The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 18 : 17 - ศึกหักล้าง “ไม่รู้หรือ...ว่าข้าอยากประมือกับเจ้าที่สุด”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ก.ค. 60

บทที่ ๑๗

ศึกหักล้าง

 

เมฆลอยครึ้มบนฟ้าในคืนเดือนมืด อำพรางกลุ่มคนที่ค่อยๆ ลัดเลาะไปตามแนวสน จุดหมายคือกำแพงไม้ซุงซึ่งมีคนสวมชุดเกราะยืนเฝ้าอยู่หน้าทางเข้าสองคน และมีแสงไฟส่องสว่างจากภายใน

เกอร์มอนซึ่งเป็นผู้นำคนกลุ่มนั้นโบกมือสั่งให้พลธนูยิงออกไปถูกทหารยามคนหนึ่ง แต่ทั้งสองไม่ขยับเขยื้อน พูดให้ถูกคือไม่มีอาการแสดงว่ารับรู้ด้วยซ้ำ

เจ้าสองคนไปสำรวจดู เขาโบกมือสั่งทหารอีกสองนาย

ทั้งสองก้าวไปตรงหน้าทหารยามของอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง แต่ครั้นอยู่ห่างไปราวๆ สิบก้าวก็มีเสียงดีดผึงตามด้วยเสียงของบางสิ่งกระแทกชุดเกราะอ่อน เสียงร้องอย่างตกใจของคนโดนและควันสีตุ่นฟุ้งกระจาย

เกอร์มอนยกมือห้ามทหารคนอื่นๆ ไม่ให้วิ่งออกไป ทหารทั้งสองยืนมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคนหนึ่งจึงยกมือขึ้นแตะอก ดูสีเขียวที่ติดอยู่ก่อนจะหันกลับมาบอก ลูกหิมะย้อมสี...ข้าต้องออกไปแล้วขอรับ

แล้วเจ้าอีกคนล่ะ

ถูกแค่ไหล่ขอรับ

หัวหน้ากลุ่มพยักหน้า

ยังสู้ต่อได้ ส่วนเจ้า...ขอบใจมากที่ทำหน้าที่เพื่อท่านดูลัสด้วยดีมาตลอด ทุกคนค่อยๆ เข้าไป แต่ระวังกับดักให้ดี อย่าแตะต้องอะไรผิดสังเกตเด็ดขาด

ทหารผู้บุกรุกค่อยๆ เคลื่อนพลไปยังประตูค่ายอย่างระแวดระวังกว่าเดิม โดยไม่สนใจตุ๊กตาหิมะสวมเกราะทหารยามเปื้อนสีฟ้าสองตัวนั้น ซึ่งมีกิ่งสนโค้งริดใบแปะบนหน้าแทนรอยยิ้มกว้างเหมือนจะยั่วล้อ

 

อาเมียร์โผล่ศีรษะขึ้นมองเชิงเทินบนค่ายศัตรูด้านติดแม่น้ำอย่างใจเย็น

อย่างที่คิด ทางนี้เห็นจะมีคนคุ้มกันไม่มาก คงเพราะน้อยคนจะคิดว่าศัตรูอาจล่องทวนกระแสน้ำเย็นเฉียบมาโจมตีในเมื่อปราศจากอุปกรณ์และเวลาต่อเรืออย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่ออุณหภูมิลดลงจนผิวแม่น้ำกลายเป็นพื้นน้ำแข็งหนา พวกเขาก็สามารถเดินเท้าและลากเลื่อนไม้ที่ทำอย่างง่ายๆ มาได้ไม่ยากเลย

แต่อาเมียร์ไม่คิดว่าดูลัสประมาทขนาดนั้น...

ถ้าบุกทางนี้จะง่ายใช่ไหมขอรับ เฟย์ลิมถามเบาๆ อยู่ข้างเด็กหนุ่ม

ง่ายกว่าบุกจากทางค่ายเรา...แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นดูลัส เราจะประมาทไม่ได้

ให้ตายสิ สำหรับอาจารย์และเพราะเรื่องที่อาจารย์ทำลงไป ไม่ว่าอย่างไรก็ประมาทไม่ได้ทุกทางนั่นละ รูอาร์คบ่นขึ้น

ใช่ ไม่ว่าอย่างไรก็ประมาทไม่ได้ อย่าลืมว่าเราไม่มีค่ายให้กลับ ไม่มีเสบียงให้กินอีกแล้ว นอกจากตีเข้าไปกินในค่ายของดูลัส เด็กหนุ่มผมดำย้ำหนักแน่น

ไม่มีเสียงตอบจากคนอื่นๆ ขณะที่อาเมียร์ค่อยๆ ก้าวออกไป พร้อมกับโบกมือให้ลูกศิษย์ทั้งสองกับพวกทหารตามมา

 

เป็นอย่างที่ท่านดูลัสคาดไว้จริงๆ เกอร์มอนคิดขณะก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ค่ายศัตรูมีทหารยืนเฝ้าเต็มไปหมด และจุดไฟตามที่ต่างๆ เป็นปกติ เพียงแต่ทหารทุกนายเป็นตุ๊กตาหิมะ ซ้ำระหว่างทางยังมีกับดักดีดลูกหิมะดักอยู่เป็นระยะๆ

ทีแรก เขาจับได้ว่ากลไกจะทำงานเมื่อเหยียบหรือเตะเชือกที่ขึงซ่อนอยู่ในพื้นหิมะ จึงบอกให้พวกทหารใช้ดาบไม้ทิ่มพื้นเบื้องหน้าและตีกวาดให้แน่ใจ วิธีนี้ได้ผลบ้าง แต่ก็ยังมีกับดักซึ่งกะระยะดีดให้ถูกคนที่พยายามปลดมันแทนที่คนที่เหยียบตรงๆ ไม่น้อย จนพวกทหารไม่แน่ใจว่าควรเอาตัวรอดอย่างไร กระนั้น พวกเขาก็ต้องมุ่งหน้าต่อไป

ไม่ใช่เพื่อเผาธง หากศัตรูจงใจทิ้งค่ายจริงๆ ก็คงนำธงทัพติดไปด้วยและชักธงปลอมขึ้นแทน ทำลายเสบียงอาจเป็นผลพลอยได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น...

ขณะที่เกอร์มอนนึกทบทวนแผนการ เสียงคล้ายประทัดก็แผดขึ้นครั้งหนึ่ง ตามด้วยเสียงร้องอย่างตกใจหลายเสียง เขารีบไปยังต้นเสียงโดยเร็วที่สุดขณะคอยระวังกับดัก ก่อนจะปะทหารอีกคนที่วิ่งมาจากทางนั้น เกิดอะไรขึ้น!”

