The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,809 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    93

    Overall
    5,809

ตอนที่ 16 : 15 - ผู้ที่ควรเป็นราชัน "เขาจะมีชีวิตที่เป็นสุขกว่าหากไม่ต้องเป็นผู้ปกครอง”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ก.ค. 60

บทที่ ๑๕

ผู้ที่ควรเป็นราชัน

 

ลูกจะไปนานเท่าไรหรือ สิมาตั้งคำถามเมื่ออาเมียร์มาบอกลา

เข้าฤดูหนาวแล้ว ไม่ช้าจะมีการทดสอบรอบแรก เด็กหนุ่มจึงต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงกับลูกศิษย์ทั้งสอง

ขึ้นอยู่กับว่าท่านเฟย์ลิมทำได้ดีเท่าไร เขาตอบตามตรง ถ้าไม่ผ่านรอบแรก แค่เดือนเดียวคงกลับ ถ้าไม่ผ่านรอบสองคงปลายฤดูหนาว แต่ถ้าไปถึงรอบที่สามได้ ก็กลับฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลย

หญิงสาวยิ้มเฝื่อนเหมือนเป็นห่วง แต่ก็ไม่พูดอะไรนอกจากกำชับให้ลูกชายดูแลตนเองดีๆ

เมื่ออาเมียร์รับคำ ก็ได้ยินเสียงนาสิรากับฟาร์ฮานาห์หัวเราะแว่วๆ มาจากนอกบ้าน ที่จริงวันนี้เขาตั้งใจมาคนเดียว แต่เฟย์ลิมกับรูอาร์คขอตามมาด้วย ตอนนี้ทั้งสองกำลังสอนน้องสาวของเขาปั้นตุ๊กตาหิมะ ดูเหมือนจะทำตุ๊กตาเจ้าหญิงกับ เจ้าชายเฟย์ลิม เพราะนาสิราร้องถามแจ้วๆ ว่าจะทำมงกุฎให้พี่เฟย์ลิมอย่างไรดี

ถึงตอนนี้ อาเมียร์ไม่แน่ใจว่าการส่งเสริมเฟย์ลิมเป็นราชาคือทางเลือกที่ดีที่สุด แต่มันเป็นทางเดียวที่ตนมี เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ...อย่างน้อยก็ในฐานะอาจารย์ของชายหนุ่ม เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าแอชจะรู้สึกอย่างไร แต่ก็บอกทั้งตนเองกับลูกศิษย์ว่าอย่าคิดจริงจังเรื่องเสกสมรสกับเจ้าหญิง ถือเสียว่านี่เป็นการทดสอบความสามารถที่เรียนรู้ฝึกฝนมา และทำให้เต็มที่ก็พอ

ที่จริง แม่คงนึกได้นานแล้วว่างานของเขาไม่ต่างจากการพยายามชิงเจ้าหญิงให้เฟย์ลิมทางอ้อม ถึงอย่างนั้น ท่านก็ไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มคิดว่าท่านอาซึ่งนับแต่คืนลูคนาซัธก็พูดกับเขาเท่าที่จำเป็นจริงๆ คงเงียบไว้เช่นกัน แต่แล้วท่านกลับชวนอาเมียร์ ขึ้นเขาไปตัดฟืน โดยไม่คาดฝัน

เป็นข้ออ้างที่เด็กหนุ่มมองออกว่ากุขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะพอออกไปหยิบขวานกับอดีตนักรบ เขาก็เห็นฟืนวางเรียงแทบเต็มเพิงเก็บเล็กๆ กระนั้นท่านอาก็ไม่พูดอะไรและเดินนำอาเมียร์ไป ครั้นเฟย์ลิมกับรูอาร์คอาสาไปด้วยก็ปฏิเสธ

ในเมื่อเห็นชัดเจนเช่นนี้ อาเมียร์จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องรีรออีก และถามตรงๆ เมื่อถึงแค่เนินเขานั่นเอง ท่านมีเรื่องอะไร

อดีตนักรบชะงักเท้าและหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเคร่งขรึม ข้า...อยากขอไม่ให้เจ้าไป

ข้าดูแลตัวเองได้

ข้าได้ยิน เสียงของท่านอายิ่งเคร่งเครียดและแผ่วเบา เรื่องที่มีคนพูดกับเจ้า ในคืนลูคนาซัธ

อาเมียร์พยายามตีสีหน้าเรียบเฉยที่สุดไม่ให้แสดงความกังวลที่อีกฝ่ายรู้ แล้วอย่างไร ท่านจะบอกว่าท่านชนะเพราะเจ้าหญิงมีความคิดอย่างเดียวกับท่าน ไม่ยอมรับการคลุมถุงชนเหมือนกันหรือ

ชายวัยกลางคนกลับถอนหายใจและเบือนหน้าไป

ข้าไม่อยากเอาชนะเจ้า อาเมียร์ ไม่เลย เขาโคลงศีรษะ ชนะแล้วได้อะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น ข้าพูดเพราะเป็นห่วง

ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ห่วงลูกๆ ของท่าน กับแม่ กับลีชาเถอะ เด็กหนุ่มรีบพูด ข้าโตแล้ว ไม่มีอะไรให้ท่านเป็นห่วง แต่ถ้ากลัวว่าเรื่องที่ข้าทำจะกระเทือนถึงพวกเขา ข้าจะรับเองทั้งหมด หากจวนตัว พวกท่านรีบหนีไปที่อื่น ทิ้งข้าไว้คนเดียวก็พอ

ไม่มีใครอยากทิ้งเจ้า ท่านอาเอ่ยหนักแน่น ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากเห็นข้าเป็นพ่อ แต่ข้าก็รักเจ้าอย่างลูกคนหนึ่ง หัวหน้าของคนพวกนั้น...ชายที่ชื่อดูลัสนั่นไม่ใช่คนที่เจ้าควรเป็นศัตรูด้วย และเจ้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของที่นี่ มันฉ้อฉลและอันตรายเกินไป

ถ้าทุกๆ คนคิดอย่างท่าน อาเมียร์โต้เสียงเย็น ธีร์ดีเรก็จะฉ้อฉลต่อไปตามเดิม ไม่สิ ยิ่งกว่าเดิม หากท่านเห็นกองขยะในบ้าน จะปล่อยให้มันส่งกลิ่นเน่าเหม็นอยู่ตรงนั้นหรือ

...อาเมียร์ เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป...

เพราะใหญ่ต่างหาก ถึงยิ่งต้องจัดการ เขาแย้ง ข้ารู้ขีดจำกัดของตัวเองดี จะทำเท่าที่ทำได้ ไม่หาเรื่องใส่ตัวหรอก

ถึงเจ้าไม่หาเรื่อง...เรื่องก็วิ่งเข้ามาหาเองง่ายดาย อดีตนักรบสบตากับเขาอย่างแข็งกร้าว ความปวดร้าวบางอย่างฉายในดวงตา ข้าเจอมาเกินพอแล้ว เมื่อก่อนข้าเพียงแต่อยู่ไปของข้า ไม่คิดเบียดเบียนใคร หวังความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง...แล้วเป็นอย่างไร จู่ๆ เรื่องใหญ่ก็วิ่งมาชนมันยับเยิน ทำให้ข้าแทบกระอักล้มตาย ข้าไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับเจ้า

อาเมียร์รู้สึกเหมือนถูกดวงตาของท่านอาสะกดไว้ นัยน์ตาของท่านคม เป็นสีดำสนิทเหมือนห้วงลึกไร้ก้นบึ้ง ราวกับมีพลังดึงดูด ผิดกับพระเนตรสีน้ำตาลที่ดูอ่อนโยนของเสด็จพ่อ

เด็กหนุ่มเคยได้ยินว่าดวงตาของท่านอากับเขาเหมือนเสด็จปู่ซึ่งสิ้นไปก่อนตนเกิดหลายปี จึงไม่รู้ว่าเหมือนกันจริงหรือไม่

ทว่าเขารู้...อาจเพียงรำไรไม่แน่ชัด แต่ก็เหมือนรู้ว่า เรื่อง ที่ท่านอาพูดถึงคืออะไร หมายถึงเรื่องแม่หรือ

อดีตนักรบกะพริบตาอย่างสงสัย เจ้าจำได้?

