The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,816 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    100

    Overall
    5,816

ตอนที่ 12 : 11 - กำเนิด "เจ้าช่วยชีวิตคนนะ เคียรา ตั้งสองชีวิต..."

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    23 มิ.ย. 60

บทที่ ๑๑

กำเนิด

 

หลังจากวางช่อแบลเบอร์รีเป็นเครื่องเซ่นบนหินใหญ่ตรงเนินเขา รวมกับของที่ชาวบ้านคนอื่นๆ วางอยู่ก่อน คณะเดินทางก็กลับลงมาพร้อมกับผลไม้สีน้ำเงินลูกเล็กเท่าปลายก้อยในตะกร้าจำนวนลดหลั่นกันไป อย่างรูอาร์คเดินลงมาไม่ถึงครึ่งทางก็พร่องไปเกือบค่อนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ของคนอื่นๆ นอกจากนั้นยังเหลือมากอยู่

แอชลีนน์ไม่ค่อยชอบผลแบลเบอร์รีป่าสดๆ เพราะพวกมันเปรี้ยวเข็ดฟันกว่าของที่ซื้อจากงานออกร้าน แต่ท่านสิมาบอกก่อนพวกเขาออกมาว่าจะเคี่ยวทำแยมให้หวานขึ้น เธอจึงตั้งหน้าตั้งตารอแยมที่หญิงผู้มากวัยกว่าบอกว่าจะแบ่งให้ เพื่อนำไปฝากดูลัสกับเคียราตัวจริงเป็นของขวัญลูคนาซัธด้วย

ด้านรูอาร์คพยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อม หว่านล้อม ชักจูงลูกชายของคนเคี่ยวแยมให้หมักเหล้าแบลเบอร์รีเพิ่มอีกอย่าง แต่ถูกอาเมียร์ปฏิเสธเสียงแข็งตั้งแต่แรก

บ้านข้าหมักเหล้าไม่เป็น ไม่รู้จะหมักไปทำไมด้วย ทั้งบ้านก็มีแต่พ่อคนเดียวที่ดื่มเหล้าบ้าง เจ้าอยากดื่มก็ไปขอหรือซื้อคนอื่นแทนเถอะ

โธ่ อาจารย์ เขาว่ากันว่าเหล้าแบลเบอร์รีดีต่อคู่รักนักหนา รายไหนรายนั้นดื่มด้วยกันเป็นต้องรีบแต่งงานในเร็ววัน ท่านไม่ลองเอาไปจีบสาวบ้างหรือ

แอชลีนน์ฟังสรรพคุณแล้วก็ทำสีหน้าไม่ถูก อดคิดไม่ได้ว่ารูอาร์คจะนำเหล้าที่ว่าไปจีบสาวหรือมอมสาวกันแน่ เฟย์ลิมซึ่งสังเกตสีหน้าของเธอพอออกจึงปรามน้องชายตามเคยไม่ให้ทะลึ่งตึงตังเกินไปเพราะมีผู้หญิงกับเด็กอยู่ด้วย

ครั้นกลับถึงบ้านของอาเมียร์ราวเที่ยง ทุกคนก็ร่วมรับประทานอาหารกลางวันซึ่งเบากว่ามื้อเช้า แต่ยังหรูหราพอดู ประกอบด้วยขนมปังอบร้อนๆ แบลเบอร์รีที่เพิ่งเก็บมา น้ำผึ้ง และเนยสดที่ทำจากนมวัวของเช้าวันนั้น ซึ่งถือเป็นเคล็ดนำโชคอีกอย่างของงานเทศกาล

พอตกบ่าย รูอาร์คก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนทุกคนไปเต้นรำรอบกองไฟที่ลานกลางหมู่บ้าน แต่ท่านซิอ์บุล ท่านสิมา กับลีชายังคงตั้งใจจะอยู่ที่บ้าน กลุ่มที่ไปยังลานรอบกองไฟจึงเป็นกลุ่มเดิมกับกลุ่มเก็บแบลเบอร์รีตอนเช้า

 

ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า แต่เสียงดนตรีดังมาแต่ไกล เมื่อเข้าใกล้ลานเต้นรำแอชลีนน์ก็เห็นว่ากองไฟถูกจุดขึ้นแล้ว ที่ริมลานมีนักดนตรีซึ่งเป็นชาวบ้านกันเองเล่นซอ ขลุ่ย กับกลองเป็นเพลงเร็วทำนองสนุกสนาน จบแต่ละเพลงแล้วจึงเปลี่ยนคู่เต้นสักครั้งหนึ่ง ในงานนี้มีธรรมเนียมว่าต้องเลือกคู่เต้นด้วยการจับมือที่ยื่นลอดรูบนแผ่นไม้ออกมา ถ้าเป็นคู่รักที่สนิทกันจนจำมือได้ หรือทำสัญลักษณ์กำกับไว้ก่อนก็จะเลือกคู่ได้ตรง...หากว่าไม่มีใครตั้งใจตัดหน้า

ทั้งหกมาถึงเมื่อเพลงจบ และมีเสียงประกาศพอดี

 ตาผู้ชายเลือก!” คนประกาศตะโกนเสียงดัง ก่อนจะโบกไม้โบกมือ เรียงแถวๆ หญิงซ้ายชายขวา

ข้าเต้นรำด้วยได้ไหม ข้าอยากเต้นกับพี่อาเมียร์...นะ...นะ นาสิราเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายอย่างตื่นเต้น และฟาร์ฮานาห์ก็รับทันที

ข้าด้วย...ข้าก็อยากเต้นกับพี่อาเมียร์เหมือนกัน

ได้สิ...จำมือพี่ไว้ให้ดีล่ะ อาเมียร์กางมือที่มีนิ้วเรียวยาวของตนให้ดูชัดๆ หาให้เจอ แล้วจับไว้ให้ได้ด้วย

อื้อ เด็กหญิงทั้งสองรับไล่ๆ กัน

แต่ถ้าไม่เจอ ต้องเต้นกับคนที่จับมือเราจนจบเพลง ไม่งอแงนะ สัญญา เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง ชูนิ้วก้อยทั้งสองมือให้นาสิรากับฟาร์ฮานาห์เกี่ยวก้อยคนละข้าง

สัญญาค่ะ เสียงตอบดังไล่กันสองเสียง อาเมียร์ยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ปัดเศษหญ้าจากเข่าก่อนจะหันมาทางคนอื่นๆ

ไหนๆ พวกเราก็จับได้สามคู่พอดี ลองมาเต้นรำสลับกันสักหน่อยไหม

ขอรับ เฟย์ลิมตอบทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

...ก็ดีนะ แอชลีนน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรับ บางที...ถ้าเป็นอย่างนี้เธอคงมีโอกาสเต้นรำกับเขาบ้าง

สามคน...แต่มีเด็กอยู่สองนี่นะอาจารย์ รูอาร์คบ่น ให้ข้าได้เต้นกับสาวๆ บ้างไม่ได้หรือ

ไว้รอบหลังๆ ก็ได้นี่ อาเมียร์ตอบง่ายๆ เห็นเขาว่ามีเต้นรำถึงค่ำถึงดึกเลยไม่ใช่หรือ ช่วยเป็นคู่เต้นให้น้องข้าไม่กี่รอบก็พอแล้ว

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่แล้วเดินตรงไปยังฟากของผู้ชายโดยไม่รอคำตอบ ยังผลให้คนอื่นๆ แยกย้ายไปกันบ้าง

แอชลีนน์พานาสิรากับฟาร์ฮานาห์ไปยังฟากของผู้หญิง หลายคนยิ้มแย้มทักทายเด็กหญิงทั้งสองเป็นอย่างดีและช่วยอุ้มให้ทั้งสองยื่นมือลอดแผ่นไม้เป็นคนแรกๆ ของแถว ต่อจากนั้นคนอื่นๆ ก็คะยั้นคะยอให้แอชลีนน์ยื่นมือเป็นคนต่อไป ใจของเด็กสาวเต้นตึกตัก ไม่รู้เลยว่าชายคนใดจะจับมือของตน

