[BNK48 | TenSic] Dangerous OR | เรื่องเล่าห้องผ่าตัด

ตอนที่ 2 : ยาดมของเธอ ขอฉันนะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    13 ม.ค. 61

บทที่ 2
แพทย์หญิงเจนนิษฐ์

เวรที่ดีคือเวรที่ไม่ยุ่ง เวรที่ไม่ยุ่งต้องไม่มีเคสเข็น เพราะฉะนั้น คืนนี้ขออย่าได้มีเคสเข็นเลย!

เจนนิษฐ์ไม่ได้กล่าว แต่คิดอยู่เสมอเมื่อต้องอยู่เวร...

เพราะเป็นเพียง “เดนท์หนึ่ง” ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เท่าหางอึ่ง มันทำให้เจนนิษฐ์รู้สึกกลัวการต้องพบกับเจอเคสเข็นในคืนที่อยู่เวรเป็นพิเศษ

“เคสเข็น” ที่ว่านั่นก็คือ ผู้ป่วยอาการสาหัสที่ถูกเข็นเปลตรงดิ่งมาจากห้องฉุกเฉินไปยังห้องผ่าตัดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนยุ่งยากมากมาย รวมถึงไม่ต้องรองดน้ำงดอาหารใดๆทั้งสิ้น ซึ่งโดยมากมักเป็นคนไข้อุบัติเหตุที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลายๆเคสที่ต้องเข็นมาพร้อมกับทำการปั้มหัวใจไปด้วย และมีไม่น้อยเลยที่เคสเข็นเหล่านั้นไม่มีโอกาสเข้าไปถึงห้องผ่าตัด

แต่ดูเหมือนเวรบ่ายวันนี้จะเป็นเวรที่ดีนะ

เจนนิษฐ์อยู่เวรร่วมกับเจตสุภาหรือแจน  วิสัญญีแพทย์รุ่นพี่ผู้เรียนจบมาแล้วหลายปี และสมัครทำงานต่อที่นี่ไม่ยอมย้ายไปไหน  เจตสุภาไม่สนเรื่องการเรียนต่ออะไรอีก เพราะรู้สึกว่าตนเองได้ถูกความขี้เกียจเข้าครอบงำทั้งร่างกายและจิตใจไปแล้ว นี่หากไม่ต้องผ่อนบ้านให้พ่อกับแม่ ส่งน้องสาวเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย รวมไปถึงผ่อนรถเก๋งราคาหลักล้านของตัวเอง  เจตสุภาคงจะลาออกไปนานแล้ว ตอนแรกเจนนิษฐ์เคยคิดว่าเธอแค่พูดเล่น  แต่เจตสุภายืนยันหนักแน่นทุกครั้งว่าเธอขี้เกียจจริงๆ 

เจนนิษฐ์และเจตสุภาสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เพราะต่างก็เคยรู้จักกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเธอคนนี้ก็คือรุ่นพี่ที่ชักชวนให้เจนนิษฐ์ก้าวเข้ามาสู่สังคมดมยานั่นเอง

เจตสุภาเป็นที่ปรึกษาที่ดีในหลายๆเรื่อง  แต่เรื่องที่เจนนิษฐ์เห็นว่าไม่ควรปรึกษานั่นก็คือ เรื่องเรียนกับเรื่องเงินนี่แหละ  เพราะฉะนั้นหากเจนนิษฐ์ต้องปรึกษาเรื่องเรียน  การเก็บเคส งานวิจัย  เธอมักจะปรึกษา กานต์ธีราหรือเนยเสียเป็นส่วนใหญ่

กานต์ธีราเป็นเรสิเดนท์ดมยาชั้นปีที่สามซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว  เธอเป็นคนเก่ง  คิดและตัดสินใจเด็ดขาด  มุ่งมั่นกับความก้าวหน้าในวิชาชีพ  เธอสามารถอธิบายทฤษฏีควบคู่ไปกับการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี  เจนนิษฐ์ค่อนข้างประทับใจกานต์ธีราตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน  กานต์ธีราดูแลและให้คำปรึกษาเป็นอย่างดีในทุกเรื่องทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ด้วยเหตุนี้มันทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่หลายๆคนในภาควิชาต่างล้อทั้งคู่ว่าแอบชอบกันอยู่หรือเปล่า เจนนิษฐ์กล่าวปฏิเสธทุกครั้งที่มีโอกาส เธอนับถือกานต์ธีราในฐานะรุ่นพี่เท่านั้น แต่กานต์ธีราจะคิดแบบไหนเธอไม่อาจรู้ได้ ถึงแม้ในใจลึกๆจะรู้สึกว่ากานต์ธีราทำดีกับเธอจนเกินไปก็ตาม

เวลาราวๆสามทุ่มครึ่งหลังจากที่ส่งคนไข้ถึงห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว  เจนนิษฐ์ปรึกษากับพยาบาลอินชาร์จหรือหัวหน้าพยาบาลในเวรนั้นว่า  สามารถรับคนไข้เคสต่อไปมาทำการผ่าตัดได้เลยไหม  อินชาร์จตอบตกลงเพราะมีทีมพยาบาลพร้อมสำหรับผ่าตัดอยู่อีกหนึ่งทีม  เจนนิษฐ์ต้องตัดสินใจว่าจะรับเคสไหนก่อน ระหว่างการผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกของทีมศัลยกรรมกระดูก  และการผ่าตัดลำไส้อุดตันของทีมศัลยกรรมทั่วไป  แม้ในใจเจนนิษฐ์อยากจะเลือกผ่าตัดกระดูกมากขนาดไหน  แต่ถ้าเทียบความเร่งด่วนแล้วเธอเห็นว่าภาวะลำไส้อุดตันสมควรได้รับการแก้ไขก่อน ประกอบกับคนไข้ถูกให้งดน้ำงดอาหารรอการผ่าตัดมาร่วมๆสิบสองชั่วโมงแล้ว  จะให้รอต่อไปก็อดเห็นใจไม่ได้จริงๆ

