The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,808 Views

  • 125 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    92

    Overall
    5,808

ตอนที่ 14 : 13 - เรื่องของหัวใจ "ความจริงบาดใจคนได้ยิ่งกว่ามีด"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 มิ.ย. 60

บทที่ ๑๓

เรื่องของหัวใจ

 

ถามจริงเหอะ อาจารย์ไปเข้าหาสาวที่ไหนมารึ

...ถามจริงเถอะ เจ้าเคยพูดอะไรที่มันสร้างสรรค์เป็นกับเขาบ้างไหม

อาเมียร์ต้องข่มความหงุดหงิดเต็มที่กับอาการปวดศีรษะและรุมๆ ตามร่างกาย บวกกับฝีปากของลูกศิษย์คนรองซึ่งไม่รีรอที่จะยิงคำถามผิดกาลเทศะใส่เขาในทันทีที่เห็นหน้าในห้องหนังสือ หลังจากเด็กหนุ่มผมดำตื่นสายเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่จวน และต้องเตรียมตัวสอนอย่างเร่งรีบกว่าทุกวัน

โธ่...อาจารย์ ก็รู้ๆ กันอยู่ คนพูดเอียงคอ ใช้สองนิ้วดึงหนังใต้ตาของตนลงมา เห็นได้ชัดว่ากำลังพาดพิงรอยคล้ำใต้ขอบตาจากการนอนไม่พอของอีกฝ่าย อาจารย์ปีนเข้าห้องสาวฉลองคืนวันคลุมถุงชนประจำปีสำเร็จสมใจใช่ไหม จึงได้กลับมานอนตื่นสายสบายอารมณ์ทีเดียว

รูอาร์ค พอเถอะ เฟย์ลิมทำหน้าที่ของตนเช่นเคย แล้วก็หันมาถามเขาอย่างเป็นห่วง อาจารย์เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ ท่านพ่อยังกังวลเลยว่าทำไมอาจารย์กลับดึกเหลือเกิน ตอนไปส่งท่านเคียรามีปัญหาอะไรหรือขอรับ

อาเมียร์ตอบเบาๆ ว่าไม่มีอะไร แล้วก็ออกตัวเรื่องเสียงแหบของตนว่าคงเป็นหวัด

ชายหนุ่มดูเหมือนจะเชื่อ และอวยพรตามธรรมเนียมให้เขาหายไวๆ ขณะที่รูอาร์คลอบมองเขาเหมือนมีความคิดบางอย่างในใจ ยิ่งเมื่อยี่สิบนาทีผ่านไป เด็กหนุ่มผมดำตอบคำถามของเฟย์ลิมถึงแอช...ว่ามหาดเล็กหนุ่มคงมาเรียนไม่ได้อีกเพราะเหตุจำเป็นบางอย่าง

 

ถามจริงเหอะ อาจารย์ทะเลาะกับเจ้าเปี๊ยกเหรอ พอคล้อยหลังเฟย์ลิม รูอาร์คก็ตั้งคำถามใส่อาเมียร์ที่บ่อน้ำหลังเลิกเรียน เด็กหนุ่มผมดำไม่ทันคิดคำตอบ อีกฝ่ายก็พูดต่อเบากว่าเดิม ข้ารู้ว่าเจ้าเปี๊ยกนั่นที่จริงเป็นยายเปี๊ยก แล้วก็เป็นคนเดียวกับคุณพี่สาวเคียราด้วย

พูดอะไรบ้าๆ อาเมียร์ตัดสินใจปฏิเสธดื้อๆ เขาเป็นพี่น้องกัน จะเป็นคนเดียวกันไปได้ยังไง

เอาเป็นว่าข้ารู้แล้วกันว่าเป็นคนเดียวกัน รูอาร์คพูดพลางเอนพิงขอบบ่อ เมื่อวานนางสารภาพรักกับอาจารย์ แต่อาจารย์ดันซื่อบื้อพูดอะไรผิดหูนางใช่ไหม ถึงได้งอนหนีหน้าไปอย่างนี้

เด็กหนุ่มผมดำได้แต่จ้องอีกฝ่ายเขม็ง อยากปฏิเสธก็กลัวถูกย้อนอะไรประหลาดๆ อยากถีบคนปากอยู่ไม่สุขลงไปนอนแช่น้ำเล่นก็กลัวมันตีลังกาผิดท่าคอหักตายที่ก้นบ่อ ให้เขาเสียงานแถมกลายเป็นฆาตกรโดยไม่ได้ตั้งใจ...แต่มีเจตนา

ไม่ใช่เรื่องของเจ้า สุดท้ายอาเมียร์ก็ตัดสินใจเข่นเสียง พูดมากนักข้าจะสั่งคัดลายมือเพิ่ม!”

ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนา รูอาร์คยักไหล่ จะได้สั่งให้คัดลายมืออยู่เรื่อย ที่จริง...เรื่องความรักนี่ข้าว่าข้าเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านหลายขุม ไม่รู้เหรอว่าที่ผู้หญิงชอบแอบมองเราบ่อยๆ เข้ามาคุยด้วยบ่อยๆ แล้วก็อยากรู้เรื่องของเราไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอยากมาเจอพ่อแม่พี่น้องเราแสดงว่าชอบ ยิ่งขอมางานเทศกาลด้วยกันแล้วขอเต้นรำด้วยนี่ ใครมองไม่ออกก็ก้มหัวลงกัดหญ้าจากพื้นมาเคี้ยวเอื้องได้แล้ว

เด็กหนุ่มผมดำฟังด้วยสีหน้ามืดมนขึ้นทุกที แม้ในใจจะเริ่มสะกิดว่าพฤติกรรมทั้งหมดที่รูอาร์คว่ามาเป็นสิ่งที่แอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ทำกับเขาทั้งนั้น

แต่อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าหญิง จะมาสนคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขาในเชิงรักใคร่ได้อย่างไร ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าตนเองต้องแต่งงานกับคนอื่น เธอคงแค่โกรธเขาเพราะเอาความรู้สึกนำหน้าเหตุผลเท่านั้นเอง

อาเมียร์คิดอย่างนั้น จนกระทั่งรูอาร์คยกความเห็นของตนมาเสนอต่อไป

แล้วผู้หญิงเขาก็ชอบเรื่องรักต้องห้าม ไม่เชื่ออาจารย์ลองอ่านดูสิ ละครบทกลอนตำนานรักที่นิยมในหมู่สตรีน่ะเรื่องแนวนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสองตระกูลแค้นกันมาแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่คู่พระนางรักกันปานจะกลืนกิน ลูกศิษย์สาวไร้เดียงสารักอาจารย์มากประสบการณ์ เจ้าหญิงสูงส่งรักนักรบต่ำต้อย หัวใจมันก็เหมือนฝน นึกจะรักจะตกเมื่อไรที่ไหนก็เกิด ใครจะบังคับหรือห้ามได้ มันก็เหมือนฝนตกในทะเลทรายนั่นละ ต้องสองสามปีตกทีให้ดอกไม้บานแวบเดียว ไม่ก็ไปกระหน่ำในที่ที่ตกเท่าไรต้นไม้ก็ไม่งอก ถึงจะท้าทายความเป็นฝน

