The War of Thirdaire - ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ (รีไรท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,817 Views

  • 125 Comments

  • 130 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    101

    Overall
    5,817

ตอนที่ 11 : 10 - วันลูคนาซัธ “ข้าเชื่อว่า...เมื่อได้ขึ้นครองราชย์แล้ว เจ้าหญิงจะทรงพยายามทำให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่ดียิ่งกว่านี้จนสุดความสามารถแน่ค่ะ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    19 มิ.ย. 60

บทที่ ๑๐

วันลูคนาซัธ

 

อาจารย์ มะรืนนี้หยุดเรียนไม่ได้เหรอ รูอาร์คเอ่ยถามหลังจากสิ้นสุดการซ้อมดาบในบ่ายวันที่ยี่สิบเก้าเดือนเจ็ด

ทำไมหรือ อาเมียร์กลับย้อน

โธ่...อาจารย์ก็น่าจะรู้ว่ามะรืนนี้วันอะไร

แอชลีนน์รู้เช่นกันและภาวนาว่าจะได้หยุดเรียนตามคำขอของเพื่อนร่วมชั้น ทว่าเด็กหนุ่มผมดำกลับเลิกคิ้ว ข้าไม่รู้จริงๆ วันอะไรล่ะ

ก็วันคลุมถุงชนประจำปียังไงล่ะ วันนี้มีธรรมเนียมให้ชายหญิงจับมือกันผ่านรูบนแผ่นไม้โดยไม่เห็นหน้า ใครได้มือใครก็ไปทดลองอยู่กินกันปีหนึ่ง ถ้าเข้ากันไม่ได้ค่อยแยกทาง ไปหาคู่ใหม่ในปีต่อมา รูอาร์คตอบหน้าตาเฉย ข้ากำลังลุ้นอยู่ว่าจะได้มือลีชาของอาจารย์หรือเปล่า

สีหน้าของอาเมียร์เปลี่ยนทันควันกับชื่อของผู้หญิงซึ่งเด็กสาวเพิ่งเคยได้ยิน ซ้ำเขายังพูดเสียงเครียด อยากให้ข้าไปบอกท่านเบเรคให้กักบริเวณเจ้าไหม

โธ่...อาจารย์ ข้าแค่ล้อเล่น แต่ข้าอยากไปงานเทศกาลจริงๆ ...ท่านก็รู้นี่ว่าเทศกาลอะไรเด็กหนุ่มผมแดงคราง

เฟย์ลิมเหลือบมองไปมาระหว่างทั้งสอง แล้วก็รีบแทรกแซงเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี

รูอาร์คเขาหมายถึงเทศกาลลูคนาซัธ เทศกาลเก็บเกี่ยวของธีร์ดีเรน่ะขอรับ ที่ให้เอามือลอดแผ่นไม้ก็แค่จับคู่เต้นรำเท่านั้นเองชายหนุ่มอธิบาย วันนั้นเราจะนำพืชผลไปเซ่นสรวงสุริยเทพ ปีนเขาขึ้นไปเก็บผลแบลเบอร์รี ทำอาหารเลี้ยงฉลอง แล้วก็ร้องเพลงกับเต้นรำรอบกองไฟกันขอรับ

แต่เจ้าไม่ควรพูดถึงลีชาอย่างนั้น อาเมียร์ยังพูดเสียงแข็งกับใครอีกคน อย่าได้เอานางมาล้อเล่นอีก

รูอาร์คกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ข้าจะไปสนผู้หญิงมีสามีแล้วทำไมเล่า แค่เห็นอาจารย์หวงนักเลยขอแหย่สักหน่อยเถอะ

แค่แหย่ก็ไม่ได้ เด็กหนุ่มผมดำพูดขึงขัง ข้าไม่ชอบ วันหลังอย่าพูดถึงลีชาทำนองนี้อีก เดี๋ยวก็ไม่ให้ไปงานเทศกาลจริงๆ หรอก

เด็กหนุ่มผมแดงหันกลับมาอย่างสนใจเต็มที่อีกครั้ง หมายความว่า...อาจารย์จะให้พวกเราไปหรือ

ถ้าท่านเบเรคอนุญาต อาเมียร์พูดง่ายๆ แล้วค่อยมาเรียนชดเชยในวันพัก

รูอาร์คดีดนิ้วเปาะก่อนจะหันไปมองเฟย์ลิมด้วยสายตาแฝงนัย ยังผลให้อีกฝ่ายถอนหายใจเบาๆ และยิ้มอ่อนๆ ก็ได้ พี่รู้แล้ว

คงหมายความว่าชายหนุ่มต้องไปขออนุญาตบิดาเพราะมีโอกาสสำเร็จมากกว่ากระมัง... เด็กสาวคิด

ที่จริง คนดูแลเธอย่อมไม่อนุญาตแน่นอน แต่เธอพอมีวิธีออกมาเที่ยวงานเทศกาลได้เหมือนกัน และอยากไปฉลองกับใครอีกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วยจริงๆ

อาจารย์จะไปฉลองเทศกาลกับครอบครัวไหมขอรับแอชลีนน์ถาม แต่อาเมียร์กลับนิ่งเงียบไปเหมือนลังเล

ไปเถอะขอรับ เฟย์ลิมสนับสนุนอีกเสียง จะได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวด้วย

...ข้าคงขอดูก่อนเด็กหนุ่มผมดำตอบเบาๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกับไม่ได้เห็นว่านั่นเป็นการพักผ่อน จนเด็กสาวประหลาดใจและเสริมขึ้นบ้าง

ไปสิขอรับ วันแบบนี้ ใครๆ ก็อยากอยู่กับครอบครัวทั้งนั้นนี่นา

อืม อาจารย์หนุ่มกลับรับสั้นๆ

แล้วเจ้าไปด้วยหรือเปล่า เจ้าเปี๊ยก รูอาร์คหันมาถามเธอ

เอ้อ... เด็กสาวอยากตอบว่าได้...แต่ก็เกรงว่าตนอยากมาในแบบที่พวกเขาจำไม่ได้มากกว่า ไม่รู้สิ คงต้องดูก่อนว่าเจ้าหญิงจะประทานอนุญาตหรือเปล่า

ถ้าได้ก็ดีนะ เฟย์ลิมพูดยิ้มๆ พวกเราสี่คนจะได้ไปด้วยกันหมด หมู่บ้านของอาจารย์ก็ไม่ไกลเท่าไรด้วย ไม่รบกวนใช่ไหมขอรับ