ระหว่างรอหน่วยรับส่งไปรับคนไข้ที่หอผู้ป่วย และรอทีมพยาบาลเตรียมห้องผ่าตัด เจนนิษฐ์ใช้เวลาว่างอันน้อยนิดนั่งพักอยู่ที่ห้องดมยา  บังเอิญเสียจริง  สายตาที่มองออกไปยังประตูเบื้องหน้าดันเห็น “เธอ”  คนที่ไม่คิดว่าจะเจอเดินผ่านไป  

“มิวสิคอยู่เวรคืนนี้ด้วยหรอ?”

เจนนิษฐ์ประหลาดใจไม่น้อย เพราะตั้งแต่สี่โมงเย็นเธอยังไม่เห็นหน้าแพรวาเลยสักครั้ง  เจนนิษฐ์ลุกเดินไปที่ประตูก่อนจะเอนหลังพิงที่ขอบประตูนั้น  หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำทีเหมือนกับว่ากำลังเช็คโซเชียลเน็ตเวิร์คอยู่  มุมนี้สามารถมองไปเห็นห้องผ่าตัดที่จะใช้งานพอดี  

"อย่าบอกนะว่าอยู่ห้องเดียวกัน"

เจนนิษฐ์เห็นแพรวาลากล้ออุปกรณ์ผ่าตัดออกมาจากห้องเก็บของ และกำลังตรงไปยังประตูห้อง  มันออกจะทุลักทุเลไปหน่อยเพราะพยาบาลคนนั้นตัวเล็กนิดเดียว แต่อุปกรณ์กลับเยอะและวางซ้อนกันจนแทบจะร่วงจากล้อเข็น เจนนิษฐ์สองจิตสองใจว่าจะเข้าไปช่วยดีหรือไม่ 

แต่ไม่ทันแล้ว... 

แพรวาใช้แผ่นหลังดันประตูก่อนลากล้ออุปกรณ์ตามเข้าไปอย่างง่ายดาย  เทคนิคและประสบการณ์คงสอนเธอไว้มาก  แต่ประสบการณ์อาจไม่ได้สอนให้เธอสังเกตเห็นว่าหมอดมยาคนหนึ่งกำลังแอบมองอยู่

เกือบสิบนาทีแล้ว  เธอยังไม่ออกมาจากห้องนั้นเลย  เจนนิษฐ์ที่ยังยืนอยู่ตรงที่เดิมตัดสินใจเดินไปบริวณหน้าห้องผ่าตัด  เมื่อมองผ่านกระจกเล็กๆ ตรงประตูเข้าไปก็เห็นว่าแพรวากำลังขมักเขม้นกับการจัดเตียงผ่าตัดอยู่คนเดียว  เจนนิษฐ์ยืนนิ่ง เธอกำลังตัดสินใจเป็นครั้งที่สอง

"เอาวะ หนึ่ง สอง สาม!"

เมื่อสิ้นเสียงนับเลขในใจ เจนนิษฐ์ผลักประตูตรงหน้านั้นให้เปิดออกทันที!!

“เฮ้ย ไอ้เต็น!!”

ยังไม่ทันจะได้เข้าไปในห้องผ่าตัด ก็มีคนเรียกชื่อเล่นของเจนนิษฐ์ดังลั่น เธอชะงักก่อนละมือจากบานประตูนั้นให้มันปิดลงดังเดิม แน่นอนว่าเธอเห็นแพรวามองมาจากในห้อง ณ จังหวะนั้น

“นี่แกอยู่เวรหรอเนี่ย ไม่ค่อยได้เจอเลยอ่ะ” คำทักทายอย่างสนิทสนมจากคนที่สวมชุดสีเขียวเข้มทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้าเอ่ยขึ้น เจนนิษฐ์พยักหน้าตอบ

“เคสลำไส้อุดตันนี่เคสแกดิปัญ แกถึงมาโออาร์ตอนนี้อ่ะ” 

ปัญสิกรณ์หรือปัญ เป็นเรสิเดนท์ศัลยกรรมทั่วไป ซึ่งมักเรียกกันในวงการว่า “หมอเจนศัลย์” ปัญสิกรณ์เป็นเพื่อนสนิทของเจนนิษฐ์ ทั้งคู่อยู่ก๊วนเดียวกันตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง  เรียนด้วยกัน เที่ยวด้วยกันมาตลอดหกปี แม้จะเรียนจบและแยกย้ายกันไปก็ยังติดต่อหากันอยู่ตลอด กระทั่งในช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะเรียนต่อเฉพาะทาง เจนนิษฐ์และปัญสิกรณ์ก็ได้ร่วมปรึกษาหารือถึงเส้นทางในอาชีพของกันและกัน ปัญสิกรณ์ซึ่งรู้ตัวและบอกกับคนอื่นมาตลอดว่าอยากจะเป็นศัลยแพทย์ได้พยายามอย่างมากที่จะโน้มน้าวให้เจนนิษฐ์มาเรียนศัลยศาสตร์ แต่เจนนิษฐ์ก็พยายามอย่างมากในการปฏิเสธที่จะเป็นหมอผ่าตัดเช่นกัน