อาเมียร์บังคับตนเองให้มองผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาความรักในทัศนะของสตรี และอุปมาเปรียบเปรยความรักกับฝนอย่างพิสดารด้วยสายตาเย็นชาที่สุด แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเข้าตัวอีกฝ่ายไม่ให้ทำเป็นอวดรู้สั่งสอนเขา

เจ้าก็ชอบเรื่องรักต้องห้ามเหมือนกันละสิ ถึงได้ไปวอแวคนที่บ้านข้าไม่เลิก

เอ...ข้าไม่ได้ชอบแม่อาจารย์นะ คนตอบไม่วายยวน แม่อาจารย์สวยจริงๆ แต่ข้าไม่อยากถูกพ่ออาจารย์สับเป็นท่อนๆ ...น้องๆ อาจารย์ก็น่ารัก ฟาร์ฮานาห์หัวอ่อนบอบบางไปหน่อย แต่นาสิราสิหัวไวขี้เล่นน่าสน ถึงอย่างนั้น ข้าขี้เกียจรอสาวคนไหนตั้งสิบกว่าปีหรอก

อย่ามาทำไขสือ เด็กหนุ่มพูดเสียงแข็งขึ้น เจ้าก็รู้ว่าข้าพูดถึงลีชา

รูอาร์คไม่พูดอะไร กลับก้มลงเด็ดก้านหญ้ามาคาบเล่นในปาก

ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ลีชาไม่ใช่คนที่เจ้าจะทำเป็นเล่นๆ ด้วยได้...อย่าว่าแต่คิดจริงจังเลย เจ้าไม่รู้หรอกว่านางผ่านอะไรมาบ้าง

นาสิราบอกข้าแล้ว ว่านางเคยถูกพวกโจรจับไป เด็กหนุ่มผมแดงพูดเสียเองด้วยเสียงเคร่งขรึม และหันมามองเขาด้วยสายตาแฝงนัย แล้วข้าก็มีวิธีสืบเรื่องที่กลาสเดลของข้า

อาเมียร์พยักหน้าแล้วก็ตัดสินใจเล่าให้สิ้นเรื่องราว ตั้งแต่เรื่องที่สามีของลีชาถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาเธอ แล้วเธอก็ถูกพวกโจรจับไป...พูดไม่ได้นับแต่นั้น...ถูกขับไล่จากบ้านสามี...ถูกเปิดโปงว่าเคยเป็นหญิงกลางคืน...ถูกพรากลูก...ถูกพวกชาวบ้านทำเหมือนตัวเสนียดจัญไร เขาเล่าไป ขณะที่ผู้ฟังเคี้ยวก้านหญ้าไปเรื่อยๆ โดยเบือนหน้าไม่ให้เขาเห็น

ข้าพูดเพราะไม่อยากให้เจ้าซ้ำเติมนางอีก ลีชาทุกข์ทรมานเกินไปแล้ว เด็กหนุ่มสรุปในที่สุด ถ้าเจ้าคิดจะหลอกนางเล่นทั้งๆ ที่รู้เรื่องพวกนี้ เจ้าจะไม่ต่างจากพวกที่เคยทำร้ายนางเลย แต่ต่อให้เจ้าคิดจริงจังกับนาง...จะรับปากได้หรือว่าสามารถยอมรับเรื่องทุกอย่างของนาง และจะทำให้ญาติๆ ที่เป็นขุนนางของเจ้า รวมทั้งคนอื่นๆ ยอมรับนางในฐานะภรรยาของเจ้าอย่างถูกต้องได้

รูอาร์คพ่นก้านหญ้าหงิกงอออกจากปาก แล้วหันมาให้เขาเห็นสีหน้าเคร่งขรึมต่างจากทุกครั้ง

บอกตรงๆ ข้าไม่เคยคิดจะแต่งงานกับลีชา...จนอาจารย์พูดขึ้นมานี่ละ ขอบคุณที่ชี้โพรงให้กระรอกก็แล้วกัน

นี่เจ้า!” อาเมียร์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งจึงเริ่มโมโห ด้วยเชื่อว่ามันแกล้งเขาแน่นอน

ก็รู้อยู่ว่าเขาพูดให้เลิกคิดทำอะไรบ้าๆ ไม่ใช่คิดอะไรบ้าบอขึ้นกว่าเดิม ...แต่พอจะบอกให้เลิกล้อเล่นเสียที อีกฝ่ายก็พูดต่อไปด้วยเสียงราบเรียบ ข้ายังไม่รู้...ว่ากระรอกกับกระต่ายจะมาอยู่ด้วยกันได้ยังไง แต่ก็นะ กระรอกแดงตัวหนึ่งอยู่กับฝูงหนูตรอกมาเป็นปีๆ ก่อนย้ายมาอยู่กับฝูงกระรอกน้ำตาลยังมี ถึงจะเข้ากับทั้งสองฝูงไม่ได้เลยก็เถอะ

เจ้าพูดอะไรของเจ้า เด็กหนุ่มผมดำกลับงงมากกว่าโกรธ ข้าไม่เข้าใจ

ไหนๆ อาจารย์ก็กรุณาเล่าเรื่องของลีชาให้ฟังแล้ว ข้าจะเล่านิทานสุดบัดซบเรื่องหนึ่งให้อาจารย์ฟังเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน

ว่าแล้ว คนบอกว่าจะเล่าก็เริ่มเรื่องโดยไม่รอคำตอบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว จ่าฝูงกระรอกสีน้ำตาลมีน้องสาวสุดรักตัวหนึ่ง พ่อแม่พี่ชายคาดหมายให้นางครองคู่กับกระรอกน้ำตาลอีกตัวที่คู่ควรกัน แต่นางกระรอกเกิดไปชอบกระรอกแดงต่ำต้อย จึงหนีออกจากฝูงกระรอกน้ำตาลไปด้วยกัน