แอชลีนน์พยายามยิ้มน้อยๆ แต่เมื่อสังเกตดูอาเมียร์ก็เห็นว่าเขายิ่งดูเงียบและครุ่นคิดขึ้น ถึงจะตอบแผ่วเบาว่าได้ก็ตาม

แสดงว่า...ไม่อยากให้พวกเราไปด้วยอย่างนั้นหรือ

เธอพยายามไล่ความคิดนั้นออกไป แล้วก็ตัดสินใจว่าจะลองเอ่ยปากตามที่หวังไว้สักครั้ง

 

โชคดีที่วันนั้นดูลัสยังมาไม่ถึงจวน เด็กสาวจึงได้ขอพูดกับอาเมียร์ก่อนถึงประตูหน้าสักครู่หนึ่ง อาจารย์...ข้าขอร้องอะไรสักอย่างได้ไหม

หือ... เด็กหนุ่มรับ เขาเลิกใจลอยแล้วหันมามองเธออย่างสงสัยทันควัน มีอะไรหรือ

คือ...ข้าอยากไปเที่ยวงานเทศกาล

ก็ไปได้นี่...หรือเจ้ากลัวจะขอดูลัสออกมาไม่ได้

ข้า... แอชลีนน์ตัดสินใจพูดตรงๆ ข้าว่าจะไม่บอกเขาว่ามะรืนไม่มีเรียน ให้เขาพามาส่งที่นี่แล้วเราค่อยไปที่หมู่บ้านของอาจารย์ ตอนเย็นค่อยกลับมาที่จวนก่อนเวลาเขามารับ

อ้อ อาเมียร์รับเรียบๆ เอาอย่างนั้นก็ได้

แต่ว่า... เธอเริ่มอึกอัก ลิ้นกลับแข็งขึ้นมาทันใด

แต่ว่า...ทำไมหรือ

แต่...ข้า...อยากไปเที่ยวเทศกาล...ในฐานะ...ผู้หญิง...มากกว่า

หา... เสียงรับของเขาฟังตกใจน้อยๆ

คือ...ในงานมีเต้นรำใช่ไหมล่ะ...ข้า...ข้าไม่อยากถูกผู้หญิงด้วยกันขอเต้นรำ ละ...แล้วข้าก็ไม่อยากดื่มเหล้าด้วย ถ้าเป็น...เป็นผู้ชาย ข้าคงถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มให้ได้...ไม่ใช่หรือ

หมายความว่า...เจ้าอยากถูกผู้ชายขอเต้นรำหรือคนถามกะพริบตาปริบๆ

เด็กสาวก้มลงซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวทันควันเพราะเผลอเอาคนพูดไปแทนที่ ผู้ชายในมโนภาพโดยไม่ทันห้าม ปะ...เปล่านะ คือข้า...ข้า...ไม่ได้...

ข้าล้อเล่น อาเมียร์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะยักไหล่ เพียงแต่...แต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายก็ปลอดภัยอยู่แล้วนี่ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนขอเต้นรำกับเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักมาก่อนหรอก แล้วถ้าไม่อยากดื่มเหล้า บอกเขาไปเลยก็ได้ว่าผู้ใหญ่ห้าม ถ้ารูอาร์คหรือใครดึงดันให้เจ้าดื่มนัก ก็ให้เขามาชนกับข้าแทน

แต่ว่า... แอชลีนน์อยากหาเหตุผลมาแย้ง กระนั้นกลับนึกไม่ออก เป็นอาเมียร์เสียเองที่มองเธออยู่อีกครู่หนึ่งแล้วก็พูดอย่างครุ่นคิด

แต่ถ้าเจ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงจริงๆ ก็ดีนะ พอไม่ต้องปลอมตัว ไปอยู่ในคนมากๆ จะวางตัวได้ง่ายขึ้น เพียงแต่...ดูลัสคงไม่ยอมให้เจ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกมาแน่ๆ ไม่ใช่หรือ

เด็กสาวยิ้มเฝื่อนๆ เพราะเธอคาดการณ์ไว้เช่นนั้นเหมือนกัน อะ...อันที่จริง ข้าก็คิดอย่างนั้น เลยมีเรื่องอยากขอร้องท่าน

อะไรหรือ

คือ...ท่าน... ลิ้นของแอชลีนน์เริ่มแข็งขัดและเสียงแผ่วลงอีกครั้ง ...ท่านจะช่วย...ขะ...ขอยืม...ชุด...ของ...ภรรยาท่าน...มา...ได้ไหม

หา!” อาเมียร์อุทานทันควัน เจ้าว่าอะไรนะ

กะ...ก็ชุดของ...ภะ...ภรรยาท่าน...ยังไงล่ะ เด็กสาวกลั้นใจพูดอีกครั้ง

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ แก้มของเขาดูมีสีเรื่อๆ ขึ้นมา

มะ...ไม่ได้หรือ เธอตัดสินใจจี้

ก็ไม่ได้น่ะสิ คำตอบเสียงแข็งทำให้แอชลีนน์ใจร่วงวูบ แต่คำขยายความต่อมากลับนำความประหลาดใจ ข้ายังไม่ได้แต่งงาน

อ้าว!” แอชลีนน์อุทาน กระนั้นยังนึกได้ถึงคำของรูอาร์ค ละ...แล้วผู้หญิงชื่อลีชา...ที่รูอาร์คพูดถึง...ที่อยู่บ้านท่าน...คนที่สะ...สวมแหวนแต่งงานน่ะ

รูอาร์คกับเฟย์ลิมยังไม่ได้บอกเจ้าอีกหรือ อาเมียร์ย้อนถาม แล้วก็พูดต่อเมื่อเธอสั่นศีรษะ นางเป็นภรรยาม่ายของเพื่อนข้า แล้วก็ไม่มีญาติที่อื่น แม่ข้าเลยให้อยู่ช่วยงานบ้านกับดูแลน้องๆ ...เจ้าหัวแดงนั่นก็เหลือเกินจริงๆ

