The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 17 : 16 - ศึกประสาน “เรายิ่งต้องร่วมมือ เพราะมีศัตรูเดียวกัน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.ค. 60

บทที่ ๑๖

ศึกประสาน

 

คะแนนทดสอบรอบแรกออกแล้วเพคะ เคียราพูดเรียบๆ เมื่อยกถาดของว่างตอนบ่ายเข้ามาให้แอชลีนน์ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง

อย่างนั้นหรือ เด็กสาวถามอย่างไม่สนใจนัก ดูลัสได้คะแนนสูงสุดใช่ไหมล่ะ

คนถูกถามกลับเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่หมองลง ที่สองเพคะ

หือ แอชลีนน์หันมามองนางกำนัลสาวอย่างประหลาดใจ แล้วใครได้ที่หนึ่ง

ลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาเพคะ ใครๆ พูดกันว่าเป็นม้ามืด เพราะไม่เคยมีข่าวอะไรเรื่องเขาเลย

คะแนนห่างกันเท่าไร เด็กสาวถาม เธอไม่เคยรู้จักลูกชายเจ้ามณฑลที่ว่า จึงเริ่มอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ

เฉือนกัน...นิดหน่อยเพคะ เก้าสิบหกกับแปดสิบเก้า สูงจนไม่น่าเชื่อ แต่ท่านดูลัสคงจะทำคะแนนนำในรอบหลังได้ไม่ยาก

แล้ว...เฟย์ลิม... เด็กสาวตั้งคำถาม ครั้นเห็นสีหน้าสงสัยของเคียราก็ขยายความ ...ลูกชายเจ้ามณฑลยาร์ลาธ

อ้อ หญิงสาวรับเบาๆ ที่สามเพคะ แปดสิบสี่ ตอนนี้เขาพูดกันว่าเป็นศึกสามมณฑลเลยทีเดียว

คนอื่นๆ ล่ะคะแนนเท่าไร

ไล่ลงไปตั้งแต่เจ็ดสิบปลายๆ เพคะ ต้องดูว่าผลรอบนี้จะพลิกกลับหรือเปล่า

แอชลีนน์ทบทวนความทรงจำของตนและพบว่ายังเหลือการทดสอบอีกสองครั้ง ครั้งที่สองจะคัดผู้มีคะแนนสูงสุดสิบคนจากรอบแรกมาตั้งป้อมค่ายจำลองการรบ แล้วคัดสี่คนที่มีคะแนนรวมสูงสุดของทั้งสองรอบมาประลองตัวต่อตัวแบบแพ้คัดออกในรอบสุดท้าย เพื่อให้ได้ผู้ชนะที่จะแต่งงานกับเธอ ตอนนี้ผู้เข้าทดสอบทั้งสิบพร้อมกำลังพลคงจะเตรียมเดินทางไปยังสนามรบจำลองแล้ว เท่าที่เด็กสาวรู้คร่าวๆ คะแนนการทดสอบรอบที่สองนี้ขึ้นอยู่กับการรักษาที่มั่นของตนและยึดครองดินแดนของผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทำให้กำลังพลของฝ่ายใดบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจริงๆ

เธอไม่รู้ว่าลูกชายเจ้ามณฑลชอร์ซาเป็นคนอย่างไร มีฝีมือเพียงใด แต่ก็คิดว่าดูลัสเป็นคนที่เก่งมากคนหนึ่ง เช่นเดียวกับอาเมียร์ เฟย์ลิมก็คงได้รับถ่ายทอดความรู้ความสามารถของอาเมียร์มาไม่มากก็น้อย

ยิ่งทั้งสองฝ่ายต้องปะทะกันเช่นนี้ แอชลีนน์ก็บอกไม่ถูกจริงๆ ว่าเธออยากให้ใครชนะ รู้แต่เพียงว่าอารมณ์ของตนพลันขุ่นมัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกถึงชื่อของใครคนหนึ่งในนั้น

ดูลัสนำจดหมายจากอาเมียร์มาให้เธอตั้งแต่ก่อนกลับเมืองหลวงแล้ว เด็กสาวอ่านไปรอบเดียวก็พับเก็บโดยไม่คิดจะเขียนตอบ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะขอโทษ เธอก็ไม่เชื่อที่เขาเขียนว่าต่อให้ไม่รู้ว่าเธอเป็นเจ้าหญิงก็จะสอนเธอ ซ้ำท้ายจดหมายเขาก็ยังบอกว่าอยากให้เธอเป็น ราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งธีร์ดีเร แสดงว่ายังคงหายใจเข้าออกเป็นอาณาจักร ไม่ได้นึกถึงความสุขของเธอเลยแม้แต่น้อย

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป แอชลีนน์ก็เริ่มไม่รู้ว่าตนโกรธเขาเพราะอะไร และเพื่ออะไร เธอเป็นเจ้าหญิง และจะเป็นราชินีแห่งธีร์ดีเรไม่ใช่หรือ ที่ตั้งใจจะไปเรียนกับเขาตั้งแต่แรกก็เพื่ออาณาจักรแท้ๆ

แต่ถึงอย่างไร เธอก็ยังอยากให้อาเมียร์มองเธอเป็นเธอ ยังอยากใช้ชีวิตเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่เจ้าหญิงหรือราชินีผู้แบกรับทุกสิ่งอยู่ดี

องค์หญิง เคียราเรียกพร้อมกับปิดหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าเธอ เสวยเครื่องว่างเถอะเพคะ ประเดี๋ยวจะหายร้อนหมด

แอชลีนน์รับในคอแล้วก็ถอนหายใจ มองพุดดิ้งหน้าครีมของโปรดบนจานกระเบื้องเขียนลายโดยไม่รู้สึกอยากอาหารเหมือนกับทุกที

องค์หญิงทรงเป็นห่วงท่านดูลัสหรือเพคะ นางกำนัลสาวถามขณะคลี่ผ้าเช็ดปากวางให้บนตัก ไม่เป็นไรหรอกเพคะ ท่านดูลัสทั้งมีฝีมือ แล้วก็ทุ่มเทเพื่อองค์หญิงเต็มที่ขนาดนี้ เขาต้องชนะแน่ๆ เพคะ องค์หญิงทรงเอาพระทัยช่วยอยู่อีกแรงด้วยนี่นา

เจ้าหญิงพระองค์เดียวแห่งธีร์ดีเรยังคงนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าใจจริงของเธออยากเอาใจช่วยใคร กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอควรแต่งงานกับเฟย์ลิม และจัดการให้เคียราแต่งงานกับดูลัสแทนใช่ไหม จะได้สมกับที่นางกำนัลสาวแทบหายใจเป็นองครักษ์หนุ่มอยู่ทุกขณะแล้ว

แต่นั่นก็คือการทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชัก เหมือนอย่างที่ใครอีกคนเคยทำกับเธอไม่ใช่หรือ

แอชลีนน์ตักขนมเข้าปากตามหน้าที่ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ขณะสั่งตนเองให้เลิกคิดเรื่องพวกนี้เสียที

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากให้ใครชนะ เธอก็ไม่มีทางเลือกและทำได้เพียงรอ เธอเป็นเจ้าหญิงและไม่นานก็ต้องเป็นราชินี ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้เลย

 

มีอะไรก็ถอยหลังลงน้ำหนีสบายเลยนะนี่อาเมียร์ได้ยินรูอาร์คเปรยอย่างร่าเริงผิดความวิกฤตของสถานการณ์ ขณะจ้องมองแม่น้ำซึ่งมีผิวบางส่วนแข็งตัวเป็นหย่อมๆ จนขุ่นเป็นฝ้า เขากอดอกแน่นขึ้นทั้งๆ ที่สวมเสื้อขนสัตว์อย่างหนาทับชุดเกราะอ่อนข้างใน ไม่อยากเหลียวมองเด็กหนุ่มหัวแดงหรือเนินเขาที่ลาดชันลงสู่แม่น้ำสายนี้ให้ตอกย้ำความอับจนของพวกตนนัก

ถึงจะไม่ชอบอากาศร้อนจัดในทะเลทราย เด็กหนุ่มซึ่งมาจากอาณาจักรทางใต้ที่มีอากาศอบอุ่นและไร้หิมะก็พบว่าฤดูหนาวของธีร์ดีเรไม่ถูกโรคกับร่างกายของตนมากกว่า หากอากาศหนาวจนเป่าลมออกมาเป็นไอ เขาจะหายใจไม่สะดวกและมักปวดศีรษะหน่วงๆ ตอนนี้สิ่งที่เล่นงานอาเมียร์จนคิดอะไรไม่ค่อยออกคืออาการดังว่า บวกกับที่ตั้งค่ายของพวกเขาซึ่งเป็นชัยภูมิที่...ใช้ไม่ได้ยิ่งกว่าใช้ไม่ได้