“เคสพี่เฌออ่ะ รู้จักป๊ะ”

“รู้จักๆ พี่เฌอคนดีศรีโออาร์ ใครๆก็รู้จักอ่ะ” 

แม้จะดูเป็นการสรรเสริญเยินยอไปหน่อย แต่ก็ไม่เกินความจริง “พี่เฌอ” ของทั้งคู่ก็คือ แพทย์หญิงเฌอปราง เรสิเดนท์ศัลยกรรมทั่วไปชั้นปีที่สาม ผู้ที่ใครๆก็ชื่นชอบและชื่นชม เนื่องด้วยเป็นคนอัธยาศัยดี ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน และยังเก่งสมคำร่ำรืออีกต่างหาก แม้แต่เจนนิษฐ์ที่ไม่ได้รู้จักเฌอปรางเป็นการส่วนตัวก็ยังอดชื่นชมไม่ได้

“ละนี่แกกำลังจะไปไหน” 

ปัญสิกรณ์เอ่ยถามขึ้น เจนนิษฐ์ยังไม่ทันตอบ ประตูด้านหลังก็ถูกเปิดออก แพรวาเดินออกมาและก้าวผ่านทั้งคู่ไป ท่าทางของพยาบาลคนนี้ดูกระวนกระวายใจไม่น้อย 

ตามหาใครอยู่หรือเปล่า ดูเหมือนเธอกำลังโทรหาใครอยู่นะ  

เจนนิษฐ์และปัญสิกรณ์มองตามคนที่เดินผ่านไปโดยไม่ได้นัดหมาย

“คนนี้น่ารัก”

ห๊ะ!

เจนนิษฐ์หันมองปัญสิกรณ์ทันทีที่เอ่ยชมแพรวาขึ้นมา มันเร็วราวกับว่าเป็นรีเฟล็กซ์ของร่างกายเลยล่ะ

“บอกว่าพยาบาลคนเมื่อกี้น่ารักดี มีไรป๊ะ”

“เปล่าหนิ...” เจนนิษฐ์ตอบเสียงเรียบ ปัญสิกรณ์ไม่ได้สนใจท่าทีของเพื่อนสนิทสักเท่าไหร่ เพราะเป็นจังหวะที่เปลของคนไข้กำลังถูกเข็นตรงมาหาทั้งคู่พอดี

หลังจากขั้นตอนการเตรียมคนไข้ ดมยาสลบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และต่อท่อช่วยหายใจกับแมชชีนซึ่งเป็นเครื่องดมยาสลบและเครื่องช่วยหายใจในตัวเสร็จแล้ว  เจนนิษฐ์ก็คืนพื้นที่ให้กับศัลยแพทย์เพื่อเตรียมทำการผ่าตัดต่อไป

หมอดมยาจะครอบครองพื้นที่บริเวณศีรษะคนไข้เป็นหลัก นอกเสียจากเป็นการผ่าตัดเกี่ยวกับใบหน้า จึงจะย้ายไปอยู่ทางปลายเท้าคนไข้แทน 

ในระหว่างที่ปัญสิกรณ์เริ่มทำการ “สครับ” บริเวณผ่าตัด ศัลยแพทย์คนอื่นก็ออกไปล้างมือเตรียมแต่งตัวเข้าเคส

หน้าที่สครับบริเวณผ่าตัดมักเป็นหมอที่เด็กสุดต้องทำ ไม่ได้หมายถึงอายุเด็กสุด แต่หมายถึงชั้นปีที่ต่ำที่สุด ถึงจะไม่เสมอไปแต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น การสครับบริเวณผ่าตัดก็เหมือนการฟอกสบู่ตรงผิวหนังที่จะลงมีด เพียงแต่เปลี่ยนจากสบู่มาเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแทน นอกจากสครับแล้ว ก่อนปูผ้าจะต้องมีการ “เพ็นท์” ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออีกครั้งหนึ่ง ทุกขึ้นตอนต้องได้รับการอำนวยความสะดวกจากพยาบาลในการหยิบจับช่วยเหลือทั้งสิ้น เจนนิษฐ์เห็นแพรวาวุ่นวายทำงานคนเดียวมาพักใหญ่แล้ว เธออดสงสัยไม่ได้ว่าพยาบาลอีกคนที่ควรจะอยู่ในห้องด้วยกันหายไปไหน

พอคิดปุ๊บเพื่อนของแพรวาผลักประตูเข้ามาปั๊บ เจนนิษฐ์เห็นแพรวาแทบจะกระโดดดีใจ แถมเธอยังแอบตะหวาดใส่เพื่อนเบาๆ ก่อนไล่ให้ไปล้างมือด้วย  เจนนิษฐ์อดยิ้มไม่ได้ แม้ในยามที่แพรวากำลังโมโห แต่ทำไมมันถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้นะ

การผ่าตัดได้เริ่มขึ้นแล้ว แพรวาไม่ได้เป็น “สครับเนิร์ส” หรือพยาบาลส่งเครื่องมือในเคสนี้ เธอทำหน้าที่เป็น “เซอร์คูเลท” หรือพยาบาลช่วยรอบนอกแทน  เจนนิษฐ์เห็นเธอกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนใบบันทึกการผ่าตัด เธอกำลังคิดอยู่ว่าวันนี้เซอร์คูเลทจะเดินมาถามชื่อหมอดมยามั้ยนะ

ไม่มีการเคลื่อนไหวจากเซอร์คูเลท...

เธอไม่ลุกมาหา เจนนิษฐ์ขอคิดเอาเองละกันว่าแพรวาจำชื่อเธอได้แล้วล่ะ

หนึ่งชั่วโมงหลังจากลงมีดผ่าตัด สภาพภูมิอากาศในห้องได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น!