ยะ...อย่างนั้นหรือ เด็กสาวค่อยยิ้มออก โล่งอกไปที

หือ เด็กหนุ่มเลิกคิ้วน้อยๆ โล่งอกอะไร

กะ...ก็...ข้าหลงนึกว่าอาจารย์แต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมสวมแหวนแต่งงาน ไม่ยอมบอกใคร แล้ว...แล้วรูอาร์คยังพูดด้วยว่าถ้า...ถ้าเฟย์ลิมได้แต่งงานกับ...เจ้าหญิง ท่านเจ้ามณฑลจะให้อาจารย์แต่งงานกับ...คุณหนูฟิเดลมา...เป็นการตอบแทน

คนฟังโคลงศีรษะและถอนหายใจ กุเรื่องขึ้นมาเองทั้งนั้น น่าจะจับเจ้านั่นกักบริเวณคัดลายมือ ห้ามไปงานเทศกาลเสียให้เข็ด ตอนนี้ข้ายังไม่คิดจะแต่งงานหรอก ยิ่งกับคุณหนูฟิเดลมายิ่งไม่คิดเลย

จริงนะ แอชลีนน์ถามทันควันจนตนเองประหลาดใจ ทั้งอายที่ตนหลงเชื่อมาได้ตั้งนาน และทำท่าเหมือนละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขา ขะ...ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ที่จริงข้าไม่ควร...

ไม่เป็นไร เรื่องชุด ยืมของแม่ข้าก็ได้ ครั้นเธอเงียบไปกลางคัน อาเมียร์ก็พูดอ่อนโยนขึ้น ข้าพอนึกออกว่าจะขอยังไงดี แม่คงไม่ว่าอะไร

จริงหรือ!” เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ความดีใจกลบทับจนลืมเรื่องน่ากระอักกระอ่วนเมื่อครู่จนสิ้น

ฮื่อ เด็กหนุ่มพยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เย็นนี้ข้าจะลองไปขอดู พรุ่งนี้ถ้าได้ชุดแล้วจะเก็บไว้ให้

ขอบคุณ....ขอบคุณมากจริงๆ ! เด็กสาวยิ้มกว้าง

 

อาเมียร์รีบบอกเธอในวันต่อมาว่าเรียบร้อยดี ตอนเย็นหลังเลิกเรียนเขาจะไปรับชุดจากแม่ เด็กสาวจึงเรียนอย่างอารมณ์ดีไปทั้งวันแม้ในตอนที่ดูลัสมารับกลับ อารมณ์ดีจนกลายเป็นตื่นเต้น อยากให้คืนนี้ผ่านไปเป็นวันพรุ่งเร็วๆ

วันนี้องค์หญิงดูทรงพระสำราญเป็นพิเศษนะเพคะ เคียราทักขณะหวีผมให้เธอก่อนนอน

ก็...พรุ่งนี้เป็นวันลูคนาซัธนี่แอชลีนน์บอกไปโดยไม่คิดอะไร

แต่พรุ่งนี้องค์หญิงก็ยังทรงเรียนนี่เพคะ...น่าเสียดาย ไม่อย่างนั้นคงเสด็จไปดูงานเทศกาลกับท่านดูลัสได้แท้ๆ

หือ... เด็กสาวเลิกคิ้ว มองเงาสะท้อนในกระจกด้วยหวังจะดูสีหน้าของเคียรา ทว่าอีกฝ่ายก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาแปรงผมให้เธอ

เมื่อวานซืน ท่านดูลัสขอให้หม่อมฉันทูลถามองค์หญิงว่ามีพระประสงค์จะเสด็จไปงานเทศกาลแถวนี้หรือเปล่า แต่เห็นองค์หญิงตรัสว่ามีเรียน ท่านดูลัสเลยบอกว่าไม่ต้องแล้ว น่าเสียดายนะเพคะ ทรง...หยุดเรียนสักวันไม่ได้เลยหรือ

แอชลีนน์กะพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อนัก คนเข้มงวดอย่างดูลัสนี่นะ

เป็นอย่างที่หม่อมฉันบอกไม่ใช่หรือเพคะ...ท่านดูลัสเองก็อยากให้องค์หญิงทรงพระสำราญมากๆ นะเพคะเสียงของนางกำนัลสาวออกจะภูมิใจแทนคนที่พูดถึง

เด็กสาวพยายามมองเงาของคนพูดอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร

ที่จริงเธอเสียดายอยู่บ้างที่ตกลงกับคนอื่นไว้แล้วจึงต้องปฏิเสธน้ำใจขององครักษ์หนุ่ม กระนั้นก็อยากให้คนใกล้ชิดทั้งสองได้ผ่อนคลายในวันเทศกาลเช่นกัน เลยเสนอ เคียราไม่ไปงานเทศกาลกับดูลัสล่ะ

ความเงียบบังเกิดขึ้นกะทันหันราวกับวงกระเพื่อมแผ่กว้างของน้ำ...มันสงบลงเมื่อแอชลีนน์เอ่ยต่อ ก็...เคียรากับดูลัสน่าจะได้พักผ่อนบ้าง หมู่นี้เคียราต้องอยู่แสดงตัวเป็นเรา ส่วนดูลัสก็คอยรับส่งเรามาตลอดนี่นา

หามิได้เพคะ หม่อมฉัน...ไปไม่ได้หรอก ก็หม่อมฉันมีหน้าที่อยู่แทนองค์หญิงนี่นา แต่ไม่เป็นไรเพคะ นางกำนัลสาวเอ่ยเบาๆ ก่อนจะรีบเสริม ตอนเด็กๆ หม่อมฉันเคยเห็นงานเทศกาลเก็บเกี่ยวในหมู่บ้านที่เคยอยู่แล้ว เสียดายแค่องค์หญิงไม่ได้เสด็จประพาสกับท่านดูลัสเท่านั้นเอง

แอชลีนน์เงียบไป ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมใจ ยิ่งเมื่อต้องเก็บงำความจริงว่าพรุ่งนี้เธอจะไปเที่ยวเล่น...แต่พรุ่งนี้อีกฝ่ายจำต้องอยู่แทนเธอ

แต่คืนนี้...เขาเล่ากันว่ามีพิธีที่น่าสนใจนะเพคะ เคียรากระซิบ

พิธี...อะไรหรือ เด็กสาวถามอย่างสงสัย

ในคืนก่อนเทศกาลลูคนาซัธ ให้หญิงสาวบริสุทธิ์สวมชุดขาว  ถือกระจกเงาออกไปรับแสงจันทร์ตอนสองยาม อธิษฐานต่อพระแม่ธรณี แล้วเดินถอยหลังกลางแสงจันทร์ยี่สิบก้าว จากนั้นหงายกระจกส่องดูพระจันทร์ จะเห็นคู่ครองของตนในอนาคต องค์หญิงจะทรงลองดูไหมเพคะ

