[ APINK (Yuri fic.)ปฏิบัติการรักมาเฟียจอมเวทย์ ]

ตอนที่ 13 : STAGE 12 : เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ต.ค. 58



      
         'แกร๊กกกๆๆ' เสียงล้อของเตียงคนไข้ถูกเข็นอย่างเร่งรีบเนื่องจากมีคนไข้ฉุกเฉิน โดยมีอึนจีวิ่งตามข้างเตียงมาติดๆ นาอึนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงนั้นก่อนหน้านี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลทันทีหลังจากที่หมดสติ เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินนาอึนถูกเข็นเข้าไปด้านใน โดยอึนจียอมรออยู่ด้านนอกแต่โดยดี เพราะรู้ว่ายังไงก็คงถูกห้ามไม่ให้เข้าไปข้างในอย่างแน่นอนแม้ในใจอยากจะเข้าไปก็ตาม อึนจีนั่งลงบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด



         "พี่โชรง เกิดอะไรขึ้นหรอ" โบมีที่เห็นพวกอึนวิ่งผ่านมาเมื่อครู่จึงรีบตามมาติดๆ โดยมีนัมจูและฮายองตามมาด้วย ก่อนหน้านี้โบมีได้บอกให้เด็กผู้หญิงคนก่อนหน้านี้อยู่ดูแลพ่อของเธอ และกำลังจะขอตัวออกไปเดินเล่นบริเวณหน้าตึกผู้ป่วยเพื่อรอพวกอึนจี แต่ก็ยังไม่ทันที่จะได้ออกไปก็เห็นอึนจีวิ่งผ่านหน้ามากับเตียงผู้ป่วย ถึงจะยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็รีบตามมาติดๆ



         "ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ก็หมดสติล้มลงไป ดีว่าอึนจีรับไว้ได้ทัน" โชรงอธิบายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้คร่าวๆ พวกโบมีพยักหน้ารับว่าเข้าใจ



         "ปกติคุณหนูจะไม่ค่อยเป็นอะไรง่ายๆนี่นา ทำไมถึงได้เป็นลมไปได้กันล่ะ" ฮายองสบถออกมาเบาๆ



         "อึนจี แกใจเย็นๆนะ นาอึนคงไม่เป็นอะไรมากหรอก" โชรงเดินเข้ามายืนๆข้างใช้มือแตะไหล่พร้อมกับพูดปลอบอึนจีเมื่อเห็นว่าอึนจีเอาแต่นั่งเงียบ



         "นั่นสิอึนจี ถึงมือหมอแล้ว วางใจเถอะ" โบมีหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆอึนจีเพื่อพูดปลอบอีกคนที่ยังคงนั่งเงียบอยู่



         "อ่ะนั่น คุณหมอออกมาจากห้องแล้วค่ะทุกคน" เมื่อผ่านไปได้สัก 20 นาที ฮายองซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ร้องบอกกับทุกคนถึงการที่เห็นหมอออกมาจากห้อง



         เมื่อได้ยินดังนั้นอึนจีก็รีบลุกขึ้นไปหาหมอเร็วกว่าใครเพื่อน "หมอค่ะ นาอึนเป็นไงบ้าง ปลอดภัยดีมั๊ย" อึนจีถามพร้อมกับจับแขนของหมอเขย่า



         "ใจเย็นๆค่ะใจเย็นๆ คนไข้ปลอดภัยดีค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง"  ผู้เป็นหมอพูดขึ้นหลังจากที่โดนอึนจีเขย่าที่แขน เมื่อได้ยินคำตอบอึนจึงปล่อยมือออกจากแขนของหมอ



         "ขอโทษด้วยค่ะ แล้วคนไข้เป็นยังไงบ้างค่ะ" ถึงจะปล่อยมือแต่อึนจีก็ถามหมอถึงอาการของนาอึนด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง



         "ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะก็แค่หมดสติไปก็เท่านั้นเอง  อาจจะเพราะช็อค" หมอบอกอึนจีถึงอาการของนาอึนในตอนนี้ทำให้สีหน้าของอึนจีดูดีขึ้นมาเล็กน้อย



         "ช็อค?" อึนจีรวมไปถึงอีกสี่คนทำสีหน้างงเล็กน้อย "แล้วทำไมเธอถึงเกิดช็อคขึ้นมาได้ละค่ะ" อึนจีถามออกไปทั้งสีหน้าที่งงๆ และเป็นเวลาเดียวกับที่เตียงของนาอึนถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน



         "งั้นเดี๋ยวเราไปคุยกันต่อที่ห้องของคนไข้ดีกว่าค่ะ" พูดจบหมอสาวก็เดินตามเตียงของนาอึนไป เมื่อถึงห้องทุกคนก็เข้าไปด้านในและนั่งบนโซฟาของห้อง เพื่อเริ่มบทสนทนา "ค่ะ งั้นมาคุยกันต่อนะ  จากที่ดิฉันลองตรวจร่างกายดูก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ก็เลยลองใช้เครื่องมือวัดค่าพลังงานดู ก็พบว่ามีพลังเวทย์อยู่ในร่างกาย" หมอสาวอธิบาย



