The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,810 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    94

    Overall
    5,810

ตอนที่ 13 : 12 - เคว้งคว้าง "จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 160
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60

บทที่ ๑๒

เคว้งคว้าง

 

ม้าสองตัวยืนประจันหน้าห่างกันราวยี่สิบก้าว ส่วนกลุ่มชายสวมชุดเกราะหนังตีวงล้อมไว้หลวมๆ พวกเขายังไม่ชักดาบออกมา แต่จับด้ามเตรียมไว้อย่างเงียบๆ

ชายบนหลังม้าใต้ซุ้มประตูพูดขึ้นก่อน ไปเสีย เจ้าคนทราย จากนี้ไป เราจะคุ้มกันนางกลับเอง

ดูลัส... เจ้าหญิงตัดสินใจเอ่ย ไม่ใช่ความผิดของเขานะ ข้าเป็นคนขอมาที่นี่เอง ท่าน...คงไม่ห้ามข้าไปเรียนกับเขาอีกใช่ไหม

กระหม่อมขอประทานอภัย แต่กฎต้องเป็นกฎพ่ะย่ะค่ะ

แอชลีนน์เบิกตากว้างที่เขาใช้ราชาศัพท์...ต่อหน้าต่อตาคนนอกซึ่งดูไม่เหมือนทหารองครักษ์ และต่อหน้าอาเมียร์

ทำไม...ทำไมถึงพูดอย่างนั้น!”

ขอทรงวางพระทัย คนเหล่านี้เป็นคนของกระหม่อมเอง พวกเขาเก็บรักษาความลับยิ่งชีวิต ส่วนเจ้าคนทราย... เสียงของดูลัสกระด้างขึ้น ดูจะไม่ตกใจเลย ทั้งๆ ที่เพิ่งได้ยินว่าคนที่มันลักลอบพามาคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ องค์รัชทายาทแห่งธีร์ดีเรแท้ๆ

เด็กสาวหันกลับไปมองอาเมียร์ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดทว่าเรียบเฉย ไร้ความตกใจอย่างที่องครักษ์หนุ่มบอกจริงๆ

อาจารย์... เธอกระซิบ แต่ไม่ทันคำพูดต่อมาของดูลัส

หรือเจ้าจะปฏิเสธ...ว่าไม่ทราบจนกระทั่งข้าเอ่ยพระนามของพระองค์

ข้าคงบอกว่าทราบแน่ชัดตั้งแต่ตอนนั้นไม่ได้ แต่ก็คาดเดาไว้บ้างอาเมียร์ตอบเสียงขรึม

คาดเดา องครักษ์หนุ่มแค่นเสียง ถึงคาดเดาได้แล้วก็ยังทำตัวเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ไม่รู้เลยหรือว่าเจ้าแหกกฎมณเฑียรบาลพอให้หัวขาดได้กี่สิบรอบแล้ว หรือผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับมันหอมหวานเสียจนยอมเสี่ยงขนาดนี้

ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์นะ!” แอชลีนน์แย้ง เขาก็แค่...แค่อยากให้ข้าได้เรียน! ข้าเป็นคนขอไปเรียนกับเขาเอง!”

แต่หากมันฉลาดจนมังกรน้ำเรียกว่า เพชรในตม จริงๆ ก็ย่อมรู้ว่าการกระทำของตัวเป็นภัยแค่ไหน ทั้งต่อมันเอง ครอบครัว และเจ้านายของมันด้วย ดูลัสพูดต่อไป พระราชวงศ์ไม่อาจเรียนร่วมกับสามัญชน เจ้าทราบกฎข้อนี้หรือไม่

ข้าทราบ อาเมียร์รับชัดถ้อยชัดคำ

แต่เจ้าก็ยังทำ

เจ้าหญิงทรงมีพระประสงค์ด้วยพระองค์เอง และทรงอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรให้ แอช มาเรียน ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร

เจ้ารับทำตามนั้น ทั้งๆ ที่ทราบว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ก็คือแอช

ข้าไม่ได้ทราบ แต่คาดเดา

คาดเดาได้แล้วทำไมไม่ถามให้แน่ชัด ดูลัสตั้งคำถาม หากเจ้าคำนึงถึงความปลอดภัยของตน ย่อมต้องถาม แต่เจ้าไม่ถามเพราะทราบดีอยู่แล้วว่านี่คือเจ้าหญิง และเจ้าเห็นผลประโยชน์จากการให้เจ้าหญิงทรงปลอมพระองค์เสด็จมาเรียนกับเจ้า...ร่วมกับคุณชายเฟย์ลิม ยาร์ลาธ หรือเจ้าจะปฏิเสธ

ไม่ คำตอบของอาเมียร์ทำให้เด็กสาวยิ่งประหลาดใจ ข้าเห็นผลประโยชน์จากการนั้นจริงๆ แต่อาจไม่ใช่ผลประโยชน์อย่างที่ท่านคิด ...ข้าอยากให้เจ้าหญิงทรงมีความรู้ความสามารถในการปกครอง เพื่อจะได้ทรงทำให้ธีร์ดีเรเข้มแข็ง ข้าคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของตนในฐานะข้าแผ่นดิน