มือนั้นใหญ่ อบอุ่น...และไม่สากกร้านมากนัก

มีเสียงประกาศให้แต่ละคู่เดินออกมา อาเมียร์คู่กับฟาร์ฮานาห์ รูอาร์คคู่กับนาสิรา เจ้าหญิงเดินมาถึงปลายฉากไม้ และพบว่าคู่ของตนคือเฟย์ลิม เขายิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่งมือให้เด็กสาวอย่างสุภาพ แล้วจูงเธอไปยังลาน

นักดนตรีรอจนทุกคนได้คู่เต้นเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มบรรเลง

เฟย์ลิมโค้งคำนับ ส่วนเธอถอนสายบัว จากนั้นเขาก็ก้าวเข้ามา จับมือกับโอบสะเอวเธอไว้หลวมๆ ตามแบบการเต้นรำในราชสำนักที่เธอคุ้นชิน แต่เมื่อเด็กสาวเหลือบมองคู่อื่นๆ ก็ตกใจเมื่อพบว่าไม่มีใครตั้งท่าเริ่มต้นแบบเธอกับเฟย์ลิมเลยสักคน

พวกเขาไม่จับมือกัน แต่กระโดดซอยเท้าอยู่กับที่ และวนรอบคู่เต้นเป็นเส้นโค้งไขว้ไปมา ปรบมือหรือประกบมือเป็นบางครั้งขณะที่สวนกัน ไม่ใช่การเต้นรำแบบที่เธอเรียนมาแม้แต่น้อย

กระนั้น ชายหนุ่มก็สามารถก้าวเท้านำตามจังหวะเพลงได้อย่างพอเหมาะ ทั้งๆ ที่เพลงนั้นเร็วกว่าเพลงเต้นรำปกติสำหรับงานในวังพอสมควร ไม่นานแอชลีนน์จึงวางใจและเต้นตามอย่างมั่นใจ

เธอนึกถึงการซ้อมเต้นรำออกงานกับเสด็จพี่ไอลีช ซึ่งบางครั้งก็มีความคิดแผลงๆ ประเภทเร่งทำนองเพลงเร็วจี๋จนเธอแทบปลิวตามแรงมือ แต่คงเพราะตอนนี้แอชลีนน์โตแล้ว และฝึกซ้อมการต่อสู้เป็นประจำในช่วงที่ผ่านมา เธอจึงไม่เหนื่อยนักกับการเร่งจังหวะเช่นนี้ ซ้ำพบว่านี่เป็นการเต้นรำที่สนุกสนานกว่าในวังเหลือเกิน

เธอไม่ต้องระมัดระวังความถูกต้องของท่าทาง ไม่ต้องวางตนอย่างสำรวมเรียบร้อย การเต้นรำครั้งนี้ไม่ใช่หน้าที่ทางสังคม แต่เป็นการละเล่นอย่างแท้จริง

ในอ้อมแขนของเฟย์ลิม เด็กสาวแทบลอยอยู่ในลานเต้นรำ เขาสบตากับเธอ ค่อยๆ ยิ้มกว้างขึ้นเหมือนกับสนุกตามไปด้วย เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าสายตาของคู่เต้นอื่นๆ เริ่มมองทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงกลองดังรัวเป็นสัญญาณว่าใกล้จบเพลงแล้ว และเฟย์ลิมยืดแขนออกไปให้เธอหมุนตัวเป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อนั้น แอชลีนน์จึงเห็นสายตาหลายคู่จ้องมองตนเป็นตาเดียว ยังผลให้เธอชะงักค้างก่อนจะตั้งท่าจบและก้มหน้าลงมองพื้น เธอไม่รู้ว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวด้วยความละอายหรือความเหนื่อยที่ยังทำตนเองให้หอบน้อยๆ มากกว่ากัน

พลันเสียงปรบมือดังขึ้น...

เพียงคนสองคนในทีแรกก่อนจะขยายเป็นทั้งวง มีใครบางคนตะโกนว่า เยี่ยม! เยี่ยม!” เสียด้วยซ้ำ

คุณชายเฟย์ลิม...เต้นรำกับเจ้าหญิงให้ได้อย่างนี้นะขอรับ! เจ้าหญิงต้องประทับใจแน่ๆ !

เสียงหัวเราะและพูดคุยฮาเฮยังดังต่อไปอีกครู่ แอชลีนน์ทำอะไรไม่ถูก รู้เพียงไม่อยากเป็นเป้าสายตา จึงปล่อยมือจากเขา แล้วรีบก้าวยาวๆ ออกจากลาน แต่ชายหนุ่มก็ตามมาในไม่ช้า

ท่านเคียรา ข้าขอโทษขอรับ ตกใจหรือเปล่า

น...นิดหน่อย เด็กสาวตอบทั้งที่ยังก้มหน้า ข้า...ข้าไม่นึกว่าที่นี่เขาเต้นรำไม่เหมือนกับที่ข้าเรียนมา

ข้าก็เต้นอย่างพวกเขาไม่เป็นขอรับ เฟย์ลิมบอกง่ายๆ อาจารย์เลยบอกให้เต้นคู่กับท่าน เขาบอกว่าท่านมาจากเมืองหลวง คงเรียนเต้นรำมาแบบเดียวกับข้า แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่เต้นกันเร็วขนาดนี้ ท่านคงเหนื่อยแย่เลย

ไม่หรอกค่ะ แอชลีนน์เงยหน้าขึ้นตอบยิ้มๆ แม้จะสะกิดใจกับคำพาดพิงถึงคนแนะนำ ที่จริงข้าสนุกมาก ขอบคุณนะคะ

หามิได้ ข้าก็เหมือนกันขอรับ

ตาผู้หญิงเลือก!” หัวหน้าวงดนตรีขานอีกครั้ง หญิงซ้ายชายขวา เข้าแถวได้!”

เฟย์ลิมหันไปมองคู่เต้นอื่นๆ ซึ่งบ้างก็เพิ่งเดินไปยังฉากไม้ บ้างก็เดินไปก่อนที่จะมีคนบอกเสียอีก แล้วจึงหันมาสบตากับเธออีกครั้ง

อยากเต้นรำอีกครั้งไหมขอรับ

...พอก่อนดีกว่าค่ะ เมื่อครู่ก็สนุกดี แต่ข้าอยากพักมากกว่า

เฟย์ลิมพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะส่งมือให้เธออีกครั้ง เขาพาเธอไปยังโต๊ะยาวกับม้านั่งไม้ที่ตั้งเรียงรายริมลาน ให้เธอนั่งก่อนจะขอตัวไปหาน้ำดื่ม

เด็กสาวมองการเต้นรำรอบสอง นาสิราคู่กับอาเมียร์ ฟาร์ฮานาห์คู่กับรูอาร์ค เด็กหนุ่มผมแดงเต้นรำแบบพื้นบ้านได้อย่างคล่องแคล่ว ซ้ำบางทีอุ้มฟาร์ฮานาห์ขึ้นมาขี่คอตอนเต้นเสียด้วย ทำให้อาเมียร์ซึ่งคอยมองท่าทางของคนอื่นเป็นแบบขณะเต้นกับนาสิราดูงกๆ เงิ่นๆ ไปถนัดใจ

ข้านำน้ำเปล่ามาให้ ไม่แน่ใจว่าท่านดื่มเหล้าแบลเบอร์รีได้หรือเปล่า เฟย์ลิมถือถ้วยไม้สองใบมานั่งลงข้างๆ