         "แต่ว่านาอึนเธอไม่ใช่จอมเวทย์นะค่ะ จะมีพลังเวทย์อยู่ในร่างกายได้ไง" นัมจูที่ยืนฟังอยู่แย้งขึ้นมา



         "นั่นแหละที่ดิฉันคาดว่าอาจจะเป็นสาเหตุ" คำพูดประโยคนี้ของหมอทำให้ทั้งหมดขมวดคิ้วทำสีหน้างงเข้าไปอีก "พวกคุณทุกคนน่ะเป็นจอมเวทย์ใช่มั๊ย" หมอสาวถามออกมาด้วยความสงสัย 



         "ใช่ค่ะ พวกพี่ๆเค้าเป็นจอมเวทย์กัน ส่วนฉันจะนับว่าเป็นจอมเวทย์ก็คงไม่เชิง" ฮายองตอบเพื่อคลายความสงสัยของหมอสาว



         "แล้วพวกคุณอยู่กับเธอมานานแค่ไหนแล้วหรอค่ะ" หมอยังคงถามคำถามออกมาเรื่อยๆ



         "ก็น่าจะประมาณ 4-5 วันได้ล่ะมั้งค่ะ" อึนจีตอบหลังจากลองนึกๆดูสักครู่หนึ่ง



         "อืม...งั้นอาจจะพอมีส่วนถึงแม้ว่าจะไม่เคยเจอก็ตาม" หมอสาวพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่เบามากจึงทำให้ทุกคนได้ยิน



         "เรื่องอะไรหรอค่ะ" อึนจีถามออกไปอย่างไม่รีรอ



         "อาการแบบนี้ดิฉันเองก็ไม่เคยเจอมานะค่ะ แต่ก็อย่างที่บอกจากการที่ลองตรวจดู ก็พบว่าในร่างกายของเธอนั้นมีพลังเวทย์สะสมอยู่จำนวนหนึ่ง และยังเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมากเลยละนะ" หมอสาวเริ่มอธิบาย



         "พลังเวทย์ที่สะสมในร่างกาย งั้นเหรอค่ะ?" อึนจียังคงแสดงสีหน้างงๆออกมา



         "ใช่ค่ะ ที่เธอช็อคนั้น อาจจะมีสาเหตุมาจากกลุ่มพลังเวทย์นั้นหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ" คำอธิบายของหมอยังคงทำให้พวกอึนจีรู้สึกงง



         "จะเป็นไปได้ยังไงกันค่ะ คนที่ไม่ใช่จอมเวทย์จะมีพลังเวทย์ในร่างกายนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เว้นแต่จะมีคุณสมบัติของจอมเวทย์" นัมจูอธิบายถึงความเป็นไปได้ให้หมอฟัง



         "ค่ะ นี่แหละคือสิ่งที่ยังสงสัยอยู่ แต่บางทีร่างกายเธออาจจะมีอะไรที่มากกว่าคนธรรมดา แต่ยังไม่ถึงขั้นจอมเวทย์ก็ได้นะค่ะ" หมอยังพูดถึงสิ่งที่ตนพอคิดได้ออกมา



         "หรือว่าที่หมอหมายถึง..." นัมจูพูดลากเสียงเหมือนเป็นการรอคำตอบจากหมอว่าตรงกับสิ่งที่เธอคิดหรือเปล่า



         "ค่ะ คุณนาอึนนั้นเธออยู่ระหว่างเส้นแบ่งของจอมเวทย์กับคนธรรมดา" และคำตอบของหมอก็ตรงกับความคิดของนัมจูพอดี



         "หมอจะบอกว่านาอึนมีร่างกายที่คล้ายคลึงกับจอมเวทย์งั้นหรอค่ะ" อึนจีขมวดคิ้วแล้วถามหมอออกไปด้วยความฉงน



         "ก็จะว่าแบบนั้นก็คงได้นะ เพราะลองดูจากสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ร่างกายของเธอนั้นอาจจะว่างเปล่ามาตลอดเพราะอยู่ก้ำกึ่งระหว่างสองฝั่งจึงทำให้มีแหล่งพลังงานเวทย์มนต์ แต่ยังติดตรงที่ว่าเป็นคนธรรมดาอยู่ จึงทำให้แหล่งพลังงานนั้นไม่มีพลังเวทย์ออกมา" อีกครั้งที่หมอสาวอธิบายแล้วยังสร้างความตกใจและงุนงงให้กับทั้ง 5 คน



         "งั้นที่หมอจะบอกก็คือ พอพวกเรามาอยู่ด้วยกันกับนาอึน จึงทำให้แหล่งพลังงานนั้นมีพลังเวทย์ไหลออกมา ใช่มั๊ยค่ะ" คราวนี้คือโบมีที่สงสัยจนต้องถามออกมา