พะ...พวกเราพบกระโจมเสบียง เลยเผาทำลายตามคำสั่ง แล้ว...แล้วจู่ๆ ก็เกิดระเบิดขึ้นขอรับ

มีใครเป็นอะไรไหม

ถ้าบาดเจ็บจริงๆ ก็ไม่มีหนักขอรับ แต่...ทั้งเจ็ดคนที่เข้าไปในกระโจมเสบียงติดสีทั่วตัวกันทุกคน

เกอร์มอนบอกตนเองให้ข่มอารมณ์ไว้ แล้วจึงถาม ในนั้นมีเสบียงอยู่จริงหรือเปล่า

มีขอรับ...พวกเราตรวจดูแล้วก่อนลงมือเผา

ไปบอกคนอื่นๆ ให้พยายามปลดกับดักให้ได้มากที่สุด แล้วไปตั้งพลรอริมแม่น้ำ เขาถ่ายทอดคำสั่งแล้วหันมาทางทหารอีกสามนายที่ติดตามตน พวกเจ้าไปสำรวจบริเวณนอกค่าย หาของตามที่ข้าสั่ง

ขอรับ!”

เกอร์มอนมองพวกทหารวิ่งไปขณะครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่ท่านดูลัสกำชับไว้

พวกมันเดินแผนตามที่ท่านคาดการณ์ไม่มีผิด และหวังว่าจะทำเช่นนั้นไปตลอด เพื่อชัยชนะอันง่ายดายของพวกเขา

 

การเปิดฉากรบในคืนนี้เป็นไปด้วยดี อาเมียร์ให้พลธนูเก็บทหารบนเชิงเทินและฝ่าประตูค่ายเข้าไปได้โดยง่าย ทหารของดูลัสออกมารับหน้าตรงๆ แต่ไร้เงาร่างของผู้นำทัพอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้...

เด็กหนุ่มนึกแล้วว่าดูลัสย่อมฉวยโอกาสโจมตีค่ายของเฟย์ลิมในตอนที่พวกเขายังเหน็ดเหนื่อยกับศึกเมื่อกลางวัน จำนวนทหารที่ออกมารับหน้ายืนยันว่ากำลังพลบางส่วนหายไปจริงๆ และเพื่อให้พวกเขายิ่งประมาท องครักษ์หนุ่มก็คงจัดฉากว่าตนเป็นคนนำกองกำลังไปโจมตีค่ายของเฟย์ลิม ซึ่งไม่มีทหารเฝ้าอยู่แต่มีกับดักวางไว้มากมาย

ทว่าที่จริง เขาคงกำลังซุ่มดูอยู่ที่ใดสักแห่ง หรือปลอมตัวปะปนกับทหารธรรมดา

น่าเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นองครักษ์หนุ่มตอนสู้ประชิดตัว จึงไม่อาจอ่านทางฝีมือ...แม้มั่นใจว่าดูลัสน่าจะมีฝีมือสูงจนโดดเด่นเหนือคนอื่น ซ้ำตอนนี้อาเมียร์มีหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่า ทั้งควบคุมสถานการณ์และระวังหลังให้เฟย์ลิมซึ่งเข้าร่วมต่อสู้ด้วย

ไม่ว่าดูลัสจะอยู่ที่ไหน...แผนของอาเมียร์ดูเหมือนจะไปได้สวย ฝ่ายผู้ตั้งรับค่อยๆ ล่าถอยไปรอบกระโจมผู้นำทัพซึ่งมีธงปักด้านบน

คุ้มกันท่านดูลัส!”

ได้ฟังคำยืนยันดังนั้น เด็กหนุ่มก็รีบทำสัญญาณตามที่ตกลงไว้ให้คนอื่นเข้ามาคุ้มกันเฟย์ลิมแทน ก่อนจะฝ่าแนวป้องกันของพวกทหารเข้าไปในกระโจม

ภายในนั้นว่างเปล่า แต่อาเมียร์ไม่ประหลาดใจนัก เขานึกไว้แล้วว่าดูลัสย่อมไม่ประมาทพอที่จะยืนเป็นเป้าหมายให้เห็นโดยง่าย บางทีองครักษ์หนุ่มอาจรออยู่ข้างนอก แต่วางแผนล่อแยกเขาจากเฟย์ลิมกับคนอื่นๆ ด้วยหวังจะเล่นงานฝ่ายนั้นสะดวกขึ้น ทว่าเด็กหนุ่มก็คิดเผื่อเรื่องนั้นไว้เช่นกัน...

พลันร่างหนึ่งโผนออกจากที่ซ่อนใต้โต๊ะ เขาแปลกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่านั่นคือองครักษ์หนุ่ม แต่ก็ไม่มีเวลาเอ่ยปากก่อนที่ดาบไม้ของทั้งสองจะปะทะกันแทนคำทักทาย

ท่านอุตส่าห์รออยู่เชียวหรืออาเมียร์พูดในช่องว่างก่อนปัดดาบของอีกฝ่าย

ไม่รู้หรือ...ว่าข้าอยากประมือกับเจ้าที่สุด ดูลัสยิ้มน้อยๆ แล้วฟาดดาบรุกอีกครั้ง

ข้าก็เหมือนกัน!” เด็กหนุ่มผมดำรับ

องครักษ์หนุ่มมีชั้นเชิงและฝีมือสมความคาดหมาย อาเมียร์คิดว่าหากนี่เป็นสงครามจริงๆ...เขาคงเคร่งเครียดไม่น้อยถ้าต้องสู้กับอีกฝ่ายถึงตายและเอาชนะให้ได้ ทว่าในสถานการณ์นี้ เด็กหนุ่มกลับสนุกที่ได้พบคู่ต่อสู้ซึ่งเหมาะมือ อ่านทางดาบกันได้ราวกับรู้ใจเหมือนท่านอา

แต่เขาไม่ได้คิดเอาชนะดูลัสให้ได้ด้วยฝีมือในตอนนี้ เพราะยังมีแผนการสำคัญกว่าซึ่งใกล้เวลาเข้ามาทุกที

ทั้งสองก้าววนรอบกระโจมพลางผลัดกันรุกรับ อ้อมโต๊ะไม้ใหญ่สำหรับประชุมวางแผนการรบ แล้วจู่ๆ ดูลัสก็ปัดขวดหมึกบนโต๊ะนั้นล้มลง ของเหลวภายในไหลรดปากกาขนนกกับม้วนกระดาษที่วางใกล้ๆ

อาเมียร์ไม่เข้าใจในทีแรก...แต่แล้วก็เห็นสีแดงฉานย้อมสิ่งเหล่านั้น...กระจายกว้างในสายตา...เหมือนเลือดที่ไหลออกจากร่างคน เด็กหนุ่มก้าวถอยไปจนชนเครื่องเรือนไม้ข้างหลัง ได้ยินเสียงของบนนั้นเขยื้อน แล้วของเหลวบางอย่างก็ไหลรดศีรษะเป็นสาย

ทั้งขนที่หลังคอและต้นแขนลุกชันเมื่อได้กลิ่นของมันชัดเจน ดูลัสพลันปราดเข้ามาพร้อมกับถ้วยอีกใบ น้ำข้นสีแดงในถ้วยสาดเข้าใบหน้าเด็กหนุ่มเต็มๆ จนโลกรอบด้านกลายเป็นสีแดง...ร่างเงาสีดำควงดาบเข้ามาพร้อมฟาดฟัน...ขณะที่ตนเองขยับหลบเชื่องช้าเหลือเกิน

ดาบไม้เฉียดคอเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แขนของเขาถูกกระชากโดยแรงแทบล้มคะมำ ได้ยินเสียงพูดคุ้นหูอยู่แว่วๆ

คุ้มกันอาจารย์!”

