้าพูดกับไอ้พวกหมารับใช้ลูกเจ้ามณฑลยาร์ลาธ อย่าเสื...”

ขอโทษ...สิงห์ไม่เห่าตอบแต่กัดเจ็บว่ะ เทียบกับสุนัขที่เอาแต่เห่าใบไม้แห้ง รายหลังพอเจอสิงห์ตัวจริงคงได้แต่วิ่งหางจุก...อ๊ะ ไม่ได้ๆ ข้าเกือบสบถอีกแล้ว เด็กหนุ่มผมแดงตบปากตนเองอีกครั้ง

ไอ้...!

พวกท่านทั้งสองควรรักษากิริยาเสียบ้าง!” คาเฮียร์พูดเสียงดังเฉียบขาดเหมือนออกคำสั่งทหาร

ชาลัวห์ทำท่าไม่พอใจนัก แต่ก็ดูเหมือนจะยอมรามือ หึ...ไว้พรุ่งนี้จะได้รู้กันว่าใครสิงห์ใครหมา

ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาก้าวยาวๆ จากไปทางลานจอดรถม้า ส่วนคนทั้งห้ายืนเงียบหน้าน้ำพุอธิษฐานอีกครู่หนึ่ง

เอ้อ...ท่านคาเฮียร์ ขออภัยขอรับที่ทำให้ท่านลำบาก น้องชายกับ...คนของข้าเลือดร้อนไปหน่อย ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลพูดขึ้นก่อน

ไม่เป็นไร ข้าเห็นว่าลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาหาเรื่องพวกท่านก่อน ท่านเฟย์ลิมยังนับว่าใจเย็นที่พยายามปรามคนของท่าน คาเฮียร์ตอบด้วยเสียงเรียบแข็งตามเดิม แต่ก็ควรห้ามให้เด็ดขาดกว่านี้

เคียรากะพริบตาปริบๆ ผู้ชายที่ดูสุภาพ ถ่อมตัว แต่ไม่ค่อยเข้มแข็งนี่หรือคือลูกชายของเจ้ามณฑลยาร์ลาธ...ลูกของ มังกรน้ำแห่งตะวันตก และคนที่เจ้าหญิงแอชลีนน์แอบเสด็จไปเรียนด้วย

หมายความว่า ชายผมดำที่ดูอายุไม่มากไปกว่าเจ้าหญิงเท่าไรก็คืออาจารย์ชาวทะเลทรายคนนั้นหรือ

ไม่ใช่กระมัง เขาดูเด็กกว่าเฟย์ลิมกับเธอ ซ้ำวัยไล่เลี่ยกับเจ้าหญิงเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น คนเป็นอาจารย์สอนคนอื่นควรใจเย็นและสำรวมคำพูดมากกว่านี้ นี่คงเป็นคนอื่น เป็นผู้ติดตามหรือองครักษ์มากกว่า

ข้าจะพยายามขอรับ เฟย์ลิมยิ้มอ่อนๆ แล้วพูดต่อเหมือนนึกขึ้นได้ เอ้อ ข้าตั้งใจมาทักทายขอรับ เห็นท่านตอนทำพิธีแล้ว แต่ไม่มีโอกาสพูดกันเลย

ข้าก็เห็นท่านแล้วเหมือนกัน

พรุ่งนี้...ข้าจะพยายามให้เต็มที่ขอรับ

ข้าก็เช่นกัน

ชายทั้งสองสบตากันเงียบๆ ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังนึกว่าจะพูดอะไรต่อ แล้วเฟย์ลิมจึงค้อมศีรษะ

ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ เฟย์ลิมค้อมศีรษะ เชิญท่านกับน้องสาวตามสบายขอรับ

เคียราตกใจ แต่พยายามระงับไว้ เธอเห็นสีหน้าของคาเฮียร์เปลี่ยนไป

ท่านเฟย์ลิมเข้าใจผิดแล้วกระมัง นี่ไม่ใช่น้องสาวของข้า แต่เป็นนางกำนัลของเจ้าหญิงแอชลีนน์ต่างหาก

อะ...เอ้อ ขออภัยด้วยขอรับ เห็นท่านสองคนมีสีผมเค้าหน้าเดียวกัน ข้าเลยนึกไปว่าเป็นญาติกันชายหนุ่มพูดเก้อๆ