         "นั่นก็ส่วนหนึ่งค่ะ ปกติแล้วเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยากมาก" พูดพลางกับหยิบอุปกรณ์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมา แล้วหันเซ็นเซอร์มาทางพวกอึนจี "แล้วแถมพลังเวทย์ของพวกคุณนั้นถึงแม้จะแผ่ออกมาน้อย แต่ความเข้มข้นของพลังเวทย์นั้นก็นับว่าสูงอยู่นะค่ะ ฉะนั้นเวลาที่อยู่ใกล้เธอ เธอจึงได้รับพลังเวทย์ของพวกคุณมาโดยไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆมีพลังเวทย์จำนวนมากเข้ามาในร่างกายแล้วยังเร็วมากอีกต่างหาก ดังนั้นจึงทำให้ร่างกายเกิดการช็อคเนื่องจากปรับตัวไม่ทันค่ะ" ด้วยการอธิบายคราวนี้จึงได้ไขข้อข้องใจของพวกอึนจีสักที



         "งั้น โอกาสที่นาอึนจะเป็นจอมเวทย์ก็มีสูงใช่มั๊ยค่ะ" นัมจูถามหมอเพื่อความแน่ใจ



         "มีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ค่ะ ถ้าค่อยๆให้เธอฝึกจิตก็อาจจะมีเปอร์เซ็นสูงที่จะเป็นได้ แต่ถ้าทำอย่างที่เป็นอยู่นี้คือ ให้เธอได้รับพลังเวทย์โดยตรง แล้วร่างกายเธอปรับตัวไม่ทันขึ้นมาแหล่งพลังงานอาจจะเสียหายจนใช้พลังไม่ได้อีกเลยหรือในกรณีที่เลวร้ายเธออาจจะช็อคจนเสียชีวิตก็ได้นะค่ะ" หมอตอบคำถามของนัมจูอย่างละเอียด



         "อืม...นาอึนจะเป็นจอมเวทย์งั้นหรือเนี่ย แล้วจะมีพลังแบบไหนกันนะ น่าตื่นเต้นจังเลย" อึนจีที่ตอนนี้สีหน้าเป็นปกติแถมยังยิ้มอย่างดีใจ บ่นกับตัวเองเบาๆ



         "งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะค่ะ" หมอสาวลุกจากโซฟาและกำลังจะเดินออกจากห้อง



         "งั้นแล้วนาอึนจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไรค่ะ" โชรงตะโกนถามถึงเวลาที่นาอึนจะต้องนอนอยู่โรงพยาบาล



         "ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ถ้าได้ตื่นแล้วก็จะกลับเลยก็ได้นะค่ะ แต่ว่าอย่าลืมไปชำระค่ารักษาด้วยนะค่ะ เนื่องจากดิฉันเลือกห้องพิเศษให้คุณ ดังนั้นพวกคุณต้องจ่ายเพิ่มด้วย" พูดจบหมอสาวก็รีบเดินออกจาห้องไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแต่โชรงที่ยืนประมวลผลกับคำตอบเมื่อกี้



         "คุณหมอหน้าเลือดเอ๊ย แล้วใครใช้ให้มาห้องพิเศษ ไอเราก็ว่า ไปสั่งห้องไว้ตอนไหน" หลังจากประมวลผลได้โชรงก็บ่นอุบอิบ



         อึนจีเห็นดังนั้นก็แอบขำนิดๆ "เอาน่าพี่โชรง เรื่องค่ารักษานั้นมันไม่ใช่ปัญหาสักหน่อย หมอเค้าอาจจะคิดเผื่อไว้ก็ได้ว่าเราต้องมานั่งคุยกันแบบนี้ ดีซะอีกแบบนี้มันเป็นส่วนตัวดีออก" แล้วก็เดินไปที่เตียงของนาอึน และนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง โดยที่ไม่ลืมผนึกพลังเวทย์ไว้ไม่ให้แผ่ออกมาจากร่างกายและนั่งจ้องหน้านาอึนพร้อมกับอมยิ้ม "เราเองก็เป็นจอมเวทย์ได้งั้นหรอเนี่ยนาอึน" 



         ตอนนี้ทุกคนนั่งพักอยู่บนโซฟาคุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อยเป็นการฆ่าเวลารอให้นาอึนตื่นขึ้นมา แต่การสนทนาก็ไม่ได้ดังจนเกินไปเพราะกลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของนาอึน



         "ฉันมีเรื่องอยากจะถามพวกพี่น่ะค่ะ  พวกพี่พอจะบอกได้มั๊ยค่ะว่ารูปแบบพลังเวทย์ของแต่ละคนเป็นแบบไหน" ฮายองถามถึงพลังเวทย์ของแต่ละคนด้วยสายตาที่สงสัยเหมือนกับเด็กน้อย