ถ้าเรื่องที่เสด็จพ่อเคยตรัส ข้าจำได้หมด อาเมียร์ตัดสินใจตอบสั้นๆ

เสด็จอาพบรักกับเสด็จแม่ซึ่งเป็นธิดาข้าหลวง ถึงขั้นหมั้นหมายกันก่อนเสด็จอาไปรบและหายสาบสูญนานหลายปี มีข่าวว่าท่านตายไปแล้ว เสด็จพ่อจึงได้เสกสมรสกับเสด็จแม่ และพอเขาเกิด เสด็จอาก็กลับมา

เป็นเรื่องสั้นง่ายราวกับละครโศกนาฏกรรมที่ไม่รู้จะโทษใคร

แต่...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ท่านอากลับแย้ง ทำให้โทสะของเด็กหนุ่มลุกวาบ

ทำไมจะไม่เกี่ยว!”

ท่านนึกว่าเสด็จพ่อทรงไม่เสียพระทัยหรือ...ที่ชายาซึ่งพระองค์รักกลับรักชายอีกคน...แม่ของโอรสของพระองค์กลับมีชายที่ไม่ใช่พ่อของลูกอยู่ในใจ เสด็จพ่อทรงเจ็บปวด...ส่วนเกินใดจะไม่เจ็บปวด ทั้งเขากับเสด็จพ่อคงรู้สึกเหมือนตนเป็นส่วนเกินในชีวิตของคนรักคู่หนึ่งไม่ต่างกัน

ข้าพูดถึงเรื่องตอนที่เขาไม่อยู่แล้ว เจ้าคงเข้าใจผิดไป ขอโทษด้วย อดีตนักรบออกตัวในที่สุดแล้วก็ถอนหายใจ ข้ารู้ว่าต่อให้พูดอย่างไร เจ้าก็จะไม่เปลี่ยนใจ และข้าก็บังคับเจ้าไม่ได้ แต่คงต้องขอให้ระวังตัวให้มาก อย่าทำตัวโดดเด่นเกินไปหรือแสดงออกว่ารู้จักกับเจ้าหญิง มิเช่นนั้นจะมีภัยถึงตัว และไม่ว่าอย่างไรก็อย่าเป็นทั้งศัตรูหรือมิตรกับคนที่ชื่อดูลัส ข้ามองออก เขามองทุกคนอย่างศัตรูในทีแรก ไม่รับใครเป็นเพื่อน รับเป็นแต่บริวารหรือเครื่องมือ และคนอย่างเจ้า เขาจะไม่ไว้ใจ ไม่รับเป็นบริวาร เป็นได้เพียงเครื่องมือที่ใช้แล้วทิ้งเท่านั้น

อาเมียร์นิ่งอึ้งด้วยไม่เคยได้ยินท่านอาวิเคราะห์ใครให้ตนฟังละเอียดขนาดนี้ ราวกับคนพูดควรเป็นเสด็จพ่อมากกว่า

แล้ว...เฟย์ลิมเป็นอย่างไร เด็กหนุ่มตั้งคำถามเพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมองชายหนุ่มเหมือนกับเขาหรือไม่ ท่านคิดว่าเขาควรเป็นกษัตริย์หรือเปล่า

สีหน้าของอดีตนักรบลังเล

เขาพร้อมที่จะรับใครๆ เป็นเพื่อนหรือบริวารอย่างเต็มใจ แต่ไม่อยากมีศัตรู และไม่ยอมใช้ใครเป็นเครื่องมือ เขาอ่อนโยนเกินไป สุดท้ายท่านก็พูดช้าๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และไม่แข็งพอ เขาจะมีชีวิตที่เป็นสุขกว่าหากไม่ต้องเป็นผู้ปกครอง

อาเมียร์เงียบไป ทั้งไม่คัดค้านและไม่ปฏิเสธ เขาเห็นตรงกับท่านอาบางส่วน แต่ก็คิดว่าสิ่งที่เฟย์ลิมขาดยังสามารถเสริมได้หากมีใครสักคนเต็มใจช่วยเหลือชายหนุ่มเพื่อธีร์ดีเรอย่างบริสุทธิ์ใจ

แต่เขาไม่บอกท่านอา ด้วยคิดว่าท่านย่อมรู้ทันทีว่าคนคนนั้นเป็นใครและไม่เห็นด้วยที่เด็กหนุ่มจะพัวพันกับการปกครองของอาณาจักรนี้มากขึ้น อาเมียร์จึงรีบรับคำก่อนตัดบทว่าหากหมดเรื่องพูดแล้วก็ควรรีบกลับ

แล้วคนสองคนจึงได้แบกขวานกลับบ้านโดยไม่ได้ฟืน อาจไม่ได้อะไรเลยนอกจากความคิดความกังวลที่เพิ่มขึ้นสำหรับต่างฝ่าย แม้เส้นทางที่แยกจากกันของพวกเขาจะยังแน่ชัด ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

 

ที่จัตุรัสใหญ่ของเมืองชั้นใน หิมะฉาบบางๆ บนกระเบื้องแผ่นเล็กซึ่งปูเป็นพื้นสีนวล มีลวดลายคล้ายขดเชือกสีเขียว น้ำเงิน และน้ำตาลสอดสลับกันโดยไร้ปลายตามแบบศิลปะธีร์ดีเร เด็กหนุ่มผมสีดำผู้มาเยือนนครหลวงเป็นครั้งแรกมองยอดอาคารสูงรอบด้านอย่างสนใจ

นครหลวงเมอร์คาห์ตั้งอยู่บนอ่าว มีป้อมกำแพงหินสูงและแข็งแรงล้อมรอบเช่นเดียวกับเคนมาราและเมืองสำคัญอื่นๆ ในธีร์ดีเร รถม้าของพวกเขาแล่นเข้าประตูเมืองสูงใหญ่ ทหารยามคอยตรวจสอบคนเดินเท้า รถม้า และขบวนสินค้าที่เดินทางเข้าออกอย่างไม่เข้มงวดนัก ถนนสายหลักในเมืองปูแผ่นหิน สองข้างทางมีบ้านก่ออิฐหลังคามุงกระเบื้องตั้งเรียงรายเป็นแถวคล้ายย่านที่อยู่อาศัยของคนชั้นล่างไปจนถึงชั้นกลางในเคนมารา รูอาร์คกระซิบบอกเขาตอนนั่งรถม้าผ่านว่าโรงละครเปิดอยู่แถบนี้ เช่นเดียวกับชุมชนผู้อพยพ และสถานที่ที่พวกคนชั้นสูงเรียกว่า แหล่งเสื่อมโทรม อันมีทั้งบ่อน หอโคมแดงระดับล่าง กับรังของพวก หนูท่อ ที่เด็กหนุ่มผมแดงเคยพูดถึง

เข้าไปในกำแพงชั้นในก็เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง รูอาร์คทิ้งท้าย