ท่านอาเมียร์...ยืนไหวไหมขอรับ!” มือของใครสักคนแตะบ่าของเขา ทว่าจิตใจของเด็กหนุ่มแทบไม่รับรู้

เลือดนี่...

บาดเจ็บหรือขอรับ!”

อาเมียร์ไม่มีสติพอที่จะตอบ ใครสักคนดึงแขนของเขาพาดบ่าพยุงออกไป ขาของเขาก็ก้าวซวนเซตามให้เร็วที่สุด ขณะที่หูได้ยินเสียงใครอีกคนพูด อาจารย์! อาจารย์เป็นอะไรไป! ทำใจดีๆ ไว้นะขอรับ!”

รีบๆ กันอาจารย์ออกไปสิ!”

แต่...แต่พวกเราจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่มีอาจารย์...

ถ้ารู้ตัวว่าชนะไม่ได้ก็ต้องถอย

แต่ค่ายของเรา...

จะไปตายที่นี่หรือไปตายเอาดาบหน้าเล่า!

...ถอย...ถอยกันก่อนเถอะ

เสียงสองเสียงโต้เถียงกัน แล้วก็มีเสียงร้องบอกให้ถอยเป็นระยะๆ ขณะที่คนที่ประคองเขาอยู่จ้ำเร็วแทบเป็นวิ่ง

อาเมียร์ไม่รู้ว่าสองขาของตนก้าวตามคนคนนั้นไปได้อย่างไร เขาเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นสีแดงเลือนราง...เงาคนมากมายเคลื่อนไหวราวกับภูตพรายไร้ความหมาย ลมหายใจของเขาเองติดขัดและหัวใจเต้นรัวเร็วเหมือนจะระเบิดออกมานอกอก

คลองจักษุของเด็กหนุ่มมืดลง และสติวูบไปทั้งๆ ที่ขาของตนยังก้าวเดินไม่หยุดเสียด้วยซ้ำ...

 

ความมืดสีแดง...

ความมืดที่แสนอึดอัด...ไม่สงบนิ่ง...มีกลิ่นคาวเลือดโชยและเสียงกรีดร้องสะท้อนไปมา...เขาพยายามทุบสิ่งที่ปิดกั้นตนจากโลกภายนอกพร้อมกับตะโกนซ้ำๆ...ร้องบอกให้ใครสักคนปล่อยตนออกไป...ร้องบอกว่าเขาต้องช่วยคนข้างนอกนั้น...ร้องเรียกใครสักคนให้มาช่วยพวกเขาที...

ไม่มีใครมาเลย มีเพียงเสียงคมเหล็กฟาดฟันผิวเนื้อและตัดกระดูก...มีเพียงเสียงร้องไห้และหวีดร้องแหลมสูง...มีเพียงกลิ่นเลือดที่ยิ่งรุนแรง...และสัมผัสของเหลวเหนียวข้นรุ่มร้อนที่ค่อยๆ ท่วมท้นห่อหุ้มตัว...เหมือนน้ำที่ท่วมสูงขึ้นมิดจมูกจนสำลัก...บีบรัดเขาให้ขาดใจตาย...

 

อาการปวดศีรษะหนึบต้อนรับเด็กหนุ่มทันทีที่ลืมเปลือกตาหนักอึ้ง เห็นจุดแสงวิบๆ ส่องแยงตาอย่างประหลาดท่ามกลางสีเขียวเข้ม คล้ายตาข่ายบางอย่างแต่ทึบกว่า ครั้นสายตาค่อยปรับชัดเจน เด็กหนุ่มจึงรู้ว่านั่นคือกิ่งสนที่วางทับกันต่างเพิงกันแดดเหนือร่าง เสียงพูดโต้ตอบของคนสองคนดังมาให้ได้ยินอีกครั้ง

แต่ถ้าอาจารย์ยังไม่ไหวอย่างนี้...พวกเรา...

แล้วยังไง ต้องรอให้อาจารย์ไม่สบายหนักจนโดนส่งกลับหรือ พี่ถึงจะกล้าทำอะไรสักที!”

ก็พวกของดูลัสเก่งขนาดนั้น ถ้าเราทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า...

ตอนนี้จะแพ้หรือชนะมันก็ไม่สำคัญแล้ว ถามจริงเถอะ พี่เฟย์ลิมกลัวอะไรกันแน่ อยากแต่งงานกับเจ้าหญิงมากจนกลัวเดินหมากพลาดแม้แต่ตาเดียวหรือ

ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้า...

จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่มีใครตายจริงๆ หรอก ยกเว้นพี่จะไปเดินสะดุดรากไม้คอหักตายเอง

รูอาร์ค...

ถ้ากลัวคนอื่นผิดหวังก็ไม่ต้องกลัว พี่ทำข้าผิดหวังไปคนหนึ่งแล้ว ทำให้พ่อผิดหวังอีกสักคนยังง่ายกว่าข้าอีก

ก็นั่นล่ะ!”

ไม่มีใครคาดหวังอะไรกับพี่ขนาดนั้น ไม่มีใครจ้องจับผิดพี่อยู่ตลอดเวลาหรอก ใครๆ ก็นึกถึงแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าพี่อยู่แล้ว ใครมันจะบ้าอย่างพี่ ชอบกลัวว่าคนนั้นคนนี้จะคิดอะไรกับตัวเองอยู่ได้ คิดจนไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว!”

ก็ข้าไม่เหมือนเจ้า!”

แล้วข้าบอกให้พี่ทำตัวเหมือนข้าที่ไหน อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ขอแค่ตัวเองพอใจก็พอ แต่พี่ชอบทำให้ตัวเองไม่พอใจเอง...อย่างนี้ใครมันจะช่วยได้

อาเมียร์พยายามลุกขึ้นนั่ง แต่ก็รู้สึกเหมือนศีรษะหนักอึ้งเป็นก้อนหินจนยกไม่ขึ้น ซ้ำยังปวดจนเผลอคราง

อาจารย์!” เสียงฝีเท้าย่ำหิมะดังเข้ามาใกล้ แล้วใบหน้าของเฟย์ลิมจึงปรากฏใต้หลังคากิ่งสน เป็นอย่างไรบ้างขอรับ

เด็กหนุ่มขยับริมฝีปากแห้งผาก รู้สึกว่าน้ำลายของตนจับเหนียวและคอร้อนผ่าว

นี่ข้า...

