[BNK48 | TenSic] Dangerous OR | เรื่องเล่าห้องผ่าตัด

ตอนที่ 1 : เรียนอะไร? ได้เป็นแฟนหมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,738
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    13 ม.ค. 61

บทที่ 1
พยาบาลแพรวา

พรึ๊บๆ ผลับ.... !

เสียงผ้าม่านสีขาวนวลซึ่งตีกระทบกันจากแรงลมที่หน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ใกล้ระเบียงห้อง  แสงแดดอ่อนๆสีส้มทองสาดลุกล้ำเข้ามาถึงบริเวณปลายเตียงนอน มันไม่ได้รู้สึกร้อนแต่กลับอบอุ่นจนเหมือนร่างกายและจิตใจได้รับการเยียวยา คนที่นอนอยู่บนเตียงขยับร่างกายเล็กน้อยภายใต้ผ้าห่มที่คลุมมิดทั้งร่าง มีเพียงปลายเท้าที่โผล่ออกมาให้รู้ว่านี่คือสิ่งมีชีวิต  เสียงอื้ออึงจากรถและผู้คนที่สัญจรเบื้องล่างได้ยินขึ้นมาถึงบนห้อง แต่ก็ไม่ได้กระทบกับโสตประสาทของคนบนเตียงแม้แต่น้อย 

เธอยังคงหลับสนิท... 

เช้าวันเสาร์แบบนี้จะดีแค่ไหนหากได้นอนต่อโดยไม่ต้องสนว่าจะเป็นเวลาเท่าไร ปลดปล่อยให้ร่างกายเก็บเกี่ยวความผ่อนคลายนี้จนกว่าท้องจะหิวและส่งเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นมาหาอะไรกิน

แต่ดูเหมือนว่าผู้คุมเวลาจะไม่อำนวยสักเท่าไหร่ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่หัวเตียงมันดังลั่นจนก้อนผ้าห่มนั้น ต้องยืดแขนออกมากดเลื่อนปลุกออกไป

ขอเถอะ.. ขออีกห้านาทีได้ไหม...

แพรวาหรือมิวสิค ยังคงหลับใหลในนิทราอันแสนสั้นนี้ต่อไป เธอไม่ได้คิดจะละเลยต่อเสียงเตือนนั้น  แต่เป็นเพราะดึงตัวเองขึ้นมาไม่ไหวต่างหาก เมื่อคืนกว่าจะได้เข้านอนก็ปาไปเกือบตีสอง ไม่ใช่เพราะเถลไถล แต่เป็นเพราะหน้าที่การงานล้วนๆ ที่ทำให้เธอต้องกลับห้องดึกดื่นอยู่เป็นประจำ

ห้านาทีผ่านไป... ร่างของสาวน้อยผมยาวภายใต้ผ้าห่มสีขาวยังคงนิ่งสนิท นาฬิกาปลุกอันเป็นที่พึ่งก็ยังคงนิ่งเหมือนเจ้าของไม่ผิดเพี้ยน

ใช่! เธอไม่ได้เลื่อนปลุก แต่เธอปิดมันไปแล้ว!

สิบนาทีผ่านไป...ดวงตาคู่นั้นยังคงปิดแน่น วงจรการนอนหลับของเธอทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพสุดๆ

สิบห้านาทีผ่านไป... สิ่งมีชีวิตบนเตียงไร้การเคลื่อนไหว แต่สิ่งมีชีวิตบนฝาผนังกำลังสับเข็มวินาทีไปข้างหน้าเรื่อยๆ เสียง ติ๊กๆๆ มันเบาเกินไปจนไม่สามารถปลุกเธอให้ตื่นได้...

แย่ล่ะ! สงสัยวันนี้ต้องมีคนลาป่วยการเมืองแน่ๆ!

ตือดึ๊ด  ตือดึ๊ดๆ! 

นี่คือเสียงช่วยชีวิต!! 

เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นถึงสองครั้งติดกัน มันพอจะกระตุกศูนย์ควบคุมการนอนของแพรวาให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ เธอลุกพรวดจากผ้าห่มขึ้นมานั่งนิ่งๆ ปล่อยให้หัวใจที่เต้นสั่นระรัวค่อยๆ ปรับจังหวะสู่ภาวะปกติ 

ไม่ชอบเลย ความรู้สึกตกใจจนฮาร์ทเรทพุ่งกระฉูดแบบนี้!

แพรวาหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้อง โล่งอก... เจ็ดโมงสิบห้า นึกว่าจะสายจนต้องซักแห้งไปทำงานซะอีก แบบนี้อาบน้ำแต่งตัวสักสิบห้านาทีก็ยังมีเวลาเหลือเฟือให้เดินอ้อยอิ่งไปทำงาน แต่ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ  ไหนขอดูหน่อยสิว่าใครกันนะที่ส่งข้อความมาช่วยชีวิตเธอในเช้านี้

“พี่เป้อยู่เวรดึกดิ” แพรวาพึมพำกับตัวเองเมื่อเปิดอ่านข้อความในไลน์

ไลน์กลุ่มที่มีสมาชิกสามคนคือ ตัวแพรวาเอง  จิรดาภาหรือปูเป้ และพิชญาภาหรือน้ำใส สามสาวเพื่อนสนิทที่คบหากันมาร่วมสี่ปีแล้ว จิรดาภาอายุมากกว่าแพรวา เธอเคยทำงานที่หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกมาก่อนแล้วจึงย้ายมาทำงานที่นี่ จิรดาภาเป็นคนตลกโปกฮา และช่างสังเกต โดยเฉพาะการสังเกตเรื่องของคนอื่น เธอเป็นสาวเหนือเช่นเดียวกับพิชญาภา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเดียวกับแพรวา และทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมาตั้งแต่ตอนเรียนปีสอง พิชญาภามีบุคลิกช่างพูดช่างคุย เข้ากับคนง่าย แถมยังเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของบรรดาเพื่อนฝูงในที่ทำงาน เวลาที่สาวเหนือทั้งสองอยู่ด้วยกันพวกเธอมักเจรจากันด้วยภาษาถิ่น ในช่วงแรกๆแพรวามีปัญหากับภาษาของทั้งคู่จนต้องขอร้องให้พูดภาษากลางตอนที่อยู่กับเธอ แต่ผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ถ้ามีใครด่าเธอว่า “ง่าว” เธอพร้อมจะสวนกลับว่า “จ๊าดง่าว” ทันที

หลังจากกดอ่านข้อความ  แพรวาก็ดูจะไม่ได้สาระจากจิรดาภาสักเท่าไหร่ นอกจากการส่งข้อความมาเพื่อถามหาพิชญาภา พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายแก่เธอว่ายังมีงานค้างรอให้เธอไปรับช่วงต่อในเช้านี้เท่านั้น   

แพรวาพิมพ์ตอบไปสองสามข้อความพอเป็นพิธี  ก่อนรีบลุกจากเตียงดูดวิญญาณอันแสนนุ่ม คว้าผ้าขนหนูที่แขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้า หายไปในห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวทันที

อาชีพอะไรนะ ทำงานเสาร์อาทิตย์ไม่มีวันหยุด  แถมบางวันก็ต้องทำงานดึกดื่นไม่ได้หลับนอนตามเวลาปกติ  

ใช่แล้ว... เธอเป็นพยาบาล  อาชีพนี้น่ะหรือ  แพรวาเคยเปรยๆว่าจะลาออกมาประมาณร้อยครั้งในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา  แต่ก็ยังไม่เด็ดขาดพอที่จะยื่นใบลาออก เพราะเธอไม่สามารถหาเหตุผลดีๆไปบอกกับบุพการีทั้งสองที่อุตส่าห์ส่งเสียให้เรียนพยาบาลฟรีๆตั้งสี่ปีน่ะสิ 

การเป็นพยาบาลของเธอมันออกจะพิเศษไปสักหน่อย  ด้วยความที่เป็นคนพูดไม่เก่ง  จึงไม่ค่อยอยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับญาติคนไข้ซึ่งดูจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพยาบาลยิ่งกว่าตัวคนไข้เองเสียอีก บวกกับข้อแม้อีกสองข้อที่เธอคิดจะใช้เพื่อเลือกสถานที่ทำงานมาตลอดนั่นก็คือ

วอร์ดไหนก็ได้ที่ไม่ต้องใส่ชุดพยาบาล และที่สำคัญต้องมีแอร์!