เป็นเช่นนั้นจริง หลังประตูเมืองชั้นในซึ่งเล็กกว่ามีถนนที่สะอาดสะอ้าน และอาคารบ้านเรือนที่เป็นระเบียบ สวนสวยงามหย่อนใจต่างๆ ปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ถูกหิมะจับกิ่งก้านจนดูเหมือนร่มใบสีขาวสลับกับยอดสนเขียวตลอดปี เฟย์ลิมบอกเขาว่าย่านโรงแรม บ้านพักของขุนนางและเศรษฐีตั้งอยู่รวมกันบนถนนสองสามสาย นอกจากนั้นยังมีถนนที่ตั้งร้านขายสินค้าเป็นอย่างๆ เช่น ถนนเครื่องเทศ ถนนเครื่องหอม ถนนผ้าไหมแพรพรรณ ถนนเครื่องเพชร ถนนโรงละครปิด ด้านตะวันออกเฉียงเหนือมีวิทยาลัยหลวงซึ่งกว้างพอกับเมืองย่อมๆ ส่วนพื้นที่ติดทะเลคือท่าเรือ ถนนทุกสายสิ้นสุดที่จัตุรัสใหญ่หน้ามหาวิหารกับสภาเมือง และมีถนนใหญ่สายเดียวตรงไปยังสะพานชักข้ามทะเลสู่พระราชวังหลวง

ตอนนี้ ทั้งสามอยู่ที่จัตุรัสทาราซึ่งมีแผงขายสินค้าต่างๆ นานากระจายอยู่รอบนอก มหาวิหารแห่งองค์สุริยเทพลูคตั้งเด่นอยู่ใกล้น้ำพุอธิษฐาน ประดับหน้าต่างกระจกสีเขียนลวดลายวิจิตร ยอดหอคอยต่างๆ ของพระราชวังหลวงบนเกาะในอ่าวไม่ห่างชายฝั่งปรากฏลิบๆ ในม่านหมอก เลยไปทางตะวันตกเป็นท่าเรือใหญ่ เห็นยอดเรือสำเภาซึ่งเล็กราวกับเรือของเล่นเทียบท่ามากมาย ส่วนหมู่อาคารหินสีเทาที่ดูเก่าแก่ขรึมขลังคือวิทยาลัยหลวง อันเป็นสนามสอบข้อเขียนว่าด้วยหลักการปกครอง การศึก ปรัชญา และประวัติศาสตร์

การทดสอบจะเริ่มในอีกห้าวันข้างหน้า ที่จริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องมาเมอร์คาห์เร็วขนาดนี้ แต่ท่านเบเรคเห็นว่าเตรียมตัวไว้เนิ่นๆ จะดีกว่า จึงได้กำชับมา

หอสมุดของวิทยาลัยมีตำราดีมากมาย เจ้าน่าจะสนใจ แล้วจะได้ช่วยเฟย์ลิมกับรูอาร์คศึกษาเพิ่มเติมด้วย

อาเมียร์จึงตั้งใจจะพาลูกศิษย์ทั้งสองไปหอสมุดวิทยาลัยในวันแรกที่มาถึง แต่รูอาร์คปฏิเสธทันควันโดยบอกว่าขี้เกียจหมกตัวกับหนังสือทั้งๆ ที่มาถึงเมืองหลวงทั้งที เขาอ้างว่าถึงอย่างไรตนก็ไม่ใช่ผู้เข้าสอบ ทำไมจะออกไปเดินเล่นตามย่านโรงละคร สืบดูเรื่องที่น่าสนใจในช่วงนี้แทนไม่ได้

เด็กหนุ่มผมแดงยังคะยั้นคะยอให้อาเมียร์มาดูละครด้วยกันสักครั้ง แต่เขาปฏิเสธทันที บทละครแต่ละเรื่องที่รูอาร์คเล่าให้ฟังมักเป็นเรื่องแนวฆ่าล้างแค้นชิงอำนาจ หรือเรื่องรักทั้งแบบโศกปานใจสลาย และสุขสันต์ขำขันซึ่งฟังดูว่างโหวงไม่มีสาระสำหรับอาเมียร์ บางครั้งเด็กหนุ่มผมดำสงสัยด้วยซ้ำว่าชาวธีร์ดีเรเห็นว่าเรื่องแบบแรกเป็นความบันเทิงได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อได้ยินรูอาร์คบรรยายฉากสังหารหมู่อย่างสยดสยองคาเวที ครั้นอาเมียร์พูดตรงๆ ว่าเรื่องแบบนั้นไม่มีทางเป็นเรื่องสนุกสนาน เด็กหนุ่มผมแดงกลับหาว่าเขาเคร่งเครียดจริงจังเกินไป

ก็คงถูกของรูอาร์ค อาเมียร์อยากใช้เวลากับเรื่องที่เป็นประโยชน์กว่านี้ บางครั้งเขารู้สึกเหมือนกับตนกำลังวิ่งไปบนเส้นทางที่ไม่ชัดเจน...แต่ก็ยังพยายามไปให้ไกลที่สุดในหนึ่งวัน...โดยไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด บางทีเขาอยากพัก แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ โดยไม่ได้อะไร จึงมักลงเอยที่อ่านหนังสือปกครองหรือปรัชญาในเวลาว่าง

แต่เขาก็เป็นเขา มีวิธีพักผ่อนของตนเอง รูอาร์คก็มีวิธีพักผ่อนของตนเองที่ไม่เหมาะกับเขาเหมือนกัน ต่อให้เป็นแค่การแสดง...จะให้คนที่เคยเห็นศพจมกองเลือดนับสิบอย่างเขาเพลิดเพลินกับภาพการฆ่าฟันได้อย่างไร

สุดท้าย ทั้งสองจึงพบกันครึ่งทาง เด็กหนุ่มผมดำไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมให้ลูกศิษย์ตัวแสบไปตามทางของตน รูอาร์คจึงบอกให้คนขับรถม้ามาส่งพวกเขาที่จัตุรัสกลางซึ่งอยู่ระหว่างย่านโรงละครและวิทยาลัยพอดี ทั้งสามจะได้แยกย้ายไปตามสะดวก ถือเสียว่าเดินชมเมืองหลวงที่อาเมียร์ไม่เคยมา และนานๆ ทีเฟย์ลิมกับรูอาร์คจะมาสักครั้งไปในตัว

ทันทีที่กระโดดลงจากรถม้า รูอาร์คก็ทำท่าเท้าสะเอวยืดอกสูดหายใจ พูดว่าอากาศเมืองหลวงในหน้าหนาวเย็นสดชื่นเหมือนเมื่อก่อน แล้วก็โบกมือลาก่อนจะเดินกึ่งวิ่งข้ามลานเงียบเหงาในเช้าฤดูหนาวไปอย่างคนรู้จักทาง

คนขับรถม้าบอกเส้นทางไปวิทยาลัยให้อาเมียร์อีกครั้งแล้วก็ขับจากไป ปล่อยให้เขากับเฟย์ลิมเดินไปตามถนนที่มีต้นไม้ขนาบข้าง

รูอาร์คเคยอยู่เมืองหลวงจริงๆ สินะ เด็กหนุ่มเปรย

เขาบอกอาจารย์แล้วหรือขอรับ เฟย์ลิมถามอย่างแปลกใจ

ก็...บอกแล้ว ทำไมหรือ

เขาไม่เคยบอกใครเองขอรับว่าเคยอยู่เมืองหลวง เพราะพูดไปก็เท่ากับ...บอกว่าเขาไม่ใช่ลูกของท่านแม่ด้วย เขาบอกอาจารย์เรื่องแม่ของเขาด้วยหรือขอรับ

