The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,819 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    103

    Overall
    5,819

ตอนที่ 15 : 14 - กระต่ายกับกระรอก "...แต่ข้ารู้ว่ากระต่ายสู้"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 มิ.ย. 60

บทที่ ๑๔

กระต่ายกับกระรอก

 

ทางนั้นเจอไหม!” ท่านอาร้องถาม

ไม่เลย!” อาเมียร์ตอบพลางกวาดแสงไต้ไปตามแนวพุ่มไม้ให้ทั่ว ท่านล่ะ

ชายวัยกลางคนโคลงศีรษะด้วยสีหน้ากังวล

พวกเขาคงไล่ถามและตรวจดูตั้งแต่หัวถึงท้ายหมู่บ้านแล้ว เหลือแต่ภูเขาที่อาเมียร์สันนิษฐานว่าเด็กสาวอาจขึ้นไป แต่ท่านอากลับแย้งว่าลีชาไม่น่าอุ้มเด็กขึ้นไปเดินเล่นบนเขาที่ค่อนข้างชัน ทั้งๆ ที่เด็กหนุ่มสังหรณ์ว่ามีอะไรมากกว่านั้น...

แม่บอกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าไข้อีดำอีแดงระบาดในชอร์ซา รวมถึงกลาสเดล โรคนี้ใครเป็นมักไม่ถึงตาย เว้นแต่เด็กเล็กหรือคนชรา มีเด็กตายไปแล้วสองสามคน ท่านกำชับอย่าให้บอกลีชา ตั้งใจว่าถ้าข่าวซาแล้วจะวานใครสักคน ไม่ก็ท่านอาเองให้กลับไปดูว่าก็อธฟรีด์ปลอดภัยหรือไม่

นั่นเองที่อาเมียร์กลัว ลีชาอาจได้ข่าวว่าลูกของตนเป็นหนึ่งในนั้น...หรืออย่างน้อยก็คิดไปเอง จึงได้พาอาซิซที่ตนดูแลไม่ห่างไป เด็กสาวติดอาซิซราวกับตนเองเป็นแม่แท้ๆ และคอยอุ้มหรือดูแลแกบ่อยกว่าแม่เสียอีก ตอนเห็นแม่ของเขาให้นมทารกน้อย เด็กหนุ่มยังรู้สึกเหมือนลีชามองแกด้วยสายตาโหยหาอย่างประหลาด

ไม่รู้ว่าท่านอากับแม่ระแคะระคายหรือไม่ พวกท่านไม่พูดว่าลีชาอาจลักเด็กหนีไปเลย และดูจะเป็นห่วงทั้งสองพอๆ กัน ทว่าหากลีชาขโมยอาซิซไปจริงๆ อาเมียร์ก็ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร เขาเห็นใจเธอ แต่ก็โกรธและผิดหวังมากที่เธอทำร้ายจิตใจแม่ ตั้งแต่เกิดมา เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นแม่ซึ่งใจเย็นเสมอกลับทุกข์ร้อนกระวนกระวายขนาดนี้มาก่อน แม้ท่านจะพยายามไม่ให้ลูกๆ เห็นน้ำตาของตนก็ตาม

กระนั้น เขาก็คิดและหวังเช่นกันว่าลีชาไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ ...เธอไม่มีที่ไปอีกแล้ว พูดไม่ได้ เขียนหนังสือก็แทบไม่เป็น เงินที่แม่ของเขาให้ติดตัวไว้ใช้สอยไม่ได้มีมากมายนัก ซ้ำแม่บอกว่าเธอไม่ได้นำเสื้อผ้าอื่นๆ รวมทั้งเงินกับของมีค่าติดตัวไปเลย อาซิซก็เป็นเด็กแดงๆ ยังไม่หย่านม หากเด็กสาวคิดจะลักตัวแกหนีหายไปจริงๆ ไยจึงไม่วางแผนอะไรเลย

ลีชารู้ว่าลำพังตนเองเลี้ยงอาซิซไม่ได้ แล้วจะเอาตัวแกไปทำไม

อาจารย์!” เสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกอาเมียร์ออกจากความคิด เขาหันแสงไต้ไปเห็นรูอาร์ค ได้ยินว่าลีชากับอาซิซหายไปใช่ไหม ขึ้นไปหาบนเขาหรือยัง

เด็กหนุ่มผมดำสั่นศีรษะแทนคำตอบ

งั้นตามมา ข้ารู้ว่านางน่าจะอยู่ที่ไหนเด็กหนุ่มผมแดงพูดฎแล้วก็วิ่งนำไป

 

...หลับเถิดหนาแก้วตาเจ้าเอย นั่นจันทราบนฟ้าราตรี จรลีไปแห่งใด...

ริมทางเดินไหล่เขาในคืนนี้ไร้จันทร์ และเด็กสาวก็ขยับริมฝีปากโดยไร้เสียง ทว่าทารกในอ้อมแขนเหมือนจะรับรู้ได้อย่างประหลาดว่ากำลังฟังเพลงกล่อมเงียบงัน เพราะนัยน์ตาของเด็กน้อยปรือน้อยๆ ใกล้เคลิ้มหลับ

ลีชาโบกมือปัดแมลงให้ทารกน้อย อากาศบนภูเขายามค่ำเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่ได้นำเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ตนเอง แต่ก็อธฟรีด์ซุกตัวอุ่นสบายในเสื้อบุนวมและผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเธอใช้พันเฉวียงบ่าห่อตัวเด็กไว้กับหลังขณะเดินขึ้นทางชันบนเขา

ก็อธฟรีด์....ใช่แล้ว เด็กคนนี้คือก็อธฟรีด์ ก็อธฟรีด์น้อยๆ ที่เกล็นมอบให้เธอด้วยความรัก ผิดกับชายคนอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตเธอ...หลายครั้งก็ดึงดันใช้กำลังฝ่าเข้ามาโดยที่เธอไม่เต็มใจ

เธออยู่กับเด็กคนนี้มาตั้งแต่เกิด เป็นผู้ดึงแกออกมาสู่โลกนี้เป็นคนแรกด้วยซ้ำ แกมองเธอด้วยนัยน์ตาใสแจ๋วเหมือนก็อธฟรีด์ไม่มีผิด ท่าดูดนิ้วหรือใช้มือป้อมๆ จับนิ้วของเธอก็เหมือน แกคือก็อธฟรีด์ของเธอไม่ผิดแน่

...แต่...ท่านสิมากับท่านซิอ์บุลล่ะ...