         "อืม...อยากรู้หรอ งั้นจะบอกให้ก็ได้นะ" โชรงเอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก "ของพี่นั้นจะว่าเป็นสายเอเลเมนต์ก็ได้นะ แต่พี่จะต่างจากของอึนจีตรงที่ถนัดทำให้มันเป็นรูปร่างมากกว่า อย่างเช่น ดาบสายลม" พูดพลางเรียกดาบสายลมออกมา แม้จะมองไม่ค่อยเห็น แต่ฮายองก็ยังรู้สึกได้ถึงลมที่อัดแน่นอยู่ที่บริเวณมือของโชรง "นี่ก็เป็นหนึ่งในพลังที่พี่ใช้ได้ล่ะนะ พี่ใช้ได้ทั้งหมดสี่ธาตุ ดังนั้นอาวุธที่พี่ใช้จึงมีทั้งหมดสี่อย่าง พี่เลยเรียกว่า 'จตุรศาตรา' ตรงตามตัวเลย"หลังฟังโชรงอธิบายตาของฮายองเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น



         "ว้าว ฟังดูเยี่ยมยอด แล้วของพี่โบมีล่ะค่ะ" เด็กน้อยหันมาถามโบมีต่อ



         "ของพี่หรอ ของพี่มันไม่ได้เป็นรูปธรรมเหมือนของพี่โชรงล่ะนะ แต่ของพี่จะเป็นประเภทมิติพิเศษ เป็นมิติที่พี่สร้างขึ้นมาเฉพาะตัว ของพี่ก็จะมีหลายมิติอยู่นะ จากเป็นมิติธรรมดาที่เอาไว้เก็บของจิปาถะ มาเป็นเก็บอาวุธ กักเก็บพลังเวทย์ มิติที่ใช้เก็บพลังเวทย์นี่ที่สามารถใช้ยิงพลังเวทย์ออกมาในรูปแบบต่างๆด้วยนะ แล้วก็ยังมีมิติแห่งนรก ที่เอาไว้กักเก็บพวกสัตว์อสูรด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วสัตว์อสูรพี่จะไม่ค่อยได้ใช้เพราะมันเปลืองพลังเวทย์ แถมถ้าเจอกับพวกที่ใช้เวทย์ระดับเจ็ดขึ้นไป มันก็ไม่ใช่คู่ต่อที่พวกมันสู้ได้ ดังนั้นที่ใช้หลักๆก็มีมิติเก็บของกับมิติเก็บพลังเวทย์เท่านั้นเอง แถมสู้ด้วยตัวเองสนุกกว่าอีก" พอได้ฟังพลังของโบมีตาของฮายองก็ยังคงส่องประกายอยู่



         "หูว ของพี่โบมีก็เจ๋งอ่ะ อ่ะแฮ่มๆ" หันมาทางนัมจู "แล้วของพี่ล่ะค่ะ เป็นเวทมนต์แบบไหนหรอ" และถามถึงพลังของนัมจู



         "ก็ไม่ได้พิเศษอะไรหรอกนะ แค่เวทย์อัญเชิญทั่วๆไป" นัมจูตอบแบบปัดๆ ทำให้สีหน้าของฮายองดูเศร้าลง เพราะคิดว่านัมจูไม่อยากบอก "แต่ว่านะ..."  พอได้ยินคำพูดนี้ตาของฮายองก็ดูเปล่งประกายขึ้น "จะบอกอะไรที่มันพิเศษกว่าการอัญเชิญทั่วไป พลังของฉันน่ะ คือซัมม่อนก็จริง แต่ฉันก็มีพลังของเอเลเมนต์อยู่บ้าง ดังนั้นจึงอัญเชิญได้พิเศษกว่าคนอื่นตรงที่ว่าสามารถใส่ธาตุให้กับอสูรที่อัญเชิญมาได้เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถ" ฮายองขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนบอกว่ายังไม่เข้าใจที่นัมจูบอก "อืม...ไม่เข้าใจงั้นสิว่าแตกต่างยังไง" แล้วนัมจูก็อัญเชิญโกเล็มหินตัวเล็กขนากเท่าฝ่ามือขึ้นมาสองตัว แล้วก็วางไว้บนโต๊ะเพื่อให้ฮายองได้สังเกตุ "ลองสังเกตุดูสิว่าสองตัวนี้แตกต่างกันยังไง" ได้ยินดังนั้นฮายองจึงเพ่งมองไปที่โกเล็มน้อยทั้งสองตัวที่วางอยู่บนโต๊ะและสังเกตุถึงความแตกต่าง



         "อ่ะ รู้แล้วค่ะ" ฮายองสังเกตุอยู่ครู่นึงก็ร้องออกมาเบาๆ " ตัวที่อยู่ทางขวานี่พี่ัเสริมธาตุไฟลงไปด้วย เลยมีไอร้อนออกมาและถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่ามีลายเส้นสีส้มบนตัวเล็กน้อย ส่วนตัวทางซ้ายเป็นโกเล็มแบบธรรมดาเลยไม่มีอะไรเปลี่ยนไป" ฮายองอธิบายถึงลักษณะของโกเล็มได้ดีทำให้นัมจูนิ้มออกมาเบาๆ