อาจารย์หมดสติไปขอรับ ทีแรกเห็นเลือดเต็มหน้า...พวกเราเลยนึกว่าบาดเจ็บหนัก แต่ก็ไม่เห็นแผล มีแต่ไข้สูงมาตลอดขอรับ อีกฝ่ายหยิบผ้าชุบน้ำไปจากหน้าผากของเขา ทิ้งความเย็นยิ่งกว่าเมื่อผิวเนื้อจุดเล็กๆ นั้นสัมผัสอากาศ ก่อนจะกลายเป็นร้อนผ่าวเมื่อฝ่ามือทาบลงมาแทน ไข้ยังไม่ลดเลย

อาเมียร์ไม่ใส่ใจเรื่องนั้นนัก เขามีเรื่องอื่นที่เป็นห่วงยิ่งกว่า

พวกเราอยู่ที่ไหนเสียงถามของตนเองแหบแห้ง

ซอกมุมสักแห่งในป่า ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกดูลัสมันจะตามมาเชือดเราเมื่อไร รูอาร์คตอบ ถ้าไม่รีบหาที่มั่นมาคุ้มกะลาหัวละก็นะ

เด็กหนุ่มผมดำทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วก็ถอนหายใจ

ข้าประมาทเอง

ไม่นึกเลยว่าแผลนิดเดียวจากมีดของชาลัวห์จะทำให้ดูลัสรู้จุดอ่อนที่น่ากลัวที่สุด...ซึ่งเขาไม่รู้สิ้นเชิงว่าจะแก้ไขได้อย่างไร

ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หรอกขอรับ ตอนนั้นข้าลนจนพวกเราแตกไม่เป็นกระบวนเอง...ทั้งๆ ที่รูอาร์คไปถึงตัวดูลัสได้แล้วแท้ๆ

ต่อให้ไปถึงตัวได้ก็ไม่ไหว มันเก่งเกินไป ไม่มีช่องว่างแม้แต่ให้ยุงสักตัวเข้าไปกัดเลย เด็กหนุ่มผมแดงเสริม

เราเสียคนไปมากไหม

...สี่สิบสี่คนขอรับ

อาเมียร์ปวดศีรษะหนักขึ้นอีก ตอนนี้เท่ากับเหลือทหารอื่นๆ รวมเขากับรูอาร์คด้วยเป็นห้าสิบหก เกือบแค่ครึ่งเดียวของกำลังพลทั้งหมด เทียบกับดูลัสซึ่งเสียกำลังพลไปพอควรในศึกกับชาลัวห์ พวกเขายังเหลือน้อยกว่าด้วยซ้ำ

เราจะทำอย่างไรดีขอรับอาจารย์ เสบียงในตอนนี้ก็ไม่มีเหลือแล้ว

...ยังมีอยู่อาเมียร์ตัดสินใจบอกความจริง

หา เฟย์ลิมรับอย่างประหลาดใจ ก็ไหนตอนนั้น...

ข้าให้ทหารสองสามคนขนเสบียงส่วนมากไปซ่อนไว้ริมแม่น้ำใกล้ค่ายของเรา แต่...ไม่บอกความจริงให้ท่านกับทหารคนอื่นๆ เพราะอยากบีบให้สู้เต็มที่ ข้าขอโทษด้วย

ไม่เห็นต้องขอโทษเลยขอรับ ท่าน...ทำอย่างนี้เพราะเห็นเป็นผลดีกับพวกเรานี่นา ข้าเสียอีกที่ต้องขอโทษที่ตั้งสติไม่ดี ทำให้แผนการของอาจารย์แตก อาจารย์คงกังวลมากสินะขอรับ

ก็...ไม่ถึงขนาดนั้น

แต่อาจารย์เพ้อหนักนะขอรับ พูดซ้ำๆ อยู่ว่าต้องช่วยพวกเราให้ได้...แล้วยังเรียกให้ใครมาช่วยอีก ข้าตกใจแทบแย่

ข้าเพ้อหรืออาเมียร์เริ่มกังวลขึ้นมาว่าตนหลุดอะไรที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ออกไปหรือไม่

ใครว่าเล่า รูอาร์คแย้ง อาจารย์เขาอยาก ช่วย ผู้หญิง แล้วก็ให้ผู้หญิงมา ช่วย เขาต่างหาก รู้สึกจะมีหลายชื่อไม่ซ้ำกันแถมเพราะๆ ทั้งนั้น อายุยังไม่เกินยี่สิบแท้ๆ ...อาจารย์เราก็แสบไม่เบานะนี่

รูอาร์ค!” เด็กหนุ่มผมดำเอ็ด แล้วก็แสบคอจนต้องไอหลังจากนั้น

รูอาร์ค เวลาอย่างนี้ยังจะล้ออาจารย์เล่นอีกเฟย์ลิมทำหน้าที่แทน

พี่เฟย์ลิม เวลาอย่างนี้ยังจะลังเลอีก เด็กหนุ่มผมแดงเปลี่ยนเรื่องทันควัน ก็รู้อยู่ว่าพี่ต้องทำอะไร ตอนนี้เราสองคนได้แต่ช่วยเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ แล้วนะ

ทำไม ครั้นอาเมียร์ถามอย่างสงสัย เจ้าตัวแสบก็ก้าวเข้ามาให้เห็นผ้าที่คล้องคอห้อยแขนขวา เหมือนคนแขนหัก เจ้าบาดเจ็บหรือ

คนถูกถามยักไหล่ ก็ตอนลากอาจารย์ออกมาก่อนโดนเจ้าดูลัสฟันคอขาด ข้าเข้าไปรับมือมันจนโดนเสียแขนเหวอะ เกิดรักษาไม่ดีคงได้ขอสมัครเป็นรุ่นน้องท่านซิอ์บุลแน่ๆ

รูอาร์คไม่ได้เป็นอะไรขอรับ แต่เห็นตัวเองถูกฟันแขนจนติดสีเป็นรอยยาว เลยทำเหมือนแขนบาดเจ็บจริงๆ เท่านั้นเอง เฟย์ลิมยิ้มเจื่อนๆ อย่างอ่อนใจ

โธ่...ก็ข้าเจ็บแขนจริงๆ นี่ ดูซิ เจ้านั่นมันเล่นตีมาเต็มแรง แขนข้าช้ำเป็นปื้นใหญ่เลย เด็กหนุ่มผมแดงทำเป็นกุมแขน ร้องโอดโอยจนอาเมียร์นึกอยากลุกขึ้นมาดึงแขนมันให้หลุดจริงๆ สักก๊อก...ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่ทำอย่างนั้นได้

เอาเถอะ ท่านเฟย์ลิมต้องตีค่ายเราคืนมาก่อน เด็กหนุ่มผมดำตัดสินใจพูดจริงจัง

ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้ากังวล แต่ว่า...