กระรอกแดงไม่มีฝูง ทั้งสองหนีพวกกระรอกน้ำตาลไปไกลถึงเมืองใหญ่ อยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ลูกกระรอกแดงอีกตัวก็เกิด ความบัดซบเริ่มมาเยือนเมื่อพ่อกระรอกแดงถูกแมวตะปบไปกิน แม่กระรอกน้ำตาลพยายามหาอาหารเลี้ยงลูกจนป่วยหนัก แล้วก็ตายตามพ่อกระรอกแดงไปอีกตัว เจ้าลูกกระรอกแดงไร้ญาติเลยถูกพวกหนูตรอกเก็บไป ฝึกให้ขโมยถั่วงาคนอื่นมาเลี้ยงพวกมันจนอ้วนพี

...แล้วลูกกระรอกแดงก็คงขโมยเขากินไปเรื่อยๆ จนตัวตาย ถ้าวันหนึ่งมันไม่บังเอิญขโมยถั่วของลุงกระรอกน้ำตาลเข้า ลุงกระรอกน้ำตาลสะกิดใจเพราะไอ้ลูกกระรอกแดงหน้าตาคล้ายกระรอกน้องสาว เลยเก็บมันมาชุบตัวเข้าฝูงกระรอกน้ำตาล แต่เพราะอับอายเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้อง จึงแต่งเรื่องว่าลูกกระรอกแดงเป็นลูกของตัวเองที่ไปเกิดนอกฝูง

สุดท้าย กระรอกแดงก็ไม่มีที่อยู่ของตัวเองจริงๆ นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

เด็กหนุ่มผมดำเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเบาๆ ...เจ้าคือกระรอกแดงตัวนั้นหรือรูอาร์ค

คนถูกถามไม่พยักหน้า ไม่สั่นศีรษะ แต่ยักไหล่น้อยๆ แทบเหมือนไร้ความหมาย

อาเมียร์ตระหนักว่ารูอาร์คมีเค้าหน้าสีผมไม่เหมือนท่านเบเรค ท่านหญิงภรรยา หรือแม้แต่เฟย์ลิมกับฟิเดลมา  และเด็กหนุ่มก็ทำตัวเหมือนไม่ชินกับธรรมเนียมกฎเกณฑ์ของชนชั้นขุนนางมาแต่เดิม แต่ถึงอย่างนั้น...

ข้าว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามัน...น้ำเน่าเกินไปกระมัง เหมือนจับเล็กผสมน้อยมาจากอะไรต่อมิอะไรหลายเรื่องมากกว่า

งั้นข้าซื้อความเชื่อของอาจารย์แทนได้ไหม เด็กหนุ่มผมแดงฉีกยิ้ม แล้วก็ชูของบางอย่างให้เขาเห็นชัด

อาเมียร์เบิกตาโพลง ครั้นแล้วก็รีบตะปบข้างเข็มขัดของตน...แต่พบเพียงความว่างเปล่า ถุงเงินข้า!”

เขานึกไม่ออกว่ารูอาร์คฉกมันไปตั้งแต่เมื่อไร ตอนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มผมแดงเดินวนไปมารอบๆ และเฉียดเข้าใกล้เขาสองสามครั้ง แต่อาเมียร์ไม่รู้สึกเลยว่าถูกอีกฝ่ายแตะต้องตัวอย่างมีพิรุธตอนไหน

รูอาร์คโยนถุงเงินคืนให้เขา ข้าไม่ได้ทำแบบนี้มานานหลายปี...แต่ก็ยังจำได้ขึ้นใจ ถ้ามีผู้หญิงเคราะห์ร้ายอย่างลีชาอยู่ในโลกนี้สักคน กระรอกแดงบัดซบอย่างข้าจะมีอยู่ในโลกนี้สักตัวไม่ได้เชียวหรือ

...ก็จริง เด็กหนุ่มผมดำรับขณะผูกถุงเงินไว้ที่เดิม กระนั้นยังยืนยันประเด็นของตน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้ากับลีชาจะคบหาหรือแต่งงานกันได้นี่

ตอนนี้ข้าไม่ได้คิดถึงขั้นคบหาหรือแต่งงานกับนางเลย รูอาร์คตอบง่ายๆ แค่คิดว่า...นางเหมือนใครที่ข้าเคยรู้จักเท่านั้นเอง

แม่...หรือ อาเมียร์สันนิษฐาน

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ เด็กผู้หญิงน่ะ ข้าไปเจอตอนอายุเก้าขวบกระมัง เห็นขาเจ็บนั่งหมอบตัวสั่นอยู่มุมตึก ไม่พูดจาทำตาโตๆ ดูน่าสงสาร ข้าเลยเอาขนมไปให้ แล้วพามาทำแผล ไปๆ มาๆ ก็พานางมาอยู่ด้วย...ถึงตอนแรกพวกหนูตรอกจะไม่ยอมก็เถอะ

อ้าว!” เด็กหนุ่มผมดำอุทาน แล้วพ่อแม่นางอยู่ที่ไหน ไม่ว่าอะไรหรือ

ไม่ว่ากระมัง ไม่เห็นโผล่หน้ามาเลย ก็เหมือนพวกเรามีแค่กันและกันในรังของพวกหนูตรอกนั่นล่ะ ข้าบอกนางได้ทุกเรื่อง นอนกอดนางไว้ทุกคืน เราใกล้ชิดกันจนไม่มีอะไรต้องปิดบังต่างฝ่ายอีก

อาเมียร์เริ่มทำสีหน้าไม่ถูก เมื่อเรื่องฟังหมิ่นเหม่ศีลธรรมขึ้นทุกที

แล้ววันหนึ่ง...นางก็ตาย

เป็นอะไรตายหรือเด็กหนุ่มรีบถาม

ไอ้พวกหนูตรอก เสียงของรูอาร์คเคร่งเครียดพอๆ กับแววตา มันฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่ พอข้ากลับมาก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว นางจากไปแล้ว นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้าย...ข้าก็ลุกขึ้นมาไล่ถลุงพวกมัน แต่ตอนนั้นข้าเป็นแค่เด็กเก้าขวบ ลงท้ายก็โดนพวกมันถลุงจนหมอบกระแตเสียเอง

อาเมียร์เห็นอีกฝ่ายกำมือแน่น น้ำเสียงตอนท้ายแทบเค้นออกมาจากคอ ทำให้คิดว่าเรื่องที่เขาเล่าน่าจะเป็นจริง ข้า...เสียใจด้วย

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่น้อยๆ ช่างเถอะ เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ข้าพอปลอบตัวเองได้ว่าส่วนหนึ่งของนางยังอยู่ในตัวข้า แล้วก็...คงจะช่วยทำให้ข้าโตขึ้นบ้างกระมัง

ข้าไม่รู้เลย... อาเมียร์พึมพำเบาๆ เจ้าต้องเจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เด็ก คงฝังใจมากสินะ

เขาพอเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดรูอาร์คจึงได้ติดใจเรื่องของลีชานัก กระนั้นยังเห็นสมควรห้ามเด็กหนุ่มผมแดงไม่ให้ตีสนิทกับเธอจนเกินไป แต่ครั้นจะเอ่ยปาก รูอาร์คก็ชิงพูดเสียก่อน ฮื่อ...จนวันนี้ข้ากินสตูว์กระต่ายไม่ลงอีกเลย

หือม์ อาเมียร์ขมวดคิ้ว สตูว์กระต่ายมาเกี่ยวอะไรด้วย

อ้าว อาจารย์ยังไม่รู้อีกเหรอ เด็กหนุ่มทำหน้าทะเล้นอีกครั้ง เด็กที่ข้าพูดถึงนั่นน่ะ...ลงไปอยู่ในท้องข้าเรียบร้อยหลายปีแล้ว

อ้าว!” คนฟังขมวดคิ้ว นี่เจ้าพูดถึงกระต่ายรึ

ก็ใช่น่ะสิ ข้าบอกหรือว่าพูดถึงเด็กผู้หญิงที่เป็นคน

เจ้ากะล่อน!” อาเมียร์นึกอยากยันหลังนักเล่านิทานลวงโลกขึ้นมาจริงๆ สักเปรี้ยง แต่รูอาร์คก็รีบก้าวฉับๆ ไปอีกทางทันควัน

ข้าคิดว่าลีชาก็เหมือนกระต่ายนั่นแหละ อาจารย์ กระต่ายที่ตื่นกลัว ไม่กล้าให้ใครเข้าใกล้ ข้าแค่อยากให้นางเลิกตื่นคนเสียที...เพราะนางอยู่แบบนี้ต่อไปชั่วชีวิตไม่ได้แน่

อาเมียร์เห็นด้วยกับเหตุผลนั้น แต่ทว่า... รูอาร์ค! อย่ายุ่งกับนางอีกเลย! นางกลัวผู้ชายทุกคนไปแล้ว! ต่อให้เจ้าอยากช่วยนางจริงๆ...ก็อาจจะทำร้ายนางมากกว่า!”

ไม่ลองก็ไม่รู้ รูอาร์คยักไหล่อยู่ไกลๆ อาจารย์นั่นละ อยากช่วยใครแต่เผลอไปทำร้ายเขาหรือเปล่า ถูกเขางอนหนีหน้าแล้วยังไม่ตามง้ออีก ระวังถูกโกรธไปชั่วชีวิตล่ะ

รูอาร์ค!” อาเมียร์เรียกไล่หลัง ทว่าเด็กหนุ่มผมแดงเดินจากไปเสียแล้ว ทิ้งเขาไว้ที่บ่อน้ำเพียงลำพังกับคำพูดที่ตนพอเดาออกว่าหมายถึงอะไร แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นความจริง

หรือจะบอกว่าหวังไม่ให้เป็นความจริงดี

 

แปลกจริง อาเมียร์ วันนี้มาแต่หัววันเชียว หญิงสาวที่นั่งเอนอยู่บนเตียงพูดยิ้มๆ เมื่อเด็กหนุ่มเข้ามาในห้อง

วันนี้ข้าพักเลยแวะมาเยี่ยม เอาชุดของแม่มาคืนด้วย อาเมียร์ตอบพลางเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่ง ครั้นไม่เห็นเด็กทารกในเปลหลังเล็กที่เพิ่งตั้งข้างเตียงก็ถาม น้องล่ะ

ลีชาอุ้มออกไปเดินเล่น

ลีชานี่นะ เขาถามอย่างประหลาดใจ

จ้ะหญิงสาวพยักหน้า คงเพราะไปกับนาสิรากับฟาร์ฮานาห์กระมัง นางเลยกล้าออกไปข้างนอกบ้าง

ข้าเห็นนาสิรากับฟาร์ฮานาห์เล่นกับเด็กคนอื่นๆ อยู่ แต่ไม่เห็นลีชาเลยอาเมียร์แย้ง

...อย่างนั้นหรือ แม่รับอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้ดูกังวล แต่ดีแล้วละ ถ้านางออกไปข้างนอกคนเดียวได้แสดงว่าอาการดีขึ้น...แม่คิดว่าอย่างนั้นนะ

ฮื่อ... เขารับลอยๆ แล้วจึงส่งชุดกระโปรงที่พับเรียบร้อยให้ท่าน เคียราฝากบอกว่าขอบคุณมาก

นั่นเป็นประโยคเดียวที่แอชเขียนบนกระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่งพับแนบมากับชุดที่ซักเรียบร้อยและตลับยา ผู้นำชุดมาส่งให้เขาที่ประตูจวนดูเหมือนจะเป็นคนของดูลัส สีหน้าของชายคนนั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก เพียงดูก็รู้ว่าไม่มีวันให้คำตอบใดมากกว่าที่นายสั่งให้พูด

ตอนนั้นอาเมียร์ยังไม่พอใจองครักษ์หนุ่ม แต่เมื่อตรองดูทีหลัง เด็กหนุ่มก็รู้ว่าอีกฝ่ายเพียงยกเรื่องครอบครัวของเขาขึ้นมาขู่เพื่อล่อให้พาดพิงถึงท่านเบเรค แต่ไม่นึกว่าแอชจะโกรธเพราะคำพูดของเขาเสียเอง

หากดูลัสวางแผนให้เด็กสาวตัดสินใจเลิกมาเรียนกับเขาด้วยตนเอง อาเมียร์ต้องยอมรับว่าชายหนุ่มเป็นคนที่มีความคิดอ่านรอบคอบจนน่ากลัว แต่คำพูดขององครักษ์หนุ่มตรงไปตรงมา แววตาบอกว่าทำไปเพื่อปกป้องเจ้าหญิงของตน มากกว่าฉวยผลประโยชน์ในฐานะผู้เข้าทดสอบ เด็กหนุ่มจึงไม่ถือโทษโกรธเขานัก เขาคิดว่าหากตนเป็นอีกฝ่าย คงไม่ไว้ใจคนต่างชาติที่รอบรู้ผิดปกติเช่นเดียวกัน

อาเมียร์เสียงเรียกของแม่ดึงเขาจากความคิด มีอะไรหรือเปล่า ทำหน้าเหมือนคิดหนักเชียว

เอ้อ ไม่มีอะไรขอรับ อาเมียร์ตอบ ข้าก็แค่...คิดเรื่องงานอยู่

ทำงานหนักไปหรือเปล่า แม่ว่าลูกน่าจะพักผ่อนให้มากขึ้นนะ สีหน้าดูไม่ดีเลย

เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มอ่อนๆ ให้ท่านสบายใจขึ้น สองสามวันนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ ซ้ำเป็นไข้หวัดเพราะพายุ จะดูอิดโรยย่อมไม่แปลก ...แต่เขาก็ไม่บอก และเพียงแต่รับว่าจะทำตามนั้น แม่จึงเปลี่ยนเรื่องพูด