ตั้งอยู่บนเนินเขาลาดลง ถึงจะมีป่าสนช่วยกำบังก็ต้องเสียเวลาปีนเนินก่อนจะไปรบกับใครได้ แถมด้านหลังติดริมฝั่งตอนปลายแม่น้ำ ไม่เรียกว่าตอนจับสลากดวงตกถึงขีดสุดก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี

ข้า...ข้าขอโทษขอรับอาจารย์ คนจับสลาก พูดเสียงอ่อยอยู่ใกล้ๆ เด็กหนุ่ม

คนคนนั้นคือเฟย์ลิม ซึ่งครั้นพบว่าที่ตั้งค่ายของตนเป็นเช่นไรก็หน้าเสีย ขอโทษขอโพยเขากับบรรดาทหารจนอาเมียร์ต้องปรามด้วยซ้ำว่าอย่าขอโทษมากเกินไป และอย่าแสดงความลังเลหรือไม่มั่นใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็น ถึงอย่างนั้น เฟย์ลิมก็ทำท่าราวกับถอดใจแล้ว แม้จะรู้ก่อนจับสลากว่าคะแนนสอบข้อเขียนของตนสูงเป็นอันดับสามก็ตาม

ข้าไม่ได้หวังจะชนะอยู่แล้วขอรับ ชายหนุ่มพูดคนละอย่างกับวันไปหอสมุดวิทยาลัยหลวง ชัยภูมิไม่ดีอย่างนี้ ขอแค่ป้องกันที่มั่นไว้ให้ได้ก็พอ อย่าคิดไปไล่ตีคนอื่นให้ลำบากคนของเราเลย

อาเมียร์ตระหนักว่าเฟย์ลิมห่วงใยคนอื่นๆ แต่ก็ขาดความเด็ดเดี่ยวและกล้าได้กล้าเสียที่ผู้นำพึงมี หากอีกฝ่ายไม่อยากทุ่มสุดตัว เขาก็ไม่อยากบังคับ ถึงอย่างนั้น คะแนนสอบรอบแรกที่ได้รู้กลับทำให้เด็กหนุ่มกังวลอีกอย่าง เขาไม่แปลกใจกับคะแนนของดูลัสผู้จบจากวิทยาลัยหลวง แต่คนมุทะลุหยิ่งยโสอย่างชาลัวห์ไม่น่าได้คะแนนสูงถึงเพียงนั้นเลย

นอกจากนี้ เด็กหนุ่มคิดว่าลำดับและผลการจับสลากเลือกพื้นที่ทดสอบรอบสองแปลกประหลาดเกินไป ผู้ทดสอบที่มีคะแนนน้อยกว่าได้จับสลากก่อน เท่ากับว่าเฟย์ลิมจับสลากเป็นคนที่สามเกือบสุดท้าย ดูลัสหลังจากนั้น และชาลัวห์คนสุดท้าย ผลปรากฏว่าเฟย์ลิมกับดูลัสได้ชัยภูมิติดแม่น้ำริมขอบสนามสอบเหมือนกัน ขณะที่ชาลัวห์อยู่ในที่ปลอด หรือที่ราบซึ่งเดินทางเข้าออกสะดวก เหนือติดแม่น้ำด้านต้นน้ำ มียอดเนินเป็นพื้นที่สูงให้ตั้งป้อมค่าย มีทางโจมตีขยายอาณาเขตแทบรอบด้านราวกับเสือติดปีก ซ้ำพรมแดนติดกับทั้งสอง จะบีบอัดคู่แข่งที่มีคะแนนรองลงมาทั้งสองคนแล้วบุกพื้นที่ของผู้ทดสอบคนอื่นๆ ที่มีคะแนนน้อยกว่าและกระจายกันออกไปอย่างไรก็ได้

และถ้าอาเมียร์เดาไม่ผิด ชาลัวห์คงยังไม่โง่ขนาดที่จะตีผู้ทดสอบคนอื่นๆ โดยเปิดหลังโล่งโจ้งให้เฟย์ลิมหรือดูลัสตลบได้ง่ายๆ เขาต้องยึดอาณาเขตที่ติดขอบสนามตะวันตกก่อนเพื่อป้องกันด้านหลังอย่างสมบูรณ์แบบ ชาลัวห์มีชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่าอย่างเทียบไม่ติด...แม้ว่าดูลัสอาจเป็นอัจฉริยะด้านยุทธศาสตร์อย่างไรก็ตาม ยิ่งต้องถอยหนี ทั้งเฟย์ลิมกับดูลัสมีแต่จะเข้าตาจน เพราะชัยภูมิของทั้งสองไม่เอื้อต่อการตั้งรับเอาเสียเลย

อาเมียร์ไม่ได้คิดจริงจังว่าเฟย์ลิมต้องชนะ แต่ก็ไม่อยากให้ชาลัวห์ชนะ เด็กหนุ่มเชื่อว่าชายคนนั้นโกงให้ได้คะแนนและชัยภูมิที่ดีที่สุด เกิดคนอย่างนั้นได้เป็นราชาแต่งงานกับแอช อาเมียร์ไม่มีวันยอมเด็ดขาด อาณาจักรนี้จะยิ่งฉ้อฉล ตัวแอชเองจะไม่มีความสุขไปชั่วชีวิต

อย่างน้อย...เพื่อช่วยเธอเขาต้องขวางไม่ให้ชาลัวห์ชนะ แต่จะทำอย่างไรได้...

เลยคุ้งโน้นเป็นที่ของลูกเจ้ามณฑลอูลทูร์ นายอัจฉริยะคนนั้นสินะ รูอาร์คพูดพร้อมกับชี้ขึ้นเหนือ

อาเมียร์นึกภาพในใจตามแผนที่ เขตของดูลัสคงอยู่ตอนกลางของลำน้ำ แต่เลวร้ายกว่าพวกเขาตรงที่ด้านหน้าเป็นเนินลาดลงเหมือนกับบ่อหนอนแมลงช้าง เรียกได้ว่าที่ขวางหรือที่ตายแบบ คุกสวรรค์ ตามตำราชัดๆ

อณูฝุ่นยาวเรียวจากทิศเหนือลมปลิวมาบอกเขาว่าอีกฝ่ายคงเริ่มตัดไม้เตรียมตั้งค่ายแล้ว อาเมียร์พอนึกออกว่าดูลัสจะตั้งป้อมค่ายชั่วคราวให้รับกับชัยภูมิในรูปแบบไหน และคิดทางหนีทีไล่ไว้อย่างไร แต่ถึงอย่างนั้น...ศึกคราวนี้คงยากลำบากมากสำหรับองครักษ์หนุ่ม

ไปสำรวจป่าสนต่อเถอะ เด็กหนุ่มผมดำบอกหลังจากดูบริเวณริมแม่น้ำทั่วแล้ว ไม่นานเราก็ต้องรีบตั้งค่ายเหมือนกัน

เขาต้องเริ่มหาทางหนีทีไล่ของตน หากจะพากองกำลังของเฟย์ลิมให้รอดในสภาวการณ์นี้

แล้วบางที ถ้าจะ ตัด ปีกตัวอะไรก็ตามที่อ้างตนเองเป็นเสือเพื่อช่วยแอชอีกทาง ก็คงจะต้องคิดหนักกว่านั้น

 

ดูลัสประสานมือบนหน้าผากขณะมองแผนที่ซึ่งกางอยู่บนโต๊ะใต้แสงตะเกียง

สามวันผ่านไปแล้ว เขาได้แต่ตั้งรับจนเสียกำลังพลไปราวๆ หนึ่งในห้า แม้จะพยายามป้องกันและบำรุงขวัญพลทหารให้มากที่สุดขณะคิดหาทางโต้กลับที่เหมาะสม

ชาลัวห์ออกบัญชาการรบเอง แต่ก็รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางพอที่จะไม่เข้าใกล้ระยะธนูหรืออาวุธไกลของฝ่ายเขา ด้านดูลัสไม่กล้าเสี่ยงให้ทหารที่ไว้ใจบุกประชิดตัวอีกฝ่าย เพราะต้องฝ่าทั้งกองธนูและพลทหารที่ปิดล้อมเหนือทางลาดเป็นกำแพงหนาแน่น