การผ่าตัดลำไส้อุดตันมักขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะการอุดตันที่เกิดขึ้นภายในลำไส้ มันทำให้มีการหมักหมมของกากอาหารที่ดูดซึมไม่ได้  แถมบางรายที่มีเลือดออกร่วมด้วย กลิ่นที่ผสมปนเปกันไปนั้นมันยากที่จะบรรยายจริงๆ 

เจนนิษฐ์นั่งฟังศัลยแพทย์ที่กำลังผ่าตัดไปบ่นไปอยู่หลังฉากกั้น เธอได้ยินปัญสิกรณ์บ่นพัศชนันท์ซึ่งเป็นเรสิเดนท์ปีสองว่า 

“ซื้อยาดมมา แต่ลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อซะงั้น”

พัศชนันท์หรืออร เป็นศัลยแพทย์ที่มีความมั่นใจสูง แถมยังปากร้ายไม่เบา เธอไม่ได้ยอมให้ปัญสิกรณ์ว่าอยู่ฝ่ายเดียว การโต้เถียงในเคสผ่าตัดมักมีมาให้ได้ยินเรื่อยๆ และแน่นอนว่าคนที่ต้องคอยปรามทั้งคู่ให้อยู่ในความสงบก็คือเฌอปรางนั่นเอง

กลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ไม่มีท่าทีว่าจะหายไป สครับเนิร์สเริ่มเรียกร้องหายาดมยาหม่องจากแพรวา เจนนิษฐ์เห็นเธอล้วงยาดมจากกระเป๋าเสื้อ เดินไปหาเพื่อนที่ยืนกอดอกรักษาภาวะปราศจากเชื้ออยู่ในฟิวด์ผ่าตัด แพรวาป้ายยาดมไปบนหน้ากากอนามัยของเพื่อนเธอ พอบรรดาศัลยแพทย์ได้เห็นและได้กลิ่นพิมเสนนั้น ก็ต่างส่งเสียงดังร้องขอความเมตตากันยกใหญ่ แน่นอนว่าคนใจดีอย่างแพรวาไม่มีการปฏิเสธ  เจนนิษฐ์ทำได้แค่นั่งมองแพรวาที่กำลังเดินป้ายยาดมให้กับปัญสิกรณ์ เฌอปราง และพัศชนันท์แบบเรียงตัวที่ละคนๆ หมอดมยาไม่ได้สดชื่นกับกลิ่นนี้หรอก แต่ก็คงไม่ดีถ้าจะตะโกนขอยาดมจากเซอร์คูเลทแบบหมอผ่าตัดบ้าง

“เอามั้ยคะ” เจนนิษฐ์ติดสตั้นไปชั่วครู่ เพราะนั่งอยู่เฉยๆ ก็มีคนใจดีเดินเข้ามาหาถึงที่ แพรวายื่นยาดมมาให้ เจนนิษฐ์รับมาก่อนเอ่ยขอบคุณเบาๆ

“กลิ่นลาเวนเดอร์นะคะหมอ รับรองเอาอยู่” คำโฆษณาของแพรวาที่ทำเอาเจนนิษฐ์แอบอมยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากากอนามัย เจ้าของยาดมยังยืนอยู่ตรงหน้า แต่กำลังหันมองไปยังฟิวด์ผ่าตัด เจนนิษฐ์เทพิมเสนลงบนนิ้วแล้วป้ายลงบนหน้ากากอนามัยด้วยตนเอง 

อยากจะอยู่ในชุดสเตอร์ไรด์แบบหมอศัลย์จริงๆ เผื่อจะโดนเซอร์คูเลทป้ายยาดมบ้าง!

ช่วยได้มากเลยล่ะ มันดีจริงๆ กลบกลิ่นได้สุดยอด ที่เหลือก็คือภาวนาว่าอย่าให้เจ้ากลิ่นลาเวนเดอร์นี้มันระเหยไปไวก็พอ

เจนนิษฐ์ตั้งใจจะส่งยาดมคืนให้แพรวา แต่เซอร์คูเลทดันถูกสครับเนิร์สเรียกตัวเสียก่อน แพรวาต้องเปิดของสเตอร์ไรด์หลายชิ้น รวมทั้งต้องออกจากห้องผ่าตัดเพื่อไปหยิบของบางอย่างที่ศัลยแพทย์ต้องการ 

ละทำยังไงกับเจ้ายาดมนี่ดี

เจนนิษฐ์หย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อ กะว่าค่อยคืนให้ตอนที่แพรวากลับมา หรือตอนที่แพรวาทวงถาม หรือตอนที่เสร็จเคส หรือตอนไหนก็ได้ที่เจ้าตัวไม่ลืม

ห้าทุ่มกว่าแล้ว การผ่าตัดดำเนินมาใกล้จะเสร็จสิ้น สำไส้ส่วนหนึ่งต้องถูกตัดทิ้งไปและส่วนปลายตัดนั้นถูกยกขึ้นมาเปิดออกทางหน้าท้องเพื่อเป็นช่องทางระบายของเสีย มันอาจจะคงอยู่ชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่บุคคล  และตอนนี้กำลังจะเข้าสู่การล้างก่อนจะเย็บปิดหน้าท้อง เจนนิษฐ์ภาวนาให้มันเสร็จภายในเวรบ่าย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องส่งเวรให้ยุ่งยาก