วันหลัง ลูกชวนเคียรามาที่บ้านอีกสิจ๊ะ ท่านเสนอ แม่ว่านางน่ารักดีนะ นี่ไปรู้จักกันได้อย่างไรหรือ

นางคงมาไม่ได้หรอก ไม่กี่วันเจ้าหญิงก็จะเสด็จกลับแล้ว อาเมียร์รีบอ้าง ที่จริง ข้าเพิ่งเจอนางวันนั้นวันแรกเอง แอชฝากให้นางมาเที่ยว ข้าก็รับคำเขามา

นัยน์ตาสีอำพันของผู้เป็นแม่กลับมองเขาอย่างสงสัยและพินิจพิเคราะห์

อย่างนั้นหรือ แม่เห็นพูดคุยเหมือนสนิทกัน เลยคิดว่าน่าจะรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นเสียอีก

อาเมียร์ทั้งชื่นชมและลำบากใจไปพร้อมกันที่สายตาของแม่แหลมคมเหลือเกิน แต่ก็ได้แต่สบตากับท่านแล้วตอบ

นางสนิทกับแอชมาก เขาคงเอาเรื่องของข้าไปพูดให้ฟังบ่อยกระมังเด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องพูดไม่ให้ดูเป็นพิรุธ เอ้อ น้องได้ชื่อหรือยังขอรับ

แม่บอกว่ายังและรอถามเขาอยู่ว่ามีชื่อในใจไหม เด็กหนุ่มจึงตอบปฏิเสธไป แม้ที่จริงเขาจะยอมรับกับตนเองว่ามี แต่นั่นเป็นชื่อที่ตนอยากเอ่ยเพื่อเตือนใครคนหนึ่งที่ดูมีความสุขเต็มประดากับกำเนิดของแกต่างหาก

เอาเถิด คงดีแล้วที่ท่านอามีลูกชายสืบสายเลือดจริงๆ ไว้ฝากความหวังและเลี้ยงดูให้เป็นไปตามต้องการแทนที่เขา อย่าให้เขานำชื่อของเสด็จพ่อมาทำให้ความสุขของทั้งสองต้องมัวหมองเลย

ถ้าอย่างนั้น...แม่จะตั้งชื่อน้องให้คล้ายๆ อาเมียร์นะ ชื่อ...อาซิซ...เป็นอย่างไรจ๊ะ

อาซิซ...ก็ดีขอรับ เขาพยายามยิ้มน้อยๆ

อาซิซ...ผู้เป็นที่รัก และ ผู้ทรงอำนาจ นับว่าเป็นชื่อที่มีความหมายดี คงดีกว่าอาเมียร์อันหมายความว่า เจ้าชาย หรือ ผู้ปกครอง เด็กหนุ่มเลือกมันเป็นชื่อใหม่ของตนเพื่อตอกย้ำมิให้ลืมชาติกำเนิดเดิมแทนที่ทัมมุซ...เดือนแห่งฤดูใบไม้ผลิ...ซึ่งเคยได้ยินใครๆ บอกว่าเสด็จแม่ตั้งให้

แม่พูดคุยเรื่อยเปื่อยให้เขาฟัง เรื่องในบ้าน เรื่องน้องคนเล็ก แล้วไม่นานก็ลุกจากเตียง บอกว่าจะไปทำอาหารกลางวัน เด็กหนุ่มจึงอาสาช่วยปอกมันฝรั่ง ขณะที่หญิงสาวนวดแป้งทำขนมปังอยู่ข้างๆ

ความคิดของอาเมียร์ยังคงล่องลอย แวบหนึ่งเหมือนจะเข้าใจว่าเหตุใดแอชจึงโกรธ แต่ครู่ต่อมาก็กลับไม่เข้าใจ จับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ รู้สึกแน่เพียงว่าบางสิ่งติดคาอยู่ในใจของตน

เขารู้สึกดีกับเธอ อย่างน้อยก็หวังดีต่อเธอในฐานะลูกศิษย์ที่สอนมา ไม่อยากให้จากไปโดยไม่ได้ปรับความเข้าใจกันอย่างนี้เลย

แต่จะปรับความเข้าใจอย่างไรเล่า เด็กหนุ่มไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเช่นใด เขาเชื่อว่าตนทำเพื่อธีร์ดีเร ตอนนี้ก็ยังเชื่อเช่นนั้น เขารู้ว่าตนมีเหตุผลรองรับครบถ้วน ทว่าหากแอชยังเอาแต่ใช้อารมณ์เป็นหลักก็คงพูดกันไม่รู้เรื่อง

หรือเขาควรขอโทษเธอ ...แต่ที่จริงก็ไม่รู้สึกว่าตนผิด ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น...

นิ้วพลันแสบแปลบ

อาเมียร์ร้องเบาๆ ทั้งมันฝรั่งและมีดพลันตกกระทบโต๊ะ เขาก้มลงเห็นรอยบาดที่ปลายนิ้วและหยดสีแดงที่เริ่มใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมทั่วคลองจักษุ เปลี่ยนครัวให้เป็นสีแดง...ดึงเขาไปสู่โลกสีแดงที่มีแต่กองซากศพ...

อาเมียร์ เป็นอะไร มีดบาดหรือ

เด็กหนุ่มได้ยินแม่ถามแว่วๆ แต่ไม่ทันตอบ สีแดงก็หายไป มือของแม่กับผ้าสีนวลปิดทับมันไว้

อาเมียร์กัดริมฝีปากเมื่อตั้งสติได้อีกครั้ง แผลคงไม่ใหญ่ เขาไม่ได้เจ็บมากแต่แสบจนรำคาญ และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภาพเลือดแค่หยดเดียวจึงทำให้ตนมีอาการหนักหนาถึงเพียงนี้

แม่ล้างแผลให้ขณะที่เขาหันไปทางอื่น ก่อนจะนำยามาพอกให้และพันผ้าปิดทับ อาเมียร์ยืนกรานว่าตนไม่เป็นไร และจะช่วยทำอาหารต่อ แต่แม่กลับพาเขามานั่งที่โต๊ะและตั้งคำถาม ลูกมีเรื่องอะไรในใจใช่ไหม บอกแม่ได้หรือเปล่า

ทีแรกเด็กหนุ่มยืนยันว่าไม่มี เขาเพียงแต่ใจลอยธรรมดา ทว่าดวงตาแน่วนิ่งห่วงใยของแม่ทำให้ลังเล