มะ...ไม่ใช่ค่ะ เราไม่ได้เป็นญาติกันเลย หญิงสาวตัดสินใจค้อมศีรษะบ้าง ด้วยเห็นว่าอย่างน้อยพวกเขาก็เข้ามาขัดจังหวะตอนชาลัวห์จะทำไม่งามกับเธอพอดี เคียราค่ะ...ยินดีได้ที่รู้จักท่านเฟย์ลิม

ชายหนุ่มผู้ฟังกลับกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพูดอย่างประหลาดใจ

ท่านเคียรา! ท่านเคียราจริงๆ หรือขอรับ! ทำไมสีผมเปลี่ยนไปละขอรับ!”

หญิงสาวเป็นฝ่ายกะพริบตาถี่ๆ ด้วยความงุนงงบ้าง

พี่สาวอาจจะย้อมผมมาก็ได้นี่พี่เฟย์ลิม ผู้หญิงเขารักสวยรักงามจะตายไป เด็กหนุ่มผมแดงพูด ก่อนจะเหล่สายตามาทางเธอ แล้วยิ้มที่มุมปาก ผมสีนี้ก็เข้ากับพี่สาวไม่หยอกนะ ทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย

ท่านเคียราหรือ เด็กหนุ่มคนทรายพยายามสบตากับเธอ แต่หญิงสาวก็เบือนหลบ ท่าน...ได้รับจดหมายของข้าจากท่านองครักษ์ดูลัสแล้วใช่ไหม

จดหมาย...จดหมายอะไรหรือคะ เคียราไม่รู้จริงๆ ว่าเขาพูดถึงอะไร

เอ่อ...ข้าขออภัย จดหมายคงไปไม่ถึง ไว้...ไว้วันหลังเราค่อยพูดกันก็ได้...ถ้าท่านสะดวก เด็กหนุ่มผมดำพูดเท่านั้น แล้วก็ก้มหน้าไม่ยอมมองเธออีก กระนั้นเฟย์ลิมยังถามต่อ

แล้วแอชล่ะขอรับ สบายดีไหม

แอช?

แอช...น้องชายของท่านน่ะขอรับ หลังจากวันก่อนลูคนาซัธก็ไม่ได้พบกันเลย เขาเป็นยังไงบ้าง

เคียราพยายามปะติดปะต่อ แล้วก็นึกได้ว่าแอชเป็นชื่อปลอมของเจ้าหญิงแอชลีนน์นี่เอง

ขะ...เขาก็สบายดีค่ะ แต่ข้าต้องขอตัวก่อน ต้องรีบกลับเข้าวังแล้วล่ะค่ะ หญิงสาวค้อมศีรษะก่อนจะกลับหลังหัน ก้าวยาวๆ ออกมาให้เร็วที่สุดโดยไม่รอคำตอบจากใครก็ตาม


เคียราถอนหายใจเบาๆ เมื่อพ้นลานหน้าอารามหลวงมาได้ กระนั้นยังประหลาดใจไม่หายว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ เท่าที่เธอเดาได้ คงเกี่ยวกับตอนที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย เสด็จออกนอกอารามไปเรียนร่วมกับคุณชายเฟย์ลิมนานเป็นเดือนๆ กระทั่งหญิงสาวห้ามจนอ่อนใจและท่านดูลัสจับได้แล้วก็ยังไม่ฟัง ถึงกับยอมอดพระกระยาหารจนทั้งสองยินยอมให้ลอบออกไปเรียนต่อเสียอีก

แต่จู่ๆ หลังจากหนีเที่ยวในวันลูคนาซัธ เจ้าหญิงก็ตรัสว่าจะไม่ไปเรียนอีกแล้ว พระเนตรที่แดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มาทำให้เคียราอดถามไม่ได้ แล้วก็ได้ความจากคำตัดพ้อว่าอาจารย์ชาวทรายของคุณชายเฟย์ลิมรู้ตัวจริงของพระองค์มาตั้งแต่ต้น และยอมสอนให้แค่เพื่อธีร์ดีเร ซ้ำพูดต่อหน้าต่อตาว่ายอมให้พระองค์แต่งงานกับใครก็ได้ถ้าเกิดผลดีต่ออาณาจักรนี้