“‘ข้าแผ่นดิน หรือ อย่ามาใช้คำพูดสวยหรูกล่อมข้าหรือเจ้าหญิงเลย เจ้าคนทราย ราชองครักษ์หนุ่มพูดเหมือนขัน เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้กี่ปี จะจงรักภักดีถึงขนาดยอมเสี่ยงถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเพื่อเรื่องไกลตัวแบบนั้นหรือ

อาเมียร์นิ่งเงียบ สีหน้ากลับแข็งกร้าวจนแทบอ่านไม่ออก

ได้ยินจากพวกชาวบ้านว่าวันนี้น้องเจ้าเกิด ข้ายินดีด้วย แอชลีนน์แปลกใจเมื่อดูลัสเปลี่ยนเรื่องพูด ...แล้วก็เย็นสันหลังวาบกับเนื้อความต่อมา แต่น่าเสียดายที่เด็กนั่นอายุไม่ถึงวัน...พี่ชายก็จะพาให้อายุสั้นเสียแล้ว พ่อแม่พี่น้องเจ้าก็คงอยู่ได้อีกไม่ถึงปีเหมือนกัน

ข้าทำเองของข้า พ่อแม่พี่น้องไม่เกี่ยว เสียงของอาเมียร์ดุดันขึ้น หากข้าทำผิดอะไร ก็ลงโทษข้าคนเดียว แต่ข้าขอถาม...สิ่งที่ข้าทำเป็นโทษหรือ พวกท่านเห็นการสอนวิชาการต่างๆ ให้เจ้าหญิงของท่านเป็นสิ่งเลวร้ายหรือ ข้าตั้งใจสอนให้พระองค์ทรงมีความรู้อย่างแท้จริง มีพยานยืนยันได้ ต่อให้พวกท่านฆ่าข้าในตอนนี้...หรือฆ่าครอบครัวข้าด้วย ความจริงก็ต้องเปิดเผย ท่านเจ้ามณฑลไม่ปล่อยให้คนของตนถูกฆ่าตายล้างบ้าน หรือหายสาบสูญไปเฉยๆ แน่

ชะ...ใช่ เด็กสาวรีบเสริม ถ้าพวกท่านฆ่าเขา ข้าก็จะไม่อยู่เฉยเหมือนกัน ข้าจะบอกท่านน้า...ท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอย มีหรือท่านน้าจะไม่เห็นด้วยกับข้า

ดูลัสจ้องมองทั้งสองนิ่งอยู่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

หากตาไม่ฝาด...เธอคิดว่าเขาเริ่มยิ้มน้อยๆ แต่เป็นยิ้มที่ดูน่ากลัวอย่างประหลาด

สุดท้าย เจ้าก็เอานายเข้าว่าอยู่ดี นึกว่าข้ามองไม่ออกหรือ เจ้าคนทราย ทีแรกข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าถอยกลับดีๆ แล้ว...เจ้ากลับขุดหลุมฝังตนเองเสียนี่

หมายความว่ายังไง อาเมียร์ถาม

หากมังกรน้ำปกป้องเจ้า...หมายความว่าเขาจะไม่เห็นดีกับสิ่งที่เจ้าทำได้ยังไง ใช่สิ...ก็เจ้าให้โอกาสลูกชายจอมเก็บตัวเงียบหงิมของเขาได้ใกล้ชิดเจ้าหญิงแท้ๆ

คอของแอชลีนน์พลันแห้งผาก เธออยากช่วยแย้งแทนเขาเหมือนเมื่อก่อน ทว่าเรื่องตอนได้ยินว่าอาเมียร์เป็นคนขอให้เฟย์ลิมเต้นรำกับเธอ...ซ้ำยังเสนอให้เขาเต้นกับเธออีกรอบกลับผุดขึ้นในสำนึก

หากอาเมียร์ไม่มีเจตนานั้นจริงๆ ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ด้วย

ท่านเบเรคไม่ทราบเรื่องเจ้าหญิง เด็กหนุ่มตอบ

ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาไม่ทราบ

ท่านก็ไปบอกเขา แล้วดูสีหน้าเขาเหมือนที่เพิ่งดูข้าสิ

ดูลัสเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะยักไหล่น้อยๆ

คงไม่ต้องกระมัง แค่ถามจากเจ้าน่าจะได้ความพอแล้ว จงตอบตามตรง เจ้าไม่เคยคิดอยากให้ลูกชายของเจ้ามณฑลยาร์ลาธได้ใกล้ชิดเจ้าหญิงเลยหรือ ยอมรับกันตรงนี้อย่างลูกผู้ชายที่มีศักดิ์ศรี ได้ยินว่าพวกคนทรายหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนไม่น้อย...จนต้องรบชิงมันกันไม่เว้นแต่ละวันเลยนี่

ท่านราชองครักษ์ดูลัส อาเมียร์พูดช้าๆ ข้าเห็นท่านเป็นคนมีศักดิ์ศรี แต่คำพูดกระทบกระเทียบศักดิ์ศรีจอมปลอมเมื่อครู่ทำให้ข้าเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว

ความเงียบทิ้งตัวเนิ่นนาน ชายทั้งสองจ้องมองกันอีกครู่ใหญ่ จนดูลัสพูดขึ้นในที่สุด ข้าเป็นราชองครักษ์ หน้าที่ถวายความปลอดภัยให้แด่พระราชวงศ์สำคัญกว่าศักดิ์ศรี