         "ถูกต้อง แต่ว่ามันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกนะที่เปลี่ยนไป ดูนี่สิ" พูดจบนัมจูก็สั่งให้โกเล็มทั้งลองชกผมัดปะทะกันหนึ่งหมัด



         "หืม? ห๊ะ ต่างกันขนาดนี้เลยเหรอค่ะเนี่ย" ฮายองตกใจหลังจากที่เห็นผลของการปะทะกันของโกเล็มน้อยทั้งสอง



         "ใช่ มันต่างกันเยอะเลยล่ะ" ผลคือเมื่อโกเล็มทั้งสองปะทะกัน โกเล็มธรรมดาแขนข้างที่ชกนั้นแขนแหลกละเอียด ส่วนโกเล็มที่เสริมด้วยธาตุไฟแขนยังคงอยู่เหมือนเดิมไร้รอยขีดข่วน "นี่แหละคือสิ่งที่พิเศษกว่าการอัญเชิญแบบปกติ"



          "แต่ละคนที่พลังดีๆทั้งนั้นเลย ของฉันสิค่ะ แค่เวทย์น้ำแข็งธรรมดาๆเอง" ฮายองบ่นถึงเวทย์ของตัวเองก็ทำหน้าหงอยลง



         "ยัยเด็กซื่อบื้อ เธอเพิ่งจะฝึกใช้เวทย์ได้ไม่กี่วันเองนะ เธอน่ะยังต้องฝึกอีกเยอะ อย่ามาหงอยเพียงเพราะเรื่องแค่นี้สิ แล้วเวทย์ของเธอก็เป็นสายเฉพาะตัวน่ะ สามารถพลิกแพลงการใช้ได้อีกเยอะ แล้วเธอรู้มั๊ยว่าน้ำแข็งเกิดจากอะไร" หลังจากบ่นเล็กน้อย นัมจูก็พามคำถามกับฮายอง



         "เกิดจากการที่น้ำมีอุณหภูมิลดต่ำลงจนเกิดการแข็งตัวใช่มั๊ยค่ะ" ฮายองตอบคำถามของนัมจู



         "นั่นมันก็ใช่ แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้นน้ำแข็งที่เกิดจากการที่น้ำอุณหภูมิลดลง แล้วอุณหภูมิน่ะนับว่าเป็นสะสารของธาตุไหนล่ะ" ด้วยคำพูดของนัมจูทำให้ฮายองครุ่นคิด



         "อุณหภูมิก็นับเป็นธาตุลม งั้นก็แปลว่า ฉันมีเวทย์มนต์สองธาตุงั้นเหรอค่ะ" หน้าของฮายองกลับมาเปื้อนยิ้มอีกครั้ง



         "อือ..ภูมิใจซะนะ ไม่ใช่เพราะว่ามีสองธาตุ แต่ให้ภูมิใจที่ว่าเธอใช้ธาตุลมที่สามารถลดอุณหภูมิของอากาศได้ เพราะว่าฉัน พี่โชรง หรือแม้แต่พี่อึนจีก็ยังทำไม่ได้เลย" นัมจูบอกถึงลักษณะพิเศษของเวทย์ของฮายอง



         "ค่ะ เวทย์น้ำแข็งของฉันมันมีความพิเศษขนาดนั้นเลยหรือเนี่ย ดีใจจัง" หน้าของฮายองยิ้มมากว่าเดิมอีกในเวลานี้



         ในขณะที่ทุกคนคุยกันอึนจีที่ไม่ได้สนใจที่ทุกคนคุยกันนัก ยังคงนั่งอยู่จ้างเตียงนาอึนโดยที่มือทั้งสองข้างกุมมือของนาอึนไว้ด้วยความเป็นห่วง แล้วอึนจีก็ต้องฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เนื่องจากว่าตอนนี้คนที่เธอเป็นห่วงนั้นได้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้ว



         "ตื่นแล้วหรอนาอึน รู้สึกเป็นไงบ้าง" อึนจีพูดกับนาอึนด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น



         "พะ..พี่อึน.จี....นี่ฉันเป็นอะไรไปค่ะ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน" หลังจากลืมตาตื่นนาอึนก็ถามคำถามกับอึนจี



         "เราอยู่โรงพยาบาลประจำเมืองน่ะ เราหมดสติไปพี่เลยรีบพามาส่งโรงพยายาล แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วนะ หมอเค้าว่างั้น" อึนจียังคงพูดกับนาอึนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่น