ที่จริงหญิงสาวไม่ค่อยเข้าใจอาการน้อยใจแปลกๆ ของนายเหนือหัวสักเท่าไร แต่ก็เห็นดีด้วยที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ทรงเลิกทำอะไรแผลงๆ เสียที ตัวเธอเองใจหายใจคว่ำมานานเกินไปแล้ว หากไม่ได้ท่านดูลัสช่วยปกปิดเรื่องที่ปลอมตัวอยู่แทนพระองค์ทุกๆ วันก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

แต่ทำไมพวกคุณชายเฟย์ลิมถึงรู้จักเธอ เดี๋ยวสิ...รู้จักชื่อเธอ ทำเหมือนจำหน้าตาเธอได้ แต่ทักว่าเธอมีสีผมไม่เหมือนเดิม

อย่าบอกนะว่าเจ้าหญิงไม่ได้แค่ให้เธอปลอมตัวเป็นพระองค์ แต่เอาชื่อเธอไปบอกพวกเขาแทนพระนามจริงด้วย

ตายแล้ว...

เคียราได้แต่ภาวนาให้ไม่มีเรื่องยุ่งยากมากไปกว่านี้ เห็นจะจริงตามที่ทั้งเจ้าหญิงแอชลีนน์กับท่านดูลัสบอกตรงกันว่าเธอหน้าตาเหมือนพระองค์มากเหลือเกิน ในเมื่อพวกคุณชายเฟย์ลิมไม่รู้สึกขัดเลยว่าเคียราในตอนนั้นกับตอนนี้เป็นคนละคนกัน

ความเหมือนนี้ทำให้หญิงสาวลำบากใจ ที่จริง เวลาเธอแต่งกายเป็นนางกำนัลตามปกติก็ไม่มีใครสังเกต สีผมของทั้งสองต่างกันมากอยู่แล้ว แม้สีตากับเค้าโครงหน้าจะแทบเป็นพิมพ์เดียวกัน เธอเพิ่งรู้ว่าทั้งสองเหมือนกันขนาดนี้ก็ตอนเจ้าหญิงทรงบังคับให้สวมช้องผมปลอมตัวเป็นพระองค์ ท่านดูลัสจับได้ไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะลองพูดคุยแล้วเห็นมีพิรุธจึงค่อยๆ ต้อนเธอจนมุมเสียเอง

“คุณหนู สนใจเครื่องรางนำโชคไหมเจ้าคะ เครื่องรางนำโชคของดีแท้ๆ นะ” เสียงเรียกทำให้เคียราชะงัก เธอหันไปเห็นร่างหนึ่งสวมผ้าคลุมทอลวดลายสีจัดจ้านอย่างชาวทะเลทรายปกปิดใบหน้า เผยเพียงดวงตาสีดำสนิทท่ามกลางรอยยับย่นของผิวหนัง เป็นหญิงชราที่นั่งบนพรมผ้าทอแบบเดียวกันที่ข้างตึก ใกล้กับตลาดกลางจัตุรัสทารา ซึ่งเงียบเหงาเพราะห้ามขายของในวันศักดิ์สิทธิ์

เธอไม่ค่อยชอบผู้อพยพที่ไม่เคารพศาสนาของที่ที่ตนมาอยู่ จึงทำท่าจะรีบเดินไป แต่สายตาก็พลันปะกับบางสิ่งที่ทำให้ตนประหลาดใจเสียก่อน

ท่ามกลางกระถางกำยาน ตะเกียงกระเบื้องและทองเหลือง สร้อยลูกปัด กับเครื่องรางกระจุกกระจิกอื่นๆ มีผืนผ้าขาวที่รองใบไม้เล็กๆ สี่แฉกสี่ใบ ดูสดและชื้นน้ำค้างเหมือนเพิ่งเก็บมาในเช้านี้เอง

สมัยอยู่ในชนบทกับแม่ เธอเคยลองหาใบแชมร็อคสี่แฉกในทุ่งหลายครั้ง แต่ก็ไม่พบเลย แล้วจู่ๆ ...