เช่นนั้น ข้าจะถือว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมา และข้าก็จะตรงไปตรงมากับท่านเช่นกัน เด็กหนุ่มตอบ ผลประโยชน์หลักของข้าคือความรู้ความสามารถที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ได้รับ แต่หากเจ้าหญิงทรงเข้ากับท่านเฟย์ลิมได้ดี และได้ครองคู่กันจริงๆ ...ก็ถือเป็นผลพลอยได้ที่ดีต่ออาณาจักร

เด็กสาวเย็นสันหลังวาบ อยากร้องถามย้ำคำที่ได้ยิน แต่ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งจุกคาในลำคอจนได้แต่ฟังต่อไป

ข้ามีหน้าที่สอนท่านเฟย์ลิม ย่อมคาดหวังให้นายของตนชนะเป็นธรรมดา แต่ข้าไม่เกี่ยงหากผู้อื่นที่มีความสามารถเพียบพร้อมกว่าเขาได้เป็นกษัตริย์ เพราะนั่นเป็นผลดีต่อธีร์ดีเรเช่นกัน

ทั้งๆ ที่หลังเย็นเยียบ ใบหน้าของแอชลีนน์กลับร้อนผ่าว ในหูเหมือนมีลมอื้ออึง...พัดเข้าไป...หมุนวนอยู่ในศีรษะ

เขาสอนเธอเพราะอย่างนี้เองหรือ เห็นเธอเป็นแค่นี้ เป็นตัวหมากราชินีที่คู่กับใครก็ได้...ถ้ามันจะทำให้เจ้าของชุดหมากที่ชื่อธีร์ดีเรได้ชัยชนะ เขาสอนเธอแค่เพราะรู้ว่าเธอคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ หากไม่คาดเดาว่าเธอเป็นเจ้าหญิงก็คงไม่เสียเวลาสอนกันอย่างทุกวันนี้ ไม่เอาใจให้เธอได้มาเที่ยวงานลูคนาซัธที่บ้านเขาแน่ๆ

ไม่อย่างนั้น ทีแรกเขาคงไม่ปฏิเสธคำขอเรียนของเธอโดยอ้างสารพัดเหตุผล ปากบอกว่าอยากรู้ว่าเขาเป็นใครให้ถามอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าเขาอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงไม่ถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันบ้าง

เธอมันโง่...โง่จริงๆ ที่คิดไปว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็นแค่อาจารย์ แต่ใกล้เหมือนเป็นเพื่อนหรือพี่ชายไปทุกขณะ ไม่ใช่เลย...

ข้าเข้าใจว่าอีกเพียงสัปดาห์เดียว เจ้าหญิงก็ต้องเสด็จกลับเมืองหลวงแล้ว ขอให้ท่านอนุญาตให้พระองค์ทรงได้เรียนกับข้าในเวลาที่เหลืออยู่เถอะ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์...”

ต่อธีร์ดีเร...อย่างนั้นสินะ แอชลีนน์ก้มหน้าลงต่อคำพูดเสียเอง ท่านสอนข้าก็แค่เพื่อธีร์ดีเร คิดว่าถ้าข้า...คู่กับใครแล้วเป็นผลดีต่อธีร์ดีเรได้ก็พอแล้ว แต่ไม่คิดถึงใจของข้าบ้างเลย!”

แอช...เจ้าหญิง?” เสียงของอาเมียร์ฟังงุนงง

ท่านไม่ต่างกับพวกนั้นเลย เด็กสาวพูดเสียงแข็ง พยายามทำให้ข้าเป็นไปตามต้องการเพื่อธีร์ดีเร...ไม่ต่างกันแม้แต่นิดเดียว! ไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

ฝ่าบาท เด็กหนุ่มเรียกเธออย่างเป็นทางการ ยิ่งกว่าเรียกเจ้าหญิง แต่เรียกกษัตริย์หรือราชินีผู้ปกครอง พระองค์ประสูติในราชตระกูล กระหม่อมคิดว่าจะทรงทราบเสียอีก...ว่าการเสกสมรสเพื่ออาณาจักรก่อนความต้องการของพระองค์เองเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำนบน้ำตาของเด็กสาวทลายกับคำพูดนั้น...คำที่ใครช่างย้ำนักหนาตั้งแต่เธอยังเด็ก ยังไม่กลายเป็นรัชทายาทพระองค์เดียวเช่นนี้ด้วยซ้ำ

ข้ารู้ แต่ข้าไม่เข้าใจ...แล้วก็ไม่อยากจะเข้าใจด้วย!”

อาเมียร์ถอนหายใจ แล้วพูดราวกับสั่งสอนเธออีกครั้ง

คนในราชตระกูลเกิดมาสุขสบายกว่าคนอื่นๆ ...จึงมีสิ่งที่ต้องตอบแทนให้แก่แผ่นดินกับประชาชนมากเช่นกัน กระหม่อมทราบว่าการแต่งงานตามหน้าที่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้ว่าดีที่สุด หรือมีความสุขที่สุด แต่เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้ พระองค์ควรทรงหวังให้พระสวามีเป็นคนดีที่เข้ากับพระองค์ได้ ทั้งเพื่ออาณาจักรกับความสุขของพระองค์เองด้วย

แล้วท่านเป็นใคร...ถึงมีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้ แอชลีนน์พูดเสียงสั่นกำมือแน่น ท่านจะไปเข้าใจข้าได้ยังไง รู้ไหมว่าคนที่ข้าเกลียดที่สุดเป็นคนแบบไหน...ก็คนที่ชอบทำเป็นรู้เรื่องของข้าดี...ชอบบอกว่าข้าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ยังไงเล่า!”