ในระหว่างที่อากาศปลายจมูกให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ เจนนิษฐ์ที่ดูจะเริ่มมีอารมณ์สุนทรีย์นึกอยากจะแกล้งเข้าไปบ่นในไลน์กลุ่มเล่นๆ เสียหน่อย เผื่อจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของเจตสุภาที่กำลังดูคนไข้อยู่อีกห้องหนึ่งด้วย

เจนนิษฐ์เล่าเรื่องกลิ่นอันแสนเลวร้ายกับเจตสุภา ซึ่งก็ไม่พลาดที่จะโดนรุ่นพี่หัวเราะเยาะกลับมา แต่เจนนิษฐ์ก็ภูมิใจที่จะอวดรุ่นพี่ของตนว่าได้พยาบาลคนหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้ด้วยยาดมกลิ่นลาเวนเดอร์อันนี้นี่เอง

การเย็บปิดใกล้จะเสร็จ เจนนิษฐ์เห็นเฌอปรางออกมาจากฟิวด์ผ่าตัด ถอดถุงมือที่เปื้อนเลือดทิ้งลงในถัง แพรวารีบลุกไปแกะปมเสื้อกาวน์ที่มัดแน่นทางด้านหลังให้ เฌอปรางกล่าวขอบคุณเซอร์คูเลท และไม่ลืมกล่าวขอบคุณโดยรวมกับทุกคนในห้องผ่าตัด เจนนิษฐ์คิดว่าคนดีศรีโออาร์คงจะมีงานต่อจึงได้เร่งรีบออกจากห้องผ่าตัดไปแบบนี้

พัศชนันท์ที่รับช่วงต่อจากเฌอปรางกำลังเริ่งเย็บปิดชั้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง เธอมีปัญสิกรณ์คอยช่วยตัดไหมผ่าตัดให้ ทุกคนในห้องจะได้ยินเสียงบ่นมาเป็นระยะๆ

“ตัดชิดๆปมดิ”

“ไอ้ปัญแกตัดปมทำไม!”

ไม่มีความพอดีสำหรับคู่นี้ แต่นั่งๆฟังไปก็ตลกดีเหมือนกัน

เจนนิษฐ์เห็นว่าคงได้เวลาเต็มแก่ จึงขอถามหมอผ่าตัดรุ่นพี่เพื่อเช็คให้แน่ใจสักหน่อย

“อีกกี่นาทีอ่ะคะ”

“น่าจะไม่เกินยี่สิบนาทีนะ” พัศชนันท์ให้คำตอบ เจนนิษฐ์รู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มเตรียมคนไข้ เพื่อให้ตื่นหลังจากผ่าตัดเสร็จ ก่อนจะถอดท่อช่วยหายใจและย้ายไปดูอาการต่อที่ห้องพักฟื้น

ขณะที่ฝั่งดมยาเริ่มเตรียมพร้อม ฝั่งพยาบาลก็รีบทำงานกันยกใหญ่ แพรวาเก็บอุปกรณที่ไม่ได้ใช้ออกไปจากห้อง เตรียมล้อใส่เครื่องมือผ่าตัดที่ผ่านการใช้งานเข้ามาแทน แพรวาลากถังผ้าเปื้อนใบใหญ่เข้ามาด้วย ส่วนสครับก็เริ่มนับอุปกรณ์ผ่าตัดและแยกไว้ให้เป็นสัดส่วน แต่ของทุกอย่างในฟิวด์ผ่าตัดยังคงอยู่ในภาวะปราศจากเชื้อ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้

เจนนิษฐ์เดินเข้าไปหาแพรวาซึ่งกำลังรีบเขียนบันทึกการผ่าตัดตรงมุมห้อง เธอไม่ได้ไปเพื่อคืนของ แต่เพื่อถามข้อมูลบางอย่าง

“นับก๊อซไปรึยังนะ” แพรวาเงยหน้ามอง คนที่นั่งอยู่ไม่ตอบคำถามอีกแล้ว  แต่ลุกไปบอกให้สครับเนิร์สนับผ้าซับโลหิตครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะได้ลงบันทึกการผ่าตัดให้เสร็จสิ้น เจนนิษฐ์ควรคิดว่าที่แพรวาไม่ยอมพูดกับเธอนั้นเป็นเพราะอะไรดี

แต่เจนนิษฐ์คงคิดมากไปเอง เพราะหลังนั้นไม่นานแพรวาเป็นฝ่ายมาแจ้งกับเธอเองเรื่องจำนวนผ้าซับโลหิต แพรวาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงปกติ ท่าทีปกติ ซึ่งทุกอย่างดูปกติเหมือนเพื่อนร่วมงานดีดีนี่เอง

การนับผ้าซับโลหิตของพยาบาลนั้นอำนวยความสะดวกให้กับหมอดมยาอย่างเจนนิษฐ์ด้วย ปริมาณเลือดบนผ้าซับโลหิตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเลือดที่คนไข้เสียไประหว่างการผ่าตัดนั่นเอง

การผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว คนไข้ตื่นดี สามารถถอดท่อช่วยหายใจได้ พร้อมที่จะย้ายไปยังห้องพักฟื้น แพทย์และพยาบาลช่วยกันย้ายคนไข้ลงเปลนอน เจนนิษฐ์ต้องไปส่งคนไข้ และแพรวาก็ต้องไปด้วยเช่นกัน

เพราะเรื่องของดมยามีให้เล่ามากกว่า เจนนิษฐ์เห็นแพรวาที่ส่งเวรเสร็จแล้วเดินออกไปจากห้องพักฟื้นก่อน เธอกะว่าจะคืนยาดมให้เจ้าของเสียหน่อย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวค่อยกลับไปหาที่ห้องผ่าตัดแล้วกัน