ลีชาสั่นศีรษะทันควันกับคำแย้งในใจ ท่านสิมาเคยปลอบเคยช่วยเหลือเธอขนาดนั้น. ถึงกับยอมบอกความลับต่อเธอว่าท่านเองก็เคยเจอเรื่องเลวร้ายคล้ายกันจากชายอื่น เด็กสาวไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายในโลกที่จะพบกับความโหดร้ายเช่นนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเธอไร้ค่า แปดเปื้อน หรือจบสิ้นลงแล้ว เธอต้องผ่านพ้นไปให้ได้และไขว่คว้าความสุขกลับมาอีกครั้ง

ไม่เคยมีใครพูดกับลีชาอย่างนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครปลอบโยนเธออย่างคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของเธอ แต่ท่านสิมาก็ยังไม่เหมือนเธออยู่นั่นเอง

ท่านสิมาไม่เคยเป็นนางโลม ท่านเป็นผู้หญิงดี ไม่ใช่ลีชาที่เป็นหญิงเลว ไม่มีศักดิ์ศรีมาแต่แรก ท่านผ่านพ้นมาได้เพราะมีท่านซิอ์บุลกับลูกๆ ขณะที่ลีชาไม่เหลือใครอีก ทั้งสองโชคดี มีลูกด้วยกันถึงสามคน และจะมีลูกคนใหม่อีกสักกี่คนก็ได้ ลีชาจะขอตัวเด็กคนนี้ไปเพียงคนเดียว จะมีสิ่งที่เป็นของตนเองสักอย่างไม่ได้เลยหรือ

เธอถูกช่วงชิงและสูญเสียมากมายเกินพอแล้ว แม่ทิ้งเธอไว้กับพ่อขาพิการ แต่เธอทิ้งพ่อไม่ได้ พ่อต่างหากที่ทิ้งเธอด้วยการขายเธอใช้หนี้พนัน นับแต่นั้นเธอได้แต่ก้มหน้ามองพื้น หลบสายตาของใครต่อใคร ทั้งเพื่อนบ้านที่มองเธออย่างสมเพช ผู้ชายที่ตีค่าเธอเป็นเพียงความสนุกชั่วประเดี๋ยว นักบวชที่เปรยถึงสิมาริเมส ราชินีแห่งความโสมมในพระคัมภีร์ เวลามีเธออยู่ใกล้ๆ ราวกับเธอเป็นคนบาปที่ไม่คู่ควรกับสิ่งอื่นใดนอกจากขุมนรก

ทว่า...ทั้งๆ ที่รู้แต่แรกว่าเธอเป็นนางโลม เกล็นก็อุตส่าห์มอบโอกาสให้เธอ เขาพยายามกอบกู้ชีวิตและเศษซากความสุขของเธอกลับมาสมานทั้งๆ ที่แสนยากเข็ญ เขาจูงมือเธอไปตามทางเดินในโบสถ์ของกลาสเดล ให้สัตย์สาบานว่าจะรักและดูแลเธอไปตราบชีวิตหาไม่ ทั้งยังมอบเทวดาน้อยๆ นามก็อธฟรีด์ให้แก่เธอ

แต่แล้ว...เขาก็ถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา...ด้วยมือของพวกที่เคยทำลายเธอ ...และคิดจะทำลายเธออีกครั้งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ...รุนแรงกว่าครั้งใด พวกมันทำให้เธอต้องสูญเสียก็อธฟรีด์ ทั้งๆ ที่ทั้งเธอกับลูกต่างยังมีลมหายใจแท้ๆ

...แต่มันจบลงแล้ว...

ก็อธฟรีด์...ก็อธฟรีด์อยู่กับแม่แล้วนะ เด็กสาวกระซิบเงียบงัน เราไปอยู่ด้วยกันสองคนนะลูก ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักกันเถอะ

เธอจะหางานทำ หากทำอาหารขายอย่างที่เสนอให้ท่านสิมาลองทำดูได้คงดี แต่ถึงไม่ได้ ไม่ว่างานอะไรเธอก็จะทำ...ต่อให้ไม่มีทางเลือกมากมาย เธอจะเก็บเงิน จะเลี้ยงดูก็อธฟรีด์ด้วยตนเอง จะไม่ปล่อยให้ใครพรากแกไปได้อีก

ในเวลาว่าง ท่านสิมาอุตส่าห์สอนเธอเขียนหนังสือ เธอจะหัดเขียนอ่านให้คล่องเหมือนนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ และพูดให้ได้อีกครั้ง ถ้ามีก็อธฟรีด์อยู่ด้วยต้องทำได้แน่นอน เธอจะสอนแกเขียนหนังสือ จะร้องเพลงกล่อมแกเหมือนเมื่อก่อน...

 

เฝ้ามองเงามืดที่เคลื่อนคล้อย ล่องลอยในห้วงฝันรายเรียง แค่เพียงเดียวดายเงียบงัน

และขับขานลำนำเรื่อยไป เพื่อให้สานต่อห้วงคะนึง มุ่งไปให้ถึงวันนี้เอย

ต่อให้ครวญคร่ำยามล่ำลา หรือตราตรึงห้วงยามผ่านผัน ก็หาได้ยั้งโศกศัลย์

เพียงเกศาแดงดังแสงไฟ ยามตัวข้าอยู่ในม่านเงา เฝ้าปรากฏให้เห็นเลือนราง

 

เพลงนั้นกล่าวถึงแม่ในนิทาน ซึ่งร้องเพลงกล่อมลูกน้อยขณะรอสามี...นักรบแกล้วกล้าผู้มีเส้นผมสีแดงเพลิง แข็งแกร่งดุดันราวกับอสูรในสนามรบ กระนั้นยังเป็นชายที่รักมั่นและบิดาที่อ่อนโยน เกล็นไม่มีผมสีแดง แต่ก็เป็นเหมือนนักรบผู้นี้ เมื่อก็อธฟรีด์โตขึ้น ลีชาจะบอกแกว่าพ่อเป็นคนที่กล้าหาญและรักทั้งสองมากเพียงไร

เด็กสาวขยับริมฝีปากจะร้องเพลงต่อ แต่แล้วก็พลันเบิกตาโพลง

แสงไหวระริก...เหมือนแสงไต้...ส่องให้เห็นผมสีแดง...

ลีชาไม่รู้ว่าตนตาฝาดท่ามกลางความมืด หรือภูตพรายบนภูเขาใช้มนต์สะกดให้เห็นภาพลวงตา

ครั้นกะพริบตา เรือนผมสีแดงนั้นยังคงอยู่ ซ้ำขยับใกล้เข้ามาอีก ร่างเจ้าของเส้นผมไม่ได้กำยำล่ำสันเหมือนนักรบ กลับผอมบางเก้งก้างเหมือนเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่ ใบหน้าของเขาเป็นใบหน้าที่เธอรู้จัก...แต่ที่จริงไม่อยากรู้จัก

ผู้ชายแผลงๆ คนนั้น

รูอาร์ค...ลูกชายคนรองของท่านเจ้ามณฑลที่อาเมียร์ทำงานให้ เขาชอบมาอาแดร์บ่อยๆ ด้วยเหตุผลแค่ว่ามาเดินเล่น นำของแปลกๆ มาฝากนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ หรือมาเล่นกับเด็กทั้งสอง เด็กหนุ่มพยายามชวนเธอพูดคุยหลายต่อหลายครั้ง ไม่ยอมเลิกราแม้เธอจะเอาแต่สั่นศีรษะและหลบหน้าเท่าที่ทำได้

เธอไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากแม้แต่พบหน้าหรือพูดกับชายคนใดอีกแล้ว เด็กสาวอยากบอกเรื่องนี้กับเขา แต่คงไม่มีทางทำให้เขาเข้าใจ เหตุผลของเธอเป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้เลย

แต่เรื่องนั้นช่างเถิด ตอนนี้เธอสงสัยมากกว่าว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร

เด็กสาวกอดก็อธฟรีด์แน่นขึ้น ริมฝีปากพึมพำบทสวดขับไล่วิญญาณร้าย แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่ยอมจางหาย มิหนำซ้ำยังมีเสียงตามมา

เจอตัวแล้ว แม่สาวแฟรี่กับเด็กชานจ์ลิงที่ขโมยเขามา

คำพาดพิงถึงภูตพรายที่ชอบลักตัวเด็กไปเลี้ยงทำให้ใบหน้าของลีชาร้อนผ่าว เธอลุกขึ้นยืนทันที เด็กน้อยตกใจจนร้องไห้จ้าแต่เด็กสาวไม่ทันสนใจ

เธอถอยหลังจากเขาสองสามก้าว ครั้นเห็นเขายังยืนนิ่งอยู่ก็ตัดสินใจวิ่ง แต่กลับพบชายสองคนยืนขวางอีกทาง

...อาเมียร์กับท่านซิอ์บุล...