กระหม่อมแค่ทูลไปตามเหตุผล และความเป็นจริง...”

พอ! ข้าจะไม่ฟังท่านอีกแล้ว! เด็กสาวขึ้นเสียง เสียแรงที่หลงเชื่อใจ! ข้าไม่อยากฟังอีก!

เธอทิ้งตัวลงจากหลังม้าโดยที่เขาไม่ทันคว้า จึงเซเกือบล้มตอนเท้ากระทบพื้น แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็รีบเดินจากไป ครั้นได้ยินเสียงอาเมียร์พูดแผ่วเบาตามหลังมาก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นอีก ...ข้าก็แค่...อยากให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่สงบสุขกว่านี้

แต่ท่านไม่คิดถึงความสุขของข้าเลย!” เธอโต้กลับโดยไม่หันไป

เจ้าหญิงแอชลีนน์...ฝ่าบาทไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงธีร์ดีเรพ่ะย่ะค่ะ

เธอยกแขนขึ้นปาดน้ำตาอย่างเหลืออด แค่ตามหลักเท่านั้น ที่จริงข้าเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่ง...เป็นใบเบิกทางสู่อำนาจที่ใครๆ ก็ต้องการ ทำไมข้าจะไม่รู้

กระหม่อมสอนฝ่าบาท เพื่อให้ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นเบี้ยของพวกเขา ที่ต้องการให้ท่านเฟย์ลิมได้สมรสกับฝ่าบาท ก็เพราะทราบว่าเขาเป็นคนดีที่จะให้เกียรติฝ่าบาท และปกครองธีร์ดีเรโดยไม่ต้องการผลประโยชน์ส่วนตนอย่างแท้จริง

เพราะอย่างนี้...ท่านเลยทำให้พวกเราเป็นเบี้ยของท่านเสียเอง แอชลีนน์ย้อน

ฝ่าบาท...

ไม่ต้อง เธอตัดสินใจตัดบท ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ข้าเข้าใจเจตนาของท่านชัดเจน...และจะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป

เจ้าหญิงก้าวยาวๆ ไปหาดูลัส เขาลงจากหลังม้ามาช่วยส่งเธอขึ้นไป แล้วพูดขอประทานอภัยเบาๆ ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งข้างหลังเธอ

ฝ่าบาท ขอทรงฟัง...”

เพื่อตอบแทนที่ท่านอุตส่าห์รับใช้ ให้ความรู้แก่เราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด แอชลีนน์พูดเพื่อกลบคำขอร้องของเขา ทั้งๆ ที่เกลียดการพูดจาเป็นทางการและเสียดสีเช่นนี้ เราจะไม่ถือโทษท่าน ครอบครัวของท่านจะปลอดภัย แต่จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน

ฝ่าบาท...แอช...

ไปได้แล้ว ดูลัส เด็กสาวหลับตาลง ปล่อยน้ำตาให้หลั่งไหลอาบหน้าขณะที่องครักษ์หนุ่มรับเบาๆ แล้วกระตุ้นม้าให้ควบออกไป

เสียงเรียกแหบโหยของอาเมียร์ถูกทิ้งห่างไว้ข้างหลัง ไกล...ไกลออกไปทุกที ไม่มีเสียงฝีเท้าม้าตามมาเลยแม้แต่น้อย

มีเพียงเสียงของม้าที่เธอนั่งอยู่ เสียงกบที่ร้องระงมโดยไม่นำพาเสียงมนุษย์ และเสียงสะอื้นของตนเอง

ขอทรงอย่ากันแสงเลย ดีแล้วที่องค์หญิงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ จากนี้ไป...หากมีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้ ก็ขอให้ตรัสมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ ดูลัสปลอบโดยไม่แม้แต่จะแตะต้องตัวเธอ สองมือของเขายังจับที่บังเหียน มีแต่ร่างของเธอที่เอนมาถูกตัวเขาตามจังหวะฝีเท้าม้า กระหม่อมจะรับใช้องค์หญิงตามรับสั่งทุกประการ หากมีพระประสงค์จะทราบสิ่งใดที่กระหม่อมทูลได้ กระหม่อมจะรีบทูลพ่ะย่ะค่ะ

เธอไม่ได้ตั้งใจฟังคำพูดของดูลัส ทว่าได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ด้วยความเคว้งคว้าง วันลูคนาซัธอันอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ความดีใจที่ได้เห็นการกำเนิดชีวิตใหม่และช่วยชีวิตนั้นห่างออกไปเหมือนอดีตไกลแสน และเลือนรางเหมือนความฝัน

มีเพียงชายเย็นชาคนนั้นที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ...เหมือนฝันร้ายที่จำได้ติดตากว่าฝันดีหลายเท่านัก

 