แต่ห้องผ่าตัดที่ชุลมุนวุ่นวายเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเงียบเชียบ ไม่มีผู้คนแล้ว  มีเพียงแค่คราบเลือด และเศษขยะที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นห้องรอให้เจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดเท่านั้น

"มิวสิคไปไหน หรือว่ากลับไปแล้วนะ"

"แล้วยาดมนี่ล่ะ"

เจนนิษฐ์ล้วงมันขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ ตั้งใจจะวางไว้ให้บนโต๊ะมุมห้องที่แพรวาเคยนั่ง แต่คิดๆไปแล้ว ถ้ามีคนอื่นมาหยิบไปล่ะ

“ถ้าจะต้องไปอยู่ในมือคนอื่น ให้เราเก็บไว้ดีกว่าเนาะ”

คิดเองเออเองอีกแล้ว... 

เจนนิษฐ์เก็บมันในกระเป๋าเสื้อดังเดิม ไม่ได้คิดจะขโมย และถ้าเจอแพรวาเมื่อไหร่ เธอจะคืนให้อย่างแน่นอน

ถ้าไม่ลืมนะ!

.........................................................

พยาบาลแพรวา

แพรวาไม่ได้หายไปไหน แต่มาปรากฏตัวอยู่ที่ห้องเครื่องมือสเตอร์ไรด์  เธอลากล้อเข็นไปรอบๆ ชั้นวางของ  แพรวาหยิบห่อเครื่องมือที่ไม่ได้ใช้ในเคสเมื่อครู่วางบนชั้นตามหมวดหมู่  ของที่ไม่ได้แกะห่อยังถือว่ามีภาวะปราศจากเชื้ออยู่ แพรวารีบเก็บเครื่องมือด้วยความเร็วแสง เธออยากจะออกไปจากห้องนี้เต็มที 

ไม่ได้เกลียดอะไรที่นี่ แต่เป็นเพราะห้องเครื่องมือมันหนาวมากต่างหาก

ห้องเก็บเครื่องมือสเตอร์ไรด์ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณยี่สิบองศาเซลเซียส เพื่อป้องกันการเกิดสปอร์ของเชื้อรา เครื่องมือต่างๆ จะถูกเก็บในตู้กระจกที่มีความสูงหลายชั้น แต่ละชั้นมีชื่อเครื่องมือบอกให้ทราบ  และมีการจัดเรียงให้หยิบแบบ “เฟิร์สอิน เฟิร์สเอาท์” นั่นคือ ของที่ใกล้หมดอายุต้องถูกนำไปใช้ก่อน 

ถึงแม้แพรวาจะไม่ใช่พยาบาลห้องเครื่องมือ แต่เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น เธอจะต้องนำเครื่องมือที่เหลือมาเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะโดยพยาบาลห้องเครื่องมือบ่นเอาได้

“ไอ้มิว  สติกเกอร์ชื่อหาย” ประโยคบอกเล่าจากรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าที่แห่งห้องเครื่องมือดังมาจากอีกฟากหนึ่งของตู้ มันน่าจะเป็นห่อเครื่องมือที่แพรวาพึ่งเก็บใส่ตู้ไปเมื่อครู่ เธอรีบเดินกลับไปดูผลงานของตนเองทันที

“ขอโทษนะพี่หนึ่ง รีบอ่ะ เลยไม่ได้ดู”  แพรวาคว้ามันมาจากมือพยาบาลรุ่นพี่ด้วยสีหน้าแหยๆ เธอไม่ได้กลัวรุ่นพี่คนนี้หรอก แต่ก็ไม่ชอบที่ตนเองทำงานสะเพร่าเหมือนกัน

มิลินหรือหนึ่ง เธอเป็นพยาบาลประจำห้องเครื่องมือแห่งนี้ หน้าที่หลักๆของเธอก็คือดูแลและจัดหาเครื่องมือให้กับห้องผ่าตัด เธอจะต้องควบคุมไปตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาด การห่อ การทำให้ปราศจากเชื้อ การเช็คจำนวน และการจัดเตรียมเครื่องมือสำหรับเคสทุกเคสที่จะผ่าตัด ด้วยเหตุนี้ทำให้มิลินจำเป็นต้องรู้จักเครื่องมือผ่าตัดทุกชิ้น และเธอต้องรู้ด้วยว่าเคสไหนใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เพราะฉะนั้นพยาบาลห้องเครื่องมือมักต้องผ่านประสบการณ์การเป็นสครับเนิร์สมาก่อนนั่นเอง

“เอาไปใส่ล้อรีสเตอร์ไรด์ไว้อ่ะ เดี๋ยวตอนเช้าคนงานจะเอาลงไป” มิลินพูดเสียงดุ  แพรวารีบนำห่อเครื่องมือนั้นไปวางรวมกับห่อเครื่องมืออีกหลายชิ้นที่เตรียมนำไปนึ่งอีกครั้งในช่วงเช้าของอีกวัน

“ละนี่จะรีบไปไหน มีเคสอีกหรอ”

“ก็จะรีบลงเวรไง นี่มันเที่ยงคืนกว่าละนะ หมดเวลาทำงานแล้ว!” มิลินเงยหน้ามองนาฬิกาบนฝาผนังในห้อง ซึ่งขณะนี้บอกเวลาเที่ยงคืนสิบนาที ตอนนี้แพรวารู้สึกล้าจนอยากจะกลับไปนอนยกขาสูงที่ห้องแล้ว