แอชลีนน์ลังเล ...ใจหนึ่งอยากรู้ แต่อีกใจหนึ่งกลับกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ว่าจะเห็นใบหน้าของชายที่เธอไม่รู้จัก ของดูลัส หรือของเฟย์ลิมก็ตาม ...เธอคงบอกไม่ได้ว่าตนยินดี ดังนั้นขอไม่รู้เสียเลยดีกว่า อย่างน้อยก็จนถึงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ไม่ละ เด็กสาวปฏิเสธ พรุ่งนี้ต้องรีบไปเรียนแต่เช้า ไม่อยากสัปหงกในห้องเรียน เคียราก็...ลองดูในคืนนี้สิ ถ้าได้ผลจริงๆ ค่อยบอกให้เราทำบ้างก็ได้

องค์หญิงนี่ละก็ นางกำนัลสาวหัวเราะเฝื่อนๆ กว่าจะถึงคืนก่อนเทศกาลปีหน้า องค์หญิงก็เสกสมรสไปแล้วนะเพคะ

เจ้าหญิงชะงักเมื่อตระหนักได้ และพบว่าตนพูดอะไรไม่ออกอีก กระนั้น เมื่อเคียราถามว่าเป็นอะไรจึงได้เงียบไป เธอก็บอกเพียงแค่ง่วงนอน และรีบเข้านอนเสีย

ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งความตื่นเต้นและกระวนกระวายทำให้เธอลืมตาโพลงอยู่เป็นนาน

แอชลีนน์ยังไม่หลับเมื่อเคียราซึ่งปูฟูกนอนบนพื้นห้องของเธอลุกขึ้นเงียบๆ แล้วหยิบกระจกเงาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งออกไปจากห้อง...

และเธอก็ยังนอนไม่หลับ เมื่อประตูห้องเปิดออกอย่างเร่งรีบหลังจากนั้นครู่ใหญ่

เคียราผลุบเข้ามาโดยเร็วพร้อมกับหอบเบาๆ เด็กสาวเหลือบเห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นทาบอกใต้แสงจันทร์สลัวจากหน้าต่าง ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ วางกระจกแล้วเข้านอนอีกครั้ง

เมื่อนั้น เจ้าหญิงจึงได้พยายามข่มตาหลับโดยไม่กล้าถามอีกฝ่ายว่าเห็นภาพใครในกระจกเงา แม้จะอยากรู้เหลือเกิน

 

เช้าวันนั้น อาเมียร์รอแอชลีนน์อยู่ก่อนแล้ว พอคล้อยหลังดูลัสได้สักหน่อย ทั้งสองก็เดินออกจากจวนไปที่ชุมทางรถม้ารับจ้าง ระหว่างทางเขายื่นผ้าคลุมผืนยาวที่มีหมวกคลุมศีรษะให้กับเธอ บอกให้เธอสวมไว้ และเปลี่ยนเสื้อผ้าในรถม้าเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เด็กหนุ่มรับรองเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่แอบดู ทั้งยังเสนอให้เธอใช้ผ้าผูกตาเขาไว้ได้เพื่อความมั่นใจ

กระนั้น ใจของเจ้าหญิงยังเต้นรัว ความตื่นเต้น เขินอาย บวกความแคบของรถม้าทำให้การเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำผมเองขลุกขลักจนใช้เวลามากกว่าที่คิด เด็กสาวคงบอกอาเมียร์เกินสามครั้งด้วยซ้ำว่า อย่าเพิ่งมอง แต่เขาก็นิ่งเฉยและรักษาคำพูดตามเดิม

รถม้าเกือบถึงอาแดร์แล้วเมื่อแอชลีนน์บอกให้เขาถอดผ้าผูกตาในที่สุด

เป็นอย่างไรบ้าง... เด็กสาวลูบผมของตนอย่างประหม่า ข้าลองผูกผมเองดู เบี้ยวหรือเปล่า

ไม่หรอก อาเมียร์ตอบยิ้มๆ น่ารักดี สีผ้าผูกผมเข้ากับชุดพอดีเลย เจ้านี่สังหรณ์แม่นนะ

แอชลีนน์ก้มหน้าลงลอบยิ้มเขินๆ ขณะเก็บช้องผมกับเสื้อผ้าผู้ชายพับใส่กระเป๋าผ้า ที่จริงเธอนำผ้าผูกผมทุกสีที่มีติดตัวมาด้วยเป็นสิบๆ ผืน เพราะไม่รู้ว่าชุดที่เขานำมาให้จะสีอะไร ปรากฏว่าชุดกระโปรงทับเสื้อแขนยาวสีขาวนั้นเป็นสีแดงเลือดหมู มีซับในสีฟ้าอ่อนเหมือนท้องฟ้า เธอเลยใช้ผ้าผูกผมเส้นเล็กบางสีฟ้ากับแดงสองผืนผูกสลับกันตามที่เคียราเคยสอนได้พอดี

ชุดนี้แม่ท่านซื้อจากไหนหรือ เด็กสาวก้มลงมองอกเสื้อซึ่งเดินขอบด้วยดอกไม้เล็กๆ อ่อนช้อยแปลกตา ไม่ใช่ลายปักแบบธีร์ดีเร ปักสวยดี

แม่ตัดแล้วก็ปักเองเด็กหนุ่มตอบ ว่างๆ แม่ข้าชอบปักผ้า เสื้อผ้าของทุกคนในบ้าน แม่เป็นคนทำให้ทั้งนั้น ตอนอยู่ทะเลทรายแม่ยังทอผ้าเองด้วย

เก่งจัง แอชลีนน์พูดลอยๆ ก่อนจะสะท้อนใจ ข้าสิ...เย็บปักถักร้อยไม่เอาไหนเลย

แต่ก็มีอย่างอื่นที่ถนัดไม่ใช่หรือ อาเมียร์กลับบอกง่ายๆใครๆ ก็มีทั้งเรื่องที่ถนัดกับไม่ถนัดทั้งนั้น พยายามทำเรื่องที่ถนัดให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องที่ไม่ถนัด...ถ้าไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเองก็ไม่ต้องฝืนทำก็ได้