ลีชา อย่าทำอย่างนี้เลย อาเมียร์รีบบอก คืนอาซิซมาเถอะ แม่ข้าเป็นห่วงแกมากนะ

เด็กสาวสั่นศีรษะซ้ำๆ ...ไม่ใช่...นี่ก็อธฟรีด์...ขอก็อธฟรีด์ให้ข้าเถอะนะ...

ท่านสิมากับท่านซิอ์บุลมีอาเมียร์ นาสิรากับฟาร์ฮานาห์แล้ว...ข้าขอแค่เด็กคนนี้คนเดียว...ขอแค่ก็อธฟรีด์ของข้าคนเดียวไม่ได้หรือ...

ลีชา ค่อยๆ พูดกันก็ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดถึงก็อธฟรีด์ แต่นี่คืออาซิซต่างหาก อาซิซน้องชายข้า ไม่ใช่ลูกของเจ้าอาเมียร์พูด

ต้องใช่สิ! ต้องใช่! ลีชาสั่นศีรษะ แกยิ้มให้ข้า...แกมองข้าเหมือนก็อธฟรีด์ไม่มีผิด...ก็อธฟรีด์ต้องตามข้ามาแน่ๆ ...ตามมา...เพื่ออยู่กับข้า...

ก็อธฟรีด์ของเจ้ายังอยู่ที่กลาสเดลนะ

แกคงไม่อยู่แล้ว...แกจะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีแม่...แกยังต้องกินนมแม่อยู่เลย...พวกเขาจะหาอะไรให้แกกิน...แกจะไม่โยเยหาข้าบ้างหรือ...ทำไมแกจะไม่ตามข้ามา...

ลีชา ขอโทษนะ มืดอย่างนี้ข้าเห็นริมฝีปากเจ้าไม่ถนัด เจ้าพูดเร็วด้วย ใจเย็นๆ แล้วกลับไปพูดกันที่บ้านเถอะชายหนุ่มย้ำคำ

ข้ารู้...ได้ข่าวว่าเกิดโรคระบาดที่กลาสเดล...มีเด็กตาย...ก็อธฟรีด์ไม่มีแม่อยู่ด้วยจะไม่เป็นไรได้เหรอ...ทำไมแกจะไม่ตามข้ามา...

คนในครอบครัวของท่านซิอ์บุลไม่พูดเรื่องนี้กับเธอ แต่เธอก็ยังได้ยินข่าวลือจากนอกบ้านอยู่ดี ...เด็กเล็กๆ ในกลาสเดลมีสักกี่คนกัน หนึ่งในนั้นจะไม่ใช่ก็อธฟรีด์ได้อย่างไร

ลีชา ท่านซิอ์บุลพูดขึ้นบ้าง พาลูกข้ากลับบ้านด้วยกันเถอะ สิมาไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก นางรู้ พวกเราทุกคนรู้ว่าเจ้ารักอาซิซและคิดถึงก็อธฟรีด์มาก จะไม่มีใครว่าอะไรเจ้า ขอแค่พาอาซิซกลับมาเท่านั้น

ไม่! ไม่! ข้าจะอยู่กับก็อธฟรีด์ของข้า!

ลีชาหันรีหันขวาง แล้วก็วิ่งไปในทางเดียวที่ไม่มีใครปิดกั้น...ซึ่งก็คือริมไหล่เขาที่ลาดชันลงไป

ลีชา!” อาเมียร์ร้องเสียงดัง อย่าไปตรงนั้น! มันอันตราย!”

เด็กสาวก้มลงมองเบื้องล่าง เห็นพุ่มไม้หนามและหมู่หินเรียงรายในความมืด เธอเสียววูบในช่องท้องเมื่อคิดถึงการตกลงกระทบก้อนหินและถูกไม้หนามทิ่มแทง...ตกและกลิ้งลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเชิงเขา

แต่กระนั้น...

ลีชากลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วกลับหลังหันมาเผชิญหน้ากับชายทั้งสามที่ล้อมอยู่ห่างๆ

...ข้าจะโดดลงไป... เธอขยับริมฝีปากช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ...ถ้าพวกท่านไม่ให้ข้าพาก็อธฟรีด์ไป ข้าจะโดดจริงๆ ...

อย่านะ!” อาเมียร์ค้านทันที อย่าทำอย่างนั้น! เจ้าจะฆ่าน้องข้าด้วยหรือ!”

ไหล่ของเด็กสาวไหวน้อยๆ อย่างหวาดหวั่น แต่ริมฝีปากยังเอ่ย ...ข้าอยากพาก็อธฟรีด์ไป...ไปอยู่ด้วยกัน...ข้าไม่อยากจากแกอีก...

ลีชา ค่อยๆ พูดกัน ท่านซิอ์บุลยังคงเอ่ยอย่างใจเย็น ถ้าพาอาซิซไป เจ้าจะเลี้ยงดูแกยังไง ที่นี่คือบ้านของแก เจ้าช่วยพวกเราเลี้ยงดูแกที่นี่ก็ได้

ไม่...พวกท่านไม่เข้าใจ... ลีชาสะอื้นโดยไร้เสียง ...ข้าเป็นแม่ของก็อธฟรีด์...ข้าอยากให้แกเรียกข้าว่าแม่...ข้าอยากเป็นแม่ของแก...ไม่ว่าจะในชีวิตก่อนนี้หรือชีวิตหน้าก็เถอะ...

ชายทั้งสามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วใครคนหนึ่งจึงพูดขึ้นพร้อมกับยักไหล่อย่างเฉยชา งั้นก็โดดเลยสิ

รูอาร์ค!” อาเมียร์ร้อง เจ้าพูดอะไร!”

โดดเลย ถ้าอยากพาลูกคนอื่นไปไกลสุดกู่ไม่ให้ใครตาม ไม่คิดบ้างว่าแม่แท้ๆ ของเด็กจะรู้สึกยังไงที่ถูกพรากลูกไป โดนมากับตัวแท้ๆ แล้วยังไม่จำ คิดจะทำกับแม่คนอื่นอีกเด็กหนุ่มผมแดงยังพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเดิม ถ้าไม่อยากให้ใครเห็นใจ ถ้าอยากเป็นอย่างยายแก่ปากเสียแล้งน้ำใจนั่นก็เชิญ