ไม่ต้องเครียดหรอก ทำได้ก็ได้อยู่ต่อ ทำไม่ได้ก็แค่ได้กลับไปพักผ่อนเร็วกว่าคนอื่นๆ

ใช่ ตามหลังไอ้กะหลั่วแค่วันเดียว เท่ากับว่าเราเป็นรองกะหลั่ว รูอาร์คไม่วายโพล่ง

ข...ขอรับ เฟย์ลิมรับอย่างไม่แน่ใจนัก แต่...ข้าจะทำอย่างไรดีขอรับ

เอาแผนที่มาก่อนแล้วกัน ถึงจะลุกไปช่วยไม่ได้ ข้าก็ยังพอช่วยวางแผนได้ เด็กหนุ่มผมดำเสนอ

ขอรับ...แล้วข้าจะรีบมา ใบหน้าของเฟย์ลิมหายไปจากสายตาก่อนจะมีเสียงฝีเท้า ทว่าเด็กหนุ่มอีกคนยังยิ้มเผล่อยู่ต่อหน้า จนอาเมียร์อดถามไม่ได้

...มีอะไรอีก

รูอาร์คยักไหล่ อาจารย์น่าจะแข็งกับพี่เฟย์ลิมบ้างนา คนกลัวนั่นกลัวนี่...ยิ่งปลอบยิ่งโอ๋ก็จะกลัวไม่เลิก ต้องโดนพูดแรงๆ เข้าเสียบ้างถึงคิดได้

เหมือนที่เจ้าพูดกับลีชาน่ะหรือ เด็กหนุ่มผมดำย้อน

อีกฝ่ายยักไหล่ เหมือนที่ข้ากำลังจะพูดกับอาจารย์ด้วย

หมายความว่าอย่างไร

อาจารย์กลัวของพิลึกนา เป็นลูกชายนักรบแท้ๆ

ข้าจะกลัวอะไรมันก็เรื่องของข้า เด็กหนุ่มพลิกตัวหันหลังให้อีกฝ่าย ไม่มีใครที่บ้านข้าคิดว่ามันเป็นปัญหาด้วย เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่งเรื่องนี้เลย

ใช่...ดูเหมือนไม่มีใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสักคน เมื่อแม่กับท่านอารู้ก็แค่เฉยไว้ และจัดการทำงานต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเลือดเสียเอง ไม่ก็ไหว้วานเพื่อนบ้านมาช่วยหากเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ เด็กหนุ่มไม่อาจเชือดเป็ดไก่ ล้มและชำแหละหมู หรือทำคลอดให้วัว แพะ แกะ ม้า แต่นั่นไม่เป็นไร...แม่กับท่านอาก็แค่บอกว่าอาเมียร์ทำอย่างอื่นได้และจัดงานพวกนั้นให้ เวลาเกิดเรื่องที่อาจทำให้เขาเห็นหรือได้กลิ่นเลือดก็พยายามปกป้องเขา เหมือนคราวโจรป่าบุกกลาสเดล

บางครั้งอาเมียร์ยังอดคิดไม่ได้ว่าท่านอาเห็นอาการกลัวเลือดของเขาเป็นเรื่องดีอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะท่านไม่อยากให้ลูกหลานต้องยุ่งเกี่ยวกับการสู้รบอีกจริงๆ กระมัง แม้จะยังสอนการต่อสู้และเป็นคู่ซ้อมให้เขามีวิชาพอเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน

แล้วอาจารย์ไม่อยากหายกลัวหรือ

อาเมียร์เงียบไปอีกครั้ง

จะเป็นแม่ทัพนายกองหรือเสนาธิการตามติดกองทัพ กลัวเลือดได้เสียที่ไหน รูอาร์คพูดต่อ

ใครบอกว่าข้าอยากเป็นอะไรอย่างนั้น เด็กหนุ่มผมดำตอบทันควัน

ถ้าไม่อยากเป็น...แล้วอาจารย์มาทำงานกับลุงกระรอกน้ำตาลทำไม เขาไม่คิดจะให้อาจารย์เป็นแค่อาจารย์สอนพวกเราหรอก

อาเมียร์รู้เรื่องนี้ดี ตั้งแต่พบท่านเบเรคเป็นครั้งแรกๆ แล้วกระมัง ถ้าได้รับราชการก็ดี...แต่ข้าไม่อยากทำอะไรเกี่ยวกับกองทัพ

ทั้งๆ ที่อาจารย์ทำเรื่องนี้ได้ดี แล้วก็สนุกกับการวางแผนรบกับต่อสู้อย่างนี้น่ะหรือ

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนยิ่งถูกตอกย้ำ

ถึงจะเกลียดกลัวการฆ่าฟันและเลือดแค่ไหน เขาก็ยังสนุกที่ได้ใช้สติปัญญาหักเหลี่ยมเฉือนคมคู่ต่อสู้อย่างดูลัส และได้จับอาวุธฟาดฟันหากไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย ...ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สงครามก็คือการฆ่าคนทีละมากๆ อยู่วันยังค่ำน่ะหรือ

เขายังมีความสุขกับสิ่งน่าสะอิดสะเอียนซึ่งทำให้ตนกลายเป็นเด็กกำพร้าและคนพลัดถิ่นไร้ชาติอย่างนี้ได้หรือ

ข้าเกลียดสงคราม เขาตัดสินใจพูด ที่ครอบครัวของข้าต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะสงคราม เลยไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก ถ้าใครเป็นกษัตริย์แล้วทำให้ที่นี่สงบสุขไม่มีสงครามได้ ข้าก็อยากให้คนคนนั้นได้เป็นกษัตริย์...ก็เท่านั้นเอง

ไม่มีทางหรอก รูอาร์คแย้ง อาจารย์ก็รู้ว่าความสงบสุขมันอยู่ไม่ยืน ต่อให้เราไม่อยากขัดแย้งกับใคร สักวันก็หลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น สงครามคือวิธีสุดท้ายที่จะทำให้มันจบลงโดยเร็วที่สุด และเมื่อนั้นเราก็ต้องชนะให้ได้โดยเสียกำลังพลน้อยที่สุด...อาจารย์สอนพวกเราอย่างนี้เอง ข้าเห็นด้วยว่ามันจริง...อย่างน้อยเราก็หยุดความขัดแย้งสูญเสียได้ชั่วคราวจนกว่าจะเกิดสงครามใหม่ละนะ

อาเมียร์รู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง ถึงอย่างนั้น... ข้ารู้ว่าตัวเองทำงานในกองทัพไม่ได้เพราะมีอาการอย่างนี้ จะให้ทำอย่างไรได้เล่า