เขาได้ยินมาไม่น้อยว่าชาลัวห์เป็นคนมุทะลุ ครั้นสืบดูก็พบว่าเคยวิวาทกับคนทรายชื่ออาเมียร์ที่บัดนี้ทำงานให้เจ้ามณฑลยาร์ลาธ และถูกเด็กหนุ่มเล่นงานเสียท่าง่ายดาย องครักษ์หนุ่มจึงส่งสารท้าให้ชาลัวห์ถึงสามฉบับ และสั่งให้พวกทหารร้องกวนโทสะดังๆ ให้มันได้ยินบ่อยครั้ง กระนั้น อีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉยจนเขานับถือที่ปรึกษาของมันซึ่งคงจะคอยเตือนสติอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา

เวลานี้ องครักษ์หนุ่มกำลังรอให้อากาศเย็นลงเพื่อที่จะได้มีหนทางลอบโจมตีค่ายของชาลัวห์ในทางที่มันคิดไม่ถึง แต่คงต้องเสียเวลาอีกหนึ่งหรือสองวันเป็นอย่างน้อย และไม่มีทางรับประกันว่าอากาศจะเป็นไปตามเขาที่ต้องการหรือไม่

ถ้าไม่ได้ตามแผนหรือค่ายของตนแตกเสียก่อน ดูลัสควรจะสละตนเอง วิ่งเข้าไปฆ่าชาลัวห์ให้ได้ก่อนถูกพวกของมันฆ่าดีไหม อย่างน้อยถ้าเขี่ยชาลัวห์ไปจากสนามนี้ได้ก็จะตัดคะแนนมันไปก้อนโต จากนั้นก็วัดดวง ภาวนาให้ตนมีคะแนนพอผ่านเข้ารอบสุดท้าย...

เพื่อเจ้าหญิง...เขาพร้อมจะทำเช่นนั้น...แต่เฉพาะอับสิ้นหนทางทั้งหมดแล้วเท่านั้น

ท่านดูลัส ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกของเกอร์มอน ลูกน้องคนสนิทซึ่งเลิกผ้าคลุมกระโจมเข้ามา คนทรายชื่ออาเมียร์มาขอพบท่านขอรับ

ดูลัสไม่ประหลาดใจ เขารู้ว่าอาเมียร์ติดตามเฟย์ลิมมาที่นี่ และสถานการณ์ของทั้งเขากับนายของมันย่อมเป็นเหตุผลที่มันมาหาเขาในคืนนี้

มันยกมือยอมจำนนทันทีที่เจอหน่วยลาดตระเวนของเรา บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องพูดกับท่าน มันยอมให้พวกเราริบดาบไม้กับมัดมือไว้ ค้นตัวแล้วไม่มีอาวุธลับอย่างอื่นขอรับ

แก้มัดเขา ชายหนุ่มสั่ง แล้วพาเข้ามา นำเหล้ามารับรองเขาอย่างอาคันตุกะด้วย

ขอรับ อีกฝ่ายรับคำสั่งโดยไม่ถามตามที่พ่อของดูลัสฝึกไว้ ไม่นานเด็กหนุ่มผมสีดำก็เข้ามาในกระโจม และค้อมคำนับชายหนุ่ม

มาเจรจาขอความร่วมมือสินะองครักษ์หนุ่มพูดทันควัน

ในเมื่อทราบแล้ว ข้าหวังว่าท่านจะตกลง

อาเมียร์ ข้าชื่นชมความกล้าของเจ้า แต่เราจะร่วมมือกันได้อย่างไร ในเมื่อกำลังแย่งชิงผลประโยชน์เดียวกัน

เรายิ่งต้องร่วมมือ เพราะมีศัตรูเดียวกัน และไม่ได้แย่งชิงผลประโยชน์อะไรกันเลย อาเมียร์แก้คำพูด ท่านเฟย์ลิมไม่ต้องการชนะอยู่แล้ว

องครักษ์หนุ่มยิ้มรับน้อยๆ...ทั้งๆ ที่คิดว่าผู้เข้าร่วมประลองโดยไร้แรงจูงใจอย่างนี้มีเสียที่ไหน

อาเมียร์เป็นคนหัวดี แต่ก็แสดงออกค่อนข้างซื่อตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ดูลัสเลิกคิดว่ามันมีจุดประสงค์แอบแฝงหรือแค่แกล้งแสดงละครหลอกลวงเจ้าหญิงตั้งแต่คืนลูคนาซัธ เพราะหากมันตั้งใจหลอกลวงพระองค์จริงๆ คงรอบคอบจนไม่ถูกเขาต้อนให้เจ้าหญิงแอชลีนน์กริ้วและเลิกไปพบมันเอง บัดนี้ องครักษ์หนุ่มมองอีกฝ่ายในฐานะผู้อพยพที่แปลกประหลาด ไม่เชิงรักชาติ...แต่ก็เจ้าอุดมการณ์กับธีร์ดีเรจนน่าขัน พื้นเพของมันในทะเลทรายคงสูงไม่น้อย จึงมีการศึกษามากจนร้อนวิชาในดินแดนใหม่

ยิ่งรู้ว่ามันอาจหาญถึงขั้นมีเรื่องกับชาลัวห์ ดูลัสก็รู้ว่าชายคนนี้ยังเด็กอยู่มาก...ถึงความรู้จะมากผิดวัยและฐานะ หากชายหนุ่มแสดงตัวเป็นผู้รักกฏเกณฑ์และความถูกต้องเช่นกันคงดึงมันมาเป็นพวกได้ไม่ยาก แต่เมื่อใดที่เขาทำผิดความถูกต้องหรืออุดมการณ์ของมัน อาเมียร์ย่อมตีตัวออกห่าง ดีไม่ดีจะแว้งกัดเขาเสียเอง ดูลัสจึงจัดมันไว้ในประเภทคนมีความสามารถ น่าสนใจดึงมาใช้งาน แต่ไม่น่าไว้ใจเต็มที่

ข้าต้องการช่วยเจ้าหญิง และคิดว่าท่านก็ต้องการเช่นกัน ท่านคงทราบไม่น้อยกว่าข้าว่าชาลัวห์เป็นคนอย่างไร เราปล่อยให้เขาชนะการทดสอบรอบนี้ไม่ได้

ดูลัสพยักหน้ารับ และถามตรงประเด็นเช่นเดิม แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร

เด็กหนุ่มเริ่มบอกแผนการของตนทันที ขณะที่องครักษ์หนุ่มฟังอย่างครุ่นคิด และซักถามเท่าที่จำเป็น

 

หลังจากตกลงนัดหมาย อาเมียร์ก็กลับไปในไม่ช้า ดูลัสอยู่ตามลำพังเบื้องหน้าแผนที่อีกครั้งเพื่อดูทางหนีทีไล่ตามข้อเสนอที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้จนถ้วนถี่

ถึงจะเสี่ยง แต่แผนนั้นมีโอกาสสำเร็จมากกว่าสิ่งที่ชายหนุ่มตั้งใจทำเพียงลำพัง ซ้ำยังให้ผลประโยชน์แก่เขามากกว่า ข้อเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำเรื่องที่ว่าเด็กหนุ่มเคร่งครัดต่อหน้าที่ ข้าแผ่นดินของธีร์ดีเรจนน่าหัวร่อ ถึงขั้นเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เป็นราชามากกว่านายที่มันควรภักดี

ใช่ มันอาจจะหวังดีต่อเจ้าหญิงแอชลีนน์และธีร์ดีเรจริงๆ แต่คนที่จะปกป้องพระองค์กับอาณาจักรนี้ได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

ชายหนุ่มเลิกแขนเสื้อเผยรอยนูนรูปเส้นโค้งสองเส้น...ซึ่งแทบบรรจบกันเป็นรูปวงรีบนผิวขาวจัดของตน

นั่นเป็นรอยฟันของเด็กสาววัยสิบสามที่พยายามดิ้นรนสารพัดบนหลังม้าข้างหน้าเขา ทั้งตบตี หรือแม้กระทั่งก้มลงกัดแขนของเขาเสียจมเขี้ยวหลังจากกรีดร้องละล่ำละลักทั้งน้ำตานองหน้า

กลับไปนะ! ดูลัส! กลับไปเดี๋ยวนี้! กลับไปหาเสด็จพ่อ...เสด็จแม่...เสด็จพี่...ได้ยินไหม! บอกให้กลับไป...!”