หลังจากแอช ราชองครักษ์ดูลัสและคนของเขาไปกันหมด อาเมียร์ยังคงยืนม้านิ่งอยู่ ลังเล ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาพูดความจริงเพราะเข้าใจว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องการมาเรียนเพื่อธีร์ดีเร เขาช่วยเธอตามความต้องการของเธอไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงโกรธ ทำไมหาว่าเขาทำให้เธอเป็นเบี้ยของตน ถึงจะไม่อยากแต่งงาน มันก็เป็นหน้าที่ของเชื้อพระวงศ์ ของรัชทายาทและผู้ปกครอง กระทั่งตัวเขาเองยังเคยต้องยอมรับมาแต่เด็ก

ใช่ เจ้าหญิงอาจต่างจากเขา เธอไม่ได้เป็นรัชทายาทตั้งแต่เริ่มรู้ความ แต่ก่อนหน้านั้น เธอย่อมรู้ว่าตนต้องแต่งงานกับพระราชวงศ์ต่างแดนเพื่อสืบสัมพันธไมตรี แล้วทำไมถึงพาลโกรธแค่เพราะเขาพูดความจริง

หรือจะจริงอย่างที่เสด็จพ่อเคยตรัสไว้ ผู้หญิงไม่ต้องการเหตุผล แต่ต้องการความรู้สึก ไม่ว่าชายาในอนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องพยายามเข้าใจนาง ทำเพียงแสดงออกว่ารักนาง...ตามที่นางต้องการก็พอ

นั่นหมายความว่าเขาควรพูดปด รับรองแข็งขันว่าสอนให้เธอแค่เพราะเธออยากเรียน ถึงต้องแต่งงานการเมืองเขาก็เห็นใจเธอ พร่ำพรรณนาไม่อยากให้เธอไปแต่งงานกับคนที่เธอไม่รักอย่างนั้นหรือ

มันจะไร้สาระไปหรือเปล่า

วันนี้ทั้งวันไร้สาระ เทศกาลเก็บเกี่ยวแล้วเป็นอย่างไร ทำไมเขาต้องมาทำอะไรทั้งหมดนี้ ทำไมต้องขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ให้เทพที่มีสาวกเป็นศัตรูของอาณาจักรตน ทั้งๆ ที่เอาเวลาไปอ่านหนังสือได้ประโยชน์กว่า ทำไมต้องลุกขึ้นเต้นรำทั้งๆ ที่เต้นไม่เป็น ทำไมต้องฝ่าพายุฝนไปตามหมอตำแยให้แม่...ทั้งๆ ที่...พ่อของเด็กต่างหากสมควรไปตาม ทำไมต้องถูกแอชต่อว่าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง...

เสียงฝีเท้าเบาๆ บนดินเฉอะแฉะทำให้อาเมียร์หันขวับไป และเห็นคนที่เขาเพิ่งนึกถึงเมื่อครู่

ท่านอายังคงสวมชุดเดิม ชุดเปื้อนคราบเลือดนั่น ไม่รู้คิดจะตอกย้ำอะไรเขานัก เด็กหนุ่มพยายามข่มความขุ่นเคือง จับสังเกตอีกฝ่ายโดยไม่แสดงพิรุธใดๆ แล้วก็พบว่าอดีตนักรบคาดดาบที่ข้างเอว แสดงว่าไม่ได้ออกมาเดินเล่นธรรมดา

เคียราล่ะ เขาถามอาเมียร์ก่อน

มีคนมารับไปแล้ว เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ ก็ดี ข้าจะได้รีบกลับจวน

เจ้ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยไม่ใช่หรือ ไม่กลับมากินที่บ้านด้วยกันล่ะ

ไม่เป็นไร เด็กหนุ่มปฏิเสธทันควัน ข้ากลับไปกินที่จวนได้

นี่ค่ำแล้ว คนครัวคงดับไฟเข้านอนกันหมด และเจ้าก็จะยอมอดข้าวเอง เพราะไม่อยากให้ใครลำบากตื่นขึ้นมาทำอาหารให้สินะ

อาเมียร์ชะงักที่อีกฝ่ายเดาถูกเผง

เห็นกันมาตั้งแต่เจ้ายังตัวเล็กนิดเดียว ทำไมข้าจะไม่รู้ ถ้าไม่ใช่เรื่องอะไรที่ยอมไม่ได้จริงๆ เจ้าก็เกรงใจใครต่อใครเขาไปทั่ว...ยกเว้นตัวเองนั่นละ ท่านอาถอนหายใจ มาเถอะ ถ้าไม่อยากเห็นข้ามากนัก ข้าหลบไปห้องอื่นก็ได้

ท่านก็เกรงใจใครต่อใครเขาไปทั่ว...ยกเว้นตัวเองเหมือนกันสินะ เด็กหนุ่มย้อน

ชายวัยกลางคนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่น้อยๆ คงใช่ แต่...เพื่อให้ลูกอิ่ม พ่อแม่ทำได้ยิ่งกว่าเกรงใจทั้งคนอื่นและตัวเองไม่ใช่หรือ

อาเมียร์เม้มปากแน่น ห้ามตนเองไม่ให้พูดความจริงที่อีกฝ่ายไม่อยากได้ยิน

เขายังคงเกรงใจท่านอา...ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเลยว่าท่านอาจะปฏิบัติต่อเขาราวกับลูกแท้ๆ ไปทำไม

รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นลูกของหญิงที่ท่านอารักกับชายคนอื่น ท่านอาก็ให้เขาขี่คอในอุทยานตอนเด็กๆ ...วิ่งไปพลางกู่ร้อง วิ่งแข่งกันโดยต่อให้เขานำหน้าไปก่อน ปล่อยให้เขาชนะทั้งๆ ที่ช่วงขาของท่านกว้างกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า ท่านอาเฝ้ามองเขาเติบโต โดยที่ตัวท่านเองไม่เคยแต่งงานมีชายา ท่านอาอาจเห็นเขาเป็นเหมือนลูกชาย แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นความจริงไปไม่ได้

และตอนนี้...ท่านอาก็ได้ลูกชายของตัวเองสมใจแล้วไม่ใช่หรือ จะปลอบว่าเด็กนั่นหน้าตาเหมือนเขาตอนเด็กอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เขาย่อมเหมือนกับเสด็จพ่อเสด็จแม่ ลูกของท่านอาย่อมหน้าเหมือนท่าน กระทั่งลูกผมหยักศกน้อยๆ และรูปหน้าที่ดูมีเหลี่ยมมุมมากกว่าจะเป็นรูปไข่ยังถอดกันมา...

กลับด้วยกันเถอะ อาเมียร์ อดีตนักรบพูดเบาๆ ค่ำแล้ว ถนนเปียกเดินทางลำบาก ค้างที่บ้านสักคืน อย่าให้แม่เป็นห่วงเลย

แม่จะเป็นห่วงหรือ วันนี้แม่คงเหนื่อยมาก อาจนอนพัก ไม่ก็ดูแลให้นมลูกคนใหม่อยู่ จะมาห่วงเขาที่โตแล้ว และดูแลตนเองได้ทำไมกัน

ข้าไม่ได้บอกท่านเบเรคไว้ เด็กหนุ่มหาข้ออ้าง ไม่นานก็ถึงจวน ข้าชินทางแล้ว ดูแลตัวเองได้

อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็เอ่ยช้าๆ ข้า...ออกมาเพราะได้ยินเสียงคนด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเรา ทีแรกไม่แน่ใจ แต่พอพวกเจ้าออกมาถึงได้ยินชัดขึ้น เลยตามมาดู พบว่ารอยของพวกเขามุ่งหน้ามาทางเจ้ากับเคียรา มาถึงนี่ก็เห็นเจ้ายืนม้าอยู่คนเดียว แต่...ไม่ควรประมาทไม่ใช่หรือ

อาเมียร์รู้ว่านั่นเป็นรอยคนของดูลัส ซึ่งไปกันหมดแล้ว และคงไม่ซุ่มทำร้ายเขาให้เกิดเรื่องใหญ่ แต่ไม่คิดว่าควรบอกอีกฝ่ายตามตรง เขาระแวงขึ้นมา...ว่าท่านอาตามมาทันได้ยินเรื่องที่ตนพูดกับดูลัสและเจ้าหญิงแอชลีนน์ด้วยหรือไม่ ทว่าไม่กล้าถามให้ระแคะระคายเช่นกัน

มีอาจารย์สอนดาบเป็นถึงจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร ข้าจะแพ้พวกโจรกระจอกได้ยังไง เด็กหนุ่มย้อนถาม

แต่สิ่งที่เจ้ากลัวอาจทำให้เจ้าเพลี่ยงพล้ำ

ข้าไม่ได้กลัว อาเมียร์แย้ง ก็แค่เกลียด ถึงเวลาจริงๆ ข้าดูแลตัวเองได้

แล้วทำไมถึงชะงักตอนเห็นเสื้อข้าเปื้อนเลือด ท่านอาต้อนเขาอย่างคาดไม่ถึง ทั้งที่เป็นแค่คราบเลือดแห้งนิดเดียวแท้ๆ

...ข้าเป็นห่วงแม่ต่างหาก ถึงยังไงนั่นก็เลือดของแม่

อดีตนักรบเงียบไปอีกครั้ง กระนั้น...เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนได้ยินคำว่า ปากแข็ง สะท้อนซ้ำๆ จากเสียงกบร้อง เคว้งคว้างในอากาศชื้นฝน

ข้าจะไป เด็กหนุ่มย้ำ ท่านกลับไปเถอะ กลับไปดูแลแม่ แล้ว...ข้ายินดีด้วย...ที่ได้ลูกชายคนแรก

อาเมียร์...เจ้าก็เป็น...เดี๋ยวก่อน!”