         ซึ่งมันก็ทำให้นาอึนนั้นหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขิน



         "นี่ฉันเป็นภาระให้พี่อีกแล้วหรอค่ะเนี่ย" พูดด้วยสีหน้าสลดลง



         "พี่ยังไม่ได้บอกสักคำเลยว่าเป็นภาระ อย่าคิดมากน่า การจะดูแลคนที่ตัวเองรักนี่มันไม่ใช่ภาระสักหน่อย" ด้วยคำพูดนี้ของอึนจี ทำให้นาอึนหน้าแดงขึ้นไปอีก



         "ค่ะ ไม่ใช่ภาระก็ไม่ใช่ค่ะ แต่ว่าฉันต้องนอนโรงพยาบาลนานมั๊ยค่ะเนี่ย" นาอึนถามอึนจี



         "ก็ถ้านาอึนไม่เป็นอะไรมาก วันนี้ก็ออกได้เลย" อึนจีตอบ



         "อืม..." นาอึนเริ่มขยับส่วนต่างๆของร่างกายดู "งั้นก็ออกกันเลยเถอะค่ะ ร่างกายฉันแข็งแรงดี"



         "แน่ใจนะว่าร่างกายปกติดีแล้ว" อึนจีถามนาอึนเพื่อย้ำในคำตอบ



         "ค่ะ ปกติดีนะ เหมือนจะรู้สึกร่างกายเบาๆกว่าก่อนนี้ด้วยซ้ำ" นาอึนยังย้ำคำตอบหมือนเดิม



         "อืม..งั้นก็โอเค ถ้างั้นเดี๋ยวไปชำระเงินค่ารักษาก่อน แล้วค่อยออกไปหาอะไรไว้กินกันบนยานแล้วเดินทางต่อกันคืนนี้เลย" อึนจีพูดกับนาอึนก่อนหันมาหาโบมี "นี่โบมี เธอกับพี่โชรงจัดการเรื่องค่ารักษาให้ทีนะ เดี๋ยวพวกเราจะไปรอหน้าโรงพยาบาล" 



         "อ่า โอเคๆ เดี๋ยวจัดการให้" โบมีรับคำอึนจีแล้วก็ออกจากห้องพร้อมกับลากโชรงไปด้วย



          เมื่อโบมีจัดการกับเรื่องค่ารักษาเสร็จ ก็ลากโชรงไปรวมกับพวกอึนจีที่ยืนรออยู่หน้าโรงพยาบาล ทั้งหมดกำลังเดินออกจากบริเวณหน้าก็พบเข้ากับ



         "รถม้าเวทย์มนต์" อึนจีอ่านป้าย



         "พี่อึนจี อันนี้น่าสนใจนะค่ะ ลองนั่งดูมั๊ย" นาอึนทำท่าอ้อนอึนจี



         "ก็ได้ๆ เดี๋ยวขออ่านรายละเอียดแปบ พี่ไม่เคยใช้เหมือนกัน...วิธีใช้ ใส่พลังเวทมนต์โดยการใช้มือแตะไปที่แผ่นสีดำที่ยื่นออกมาอยู่ข้างหน้าเบาะโดยสาร จากนั้นรถม้าจะทำการเคลื่อนที่อัตโนมัติ ส่วนการควบคุม สวมไมโครโฟนที่มีให้บนรถ ใช้การออกเสียงเบาๆในการบังคับ...อืมๆ ไม่ยากๆงั้นก็โอเค  เฮ้พวกเรา นั่งรถม้ากันดีกว่า" อึนจีหันไปพูดชวนเชิงบังคับกับคนอื่นๆ



         ทุกคนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ดังนั้นทุกคนจึงขึ้นนั่งบนรถม้าเวทย์มนต์เป็นคู่ๆ เนื่องจากนั่งได้คันละ 2 คนเท่านั้น หมดทั้งนั่งรถชมความงามของเมืองคริสตัลการ์เด้นที่สองข้างทางประดับไปด้วยต้นไม้ต่างๆนาๆ ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับที่ชาวบ้านปลูกไว้ รวมไปถึงต้นหญ้าต้นเล็กที่ขึ้นแซมข้างทางประปราย และต้นไม้ทุกต้นล้วนเปล่งประกายราวกับคริสตัลที่ต้องแสง ทำให้ดูสวยงามไปทั่วทั้งเมือง ควรคู่แก่ชื่อเมืองที่ได้รับมา ทั้ง 6 คนนั่งรถม้าเที่ยวไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ลืมแวะซื้อสารพัดของ(กิน)มาในตะกร้าเก็บของหลังรถม้า ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็เที่ยวได้ทั่วเมือง จากนั้นก็นั่งรถม้ามาจอดเทียบแถวๆยานและขนของ(กิน)ไปเก็บบนยาน เนื่องจากแถวที่จอดยานมีที่จอดรถม้าจึงไม่ต้องนำกลับไปจอดที่เดิม เมื่อเสร็จทั้งหมดเดินขึ้นยาน และเตรียมตัวออกเดินทาง แต่ขณะนั้นเอง...