ดูลัสในวัยสิบเก้าไม่ยอมย้อนกลับไป ท่ามกลางป่าสองข้างทาง...เขาข่มความเจ็บปวดที่แขนขณะบังคับม้าให้วิ่งเต็มเหยียดต่อไป จนกระทั่งเจ้าหญิงแอชลีนน์รอดชีวิตมาได้

...เพียงลำพัง...

ตอนอายุเพียงสิบขวบ องครักษ์หนุ่มเสียแม่ไปด้วยอุบัติเหตุกะทันหัน ไยจะไม่เข้าใจความรู้สึกของเด็กสาวผู้สูญเสียทั้งพ่อ แม่ พี่ชายไปพร้อมกันในทีเดียวด้วยเหตุสะเทือนขวัญยิ่งกว่า สภาพพระศพที่ยับเยินและถูกหยามหมิ่นอย่างหยาบช้ายังความแค้นเคืองให้คุกรุ่นในใจทหารองครักษ์และขุนนางธีร์ดีเรทุกคนที่ได้เห็น ต่อให้ศพของเหล่าผู้กระทำการจะถูกแขวนประจานจนเน่าเปื่อยเหลือเพียงโครงกระดูกให้ประชาชนก่นด่าและขว้างปาระบายความแค้น...มันก็ไม่มีวันสาสม ไม่อาจลบล้างสิ่งที่พวกมันทำต่อพระราชวงศ์ และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือทำต่อใจของเด็กสาวตัวเล็กๆ คนนั้นได้

ดูลัสจำงานพระราชพิธีศพได้ติดใจ เจ้าหญิงแอชลีนน์ในฉลองพระองค์สีดำหลั่งน้ำตาอาบหน้า สะบัดหลุดจากเคียราที่ประคองอยู่ไปกอดโลงพระศพที่ใกล้ที่สุด และกรีดร้องบอกให้เปิดโลงทั้งหมดเพื่อยืนยันต่อเธอว่าเหล่าร่างที่อยู่ภายในคือญาติร่วมสายเลือดทั้งสามอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้น สำหรับเด็กสาว พ่อแม่และพี่ชายของเธอจึงเพียงแต่อันตรธานไปเฉยๆ อย่างไร้ร่องรอย ว่างเปล่าเกินกว่าจะเรียกได้ว่าความตาย เหล่าคนร้ายลอบสังหารก็เป็นแค่ปีศาจล่องหนที่เธอได้ยินเพียงคำพาดพิง

บัดนั้น องครักษ์หนุ่มสาบานกับแผลเป็นที่แขนของตนว่าจะปกป้องเจ้าหญิงแอชลีนน์ด้วยชีวิต ตามกระแสรับสั่งสุดท้ายของฝ่าพระบาท พระราชินี และเจ้าชายไอลีชผู้เมตตาเขาอย่างพระสหาย

ยิ่งต้องปกป้องไว้ให้ได้...จากคนไม่น่าไว้ใจที่หวังแต่จะใช้ประโยชน์จากเธอทั้งหมดนี้

รวมทั้งคนที่มันพรากครอบครัวของเธอไป...ด้วยจุดประสงค์ที่เขาฉุกคิดได้ในทีหลังว่าไม่ต่างกันเลย

 

ดูแลค่ายให้ดีๆ ล่ะ อาเมียร์กำชับกับคนเฝ้าค่าย ก่อนเขา เฟย์ลิม และทหารจำนวนมากกว่าครึ่งจะเดินทางไป สำรวจ ป่าสน

รูอาร์คยักไหล่รับ อย่าห่วง ข้าจะดูแลให้สะอาดเรียบร้อยขนาดแมลงวันสักตัวเข้ามาไม่ได้เลย

แล้วอย่าทำอะไรแผลงๆ

ข้ารู้ ข้ารู้ อาจารย์ก็อย่าออกไปตากลมหนาวนานแล้วกัน ดูสิ เสียงจะเป็นเป็ดอยู่แล้ว เมื่อคืนไปสุขาหนักกลางหิมะมาหรือ กว่าจะเดินผ่านกระโจมข้ากลับมาก็เลยสองยามไปแล้ว

ประโยคสุดท้าย เจ้าตัวแสบลดเสียงลงเป็นกระซิบให้เขาได้ยินคนเดียว เด็กหนุ่มผมดำฟังออกว่าอีกฝ่ายระแคะระคายเรื่องที่เขาลอบออกไปพบดูลัสเมื่อคืนแม้จะถามเล่นๆ โดยไม่ระแวง แต่อาเมียร์คิดว่านี่ไม่ใช่เวลาที่ควรบอก และไม่อยากพูดมากให้ทรมานคอซึ่งแสบอยู่ตอนนี้ ข้ากับเฟย์ลิมจะรีบกลับ

เด็กหนุ่มผมแดงฉีกยิ้มยียวนเมื่อเขาไม่ตอบโต้ ซ้ำยังแบมือยื่นตรงออกมาเหมือนเด็กๆ ขอของฝากเด็ดๆ ด้วยแล้วกัน

อาเมียร์กลับหลังหันเดินไปโดยไม่ตอบ ให้เฟย์ลิมบอกลาน้องชายปิดท้ายก่อนมุ่งหน้าออกจากค่ายเพื่อทำตามแผนที่วางไว้

 

 “ทำไมถึงเก็บรอยเท้าแปลกๆ อย่างนี้ล่ะขอรับ เฟย์ลิมเหลียวมองทหารสองนายที่รั้งท้ายลากกิ่งสนและผ้ากระสอบตามมาดังแสกสาก เบื้องหลังทหารส่วนมากซึ่งเดินเรียงแถวอย่างหลวมๆ แต่ไม่มีใครเก็บรอยเท้าของเขา อาเมียร์ กับทหารอีกแปดนายที่เดินแยกออกมาอีกแถวหนึ่งเลย

ซ้อมไว้ก่อน เผื่อท่านต้องทำในสถานการณ์จริงที่ไม่มีข้าอยู่ด้วย

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างประหม่า อาจารย์อย่าพูดอย่างนั้นสิขอรับ

อาเมียร์ยิ้มรับอย่างอ่อนใจ เฟย์ลิมยังไม่มั่นใจในตนเองอยู่มากจนเด็กหนุ่มไม่กล้าแพร่งพรายแผนการที่เขาลอบตกลงกับดูลัสเมื่อคืน คงไม่ดีแน่หากให้ลูกศิษย์ผู้มากวัยกว่ารู้ว่านี่เป็นงานเสี่ยงตาย...ถึงจะแค่ตามกติกาของสนามสอบ ชายหนุ่มอาจยิ่งเครียดและลนจนทำงานพลาด ด้วยเหตุนี้ ให้รู้เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นที่สุดดีกว่า

ข้าจะไปสอดแนมใกล้ค่ายของชาลัวห์ ท่านกับพวกทหารซ่อนตัวรอที่นี่ แล้วก็ซ้อมเตรียมตัวซุ่มโจมตีแล้วกัน

ซุ่มโจมตีหรือขอรับ เฟย์ลิมถามอย่างประหลาดใจ

เด็กหนุ่มผมดำพยักหน้าเรียบๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

ก็แค่ซ้อมดู ข้าจะพาแค่แปดคนนี้ไป ส่วนท่านเข้าประจำที่แล้วให้เงียบไว้จนพวกเรากลับมาถึง แล้วข้าจะตรวจผล

ขอรับชายหนุ่มพยักหน้ารับแม้จะดูไม่แน่ใจนัก แต่...อย่าไปนานนะขอรับ

ฮื่อ อาเมียร์ตอบ ข้าจะกลับให้เร็วที่สุด อย่าห่วงเลย

 

เพื่อดูความสามารถในการควบคุมกองกำลังผสมผสาน และรับประกันว่ากองพลของผู้เข้าทดสอบจะไม่ละเมิดกติกาถือข้างนายของตนจนเกินไป กองพลของทุกฝ่ายจึงประกอบด้วยคนที่ผู้ทดสอบเลือกมาเองสามสิบคน และทหารของทัพหลวงอีกเจ็ดสิบคน ทหารแปดคนที่มาด้วยจึงมีทั้งคนของมณฑลยาร์ลาธที่อาเมียร์ไว้ใจ กับทหารจากทัพหลวงที่มีความสามารถเหมาะสมกับงานตามสมควร