ก็เอาชนะมันให้ได้สิ เด็กหนุ่มผมแดงพูดง่ายๆถ้าอยากทำงานนั้นจริงๆ

ผู้ฟังกลับหัวเราะขื่นๆ แต่ข้าไม่อยาก

รูอาร์คเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอ เรามาพนันกันไหม ถ้าพี่เฟย์ลิมแพ้ ข้าจะไม่เซ้าซี้อาจารย์เรื่องนี้อีก แต่ถ้าพี่เฟย์ลิมชนะ...หมายถึงชนะรอบสุดท้ายและได้แต่งงานกับเจ้าหญิงจริงๆ...อาจารย์ต้องยอมให้ข้าช่วยแก้อาการกลัวเลือด

...ทำไม

ก็ถ้าพี่เฟย์ลิมชนะ...อาจารย์ย่อมต้องช่วยเขาต่อไป จะเป็นเลขาส่วนตัว เสนาธิการหรือเสนาบดีก็เถอะ ไม่กลัวเลือดต้องดีกว่าแน่ๆ

แต่ว่า... อาเมียร์พยายามแย้ง

เข็นเขาไปจนถึงตรงนั้นได้ก็ต้องรับผิดชอบกันต่อไป ตกลงตามนี้ละ

รูอาร์ค!”

เสียงฝีเท้าของเฟย์ลิมซึ่งกลับมาพอดีทำให้อาเมียร์ไม่ทันได้ทักท้วง แต่เขาก็โล่งใจไม่น้อยที่รูอาร์คไม่มีโอกาสพูดถึงอาการกลัวเลือดของเขาต่อ ในเมื่อทั้งสามต้องหารือแผนการยึดค่ายเดิมของตนกลับมาแทน

เขาไม่อยากให้รูอาร์คสนใจปัญหาของตนนัก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่เฟย์ลิมบอกว่าเด็กหนุ่มผมแดงเป็นคนประเภทที่สนใจอะไรก็จะตามติดไม่เลิกจนกว่าจะเบื่อไปเอง ทันทีที่ลับร่างเฟย์ลิม รูอาร์คก็เสนอวิธีบำบัดอาการกลัวเลือดอย่างพิสดาร ไล่ไปตั้งแต่ให้เขานั่งจ้องมองหมึกแดงทุกวัน เอาหมึกมาละเลงเสื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงล้มวัวรองเลือดมาใส่ถังให้เขาอาบเพื่อจะได้ตกใจสุดขีดจนหายกลัวไปเอง

ก็ได้แต่หวังว่ารูอาร์คจะเบื่ออาการกลัวเลือดของเขาแล้วเมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบทั้งหลาย แต่ถึงอย่างนั้น อาเมียร์ก็คิดว่าโอกาสที่เฟย์ลิมจะชนะในการประลองรอบสุดท้ายแทบเป็นศูนย์ด้วยซ้ำกระมัง

 

ขณะที่เฟย์ลิมกับทหารส่วนมากออกไปยึดค่ายคืน อาเมียร์ก็ดื่มยาแก้ไข้แล้วรีบนอนพักเพื่อกันไม่ให้ คนเจ็บ มือสมัครเล่นรบกวนตนมากไปกว่านี้ เขาหลับสงบกว่าครั้งก่อนหน้า ไม่ฝันอะไร ตื่นขึ้นอีกทีก็ตกเย็นและเฟย์ลิมกลับมาแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเจื่อนจนเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าผลแพ้ชนะเป็นอย่างไรกันแน่

สุดท้ายเขาจึงถามขึ้นก่อน ยึดค่ายกลับมาไม่ได้หรือ

เฟย์ลิมพยักหน้า อาเมียร์จึงพยายามข่มความผิดหวังไว้...จนกระทั่งตระหนักได้ว่าวิธีตอบคำถามปฏิเสธของธีร์ดีเรกับคนทางใต้ไม่เหมือนกัน

ได้ขอรับ แต่...ไม่เหลือเสบียงแล้วจริงๆ พวกดูลัสขนเสบียงเราไปเท่าที่ทำได้ แล้วก็ทำลายที่เหลือทิ้ง

หากไม่นับว่านั่นทำให้สถานการณ์ของพวกเขาลำบากยิ่งขึ้น...อาเมียร์คงนึกชมความรู้เท่าทันของอีกฝ่ายมากกว่านี้ บัดนี้เด็กหนุ่มตระหนักเต็มที่ว่าดูลัสเป็นคู่ต่อสู้ที่ประมาทไม่ได้จริงๆ

ดูเหมือนเขาจะฝากนี่ให้อาจารย์ขอรับเฟย์ลิมหยิบกระดาษพับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มีชื่อของอาเมียร์เขียนอยู่ชัดเจนในภาษาของธีร์ดีเร เด็กหนุ่มจึงชันกายขึ้นนั่ง คลี่มันออกอ่านข้อความที่เขียนด้วยอักษรตัวเล็กตรงเป็นระเบียบ และแข็งเหมือนลายมือที่เขียนชื่อของเขาไว้ด้านนอก

 

หากได้รับจดหมายนี้ ก็แสดงว่าแผนของเจ้าเป็นไปตามที่ข้าคิดไว้ทุกอย่าง ข้าขอชมความสามารถของเจ้า แต่ด้วยผลลัพธ์ที่ออกมา เจ้าคงรู้ดีพอที่จะไม่ลองเชิงข้าในการทดสอบครั้งนี้ และหลังจากนี้ด้วย

น่าเสียดาย ข้าคงไม่ได้สู้ตัวต่อตัวกับเจ้าอย่างยุติธรรมแม้จะอยากทำเช่นนั้น หลังจากล้มชาลัวห์ ข้าสาบานไว้แล้วว่าจะแพ้ไม่ได้ ถึงอย่างนั้น ข้าหวังว่าจะได้ชมฝีมือของเจ้าผ่านลูกศิษย์ หากเขาสามารถผ่านการทดสอบรอบนี้เช่นกัน

ดูลัส

 

อาเมียร์พับจดหมายเก็บไม่ให้ใครอื่นดูในเมื่อเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างส่วนตัว และรายงานข้อมูลต่อเฟย์ลิมเท่าที่จำเป็นที่สุด

ดูลัสห้ามเราไม่ให้ไปยุ่งกับพวกเขาอีก

ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะยิ้มเฝื่อนๆ ไม่มีทางอีกแล้วนี่ขอรับ ไม่มีเสบียงก็ต้องยอมแพ้อยู่ดี

เราจะไปยึดค่ายของคนอื่นที่ปลายน้ำแทน อาเมียร์แย้งทันควัน

สีหน้าของผู้ฟังบอกชัดว่าลังเลและไม่เห็นด้วย แต่ว่า...