เคียราตัดสินใจโน้มตัวลงชี้ใบไม้พวกนั้น “ขายเท่าไร”

เสียงอู้อี้ใต้ผ้าคลุมหัวเราะน้อยๆ “ไม่ได้ขาย” หญิงสาวฟังแล้วอยากลุกขึ้นเดินจากไปทันควัน แต่ก็ได้รับคำขยายเสียก่อน “เอาไว้แถมเวลาซื้อของอย่างอื่นเจ้าค่ะ”

เคียรากวาดมองโดยทั่ว แต่ก็ไม่เห็นของที่ตนอยากได้จริงๆ จังๆ ใช่ว่าเธอไม่ชอบกำไลหรือสร้อยลูกปัดสวยๆ เพียงแต่เครื่องประดับของชาวทรายมักมีสีฉูดฉาและระย้าห้อยรุงรัง สวมตอนอยู่ในวังไม่ได้ กำยานของคนพวกนี้เธอก็ไม่คุ้นกลิ่น ตะเกียงก็ไม่รู้จะเอาไปประดับที่ใด

“คุณหนูต้องการเครื่องรางนำโชคใช่ไหมเจ้าคะ”

หญิงสาวประหลาดใจขึ้นมา “รู้ได้อย่างไร”

“ก็เห็นสนใจใบแชมร็อคนี่เจ้าคะ” หญิงชราบอก มือเหี่ยวย่นใต้ชายผ้าคลุมยื่นออกมาหยิบของชิ้นหนึ่ง มันดูคล้ายก้อนขนสัตว์ยาวๆ สีเทา มีเชือกหนังมัดร้อยไว้ “ลองนี่ดูไหมเจ้าคะ เท้าหลังซ้ายของกระต่ายป่า เครื่องรางนำโชคชั้นดีทีเดียว นอกจากจะช่วยให้ได้ชัยในการแข่งขันต่างๆ แล้วยังใช้ป้องกันภัยได้ด้วย”

“...อย่างนั้นหรือ” เคียรามองของนั้นเทียบกับสินค้าอื่นๆ ครู่หนึ่ง เครื่องรางนำโชคของคนทรายไม่รู้จะเชื่อถือได้มากเท่าไร แต่ก็น่าลองดูไม่ใช่หรือ “เท่าไร”

“ยี่สิบวีร์เจ้าค่ะ”

“ขอทั้งสี่ใบเลยได้ไหม” หญิงสาวหยิบถุงเงินของตน

“เจ้าค่ะ” หญิงชรานำผ้ามาห่อเท้ากระต่ายกับใบไม้ทั้งสี่ให้ “หลานข้าเก็บได้จากสวนริมแม่น้ำนี่เองเจ้าค่ะ เห็นคนธีร์ดีเรบอกว่าเป็นของนำโชค เห็นจะจริง มันนำโชคให้ข้าขายของชิ้นแรกได้ในวันนี้แท้ๆ”

“วันศักดิ์สิทธิ์คนธีร์ดีเรไม่ขายของกัน ยายเปลี่ยนไปขายวันอื่นน่าจะมีคนซื้อมากกว่านะ” เคียราตัดสินใจแนะ

“ก็นี่เป็นวันก่อนวันประลอง แล้วหลานข้าก็เก็บใบแชมร็อคได้พอดีตั้งสี่ใบ เลยว่าจะเสี่ยงดูสักหน่อย ขอให้คุณหนูโชคดีนะเจ้าคะ มีทั้งเครื่องรางของธีร์ดีเรกับเครื่องรางของทะเลทรายแท้ๆ นี่”

“ขอบคุณ” เคียราตอบสั้นๆ ก่อนจะส่งเหรียญเงินให้ รับสินค้าแล้วเดินจากไป

“เอ้อ เวลาขอโชคดี อย่าลืมลูบเท้ากระต่าย แล้วพกติดตัวไว้ตลอดเวลานะเจ้าคะ”

“ค่ะ ขอบคุณมาก” หญิงสาวเหลียวไปตอบ

เคียราจำเวลาออกเวรของดูลัสได้ดีและรีบกลับมาถึงพระราชวัง ผลัดเสื้อผ้าเป็นชุดนางกำนัลมาหาเขาที่ห้องพักราชองครักษ์ได้ไม่ถึงห้านาทีก่อนชายหนุ่มกลับเข้ามา

“ดูลัส นางกำนัลของเจ้าหญิงมาหา” ราชองครักษ์ที่อายุมากกว่าหันไปบอกอย่างรื่นเริง “พระองค์คงจะทรงฝากคำอวยพรมาให้”