หน้าประตูค่ายของชาลัวห์ซึ่งติดเขตแดนของเฟย์ลิมมีทหารยามเฝ้าอยู่เพียงสองคน เด็กหนุ่มใช้ธนูหัวมนติดถุงสียิงใส่ทั้งสองคนละดอกติดต่อกันโดยเร็ว ครั้นพวกเขาเห็นสีเขียวเข้มอันเป็นสัญลักษณ์ของทัพเฟย์ลิมเปื้อนเปรอะจุดตายก็ล้มลงแน่นิ่งตามกฎทันที เด็กหนุ่มจึงแน่ใจว่าชาลัวห์คงจะนำพรรคพวกคนสนิทไปโจมตีดูลัส และทิ้งทหารของทัพหลวงที่เคร่งครัดกติกาไว้เฝ้าค่ายอย่างที่เดาไว้ ซึ่งทำให้การแทรกซึมง่ายดายขึ้น

อาเมียร์สั่งให้ทหารของตนถอดผ้าคลุมสัญลักษณ์ของทหารยามที่แกล้งตาย ดึงร่างของทั้งสองไปซ่อนในพุ่มไม้ ให้พวกของตนสองคนเฝ้าอยู่แทน ส่วนพลธนูซุ่มรอสัญญาณ แล้วเขากับทหารอีกคนจึงสวมผ้าคลุมสัญลักษณ์ของฝ่ายศัตรูเข้าไปในค่าย

ธงสัญลักษณ์ประจำกองทัพปลิวไสวอยู่เหนือกระโจมผู้นำทัพ เด็กหนุ่มมองหาทางหนีทีไล่ให้เรียบร้อย ก่อนจะลัดเลาะหามุมลอบยิงธงให้ติดไฟง่ายที่สุด แต่แล้ว...เสียงห้วนกระชากก็พลันดังขึ้น

เจ้าเป็นใคร!”

เขาไม่ตอบแต่ชักดาบไม้ออกรอรับร่างที่วิ่งเข้ามา แล้วเปิดฉากฟันอีกฝ่ายเป็นแนวยาวที่หน้าท้องใต้เกราะเพียงเบาๆ ให้สีติดเสื้อ กระนั้น ศัตรูก็ไม่ยอมหยุดวิ่งและฟันสวน อาเมียร์จึงเบี่ยงหลบ ถีบท้องคู่ต่อสู้จนล้มหงายแล้ววิ่งหาที่ซ่อนตัวขณะที่เสียงตะโกนดังขึ้นเป็นระยะ

ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุก!”

เด็กหนุ่มกับทหารอีกคนวิ่งไปถึงกระโจมใหญ่ ทหารที่เฝ้ามันอยู่ชักดาบตรงเข้ามาหาทั้งสอง อาเมียร์ก้มหลบดาบ เตะขัดขาทหารคนหนึ่งจนล้ม แล้วใช้ดาบไม้ปาดคอเขาอย่างรวดเร็วจนเกิดรอยสีเขียวเข้ม เก็บไปได้หนึ่ง...แต่ทหารที่มาด้วยกันก็ถูกฟันล้มลง จนบัดนี้เหลือเขาคนเดียว

ทหารศัตรูที่เหลือตรงเข้ามาหาอาเมียร์เป็นรายต่อไป เด็กหนุ่มเบี่ยงหลบ แทงสวนที่สีข้าง ก่อนจะผลุบเข้าไปในกระโจมที่มีลังไม้ กระสอบ และถังไม้วางสุมอยู่เต็ม หลังปราดมองครู่หนึ่ง เขาจึงรู้ว่าตนบังเอิญเข้ามาในกระโจมเสบียงพอดี ความคิดเลยแวบไปถึงถังน้ำมันหรือเหล้าที่น่าจะช่วยงานของตนได้

อาเมียร์รีบเปิดถังไล่ทีละใบ ไม่นานก็พบเหล้าหมักกลิ่นฉุนบ่งบอกความแรงของมันเป็นอย่างดี เมื่อได้ยินเสียงผ้าประตูกระโจมสะบัดพรึบ เด็กหนุ่มก็จุ่มธนูหัวเชื้อเพลิงห่อผ้าซึ่งเตรียมมาลงเหล้าในถัง ก่อนจะวิ่งไปซ่อนหลังลังเสบียงที่กองสุมกันอยู่ด้านหนึ่ง

มันอยู่ในนี้! หามันให้เจอเร็ว!”

ทหารเข้ามาอีกสองคน อาเมียร์ล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบก้อนกรวดขว้างกระทบถังไม้อีกด้านให้มีเสียง ครั้นทั้งสองหันไปสนใจทางนั้น เขาก็รีบวิ่งรวดเดียวไปถึงประตูกระโจม...ผลุบออกไป...มือคว้าคันธนูที่พาดหลังทั้งๆ ที่สองขายังวิ่งไม่หยุด จนกระทั่งหามุมที่เห็นธงบนยอดกระโจมแม่ทัพถนัดและมีที่กำบัง เด็กหนุ่มหลบหลังกระโจม แล้วล้วงหาก้านไม้เล็กๆ ซึ่งห่อผ้าหลายชั้นในถุงข้างเข็มขัดด้วยใจเต้นระทึก

ดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่ไหม้คากระเป๋าของเขา แต่ก็หวังว่ามันคงไม่ถูกความเย็นของหิมะจนชื้น จุดไฟไม่ติดเสียอย่างนั้น

ทันทีที่คลี่ห่อผ้าออกหมด เด็กหนุ่มก็รีบสีปลายไม้สนที่พอกกำมะถันผสมปั้นเป็นก้อนกับลังไม้ที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว ครั้นไฟลุกพรึบ เขาก็จุดก้อนเชื้อเพลิงที่หัวธนู รีบก้าวออกจากที่กำบังไปเล็งยิงยอดเสาธงอย่างเหมาะเหม็ง

ความโกลาหลย่อยๆ เกิดขึ้นทันทีที่ควันเริ่มพวยพุ่ง ท่ามกลางเสียงตะโกนว่า ไฟไหม้ ผสมเสียงสั่งให้เร่งดับไฟ อาเมียร์วิ่งลิ่วไปยังประตูค่ายโดยไม่สนอะไรอีก

 

อาจารย์!” เฟย์ลิมร้องรับหน้าตาตื่นเมื่ออาเมียร์กับทหารที่เหลือวิ่งกึ่งไถลลงเนินมาถึงตัว เด็กหนุ่มไม่ตอบ แต่ร้องสั่งพวกทหารที่ไปกับเขาให้วิ่งกลับค่ายโดยเร็ว เกิดอะไรขึ้นขอรับ!”

เตรียมซุ่มโจมตี!” อาเมียร์รีบพูดทั้งๆ ที่ผู้ฟังอุทานไม่เป็นภาษา และมีสีหน้าตกใจยิ่งกว่าเดิม ท่านวางกำลังตามที่ข้าบอกแล้วใช่ไหม ไม่ช้าพวกชาลัวห์คงตามมา เราต้องพร้อมเล่นงานพวกมันทันที

แล้วทำไม...ก็ชาลัวห์กำลังโจมตีค่ายของดูลัสอยู่นี่ขอรับ...ทำไมจะมาที่นี่

ข้าเพิ่งไปเผาธงของเขาอาเมียร์พูดง่ายๆ ครั้นสีหน้าของเฟย์ลิมตะลึงงันถึงขีดสุด เด็กหนุ่มก็รีบเตือนสติ ขออภัยที่ไม่บอกท่านก่อน แต่อย่าเพิ่งถามอะไรเลย ตอนนี้เราต้องพร้อมรับมือศัตรูทุกเมื่อ!”

ข...ขอรับ!” ชายหนุ่มรับแล้วก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ากำกับสถานการณ์ต่อไปแทน

 

เฟย์ลิมวางกำลังพลตามจุดต่างๆ ได้ดีตามตำรา ไม่นานอาเมียร์กับเขาก็แอบซุ่มอยู่หลังต้นไม้ใกล้กัน รอให้ข้าศึกมาถึงและเด็กหนุ่มผมดำส่งสัญญาณลงมือ

เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าย่ำสวบสาบก็ดังก้องในป่า ตามด้วยเสียงสบถที่เด็กหนุ่มจำได้ดี

ไอ้พวกฉวยโอกาส! มันน่าฆ่าทิ้งนัก! ไอ้พวกนั้นก็เฝ้าค่ายประสาอะไร...ปล่อยให้มันเข้ามาได้ง่ายๆ แถมทำเราเสียฤกษ์หมด!”