    '--ปิ๊บ--'

         "[บอส ตอบด้วยบอส]" มีเสียงติดต่อเข้ามาที่แผงควบคุมซึ่งตอนนี้มีโชรงและโบมีอยู่ เพื่อเตรียมตัวออกยาน



         "หืม? ยูจัง อืม..นี่ฉันพูดอยู่ อึนจีไม่อยู่ตรงนี้ มีอะไรก็ว่ามาได้เลย" โชรงตอบกลับไปทางผู้ติดต่อมา



         "[ุพี่โชรงหรอ คือว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ติดต่อไปก่อนหน้านี้น่ะ พวกมัน...]
.
.
.
.
.
.
.
.
.

        และในขณะที่พวกอึนจีกำลังนั่งอยู่ที่ห้องโถงนั้นเอง โชรงก็รีบเข้ามาหาพวกอึนจีด้วยสีหน้าที่คร่ำเครียด



         "อะ...อึนจี  เกิดเรื่องใหญ่แล้ว" ท่าทีของโชรงนั้นบอกได้ว่ากำลังเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ



         "หืม? เกิดเรื่องอะไรขึ้นพี่โชรง" แค่มองสีหน้าอึนจีก็รับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นและต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่มากแน่ๆ



         "เมื่อกี้มีการติดต่อมาจากที่ปรึกษาของแก๊ง ยูจังบอกว่าพวกนั้นมันมาเร็วกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้" โชรงรีบบอกเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้



         "บ้าน่า นี่มันเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เป็นปีเลยนะ" สีหน้าของอึนจีเครียดขึ้นมาทันที รวมถึงนัมจูที่นั่งฟังอยู่ด้วย เว้นก็แต่ฮายองกับนาอึนที่ไม่รู้เรื่องราว



         "ใช่  เจ้าพวกนั้น พวก 13 อสูรจากอันเดอร์เวิล ยูจังบอกว่า มันมาบุกที่แฟมิลี่เราแล้ว ตอนนี้คนในแฟมิลี่ทั้งหมดกำลังเข้าต่อสู้กับพวกมันอยู่ แต่ที่แย่ก็คือ พวกมันมาพร้อมกันถึง 3 คนเลยนะ" ทันทีที่ได้ยินโชรงพูดีหน้าของอึนจีกลับยิ่งเคร่งเครียดเพิ่มขึ้นอีก



         "แย่ล่ะ แบบนั้นต่อให้เป็นยูจังก็รับมือพวกมันพร้อมกัน 3 คนไม่ไหวหรอก......พี่โชรง บอกให้โบมีเตรียมระบบเคลื่อนย้ายมวลสารเลย ส่วนพลังงานเดี๋ยวใช้เวทย์มนต์ของฉันเอง" อึนจีกล่าวกับโชรงด้วยจริงจัง



       "เฮ้ย  แบบนั้นพลังเวทย์แกหายไปครึ่งหนึ่งเลยนะ ฉันว่าแกเก็บพลัง..."



         "ไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นแล้ว ตอนนี้คนในแฟมิลี่สำคัญกว่า เร็วเข้าเถอะ" อึนจีพูดย้ำให้โชรงทำในสิ่งที่ตนบอก



         "เอางั้นก็ได้ งั้นแกก็ไปเตรียมตัวที่ห้องจ่ายพลังเลยแล้วกัน" พูดจบโชรงก็กลับเข้าไปที่ห้องควบคุม



         "พี่อึนจี ทำไมพวกมันถึงได้มาเร็วกว่ากำหนดล่ะ แถมยังเร็วมากด้วย" นัมจูหันมาคุยกับอึนจีด้วยสีหน้าที่เครียดไม่แพ้กัน



         "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆเราต้องรีบแล้ว" ในขณะที่อึนจีกำลังจะไปที่ห้องจ่ายพลังงานนั้น



         "พ..พี่อึนจี เกิดอะไรขึ้นหรอค่ะ" นาอึนที่สงสัยแต่ไม่มีโอกาสได้พูดถามออกมาในตอนท้าย



         "อืม...ไว้พี่จะเล่าให้ฟังแล้วกัน ตอนนี้พวกเธอรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวพี่มา" พูดจบอึนจีก็วิ่งเข้าไปที่ห้องจ่ายพลังงาน "เอาล่ะโบมี ฉันพร้อมแล้วเริ่มได้เลย" อึนจีพูดให้สัญญาณโบมี



         "[โอเค งั้นเริ่มล่ะนะ...ระบบเคลื่อนย้ายมวลสารทำงานได้]" เสียงตอบรับจากโบมีว่าเริ่มเดินเครื่อง



         ตอนนี้อึนจีที่อยู่ในห้องจ่ายพลังงานเริ่มส่งพลังเวทย์ไปที่ผลึกเวทย์มนต์ที่เป็นแหล่งพลังงานของยาน เมื่อยานได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น ระบบเคลื่อนย้ายมวลสารของยานจึงเริ่มทำงานโดยการสร้างประตูมิติขนาดใหญ่บริเวณหน้ายาน ห่างจากตัวยานประมาณ 15 เมตร 