ลีชาเบิกตาโพลง นึกไม่ออกเลยว่ารูอาร์ครู้เรื่องของเธอได้อย่างไร

เขาพูดต่อไปด้วยเสียงราบเรียบ ข้าแอบไปที่กลาสเดลเพราะคิดอยู่ว่าเจ้าคงเป็นห่วงลูกถ้าได้ยินเรื่องโรคระบาด ข้าไปที่บ้านของเกล็นมาแล้ว เห็นก็อธฟรีด์ด้วย แกเป็นเด็กผู้ชายผมสีฟางเหมือนพ่อ แต่ตาสีเขียวเหมือนเจ้าใช่ไหม เด็กคนนั้นแข็งแรงร่าเริงดี ตอนนี้เริ่มเดินเตาะแตะไปทั่ว ข้าได้คุยกับปู่ของแกด้วย เขาบอกว่าก็อธฟรีด์เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่เจ็บป่วยอะไรเลย เขาไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร นึกว่าเป็นแค่นักเดินทางธรรมดา ส่วนยายแก่นั่นเห็นข้ามอมแมมก็หาว่าเป็นขอทาน ไล่ข้าอย่างกับหมูกับหมา แต่ปู่ยังอุตส่าห์เอาน้ำมาให้ดื่ม เล่าให้ข้าฟังว่าก็อธฟรีด์ทำให้เขายังมีกำลังใจอยู่ เขาเสียลูกชายไปเพราะพวกโจร เมียก็ไล่ลูกสะใภ้ออกจากบ้าน แล้วตอนนี้เมียยังเจ็บออดๆ แอดๆ ไม่หายจากโรคระบาด เขาถามข้าด้วยซ้ำว่าผิดไหมที่เขาไม่กล้าขอให้นางยอมให้ลูกสะใภ้อยู่ด้วย แต่ปล่อยให้แม่ลูกถูกพรากกันต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรเลย

ข้าบอกว่าเขาไม่ผิดหรอก เพียงแต่อ่อนแอเท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นความอ่อนแอก็ยังอันตราย เพราะมันทำให้เราไม่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง...ก็นั่นละ พอได้ฟังอย่างนั้นเขาก็หัวเราะเศร้าๆ แล้วบอกว่าถ้าข้าพบลูกสะใภ้เขากับครอบครัวคนทรายที่ไหน...ก็ฝากบอกนางด้วยว่าเขาขอโทษ ตอนนี้เขาขอแค่ให้ก็อธฟรีด์อยู่ดูใจย่าจนถึงที่สุดก่อน แล้วหลังจากนั้น...ถ้าเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน...เขาจะคืนแกให้กับเจ้า

เด็กสาวยืนนิ่งตะลึงงัน น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

เธอทรุดลงคุกเข่า สองมือกอดทารกน้อยแน่น มีแต่ร่างนั้นที่แผดเสียงร้องไห้จ้าไม่หยุด ขณะที่ริมฝีปากของเธออ้ากว้าง...ทว่าไม่อาจรีดเร้นเสียงกรีดร้องที่อัดแน่นในอก

ลีชากลั้นใจมองทารกที่ตนอุ้มไว้ผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว ...เด็กคนนี้มีผมและตาสีดำ ผิวคล้ำเล็กน้อย ไม่ใช่ก็อธฟรีด์ที่มีดวงตาของเธอ เส้นผมของเกล็น และผิวขาวจัด

เด็กคนนี้มีพ่อแม่ที่รักและต้องการเขา...เหมือนที่ก็อธฟรีด์เคยมีเกล็นกับลีชา

นี่คืออาซิซ ลูกของท่านสิมากับท่านซิอ์บุล ไม่ใช่ของของลีชาผู้สูญเสียทุกสิ่งไปเพราะบาปของตนเอง

...ก็อธฟรีด์...แม่ขอโทษ...

...อาซิซ...ข้าขอโทษ...

...ท่านสิมา...ท่านซิอ์บุล...ทุกๆ คน...ข้าขอโทษ...

...เกล็น...ข้าขอโทษ...

ลีชากลั้นใจวางเด็กคนนั้นลงกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นยืน

เธออยากพบก็อธฟรีด์อีกครั้ง อยากอุ้มแก...อยากให้นม...อยากเห็นแกเติบโต

แต่ร่างกายที่แปดเปื้อนราคี...ทรวงอกที่น้ำนมแห้งเหือดหลังจากเสียแกไปเพียงสัปดาห์เดียว...และนัยน์ตาที่มีแต่ภาพอันน่ารังเกียจมากมายประทับอยู่...ย่อมไม่คู่ควรกับเทวดาน้อยๆ องค์นั้นอีกแล้ว

หากว่าพ่อของเกล็นเป็นคนเลี้ยงดูก็อธฟรีด์ ทุกสิ่งจะเรียบร้อย เธอเป็นผู้หญิงเลว ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันชะล้างคราบสกปรกที่ฝังในร่างกายออก ต่อให้พยายามปิดบัง สักวันย่อมจะมีคนกระชากมันออกมาเหมือนโจรพวกนั้น เธอได้แต่หลอกตนเอง ก็อธฟรีด์ไม่ควรได้ชื่อว่ามีแม่เป็นนางโลม เธอไม่มีหนทางเลี้ยงดูเขาให้ได้ดี เป็นที่ยอมรับของใครๆ ได้แน่

และเธอจะกลับไปรับความช่วยเหลือจากท่านสิมากับครอบครัวอีกได้อย่างไร ในเมื่อหักหลังพวกเขาอย่างไม่อาจให้อภัยอย่างนี้...

หลังฟื้นตัวจากบาดเจ็บคราวนั้น และค่อยๆ รู้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่กับก็อธฟรีด์อีก ลีชาเคยโกรธแค้นแม่สามีอย่างที่ไม่กล้าแค้นมาก่อน แค้นจนอยากสาปแช่งอีกฝ่ายให้ตายตกไปเสีย แต่ใจหนึ่งก็ยังห้ามปราม...เธอทำบาปมามากมายแล้ว และเรื่องที่นางพูดก็ยังคงเป็นความจริง นางมีเหตุผล และทำเพื่ออนาคตและความสุขของก็อธฟรีด์ แต่สิ่งที่เด็กสาวทำนั้นไร้เหตุผล รังแต่จะนำความทุกข์ให้ผู้อื่น อาซิซเป็นของท่านสิมา ท่านจะไม่แค้นเธอเลยหรือ

ด้วยเหตุนี้จึงเหลือเพียงทางเดียว ทางที่เธอไม่เคยกล้าเลือกเพราะกลัวบาปมหันต์

ทว่าหากชั่วชีวิตเธอไม่อาจหนีจากบาปมากมายที่เคยกระทำไปแล้ว เพิ่มบาปนี้อีกเป็นครั้งสุดท้ายจะต่างอะไรกัน

เกล็น...ช่วยรับข้าทีนะ

เด็กสาวหลับตา และก้าวถอยหลังไปสู่ความว่างเปล่า...

แต่เธอพลันได้ยินฝีเท้าถี่กระชั้น ก่อนจะมีมือหนึ่งคว้าแขนของเธอบีบแน่น...แต่ไม่อาจห้ามแรงมหาศาลที่ฉุดร่างบอบบางลงสู่พื้นเบื้องล่าง

โลกหมุนคว้าง สองขาแสบแปลบเหมือนครูดกับดินและหินเป็นทางยาว เท้าข้างหนึ่งปะทะลมหนาว รองเท้าหลุดไปเมื่อไรเธอไม่แน่ใจ แต่เหมือนได้ยินเสียงของบางอย่างกลิ้งกุกๆ ลงไปตามทางลาดอยู่ตลอดเวลา...ไม่จบ...ไม่สิ้น....

หรือเป็นเสียงจากตัวเธอเอง ร่างของเธอกำลังดิ่งละลิ่ว ตกกระแทกก้อนหินและพุ่มไม้หนาม และที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพติดตาก่อนตายใช่ไหม

แต่หากเป็นเช่นนั้น ทำไมแขนข้างหนึ่งจึงเจ็บร้าวเหมือนข้อจะหลุด ราวกับแบกรับน้ำหนักร่างกายทั้งหมดไว้เล่า

ลีชาเสี่ยงเงยหน้าขึ้น พบเส้นผมสีแดงที่สะบัดปลิว และใบหน้าเคร่งเครียด

ยายบ้าเอ๊ย! ก่อนจะกล้าโดดผาตาย...หัดกล้าพูดอะไรที่ตัวเองต้องการไม่ดีกว่าเรอะ!”