ชายหนุ่มผมสีทองจางมองเคียราซึ่งหลบสายตาอย่างสำรวมโดยเร็ว ก่อนที่เธอจะบอกอ้อมแอ้มว่าออกไปพูดกันข้างนอกได้ไหม ดูลัสรับคำสั้นๆ แม้จะดูสงสัย แล้วทั้งสองจึงออกมายังอุทยานเล็กๆ ระหว่างอาคารสองหลัง ที่นั่นมีดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิบานสะพรั่ง ใต้ร่มต้นหลิวที่ปลูกเป็นแถวเรียงกัน

“มีอะไรหรือ” ชายหนุ่มถาม

เคียรารวบรวมความกล้า ส่งห่อผ้าที่เธอถือมาตลอดให้เขา

“ข้า...ยะ...อยากให้ท่านรับนี่ไว้ค่ะ”

ดูลัสทำตามแล้วก็คลี่ผืนผ้าออก เผยสิ่งของที่เธอวางรวบรวมไว้ในนั้น

“นี่อะไร” เสียงของเขาฟังฉงนสงสัย แต่ไม่ได้ขุ่นมัวหรือไม่พอใจ

“คือ...ข้า...ข้าอยากมอบของพวกนี้ให้แก่ท่าน เป็นเครื่องรางนำโชคน่ะค่ะ กะ...เกือกม้านี่ให้แขวนติดตัว แต่ต้องแขวนให้ปลายชี้ขึ้นนะคะถึงจะนำโชคดีมาให้ ห้ามชี้ลงเด็ดขาด นี่ใบแชมร็อคสี่ใบ แล้วก็เท้ากระต่าย...เป็นเครื่องรางของคนทรายน่ะค่ะ เขาบอกให้ลูบเท้ากระต่าย อธิษฐานแล้วพกติดตัวไว้ตลอดเวลา”

ดูลัสก้มมองของในห่อผ้าก่อนจะหันมาทางเธออีกครั้ง ยังผลให้เคียราหลบสายตาด้วยความประหม่า

“ขะ...เขาให้พกเข้าสนามประลองได้...ใช่ไหมคะ”

“ไม่มีกฎห้ามไว้” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงเหมือนขันเล็กน้อย “แต่ถ้าพกเข้าไปทั้งหมดนี่ ข้าคงกลายเป็นมนุษย์เครื่องรางแน่ๆ”

“เอ่อ...” เคียราเริ่มไม่สบายใจ เธอไม่เคยได้ยินดูลัสใช้เสียงอย่างนี้มาก่อนเลย

“ข้าไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ แต่ขอบใจที่ช่วยให้กำลังใจต่างหาก”

“ก็...ก็ข้าอยากให้ท่านดูลัสได้อยู่เคียงข้างเจ้าหญิงนี่คะ”

“แล้วเจ้าหญิงล่ะ” ดูลัสถามเบาๆ “ทรงมีพระประสงค์เหมือนกันหรือเปล่า”

“เอ่อ...” หญิงสาวรีบหาคำตอบที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน “...ค่ะ ก็พระองค์ทรงสนิทกับท่านดูลัสที่สุดนี่คะ”

“ข้าก็ตั้งใจจะสู้เต็มที่อยู่แล้ว เพื่อพระองค์” ดูลัสรับ

“ค่ะ...ขอให้ท่านมีชัยนะคะ” เคียราเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา

“ขอบใจ แต่เดี๋ยวข้าต้องรีบกลับไปพักผ่อนแล้ว” ชายหนุ่มบอก

“ค่ะ...พิธีเปิดประลองมีตั้งแต่เช้าเลยนี่คะ” หญิงสาวรับ “ข้า...ข้าจะคอยดูท่านดูลัสนะคะ...จะเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอค่ะ”

ดูลัสพูดขอบใจอีกครั้งและยิ้มน้อยๆ ก่อนจะผละไป เคียรามองแผ่นหลังขององครักษ์หนุ่มจนลับหายเข้าประตูอาคาร แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ

เธอทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ที่เหลือก็ได้แต่หวังว่าเทพเจ้าจะเมตตาตามคำอธิษฐานของเธอเท่านั้นเอง

 

“เคียราไปไหนนานจัง” เจ้าหญิงแอชลีนน์ทักทันทีที่เธอกลับเข้ามาตอนบ่ายเกือบเย็น

เด็กสาวสวมชุดทางการสำหรับพระราชพิธีพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นผ้าไหมชั้นดี ทอดิ้นทองเป็นลวดลายประณีต มีตราสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ที่อกเสื้อ ผมเกล้าอย่างบรรจงกว่าทุกครั้ง และบนศีรษะสวมมงกุฎทองโปร่งตามฐานะ