แต่...ผู้หญิงที่ไหนก็ต้องเย็บปักถักร้อยได้ดีทั้งนั้นนี่นา เด็กสาวเปรย ไม่อย่างนั้นใครๆ คงไม่บอกว่านั่นเป็นงานของผู้หญิงหรอก

มันก็แค่เรื่องที่คนอื่นตั้ง เด็กหนุ่มตอบ ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา ไม่ใช่เรื่องที่เราอยากทำ...ก็ไม่เห็นต้องฟังเลย

...ไม่รู้สิ แอชลีนน์เลื่อนสายตาลงมองกระโปรงที่สวมอยู่เมื่อนึกถึงคำพูดของแม่นมที่พยายามเคี่ยวเข็ญให้เธอฝึกเย็บปักถักร้อย

องค์ราชินีทรงเชี่ยวชาญด้านการปักผ้ามากนะเพคะ ผ้าคลุมพระเศียรในพระราชพิธีเสกสมรส กับผ้าซับพระพักตร์ของฝ่าพระบาท พระนางทรงปักเองทั้งนั้น

ผ้าเช็ดหน้าหลายผืนที่เสด็จแม่ทรงปักให้เสด็จพ่อ บัดนี้กลายเป็นของดูต่างหน้าที่ตกทอดมาถึงเธอ พวกมันล้วนเดินขอบด้วยลูกไม้งดงามประณีต แล้วยังมีผ้าลูกไม้โปร่งบางยาวระพื้นสำหรับคลุมศีรษะ ปักไข่มุกและลูกปัดแก้วเจียระไนเลื่อมพราย ราวกับฟองคลื่นทะเลซึ่งสาดซัดผาที่ตั้งปราสาท

ผ้าผืนนั้นเองที่เธอต้องสวมในอีกไม่ถึงปีข้างหน้า ในพิธีแต่งงานของตน บางทีแม่นมกับนางกำนัลอื่นๆ คงอยากให้เธอปักผืนใหม่แทน มิเช่นนั้นก็ปักผ้าเช็ดหน้าให้พระสวามีประทับใจบ้าง แต่พอเห็นรอยด้ายที่ยึกยือเป็นตัวหนอนตลอดกาลก็คงถอดใจกันเสียแล้ว

แอชลีนน์สั่นศีรษะน้อยๆ ด้วยไม่อยากคิดต่อ เธอโล่งอกที่รถม้าหยุดในตอนนั้น อาเมียร์กำชับให้เด็กสาวสวมผ้าคลุมให้เรียบร้อยแล้วจึงลงไปจ่ายเงินให้คนขับรถก่อนจะเดินนำเธอไป เขาบอกว่าแม่เชิญเฟย์ลิมกับรูอาร์คไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านด้วยกันก่อนออกไปเก็บผลไม้หรือร่วมงานเทศกาล

เพิ่งหัววัน แต่ลานกลางหมู่บ้านมีผู้คนคึกคักพอสมควร พวกผู้ชายกำลังเรียงไม้ฟืนสำหรับก่อกองไฟขนาดใหญ่ที่กลางลาน ที่มุมหนึ่งของลานตั้งแผ่นไม้ใหญ่และสูงจนไม่อาจชะเง้อเห็นคนอีกฝั่ง ตรงกลางแนวแผ่นไม้เจาะรูไว้เป็นระยะๆ ให้สอดมือลอดได้ คงเป็นแผ่นไม้สำหรับจับคู่เต้นรำที่ว่ามา

เธอนึกไปว่าหากลองจับคู่เต้นรำแล้วได้เต้นกับอาเมียร์สักครั้งคงจะดี กระนั้นก็เตือนตนเองไม่ให้หวังมากนัก...ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าอะไร

ครั้นอาเมียร์เคาะประตูบ้านแล้วมีคนเปิด เสียงใสๆ ก็ดังขึ้นทันที นาสิราวิ่งเข้ามาหาเด็กหนุ่ม ตามด้วยฟาร์ฮานาห์ แอชลีนน์มองเขาอุ้มน้องสาวทั้งสองจนตัวลอยคนละทีเหมือนเป็นวิธีทักทายเฉพาะตัว ก่อนจะพาเธอเข้ามาแนะนำตัวกับครอบครัว ทั้งท่านซิอ์บุลผู้เป็นพ่อ ท่านสิมาผู้เป็นแม่ กับลีชา ดูเหมือนอาเมียร์จะสนิทกับแม่เป็นพิเศษ เพราะตอนท้ายเขาบอกกับท่านอย่างเจาะจง

นี่พี่สาวของแอช...คนที่ข้าบอกเมื่อวานขอรับ

เคียราค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเด็กสาวให้ชื่อปลอมที่ตนตกลงกับอาเมียร์ และโค้งคำนับพ่อแม่ของเขาอย่างนอบน้อม

จ้ะ ตามสบายเถอะ ท่านสิมายิ้มรับอย่างเป็นกันเองก่อนจะผายมือไปทางโต๊ะอาหารซึ่งวางตะกร้าขนมปังกับชามซุป นั่งก่อนสิจ๊ะ เดี๋ยว โคลแคนนันก็จะเสร็จแล้ว เห็นเขาว่าเป็นอาหารมงคลในเทศกาลนี้สินะ

ค่ะ เด็กสาวเหลือบมองทางครัว เห็นลีชากำลังใช้ไม้พายเคี่ยวอาหารในหม้อใบใหญ่ที่ตั้งเหนือเตาไฟ คงเป็นโคลแคนนัน อาหารพิเศษประจำงานเทศกาลลูคนาซัธ อันประกอบด้วยมันฝรั่งชุดแรกที่เก็บเกี่ยวได้ของปี ต้มผสมกับกะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ และกระเทียมให้เปื่อยจนกลิ่นเริ่มโชยหอม

แอชลีนน์นั่งลงบนเก้าอี้ที่อาเมียร์เลื่อนให้ ก่อนจะตอบคำถามที่เด็กหญิงทั้งสองตั้งให้อย่างกระตือรือร้นทำนองว่าเป็นนางกำนัลต้องทำอะไรบ้าง และเจ้าหญิงสวยมากไหม (แอชลีนน์ได้แต่ตอบข้อหลังอย่างประหม่าว่าก็น่ารักดี)  อีกครู่หนึ่งก็มีเสียงเคาะประตู อาเมียร์จึงลุกไปเปิดให้เฟย์ลิมกับรูอาร์คเข้ามา