ก็คร่าวๆ อาเมียร์ตัดสินใจตอบกลางๆ ไว้ เขาบอกว่าท่านเบเรคพาเขามาจากเมืองหลวงตอนที่แม่ของเขาเสีย

ใช่ขอรับ เฟย์ลิมรับ นั่นคงราวเจ็ดปีก่อน

แล้ว...ท่านหญิง ท่านเฟย์ลิม กับคุณหนูฟิเดลมารู้สึกอย่างไรหรือ...ที่จู่ๆ ก็มีลูกหรือพี่น้องเพิ่มมาอีกคนเด็กหนุ่มอยากถามขึ้นมา

ท่านแม่ก็เงียบๆ ขอรับ ที่จริงท่านคงผิดหวังกับท่านพ่อบ้าง แต่ท่านก็เมตตารูอาร์คดี ส่วนข้า...ในทีแรกลำบากใจเหมือนกันเพราะรูอาร์คโตมาคนละแบบ บางทีก็ทำอะไรไม่เหมือนพวกเราที่จวน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นน้องของข้า ข้ารักเขา รู้ว่าเขาเป็นคนดี ตอนนี้ข้าเข้ากับเขาได้มากกว่าแต่ก่อน ข้าคิดว่าฟิเดลมาคงคิดอย่างเดียวกัน รูอาร์ครักและเป็นห่วงฟิเดลมามากเหมือนกันขอรับ

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นน้อง...อย่างนั้นหรือ

อาเมียร์นึกถึงตนเอง ตอนเป็นเจ้าชาย เขามีพี่สาวน้องสาวต่างแม่ถึงสามคน แต่คงเพราะรู้จักคุ้นเคยวิ่งเล่นกันมาแต่เด็กจึงไม่รู้สึกแปลก คงเพราะเขากับพวกเธอล้วนเกิดจากแม่ต่างคน จึงไม่มีการแบ่งระหว่างน้องแท้ๆ กับน้องแค่ครึ่งเดียว เสด็จแม่ในครั้งนั้นก็วางเฉยที่เสด็จพ่อมีชายามากมายตามโบราณราชประเพณี และที่จริง ท่านเป็นชายาที่เสกสมรสในลำดับกลางๆ เสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเริ่มสะกิดใจอย่างประหลาดกับเรื่องน้องต่างพ่อแม่ก็ตั้งแต่รู้ว่าแม่กำลังจะมีนาสิราเท่านั้นเอง

ทว่ามันต่างกันตรงไหนหรือ เฟย์ลิมรักรูอาร์คเหมือนกับน้องชายแท้ๆ ...ทั้งๆ ที่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นลูกของคนที่ทำให้แม่ของเขาเสียใจ รูอาร์คก็รักเฟย์ลิมกับฟิเดลมาเหมือนพี่น้องทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้อง ...เด็กหนุ่มเคยฟังเรื่องเล่าถึงคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่ก็ยังสาบานเป็นพี่น้อง รักใคร่ผูกพันกันถึงขั้นยอมตายแทนกันได้ เฟย์ลิมกับรูอาร์คเป็นคนแบบที่เขาเองก็อยากสาบานเป็นพี่น้องถ้ามีโอกาส คงเพราะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน พูดคุยสารพัดนอกเหนือจากเรื่องเรียน อาเมียร์จึงสนิทกับพวกเขาเช่นนั้น

บางที...สายเลือดคงไม่สำคัญในความเป็นพี่น้องจริงๆ และหากไม่สำคัญในความเป็นพี่น้อง ก็ไม่สำคัญในความรู้สึกฉันเครือญาติอย่างอื่นด้วย บางขณะอาเมียร์รู้สึกเหมือนจะเคารพท่านเบเรคอย่างญาติผู้ใหญ่หรือพ่ออีกคนได้ เพราะท่านแสดงตนว่าปรารถนาดีต่อเขา มอบสิ่งอื่นให้เขามากมายนอกเหนือฐานะนายจ้าง

ท่านอาก็เช่นกัน...แต่นั่นคือก่อนเด็กหนุ่มรู้ว่าท่านกลายเป็นพ่อเลี้ยงของเขาไปเสียแล้ว

ใช่ ท่านอารักเขา เขาเองก็รักน้องๆ ทั้งสามที่เป็นลูกของท่านอา แต่เขาคงยอมรับท่านอาในฐานะพ่อไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าจะทรยศเสด็จพ่อ พระองค์สวรรคตโดยไร้พระราชพิธีปลงพระศพ...ไร้ผู้ไว้อาลัย...ไร้พระชายาที่ครองตนให้จนวันตาย

หากอาเมียร์ยอมรับท่านอาเข้ามาแทนในฐานะพ่อ ก็เหมือนลืมเสด็จพ่อไปอีกคน เขารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อท่านอากับแม่ แต่ก็ทำใจกว้างเช่นเดียวกับเฟย์ลิมไม่ได้

อาเมียร์ไม่รู้เหมือนกันว่าหากอาณาจักรไม่ล่มสลายและเสด็จพ่อยังมีพระชนม์ชีพอยู่จะเป็นเช่นไร เขาคงขึ้นเป็นกษัตริย์ในทันทีที่เสด็จพ่อเห็นสมควร เพราะพระพลานามัยของพระองค์ไม่สู้ดีมานานแล้ว และเขาก็คงจะต้องรับผิดชอบเรื่องมากมาย ไม่รู้จักความฝันสีเลือด...แต่ก็ไม่รู้จักคนอย่างเกล็น ลีชา เฟย์ลิม รูอาร์ค หรือแอช ไม่คิดอะไรแบบนี้ ไม่รู้จะสามารถมีใจกว้างเช่นเดียวกับเฟย์ลิม และคู่ควรเป็นราชาหรือไม่...

เด็กหนุ่มไม่ได้นึกต่อไป เพราะเฟย์ลิมบอกว่าทั้งสองมาถึงวิทยาลัยแล้ว

 

หลังกำแพงหินเก่าแก่เป็นสนามหญ้ากว้างซึ่งมีหิมะแซมเป็นสีขาว มีอาคารรายล้อม เฟย์ลิมกับอาเมียร์ถามทางไปหอสมุดจากยามที่หน้าประตู และได้คำตอบว่าเป็นหอคอยซึ่งดูเก่าแก่และสูงที่สุดในบรรดาสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ

ไม่นานทั้งสองก็เข้ามาในอาคารนั้น บรรณารักษ์ที่ห้องโถงชั้นล่างอนุญาตให้พวกเขาขึ้นไปหลังจากดูจดหมายรับรองจากท่านเจ้ามณฑล เนื่องจากประเภทของหนังสือที่ต้องการมีกระจายกันไปราวสองสามชั้น อาเมียร์กับเฟย์ลิมจึงตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันหาและจดเพื่อให้ได้ข้อมูลเร็วขึ้น

เด็กหนุ่มขึ้นบันไดเวียนไปถึงชั้นที่เก็บหนังสือประวัติศาสตร์ แล้วก็เริ่มค้นหา กลิ่นกระดาษเก่ากรอบทำให้เขากระตือรือร้นขึ้นมาทันที อาเมียร์ใจเต้นไม่น้อยเมื่อได้มาอยู่ในที่ที่มีหนังสือตำรามากมายที่สุดในชีวิต เขาเคยเข้าออกห้องทรงพระอักษรของเสด็จพ่ออยู่บ่อยๆ แต่แน่นอนว่าที่นั่นไม่ได้กว้างใหญ่และมีหนังสือมากมายหลากหลายถึงเพียงนี้ อาเมียร์เที่ยวดูตามชั้นหนังสือต่างๆ ได้ไม่นานก็หอบหนังสือเต็มอ้อมแขนไปวางบนโต๊ะไม้ซึ่งเรียงเป็นแถวในมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเริ่มพลิกอ่านทีละเล่มแล้วจดลงม้วนกระดาษที่เตรียมมา