ถือว่าเสี่ยงดวงครั้งสุดท้าย

นั่นสิ รูอาร์คซึ่งนั่งเงียบมาตลอดเริ่มพยักหน้า เราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วนี่นา

ท่านไม่ต้องเอาชนะใครทั้งนั้น นอกจากตัวเอง อาเมียร์พยายามเกลี้ยกล่อม จะแพ้หรือชนะ ท่านก็มีหน้าที่ปกครอง สักวันย่อมมีสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจทำบางสิ่งด้วยตนเอง ข้าหรือคนอื่นไม่อาจช่วยได้ ต่อให้ล้มเหลว...ท่านก็ชนะตนเองเพราะท่านพยายามแล้ว ถ้าไม่กล้าทำอะไรเลยต่างหากจึงจะถือว่าแพ้จริงๆ

จักกระทำ...ฤาไม่กระทำ ช่างเป็นปัญหาจริงแท้ รูอาร์คเอ่ยเหมือนท่องบทกลอน เจ้าชายที่พูดอย่างนี้กับเอาแต่คิดว่าจะลงมือหรือไม่ดีมาตลอดใช่ไหม...ที่ลากคนอื่นไปตายตั้งมากตั้งมายแต่จบปัญหาไม่ได้

ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ข้า...จะลองดูขอรับ

ข้าขอให้ท่านโชคดีอาเมียร์พยักหน้ารับแล้วยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น

เขาไม่ได้หวังอะไรอีกแล้ว ขอแค่เฟย์ลิมได้เรียนรู้ที่จะมีความเป็นผู้นำมากขึ้นเท่านั้นก็พอ แต่สุดท้ายก็ไม่นึกว่าผลจะออกมาดีกว่าที่ตนคิดไว้มาก

 

แอชลีนน์นึกไว้ไม่ผิด ทันทีที่ผลการทดสอบรอบสองออกมา...แม้ยังไม่เป็นทางการ...จะต้องมีคนวิ่งมาบอกเธอโดยเร็ว

แต่เธอเดาตัวคนรายงานผิดไป ไม่ใช่เคียราซึ่งกำลังง่วนทำผมให้เธอในตอนเช้า แต่เป็นคุณท้าวทราซาผู้เป็นแม่นม ซึ่งมาเคาะประตูห้องบรรทมตั้งแต่เธอยังไม่ออกไปยังห้องเสวย

ถวายบังคมเพคะองค์หญิง คุณท้าวหัวหน้านางกำนัลรักษาธรรมเนียมทุกกระเบียดนิ้วเช่นเคย

นมมีอะไรหรือ ถึงได้มาหาเราแต่เช้า เด็กสาวตั้งคำถามโดยไม่หันไปมองผู้เข้ามา เพื่อไม่ให้รบกวนการทำผมของนางกำนัลสาว

ชื่อของผู้เข้ารอบสี่คนสุดท้ายมาแล้วเพคะ เป็นศึกเมืองหลวงกับสามมณฑลอย่างที่คาดไว้จริงๆ คนเข้ารอบมีท่านราชองครักษ์ดูลัส ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซากับยาร์ลาธ ส่วนอีกคนคือผู้กองคาเฮียร์ ลูกชายของท่านแม่ทัพใหญ่คาฮาลเพคะ

เด็กสาวรู้สึกเหมือนมือของเคียราชะงักแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจถามในเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย

...อย่างนั้นหรือ

เพคะ ท่านดูลัสได้คะแนนรวมสูงสุด ยึดได้สองค่าย ส่วนผู้กองคาเฮียร์ตีค่ายผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ได้มากสุดถึงสามค่าย เลยดึงคะแนนรวมขึ้นมาได้ คุณชายเฟย์ลิมเกือบพลาดท่า ถูกทหารของท่านดูลัสลดกำลังพลไปเกือบครึ่งหลังพยายามไปตีค่ายของทางนั้น แต่หลังจากนั้นก็ยึดของคนอื่นได้อีกสองค่าย คุณชายชาลัวห์ทำคะแนนนำในรอบแรกก็จริง แต่ถูกท่านดูลัสยึดค่ายได้ตั้งแต่ต้นๆ ถึงอย่างนั้นก็ผ่านเข้ามาได้เพราะคะแนนรอบแรกช่วยเพคะ คุณท้าวทราซารายงานโดยละเอียดก่อนจะสรุปผู้ชนะคงเป็นท่านราชองครักษ์ ไม่ก็ผู้กองคาเฮียร์ เห็นว่าทั้งสองท่านเป็นขุนนางที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ ทั้งยังมีฝีมือในการรบด้วย เป็นเรื่องน่ายินดีนะเพคะ

อย่างนั้นหรือ แอชลีนน์พูดด้วยเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม ขอบใจนะนม ที่นำข่าวมาบอก

หามิได้เพคะ หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงควรทรงทราบเร็วที่สุดเธอเห็นหญิงผู้มากวัยกว่าค้อมศีรษะน้อยๆ ทางหางตา หม่อมฉันทูลลาไปดูแลเครื่องเสวยนะเพคะ

ตามสบายเถอะ

มีเสียงฝีเท้าในรองเท้าส้นสูง เสียงสวบสาบของชายกระโปรงยาว ตามด้วยเสียงปิดประตู และเสียงพูดของเคียรา น่ายินดีนะเพคะ ที่ท่านดูลัสเข้ารอบจริงๆ

อือ... เด็กสาวรับแต่ก็อดพูดไม่ได้ แต่...เรารู้สึกเหมือนเคียราชะงักไปตอนได้ยินว่าใครเข้ารอบนะ มีอะไรหรือเปล่า

แอชลีนน์ตัดสินใจว่าต้องตะล่อมถามดู...ก่อนที่จะสายเกินไป

มะ...ไม่มีอะไรหรอกเพคะ หม่อมฉันแค่ประหลาดใจที่ได้ยินชื่อผู้กองคาเฮียร์เท่านั้นเอง รอบแรกเขาไม่ได้คะแนนสูงนัก...ถือว่าเป็นม้ามืดอีกคนนี่เพคะ

จริงหรือ

จริงสิเพคะ

เด็กสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกไป เคียราไม่อยากให้ดูลัสเข้ารอบใช่ไหม

...องค์หญิง! ตรัสอะไรอย่างนี้เพคะ!” คนตอบหยุดถักผมของเธอทันควัน

ตอบมาตามตรงเถอะ เราไม่อยากให้เคียราต้องเสียใจ ถ้า...ถ้าเป็นจริงเราจะพูดกับดูลัสเอง เคียราชอบดูลัสจริงๆ ใช่ไหม

...ไม่ใช่เลยเพคะ นางกำนัลสาวดูจะทิ้งช่วงนานเกินไป หม่อมฉันชื่นชมท่านดูลัส...ที่สนิทกันก็เพราะเราคอยรับใช้องค์หญิงร่วมกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

แน่หรือ

หรือองค์หญิง...ทรงไม่รักท่านดูลัสหรือเพคะ เคียราถามกลับ หม่อมฉันทราบว่าท่านดูลัสรักองค์หญิง และจะเป็นคนที่จริงใจกับองค์หญิงที่สุดนะเพคะ หม่อมฉันถึงได้อยากให้เขาอยู่เคียงข้างองค์หญิง

ความเงียบดำเนินไปอีกครู่หนึ่ง

...หรือ...คงไม่ใช่ว่า...องค์หญิงทรงรักคนอื่นหรือเพคะ

ไม่ใช่นะ แอชลีนน์รีบแย้งทั้งที่หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เรา...เราไม่รู้ว่าเรารักใคร แต่ถ้าเคียรารักดูลัส...จะให้เราแต่งงานกับดูลัสทั้งๆ ที่รู้อย่างนี้หรือ ดูลัสเป็นเหมือนพี่ชายของเรา เคียราก็...ก็เป็นเหมือนพี่สาวของเรา ดูลัสกับเคียราก็เข้ากันได้ดี น่าจะ...