ดูเหมือนทั้งคู่เคยพูดคุยกับญาติๆ ของเด็กหนุ่มชาวทรายมาก่อนหน้านี้ เพราะพวกเด็กๆ คุ้นเคยกับพวกเขา และท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาก็ทักชื่อของทั้งสองได้ในทันที ไม่ช้า อาเมียร์ก็แนะนำให้สองพี่น้องรู้จักเด็กสาวในชื่อ เคียรา

ทุกคนนั่งสนทนาที่โต๊ะได้ไม่นาน อาหารจานสำคัญในครัวก็เสร็จ เด็กหนุ่มผมดำเข้าไปช่วยลีชายกจานเปลใบใหญ่ที่มีมันฝรั่งบดเคี่ยวกับผักวางเรียงอยู่รอบนอก และมีเนยร้อนกับนมราดในแอ่งตรงกลาง ส่งควันฉุยกับกลิ่นหอมกรุ่น

ทุกคนตักโคลแคนนันคำแรกเข้าปากพร้อมกัน แล้วพูดว่า ยายแก่ผมแดงจงหายไป!” ตามธรรมเนียม โดยมีรูอาร์ค เฟย์ลิม กับแอชลีนน์ซึ่งเป็นชาวธีร์ดีเรโดยกำเนิดเป็นต้นเสียงดังกว่าใครเพื่อน

ทำไมต้องให้ยายแก่ผมแดงหายไปล่ะจ๊ะ นาสิราตั้งคำถามหลังจากนั้น

ยายแก่ผมแดงหมายถึงความหิวโหย เพราะอย่างนั้นเลยต้องไล่นางไป ปีนี้จะได้มีผลผลิตเยอะๆ อยู่ได้จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวหน้าไงล่ะเฟย์ลิมอธิบาย

เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ ขณะมองคนหัวสีแดงเพลิงโดดเด่นที่นั่งร่วมโต๊ะ แต่ไม่ต้องไล่พี่รูอาร์คไปใช่ไหม ถึงพี่รูอาร์คจะผมแดง แต่ก็ไม่ได้เป็นยายแก่นี่นา

อาเมียร์กับเฟย์ลิมหัวเราะออกมา ส่วนคนถูกพาดพิงยักไหล่ ถ้าไล่พี่จะโป้ง ไม่ให้เราขี่หลังขึ้นเขาไปเก็บแบลเบอร์รีด้วย รูอาร์คแกล้งทำหน้างอน แต่แอชลีนน์กลับคิดว่ามันดูน่าต่อยมากกว่าน่าง้อ

ถึงพี่รูอาร์คไม่พาไป ข้าไปกับพี่อาเมียร์ก็ได้ นาสิราตอบฉะฉาน พี่อาเมียร์จะให้ข้าขี่หลังขึ้นเขาใช่ไหม

แน่นอนสิ คนถูกเรียกรีบตอบรับ แต่ต้องสลับกับฟาร์ฮานาห์นะ

ท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง แอชลีนน์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตักโคลแคนนันเข้าปากอีกคำแล้วชะงักไป...

อร่อย

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกว่าโคลแคนนันอร่อยขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะวัตถุดิบซึ่งมีแต่ของพื้นๆ ไม่เหมือนโคลแคนนันจากห้องเครื่องที่ใช้เครื่องปรุงชั้นเลิศ และมีเนื้อลูกแกะย่างเครื่องเทศชิ้นโตเป็นเครื่องเคียง ฝีมือของคนทำอาจมีส่วน แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน

ความอร่อยนี้มาจากความรู้สึกโหยหา...และคุ้นเคยอย่างประหลาดจนบอกไม่ถูก

เสียงหัวเราะและพูดคุยร่าเริงทำให้เด็กสาวนึกไปถึงหลายปีก่อน เมื่อครั้งเสด็จพ่อเสด็จแม่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ จะมีการฉลองเทศกาลลูคนาซัธอย่างครึกครื้นในลานใหญ่หน้าพระราชวัง มีงานออกร้าน การแสดงมหรสพ รวมทั้งการประลองยุทธ์ใหญ่ทุกสามปี และการประลองกีฬาอื่นๆ ในสนามประลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

เช้าวันนั้นจะเริ่มด้วยโคลแคนนันร้อนๆ ที่โต๊ะเสวย จากนั้นเสด็จพ่อจะเสด็จไปทรงเป็นประธานการแข่งขัน ส่วนเธอกับเสด็จพี่ไอลีชก็สามารถออกมาเดินเล่นดูงานได้โดยมีองครักษ์อารักขา เสด็จแม่ประทานเงินให้เสด็จพี่กับเธอซื้อหาของในงานออกร้านได้ตามใจชอบ แต่ทุกร้านก็ยินดีถวายของที่ทั้งสองต้องการให้เสมอ ไม่ว่าจะถูกแพงใหญ่เล็กแค่ไหน สุดท้ายเมื่อโตขึ้นบ้าง เธอกับเสด็จพี่จึงตกลงกันว่าหากเห็นของถูกใจจะเงียบไว้ เดินชมงานอย่างสำรวมก่อนจะส่งดูลัสกับเคียราออกมาซื้อของให้แทน

ไม่มีงานเทศกาลหลวงเลยตั้งแต่ปีที่เสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่จากเธอไป แม้เจ้าหญิงจะได้เสวยโคลแคนนันร้อนๆ จากห้องเครื่อง รวมทั้งอาหารอื่นๆ ตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งห้องเครื่องทำถวายหลังจากนั้นทุกปี พวกมันก็ไม่เคยอร่อยเหมือนเมื่อก่อน บนโต๊ะเสวยที่เดียวดายรอกษัตริย์พระองค์ใหม่ ในห้องเสวยที่กว้างใหญ่และเยียบเย็นเกินไป กระทั่งส้อมเคาะขอบจานนิดเดียวก็เกิดเสียงสะท้อนก้อง จนกระทั่งหากไม่จำเป็นจริงๆ แอชลีนน์จะขอให้ยกอาหารมาที่ห้องของตนเอง ห้องหนังสือ หรือห้องอื่นๆ ที่สะดวก แทนห้องเสวยซึ่งเลี่ยงไม่ได้ในเวลาอันเป็นพิธีการที่สุดเท่านั้น