ท่านอาพูดไม่ทันจบ อาเมียร์ก็กระทุ้งโกลนที่สีข้างม้าให้มันควบออกไป

มือข้างหนึ่งปล่อยสายบังเหียนไปปาดน้ำตาที่รื้นออกมา ขณะที่เขาพยายามรวบรวมความคิดต่างๆ ให้เป็นระบบ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับสารพัดคำพูดที่ตนไม่อยากได้ยินในวันนั้น

รู้ไหม ผู้หญิงเวลาคลอดลูกจะอยากให้พ่อของลูกอยู่ข้างๆ นะ

คิดว่าน้องหน้าเหมือนใครไหม

...พ่อว่าแกหน้าเหมือนเจ้านะ

เพื่อให้ลูกอิ่ม พ่อแม่ทำได้ยิ่งกว่าเกรงใจทั้งคนอื่นและตัวเองไม่ใช่หรือ

ท่านไม่ต่างกับพวกนั้นเลย พยายามทำให้ข้าเป็นไปตามต้องการเพื่อธีร์ดีเร...ไม่ต่างกันแม้แต่นิดเดียว! ไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

ท่านเป็นใคร...ถึงมีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้ ท่านจะไปเข้าใจข้าได้ยังไง รู้ไหมว่าคนที่ข้าเกลียดที่สุดเป็นคนแบบไหน...คนที่ชอบทำเป็นรู้เรื่องของข้าดี...ชอบบอกว่าข้าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ยังไงเล่า!”

ไม่ต้อง ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ข้าเข้าใจเจตนาของท่านชัดเจน...และจะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป

จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน

 

ครั้นกลับถึงจวนและรีบเข้านอน เด็กหนุ่มก็ฝัน...

ไม่ใช่ฝันสีเลือดอย่างเดิม ทว่าบิดเบี้ยวกว่านั้น ในฝันเขากลับเป็นเด็ก เสด็จพ่ออุ้มเขาไว้ ยิ้มและหัวเราะ ทั้งสองไปหาเสด็จแม่ในอุทยาน เห็นเสด็จแม่กำลังยิ้มแย้ม ตัดดอกไม้ใส่ตะกร้าพลางร้องเพลงเบาๆ

ทัมมุซรู้ไหม รักของพ่อแม่เป็นพรอันประเสริฐ อย่าได้คิดว่ามันไร้ค่าเพราะได้มาเปล่าๆ ใครๆ ต่างบอกว่าไม่มีพ่อแม่ใดที่ไม่รักลูก แต่พ่อรู้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น พ่อแม่ที่ชิงชังลูกของตนก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น...จงยินดีเถิดที่แม่ของลูกรักลูกมาก เสด็จพ่อยังตรัสต่อไป ด้วยสีพระพักตร์ที่ยิ่งหมองลง พ่อรู้ว่าแม่รักลูก เพราะแม่ให้นมลูกและร้องเพลงกล่อมลูก ตอนนั้นลูกอาจจำไม่ได้ แต่พ่อเห็น พ่อได้ยิน พ่อจดจำแทนลูก...

อาเมียร์ไม่ได้ถามว่าทำไม...ทว่าไม่จำเป็น เขามองตามสายพระเนตรของเสด็จพ่อ เห็นเสด็จแม่ยิ้มให้เสด็จอาเนมอส ในอ้อมแขนของเสด็จแม่มีทารกคนหนึ่งที่ดูเหมือนเสด็จอาไม่ผิดเพี้ยน

แม่รักลูก...ทั้งๆ ที่แม่ไม่ได้รักพ่อ เสียงของเสด็จพ่อเศร้าสร้อยนัก ปวดร้าวนัก

เสด็จแม่กลับกลายเป็นแม่ในปัจจุบัน...แม่ที่ดูงดงามราวกับทอประกายด้วยความสุข ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์เครื่องประดับล้ำเลิศอย่างราชินี เสด็จอากลายเป็นท่านอาผู้มีแขนเดียว นาสิรากับฟาร์ฮานาห์กระโดดโลดเต้นรอบกายทั้งสอง หัวเราะสนุกสนาน ร้องเรียก น้อง น้อง กับเด็กในอ้อมแขนของแม่

ทุกคนค่อยๆ ลอยห่างไป ทิ้งเขาไว้ ไม่มีใครเรียกเขา ไม่มีใครเห็นหรือจดจำเขา

เขาหันกลับมามองเสด็จพ่อ ไม่เห็นพระองค์ในเครื่องทรงราชาสง่างาม ทรงมงกุฎบนพระเศียรที่มีเกศายาวเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอีกต่อไป กลับเป็นเสด็จพ่อที่ซูบเซียวด้วยโรคฝีดาษ เกศาตัดสั้นแค่คอ ผิวซีดเผือด เส้นเลือดสีดำปูดโปนกระจายจากไหล่ที่มีหัวธนูติดเงี่ยงฝังอยู่ ลามลงไปตามท่อนแขน ลามขึ้นลำคอและใบหน้าซีกหนึ่ง

เสด็จพ่อที่ดูราวกับศพมีชีวิตเงยหน้าขึ้นกระซิบกับเขา ...ทัมมุซ...รอดชีวิต...ให้ได้...