         "นี่นัมจู พวกพี่อึนจีกำลังทำอะไรงั้นหรอ ทำไมสีหน้าถึงได้ดูเครียดกันขนาดนั้น" นาอึนที่ขี้สงสัยหันมาถามนัมจู



         "อืม...คร่าวๆแล้วกันนะ ตอนนี้แฟมิลี่พวกเรากำลังโดนโจมตี พวกพี่อึนจีเลยต้องการกลับไปที่แฟมิลี่ให้เร็วที่สุด" นัมจูอธิบายให้นาอึนฟัง



         "โดยการเคลื่อนย้ายมวลสารแบบที่คุยกันน่ะเหรอค่ะ แล้วมันคืออะไรอ่ะ" ฮายองเสริมคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่เพิ่ม



         "ก็ง่ายๆเลยนะ  เรากำลังจะวาร์ปกลับไปที่แพนดาเรียกันด้วยยานลำนี้ด้วยพลังเวทย์ของพี่อึนจี" แทบจะทันทีที่นัมจูอธิบายจบ ตัวยานก็เคลื่อนตัวหายไปในประตูมิติขนาดยักที่ยานสร้างขึ้นมาด้วยพลังเวทย์ของอึนจี





__________________________

      ฉับ!!! แบบนี้คงไม่เรียกว่าตัดจบมั้งเนอะ ฮ่าๆๆ เรื่องเก่าเพิ่งจะจบไปเรื่องใหม่ก็เข้ามาแทนเลย สงสารพวกอึนจีเนอะ แล้ว 13 อสูรคือใคร ทำไมต้องมาโจมตีแฟมิลี่ล่ะ ติดตามต่อด้วยน๊า



_________________________

   ช่วง : ไรท์เตอร์อินเทอร์วิวไร้สาระของไร้เตอร์



         ไรท์ : สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมในช่วงที่มันค่อนข้างจะไร้สาระตามชื่อของมันล่ะนะ สำหรับวันนี้เราก็มีแขกรับเชิญ หญิงสาวผู้มีหน้าเด็ก ตัวเล็ก น่ารัก คุณโชรงครับ



         โชรง : สวัสดีค่ะ โชรงค่ะ ต้องขอบคุณที่ชมนะค่ะไรท์



         ไรท์ : ด้วยความเต็มใจครับ เอ่อ คุณโชรงครับ ไม่ทราบว่าไปพบรักกับคุณโบมีที่ไหนงั้นเหรอครับ



         โชรง : อ่อ จำไม่ได้เหมือนกันค่ะ พอดีวันนั้นฉันเมา พอตื่นมาอีกทีในตอนเช้าก็นอนอยู่กับโบมในสภาพเปลือยแล้ว -///-



         ไรท์ : เอ่อ งั้นเหรอครับ ช่างซับซ้อนมากเลยนะครับ งั้นคุณโชรงก็คบกับคุณโบมีเพราะต้องรับผิดชอบงั้นหรอครับ



         โชรง : ไม่ใช่นะ ฉันก็รักโบมนะ แล้วฉันก็สาบานมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าจะไม่นอกใจโบมไปสนใจใครแน่นอน...อะว้าวววววว  สาวสวยทรงโต ผิวขาวหุ่นเอสไลน์ นั่นใครน่ะ แบบนี้ต้อง....น้องสาวจ๋าาาาา รอพี่ด้วยยยยยยย



          ไรท์ : เอิ่ม -  -' เหมือนว่าที่สาบานไว้จะเป็นแค่ลมปากนะครับ โชคดีนะที่คุณโบมีไม่มาด้วย



         โบมี : ไอ้พี่โชรงทำอะไรน่ะ ตายยยย



         โชรง : กรี๊ดดดดด โบมมาตั้งแต่เมื่อไร...อะ อ้ากกกก



         ไรท์ : ขอให้รอดนะครับคุณโชรง...ช่วงไรท์เตอร์อินเทอร์วิวไร้สาระของไรท์เตอร์ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ แล้วเจอกัน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #99 snsd_redvelvet (@0842215988kie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2558 / 12:57
    สู้ตายน่ะบอส ><
    #99
    0
  2. #75 ิBam Rong (@4245) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 00:34
    เจริญและรง รออยู่น้าาไรท์มาต่อไวๆน้าาา
    #75
    0
  3. #74 pej_apink (@por2918) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558 / 23:44
     รู้สึกพี่อึนจีนี่งานเข้าตลอด พลังเวทย์หายไปครึ่งนึงอย่างงี้แล้วจะไปสู้ไหวรึเปล่าเนี่ย รอติดตามต่อนะครับ
    #74
    0
  4. #73 bmbeem2 (@BmBeem) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558 / 22:51
    55โชรงตายไหมเนี่ย
    #73
    0