ท่านชาลัวห์ สงบสติก่อนเถอะขอรับ เสียงของชายอีกคนที่ฟังเป็นผู้ใหญ่กว่ามากตอบเบาๆ ข้าคิดว่าเราควรกลับไปรักษาค่ายก่อน อย่าเพิ่งบุกพวกมันเลยขอรับ พวกมันอาจซุ่มโจมตีเราอยู่ก็ได้

แกตาบอดรึไง มีรอยเท้าพวกมันวิ่งหางจุกตูดอยู่ทนโท่นี่นะ!”

พวกมันอาจกลบหลักฐานหลอกตาเราก็ได้ขอรับ อย่าบุ่มบ่ามเลย

บุ่มบ่าม? ตอนไอ้ดูลัสมันดูถูกข้า...แกก็เอาแต่พูดแค่นั้น! ไอ้หนอนพวกนี้มีหน้ามาหยามข้าถึงถิ่น...แล้วแกยังจะปล่อยมันไว้เยาะเย้ยข้านานๆ รึ! แกวางคนป้องกันค่ายข้าไม่ดีเอง! พวกอย่างมันถึงดอดเข้ามาเผาธงได้! ข้าจะฟังแกไปทำไมอีก!”

อาเมียร์เริ่มเห็นชายหนุ่มซึ่งหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ มีทหารที่เดินล้อมหน้าหลังราวกับไข่แดง และชายฉกรรจ์เข้าวัยกลางคนที่ดูสุขุมกว่าเดินปิดปากเงียบอยู่ข้างตัว มือของเด็กหนุ่มค่อยๆ เลื่อนนกหวีดสัญญาณขึ้นแตะริมฝีปากพร้อมกับจับตามอง แล้วก็เป่าเบาๆ เมื่อเห็นพวกนั้นเข้ามาในระยะเหมาะสม

เสียงคล้ายนกร้องแหลมสูงทำให้คนกลุ่มนั้นยืนนิ่งอยู่กับที่ พวกทหารชักดาบไม้ทันที แต่ไม่ทันตั้งตัวก็มีห่าธนูกระหน่ำจากด้านหนึ่ง ผงสีเขียวเข้มฟุ้งกระจุยกระจายเช่นเดียวกับหิมะ

เราถูกซุ่มโจมตี!” ชายฉกรรจ์ร้อง คุ้มกันท่านชาลัวห์! ค่อยๆ ถอยกลับไป!”

นั่นเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ ขณะนี้พวกเขาอยู่ที่ตีนเนิน การพยายามเดินขึ้นทางลาดที่มีพื้นหิมะสุมหนายากกว่าเดินลงนัก เด็กหนุ่มผมดำเป่านกหวีดอีกเสียงเมื่อฝ่ายศัตรูเริ่มสับสนไม่เป็นกระบวน ให้พลดาบของพวกตนเปิดฉากโจมตี แล้วจึงชักดาบตามออกไป ทิ้งเฟย์ลิมให้อยู่ดูสถานการณ์กับพลธนู

ครั้นทั้งสองฝ่ายเริ่มตะลุมบอน...อาเมียร์ก็นึกขอบคุณกติกาห้ามใช้อาวุธจริงในการทดสอบขึ้นมา เมื่อไร้กลิ่นเลือดและสีแดงรบกวนสายตา เด็กหนุ่มก็ฟันดาบไม้อย่างชำนาญ สร้างรอยสีเขียวเป็นทางยาวบนร่างคู่ต่อสู้หลายคน กระนั้นก็มีฝ่ายตรงข้ามไม่น้อยที่เห็นชัดว่าถูกจุดตายแล้วแต่ไม่ยอมหยุดมือตามกติกา เขาจึงต้องใช้วิธีที่รุนแรงกว่าแต่ไม่ถือว่าผิดกฎ เช่นเตะหรือฟาดด้วยสันมือให้ผงะไปบ้าง

สถานการณ์ไปได้สวย ไม่ช้าก็มีเสียงโห่ร้องดังมาจากค่ายของชาลัวห์...เสียงแห่งชัยชนะของบุคคลที่สาม

ท่านชาลัวห์!” คนสนิทของเจ้าของชื่อพูดร้อนรนขึ้น ค่าย...ค่ายของพวกเราคงถูกยึดแล้วขอรับ!”

บัดซบ!” ชายหนุ่มผมทองสบถ ทำไมพวกมันขี้ฉวยโอกาสกันอย่างนี้วะ!”

เสียงฝีเท้าสวบสาบดังไล่มา กองพลของลูกชายเจ้ามณฑลอุลทูร์พร้อมด้วยผู้นำทัพปรากฏตัวเหนือทางลาด ทุกคนหยุดนิ่งและมองไปทางผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ มีเพียงสองคนในที่นั้นซึ่งสงบนิ่งราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ และทั้งสองก็สบตากันก่อนจะแลกรอยยิ้มน้อยๆ อย่างรู้ความนัย

ข้ามาทันสินะ ดูลัสเอ่ยขึ้นก่อน

ทัน?! ทันอะไรวะ!” ชาลัวห์ร้องถาม

แทนคำตอบ...ธนูดอกหนึ่งวิ่งหวีดหวิวมาปะทะอกของคนถามผัวะใหญ่จนเซถอยไปสองก้าว ม่านผงสีน้ำเงินเข้มฟุ้งกระจาย

ก็ทันเด็ดหัวเจ้าน่ะสิ องครักษ์หนุ่มพูดเรียบๆ โดยไม่ขยับ

อาเมียร์หันตามทิศที่ลูกธนูพุ่งมา และเห็นมือธนูซุ่มซ่อนอยู่หลังต้นไม้ เขารู้ในทันทีว่าดูลัสจงใจปรากฏตัวอย่างเปิดเผยเพื่อล่อความสนใจของทุกคน และฉวยโอกาสนั้นกำจัดชาลัวห์อย่างง่ายดาย

ล้มลงตายได้แล้วเจ้าน่ะ ราชองครักษ์เอ่ยต่อ

คนถูกสั่งให้ล้มลงตายกลับยืนนิ่ง ตาเบิกกว้างสีหน้าตะลึงงันถึงขีดสุด ขณะที่พวกทหารรวมทั้งที่ปรึกษาจำใจวางอาวุธจนหมด

ไอ้...!” ชาลัวห์ผรุสวาทดังลั่น ไอ้ขี้โกง! แน่จริงลงมาสู้กันอย่างลูกผู้ชายสิวะ! อย่าลอบกัดหมาๆ แบบนี้!”

กติกามีแต่ห้ามเข้าไปลอบสังหารแม่ทัพในค่าย ตอนนี้เจ้าออกมาผยองนอกค่ายแล้ว ข้าทำผิดกฎที่ไหน ดูลัสยักไหล่

นั่นสิ อาเมียร์เสริม แน่จริงก็ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชายเถอะ ปากว่าคนอื่นลอบกัด...แต่ตัวเองโกงนอกสนามยิ่งกว่าใครหรือเปล่ายังไม่รู้เลย

คนฟังหันขวับมาทางเด็กหนุ่มผมดำทันที แก...แกอีกแล้ว!”

หายความจำเสื่อมแล้วหรือขอรับ ท่านชาลัวห์ คราวก่อนถึงกับจำไม่ได้ว่าพ่อตัวเองเป็นใคร แต่ตอนนี้ยังอุตส่าห์มีแก่ใจจำคนทรายชั้นต่ำไม่น่าจะรู้หนังสืออย่างข้าได้ด้วย เด็กหนุ่มเหยียดยิ้ม

นี่แผนของแกล่ะสิ!” ชาลัวห์ชี้หน้าเขา ไอ้ชั้นต่ำ! ไอ้คนทรายโสโครก! เลียก้นขุนนางคนเดียวไม่พอสำหรับแกใช่ไหม!”

ธนูดอกเดียวไม่พอสำหรับท่านหรือขอรับ หรือวิญญาณท่านแค้นแรง เลยยังวนเวียนก่นด่าคนอื่นปาวๆ ระวังไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดนะขอรับ

ไอ้...!”