น้ำเปล่าดีแล้วล่ะ แอชลีนน์ตอบ เธออดยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้เมื่อนึกถึงสรรพคุณของเหล้าแบลเบอร์รีที่รูอาร์คบรรยายไว้ดิบดี ขอบคุณมากค่ะ

เจ้าหญิงจิบน้ำพลางนั่งมองทั้งสี่คนเต้นรำจนจบเพลงที่สอง หลังจากนั้นอาเมียร์กับน้องๆ จึงมานั่งพักเช่นกัน เหลือรูอาร์คที่ได้เต้นรำกับสาวคนอื่นสมใจ ซ้ำวาดลวดลายฉวัดเฉวียนอย่างชำนาญ

เจ้านั่นไปฝึกเต้นเอาตอนไหนนะอาเมียร์เปรยขึ้นมา

เขาออกมาฉลองลูคนาซัธในหมู่บ้านแถวนี้ทุกปีขอรับ เฟย์ลิมบอก

อ้อ ออกมาเกี้ยวสาวอยู่เรื่อยๆ สินะ เสียงของเด็กหนุ่มผมดำเริ่มห้วนแข็งขึ้น

ข้าว่าไม่ถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ เห็นรูอาร์คทะลึ่งตึงตังอย่างนั้น ที่จริงเขาไม่เคยคบหาใครเลย จะเล่นๆ หรือจริงจังก็เถอะ ชายหนุ่มยังตอบเรียบๆ เหมือนเดิม ก็แค่...ติดดินละมั้งขอรับ

เพลงจบไปอีกเพลง ถึงตาผู้หญิงเลือกมือของผู้ชาย แอชลีนน์เหลือบมองตะวันที่เริ่มคล้อยลงครึ่งความสูงของฟ้า แล้วก็ตัดสินใจเสี่ยง

ท่านอาเมียร์...เต้นรำอีกสักเพลงไหมคะ

หือ เขาหันมาทางเธออย่างประหลาดใจ ข้าเต้นไม่เก่ง ท่าน...เคียราก็เห็นแล้วนี่

ข้าเต้นแบบที่นี่ไม่เป็น...แต่อยากลองดู แต่จะคู่กับคนไม่รู้จักที่เขาเต้นเป็นก็กลัวเขารำคาญเธอพยายามให้เหตุผล

เด็กหนุ่มผมดำมีสีหน้าเหมือนลำบากใจ แล้วก็เสนอให้เฟย์ลิมไปเต้นกับเธอแทน ทว่าชายหนุ่มปฏิเสธทางอ้อมว่าตนเต้นไม่เป็นเช่นกัน และเสนอรูอาร์ค แอชลีนน์เลยตัดสินใจบอกล้มเลิกความคิดเสียเอง แต่อดเปรยไม่ได้ว่าเสียดายที่จะไม่ได้มางานลูคนาซัธกับพวกเขาอีก สุดท้ายอาเมียร์จึงยิ้มเจื่อนๆ และยอมเสนอตัวเป็นคู่เต้นให้

ทั้งสองไม่ได้จับมือกัน ต่างคนเพียงเดินแยกไปคนละฟากฉากไม้ แอชลีนน์รอขณะที่มือแล้ว...มือเล่า ยื่นผ่านช่องบนแผ่นไม้ออกมา

เธอจำมือของเขาได้ดี มือนั้นไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับบอบบางเหมือนมือผู้หญิง มีนิ้วเรียวยาวดูคล่องแคล่ว มือนั้นเองที่ช่วยจัดมือของเธอให้จับดาบและอาวุธต่างๆ อย่างถูกต้อง รวมทั้งสาธิตวิธีการต่อสู้ประชิดตัวให้ด้วย

เด็กสาวเห็นมือของเขาแล้ว เธอจึงรีบก้าวเข้าไปคว้าและบีบมือนั้นแน่นขึ้นครู่หนึ่ง

เมื่อคู่เต้นรำแต่ละคู่เดินมาพบกันที่สุดปลายแผ่นไม้จนถึงเธอ อาเมียร์ก็ก้าวมาจากอีกฟากของฉากพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ แล้วทั้งสองจึงยืนตรงข้ามกัน รอเวลาที่เพลงเริ่มขึ้น

และคงกลายเป็นคู่เต้นรำที่มะงุมมะงาหลางกเงิ่นที่สุดที่เคยมีมาบนลานเต้นรำนั้น

แอชลีนน์ต้องกลั้นหัวเราะเต็มที่เมื่อเห็นลีลา (ซึ่งคงเรียกลำบากสักหน่อยว่าลีลา) ของอาเมียร์ในระยะใกล้ ทั้งๆ ที่เป็นคนที่ชำนาญการต่อสู้ตั้งหลายอย่าง เขากลับไม่มีทักษะด้านเต้นรำหรือแม้แต่จะเลียนแบบคนอื่นๆ ให้ทันจังหวะขึ้นบ้าง สีหน้าของเด็กหนุ่มมุ่งมั่นจริงจังว่าจะเต้นให้ดีขึ้นให้ได้...แต่ก็ไม่เข้ากับบรรยากาศอันสนุกสนานนี้เลย

แวบหนึ่ง...เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังระวังตัวจนเป็นเกร็ง อาเมียร์มีบางสิ่งคล้ายเสด็จพี่ไอลีชผู้เป็นรัชทายาท เป็นคนที่วางตัวมีสง่า น่าเกรงขามต่อคนนอกเสมอ คงไม่มีใครเคยเห็นเสด็จพี่ไอลีชยิ้มเข่นเขี้ยว หรือทำหน้าตาตลกแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เหมือนเธอ ราวกับเธอเป็นคนพิเศษที่เขาอนุญาตให้เห็นสีหน้าท่าทางที่ไม่สำรวม ด้วยรู้ว่าเธอจะไม่มองเขาในแง่ลบ ไม่เห็นว่าเขาไม่คู่ควรเป็นเจ้าชายรัชทายาทเพราะกิริยาเช่นนั้น

และเธอก็อยากให้อาเมียร์ปลดความระวังลง มีความสุขกับเวลาในตอนนี้อย่างเต็มที่ เหมือนที่เธอสนุกกับเฟย์ลิมเช่นกัน

ผ่อนคลายบ้างก็ได้นี่อาจารย์...ขอแค่สนุกก็พอแล้ว!” แอชลีนน์กระซิบเมื่อทั้งสองเคลื่อนกายเข้าใกล้กันครู่หนึ่ง

หา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะได้ยินไม่ถนัด เจ้าว่าอะไรนะ

เด็กสาวโคลงศีรษะยิ้มๆ แล้วก็เต้นผิดๆ ถูกๆ ต่อไปโดยไม่บอกซ้ำ

เขาขยับตัวเข้ามาใกล้อีกหน่อย คงกำลังจะถามพอดี...เมื่อร่างร่างหนึ่งเข้าแทรกกลางระหว่างทั้งสอง

ร่างที่มีผมสีแดง และใบหน้ากวนประสาทเป็นที่สุดในความคิดของเด็กสาว

อาจารย์ไปเต้นกับคู่ข้าไป เดี๋ยวพี่สาวเขาสอนให้ ข้าจะสอนท่านเคียราเอง

ไม่ทันตอบ เด็กหนุ่มผมแดงก็แปะมือเธอ และเต้นต่อไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนั้น หญิงสาวที่รูอาร์คเต้นด้วยเมื่อครู่ก็เข้ามาสะกิดอาเมียร์ให้หันไป ก่อนจะคว้าแขนเด็กหนุ่มผมดำเดินไปเสียดื้อๆ

เดี๋ยว นี่มัน... แอชลีนน์พยายามท้วง

มันน่ารำคาญน่ะ เจ้าเปี๊ยก เกิดเจ้าเต้นไป ชนใครต่อใครล้มระเนระนาดไปมีหวังวงล่มแน่ รูอาร์คพูดทันที