สามปีแล้วสินะ ที่เธอไม่ได้รับประทานโคลแคนนันร่วมโต๊ะกับใครๆ อย่างนี้ บางที ความอร่อยของอาหารอาจมาจากการมีคนร่วมโต๊ะ มีเสียงของความสนุกสนานยินดีอยู่รอบตัวกระมัง

ทั้งๆ ที่...ในความสุขนี้ยังมีบางสิ่งทิ่มแทงห้วงลึกของใจ

เคียรา

ต้องใช้เวลาอีกครู่ แอชลีนน์จึงระลึกได้ว่ามีคนเรียกเธอและหันไปทางอาเมียร์ซึ่งเป็นเจ้าของเสียง มะ...มีอะไรหรือ

เห็นเจ้าเงียบไป แล้วตาเจ้าก็ดูแดงๆ น่ะ

มะ...ไม่มีอะไรหรอก เด็กสาวรีบปาดน้ำตา ข้า...แค่คิดว่าไม่ได้รับประทานโคลแคนนันกับครอบครัวมานานแล้วน่ะ

แล้วเจ้าเปี๊ยก...แอชน่ะ ทำไมไม่ตามพี่สาวมาด้วยล่ะ รูอาร์คตั้งคำถามทันควัน

แอชมีงานยุ่งพอดี เลยน่าเสียดาย ที่จริงข้าก็อยากให้เขามาด้วยเหมือนกัน แอชลีนน์ตอบ

แล้วปีก่อนๆ นี่พี่สาวกับแอชไม่ได้ฉลองเทศกาลด้วยกันเลยหรือ เด็กหนุ่มผมแดงซักต่อ

ชะ...ใช่ เวลาว่างไม่ตรงกันเลย เธอรีบกลบเกลื่อน และได้อาเมียร์ช่วยดึงหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นหลังจากนั้น รวมถึงยังดีที่รูอาร์คไม่ถามถึงเรื่องเธอกับครอบครัวอีกเลย

 

หลังมื้อเช้า รูอาร์คเสนอให้พวกเขาขึ้นเขาไปเก็บแบลเบอร์รีตามธรรมเนียม แต่ท่านซิอ์บุลบอกว่าจะอยู่เฝ้าบ้านกับท่านสิมา ส่วนลีชาเอาแต่สั่นศีรษะปฏิเสธ ครั้นเด็กหนุ่มผมแดงพยายามชวนต่อ ก็ถูกสายตาดุของท่านซิอ์บุลกับคำพูดของอาเมียร์ปรามไว้ คณะเดินทางจึงประกอบด้วยอาเมียร์ เฟย์ลิม รูอาร์ค แอชลีนน์ นาสิรา กับฟาร์ฮานาห์รวมเป็นหกคน

แอชลีนน์ตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะแน่นอนว่าในวังไม่มีพุ่มแบลเบอร์รี อย่างดีพวกนางกำนัลกับมหาดเล็กก็ให้เจ้าชายเจ้าหญิงน้อยได้เล่นสนุกตามเทศกาลโดยนำช่อแบลเบอร์รีที่ซื้อจากตลาดหน้าพระราชวังไปปักแซมแอบตามพุ่มไม้ในอุทยานให้เก็บมารับประทาน แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งสองก็จะเลือกช่อที่สวยที่สุดไปวางบนก้อนหินริมชะง่อนผาด้านหนึ่งของวังเป็นเครื่องเซ่นสรวงเทพแห่งการเก็บเกี่ยวเสมอ

เมื่อทั้งหกหิ้วตะกร้า สวมหมวกฟางกันแดดคนละใบขึ้นเนินสู่ดงแบลเบอร์รี แสงแดดก็จ้าแรงแล้ว ทว่าอากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงยังเย็นสบาย และต้นไม้ริมทางก็มีใบสีเหลือง ส้ม ทอง แดง น้ำตาลคละกันราวกับออกดอกเต็มต้น รูอาร์คสอนเพลงฤดูเก็บเกี่ยวให้เด็กหญิงทั้งสอง (หลังจากถูกเฟย์ลิมกับอาเมียร์ห้ามเสียงแข็งว่าอย่าเอ่ยถึงเพลงไหนที่ไม่เหมาะกับเด็กเป็นอันขาด) แล้วก็เดินนำหน้าไปด้วยกันสามคนพลางร้องเพลงเสียงดัง ขณะที่อีกสามคนรั้งท้าย

ท่านเฟย์ลิมกับท่านรูอาร์คมาที่นี่บ่อยหรือ...คะ เพื่อไม่ให้ความแตก แอชลีนน์ต้องเตือนตนเองไม่ให้พูดกับเฟย์ลิมเหมือนที่เคยพูดในฐานะแอช แต่ยังดีที่อีกฝ่ายดูจะไม่สงสัยอะไร

ที่จริง ข้าไม่ได้มาบ่อยหรอกขอรับ ชายหนุ่มซึ่งสุภาพอยู่แล้วยิ่งสุภาพกับเธอกว่าแต่ก่อน แต่รูอาร์คคงมาบ่อยกว่า เขาชอบออกมาข้างนอก บางทีก็แอบหลบมาโดยไม่บอกใคร ท่านพ่อของเรายังอ่อนใจเลย

อย่างนั้นเหรอคะ...เด็กสาวรับลอยๆ แล้วก็คิดว่านั่นสมกับเป็นรูอาร์คดี

แอชคงไม่ดื้ออย่างนั้นใช่ไหมขอรับ เฟย์ลิมถามเธอบ้าง ข้าว่าเขาน่าจะเป็นน้องชายที่เรียบร้อยดีนะ

ก็...ไม่ถึงกับเรียบร้อยหรอกค่ะ แอชลีนน์ยักไหล่เมื่อนึกถึงตนเองในสายตาของเคียรากับดูลัส เขาก็ชอบหลบมาโดยไม่บอกใครเหมือนกัน ทำให้พี่สาวกับคนรอบข้างลำบากใจก็หลายครั้ง