รอบด้านเงียบกริบร้างเงาผู้คน เขาจึงทำงานอย่างมีสมาธิไปตลอด...จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดใกล้ๆ

หนังสือเยอะเป็นตั้งขนาดนั้น...อย่าบอกนะว่าจะจดทั้งหมด

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเห็นชายคนหนึ่งจ้องมองเขา ชายคนนั้นวัยราวยี่สิบกว่าๆ สวมเสื้อคลุมแขนยาวแบบเรียบๆ สีน้ำเงินทึม ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมสีดำยาวปรกต้นคอและไรหนวดขึ้นเขียว ซ้ำบางจุดยังหรอมแหรมเหมือนไม่ได้โกนมานาน นัยน์ตาสีน้ำเงินของเขาเบิกกว้างคล้ายตานกฮูก

อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ ไม่ทันนึกคำตอบอีกฝ่ายก็พูดต่อ ยืมออกไปได้นี่...ถึงจะไม่ทุกเล่มก็เถอะ เจ้าเป็นนักศึกษาปีแรกใช่ไหม เขาให้ยืมได้สูงสุดเจ็ดเล่ม เลือกยืมออกไปอ่านน่าจะประหยัดเวลากว่า แล้วนี่สอบหรือทำงานวิชาอะไร ทำไมใช้หนังสือเยอะหลายเรื่องขนาดนี้

เปล่า เด็กหนุ่มเพิ่งตั้งสติได้หลังจบสารพัดคำถาม ข้าไม่ใช่นักศึกษาที่นี่

อ้าว!” ชายหนุ่มอุทาน แล้วจะเอาไปทำอะไรตั้งมากมาย

คือข้า... อาเมียร์เริ่มไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี ...จดให้คนอื่น

คนอื่นนี่ใคร เพื่อนหรืออีกฝ่ายขมวดคิ้ว เหมือนจะบอกทางสีหน้าและสายตาว่าเพื่อนคนนั้นช่าง กินแรงเพื่อน ไม่น้อย

...ลูกศิษย์

ชายหนุ่มยิ่งมีสีหน้างุนงงกว่าเดิม ลูกศิษย์? เจ้าเป็นอาจารย์แล้วหรือ ยังดูอายุน้อยอยู่เลย แล้วลูกศิษย์อายุเท่าไร เด็กที่ไหนต้องเรียนตำราขั้นสูงขนาดนี้

ข้าเป็นอาจารย์ของลูกชายเจ้ามณฑลยาร์ลาธ คนที่จะเข้าพิธีสยุมพร เด็กหนุ่มตัดสินใจตอบตามตรง

...อ้อ ชายหนุ่มเงียบไปนาน แล้วก็พยักหน้าช้าๆ ข้าจำได้แล้ว คนที่มีข่าวว่าเป็นชาวทะเลทรายเหมือนกันนี่เอง

เหมือนกัน...หรือ

ตายายข้าเป็นผู้อพยพจากทะเลทราย ว่าไป...อย่างข้าก็เรียกได้ว่าลูกครึ่งชาวทะเลทรายนั่นล่ะเขาขยายความ

อย่างนี้นี่เอง อาเมียร์หายแปลกใจกับลักษณะผิวคล้ำผมดำผสมตาสีน้ำเงินของคู่สนทนา ท่านเป็นนักศึกษาที่นี่หรือ

ใช่ ชายหนุ่มเกาศีรษะ หวังว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นบัณฑิตชั้นโทเร็วๆ นี้...ถ้างานวิจัยที่ข้าทำอยู่เสร็จเรียบร้อยดี

ข้าชื่ออาเมียร์ ยินดีที่ได้รู้จัก เด็กหนุ่มส่งมือให้เขาก่อน

ข้าชื่อซูฮาล อีกฝ่ายจับมือของเขาเบาๆ ด้วยมือที่ออกผอมแห้ง เจ้าอายุเท่าไรหรือ

สิบเจ็ด...เข้าฤดูใบไม้ผลินี้ก็สิบแปด

ยังเด็กอยู่จริงๆ ด้วย ซูฮาลเปรยทึ่งๆ ข้านึกว่ายี่สิบต้นๆ แต่หน้าเด็กกว่าวัยเสียอีก ไปร่ำเรียนมาจากที่ไหนล่ะนี่

ข้า...เอ่อ...เคยเรียนตอนอยู่ทางใต้ พอย้ายมาที่นี่ก็ศึกษาเอง

แสดงว่า...ตระกูลของเจ้าก็ยิ่งใหญ่ไม่น้อยใช่ไหม มีเชื้อสายสุลต่านหรือข่านเผ่าไหนหรือเปล่า

ก็...ประมาณนั้น เด็กหนุ่มรับสมอ้างเพื่อตัดปัญหา

แล้วทำไมถึงอพยพมาที่นี่ล่ะ อยู่ที่นั่นพร้อมหน้ากับญาติน่าจะสุขสบายดีไม่ใช่หรือ

ที่จริง ครอบครัวข้าไม่มีอำนาจอะไร เป็นแค่เชื้อสายปลายแถวเท่านั้นเอง อาเมียร์ออกตัว เมื่อครู่เขารีบพูดจนลืมนึกไปว่าคนชั้นสูงของดินแดนทะเลทรายคงไม่อพยพเข้าธีร์ดีเรหากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ผิดกับคนระดับล่างที่อยากแสวงหางานและโอกาสในดินแดนอื่น

อืม ซูฮาลพยักหน้าง่ายๆ เด็กหนุ่มคิดว่าดีแล้วที่เขาไม่ติดใจเรื่องนั้น ว่าแต่ เจ้าเคยอยู่เมืองเชรัมบาหรือเปล่า

เชรัมบา... อาเมียร์ขมวดคิ้ว เขาคุ้นกับชื่อนั้นอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นที่อย่างไร หรือเคยไปเมื่อใด คงเคยเดินทางผ่าน แต่ไม่เคยอาศัยอยู่แน่ๆ

ท่านอามักเลือกอยู่กับเผ่าทะเลทรายที่ท่านเคยรู้จัก ไม่ก็เผ่าที่จ้างให้รบหรือคุ้มกันพวกเขา อาจเข้าเมืองใหญ่สองสามครั้งเพื่อซื้อหาของจำเป็น แต่เด็กหนุ่มจำไม่ได้เลยว่าตนเคยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่

กระนั้น อาเมียร์ยังรู้สึกเหมือนมีภาพรางๆ ซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของความทรงจำ...โถงหินใหญ่...เหมือนแปลกตาแต่คุ้นเคย...เงาคนมากมาย...นาสิราอยู่ในนั้นเช่นเดียวกับท่านอา...ที่นั่น...