ที่จริงเมื่อก่อนมีเรื่องอะไรเขาก็ปรึกษาแม่ตลอด แม่เคยกอดปลอบเขาในคืนที่ฝันร้ายถึงสีแดงพวกนั้น แม่เป็นคนแรกที่เขายอมให้รู้ว่าตนกลัวเลือด อาเมียร์เพิ่งตั้งคำถามว่าตนถอยห่างจากแม่ตั้งแต่เมื่อไร...และเพราะอะไรกัน ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าแม่จะมีน้องกับท่านอาหรือ...เพราะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่แม่รักและให้ความสำคัญที่สุดอีกต่อไปหรือ

นั่นเป็นความคิดที่เด็กและไร้เหตุผลสิ้นดี ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้เขาไม่อยากให้ท่านรู้เพราะเรื่องนี้ควรเป็นความลับ แม่เองเพิ่งพักฟื้นจากคลอด อย่าให้ท่านต้องเครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของเขาเลย

อาเมียร์ แม่พูดอ่อนโยน ถ้ามีเรื่องที่ติดอยู่ในใจ หาทางออกไม่ได้ มีคนฟังก็ดีกว่าไม่มีใครไม่ใช่หรือ

เด็กหนุ่มก้มหน้า เขายังคงลังเลแต่ใจเริ่มคล้อยตาม แม่น่าจะให้คำแนะนำเขาได้ ...ไม่อย่างนั้นเขาก็ยังได้ระบาย การเก็บเรื่องทุกอย่างมาเป็นวันๆ ช่างอึดอัดใจเหลือเกิน

ข้า...ก็แค่คิดว่า...ข้าควรขอโทษใครสักคนหรือเปล่าเขากลืนน้ำลายฝืดๆ ข้า...ไม่คิดว่าข้าทำผิด แต่เขาโกรธข้า แล้วข้าก็ไม่อยากถูกใครโกรธไปนานๆ

อาเมียร์เล่าโดยไม่พาดพิงชื่อใคร เขาบอกว่ารู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอต้องแต่งงานกับคนที่เหมาะสมตามความเห็นของคนรอบข้าง เด็กหนุ่มจึงอยากให้เธอแต่งงานกับชายที่เขารู้จักและเห็นว่าเป็นคนดี และพยายามให้ทั้งสองทำความรู้จักกันจะได้เข้ากันได้ แต่ถึงแต่งงานกับชายคนอื่นที่ดีไม่แพ้กัน เขาก็จะยังยินดี ทว่าพอเธอรู้ว่าเขาคิดอย่างนี้ก็โกรธ

นั่นเองที่เขาไม่เข้าใจ เพราะถึงอย่างไร เธอก็ควรยอมรับความจริงได้นานแล้ว

ตลอดเวลาที่เขาพูด แม่นิ่งเงียบ สายตาครุ่นคิดเลื่อนลอย

คนดีที่เข้ากันได้ พูดคุยกันได้ ไม่ได้เป็นคนที่ใจของเรารักเสมอไปนี่ลูก สุดท้ายท่านก็เอ่ยช้าๆ

แต่...ทุกคนเลือกแต่งงานกับคนที่รักไม่ได้เสมอไปนี่ขอรับ อาเมียร์แย้ง ถ้าอย่างนั้น...สู้เลือกคนที่เป็นคนดี เข้ากันได้จะไม่ดีกว่าหรือ

อาเมียร์ แม่สบตากับเขา น้ำเสียงเริ่มเคร่งขรึมขึ้น เรื่องจะรักใครหรือแต่งงานกับใคร ไม่ใช่เรื่องที่เราควรตัดสินแทนคนอื่น ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเขาเองหรอก

แต่ถ้าเลือกแต่งงานด้วยความรักไม่ได้ ก็เลือกคนดีที่เข้ากันได้นี่ขอรับ เหมือนคราว...เสด็จพ่อกับแม่...

หญิงสาวถอนหายใจยาว แม่กับเขาเข้ากันไม่ได้มากกว่าที่ลูกคิดนะ เราเพิ่งตกลงกันได้หลังจากลูกเกิดมาเท่านั้นเอง...ว่าจะทำหน้าที่ของต่างฝ่ายให้ดีที่สุดเพื่อลูก

เขานิ่งอึ้ง ห้วงลึกของใจยังเจ็บแปลบ...ทั้งๆ ที่ตระหนักได้ก่อนหน้านี้แท้ๆ ว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่ปรึกษากันเรื่องราชการบ้านเมืองได้ พูดคุยยิ้มแย้มหัวเราะต่อหน้าเขาได้ แต่ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิด ไม่เคยจับมือ โอบกอด หรือจุมพิตกันให้เขาเห็นสมกับเป็นสามีภรรยาเลย

ผิดกับตอนที่แม่อยู่กับท่านอา

เราแต่งงานกันตามความต้องการของคนอื่น เสียงของแม่นุ่มนวล ราวกับกลัวเขาพังทลายลงมาเพราะคำพูดนั้น แต่ตลอดสิบกว่าปีที่อยู่กับเขา แม่ก็มีความสุขนะ แม่มีความสุขที่มีอาเมียร์เป็นลูกของแม่...ที่แม่ได้ช่วยเหลือใครๆ เท่าที่แม่ทำได้ แล้วแม่ก็เข้าใจเขา เขาเป็นคนที่น่าเห็นใจในหลายๆ ด้าน ต้องกดดันกับเรื่องต่างๆ ที่บอกใครไม่ได้มาตลอด...ต้องแต่งงานการเมืองหลายต่อหลายครั้งจนชินชา แม่รู้ว่าเขาอยากรู้จักความรัก...แต่ก็ทำได้เมื่อสายเกินไป

ตอนนี้พ่อรักแม่...เพราะพ่อพบว่าแม่เป็นคนที่มีน้ำใจงามเหลือเกิน แต่การแต่งงานของเชื้อพระวงศ์หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความรัก พ่อจะไม่บอกว่าการแต่งงานโดยไม่ได้รักกันเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะพ่อทำให้แม่แท้ๆ กับแม่เล็กหลายๆ คนของทัมมุซเป็นทุกข์ด้วยเรื่องนี้มามากแล้ว ถ้าเป็นไปได้...พ่ออยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกอย่าง ไม่ต้องให้ใครมาแต่งงานกับพ่อโดยที่เขาไม่ต้องการ แต่ลูกก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