แพรวาใช้เวลาค้นหาว่าพยาบาลหอผู้ป่วยไหนจะเหมาะกับเธอตลอดระยะเวลาที่เรียนในชั้นปีสุดท้าย

อืม... ถึงตอนเรียนจะไม่ค่อยได้สัมผัสกับห้องผ่าตัดสักเท่าไหร่  แต่จะลองเสี่ยงดูละกัน

แพรวาตัดสินใจเลือกทำงานกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยที่เธอจบการศึกษาด้วยเงื่อนไขผูกมัดระยะเวลาอย่างน้อยสองปี  ห้องผ่าตัดที่ทุกคนขนานนามว่าเป็น “ห้องแห่งความลับ”  มันก็น่าจะมีความสุขดีนะ  ห้องผ่าตัดที่มีแค่หมอ พยาบาล และคนไข้  ปราศจากญาติคนไข้ที่เธอไม่อยากยุ่งด้วย  มันคงเป็นทางเลือกที่ถูกที่สุดแล้วล่ะ

แต่ดูเหมือนเธอจะคิดผิด! 

ในช่วงปีแรกที่แพรวาได้รู้จักห้องผ่าตัดอย่างจริงจัง  ความคาดหวังกับความจริงสวนทางกันลิบลับ  เธอได้กระจ่างแล้วว่าการคุยกับญาติคนไข้ที่พูดไม่รู้เรื่อง มันดีกว่าการคุยกับศัลยแพทย์ที่รู้ทุกเรื่องเป็นอย่างมาก การโดนด่าจากความไม่ถูกใจโดยที่ตอบโต้ไม่ได้มันทำให้เธอหัวแทบระเบิด การเสียน้ำตาระหว่างการส่งเครื่องมือผ่าตัดเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ แต่เมื่อพอจะปรับตัวได้ เธอก็เริ่มค้นพบวิธีระบายความกดดันระหว่างทำงานด้วยการปลดปล่อยพลังงานกับเครื่องมือผ่าตัดแทน  

ลองกระแทกของลงโต๊ะแรงๆ สักสองสามที ก็ช่วยบรรเทาอาการได้นะ!

นอกจากหมอที่ต้องสู้รบกันเป็นประจำ!  กับพยาบาลด้วยกันเองก็ทำให้เธอปวดหัวไม่น้อย  พยาบาลที่เป็นคนหมู่มากในห้องผ่าตัด  แต่ดูจะมีคนปกติอยู่น้อยนิดเหลือเกิน  แพรวาต้องพบเจอกับรุ่นพี่บุคลิกแปลกๆ  นิสัยประหลาดๆ โดยเฉพาะพวกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ประเภทที่ต้องการให้คนอื่นเป็นในแบบตนเอง อย่าทำอะไรนอกกรอบที่วางไว้ เธอมองว่ามันน่ารำคาญสิ้นดี  คนพวกนี้เธอไม่อยากเข้าหา แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนพวกนี้มักจะเป็นคนมีตำแหน่งทั้งสิ้น  แพรวาจึงคิดว่าคนที่ลักษณะนิสัยคล้ายๆเธอจึงควรจับกลุ่มรวมตัวกันไว้ อย่างน้อยก็จะได้รู้สึกถึงความเป็นพวกพ้อง มีตัวตน มีอิสระ มีพื้นที่ที่พอจะให้ระบายความในใจกันบ้าง