เด็กสาวตกใจยิ่งกว่าเดิมกับคำที่เขาเรียกเธอ กระทั่งได้แต่เบิกตากว้างพูดอะไรไม่ออก

เจ้าใส่รองเท้าบู๊ตของ แอช ทำไมข้าจะไม่รู้ เด็กหนุ่มผมแดงเหลือบตาลงต่ำ พี่น้องชายหญิงคงไม่ยืมรองเท้าใส่กันใช่ไหม

แอชลีนน์นิ่งเงียบทั้งๆ ที่เริ่มไม่สบายใจ ก่อนหน้านี้ก็นึกอยู่เหมือนกันว่าควรนำรองเท้ามาเปลี่ยน แต่เพราะพกพาลำบากและเป็นพิรุธต่อดูลัสได้ง่าย จึงหวังใช้ชายกระโปรงที่ยาวกรอมข้อเท้าบังไว้

อาจารย์รู้มาตลอดเลยสินะ ถึงได้ช่วยกันปกปิดเสียเหลือเกิน

พูดอะไรบ้าๆ ! เด็กสาวพยายามกดเสียงให้เบาที่สุด แต่รูอาร์คยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้น

ข้าจะบอกพี่เฟย์ลิมดีไหมน้า...เห็นอาจารย์อยากให้เจ้าเต้นกับเขานัก เจ้าคงไม่ใช่นางกำนัลธรรมดาๆ จริงไหม

อย่านะเธอรีบห้ามทันควัน

เด็กหนุ่มยักไหล่ขึ้นจังหวะหนึ่ง เธอบอกไม่ถูกว่าเขาเต้นตามทำนองเพลงหรือจงใจส่งภาษากาย ไม่บอกก็ได้ แต่เจ้าต้องเต้นรำกับข้าอีกเพลง

แอชลีนน์ทำสีหน้าไม่ถูกกับคำขอนั้น

ข้าอยากเต้นรำกับสาวเมืองหลวง...ไม่สิ...สาวชาววังสวยๆ สักคนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต ก็แค่นั้นเอง รูอาร์คหัวเราะน้อยๆ สีหน้ายียวนจนเธออยากฟาดหมัดใส่สักเปรี้ยงหนึ่ง หรือรังเกียจสาบหนุ่มบ้านนาอย่างข้า

ก็ได้ เด็กสาวแทบสะบัดเสียง แค่เพลงเดียวเท่านั้นนะ

แต่เต้นไปไม่นาน เด็กหนุ่มก็วาดลวดลายฉวัดเฉวียนหนักข้อเสียจนเธอเวียนหัว แทบอยากขอร้องยกเลิกข้อตกลงเมื่อครู่ แอชลีนน์เริ่มรู้สึกว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่ยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร และไม่รู้ว่าเพลงต่อไปจากนี้จะยาวกว่าอีกหรือไม่

แต่แล้ว เพลงนั้นพลันหยุดกะทันหันจนทุกคนชะงักงัน

เด็กสาวหันไปเห็นชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่กับวงดนตรี เป็นท่านซิอ์บุลนี่เอง เขาหอบเหมือนกับเพิ่งวิ่งห้อรวดเดียวมาถึงที่นี่ ไม่นานเธอก็รู้คำตอบว่าเพราะเหตุใด

หมอตำแย!” หัวหน้าวงดนตรีขาน แม่หมออยู่ไหนใครรู้บ้าง!”

เสียงพึมพำดังเซ็งแซ่ แอชลีนน์เห็นอาเมียร์วิ่งเข้าไปหาบิดา รูอาร์ควิ่งตามไป ไม่นานเธอกับเฟย์ลิมซึ่งจูงนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ก็เข้าไปสมทบ

จะคลอดแล้ว ลีชาดูแลอยู่ ข้าไปตามหมอตำแย แต่ที่บ้านแม่หมอไม่มีใคร แอชลีนน์ได้ยินท่านซิอ์บุลอธิบาย เลยมาดูที่ลานเต้นรำ

ได้ยินว่าวันนี้แกเข้าเมืองไปฉลองกับลูกหลาน คงต้องตามหมอคนอื่นในเคนมาราละมั้ง นักดนตรีคนหนึ่งบอก

คนรอบด้านเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนอาเมียร์จะหันไปทางบิดา ท่านขี่ม้าเข้าเมืองไปตามหมอ ข้าจะกลับบ้านไปดูแลแม่เอง

ไม่ เจ้าต้องไป ท่านซิอ์บุลกลับพูดเสียงกร้าวจนแอชลีนน์ประหลาดใจ ซ้ำเธอไม่เข้าใจเนื้อความต่อมาเลย คลอดลูกต้องมีเลือด

แต่ท่านมีมือเดียว เด็กหนุ่มแย้ง หยิบจับอะไรสะดวกที่ไหน

เอ้อ...พวกท่านสองคนกลับไปด้วยกันก็ได้ขอรับ เฟย์ลิมเสนอ ให้ข้าหรือรูอาร์คขี่ม้าไปตามหมอเถอะ จะได้ไปดูแลท่านสิมาด้วยกัน

สองพ่อลูกหันมามองชายหนุ่มก่อนจะหันกลับมาสบตากันชั่วอึดใจ แล้วอดีตนักรบจึงพูดขึ้น ให้พวกเด็กๆ กลับบ้านตอนนี้คงไม่สะดวก พวกท่านอยู่ดูแลพวกแกที่นี่ดีกว่า

แล้วท่านก็ไปตามหมอ ข้าจะกลับไปหาแม่ อาเมียร์ยังยืนกราน

เจ้าไม่ไหวหรอก อย่าเถียงเลย ข้าต้องรีบกลับ ลีชาคนเดียวตื่นรนจะแย่แล้ว เกิดนางเห็นภาพอะไรขึ้นมาตอนนั้นจะทำยังไง

แต่ข้าช่วยหยิบของหรือทำงานสะดวกกว่าท่า...”

ข้าไปช่วยท่านสิมาเองค่ะ แอชลีนน์ตัดสินใจอาสา ข้าเป็นผู้หญิงด้วยกัน น่าจะคล่องตัวกว่า ท่านอาเมียร์ไปตามหมอเถอะ

แต่ว่า... อาเมียร์พูดคำเดิม ท่าทางเริ่มเหมือนเด็กดื้อดึงหวังเอาชนะขึ้นทุกที จนเด็กสาวขยับเข้าไปกระซิบเบาๆ

แม่ท่านจะคลอดลูก ท่านเข้าไปดูคงไม่เหมาะ ให้ข้าไปกับพ่อท่านเถอะ รู้ไหม ผู้หญิงเวลาคลอดลูกจะอยากให้พ่อของลูกอยู่ใกล้ๆ นะ

เด็กหนุ่มมองเธอด้วยนัยน์ตาที่กลับแข็งกร้าวที่สุดที่เจ้าหญิงเคยเห็น ราวกับจะบอกว่าเขาไม่ยอมรับ...ไม่ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงไปช่วยแทนพ่อไม่ได้

แอชลีนน์ไม่เข้าใจเหตุผลหลังสายตาของเขา แต่เธอก็ไม่กล้าถาม สุดท้าย เด็กหนุ่มจึงได้ถอนหายใจและพยักหน้าทั้งๆ ที่ท่าทางไม่สบอารมณ์นัก

 