อาการปวดวาบในศีรษะบังเกิดขึ้นทันใด อาเมียร์ยกมือขึ้นกุมหน้าผากและเผลอร้องออกมาโดยไม่ทันห้าม

ปะ...เป็นอะไรไปหรือ ซูฮาลถามเสียงตื่นๆ

เด็กหนุ่มหลับตา ความปวดค่อยๆ จางหายในไม่ช้า

ไม่มีอะไร จู่ๆ ก็ปวดหัวแปลบขึ้นมา คง...อ่านหนังสือมากไป อาเมียร์พูดไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง

ซูฮาลยิ้มแห้งๆ เหมือนรู้จักอาการนั้นดี เขาบอกให้เด็กหนุ่มพักผ่อนสายตาบ้างหากล้า แล้วก็ดึงเก้าอี้เข้ามานั่งคุยต่อเรื่องเมื่อครู่ เสียดายจริง ข้าอยากถามเรื่องฝูงปีศาจปิดล้อมเชรัมบาเมื่อสามปีก่อนสักหน่อย เจ้าได้ข่าวบ้างไหม

อาเมียร์งุนงง สามปีก่อนเขายังอยู่ในดินแดนทะเลทราย ซึ่งได้ชื่อว่าข่าวลือใดๆ ก็ตามแพร่กระจายรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง แต่ทำไมจึงไม่มีเรื่องทำนองนี้ เด็กหนุ่มนึกออกแล้วว่าเชรัมบาตั้งอยู่ที่ใด เมืองนั้นใหญ่พอสมควร หากมีปีศาจยกโขยงมาปิดล้อมเมืองจริงๆ เผ่าทั้งหลายในทะเลทรายคงยิ่งกว่าโจษจันหวาดผวา คำพูดของซูฮาลจึงฟังดูราวกับคำร่ำลือไร้มูลในธีร์ดีเร เช่นเดียวกับเรื่องที่ว่าชายชาวทรายมีภรรยามากกว่าห้านางไปทุกคน

ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างนั้นเลย แล้วอีกอย่าง...ข้าไม่คิดว่าปีศาจมีจริง

ซูฮาลกะพริบตาปริบๆ เจ้าไม่เชื่อเรื่องปีศาจหรือ

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะทันที

แล้ว...เวทมนตร์ล่ะ

อาเมียร์นิ่งไป เขาเคยเชื่อ...เมื่อเสด็จแม่อ้างตนเป็นธิดาแห่งอมตเทพ ทำพิธีพิสูจน์ต่อหน้าประชาราษฎร์ด้วยการตัดแขนของตนขาดออกจากร่างก่อนจะต่อกลับเหมือนเดิมโดยไร้รอยแผล แต่บัดนี้เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่านั่นเป็นความจริงหรือไม่ หลังจากนั้นแม่ไม่เคยแสดงตนเป็นธิดาแห่งองค์เทพเจ้าหรือทำสิ่งใดที่เรียกได้ว่า เวทมนตร์ อีก แม่ไม่เคยพูดถึงพิธีนั้นเลย และเมื่อเขาถามขึ้นครั้งหนึ่ง ท่านก็บอกว่าทั้งหมดเป็นเพียงมายากลเพื่อสร้างศรัทธาของประชาชนเท่านั้น

เจ้าเคยได้ยินใช่ไหม ซูฮาลถามต่อ ว่าพวกนักบวชแห่งอารามสุริยเทพใช้เวทมนตร์แห่งแสงได้ ถ้าเป็นจริง ก็แสดงว่าเทพเจ้าแห่งแสงสว่างที่เป็นผู้ประทานอำนาจเวทมนตร์มีจริง และถ้าพวกเขาเชื่อว่าปีศาจที่ถือกำเนิดจากความมืดมีจริงเช่นกัน ปีศาจก็ย่อมใช้เวทมนตร์ที่น่าจะเป็นขั้วตรงข้ามของเวทมนตร์แห่งแสงสว่างได้ นี่ข้าพูดตามหลักของเผ่าผู้บูชาวิญญาณทางตะวันออก ที่เชื่อว่าทุกสิ่งย่อมต้องมีคู่ตรงข้ามเพื่อสร้างสมดุลในโลก เช่น พระอาทิตย์กับพระจันทร์ กลางวันกับกลางคืน ชายกับหญิง หรือแสงสว่างกับความมืดน่ะ

เอ... อาเมียร์เริ่มไม่แน่ใจกับตรรกะของอีกฝ่าย เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ ข้าไม่เคยเห็นเวทมนตร์ แล้วถ้าพวกนักบวชของสุริยเทพใช้เวทมนตร์ได้...ก็คงใช้เรียกศรัทธาของใครๆ ไปนานแล้วไม่ใช่หรือ

เด็กหนุ่มไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้า...ไม่ว่าองค์ใดก็ตาม สงครามที่ทำลายอาณาจักรของเขาเกิดจากพวกสาวกสุริยเทพ ซึ่งต้องการทำลายอำนาจของอมตเทพ แต่หากอมตเทพมีจริงก็ควรคุ้มครองเสด็จพ่อกับพสกนิกรทั้งมวลให้รอดปลอดภัย ส่วนหากสุริยเทพมีจริงและเห็นพวกเขาเป็นภัย ก็คงมีอำนาจสร้างพายุไฟเผาทำลายคนของอมตเทพจนสิ้นในคราวเดียวเหมือนในตำนาน ไม่ต้องให้ผู้ศรัทธาของตนล้มตายอีกมากมาย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สุริยเทพจะเป็นเทพที่ทรงอำนาจและเมตตาเหมือนที่พวกสาวกชอบกล่าวอ้างได้อย่างไร

ใช่ เขาไม่เชื่อว่ามีเทพเจ้า มีแต่มนุษย์ที่อ้างเทพเจ้ามาบังคับคนอื่นให้ทำตามหรือฆ่าฟันคนที่คิดไม่เหมือนกับตนเท่านั้นเอง

ก็...พวกเขาบอกว่าเวทมนตร์ที่เทพเจ้าประทานให้มีเพียงมนตร์ต่อต้านและชำระล้างความมืดเท่านั้น ซูฮาลตอบ คราวเชรัมบา ได้ยินว่าอารามหลวงส่งคณะพระเถระไปปราบสำเร็จ แต่ไม่มีรายละเอียดว่าปีศาจเป็นอย่างไร มีอำนาจอะไร ข้าเลยอยากรู้เรื่องนี้

ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จริงๆ ว่าแต่ทำไมท่านสนใจเรื่องเชรัมบา ปีศาจ กับเวทมนตร์นักหรือ

นั่นล่ะ งานวิจัยของข้า ซูฮาลพูดพลางเสยผมอย่างประหม่า ข้าทำงานวิจัยเรื่องการมีอยู่ของเวทมนตร์และปีศาจ ทีแรกว่าจะใช้กรณีศึกษาเรื่องตำนานอาณาจักรมนตราที่ล่มสลาย แต่อาจารย์บอกว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงตำนาน หรือต่อให้จริงก็หาหลักฐานยืนยันไม่ได้เพราะเก่าแก่เกินไป เลยว่าจะยกเหตุการณ์ที่เชรัมบาเป็นกรณีศึกษาแทน ไม่ก็เสริมกันทั้งสองเรื่อง

...เก่าแก่เกินไป อาเมียร์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หมายความว่าอย่างไรกัน

ก็...มันเป็นเรื่องตั้งพันๆ ปีก่อน...ไม่ใช่หรือ

เด็กหนุ่มตกใจมาก แต่ครั้นจะแย้งว่าเขามาจากที่นั่น...อยู่ในเหตุการณ์นั้นเมื่อเพียงห้าปีก่อนเท่านั้นเอง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดของบุคคลที่สาม

เจ้ามาที่นี่ด้วยหรือ

อาเมียร์หันไป เห็นชายอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่าซูฮาลแต่มากกว่าเขา มีผมสีทองจางกับนัยน์ตาสีฟ้าเย็น

เขาจำอีกฝ่ายได้ดีแม้จะสวมชุดลำลองที่ดูภูมิฐานแบบชนชั้นขุนนาง ไม่ใช่เกราะโซ่ทับด้วยผ้าคลุมที่มีตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรธีร์ดีเร

สวัสดี...ท่านราชองครักษ์ดูลัสเด็กหนุ่มไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงตัดสินใจทักทายตามธรรมเนียม