เป็นครั้งแรก...ที่เธอได้ยินเสียงเขาร้อนรนอย่างนี้...โกรธเกรี้ยวอย่างนี้ เหมือนเกล็น...เหมือนตอนที่เขาดึงแขนเธอและตะโกนใส่หน้าพ่อของเธอในคืนแรกที่ทั้งสองพบกัน...

เอาไปให้หมดเลย! แต่อย่าเอาลูกตัวเองมาขายอย่างนี้อีกเด็ดขาด!’

...เธอเห็นใบหน้าข้างบนนั้นเป็นเกล็น...เกล็นที่มีผมสีฟางและนัยน์ตาลุกโชนเป็นเปลวไฟสีฟ้า...เหมือนตอนที่เขาฉุดมือพาเธอเดินหนีชายอีกคนที่กำลังจะซื้อตัวเธอไป...

ถ้าอยากจะเลิกก็ต้องเลิกเสียเดี๋ยวนี้

ลีชาเผลอร้องออกมาเบาๆ

เสียงร้องนั้นไม่ได้เป็นคำพูดใดๆ ที่มีความหมาย...แต่ก็ยังเป็นเสียงร้อง เธอทำได้เพียงเท่านั้นเอง ขณะที่ร่างทั้งร่างชาจนไม่อาจขยับเขยื้อนและไร้เรี่ยวแรง

ลีชา ส่งมืออีกข้างมา

เธอทำตามเสียงแว่วนั้นราวกับถูกสะกดจิต เสียงของเกล็น...เสียงของรูอาร์คซ้อนทับกัน แยกไม่ออกอีก เด็กสาวแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองขึ้นมาได้อย่างไร แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที เธอก็นั่งอ่อนระโหยอยู่บนพื้นเหนือทางลาด ท่านซิอ์บุลอุ้มอาซิซไกวไปมา ปลอบโยนให้เด็กชายหยุดร้องไห้ขณะที่อาเมียร์ยืนถือไต้เงียบๆ

ส่วนรูอาร์คคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ เขาเริ่มพูดกับเธอด้วยสีหน้าจริงจัง เจ้าไม่ผิดหรอก ลีชา เจ้าเพียงแต่อ่อนแอ...เหมือนพ่อของเกล็นนั่นแหละ ถ้าตอนนั้นเจ้าอยากอยู่กับลูก ก็ต้อง พูดออกไปเลย

นัยน์ตาของเด็กสาวพลันเบิกกว้าง

พูด...

คำคำนั้นสะท้อนก้อง...ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า...เหมือนอยู่ในถ้ำ กลบคำต่อมา...เสียงต่อมา...ทั้งเสียงของผู้พูดและคนอื่น...หลอมละลายภาพเบื้องหน้าสายตา

พูดสิ!...พูดออกมา! เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกรีดดังโหยหวนบาดใจของเธอ พูดสิ! จะยอมทนไปทำไม!

พูด...พูด...พูด...พูดว่า อย่า...ก็แค่นั้น เสียงนั้นตบหน้าเธอ ย้ำซ้ำๆ ราวกับท่องมนต์ ถ้าพูดหรือแม้แต่เปล่งเสียงร้องออกมาในยามเจ็บปวดนั้นได้ก็คงดี แต่ลีชารู้ว่าหากทำเช่นนั้นมีแต่จะถูกทำร้ายหนักไปกว่าเดิม เธอจึงพูดออกไปไม่ได้ หลายครั้งแทบต้องกัดลิ้นเพื่อห้ามเสียงร้องจากความเจ็บปวดที่ย้ำซ้ำๆ

ไม่มีทางหนี ไม่มีทางดิ้นรน ไม่มีทางอื่นนอกจากทนรอให้ความเจ็บปวดจบสิ้นลงไปเอง

นี่เธอสู้อุตส่าห์ทนจนกระทั่งเกล็นพาเธอออกมาจากนรกขุมนั้นแล้ว แต่โจรพวกนั้นกลับพรากเขาไป ทั้งยังจะพรากก็อธฟรีด์ไปจากเธอและทำร้ายเธอซ้ำอีกครั้ง

 ด้วยเหตุนี้เองที่เธอตัดสินใจเสี่ยงแย่งมีดมาจากมัน...แม้ความพยายามจะสูญเปล่าก็ตาม

เวลานี้เธอคงอยู่ในพันธนาการของผู้คุกคาม มันรัดร่างของลีชาแน่นหนา ทั้งๆ ที่สองมือของเธอพยายามผลักออกไป เล็บของเด็กสาวจิกผิวเนื้อที่ปกคลุมด้วยเสื้อผ้า ...และเพิ่งตระหนักว่ามีบางสิ่งแปลกไปในตอนนั้น

ไม่...ไม่ใช่ผู้คุกคาม เขาไม่ได้รัดตัวเธอไว้ด้วยกำลัง สองมือของเขาลูบแผ่นหลัง...ลูบอย่างปลอบโยน...ไร้ความปรารถนาอย่างอื่น...

กอด...ใช่...การกอดเป็นเช่นนี้เอง เหมือนกอดของแม่...กอดของท่านสิมา...กอดของเกล็น...

เกล็นเคยกอดเธอไว้เช่นนี้...เหมือนเธอเป็นเด็กเล็กๆ เขาไม่พูดอะไร ไม่บอกให้เธอลืมสิ่งที่ผ่านมา แต่ใช้สัมผัสค่อยๆ เจือจางมัน...ละลายและขับไล่มันไปจากร่างของเธอ ให้เธอถือกำเนิดใหม่ในอ้อมกอดของเขา...

ลีชา มองตาข้า

ลีชาเริ่มเห็นอีกครั้ง...นัยน์ตาสีเขียวเหลือง...นัยน์ตาสีฟ้า...ซ้อนกันอีกครา เขาพูดต่อไปอย่างอ่อนโยน แผ่วเบา ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีใครทำร้ายเจ้าอีก คำว่า พูด ไม่มีอะไร อย่ากลัว ยิ่งกลัวจะยิ่งพูดไม่ได้ แล้วจะถามว่าลูกอยู่สุขสบายดีไหมได้ยังไง จะขอตัวแกคืนได้อย่างไร อย่าเป็นคนอ่อนแอที่ปล่อยให้ใครๆ เขารังแกได้ อย่ารังแกตัวเจ้าเองด้วยคำคำนั้น

เจ้ารู้จักกระต่ายไหม ใครๆ คิดกันว่ากระต่ายเป็นสัตว์อ่อนแอ ส่งเสียงร้องขู่ใครก็ไม่ได้ ได้แต่หลบซ่อนหรือวิ่งหนี บางทีไม่มีอะไรก็ตื่นตูมตกใจ วิ่งหนีจนตัวตายเสียเอง ...แต่ข้ารู้ว่ากระต่ายสู้ ถ้าจวนตัวจริงๆ มันจะกัด ถ้ากระต่ายตัวอื่นรุกล้ำอาณาเขตมัน...มันจะใช้ขาต่อย