เฟย์ลิมกับรูอาร์คอยู่เป็นเพื่อนนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ที่ลานเต้นรำ ส่วนแอชลีนน์ตามสองพ่อลูกกลับมาที่บ้าน เธอพบว่าท่านสิมาไม่ได้นอนเตรียมคลอดอยู่ในห้องนอน แต่ยืนเคี่ยวแยมแบลเบอร์รีในครัว ไม่มีท่าทางเจ็บปวดอย่างที่เด็กสาวเคยคิดไว้ เธอยังพูดคุยเป็นปกติ และหัวเราะน้อยๆ ด้วยซ้ำว่าท่านซิอ์บุลใจร้อนเกินไป แค่ได้ยินเธอบอกว่าน้ำเดินและเริ่มเจ็บท้องก็วิ่งลิ่วออกไปโดยไม่ฟังอะไรเสียแล้ว หญิงสาวพูดต่อว่าตอนนี้เพิ่งรู้สึกกระตุกในท้องห่างๆ ไม่ถึงกับเจ็บปวด น้ำเดินไม่มาก ถึงอย่างนั้นยังเห็นด้วยว่าควรรีบตามหมอตำแย เพราะหากแม่หมอเข้าเมืองคงต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้นอีก

อาเมียร์รับรองกับแม่ของเขาว่าจะรีบไปรีบมา แล้วจึงควบม้าในคอกออกไป

ทีแรก เด็กสาวเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตนมาทำอะไรที่นี่ ท่านสิมาบอกให้สามีต้มน้ำร้อนชงชา ให้ลีชาช่วยทำแยมต่อ แล้วเธอจึงได้เดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะออกมาพร้อมกับสมุดบันทึกปกหนังที่ดูเก่าพอสมควร ส่งให้กับเด็กสาว บอกว่านี่เป็นสมุดที่ตนใช้จดวิธีรักษาอาการเจ็บป่วยและทำยาสมุนไพรง่ายๆ มันอาจเป็นประโยชน์ต่อแอชลีนน์ได้บ้าง

เด็กสาวจึงนั่งที่โต๊ะ จิบชาพลางพลิกหน้ากระดาษที่เริ่มเหลืองไปทีละแผ่น อ่านลายมือตัวบางบรรจงอย่างผ่านๆ จนพบเรื่องการทำคลอด บางอย่างที่ท่านสิมาเขียนถึง...เช่นการขับรก...เป็นอย่างไรเธอนึกภาพไม่ออก แต่ก็ค่อยใจชื้นขึ้นที่มีแนวทางให้เบื้องหน้า อย่างไรก็ดี เคนมาราอยู่แค่ไม่ห่างเท่านั้นเอง ไม่ถึงชั่วยามอาเมียร์คงพาหมอตำแยกลับมาแล้ว

แอชลีนน์คิดเช่นนั้น...จนกระทั่งลมแรงพัดเข้ามาทางหน้าต่าง หน้าสมุดพลิกพะเยิบพะยาบ เธอมองออกไป เห็นท้องฟ้ามืดทะมึนด้วยเมฆฝน ใบไม้แห้งปลิวว่อนจากต้น

พายุเข้า

เด็กสาวเย็นสันหลังวาบ วันนี้เป็นวันลูคนาซัธ เทศกาลเก็บเกี่ยวและเปลี่ยนฤดูกาล เชื่อกันว่าในวันมงคลเช่นนี้ อากาศแปรปรวนผิดฤดูคือลางบอกเหตุอาเพศใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น

เธอคงไม่เชื่อถ้าไม่เคยเห็นกับตาตนเอง วันอิมโบลก์ หรือวันเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวสู่ฤดูใบไม้ผลิเมื่อสามปีก่อนมีเหตุคล้ายกัน เชื่อกันว่าอิมโบลก์เป็นวันที่คาลัค แม่เฒ่าเหมันต์ออกมาเก็บฟืนไปใช้จนสิ้นปี ดังนั้นหากฤดูหนาวยาวนานกว่าเดิม แม่เฒ่าจะทำให้อากาศดีและแดดส่องเพื่อที่ตนจะเก็บฟืนได้นานขึ้น แต่หากวันนั้นมีหิมะตกหรือพายุ แสดงว่าแม่เฒ่าคาลัคนอนหลับ ฤดูใบไม้ผลิของเทพีบริจิดจะมาถึงเร็ว

อิมโบลก์ปีนั้นแดดจัดจ้า อากาศพลันร้อนจนหิมะละลายก่อนเวลา ชะดินสีแดงไหลออกมาคล้ายเลือดแม้ในอุทยานของปราสาท เสด็จพี่ไอลีชปลอบเธอว่าไม่มีอะไร เป็นแค่เรื่องโชคลาง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ในฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง พร้อมกับเสด็จพ่อและเสด็จแม่

เด็กสาวพยายามไม่คิดมากขณะช่วยลีชาหับประตูหน้าต่างลงกลอนกันฝนสาด สีหน้าของท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาเริ่มไม่สู้ดี ไม่ช้าก็มีเสียงเคาะประตู ไม่ใช่อาเมียร์ แต่เป็นเฟย์ลิมกับเด็กหญิงทั้งสองซึ่งเปียกมะลอกมะแลก ชายหนุ่มบอกว่าฝนมาเร็วมากจนวงเต้นรำต้องเลิกกะทันหัน รูอาร์คเป็นห่วงอาเมียร์จึงขี่ม้าตามไป คิดว่าน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

แอชลีนน์ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะเข้าเมืองได้ทันหรือไปติดฝนที่ไหน แต่ไม่นานก็พบว่าตนไม่มีเวลาห่วงเรื่องนั้น...

จู่ๆ ท่านสิมาก็ทรุดลงพิงโต๊ะ ร้องออกมาเหมือนเจ็บปวด ท่านซิอ์บุลปราดเข้ามา อุ้มเธอเข้าไปในห้องนอนโดยเร็วอย่างน่าประหลาดใจทั้งที่มีมือเพียงข้างเดียว บรรยากาศในบ้านเริ่มโกลาหลทันที แอชลีนน์หนีบสมุดบันทึกตามเข้าไปในห้อง ลีชาย้ายหม้อเคี่ยวแบลเบอร์รีไปวางบนโต๊ะทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าเนื้อดี และรีบตั้งหม้อน้ำตามคำสั่งของท่านสิมาก่อนปิดประตูห้อง เหลือเฟย์ลิมไว้ปลอบและดูแลเด็กหญิงทั้งสอง

ท่านสิมาเอนหลังบนเตียง พูดได้แค่ว่า มันเร็วเกินไป ก็ครางออกมา มุมปากหักลงข่มความเจ็บ คิ้วขมวดน้อยๆ แต่ไม่ได้กรีดร้อง

แอชลีนน์เปิดหนังสือหาจังหวะหายใจที่อ่านเจอมือเป็นระวิง แต่หญิงสาวจำได้ดีกว่า และมีสติพอจะบอกสามีให้ช่วยนับจังหวะเมื่อพูดได้อีกครั้ง เด็กสาวจึงนับถือแม่ของอาเมียร์ยิ่งกว่าเดิมทันที เธอไม่เคยเห็นการคลอดลูกจริงๆ แต่ก็ได้ยินแม่นมเล่าให้ฟังว่าเจ็บปวดเป็นวันๆ เจ็บมากจนการกรีดร้องคอแหบแห้งเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เคยจินตนาการหวาดกลัวจึงขัดกับสติและความเข้มแข็งที่เห็นจากท่านสิมาเหลือเกิน

แต่ยังบอกอะไรไม่ได้มากไม่ใช่หรือ นี่เพิ่งเริ่มต้นการคลอด ท่านสิมาเจ็บท้องแค่ไม่ถึงชั่วยาม อาจจะเจ็บเช่นนี้ไปเป็นห้าหกชั่วยามจนพายุสงบ ไม่ก็นานกว่านั้น หรือต่อให้คลอดในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า พายุก็คงจะยังพัดอยู่ หมอตำแยมาไม่ถึง ทุกคนในบ้านจะทำอย่างไร

ความกลัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง เด็กสาวเผลอนึกถึงเสด็จย่าของตน...เสด็จย่าที่เป็นพระมารดาแท้ๆ ของเสด็จพ่อ ประกาศอย่างเป็นทางการมีว่าเสด็จย่าสิ้นพระชนม์ด้วยไข้สูงสองวันหลังมีพระประสูติกาล แต่นางกำนัลเคยแอบเล่าให้ฟังว่าพระองค์ทรงเจ็บพระครรภ์อยู่ถึงสองวันสามคืน เสด็จปู่จึงทรงตัดพระทัยให้ผ่าเอาเด็กออกกะทันหัน เพราะไม่อยากสูญเสียสายพระโลหิต ถือว่าทรงเลือกสละเสด็จย่าแลกพระโอรส

นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าลือกันมา ทว่าความจริงยังคงอยู่ว่าพระองค์สิ้นชีวิตในการคลอด...เช่นเดียวกับหญิงอีกมากมาย เธอไม่อยากให้ท่านสิมาต้องเป็นอย่างนั้น แต่จะทำอย่างไรได้

ไม่นะ ท่านสิมาจะต้องตาย...เหมือนกับเสด็จย่า...เสด็จแม่...เสด็จพ่อ...เสด็จพี่...จะหายไปจากชีวิตของเธอเหมือนกับทุกๆ พระองค์อย่างนั้นหรือ เจ้าหญิงเพิ่งพบหญิงผู้มากวัยกว่าแค่สองครั้ง แต่ก็รู้สึกว่านางเป็นคนอ่อนโยนน่าเข้าใกล้เหลือเกิน และย่อมไม่อยากให้อาเมียร์ต้องเสียแม่ไปกะทันหันเหมือนกับตนเลย...

เคียรา ในนั้นเขียนว่าอย่างไร รีบบอกข้าเร็ว เสียงเร่งร้อนของท่านซิอ์บุลดึงสติของแอชลีนน์กลับมาสู่ความจริง เธอรีบเปิดสมุดต่อ ขณะเดียวกันก็ปรายมองท่านสิมาที่ครางต่อไป เหงื่อเริ่มชุ่มใบหน้าของหญิงสาว มือของเธอขยุ้มชายผ้าห่มแน่นเกร็ง เด็กสาวสูดหายใจลึกก่อนจะตั้งใจอ่านข้อความในบันทึกให้ท่านซิอ์บุล อ่านจนหมดสิ้นทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเนื้อความถ่องแท้ อ่านเพื่อดับความกลัวและกระวนกระวายของตน

หลังจากนั้น ดูเหมือนลีชาต้มน้ำเสร็จแล้ว จึงถือตะเกียงเข้ามาช่วย ท่านสิมาเริ่มร้องดังขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว แอชลีนน์จำได้จากบันทึก ว่าการนวดท้องช่วยลดความเจ็บปวดและรุนแรงของแผลฉีกขาด จึงเปิดอ่านวิธีนวดช้าๆ ให้ลีชาทำตาม จากนั้นก็อ่านเรื่องอื่นซ้ำอีกรอบ เรื่องของการออกแรง การวัด ผูก และตัดสายสะดือ การนวดท้องให้ขับรกออกมาโดยเร็วหลังคลอด ท่านซิอ์บุลจับมือภรรยาไว้พลางปลอบ

แอชลีนน์อ่านจบรอบที่สองแล้วก็เงียบไป ไม่รู้จะอ่านสิ่งใดซ้ำ ไม่รู้ว่าใครฟังอยู่หรือไม่ท่ามกลางเสียงลมฝนที่ยังรุนแรงและเสียงกรีดร้อง ลีชายังคงนวดต่อไป ท่านซิอ์บุลกุมมือภรรยาต่อไป...

จู่ๆ หญิงสาวกรีดเสียงดังกว่าทุกครั้ง อดีตนักรบผละไปตรวจดู แล้วก็ร้องออกมาอีกคน

เด็ก...หัวเด็กกำลังจะออกมาแล้ว เขาพูดรัวเร็ว ถะ...ถึงตอนนี้หมอตำแยต้องช่วยดึงออกมาใช่ไหม...ใช่ไหม คือข้า...ข้าดึงไม่ได้ ข้ามีมือเดียว ข้ากลัวจะทำอะไรผิดไป

ไม่ต้อง! ไม่ต้องดึงค่ะ!” เด็กสาวตอบ ท่านต้องบอก...ให้ท่านสิมาเบ่งยาวๆ ประมาณ...ชั่วนับหนึ่งถึงสิบในใจ พัก แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ

หลังจากนั้นหัวเด็กจะออกมา แต่ถ้าหัวเด็กออกสุดถึงคอแล้วต้องมีคนไปดูให้เด็กหมุนตัว จากหันศีรษะลงเป็นตะแคง พอตะแคงแล้วค่อยดึงไหล่ออกมาทีละข้าง ไหล่บนก่อนด้วยการดึงลง ไหล่ล่างดึงขึ้น เด็กสาวไม่แน่ใจว่าตนจะทำถูก จึงบอกลีชาที่ไม่ต้องนวดต่อไปแล้วให้ช่วยดูและทำตามนั้น กลิ่นคาวจางๆ ในห้องเริ่มแรงขึ้นเล็กน้อย เสียงร้องของคนใกล้คลอดถี่ระรัว

แล้ว...จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้อีกเสียง

แอชลีนน์เงยขวับจากหน้ากระดาษ เห็นลีชาค่อยๆ ยืดกายขึ้น ดวงตาเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ในอ้อมแขนมีร่างเล็กๆ สีซีดปนแดงดิ้นหยุกหยิก มือเท้าน้อยๆ โบกเปะปะในอากาศ ปากอ้ากว้างจนเห็นเหงือกที่ยังไม่มีฟันขึ้น แผดเสียงดังเต็มที่

ภาพที่เห็นทำให้แอชลีนน์ถอนหายใจและหัวเราะในเวลาเดียวกัน น้ำตาจากความเครียดกลายเป็นความยินดีในชั่วพริบตา

ท่านสิมาเองก็หัวเราะทั้งน้ำตา และเอื้อมสองมือหาร่างเล็กๆ นั้น ลีชาวางทารกน้อยที่ยังเปื้อนเลือดปนน้ำคร่ำลงบนอกของหญิงสาว สายสะดือยาวซีดซึ่งยื่นออกมาจากหน้าท้องของแกวนอ้อมเข้าไปใต้ผ้าห่มที่คลุมร่างของผู้เป็นแม่ตั้งแต่สะเอวลงมาถึงเข่า เชื่อมต่อทั้งสองเข้าด้วยกัน

ทุกคนในห้องแทบไม่ขยับเขยื้อน จ้องมองชีวิตใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดออกมาราวกับถูกสะกด

แอชลีนน์เห็นเด็กผู้ชาย ตัวเล็กกระจ้อยร่อย แต่ก็ยังใหญ่เหลือเกินเมื่อคำนึงว่าช่องทางผ่านสู่โลกของเด็กคนนี้เล็กและแคบเพียงไร เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเด็กทารกใกล้ขนาดนี้ เด็กน้อยเพิ่งขดตัวนอนนิ่งอยู่ในท้องแม่เมื่อเช้า แต่ตอนนี้แยกออกมาเป็นตัวคนอีกคนหนึ่ง การกำเนิดช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ

เสด็จแม่จะทรงรู้สึกเช่นนี้หรือเปล่านะ...เมื่อได้เห็นเสด็จพี่ไอลีชกับเธอ เสด็จย่า เสด็จแม่กับแม่ทุกคนต้องทนเจ็บปวดเนิ่นนานเหลือเกินเพื่อมอบชีวิตให้ลูกๆ ความรู้สึกบางอย่างเริ่มอัดแน่นในอกของเด็กสาว ขับน้ำตาให้รินอาบแก้ม แต่เธอก็รีบตั้งสติเมื่อได้ยินท่านซิอ์บุลพูดแว่วๆ เรื่องการตัดสายสะดือ เด็กสาวหยิบบันทึกขึ้นอ่านออกเสียงอีกครั้ง พยายามให้เสียงสั่นเครือของเธอฟังชัดเจนที่สุด

หลังคำสุดท้าย ลำคอพลันตีบตันจนเอ่ยอะไรไม่ออก มีเพียงเสียงสะอื้นออกมา

ใครสักคนสะกิดเธอเบาๆ ...เจ้าหญิงหันไปสบตากับหญิงสาวบนเตียง ซึ่งมีใบหน้าซีดเผือดทว่าระบายรอยยิ้ม

ขอบใจมากจ้ะ...เคียรา...เจ้าช่วยได้มากจริงๆ...คงกลัวมากใช่ไหม...ไม่เป็นไรแล้วนะ...