“หม่อมฉันไปอารามหลวง...ตามที่ทูลขอไว้นี่เพคะ”

“แต่ก็ไม่น่าจะนานขนาดนี้ พิธีเสร็จตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้วนี่” นายหญิงผู้อายุน้อยกว่าทำหน้าง้ำ “ทำไมนะ เคียราออกไปข้างนอกได้ตั้งนาน...แต่เราออกไปไม่ได้เลย”

ผู้ฟังยิ้มอ่อนใจ พอเข้าใจอารมณ์ของผู้สูงศักดิ์กว่าขึ้นมา...คงหงุดหงิดเพราะอยากออกไปข้างนอก แต่ไปไม่ได้ ถึงได้อิจฉาที่เธอมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นกระมัง

“วันศักดิ์สิทธิ์ ใครๆ เขาก็เข้าอารามกันทั้งนั้นเพคะ ไม่มีอะไรหรอก หม่อมฉันถูกรั้งไว้ต่างหากถึงกลับช้า”

“ถูกรั้ง? ใครรั้งเคียราไว้หรือ”

“ก็...ผู้กองคาเฮียร์เพคะ เขา...ทักทายหม่อมฉันนิดหน่อย แล้วก็มีคุณชายชาลัวห์ ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซา กับคุณชายเฟย์ลิม ลูกชายเจ้ามณฑลยาร์ลาธด้วย ทั้งสามคนมาที่อารามหลวงเหมือนกัน”

“อ้อ...ถ้าดูลัสไปด้วยก็ครบสี่คนเลยน่ะสิ” เด็กสาวมีสีหน้าขุ่นมัว “ตีกันเสียตั้งแต่ตอนนั้นเลยก็ดี ทำไมเราต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ด้วย”

“พระราชพิธีทดสอบครั้งสุดท้ายสำคัญมากนะเพคะ”

ผู้ฟังไม่ตอบแต่กลับก้าวขัดๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วสลัดรองเท้าส้นสูงประดับพลอยออกจากเท้าทั้งสองข้าง ทิ้งให้ร่วงกระทบพื้นพรมดังก้อง

“เคียราเห็นว่าชุดใช้ได้แล้วใช่ไหม นมบอกให้เรารอเคียรามาช่วยดู แต่ถ้าเคียราไม่บอกว่าชุดไม่ดีตรงไหน...ก็แสดงว่าเรียบร้อยแล้วสินะ เราจะได้เปลี่ยนเสียที ใส่ไม่สบายตัวเลย ผ้าก็หนา คันก็คัน รองเท้าก็สูงจนเรากลัวสะดุดคอหักตาย”

“คุณท้าวถึงได้บอกให้ซ้อมเสด็จพระราชดำเนินให้มากๆ นี่เพคะ”

“กะแค่ให้เราไม่คอหักตายนี่นะ ใครๆ กลัวเจ้าหญิงจะไม่สูงสง่า มากกว่าคอหักตายเพราะรองเท้าส้นสูงเชียวหรือ” เสียงของเด็กสาวแข็งขึ้นขณะที่เธอแกว่งเท้าที่มีรอยแดงชัดเจนตามขอบรองเท้า

“องค์หญิงประทับนั่งพัก เสวยนมน้ำผึ้งอุ่นๆ สักหน่อยไหมเพคะ หม่อมฉันจะไปชงมาให้” เคียรารีบเสนอ แต่อีกฝ่ายก็สั่นศีรษะ

“ไม่เอา วันนี้เราไม่รู้สึกอยากรับประทานอะไรเลย”

“แต่ก็เสวยพระกระยาหารตามปกติใช่ไหมเพคะ วันพรุ่งนี้องค์หญิงจะทรงพระประชวรไม่ได้นะเพคะ”

“เรารู้แล้ว ถึงป่วยก็ต้องทำเหมือนไม่ป่วย...แค่นั้นเอง”

“ถ้าทรงปวดพระบาท หม่อมฉันจะนำน้ำกุหลาบอุ่นๆ มาให้แช่พระบาท แล้วนวดให้นะเพคะ” หญิงสาวยังพยายามเอาใจอีกฝ่าย...แม้จะไม่เหลือทางเลือกมากนัก