องค์หญิงทรงยังไม่ทราบเพคะ เสียงของอีกฝ่ายราบเรียบจนเด็กสาวประหลาดใจ องค์ราชินีทรงเคยทาบทามท่านเจ้ามณฑลอุลทูร์เรื่องท่านดูลัสกับหม่อมฉัน ซึ่งท่านเจ้ามณฑลปฏิเสธไปแล้วเพคะ

แอชลีนน์ตกใจจริงๆ ในครั้งนี้ เมื่อไรกัน...ทำไมเราถึงไม่รู้เลย

นั่นก็แค่...เรื่องที่ตรัสเป็นการภายในเพคะ เคียราเริ่มทำผมต่อ ไม่ควรจะให้แพร่งพรายออกไปอยู่แล้ว

แต่เคียราเป็นลูกพี่ลูกน้องของเราแท้ๆ นะ! ทำไมเขาถึงกล้าปฏิเสธ ตอนนั้นเสด็จพ่อเสด็จแม่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ แล้วก็ทรงเอ็นดูเคียรามากด้วย!”

ถึงท่านพ่อของหม่อมฉันจะเป็นน้องชายขององค์ราชินี...หม่อมฉันก็เป็นแค่ลูกนอกสมรสนี่เพคะ

เด็กสาวเงียบไป เธอเคยถามเคียราถึงลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ที่เป็นลูกๆ ของท่านน้าคอนรอย แต่ก็ได้รับคำตอบอ้อมแอ้มว่าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน เมื่อไปเยี่ยมคฤหาสน์ของท่านน้า เคียราก็ไม่ได้ตามเสด็จไปด้วยต่างจากทุกครั้ง พอถามเสด็จแม่ ก็ได้คำตอบเพียงว่าแม่ของเคียราไม่ใช่ภรรยาหลวงของท่านน้า และนางเสียชีวิตไปแล้ว เสด็จแม่จึงทรงรับเคียราเข้าวัง แอชลีนน์เพิ่งเข้าใจคำว่า อนุภรรยา กับ ลูกนอกสมรส...หรือคำที่ไม่สุภาพกว่าในตอนนั้น เธอไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับเคียราเลย และนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวยอมรับกับเธอโดยตรง

แต่หม่อมฉันไม่ได้เสียใจนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้รักท่านดูลัสในแบบนั้น แล้วคนมีประวัติไม่ดีอย่างหม่อมฉัน...เสนอให้แต่งเข้าตระกูลไหนเขาก็ต้องยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่ได้รัก...ทำไมเคียราถึงพูดถึงดูลัสบ่อยๆ แล้วทำไมได้ยินว่าดูลัสเข้ารอบถึงชะงักไป

หม่อมฉันไม่ได้ชะงักเพราะชื่อท่านดูลัสเพคะ เคียรายังตอบด้วยเสียงเหมือนเดิม แต่เป็นผู้กองคาเฮียร์ต่างหาก

ผู้กองคาเฮียร์...ทำไมหรือ

ผู้กองคาเฮียร์...เป็นพี่ชายต่างพ่อของหม่อมฉันเพคะ

แอชลีนน์เผลอตัว หันขวับมามองสีหน้าเรียบเฉยของคนพูดทันควัน อะไรนะ! เคียราพูดจริงหรือ!”

เพคะ หญิงสาวดูเหมือนกลั้นเสียงถอนหายใจไว้ขณะหลบสายตาของเธอ หม่อมฉันไม่ได้เป็นแค่ลูกนอกสมรสธรรมดาๆ...แต่เป็นลูกชู้ ไม่หวังมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจะได้แต่งงานกับใคร...ไม่คิดจะมีความรักด้วยซ้ำ ขอแค่รับใช้องค์หญิงเพื่อตอบแทนพระเมตตาของฝ่าบาทกับองค์ราชินีไปเรื่อยๆ อย่างนี้ก็พอ

...เรา...เราขอโทษนะเคียรา เราไม่รู้เลย

นางกำนัลสาวสั่นศีรษะและยิ้มเจื่อนๆ แม้นัยน์ตาจะดูแดงขึ้นมา

ถ้าไม่จำเป็น...ทุกคนก็ไม่อยากให้องค์หญิงทรงทราบหรอกเพคะ แต่ไม่เป็นไรจริงๆ หม่อมฉันไม่ได้เสียใจอะไรเลย แค่อยากให้องค์หญิงมีความสุขกับท่านดูลัสเท่านั้นเอง เคียราค่อยๆ แตะเรือนผมให้เธอหันหน้ากลับไป พระเกศายุ่งหมดแล้ว หม่อมฉันจะรีบเกล้าให้ใหม่นะเพคะ

แอชลีนน์นิ่งเงียบ แต่ในใจยิ่งสับสนกว่าเดิม เคียราไม่เคยบอกเธอเลย...แล้วจู่ๆ ก็มาพูดอย่างนี้ ทั้งๆ ที่เธอค่อนข้างแน่ใจว่าหญิงสาวมีความรู้สึกเป็นพิเศษยิ่งกว่านั้นกับดูลัส...เหมือนนางกำนัลสาวจะย้ำว่าตนเองไม่คู่ควรกับองครักษ์หนุ่มด้วยประการทั้งปวงด้วยซ้ำ

แล้วเด็กสาวจะทำอย่างไรดี หากดูลัสชนะ...เธอจะไม่รู้สึกผิดกับเคียราได้เชียวหรือ หากคาเฮียร์ชนะ...เคียรากับเขาจะเข้าหน้ากันติดหรือ หากชาลัวห์ชนะ...เธอไม่รู้จักชายคนนั้นจึงบอกอะไรไม่ได้ และหากเฟย์ลิมชนะ...

เมื่อนึกถึงใครอีกคนที่หนุนหลังชายหนุ่มเจ้าของชื่อ แอชลีนน์ก็บีบมือแน่น เธอช่างบ้าเหลือเกิน รู้และบอกตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น...ก็ยังไม่อาจห้ามความคิดหรือแม้แต่ความแปลบวาบในใจตอนนี้ได้เลยแท้ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น