ข้า... แอชลีนน์พยายามพูด ข...ข้าไม่ได้กลัวค่ะ แต่ข้า...ข้าดีใจ แล้วก็...

บางสิ่งในใจของเด็กสาวพังทลายลงในครู่นั้น เข่าของเธออ่อนยวบ สมุดหลุดจากมือตกลงบนพื้นไม้ แขนและหน้าซบลงบนเตียง...ข้างๆ ใบหน้าของหญิงสาวที่เพิ่งคลอด เธอกลัว...กลัวที่สุด กลัวว่าหญิงตรงหน้าจะตายเหมือนกับเสด็จย่า แล้วก็เสียใจเหลือเกินที่เสด็จแม่ผู้ผ่านความเจ็บปวดเพื่อมอบชีวิตให้เธอด่วนจากไป...ก่อนที่เธอจะตระหนักถึงความจริงนี้

ข้า...คิดถึงแม่ค่ะ...แม่ข้า...ไม่อยู่แล้ว...ข้า...ข้าคิดถึงแม่เหลือเกิน...

เด็กสาวร้องไห้อย่างไม่อาย ความกลัวที่เคยเกาะกุมมาตลอดมลายหายไปจากใจ แทนที่ด้วยความโล่งอก แต่ขณะเดียวกันยังมีความรู้สึกว่าตนอ่อนไหวและไร้สาระสิ้นดี ทว่าท่านสิมากลับลูบศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน ด้วยมือที่มีกลิ่นน้ำคร่ำจางๆ ...แต่อบอุ่นเป็นที่สุด

ท่านสิมาไม่รู้จักแม่ของเธอ แต่ก็ยังพูดปลอบใจเธอได้อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เจ้าหญิงไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่คิดว่าคนที่เป็นแม่เช่นกันคงเข้าใจ

ข้าเชื่อว่าแม่ของเจ้าก็รักเจ้ามาก และตอนนี้ต้องภูมิใจในตัวเจ้ามากแน่ๆ เจ้าช่วยชีวิตคนนะ เคียรา ตั้งสองชีวิต...ทั้งข้ากับเด็กที่มีชีวิตยาวไกลคนนี้ แม่ของเจ้ากำลังดีใจกับเจ้านะ

เสด็จพ่อ...เสด็จแม่...ทรงดีพระทัยกับลูกใช่ไหมเพคะ เสด็จพี่ทรงดีพระทัยกับน้องเหมือนกันใช่ไหม วันลูคนาซัธนี้...อย่างน้อยข้าก็ช่วยชีวิตคนได้ ข้า...ทำบางสิ่งเพื่อชาวธีร์ดีเรได้จริงๆ ขอบพระทัยองค์สุริยเทพกับทุกพระองค์เพคะ...

เธอนั่งร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้น ราวกับตนเองเป็นเด็กเกิดใหม่อีกคนเสียเอง แต่ดูเหมือนไม่มีใครถือสา เธอทำหน้าที่ของตนเรียบร้อยแล้ว ท่านซิอ์บุลกับลีชาก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตู

ครั้นอดีตนักรบบอกให้เข้ามาได้ เฟย์ลิมก็เปิดประตู เขามองท่านสิมาที่นอนอุ้มเด็กอยู่แล้วชะงักไป

มีอะไรหรือ ท่านซิอ์บุลถาม

หมอตำแย...มาแล้วขอรับชายหนุ่มตอบทั้งสีหน้าตะลึงงัน

 

แอชลีนน์ซับน้ำตาแล้วออกมาข้างนอก สวนกับหมอตำแยซึ่งเดินบ่นงึมงำเข้าไปในห้อง น้ำจากชายกะโปรงของนางหยดเป็นทางบนพื้นไม้ แต่ยังเปียกไม่มากเมื่อเทียบกับอาเมียร์กับรูอาร์ค ซึ่งเส้นผมกับเสื้อผ้าเปียกโชกแทบแนบเนื้อ ทั้งสองเข้าไปผลัดเสื้อผ้าในห้องนอนของเด็กหนุ่มอย่างเร่งด่วน ก่อนจะออกมาผิงไฟจิบชา รออยู่ข้างนอกกับเฟย์ลิมและเด็กหญิงทั้งสอง

ถึงจะมาไม่ทันคลอด หญิงวัยกลางคนคงรับช่วงพยาบาลทั้งแม่และเด็กต่อไปจนเรียบร้อย ท่านซิอ์บุลกับลีชาอยู่ในห้องด้วย ทีแรกเธอได้ยินเสียงแม่หมอแย้งแว่วๆ ว่าผู้ชายจะอยู่ในห้องคลอดได้อย่างไร แต่ชายวัยกลางคนยืนกรานไม่ยอมออก โดยอ้างว่าตนอยู่ช่วยมาถึงขั้นนี้แล้ว สุดท้ายนางจึงไม่คัดค้าน

อีกไม่นาน อดีตนักรบก็อุ้มร่างเล็กๆ ในห่อผ้าออกมาหาคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าปลื้มปีติอย่างเห็นได้ชัด

นาสิรา ฟาร์ฮานาห์ ตอนนี้พวกเรามีน้องชายแล้วนะ เขาพูดกลั้วหัวเราะ ดูซิ น้องน่ารักไหม ท่านซิอ์บุลว่าแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ให้ลูกสาวทั้งสองเข้ามาดูน้องชายคนใหม่ชัดๆ

แอชลีนน์อดชะโงกดูใกล้ๆ ไม่ได้อีกคน เธอเป็นลูกคนสุดท้อง และไม่เคยเห็นเด็กทารกอย่างนี้มาก่อนเลย เด็กน้อยมีนัยน์ตาสีดำขลับ ลูกผมอ่อนสีดำดูหยักศกน้อยๆ เนื้อตัวแดงเรื่อแห้งสะอาดน่าลูบอย่างบอกไม่ถูก

น้องชื่ออะไรเหรอจ๊ะ นาสิราถาม

ยังไม่ได้ตั้งเลย พ่อว่าจะรอถามแม่ก่อน

ตั้งชื่อว่าลูคไหมขอรับ เฟย์ลิมเสนอ เขาเกิดวันเทศกาลลูคนาซัธพอดี ถือเป็นมงคลมากนะขอรับ น่าจะตั้งชื่อตามองค์สุริยเทพลูค

ท่านซิอ์บุลกับอาเมียร์หันขวับมามองเขาแทบพร้อมกัน ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ...และคงไม่เกินไปหากจะตีความว่าไม่เห็นด้วย