สวัสดี คนตอบมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาปรายตามองตั้งหนังสือที่เด็กหนุ่มวางไว้บนโต๊ะแล้วก็เปรย หนังสือที่ข้าหาอยู่นี่เอง

เล่มไหนหรือ ถ้าท่านจะใช้ต่อ ข้าจะรีบจดเล่มนั้นให้เสร็จก่อน อาเมียร์เสนอ

ไม่เป็นไร ดูลัสตอบง่ายๆ ข้าอ่านจบไปแล้ว เพียงแต่คิดว่าหากทบทวนอีกสักรอบได้ก็ดี แต่ไม่จำเป็น ลูกศิษย์เจ้าล่ะ

อยู่ชั้นอื่น เราแยกย้ายกันหาหนังสือ จะได้เร็วขึ้นเด็กหนุ่มพูดตามตรง เขามององครักษ์หนุ่มพลางคิดถึงเรื่องที่ท่านอาเคยบอก...ว่าคนคนนี้ไม่ควรเป็นทั้งมิตรและศัตรู

อีกฝ่ายไม่ได้ตีสนิท แต่ก็ไม่ถึงขั้นหาเรื่องหรือหยาบคาย เดาไม่ถูกเลยว่าต้องการเป็นมิตรจริงหรือลวงให้ตายใจ

เอ่อ... ซูฮาลพูดอย่างลังเล พวกท่านรู้จักกันด้วยหรือ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจก่อนที่ดูลัสจะเป็นฝ่ายตอบ เราเคยเจอกันสองสามครั้ง ตอนข้าไปอารักขาเจ้าหญิงที่ยาร์ลาธ ท่านซูฮาลรู้จักเขาด้วยหรือขอรับ

ที่จริงข้าก็เพิ่งพบเขาวันนี้เอง...

เด็กหนุ่มมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ องครักษ์หนุ่มพูดกับซูฮาลอย่างสุภาพ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นเพียงสามัญชน ซ้ำเป็นลูกครึ่งผู้อพยพ ดูลัสถามเรื่องงานวิจัยของซูฮาล และบอกอาเมียร์ว่าเมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ เขาน่าจะลองสอบเข้าวิทยาลัยหลวงดู เพราะหากมีฐานะบัณฑิตจากวิทยาลัยหลวงเป็นเครื่องรับรอง จะก้าวหน้าในราชการได้ไม่ยาก

ถึงไม่รู้เจตนาของคนพูด เด็กหนุ่มก็ขอบคุณตามมารยาท ไม่นานดูลัสก็ขอตัว โดยทิ้งท้ายว่าเสียดายที่ยังไม่ได้เจอเฟย์ลิม แต่ไม่นานคงได้พบกัน และตอนนี้เขาเองก็มีเรื่องต้องค้นคว้าเช่นกัน

ท่านรู้จักเขาได้ยังไงอาเมียร์ตั้งคำถามกับซูฮาลทันทีที่ลับร่างองครักษ์หนุ่ม

เราเจอกันในชั้นเรียนบางวิชา ชายหนุ่มบอก เขาเพิ่งจบเป็นบัณฑิตชั้นตรีเมื่อปีที่แล้ว

หือ...อาเมียร์รับอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนเข้าเป็นราชองครักษ์หรือ

เปล่า เขารับราชการไปด้วย เรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้เข้าเรียนหรอก นานๆ ถึงจะมาสอบที แต่ยังได้คะแนนเป็นลำดับต้นๆ อยู่ทุกครั้ง มีคนลือว่าเขานอนแค่วันละสามชั่วโมงถึงได้อ่านหนังสือเองทัน

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ด้วยนึกไม่ถึงเลยว่าดูลัสจะเป็นคนที่มีความสามารถถึงเพียงนั้น

คนที่นี่เก็งว่าเขาน่าจะได้เป็นราชาองค์ต่อไป ข้าก็ว่าดีเหมือนกัน เขามีความรู้ความสามารถพร้อมกว่าอีกหลายคน ซูฮาลออกความเห็น

แล้ว...ลูกขุนนางอื่นๆ ที่เรียนจบจากที่นี่เหมือนเขาล่ะ

มีน้อย พวกที่สอบคัดเลือกไม่ผ่านแต่ใช้เงินทองเข้ามาก็มี แต่ก็ใช่จะเรียนจบออกไปง่ายๆ ถึงจบก็ได้คะแนนแบบลูกผีลูกคน ไม่น่าอวดให้ภูมิใจหรอกชายหนุ่มโคลงศีรษะ เอาเถอะ ที่จริงข้าไม่ควรพูดอย่างนี้กับอาจารย์ของผู้ทดสอบอีกคนหนึ่งเลย วางใจได้ ข้าไม่เคยได้ข่าวเสียหายเกี่ยวกับลูกชายท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธ ถึงเขาจะไม่เคยเรียนที่นี่ ข้าก็อวยพรให้ใครก็ตามที่มีทั้งความสามารถและคุณธรรมพร้อมได้เป็นราชาองค์ต่อไปนั่นล่ะ

ขอบคุณมาก ท่านซูฮาล เด็กหนุ่มยิ้มจากใจจริง ทำให้อีกฝ่ายเกาศีรษะด้วยท่าทางประหม่า

อะไรกัน ข้าก็แค่พูดตามความจริง ว่าแต่...ถึงอย่างไรข้าก็เห็นว่าเอาหนังสือไปอ่านน่าจะดีกว่านั่งจด เดี๋ยวข้ายืมให้เจ้าก็แล้วกัน

ไม่เป็นไรหรอก ข้าเกรงท่านลำบาก อาเมียร์รีบปฏิเสธ

ลำบากอะไร เห็นคนขยันอย่างนี้ข้าชอบ ข้าก็อยากช่วย เลือกมาสามสี่เล่มเถอะ ข้าทำงานเสริมเป็นผู้ช่วยอาจารย์ด้วย เลยยืมได้มากกว่านักศึกษาทั่วไปนิดหน่อย

เด็กหนุ่มคิดตามแล้วก็เห็นดีด้วย เพราะถึงอย่างไรเขากับเฟย์ลิมคงต้องกลับมาที่นี่อีกในวันต่อๆ มา จึงได้ตกลงรับ ซูฮาลจึงช่วยขนหนังสือไปยังชั้นที่เฟย์ลิมอยู่ เพื่อดูว่าอีกฝ่ายมีหนังสือที่ต้องการยืมกลับไปมากกว่าหรือไม่

ผลปรากฏว่าหลังจากแนะนำให้บัณฑิตหนุ่มกับลูกศิษย์รู้จักกัน เฟย์ลิมก็ยกให้อาเมียร์ตัดสินใจว่าจะยืมเล่มใดกลับไป เมื่อเรียบร้อย ซูฮาลจึงกลับไปทำงานของตนโดยนัดลงมาเจอกันในโถงชั้นล่างเมื่อใกล้เที่ยง เพื่อออกไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน

แต่การยืมหนังสือออกไม่ง่ายดายอย่างที่คิด

ขอโทษนะ เจ้ายืมหนังสือครบกำหนดเล่มแล้วซูฮาล มีเกินเวลามาสองเล่ม...ตั้งแต่เดือนที่แล้ว สิริรวมค่าปรับตอนนี้หกสิบวีร์บรรณารักษ์ตอบหลังจากดูบัตรยืมหนังสือในซองไม้ที่เรียงเป็นแถวยาว

หะ...หกสิบวีร์!” คนที่ต้องเสียเงินจำนวนนั้นแทบตาเหลือก นั่น...นั่นค่ากินอยู่ของข้าหนึ่งอาทิตย์เชียวนะ!”