และแล้วพระองค์ก็สลายไป ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากฝุ่นธุลี สีแดงแผ่กระจายจากฝุ่นนั้นเป็นศพอื่นๆ ร่างกายแหลกเหลวอื่นๆ ท่วมทับทุกทิศทาง จนสุดสายตา

ครั้นเขาหลับตา...ความมืดพลันบีบอัดร่างของตน เสียงร้องโหยหวน...เสียงเหล็กฟาดฟันเนื้อและเลือดไปจนถึงกระดูก เขากรีดร้อง...เรียกใครสักคนช่วยที...ใครก็ได้ช่วยด้วย แต่เสียงกลับแหบแห้งในลำคอ

ไม่มีใครปล่อยเขาออกไป...ไม่มีเสด็จอา...ไม่มีเสด็จแม่...พวกท่านมีความสุขกันแล้ว...พวกท่านไม่ต้องจดจำเขา

ทัมมุซไม่ควรรอด อาเมียร์ไม่ควรรอด ทัมมุซจะตาย อาเมียร์จะตาย ทัมมุซตายแล้ว อาเมียร์ตายแล้ว ไม่มีเขา ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย

พลัน...เด็กหนุ่มเห็นเงาร่างของใครอีกคน ใครกันช่างแปลกตา ผู้หญิง สวมชุดของแม่...แต่ไม่ใช่แม่ ผมสีน้ำตาลอ่อนรวบมัดครึ่งศีรษะ ผ้าผูกผมสีแดงกับสีฟ้าสอดสลับกันเหมือนปีกผีเสื้อ เธอผินหน้ากลับมา ดวงหน้าอ่อนเยาว์อย่างเด็กสาว น่ารักสดใส เขาไม่เคยเห็นเธอในแบบนี้ แต่ก็รู้สึกว่าเธองดงามจริงๆ ไม่รู้เพราะเหตุใด...เขารู้สึกว่าเธอต้องการเขา...ตัวตนของเขาจะมีความหมายสำหรับเธอ เขาจะช่วยเธอ...และเธอจะช่วยเขา

อาเมียร์พยายามฝ่าความมืดสีแดงไปหาเธอ มือเท้าของเขาแหวกผ่านอากาศหนาหนัก เชื่องช้าราวกับว่ายผ่านของเหลวข้นหนืด ไปถึงเธอได้สำเร็จ

แต่แล้ว เด็กสาวกลับจ้องเขาอย่างชิงชัง ทิ้งให้เขาได้แต่ยิ้มค้าง คำพูดของเธอเหมือนแส้สะบัด ฟาดลงมา...ฟาดลงมา

ท่านไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว......ข้า...จะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป

จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน

จากนี้ไป...จงลืมเสีย...เราไม่เคยรู้จักกัน

จากนี้ไป...จงลืมเสีย...

จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...

เด็กหนุ่มสะดุ้งพรวด

จากนั้น เขาจึงค่อยๆ รู้สึกถึงลมหายใจผ่าวร้อนรัวเร็ว บาดภายในลำคอจนแสบ

ผมและเนื้อตัวของตนเปียก ฝนหรือ...ไม่ใช่...เหงื่อ ผ้าม่านที่หน้าต่างปลิวน้อยๆ ล้อแสงตะวัน

ชื่อ อาเมียร์ ค่อยๆ กลับเข้ามาในห้วงสำนึก เขายังมีชีวิตอยู่ เขาชื่ออาเมียร์ มีครอบครัวจอมปลอมที่เหมือนไม่มี ถือกำเนิดจากเศษซากของเจ้าชายทัมมุซที่ควรตายไปแล้ว

เด็กหนุ่มลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง ฝนคงตกปรอยๆ อีกครั้งเมื่อเช้ามืด เพราะพื้นห้องใต้หน้าต่างยังเจิ่งน้ำ

ฟ้าวันนี้สวยนัก เป็นสีฟ้างดงามที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง รุ้งกินน้ำปรากฏบนเวิ้งฟ้า ทั้งๆ ที่พายุพัดกระหน่ำเมื่อวาน ในวันลูคนาซัธ

ความทรงจำของวันนั้นหวนคืนมา และทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้างเหมือนตนเองยังอยู่ในพายุ...อยู่ในโลกสีแดง

เขามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ทำทุกสิ่งที่คิดว่าดีต่อธีร์ดีเรไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีใครต้องการเขา ไม่มีใครต้องการสิ่งที่เขาพยายามทำเลย

เฟย์ลิมแค่เรียนไปเรื่อยๆ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พ่อของเขาต้องการ รูอาร์คก็เช่นกัน แอชเล่า...เขาคิดว่าเจ้าหญิงต้องการเรียนเพื่อธีร์ดีเร เขาจึงสอนเธอเพื่อธีร์ดีเรเช่นกัน แต่...ที่จริงเขาก็สอนเพื่อตัวเขาเองด้วยไม่ใช่หรือ เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างความหมายให้กับชีวิตของตนได้อย่างไรอีก

จู่ๆ เด็กหนุ่มก็เสียใจขึ้นมา เขาเสียใจที่แอชไม่เข้าใจ...ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนที่ใกล้เคียงกับเขาที่สุด เป็นรัชทายาทผู้มีหน้าที่ต่อทั้งอาณาจักร น่าขำที่เขาไม่อาจทำหน้าที่ต่ออาณาจักรของตน บัดนี้ก็ไม่เหลืออาณาจักรให้รับผิดชอบ ส่วนเธอมี แต่ไม่ต้องการทำหน้าที่ต่อมัน

ทว่า...ไม่รู้ทำไม เขากลับเสียใจมากกว่าที่เธอบอกว่าไม่อยากพบเขาอีกแล้ว เขาอยากพบเธอ อยากบอก...อะไรสักอย่างที่ตนยังไม่รู้เลย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #79 22710 (@22710) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 01:35
    ขอบคุณมากครับ
    #79
    0