เด็กหนุ่มจับมือเธอ ต่อยที่หน้าของเขาเบาๆ

เห็นไหม การต่อยง่ายแค่นี้เอง เจ้ากล้าที่จะต่อยไปครั้งหนึ่งแล้ว แม่สามีของเจ้า...หรือแม้แต่ทุกๆ อย่างที่เจ้าผ่านมาเป็นแค่กระต่ายขี้กลัวตัวอื่นๆ เท่านั้น เจ้าไม่คิดสู้ ไม่ไล่พวกมันไปให้พ้นจากที่ของเจ้าเลยหรือ เกล็นอุตส่าห์สละชีวิตปกป้องเจ้า...เพื่อให้เจ้าอยู่กับก็อธฟรีด์ต่อไป เจ้าไม่อยากให้เขาเสียใจใช่ไหม

ลีชาหลุดเสียงสะอื้นออกมา

บางสิ่งอัดแน่นในคอของเธอ...ราวกับน้ำที่กำลังเพิ่มสูงใกล้ล้นเขื่อน บางสิ่งที่เธอเคยกล้ำกลืนไว้ในถ้ำที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนอื้ออึงเต็มหู เสียงผสมปนเปของทั้งความสุขอันหยาบช้าและความทุกข์ที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เสียงหัวเราะอย่างคะนอง...เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงในตัวเธอที่ย้ำว่าพูด...พูด...พูด...เสียงร้องไห้จ้าของก็อธฟรีด์...เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่เชลยคนอื่นๆ ข่มไว้

มีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่อาจเปล่งเสียง มีเพียงเธอที่กล้ำกลืนคำอ้อนวอนขอร้องไว้ตลอดเวลาด้วยความกลัว ไม่อาจพูดได้กระทั่งคำง่ายๆ สั้นๆ แต่มีความสำคัญยิ่งว่า อย่า

...และไม่อาจพูดได้ตลอดมา...จนกระทั่งถึงชั่วครู่ก่อน...

ทั้งๆ ที่สองมือยกขึ้นปิดหน้า ริมฝีปากของลีชาก็อ้ากว้าง ลำคอของเธอตึงเขม็ง...เส้นเสียงไหวระรัวอยู่ภายใน หูของเธอได้ยินเสียงเสียงเดียว...แผ่วเบาในทีแรกก่อนจะค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ...สั่นไหว...โหยหวน...สูงต่ำ...ราวกับเป็นเสียงกรีดร้องไร้ความหมาย มากกว่าคำง่ายๆ ที่ถูกปิดขังในลำคอของเธอมาเนิ่นนาน...กระนั้นยังเป็นเสียงที่ทรงพลังราวกับน้ำบ่า กระหน่ำทลายและพัดพากำแพงหินของเขื่อนที่เคยปิดขวางอยู่ไปจนสิ้น

เมื่อเสียงนั้นแผ่วหาย ลำคอของเธอก็แสบร้อน เด็กสาวไอออกมาชุดใหญ่ ไอแล้วปาดน้ำตา ปาดน้ำตาแล้วก็ไอ จนกระทั่งมือของใครสักคนทาบบนไหล่

เธอเงยหน้าขึ้น เห็นดวงตาสีเขียวของเจ้าของมืออยู่ตรงหน้า...พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

เก่งมากเขากระซิบเบาๆ ก็กล้าพูดแล้วนี่

พูด...คำคำนี้ไม่นำเธอกลับไปสู่เวลาอันเจ็บปวดนั้นอีก เมื่อตระหนักได้...น้ำตาพลันหลั่งไหล ลีชาก้มหน้าลงสะอื้นสลับกับพูดไปเรื่อยๆ ...พูดย้ำเพียงคำเดียว...อย่า...อย่า...อย่า...พูดจนกระทั่งรู้สึกว่าจะเปล่งเสียงไม่ได้อีกต่อไป

ทว่า แม้เสียงจะแหบแห้งจนแทบไม่มีใครได้ยิน ท้ายที่สุดแล้วเธอยังคงพูดได้อยู่นั่นเอง

 

ท่านสิมายืนถือตะเกียงรออยู่หน้าประตู และรีบรับทารกน้อยไปอุ้มไว้แนบอกพลางสะอื้น ไม่ช้าทุกคนก็เข้ามาในบ้าน หญิงสาวเริ่มถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อใจสงบลง แต่ท่านซิอ์บุลบอกเพียงว่าพบทั้งสองคนบนภูเขาเท่านั้น

ทำไมถึงขึ้นไปบนเขา แล้วทำไมกลับลงมาไม่ได้ เจ้าหกล้มหรือ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ลีชา

เด็กสาวสั่นศีรษะแม้รอยแผลบนขาทั้งสองจะอยู่เพียงใต้กระโปรง และรองเท้าหายไปข้างหนึ่ง

ระหว่างทางลงจากเขา อาเมียร์ไม่พูดกับเธอเลย แต่เสนอลอยๆ ว่าไม่ควรเปิดเผยความจริงต่อแม่ของเขา และตัดสินใจจะบอกว่าทั้งสองเพียงแต่ประสบอุบัติเหตุ ทว่าลีชาไม่ตอบรับ ไม่เห็นด้วย

บัดนี้ ถึงเวลาที่เธอต้องกล้าพูด...เพื่อตัวเธอเอง

เด็กสาวคุกเข่าตรงหน้าท่านสิมา ข่มความเจ็บปวดที่ขาทั้งสองไว้...ง่ายดายกว่าความเจ็บปวดอันมากมายและหนักหนากว่าก่อนหน้านี้

ข้า...ขะ...โทษ...ค่ะ

หือม์ อีกฝ่ายอุทานอย่างประหลาดใจ

ข้า...ขอ...โทษ...ค่ะ ลีชาพยายามเปล่งเสียงทุกคำให้ชัดเจนที่สุด ข้า...ตั้ง...ใจ...พา...อาซิซ...หนี...ไป...

เธออยากพูดอะไรมากกว่านั้น ทว่าลำคอกลับตีบตันจนไม่อาจกลั่นคำใดออกมา จบสิ้นกัน ท่านสิมาคงด่าทอเธอ ขับไล่เธอไปให้พ้นหน้าเสียในคืนนี้ แต่ไม่เป็นไร สมควรแล้ว ต่อให้ท่านไม่ทำเช่นนั้น เธอก็คงทนอยู่ร่วมกับทุกคนในบ้านหลังนี้ไม่ได้อีก

ลีชา นี่เจ้า... เสียงของท่านสิมาลังเล

ข้า...ขอโทษค่ะ เด็กสาวไม่อาจมองหน้าท่าน ได้แต่ย้ำคำเดิม แล้วก็รอคำตัดสิน...รอโทษทัณฑ์ของตน

แต่แล้ว...แทนที่สิ่งเหล่านั้น...มืออบอุ่นกลับลูบบนศีรษะ เหมือนมือของแม่เวลาร้องเพลงกล่อมให้เธอฟัง...

ไม่เป็นไรจ้ะ กระทั่งน้ำเสียงอ่อนโยนยังเหมือนเหลือเกิน ไม่เป็นไรเลย แค่ลีชากับอาซิซปลอดภัยกลับมาก็พอ...แล้วดีใจด้วยนะจ๊ะที่ลีชา...เอ้อ...