“เออๆ รีบกลับ ที่เหลือเดี๋ยวพี่เก็บเอง การกุศลละกัน” ถึงจะพูดจาไม่ค่อยอ่อนหวาน แต่มิลินก็มีมุมใจดีกับคนอื่นอยู่บ้าง แพรวายิ้มกว้างก่อนยกมือขอบคุณ เธอรีบผลักประตูไปจากห้องเย็นนั้นแล้วมุ่งตรงไปยังห้องแต่งตัวทันที

เที่ยงคืนสี่สิบนาที แพรวาในชุดนอนเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงขายาวกระโดดขึ้นบนเตียงนุ่มๆที่เธอคิดถึงมาทั้งวัน รีบมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่มหนาๆนั่น  ยังไม่จำเป็นต้องรีบหลับเพราะพรุ่งนี้เธอไม่ได้อยู่เวรเช้า  แพรวาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์ตแบตเต็มแล้วมาเสียบหูฟัง เธอเลื่อนหาลิสต์เพลงที่เคยบันทึกไว้ กดเพลย์ก่อนใส่หูฟังทั้งสองข้างเพื่อปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย  แพรวานอนมองเพดานขาวที่มีแสงสีส้มจากโคมไฟตรงหัวเตียงสาดกระทบอยู่ โลกส่วนตัวของเธอกับเพลงที่ชอบ กำลังดำเนินไปช้าๆ

แค่ชอบคิดถึงทุกๆ คืนก่อนนอน
อย่างนี้เรียกว่ารักหรือเปล่า
ฉันก็สงสัยใจตัวเองไม่เบา

มันไม่เข้าใจ เผลอใจให้เธอตอนไหน
มันไม่รู้ตัว แล้วฉันควรทำอย่างไร
ถ้าหากรักจริง แล้วเธอจะเป็นอย่างฉันไหม
ฉันกลัวใจแอบรักเธอไปคนเดียว...

ทำไมช่วงนี้ฟังเพลงอะไรก็อินไปหมด โดยเฉพาะเพลงประเภทแอบรักคนอื่นเนี่ย!

ถ้าสมองคือเมมโมรี่ ถ้าดวงตาคือเครื่องฉายสไลด์ บนเพดานขาวตรงหน้าต้องมีภาพหมอดมยาคนนั้นปรากฎอยู่เป็นแน่

ทำไมต้องคิดถึงอีกแล้ว...

ฟุ้งซ่านจริงๆ! แพรวาขยับพลิกตะแคงตัว อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้

เหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรมาก นอกจากการได้ทำงานอยู่ในห้องผ่าตัดเดียวกันแค่นั้น...

แพรวารู้ว่าเจนนิษฐ์อยู่เวรบ่ายเหมือนเธอ เพราะเห็นเสื้อกาวน์สีขาวที่มีชื่อเจ้าของแขวนอยู่บนราวในห้องแต่งตัว เธอไม่ได้ตั้งใจสอดส่อง แต่เพราะเสื้อมันดันแขวนอยู่ตัวแรกสุด สายตาของเธอจึงบังเอิญไปเห็นเข้าเท่านั้นเอง

แต่กว่าจะได้เจอตัวเจ้าของเสื้อกาวน์ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว แพรวาเห็นเจนนิษฐ์ที่หน้าห้องผ่าตัดขณะกำลังวุ่นวายเตรียมของอยู่คนเดียว พิชญาภาที่จับคู่กับเธอหายไปและยังตามตัวไม่ได้  เจนนิษฐ์เหมือนจะผลักประตูเข้ามา แต่ก็หยุดคุยกับหมอคนหนึ่งเสียก่อน แพรวารู้ ณ ตอนนั้นว่าเจนนิษฐ์ต้องเป็นหมอดมยาในเคสนี้แน่นอน

การมีเจนนิษฐ์อยู่ในห้องผ่าตัดตอนนั้นไม่ได้ทำให้แพรวามีจิตใจเบิกบานอย่างที่ควร เธอยังคงหัวเสียต่อเนื่องที่การผ่าตัดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่พิชญาภาก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา

คนที่แพรวารออยู่ปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาคาบเส้นยาแดง ถ้าช้ากว่านี้คงจะเป็นตัวเธอเองที่ต้องเข้าเคสรับหน้าไปก่อน ถึงจะอยากคิดบัญชีเพื่อนสนิทมากแค่ไหนก็ทำได้เพียงบ่นใส่และไล่ให้ไปล้างมือเร็วๆ

แพรวารู้สึกดีที่รอดพ้นการเป็นสครับเนิร์สในเคสนี้ เธอสามารถทำเนียนเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกห้องได้บ่อยๆ ถึงแม้จะมียาดมคู่กายก็ตาม และเพราะเจ้ายาดมที่พกติดตัวเสมอนี่แหละ มันทำให้เธอมักโดนล้ออยู่บ่อยๆ ว่าเป็นเด็กติดยา 

แต่ก็นะ... เห็นล้อกันมากๆ พอถึงเวลาแบบนี้ก็ต้องพึ่งยาดมของเธอไปเสียทุกที

และวันนี้ทุกคนดูเหมือนจะต้องพึ่งพาเธออีกแล้ว!