เอ่อ...ชาวทะเลทรายคงไม่ใช้ชื่อแบบชาวธีร์ดีเร...สินะขอรับ เฟย์ลิมพูดเบาๆ

ก็...จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ท่านซิอ์บุลตอบเรียบๆ

ถ้าอย่างนั้นก็...ขออภัยด้วยขอรับชายหนุ่มค้อมศีรษะ

ไม่เป็นไรหรอก ชายวัยกลางคนสั่นศีรษะ ก็แค่...ท่านไม่ทราบ...เท่านั้นเองนี่

พวกผู้ใหญ่เงียบไป ขณะที่เด็กหญิงเล็กๆ ทั้งสองแตะตัวเด็กทารก จับนิ้วจับมือ แตะแก้ม พูดคุยเสียงแจ้ว จนสุดท้ายอาเมียร์ก็หันมามองแอชลีนน์ และลุกจากหน้าเตาผิง

เย็นมากแล้ว ข้ารีบพาท่านเคียราไปส่งดีกว่า

เดี๋ยวสิ ท่านซิอ์บุลเรียก ไม่ดูน้องก่อนหรือ...แค่ครู่เดียวก็ได้

อดีตนักรบมองเด็กหนุ่ม ซึ่งหันไปมองผ้าคลุมหนังที่แขวนตากในมุมห้องราวกับจะหลบสายตา

แต่อีกครู่ อาเมียร์ก็หันกลับมา แล้วค่อยๆ เดินเข้ามาหาชายวัยกลางคน ท่านซิอ์บุลจึงลุกขึ้นยืน ส่งทารกน้อยให้ลูกชายอุ้มแทนพร้อมคำถาม คิดว่าน้องหน้าเหมือนใครไหม

เด็กหนุ่มก้มลงมองเด็กทารกนั้น ริมฝีปากเหมือนกึ่งยิ้มกึ่งเม้ม ...ไม่รู้สิ เหมือนท่านกระมัง

...พ่อว่าแกหน้าเหมือนเจ้านะ

...ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าตอนเด็กๆ ตัวเองหน้าตาเป็นอย่างนี้เขายักไหล่น้อยๆ แล้วเหลือบดูชายวัยกลางคนอีกครั้ง ไม่ไปเปลี่ยนเสื้อหรือ เลือดยังเปื้อนอยู่เลย

...นั่นสิ ท่านซิอ์บุลก้มลงมองตนเองเหมือนเพิ่งรู้ตัว

พาน้องกลับไปหาแม่ดีกว่า ข้าต้องรีบไป เดี๋ยวท่านเคียรากลับช้าจะพลอยลำบาก

อาเมียร์อุ้มเด็กน้อยกลับเข้าไปในห้องนอน อีกครู่หนึ่งก็ออกมาบอกให้แอชลีนน์เตรียมตัวกลับ และให้เฟย์ลิมกับรูอาร์คกลับจวนไปก่อน

เจ้าจะกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านไหม ท่านซิอ์บุลถามอีกครั้ง

คงไม่ล่ะ เดี๋ยวข้าจะรีบกลับจวนเลย อาเมียร์ตอบทันที แล้วจะเอาม้ามาคืนพรุ่งนี้

 

ทั้งสองออกไปพร้อมกับเฟย์ลิมและรูอาร์ค แต่ใช้ทางออกจากหมู่บ้านคนละที่ จึงแยกกันกลางทาง

แอชลีนน์กับอาเมียร์ขี่ม้าไปด้วยกันเหมือนวันนั้น ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เขาให้เธอนั่งเบี่ยงข้างอยู่ด้านหน้า คงเพราะเธอแต่งตัวเป็นผู้หญิงชัดเจน เจ้าหญิงไม่รู้เวลา แต่ก็เห็นว่าฟ้ามืดเต็มที่แล้ว เสียงกบหลังฝนร้องระงม เธอถือตะเกียงส่องทาง ปล่อยความคิดให้ล่องลอย ขณะที่อาเมียร์บังคับม้าไปเงียบๆ

ดูลัสกับเคียราคงเป็นห่วงเธอมาก แต่ถ้ารู้ว่ากลับช้าเพราะเหตุสุดวิสัยคงไม่ว่าอะไร หากพวกเขาจะตำหนิที่เธอหนีมาเที่ยวงานเทศกาล เธอก็จะไม่ว่าเช่นกัน เพราะเธอไม่เสียดายเลยที่ออกมา วันลูคนาซัธที่พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ ในชีวิตปีนี้เธอได้ทำอะไรมากมายทีเดียว ทั้งได้รับประทานโคลแคนนันกับคนอื่นๆ อย่างใกล้ชิดและรู้สึกถึงรสอร่อยของมันอีกครั้ง ได้เก็บแบลเบอร์รี ได้เต้นรำกับอาเมียร์ในงานเทศกาล ได้ช่วยทำคลอดให้ท่านสิมาและเห็นเด็กแรกเกิดจริงๆ เป็นครั้งแรก

ครอบครัวของอาเมียร์น่ารักและอบอุ่น เธออยากมีโอกาสใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ อยากกลับมาเยี่ยมท่านสิมากับลูกคนใหม่อีก ทว่าเท่านี้คงนับว่าคุ้มค่าแล้ว กับกำหนดการเดินทางกลับเมืองหลวงซึ่งอยู่ใกล้เพียงสัปดาห์หน้า

ขอบคุณมากนะ วันนี้ข้าสนุกมากเลย...เป็นวันลูคนาซัธที่ข้าจะไม่มีวันลืมจริงๆเด็กสาวเอ่ยปาก

ไม่เป็นไรหรอก อาเมียร์ตอบจากด้านหลัง ข้าดีใจมากที่เจ้าชอบ

แล้วอาจารย์ล่ะ สนุกเหมือนกันไหม

เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง คำตอบไม่ไปกับน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย ...แน่นอนสิ

แอชลีนน์บอกได้ว่ามีเรื่องที่เขาไม่สนุกอยู่ เช่นตอนเต้นรำ ทีแรกเจ้าหญิงอยากบอกให้เขาผ่อนคลายมากกว่านี้ เคร่งเครียดจริงจังน้อยกว่านี้ แต่ก็นึกได้ว่าอาเมียร์ขี่ม้าฝ่าพายุไปตามหมอตำแย แล้วยังต้องมาส่งเธอ เขาคงเหนื่อยและเพลียมากกว่าจึงตอบเช่นนั้น

ซ้ำ...เขายังอุตส่าห์เป็นห่วงเรื่องอื่นแทนเธอเสียอีก เด็กสาวตระหนักได้เมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยต่อ ขอโทษนะ ทำให้เจ้ากลับช้ามากอย่างนี้ ข้ากลัวดูลัสจะวิ่งวุ่นตามหาเจ้าจนทั่วแล้ว

ไม่เป็นไรหรอก ข้าพูดกับเขาได้ แอชลีนน์รีบรับรอง เกิดพายุใหญ่ เขาก็รู้ ข้าไม่ให้เขาโทษท่านได้หรอก มันเป็นเรื่องสุดวิสัย

เด็กหนุ่มไม่ตอบ และชะลอม้ากะทันหัน

ครั้นเด็กสาวจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึม ข้าคิดว่า...เจ้าคงต้องรีบพูดเสียแล้ว

ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน เจ้าหญิงเห็นชายคนหนึ่งยืนม้าขวางอยู่ ตามร่มไม้ด้านข้างมีเงาขยับไหวเช่นกัน

แสงตะเกียงในมือของเธอสาดกระทบชุดเกราะหนัง และดาบที่เงาเหล่านั้นคาดไว้ที่เอว เช่นเดียวกับคนบนหลังม้า

เธอไม่ประหลาดใจเท่าไรเมื่อพบว่านั่นเป็นใคร แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะถึงกับพาคนมากมายมาล้อมจับกันเช่นนี้

ดูลัส...ทำไมต้องทำถึงขั้นนี้ด้วย ข้า...ทำผิดอะไรนักหรือ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น