หญิงอีกคนยังตระหนักถึงคำต้องห้าม ทว่าลีชาสั่นศีรษะ แผ่นหลังของเธอยังคงเย็นวาบเมื่อนึกถึงคำนั้น แต่บัดนี้ เธอจะพยายามไม่กลัวมัน

ข้า...พูดได้แล้วค่ะ เด็กสาวเน้นคำนั้น ดึงพลังของมันมาแทนที่ความกลัวเสียงสะท้อนในถ้ำ เธอพูดได้...เธอพูดได้ ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเลย ข้า...พูดได้แล้ว พูดได้แล้ว

จ้ะ...ยินดีด้วยที่ลีชาพูดได้อีก ถ้าเป็นอย่างนี้...วันที่สิ่งดีๆ ที่ลีชาเคยมีจะกลับมาหาต้องอยู่ไม่ไกลแน่ๆท่านสิมาบอก

แต่...ข้า... เด็กสาวเอ่ยตะกุกตะกัก น้ำตาเริ่มรื้นอีกครั้ง ข้า...อยู่ที่นี่...ไม่ได้...อีกแล้ว...

ทำไมจะไม่ได้ล่ะ สิมาโน้มตัวลงโอบเธอไว้เบาๆ ...เหมือนตอนที่เคยปลอบประโลมเธอจากภาพหลอนก่อนหน้านี้ ลีชาเป็นคนของครอบครัวนี้ เป็นเหมือนลูกสาวของพวกเราคนหนึ่ง เราจะผลักไสไปที่อื่นได้อย่างไร

ผู้ฟังยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม...แต่ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...เพิ่มเติม...ผสมปนเปทั้งสำนึกผิดและตื้นตัน

พี่ลีชาเป็นอะไร เจ็บหรือ นาสิราเข้ามาถาม นาสิราทายาให้ไหม

โอมเพี้ยง พี่ลีชาหายเจ็บนะ...นะ เสียงของฟาร์ฮานาห์ดังตามมา

เด็กสาวพยายามกลั้นน้ำตาและยิ้ม ขอบใจ...จ้ะ

แล้วเธอก็พ่ายแพ้ต่อคลื่นน้ำตาอีกครั้ง...ยังรู้สึกผิดและเสียใจที่หักหลังท่านสิมากับทุกๆ คน แต่ขณะเดียวกันก็ดีใจ...ดีใจเหลือเกิน

บางที เทพเจ้าคงกำหนดให้เธอตัดสินใจเช่นนี้...เพื่อให้เธอกลับมาพูดได้อีกครั้ง และรู้ว่าครอบครัวของท่านสิมาห่วงใยเธอเพียงไร บางที สักวันพระองค์กับเกล็นอาจจะช่วยให้ก็อธฟรีด์ได้อยู่กับเธออีก บางที...

ความคิดของเด็กสาวหยุดลง เมื่อเธอบังเอิญหันไปเห็นเด็กหนุ่มผมแดงที่นั่งเงียบอยู่

...เธอต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน ถึงมานึกตอนนี้จะไม่ค่อยสบายใจที่เขารู้เรื่องของเธอละเอียดกว่าที่คิด เขาถึงกับกอดเธอไว้แน่นเมื่อเธอเกือบคลุ้มคลั่ง แต่ก็คงทำไปเพื่อช่วยเธอด้วยความหวังดีเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

ลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลย่อมไม่คิดจะแต่งงานกับหญิงม่ายที่เคยถูกพวกโจรฉุดแน่นอน...ต่อให้ไม่รู้ว่าเธอเคยเป็นนางโลมด้วยก็ตาม

 

เจ้าไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้วนะ

เด็กหนุ่มผมแดงนั่งตัวงอบนเก้าอี้ เบื้องหน้าโต๊ะซึ่งกั้นเขาจากชายวัยกลางคน สายตาเสมองหน้าต่างที่มีกิ่งไม้ใบสีแดงสะบัดไหวๆ อย่างไม่สนใจคู่สนทนา

คงเพราะหายไปจากจวนถึงสองครั้ง ลุงกระรอกน้ำตาลถึงเห็นควรเทศนาเขาอีกรอบ สัปดาห์ก่อน เด็กหนุ่มขี่ม้าไปกลาสเดลโดยไม่บอกใครตั้งแต่บ่าย กลับมาถึงเกือบเย็นวันมะรืน เข้าไปขออาหารกินในโรงครัวแล้วสะโหลสะเหลขึ้นไปนอนยาวในห้องของตนจนเที่ยงวันต่อมา จึงพลาดการเรียนไปสองวันครึ่งโดยปริยาย และเมื่อคืนวาน เขาก็ค้างบ้านของอาจารย์วัยเดียวกันตามคำเสนอของเจ้าบ้าน ซึ่งเห็นว่าดึกเกินเดินทางกลับ

ครั้งหลังไม่กระไร เพราะมีพยานช่วยยืนยันว่าเขาไม่ได้ไปเสเพลที่ไหน แต่ครั้งแรกคงทำให้ลุงเสียหน้ามาก จนต้องออกตัวกับอาจารย์ว่าอย่าถือสาเจ้าลูกชายไม่ได้เรื่องคนนี้เลย รูอาร์คมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง (ในบรรดาหลายๆ อย่าง) คือชอบขี่ม้าออกไปโดยไม่บอกกล่าว หายตัวไปราวคืนสองคืนก็กลับมา ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ไหน

รูอาร์ค ชายอีกคนเรียกด้วยเสียงเหมือนจะถอนหายใจ เจ้าจะเที่ยวเล่นบ้าง ข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าปล่อยให้เจ้าทำตามใจชอบมานานเพราะเห็นว่าเจ้าไม่ไปก่อปัญหาให้ใคร แต่ครั้งนี้มันเกินไป ยามที่หน้าด่านบอกว่าเจ้าขี่ม้าออกไปถึงชอร์ซา...ทำอย่างกับหอโคมแดงในมณฑลของเราไม่มีอีกแล้ว

ข้าแค่ไปดูโพรงกระต่าย เด็กหนุ่มพูดงึมงำ ไม่ได้เที่ยวแบบนั้น

พ่อในนามของเขาถอนหายใจอย่างไม่ปิดบัง ข้าพูดเพราะเป็นห่วง สถานการณ์ระหว่างเรากับชอร์ซาไม่สู้ดี แล้วถ้าเฟย์ลิมได้เป็นกษัตริย์ เจ้าก็จะเป็นเจ้ามณฑลแทนข้า เจ้าควรหัดมีความรับผิดชอบกว่านี้ได้แล้ว นี่อะไรกัน เรียนก็ไม่ตั้งใจ อยากเที่ยวเล่นเสเพลก็เที่ยวไม่ดูเวล่ำเวลา...แม่ของเจ้าจะนอนตายตาหลับได้อย่างไร

รูอาร์คปิดปากเงียบกับคำพาดพิง ลุงไม่มีวันรู้หรอกว่าแม่รู้สึกอย่างไร ในเมื่อคัดค้านที่แม่จะใช้ชีวิตร่วมกับพ่อจนเขาเกิดมาแต่แรกแล้ว

เลิกเที่ยวกลางคืน...อย่างน้อยสักพักเถอะ หลังเสร็จงานประลองของเฟย์ลิม ข้าต้องหาคู่หมั้นให้เจ้าแล้ว เจ้าก็ควรปรับปรุงตัวเอง ข้าจะได้กล้าไปพูดกับพ่อของผู้หญิงเขาได้เต็มปาก

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่อย่างเฉยชา

ไม่ต้องหาให้ข้าหรอก ข้ารักใครชอบใคร ข้าก็มีปัญญาหาเอง เสียเวลาทำงานท่าน...แล้วก็เสียเวลาของพ่อผู้หญิงเขาด้วย

แล้วเจ้าจะไปหาแถวไหน เสียงของชายวัยกลางคนเข้มขึ้น พวกนางโลมนั่นข้าไม่ยอมเด็ดขาด ลูกสาวชาวไร่ชาวนาก็ไม่ได้ หมู่นี้เจ้าออกไปหมู่บ้านแถวนี้บ่อยๆ เพราะไปติดผู้หญิงใช่ไหม

เขายักไหล่ซ้ำ

ภรรยาของเจ้าต้องเป็นคนที่นำมาออกหน้าออกตาได้ในฐานะลูกสะใภ้ข้า และท่านหญิงของเจ้ามณฑล ตบแต่งผู้หญิงดีๆ สักคนก่อน จากนั้นเจ้าจะไปเลี้ยงดูนางโลมหรือผู้หญิงชาวบ้านสักกี่คนข้าไม่ว่า ขอแค่อย่าผิดลูกเมียใคร แล้วก็อย่าทำให้ประเจิดประเจ้อนัก

รูอาร์คลุกขึ้นยืน

เสียมารยาท! ข้ายังไม่เสร็จธุระกับเจ้า!”