“ไม่เป็นไร ถ้าเคียราเห็นว่าชุดเรียบร้อยแล้วก็ให้เราเปลี่ยนเสียที ขอแค่นี้พอ”

เคียรามองสำรวจฉลองพระองค์ตัวงาม แล้วก็ยิ้มอย่างอ่อนใจ

“เรียบร้อยดีแล้วเพคะ แต่องค์หญิงทรงขยับพระองค์หยุกหยิกเกินไปกระมัง ผ้าเลยยับนิดหน่อย ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ แล้วให้หม่อมฉันนำไปให้ฝ่ายฉลองพระองค์รีดแล้วกันเพคะ”

“ก็ดี” เด็กสาวรีบถอดมงกุฎทันที ตามด้วยพระกุณฑลทั้งสองข้างและสร้อยพระศอ “เคียราอย่าลืมไปบอกนมด้วยล่ะ เดี๋ยวนมจะบ่นเราอีก ช่วยแก้ผมที”

“เพคะ” หญิงสาวขยับเข้าไปทำตามคำสั่งอย่างชำนาญ เธอปลดตาข่ายดิ้นทองร้อยไข่มุกที่รวบพระเกษาเป็นมวย คลายเปียเล็กที่ถักไว้ แล้วใช้แปรงขนนุ่มแปรงพระเกษาเรียบลื่นสีน้ำตาลอ่อน

“แล้ว...ผู้กองคาเฮียร์รู้จักเคียราด้วยหรือ” เจ้าหญิงแอชลีนน์ถามขึ้น “เขารู้ว่าเคียราเป็นน้องสาวเขาใช่ไหม”

“ไม่เพคะ เขาเข้ามาถาม เพราะเห็นนามสกุลหม่อมฉันเหมือนแม่ของเขาเท่านั้นเอง” เคียราตอบตามตรง แล้วก็ตัดสินใจพูดให้นายหญิงเข้าใจไว้ “เขาไม่รู้...และไม่ควรจะรู้ตลอดไปเพคะ ให้รู้ก็มีแต่จะอับอายและเสียใจ”

“อือ...” เด็กสาวรับเรียบๆ ก่อนจะตั้งคำถามอีกอย่าง “แล้ว...ชาลัวห์เป็นคนอย่างไร เห็นเคียราบอกว่าพบเขาด้วยนี่”

“ดูหยิ่งและโอ้อวดเพคะ แถมทำกรุ้มกริ่มกับหม่อมฉันด้วย ไม่นึกเลยว่าคนอย่างนั้นจะเข้ารอบมาได้” หญิงสาวย่นจมูก อดพูดต่อไม่ได้ “คุณชายเฟย์ลิมก็ดูสุภาพเรียบร้อยอยู่หรอกเพคะ แต่คุมคนไม่เป็นเอาเสียเลย คนที่มากับเขา...รู้สึกจะเป็นน้องชาย ทำกรุ้มกริ่มกับหม่อมฉันเหมือนกัน แล้วคนติดตามอีกคนที่ไม่ใช่ชาวธีร์ดีเรก็ปากกล้าเกินนาย ทั้งสองคนนี้...หม่อมฉันว่าไม่เหมาะจะเป็นราชาเลยเพคะ”

“ปากกล้าเกินนาย...หมายความว่าอย่างไรหรือ”

“ก็...ตอนที่คุณชายชาลัวห์พูดโอ่กับหม่อมฉันว่าจะเป็นสวามีขององค์หญิงให้ได้ คนทรายนั่นขัดขึ้นมาเพคะ เกือบทะเลาะกันในที่สาธารณะแล้วด้วยซ้ำ ถ้าผู้กองคาเฮียร์ไม่ห้ามไว้”

“แสดงว่า...เคียราเห็นคาเฮียร์ดีกว่าสองคนนั้นสินะ”

“ก็...ใช่เพคะ เขาดูเข้มแข็ง หนักแน่น เด็ดขาดสมเป็นทหารดี แต่หม่อมฉันว่า...ถึงอย่างไรท่านดูลัสก็ดีที่สุดสำหรับองค์หญิงเพคะ”

เจ้าหญิงแอชลีนน์เงียบไปอีกครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ

“...นึกแล้วว่าเคียราต้องพูดแบบนั้น”

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น