อาเมียร์นึกถึงคำที่เสด็จพ่อเคยบอกเขา ซึ่งสอดคล้องกับที่แม่เพิ่งพูด เสด็จพ่อคงรู้ว่าตนเองรักเสด็จแม่ในตอนที่ตระหนักว่าเสด็จแม่ไม่อาจรักพระองค์ได้ เสด็จแม่มีชายอีกคนอยู่ในใจก่อนเป็นชายาของเสด็จพ่อ และพระมารดาของเจ้าชายทัมมุซเสียอีก

นั่นหมายความว่า...หากแต่งงานกับคนดีที่ไม่ได้รัก เจ้าหญิงแอชลีนน์อาจรู้สึกเช่นเดียวกับเสด็จแม่ใช่ไหม และรัชทายาทที่เกิดมาก็คงสังเกตเห็น รอยร้าว ที่ไม่ควรมีในครอบครัวตนได้ในวันหนึ่งเหมือนกับเขา

แต่นั่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพระราชวงศ์ไม่ใช่หรือ เสด็จพ่อยังตรัสต่อเขาในฐานะเจ้าชายรัชทายาทให้เตรียมใจยอมรับการแต่งงานตามความเหมาะสม เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองแท้ๆ

แม่รู้ว่าเขาเคยบอกลูกให้ยอมรับการคลุมถุงชน แม่เอ่ยต่อราวกับล่วงรู้จิตใจ นั่นเป็นสิทธิ์ของลูก หากลูกยอมรับได้ในตอนนั้นก็อาจจะดีต่อลูกเอง แต่คนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับ ลูกไม่อาจก้าวก่ายหรือบังคับให้เขายอมรับได้

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็น่าจะ...พยายามยอมรับให้ได้ไม่ใช่หรือขอรับ

ลูกรู้แน่หรือว่าเลี่ยงไม่ได้ แม่ถามทันควัน การเปลี่ยนแปลงอาจยากลำบาก ต้องใช้ความกล้ากับความเข้มแข็งมากเพื่อให้สำเร็จ แต่ผลอาจดีกว่ายอมจำนนแค่เพราะคิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ จำตอนที่แม่คิดสร้างอารามฮอว์ธอร์นให้นางคณิกาพึ่งพิงได้ไหม พวกขุนนางคัดค้านหัวชนฝา เพราะเขาคิดไปก่อนแล้วว่าปัญหานางคณิกามีมาเนิ่นนานจนแก้ไขไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะยอมรับ แม่รู้ว่าสิ่งที่แม่ทำไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของปัญหา และไม่อาจช่วยพวกนางได้ทุกคน แต่หากไม่ทำก็จะช่วยพวกนางไม่ได้แม้แต่คนเดียว แม่จึงต้องทำ

อาเมียร์ค่อยๆ คิดตามคำอธิบายของแม่ ...เหตุที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องแต่งงานการเมืองเป็นเพราะพระองค์ไม่สามารถปกครองธีร์ดีเรได้ตามลำพัง เหตุที่ปกครองตามลำพังไม่ได้...ใครๆ บอกว่าเป็นเพราะพระองค์เป็นผู้หญิง

แต่เดี๋ยวก่อน...

หากเสด็จแม่สามารถเป็นผู้สำเร็จราชการหลายครั้งในยามเสด็จพ่อออกศึก และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าขุนนางหลายๆ คน แล้วทำไมผู้หญิงเพียงลำพังจะปกครองไม่ได้

พวกขุนนางอาจอ้างว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่มีความรู้ความสามารถ จึงต้องคัดเลือกพระสวามีมาช่วยปกครอง แต่ก็ควรรู้ว่าการทดสอบอาจทำให้บ้านเมืองแตกแยก เกิดการแบ่งฝ่ายหมายแย่งชิงอำนาจสูงสุดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ...เจ้าหญิงเสียอีกเห็นทางแก้ที่ตรงยิ่งกว่า จึงมาหาเขาเพราะอยากมีความรู้สามารถปกครองด้วยตนเอง กระนั้น เขายังเชื่อว่าเธอคนเดียวไม่สามารถยกเลิกการทดสอบได้ จึงยอมรับการคัดเลือกพระสวามีไปโดยปริยาย และพยายามสนับสนุนเฟย์ลิม ทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้เป็นราชาหรือไม่ด้วยซ้ำ

ทว่านั่นเป็นสิ่งที่เจ้าหญิงแอชลีนน์หรือเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ มิใช่หรือ คนเพียงสองคนจะทำได้อย่างไร...ในเมื่อมีบรรดาขุนนางนับร้อยเป็นปรปักษ์...

ข้าทำไม่ได้ เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ เรื่องใหญ่เกินไป ถึงอยากช่วยนางเปลี่ยน...ก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ข้าไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรทั้งนั้น กระทั่งเสียงของแอชเองพวกเขายังไม่ฟัง แล้วจะฟังข้าได้อย่างไร...

แม่จับมือของเขาพร้อมกับยิ้มเฝื่อนๆ

เราทำไม่ได้ทุกอย่าง แก้ไขไม่ได้ทุกอย่างก็จริง แต่เมื่อทำให้ใครโกรธ ไม่สบายใจ หรือเสียใจ คำคำหนึ่งยังเป็นสิ่งที่เราพูดได้ไม่ใช่หรือ แม่ไม่อยากให้ลูกทำอะไรเกินตัว เพียงแต่เข้าใจ...และเอ่ยคำง่ายๆ ออกมาจากใจจริงก็พอ

อาเมียร์ก้มหน้าลง นึกคำคำนั้นออกอย่างง่ายดาย แม้จะยังลังเลว่าควรพูดหรือไม่

จะให้เขาขอโทษทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าตนผิดหรือ

ลูกอาจคิดว่าสิ่งที่ลูกพูดมีเหตุผลถูกต้องทุกอย่าง แต่นึกถึงความรู้สึกของผู้ฟังบ้าง ความจริงบาดใจคนได้ยิ่งกว่ามีด...ลูกน่าจะรู้ดีที่สุด แม่...ขอโทษนะที่ต้องพูดอย่างนี้

เด็กหนุ่มกลั้นน้ำตา พยายามตอบว่าไม่เป็นไร

เขานึกได้ว่าจริงอย่างที่ท่านพูด แม่เพิ่งบอกความจริงที่บาดใจเขา...เจ็บปวดยิ่งกว่ามีดที่เพิ่งบาดปลายนิ้ว และแม่ก็ขอโทษ หากแอชรู้สึกเช่นเดียวกับเขา...เขาก็ควรทำเช่นเดียวกับแม่ไม่ใช่หรือ

 

ถึงแอช

ข้าเขียนจดหมายถึงเจ้าด้วยชื่อนี้ เพราะอยากบอกเจ้าในฐานะลูกศิษย์ ไม่สิ เพื่อนคนหนึ่งมากกว่าเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเร ข้าอยากบอกว่าข้าขอโทษ ในทุกการกระทำที่ทำให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจ

ข้าควรคิดถึงความรู้สึกของเจ้าให้มากกว่านี้ และไม่ควรพูดอย่างวันนั้นเลย ข้ารู้ว่าคงขอโทษช้าไป แต่ก็หวังว่าเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น ข้าขอบอกตามความสัตย์จริง ถึงไม่รู้ว่าเจ้าเป็นเจ้าหญิง ข้าก็จะสอนเจ้าเหมือนเดิมเพราะรู้ว่าเจ้าอยากเรียนจริงๆ และข้าก็อยากให้สิ่งที่ข้ารู้เป็นประโยชน์ต่อเจ้ากับคนอื่นๆ ได้บ้าง ข้าพยายามมอบให้เจ้าสุดความสามารถแล้ว และเชื่อว่าเจ้ายังศึกษาต่อเองได้โดยไม่ต้องพึ่งข้า หรือแม้แต่ใครๆ ต่อแต่นี้ หากใครบอกว่าเจ้าหัวไม่ดีหรือหัวช้า ก็อย่าเก็บมากังวลเลย เจ้าเรียนรู้เร็วแล้ว เจ้ามีวิธีเรียนรู้ของเจ้า และสามารถหาวิถีทางของเจ้าเองได้ ข้าเชื่อเช่นนั้น

ข้าขออวยพรให้เจ้าเข้มแข็ง ยืนหยัดฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการจนทำสำเร็จสมความตั้งใจให้จงได้ และข้าจะรอวันที่เจ้าได้เป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งธีร์ดีเร

ด้วยความหวังดีเสมอ

อาเมียร์

 

เย็นวันต่อมา เด็กหนุ่มไปยังอารามที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ประทับอยู่ และบอกยามที่เฝ้าหน้าประตูว่าขอพบราชองครักษ์ดูลัส

ชายคนนั้นเดินออกมาด้วยสีหน้าเฉยเมยเหมือนทุกครั้ง แม้จะดูประหลาดใจเล็กน้อย เจ้ามาที่นี่ทำไมอีก

ข้าอยากขอโทษแอช

เจ้าหญิงทรงไม่มีพระประสงค์จะพบเจ้าอีกต่อไป ไม่เข้าใจหรือ

ถึงพระองค์จะทรงไม่มีพระประสงค์ที่จะพบหน้าข้า ก็คงจะไม่รังเกียจข้าถึงขนาดรับจดหมายขอโทษไม่ได้ใช่ไหม

อาเมียร์ยื่นจดหมายส่งให้เขา แต่ดูลัสยังไม่รับ เพียงชายตามองกระดาษตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าคิดว่าข้าจะนำมันไปถวายเจ้าหญิงจริงๆ หรือ

หากไม่ไว้ใจว่าข้าเขียนอะไร ท่านจะเปิดอ่านก่อนก็ได้   เด็กหนุ่มตอบหนักแน่น ข้าไม่ได้อยากเรียกร้องให้เจ้าหญิงเสด็จมาอีก เพียงแต่อยากให้พระองค์ทรงหายไม่สบายพระทัยด้วยเรื่องใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับข้า และข้าเชื่อว่าท่านย่อมต้องการเช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มสบตากับอาเมียร์ด้วยสายตาเรียบเฉยราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเด็กหนุ่ม แล้วจึงค่อยๆ รับกระดาษพับนั้นมาคลี่อ่านเพียงครู่เดียวก็พับเก็บ ใช่ ความสบายพระทัยของเจ้าหญิงคือสิ่งที่ข้าต้องการที่สุด

ขอบคุณ และลาก่อน เด็กหนุ่มค้อมศีรษะน้อยๆ ตามธรรมเนียม แต่ไม่ทันเดินไป อีกฝ่ายก็เรียกเขา

เดี๋ยว

อาเมียร์หันกลับมาอย่างประหลาดใจ

เมื่อวันก่อน ที่พูดเรื่องครอบครัวของเจ้ากับศักดิ์ศรีของคนทราย ข้าขอโทษ คำพูดของดูลัสทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า ถึงจะทำเพื่อความปลอดภัยและพระเกียรติของเจ้าหญิงแอชลีนน์ มันก็เป็นคำพูดที่ไม่น่าฟังจริงๆ

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ...ดูลัสน่ะหรือขอโทษเขา ทั้งๆ ที่ต้อนเขาเสียจนถูกแอชโกรธไปมากมาย แต่ชายหนุ่มก็ทำตามหน้าที่กฎระเบียบ ไม่ใด้ใช้อำนาจบาตรใหญ่เหมือนนายอำเภอที่กลาสเดลไม่ใช่หรือ

อาเมียร์คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดแบบขอไปที เพราะถึงสีหน้าจะเรียบเฉย ดูลัสก็ใช่จะดูไม่เป็นมิตร เด็กหนุ่มเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา

อาเมียร์เชื่อว่าธีร์ดีเรต้องการคนเช่นนี้ คนที่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ความถูกต้อง แม้ต้องใช้วิธีที่ไม่ประนีประนอมใคร

ไม่เป็นไร อาเมียร์ตอบ ข้ารู้ว่าท่านทำตามหน้าที่

ก็ดี ดูลัสรับสั้นๆ ข้าหวังว่า...ที่เจ้าพูดว่าทำตามหน้าที่ของข้าแผ่นดินจะเป็นความจริงเช่นกัน

ว่าแล้ว องครักษ์หนุ่มก็กลับเข้าไปในอาราม เด็กหนุ่มจึงผละไปอีกทาง เขายังคิดอยู่ว่าดูลัสอาจทำลายจดหมายทิ้งเสียโดยไม่ให้ผู้รับรู้เรื่องหากเห็นว่านั่นเป็นหน้าที่ของตน...แต่มันยังเป็นทางเลือกเดียวที่เขาทำได้เพื่อให้แอชรู้ความในใจของเขาและสบายใจขึ้นบ้าง ตัวเขาเองจะได้สบายใจขึ้นเช่นกัน

 

ทว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่ติดต่อมาเลยจนกระทั่งถึงกำหนดเสด็จกลับ กระนั้นอาเมียร์ก็ทำใจรับเรื่องนี้ไว้แล้ว

เรื่องใหญ่อีกเรื่องต่างหากที่เขาไม่ได้ทำใจรับ เมื่อเย็นวันหนึ่งท่านอาควบม้าวิ่งห้อมาที่จวน พูดพลางหอบว่าลีชากับอาซิซหายไปจากบ้านตั้งแต่บ่าย ตะวันจวนตกดินแล้วยังไม่กลับมาเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น