แต่ข้าเสร็จธุระกับท่านแล้ว เด็กหนุ่มพูดง่ายๆ เท่านั้นก็ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ผลุบออกไปแล้วปิดลง

เขาเดินมาถึงระเบียงด้านหลัง ซึ่งมองออกไปเห็นสวน แล้วก็ยืนเท้าระเบียง มองกระรอกโดดแผล็วบนยอดไม้ด้วยฝีเท้าแผ่วเบา แต่ยังส่งใบไม้สีน้ำตาลให้ร่วงหล่นตามอายุขัยของมัน

เป็นเด็กแล้วผิดตรงไหน

เป็นเด็กแล้วจะได้ตัวเบา มีอิสระ ได้อยู่บนยอดไม้ใกล้เคียงกับท้องฟ้าแม้ไม่มีปีกให้บิน จะกระโดดไปตามกิ่งไม้โดยไม่ต้องสนใจว่าใบไม้จะร่วงหล่นสักกี่ใบ จะแทะกินเนื้อในผลไม้แล้วทิ้งขว้างเปลือกลงมา โดยไม่สนว่ามันจะไปโดนหัวของใครหรือตัวอะไรบนพื้นข้างล่าง

แต่ตอนนี้...เขากลับรู้สึกประหลาดใจตนเอง ถึงไม่ได้อยากเป็นผู้ใหญ่...ก็ยังเกิดอยากลงจากยอดไม้มามองสภาพข้างล่าง ไม่อยากให้เปลือกผลไม้หรือแม้แต่ใบไม้สักใบหล่นลงมาถูกหัวยายกระต่ายตาโตนั่น...ไม่อยากให้ยายนั่นตื่นตูมเพราะเสียงอะไรก็ตามที่หล่นใกล้ๆ แล้วก็วิ่งหน้าเริดไปจนตัวตายเสียเอง

ถึงยายกระต่ายนั่นจะพูดได้แล้ว...และหวังว่าคงจะหัดสู้ป้องกันอาณาเขตของตัวได้ในไม่ช้า...มันก็ยังไม่น่าจะพอ ถ้าเพียงแต่เขาจะทำอะไรสักอย่างให้อีกฝ่ายได้มากกว่านี้...

มายืนใจลอยอะไรตรงนี้ เสียงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ และเด็กหนุ่มก็รู้ตัวคนพูดโดยไม่ต้องหันไปมอง

มารอสารภาพความในใจกับอาจารย์กระมัง

นี่ ข้ามาพูดด้วยดีๆ เจ้าก็ยวนอีกแล้ว

รูอาร์คชอบยวน เพราะเวลาตอบยวนแล้วอีกฝ่ายจะไม่เซ้าซี้ ไม่อยากซักต่อ นี่เป็นวิธีเบี่ยงประเด็นที่มีประสิทธิภาพในการกันใครๆ ไม่ให้เข้ามายุ่งด้วยในเวลาที่ตนไม่ต้องการ หรือในเรื่องที่ตนไม่อยากบอก

ท่านเบเรคคงไม่ได้ดุเจ้าใช่ไหม เสียงถามของอาเมียร์ลังเล ข้าบอกท่านแล้วว่าเมื่อคืนเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของเจ้า

ลุงกระรอกน้ำตาลไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก เด็กหนุ่มผมแดงตอบเบาๆ เรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นั้น

อีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่งจึงเอ่ย แล้วเจ้าจะไปร่วมงานรับศีลของอาซิซหรือเปล่า เฟย์ลิมบอกแล้วว่าจะไป

พอตื่นมาตอนเช้า พ่อแม่ของอาจารย์ก็บอกเขาว่าจะให้อาซิซไปเข้าพิธีรับศีลแรกเกิดที่อารามในหมู่บ้าน โดยให้ลีชาเป็นแม่ทูนหัว รูอาร์คจึงยิ่งคิดว่าครอบครัวผู้อพยพชาวทะเลทรายนี้พิลึกขึ้นไปอีก

เคยได้ยินว่าพวกคนทรายเคร่งศาสนาที่นับถือเทพเจ้าแห่งทะเลทรายของตนเหลือเกิน แต่บ้านนี้กลับดูเหมือนไม่นับถือเทพเจ้าองค์ใดเป็นพิเศษ วันทำพิธีทางศาสนาก็ไม่มีใครเข้าอาราม แต่คราวนี้พวกเขากลับอยากให้ลูกคนเล็กรับศีลในอารามสุริยเทพ ซ้ำยังให้ผู้หญิงที่ใครๆ ถือกันว่าแปดเปื้อนมาเป็นแม่ทูนหัวของแกอย่างไม่กลัวเคราะห์ร้าย

...เป็นความพิลึกและบ้าบิ่นที่ถูกจริตกระรอกแดงหลงฝูงยิ่งนัก...

ไปสิ เขายักไหล่ ข้าไม่ได้เข้าวัดเข้าวามานาน ไปหาแสงศักดิ์สิทธิ์เผาตัวให้แสบเล่นๆ ก็ดีเหมือนกัน

คนฟังหัวเราะรับ แต่รูอาร์คไม่ได้ขำคำตอบของตน เขากำลังคิด ที่ท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาให้ยายกระต่ายมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กอีกคนแทนลูกของตนเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าพูดในแง่การแก้ปัญหาก็ยังไม่ตรงจุด

ว่าไป เขาก็รู้อยู่ว่าทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดคืออะไร เสียแต่เด็กมันตัวใหญ่เกินไปจนวิ่งราวลำบาก จะให้ไปฆ่าปาดคอยายแก่นั่นกับปู่คนนั้นแล้วเอาตัวเด็กมาดื้อๆ ก็เอิกเกริกเกินไป ยิ่งไม่นับว่าเขาไม่เคยฆ่าคนจริงๆ มาก่อน...ถึงจะใคร่อยากฆ่าหนึ่งในสองคนนั้นอยู่บ้างก็เถอะ

ให้ตายสิ...เล่นวิธีแบบเด็กๆ ไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าวิธีแบบผู้ใหญ่ละก็...

ถึงฤดูร้อนหน้าเขาจะอายุสิบแปด...ถือได้ว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ตอนนั้นกระรอกแดงตัวนี้คงพอทำอะไรสักอย่างให้ยายกระต่ายได้กระมัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #95 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 20:44

    กลับมาแล้วว พอดีลืมFavorite 5555

    #95
    1
    • #95-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 15)
      20 กรกฎาคม 2561 / 21:18
      ขอบคุณที่ติดตามค่ะ ^^
      #95-1