เจ้าก็หัดตรวจสอบกำหนดคืนหนังสือเสียบ้างสิ อย่าบอกนะว่าหมกตัวอ่านเรื่องเวทมนตร์จนลืมวันลืมคืน เหมือนถูกเวทมนตร์บิดผันกาลเวลาจริงๆ บรรณารักษ์ซึ่งดูจะรู้จักคนยืมดีพูดจนอีกฝ่ายคอตก

โธ่...ซูฮาลผู้โง่เขลาเอ๋ย เจ้าของชื่อคราง ทำไมเจ้าถึงไม่ตรวจสอบให้ดีว่าถึงเวลาคืนหนังสือแล้ว...หกสิบวีร์...เสียไปเปล่าๆ ตั้งหกสิบวีร์ทีเดียว...

ไม่เป็นไรหรอก ท่านซูฮาล อาเมียร์พยายามพูด หากยืมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ท่านมีน้ำใจจะช่วยยืมให้ พวกเราก็ยินดีมากแล้ว

ใช่ขอรับ เฟย์ลิมเสริม เดี๋ยวพวกเราช่วยจ่ายค่าปรับก็ได้

ถึงอย่างนั้น ซูฮาลก็ปฏิเสธ และไม่วายขอโทษขอโพยซ้ำอีกสี่ห้าครั้ง อาเมียร์จึงตัดบทว่าพวกเขาควรรีบไปที่โรงอาหารก่อนที่นั่งเต็ม ส่วนเรื่องยืมหนังสือไว้วันถัดมาก็ได้

 

ท่านซูฮาลเป็นคนที่เอื้ออารีดีนะขอรับ เฟย์ลิมเปรยขณะเดินกลับจัตุรัสกับอาเมียร์ พอได้เจอเขากับเห็นวิทยาลัยหลวงจริงๆ ก็เสียดายที่ข้าไม่ลองสอบเข้าดูตั้งแต่ตอนนั้น

หือ เด็กหนุ่มผมดำเพิ่งรู้เรื่องนี้ ทำไมล่ะ

ชายหนุ่มยักไหล่ ท่านพ่อว่าจะให้ลองสอบดู แต่ท่านแม่เป็นห่วง ไม่อยากให้ข้ามาอยู่เมืองหลวงคนเดียวขอรับ ไม่สิ...ถึงรูอาร์คจะมาด้วยก็ยังเป็นห่วง ข้าเลยบอกท่านพ่อท่านแม่ว่าข้าเฉยๆ เรื่องเข้าวิทยาลัยหลวง อยากอยู่ยาร์ลาธกับทุกๆ คนมากกว่า

อาเมียร์ยิ้มแห้งๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่าให้รูอาร์คมากับเฟย์ลิมอาจน่าเป็นห่วงมากกว่าด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อเห็นการ ออกลาย ของอดีตคนเมืองหลวงติดละครชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่มา ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบาเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคาดคิด

แต่ที่จริง...ข้ากลัวไปหลายอย่างขอรับ กลัวสอบไม่ผ่านแล้วใครๆ จะดูถูกลับหลัง ข้ารู้ตัวว่าตัวเองหัวไม่ดี เรียนหนังสือไม่เก่ง กลัวท่านพ่อจะยอมเสียเงินทองมากมายไปเปล่าๆ เพื่อให้คนหัวทึบอย่างข้าได้ชื่อว่าจบจากวิทยาลัยที่ดีที่สุด ถ้าเป็นอย่างนั้น...ใครๆ ก็ต้องรู้ความจริง ข้าจะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ทำให้ใครๆ ดูถูกไม่เพียงข้า...แต่รวมถึงพวกเขา

ท่านเฟย์ลิม... อาเมียร์พยายามให้กำลังใจอีกฝ่าย ท่านไม่ใช่คนหัวทึบเลย ข้าเห็นว่าท่านขยันและเรียนดีด้วยซ้ำ คนเราถ้ามั่นใจในตนเองและพากเพียรอย่างจริงจัง...คงมีน้อยเรื่องที่ทำไม่สำเร็จ ข้าพูดจริงนะ

ขอบคุณขอรับ อาจารย์ เฟย์ลิมยิ้มจางๆ เพราะได้เรียนกับอาจารย์นี่ละขอรับ ข้าถึงรู้สึกดีขึ้น ตอนแรก ข้าคิดว่าข้าไม่มีทางเป็นราชาได้หรอก ข้าไม่อยากเป็น กระทั่งเจ้ามณฑลยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นได้เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ ข้ากลับคิดว่าจะทำให้เต็มที่ขอรับ

ข้าเคยคิดว่าชีวิตตัวเองมีความสุขดีแล้ว อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอ ไม่ต้องไขว่คว้าอำนาจหรือลาภยศอะไรหรอก แต่พอได้ฟังเรื่องที่เกิดกับลีชา ข้าก็เห็นจริงอย่างที่อาจารย์บอก ข้าอยู่ในที่ที่มีความสุขและปลอดภัย ขณะที่คนอีกมากมายในอาณาจักรไม่เป็นอย่างนั้น ข้าควรช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่ทำได้ แม้แต่รูอาร์คที่ใครๆ เห็นว่าเอาแต่ทำเรื่องไม่เป็นแก่นสารยังช่วยให้ลีชาพูดได้อีกครั้ง ข้าก็น่าจะทำอะไรสักอย่างได้เหมือนกัน ความกลัวของข้า...เมื่อเทียบกับความทุกข์ของคนอื่นๆ แล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยและเห็นแก่ตัวเหลือเกิน

อาเมียร์พูดไม่ออกอย่างสิ้นเชิง เฟย์ลิมไม่ใช่คนที่พูดน้อยจนเกินไป แต่ก็ไม่เคยบอกความคิดความรู้สึกของตนตรงๆ อย่างนี้เลย

เพราะฉะนั้น...ข้าจะพยายามให้เต็มที่ขอรับ ถึงไม่ได้ข้าก็ไม่เสียอะไร ยังพยายามดูแลชาวยาร์ลาธให้มีความสุขได้นี่ขอรับ

ใช่ เด็กหนุ่มผมดำยิ้มรับ ข้าเองไม่อยากให้ท่านเคร่งเครียดกับการทดสอบจนเกินไป แต่ก็หวังว่าราชาองค์ใหม่แห่งธีร์ดีเรจะเป็นคนที่มีความคิดอย่างท่าน...

กระนั้น อาเมียร์ก็ไม่อาจอวยพรให้เฟย์ลิมกลายเป็นกษัตริย์แห่งธีร์ดีเรจริงๆ ถ้อยคำติดคาอยู่ในคอเมื่อเขานึกถึงคำที่ท่านอาพูด ว่าเฟย์ลิมจะมีความสุขมากกว่าหากไม่ต้องเป็นกษัตริย์

ทว่าเขาไม่ได้บังคับชายหนุ่มไม่ใช่หรือ ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่อยากเป็นกษัตริย์และจะไม่พยายาม...อาเมียร์ก็จะไม่ผลักดันเขามากไปกว่านี้ แต่นี่เฟย์ลิมเป็นคนตัดสินใจเอง เด็กหนุ่มคิดว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด

...จริงหรือ...

อาเมียร์กลับตั้งคำถามใหม่เมื่อนึกถึงแอช เพราะเขาไม่รู้เลยว่าความหวังของตนจะทำร้ายจิตใจว่าที่ราชินีแห่งธีร์ดีเรยิ่งไปกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี เด็กหนุ่มไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ตนเคยทำ และได้แต่ภาวนาว่าแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์จะสามารถรักผู้ที่คู่ควรเป็นราชาได้เท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น