แพรวาสนุกสนานกับการป้ายยาดมให้แก่หมอผ่าตัดที่ต่างก็ขอบคุณเธอเสียงดังลั่นห้อง โดยเฉพาะปัญสิกรณ์ที่ชื่นชมเธอประหนึ่งว่าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่อย่างใดอย่างนั้น

หมอผ่าตัดรอดแล้ว แต่คนที่นั่งอยู่หลังฉากกั้นนั่นตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างนะ 

ดูๆแล้วหมอดมยาคงไม่ได้ชอบอากาศตอนนี้สักเท่าไหร่หรอก 

แพรวาเห็นเจนนิษฐ์นั่งคิ้วขมวดอยู่นานสองนาน กำลังทำสมาธิอยู่หรือว่าอะไรกัน น่าสงสารจริงๆ เธอควรจะเข้าไปหาดีไหม

สมองกำลังคิด แต่ขามันดันก้าวออกไปแล้ว

“เอามั้ยคะ” 

ถึงจะไม่ได้ขอ งั้นลองเสนอให้เองเลยละกัน!

เจนนิษฐ์เหมือนจะอึ้งนิดๆ แต่ก็รับไปโดยไม่ปฏิเสธ คนที่นั่งอยู่พูดอะไรงึมงำๆสักอย่าง  แพรวาคิดว่าน่าจะเป็นคำขอบคุณจากหมอดมยาผู้น่าสงสารคนนี้ล่ะมั้ง 

"กลิ่นลาเวนเดอร์นะคะหมอ รับรองเอาอยู่"

มันเป็นแค่ประโยคที่เธอพูดๆไป เพียงเพื่อจะต่อบทสนทนากับเจนนิษฐ์เท่านั้นเอง

จริงๆ ตอนนั้นแพรวาตั้งใจจะพูดคุยอะไรหลายๆ อย่างกับเจนนิษฐ์ อย่างน้อยก็เพื่อทำความรู้จักให้มากขึ้น เวลาทำงานจะได้สะดวกมากขึ้นด้วย แต่ก็มีอะไรมาขัดจังหวะการสนทนานั้นเสียก่อน เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เพลงเพราะๆในโสตประสาทนั้นมันโดนขัดจังหวะขึ้นมา

เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้น แพรวาพลิกตัวกลับมาดังเดิม เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ท่าทางสมาชิกในกลุ่มจะยังไม่ยอมนอนกันนะ

พิชญาภาดูจะสลัดกลิ่นนั้นออกไปไม่ได้ ถึงกับต้องไลน์ถามหาวิธีจากจิรดาภาในเวลาเกือบตีหนึ่งแบบนี้ แพรวาร่วมวงสนทนาด้วย และไม่วายที่จะโดนเพื่อนสนิทแซวเรื่องป้ายยาดมให้กับบรรดาหมอๆในห้องผ่าตัด

แพรวาตัดรำคาญด้วยการบอกว่ายาดมของเธอได้หายไปแล้ว และไม่รู้ด้วยว่ามันหายไปไหน ทั้งๆที่ในความจริงก็พอจะเดาได้แหละว่ามันอยู่ที่ใคร

ยาดมที่ให้เจนนิษฐ์ยืม แพรวาไม่ได้รับคืนมา ไม่ได้ตั้งใจจะให้ แต่ลืมทวงต่างหาก  

จริงๆเธอตั้งใจว่าจะถามตั้งแต่ตอนส่งคนไข้ที่ห้องพักฟื้นแล้ว แต่พอเห็นเจนนิษฐ์นิ่งเธอก็ไม่กล้าถาม  พอตัดสินใจจะถาม เจนนิษฐ์ก็ดันกำลังยุ่ง  สุดท้ายเธอก็ลืมมันจนได้

แต่ก็ดี  ลืมของไว้แบบนี้ จะได้มีโอกาสคุยกันอีกในวันถัดไปไง

แต่ว่า...

พรุ่งนี้จะมีโอกาสได้เจอไหมนะ...





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #48 parnpuparn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 13:38

    งู้ยยยยยย ยาดมสื่อรักนิเองงงงง แหมะ อะไรมันจะน่ารักเบอร์นั้นนนนน

    #48
    0
  2. #34 CyaneumTao (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:56
    ชอบหมอและคุณพยาบาลคู่นี้มากกกก
    ขอบคุณไรท์นะ เขียนได้น่ารักสุดๆ มีความเชื่อมโยงกับจอยด้วยนึกบทสนธนาในจอยออกเลย 555
    //เข้าใจมาตลอดว่ามีบทบรรยายแค่พารทเดียว เลยไม่ได้เข้ามาเลย เพิ่งรู้ว่ามีหลายตอนเลยนี่หน่า แหะๆ
    #34
    0
  3. #14 Black Dragon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 23:42
    ฮรือออ สองคนนี้น่ารักจังเลยยอ่า
    #14
    0
  4. #13 framesoshi9 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 21:24
    เป็นบทบรรยายที่ไม่มีฉากหวานๆแต่ก็ทำให้คนอ่านเขินได้ค่ะ จะคอยติดตามตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่า
    #13
    0
  5. #12 Cannis48 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 21:10
    ปูเสื่อรอเลยยย
    #12
    0
  6. #11 Pattinium (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 18:57
    งือออออออออออออ สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วเขินตามมมมม นี่ว่าจะย้อนกลับไปอ่านจอยไปพร้อมๆกันด้วยยยยย เพิ่มความฟินนนนนน งืออออออออออ ชอบมากๆเลยค่ะ 😍😍
    #11
    0
  7. #9 ARINCHYS|10 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 21:01
    TOT โฮ มันดีงามมากเลยค่ะ บรรยายจนได้อารมณ์เหมือนดูหนัง ชอบมากกก ได้ความรู้ด้วย ไม่ต้องมีบทสนทนาเยอะ แต่ก็ฟินได้เพียงเพราะเค้าแอบยิ้ม แอบเขินกัน แง คนอ่านก็เขินค่ะ เขินไปหมดแล้ววว >///<
    #9
    0