ชาลัวห์วิ่งตรงเข้ามาหาเด็กหนุ่ม อาเมียร์เห็นประกายสีเงินแวบหนึ่งขณะที่ชายหนุ่มชักบางสิ่งจากข้างสะโพก เขาเบี่ยงหลบตามสัญชาตญาณ มือซ้ายซึ่งไม่ได้ถือดาบคว้าข้อมืออีกฝ่ายบิดโดยแรงจนเกิดเสียงดัง ป๊อก ไปทั่วบริเวณ

อาเมียร์พับข้อมือนั้นเข้าตัวเจ้าของ พร้อมกับถีบขาของชาลัวห์เบาๆ ให้เซแทบคะมำ คมมีดสั้นหยุดอยู่ห่างคอของชายหนุ่มแค่นิ้วเดียวก่อนที่มีดจะร่วงผล็อยลงบนพื้นหิมะ

ถ้าเป็นสนามรบจริงๆ ท่านตายไปแล้วนะขอรับ อาเมียร์พูด ทว่าคนตรงหน้าเห็นจะไม่ได้ยิน เพราะชายหนุ่มเบิ่งตาโพลง จ้องแต่ข้อมือที่บิดเกินองศาปกติของตนครู่หนึ่งก่อนที่ปากจะเปล่งเสียงร้องโหยหวน

มือ---! มือข้า----! มือข้าหักแล้ว-----!!”

ไม่ได้หัก แค่ข้อมือหลุดต่างหาก เด็กหนุ่มทิ้งดาบไม้ ย้ายมือของตนไปจับแขนใต้ข้อศอกของอีกฝ่าย ยังผลให้มือนั้นตกห้อยร่องแร่งไร้แรง

จับเข้าที่เดี๋ยวเดียวก็หายขอรับ ว่าแล้ว อาเมียร์ก็ใช้มืออีกข้างคว้ามือของอีกฝ่ายโดยเร็ว ตบเปรี้ยงเดียวจนมีเสียงดังกร็อบและเสียงร้องลั่นอีกรอบจากปากของชาลัวห์ ก่อนจะรีบถอยออกห่าง

แค่นี้เอง แต่ถ้าท่านอยากมีสภาพสมบูรณ์พร้อมประลองรอบสุดท้าย ก็เอาหิมะพอกข้อมือไว้แล้วกลับไปพักผ่อนเสียนะขอรับ ระวังอย่าให้หิมะกัดข้อมือ แล้วก็อย่าหักโหมใช้มันเกินไปเป็นพอ

แก...ไอ้...ไอ้...“ ชาลัวห์มองเขาอย่างเคียดแค้นทั้งๆ ที่กุมข้อมือของตนอยู่และนัยน์ตาแดงก่ำ ไอ้ขี้โกง! ข้าจะฟ้องพ่อ...ให้กรรมการรู้ว่าแกทำร้ายข้า...จะได้ตัดสิทธิ์นายแกเสียเลย!”

ก็ใครผิดกติกาไม่ยอมตาย ซ้ำใช้ของมีคมทำร้ายคนของผู้ทดสอบคนอื่นก่อน มีพยานรอบด้านอย่างนี้แล้ว เชิญฟ้องตามสบาย ดูลัสสำทับเรียบๆ

คนโวยวายเริ่มหน้าเสียแต่ยังไม่วายกัดฟันกรอด ที่ปรึกษาของเขาเข้ามาพูดเสียงอ่อนๆ

ท่านชาลัวห์ ถึงแพ้รอบนี้ก็ยังมีรอบหน้านะขอรับ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย รีบกลับไปรักษาตัวเตรียมพร้อมรอบต่อไปดีกว่า

ชายหนุ่มแค่นเสียงแล้วก็เหลือบมองอาเมียร์กับดูลัสคนละแวบ

หมายหัวไว้เถอะ...รอบหน้าข้าจะเล่นงานนายของแกกับแกให้หนัก!”

เชิญ องครักษ์หนุ่มยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ข้าจะรอ แต่ถ้าแพ้อย่ามาอ้างว่าเป็นเพราะข้อมือยังไม่หายก็แล้วกัน

อาเมียร์ตัดสินใจปิดปากเงียบขณะมองทหารของชาลัวห์ค่อยๆ พานายเดินจากไป เมื่อนั้น เฟย์ลิมที่รออยู่กับพลธนูก็ออกมาหาเขา สีหน้าโล่งอกในทีแรกของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นกังวลเมื่อเข้ามาใกล้เด็กหนุ่ม

อาจารย์บาดเจ็บนี่ขอรับ

หือ? เด็กหนุ่มผมดำเพิ่งรู้สึกว่าผิวแก้มใกล้ใบหูแสบแปลบ ทีแรกคิดว่าเป็นเพราะความเย็นของหิมะ แต่พอใช้นิ้วแตะดูก็พบของเหลวข้นหนืด ครั้นเลื่อนมือกลับมาตรงหน้า...หลังของตนก็พลันเย็นวาบ

...เลือด...

กลิ่นคาวชวนพะอืดพะอมโชยเข้าจมูกทันที...อากาศรอบกายร้อนวาบ...เสียงกรีดร้องโหยหวนดังตามมา...สีแดง...สีแดงขยายกว้าง...ครอบคลุมคลองจักษุ...

อาจารย์เป็นอะไรหรือขอรับ หน้าซีดเชียว บาดเจ็บที่ไหนอีกหรือเปล่า

อาเมียร์สูดลมหายใจลึก ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นรัวและลมหายใจยังติดขัด

มะ...ไม่เป็นไร เขารีบเช็ดนิ้วเปื้อนเลือดกับเสื้อคลุม ข้า...ข้าคงเหนื่อยเกินไป

รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เสียงของดูลัสดังตามมาไกลๆ คนของข้าต้องพักเหมือนกัน ค่อยมารบตัดสินกันวันหลังยังไม่สาย

เด็กหนุ่มเหลือบมองคนพูดที่มีสีหน้าจริงจังเพียงแวบก็พยักหน้ารับ กลับกันเถอะท่านเฟย์ลิม

ขอรับ ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมา ใช้นี่ห้ามเลือดก่อนขอรับอาจารย์ แล้วค่อยกลับไปใส่ยาทำแผลที่ค่าย

ขอบคุณมาก อาเมียร์รับผ้านั้นมากดที่แก้มของตนโดยไม่ปฏิเสธ กลิ่นคาวจางลงบ้างเมื่อมีกลิ่นน้ำหอมของผ้ากลบทับ แต่ขาของเขาก็ยังไม่มั่นคงจนก้าวเซไปพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง เด็กหนุ่มโบกมือปฏิเสธทหารที่ทำท่าจะเข้ามาพยุง แล้วรีบก้าวนำไปโดยเร็วที่สุด ขณะได้ยินเสียงลูกชายของเจ้ามณฑลทั้งสองสนทนากันอยู่แว่วๆ

ขอบคุณท่านดูลัสที่ช่วยพวกเราขอรับ

ข้าแค่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัว อีกฝ่ายพูดเรียบๆ หากพบกันครั้งหน้า ก็ย่อมเป็นคู่แข่งกันตามเดิม

ข้า...ก็แค่เข้าทดสอบเพื่อประมาณฝีมือตนเองขอรับ ไม่ได้อยากเอาชนะเลย เฟย์ลิมหัวเราะเจื่อนๆ แล้ว...ถึงเราจะเป็นคู่แข่งกัน...ท่านก็จะเป็นพยานให้เรานี่ขอรับ ว่าชาลัวห์ทำผิดกฎก่อน

ข้าไม่ชอบคนที่ไม่เคารพกติกา...ก็เท่านั้นเอง

...ขอรับ เสียงของเฟย์ลิมยังคงสุภาพเสมอต้นเสมอปลาย แล้ว...แล้วพบกันใหม่นะขอรับ

ไม่มีเสียงตอบจากดูลัส การสนทนาครั้งแรกของทั้งสองจบลงเพียงเท่านั้น

 

องครักษ์หนุ่มมองแผ่นหลังของกลุ่มคู่ต่อสู้ที่กลับกลายเป็นมิตรชั่วคราวในวันนี้ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับเฟย์ลิม และพบว่าอีกฝ่ายเป็น ลูกแกะ ไร้เดียงสาอย่างไม่น่าเชื่อ...ทั้งๆ ที่เป็นลูกของมังกรน้ำจอมเล่ห์เหลี่ยมแห่งทะเลตะวันตกแท้ๆ