แต่แอชดูไม่เหมือนคนอย่างนั้นเลยนะขอรับ

คนเราดูไม่เหมือนกับที่เห็นได้นี่นา อาเมียร์ผสมโรงด้วยสีหน้ายิ้มๆ ซ้ำแอบสบตากับเด็กสาว เหมือนสื่อความนัยที่รู้กันเพียงสองคน

ก็จริง เห็นอย่างนั้นรูอาร์คก็เป็นคนดีนะขอรับ ข้ายังอิจฉาเลยที่เขาเข้ากับพวกชาวบ้านได้ดีขนาดนั้น ข้าคิดว่าเขาน่าจะเป็นเจ้ามณฑลที่ดียิ่งกว่าข้าเสียอีกเฟย์ลิมพูดต่ออย่างไม่รู้อะไร

รูอาร์คมีข้อเสียเหมือนกัน ส่วนท่านก็มีข้อดีของท่าน อย่ากังวลเลย เด็กหนุ่มผมดำพูด ที่จริง ข้อเสียของรูอาร์คยังมีมาก ทั้งชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ขี้เล่นไม่รู้กาลเทศะ แถมยังดื้อเหลือเกิน ข้าปรามเขาหลายหนแล้วว่าอย่ายุ่มย่ามกับลีชา ก็ไม่ยอมฟังเลย

รูอาร์คเขาเป็นคนอย่างนี้เองขอรับ เฟย์ลิมยักไหล่ ถูกใจใครหรืออะไรง่ายๆ ไม่มีเหตุผล แล้วถ้าเกิดถูกใจขึ้นมาจะตามไม่หยุดจนกว่าจะเบื่อไปเอง เหมือนที่ชอบล้อเล่นกับอาจารย์หรือแอชบ่อยๆ แต่เขาไม่ทำอะไรไม่ดีหรอกขอรับ ข้ารู้

เอาเถอะ ข้าก็เชื่ออย่างนั้น อาเมียร์พูดเสียงขรึมขึ้น แต่ถ้าขืนรังควานลีชาเกินไป ข้าคงต้องขอให้ท่านเบเรคช่วยห้ามเสียแล้ว

รู้สึกอาจา...ท่านอาเมียร์จะเป็นห่วงลีชามากนะคะแอชลีนน์อดเปรยไม่ได้

ก็นางเป็นเหมือนน้องสาวของข้าคนหนึ่ง ที่จริงสามีของนางเป็นเพื่อนข้าที่กลาสเดล เขาถูกพวกโจรป่าฆ่าต่อหน้าต่อตานาง นางเลยสะเทือนใจจนพูดไม่ได้ พ่อแม่สามีก็ไม่ยอมรับนาง เอาตัวลูกของนางไว้ แต่ไล่นางออกจากบ้าน ถ้าเป็นไปได้...ข้าไม่อยากให้นางพบกับเรื่องร้ายมากไปกว่านี้เลย

หลังคำบอกเล่าของเด็กหนุ่มผมดำ สองผู้ฟังนิ่งเงียบไปนาน

แอชลีนน์เพิ่งรู้แน่ชัดว่าลีชาพูดไม่ได้ หลังจากสะกิดใจว่าเธอไม่เพียงแต่ไม่ยิ้ม...ทั้งๆ ที่เป็นวันเทศกาล แต่ยังไม่พูดอะไรเลยตลอดเวลาอาหาร ตอนร้องไล่ยายแก่ผมแดงก็เหมือนพึมพำแผ่วๆ ตามไปด้วยเท่านั้น

คงเหมือนกับตอนที่เธอเคยปิดตัวเอง ไม่ยอมพูดคุยกับใคร ไม่ยอมรับรู้เรื่องอะไรก็ตามในโลกภายนอกอยู่เป็นเดือนๆ หลังพระราชพิธีศพของเสด็จพ่อ เสด็จแม่กับเสด็จพี่ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นความตายของทั้งสามต่อหน้าต่อตา หรือไม่ได้เห็นแม้แต่พระศพก็ตาม

คงมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะรักษาได้...เธอไม่เคยเชื่อคำพูดนี้เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมดอาลัยตายอยากในครั้งนั้นก็ทุเลาลงได้จริงๆ แม้นความโศกเศร้าแค้นเคืองทั้งหมดยังไม่อาจคลายไปจนบัดนี้ก็ตาม

...ข้า...เสียใจด้วยขอรับ เฟย์ลิมพูดขึ้น ข้าไม่รู้เลย เดี๋ยวจะไปบอกรูอาร์คเอง ได้ยินอย่างนี้เขาคงไม่รบกวนนางอีกแล้ว

ไม่เป็นไรหรอก ข้าว่าข้าพูดกับเขาเองจะดีกว่า อาเมียร์เอ่ย ข้าก็แค่...อยากบอกให้ ผู้ปกครอง ในอนาคตรู้ไว้...จะได้ทำให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่สงบสุขและปลอดภัยขึ้น ถึงจะเป็นความทุกข์หรือความสูญเสียของคนคนเดียวก็ไม่อาจมองข้าม ผู้มีอำนาจและความสามารถควรใช้ทั้งสองอย่างช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะทำได้...จริงไหม

...ข้าจะพยายามขอรับเฟย์ลิมพยักหน้าช้าๆ

ข้าก็...จะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลเจ้าหญิงเหมือนกันค่ะ แอชลีนน์ตัดสินใจพูดขึ้น ข้าเชื่อว่า...เมื่อได้ขึ้นครองราชย์แล้ว เจ้าหญิงจะทรงพยายามทำให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่ดียิ่งกว่านี้จนสุดความสามารถแน่ค่ะ

เด็กสาวเอ่ยประโยคหลังอย่างหนักแน่น ราวกับปฏิญาณต่อตนเองไปพร้อมกัน

เธอยังตั้งใจว่าเมื่อวางผลแบลเบอร์รีที่เก็บมาจากต้นเองกับมือเป็นครั้งแรกบนหินสังเวย...จะอธิษฐานขออย่างเดียวกันด้วยใจทั้งดวง ต่อองค์สุริยเทพผู้ปกป้องคุ้มครองธีร์ดีเร
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #94 chatchawan0 (@chatchawan0) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 / 05:28

    ขอบคุณครับ ชอบบ

    #94
    1
    • #94-1 Nithinae (@Anithin) (จากตอนที่ 11)
      16 กรกฎาคม 2561 / 15:25
      ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ >w< เข้ามาคอมเมนต์ให้หลายตอนเลย
      #94-1