แต่ไม่ใช่เฟย์ลิมดอกที่เขาพบว่าน่าสนใจที่สุด เจ้าคนทรายนั่นต่างหาก ดูลัสเพิ่งเห็นว่าแค่ครู่เดียวมันก็ดึงข้อต่อชาลัวห์หลุดอย่างชำนาญ คงเป็นวิชาต่อสู้มือเปล่าของชาวทะเลทราย ตามที่เขาเคยได้ยินว่ามือสังหารที่นั่นสามารถหักกระดูกคอเหยื่อให้ตายในชั่วพริบตา...โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องด้วยซ้ำ

กระนั้น ปฏิกิริยาเมื่อครู่ของมันกลับประหลาดเหลือ มีดของชาลัวห์กรีดหน้าอาเมียร์เป็นแผลแค่ถากๆ จนดูลัสมองไม่เห็น แต่พอรู้ตัวว่ามีแผลเลือดออก มันก็หน้าซีดเผือดทันควัน มิหนำซ้ำเดินเซเหมือนไม่อาจควบคุมตนเอง ทั้งที่เพิ่งเล่นงานอีกฝ่ายได้อย่างเฉียบขาดแท้ๆ

หรือ...อย่าบอกว่ามันกลัวการบาดเจ็บ...ไม่สิ...น่าจะกลัวเลือดมากกว่า ไม่เห็นแผล...แต่เห็นเลือดติดปลายนิ้วมือก็เป็นเสียขนาดนี้แล้ว

เป็นลูกชายนักรบที่ประหลาดจริงๆ...หากมีอาการกลัวเลือดอย่างรุนแรงเช่นนี้

แต่ก็น่าสนใจดีนี่... ดูลัสเม้มปากอย่างครุ่นคิด น่าสนใจ...น่าสนใจจริงๆ

เขาชักอยากรู้จักเจ้าอาเมียร์คนนี้ให้ดีขึ้นอีกหน่อยแล้ว...ถ้ามันจะเป็นประโยชน์กับพวกตนมากขึ้น

กลับค่าย ใหม่ ของเรากัน องครักษ์หนุ่มกลับหลังหัน ต้องเตรียมการต้อนรับ อาคันตุกะคนสำคัญของพวกเราสักหน่อย

 

อาเมียร์ค่อยยังชั่วขึ้นบ้างเมื่อได้กลับมานั่งพักที่ค่าย และจิบเหล้าที่ร้อนวาบเป็นทางลงไปถึงท้อง กลิ่นเหล้าฉุนแรงที่ปกติเขาไม่ชอบนักกลับน่าอภิรมย์เกินคาด เช่นเดียวกับกลิ่นสมุนไพรเหม็นเขียวที่พอกแผล ในกระโจมเดียวกัน เจ้าตัวแสบหัวแดงนั่งฟังเฟย์ลิมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างสนอกสนใจ คนเล่าก็ดูจะตื่นเต้นไม่หายกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

อาจารย์ดึงข้อมือมันทีเดียวก็หลุดดังกร็อบ สุดยอดจริงๆ ใช่ไหมล่ะ

รูอาร์คส่งเสียงอืออารับไปตามเรื่อง จนกระทั่งอาเมียร์บอกว่าถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ทั้งสามควรรีบเติมพลังรับสถานการณ์ไว้ก่อน ชายหนุ่มจึงอาสาไปดูที่กระโจมโรงครัวให้

อาจารย์พักก่อนเถอะขอรับ ทั้งเหนื่อย แถมยังบาดเจ็บมาด้วย เฟย์ลิมพูดอย่างกระตือรือร้น แล้วก็ผลุบออกนอกกระโจม ทิ้งรูอาร์คไว้กับอาเมียร์เพียงลำพัง เด็กหนุ่มผมแดงไม่รีรอที่จะซักถามแผนการทั้งหมดในส่วนของเขา เด็กหนุ่มผมดำเล่าไปด้วยความภูมิใจในตนเองไม่น้อยเหมือนกัน จนกระทั่งคนฟังผิวปากวืด

ให้ตาย...ข้าชอบตอนที่อาจารย์เล่ามากกว่าพี่เฟย์ลิมตั้งเยอะ

ทำไมหรือ เขาถามอย่างสงสัย

ก็อาจารย์ยอมเสี่ยงปอดบวม ออกไปพบลูกเจ้ามณฑลอุลทูร์ตอนดึกดื่นอย่างกับลอบหาคนรัก แต่ข้าทึ่งที่อาจารย์ยอมเสี่ยงทำไฟไหม้ตัวเองเป็นหมันเพื่อให้พี่เฟย์ลิมขายออกมากกว่า

เจ้าทะลึ่ง!”

เด็กหนุ่มผมแดงเพียงยักไหล่ ให้ตาย...เสียดายเหมือนกันที่อาจารย์ไม่ยอมให้ข้าไป ข้าล่ะอยากเห็นหน้าอาจารย์ตอนไฟไหม้น้อง...เอ๊ย...ตอนหักมือไอ้กะหลั่วชะมัด

อาเมียร์นึกอยากตบหัวคนปากอยู่ไม่สุขสักเปรี้ยง แต่ฟังชื่อชาลัวห์ที่ถูกลูกศิษย์ตัวแสบแปลงเสร็จสรรพก็อดหัวเราะแทนไม่ได้ กะหลั่ว...เข้าใจคิดนี่

อาจารย์นั่นล่ะบ้า เข้าใจคิดยิ่งกว่าข้าเสียอีก รูอาร์คยิ้มยียวน ไอ้กะหลั่วถึงจะโกงหลังสนามอย่างไร ฝีมือตัวมันเองก็กะหลั่ววันยังค่ำ ถ้ามันตีดูลัสแตกหรือเล่นเจ้านั่นสะบักสะบอมก็เท่ากับช่วยเก็บตัวเอ้ให้เราไปหนึ่ง แล้วเราค่อยเก็บไอ้กะหลั่วทีหลังด้วยแผนลอบเผาธงซุ่มโจมตีในป่าได้อยู่ดี แต่อาจารย์กลับช่วยเจ้าดูลัส ยกค่ายชัยภูมิดีๆ ไปทูนหัวให้มันเสียนี่

แล้วเจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะยกค่ายตรงนั้นให้เขาเปล่าๆ หรือ อาเมียร์ยิ้มแฝงนัยบ้าง ในเมื่อข้าได้ไปเหยียบค่ายนั้นก่อนเขาเสียอีก

หมายความว่า... เด็กหนุ่มผมแดงเริ่มทำตาเป็นประกาย อาจารย์มีแผนสนุกๆ อีกแล้วสิ

แน่นอน เด็กหนุ่มผมดำรับ และงานนี้ เจ้าไม่ต้องอยู่โยงเฝ้าค่ายด้วย

รูอาร์คหัวเราะหึๆ พร้อมกับพยักหน้ารับอย่างเห็นดี ซ้ำเริ่มหักข้อนิ้วดังกรอบแกรบ เยี่ยม ข้านั่งปั้นตุ๊กตาหิมะประดับค่ายจนเบื่อแล้วนะนี่

อาเมียร์ยิ้มเงียบๆ ขณะทบทวนแผนการต่อไปในใจ ในความฉุกละหุกตอนลอบเผาธง สมองของเขายังจดจำลักษณะภายในอดีตค่ายของชาลัวห์และค่ายในปัจจุบันของดูลัสได้ขึ้นใจ จนมองเห็น จุดอ่อน ที่ไม่น่าจะมีของค่ายชัยภูมิดีนั้นแล้ว และนั่นเอง...ที่เขาจะนำมาใช้กับคู่ต่อสู้ซึ่งเหนือชั้นกว่าชาลัวห์มากอย่างดูลัส

เด็กหนุ่มไม่ได้คิดจริงจังว่าต้องชนะศึกครั้งนี้เพื่อให้เฟย์ลิมได้แต่งงานกับแอช เมื่อถึงการประลองรอบสุดท้าย เฟย์ลิมก็จะต้องพึ่งตนเองอย่างแท้จริง ซ้ำอาเมียร์เห็นว่าดูลัสมีฝีมือและชั้นเชิงเหนือกว่าลูกศิษย์มาก...จนรู้ในทันทีว่าใครจะเป็นผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย 

ทว่าเขาเพียงแต่อยากลองดูว่าตนกับดูลัส...ใครกันจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ในยุทธการนี้ หากหักเหลี่ยมเฉือนคมกันด้วยฝีมืออย่างยุติธรรม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น