สี่ปีในการทำงาน  แพรวาผ่านจุดวิกฤตนั้นมาแล้ว  ตอนนี้เธอปรับตัวต่องานได้ดี มีความสุขในระดับหนึ่ง เธอสามารถคิดตัดสินใจเกี่ยวกับงานได้มากขึ้น  แต่หลายอย่างก็ยังต้องได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่อยู่ดี  แต่ก็น่าแปลกที่บ่อยครั้งเมื่อมีการจับกลุ่มสนทนาเกี่ยวกับอาชีพนี้ขึ้น  เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมตอนนั้นสมองถึงสั่งให้เลือกคณะพยาบาลนะ

อับดับสำรอง...

มันเป็นคณะสำรองสำหรับเธอจริงๆ  ความฝันที่อยากจะเป็นมาตลอดน่ะหรือ  “แพทย์!”  เธออยากจะเรียนแพทย์  แต่จะทำอย่างไรล่ะ ก็เธอไม่ได้เก่งพอที่จะสอบเข้าคณะแพทย์ได้ ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่จะปูทางความฝันมาให้แล้ว  เริ่มตั้งแต่ผลักดันให้เธอได้เรียนโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย เธอเรียนพิเศษเป็นล่ำเป็นสัน พอขึ้นมัธยมปลายก็สอบเข้าเรียนสายวิทย์คณิตฯ  ไม่พอขอลองภูมิความรู้ด้วยการสอบเข้าห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องอัจฉริยะดูเสียหน่อย  แต่ไม่รอด.. เธอไม่ติดแม้แต่อันดับสำรอง ตอนนั้นทำให้เธอได้รู้ความจริงว่าคนที่เก่งกว่าเธอยังมีอีกมากมาย เธอแค่เรียนดี แต่ไม่ใช่เรียนเก่ง  แพรวาโดนคละไปอยู่ห้องห้า ซึ่งก็บังเอิญไปอีกที่สมาชิกร่วมห้องที่คละมาดันเป็นสายเรียนชิวทั้งนั้น แพรวาพยายามตั้งใจเรียนและร่วมแข่งขันวิชาการหลายๆอย่าง แต่เธอก็ไม่เคยได้ที่หนึ่งสักครั้ง คำว่าหมอมันดูไกลตัวเธอเหลือเกิน แม้แต่วันสอบ กสพท. ซึ่งมีความสำคัญสำหรับเธอมาก เธอก็ดันโชคร้ายป่วยเป็นไข้เลือดออกต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่โรงพยาบาลร่วมอาทิตย์ แพรวาร้องไห้แทบตายอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ก่อนจะตัดสินใจเททุกอย่างที่เกี่ยวกับหมอ อาชีพเคยฝันจะเป็นมาตลอด! 

ไม่เอาแล้ว ไม่เป็นแล้วหมอ ปล่อยให้มันเป็นความฝันอยู่แบบนั้นก็ดี!

แพรวาโชคดีที่พ่อแม่ให้กำลังใจ พวกเขาให้อิสระ ไม่กดดัน ถ้าเธออยากจะเบนสายไปเรียนอย่างอื่น เขาก็ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ดันเป็นเธอเองนี่แหละที่ไม่รู้จะเรียนอะไรดี...

“ถ้าไม่ได้เป็นหมอ ก็เป็นแฟนหมอสิลูก” นี่คือสิ่งที่พ่อของเธอพูดติดตลกในวันนั้น

“ละเรียนอะไรถึงจะได้เป็นแฟนหมออ่ะ”

“เรียนพยาบาลดีมั้ย” คำตอบของแม่ทำเอาแพรวาถึงกับส่ายหน้า

พยาบาลหรอ... ไม่ไหวหรอก!

แพรวารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถจะทำตัวให้นุ่มนวลอ่อนหวานตามที่สังคมคาดหวังได้ และการดูแลคนไข้แบบที่พยาบาลต้องทำมันก็เป็นไปในลักษณะนั้น  เธอทำไม่ได้หรอก

แต่ถึงจะเคยบอกแบบนั้น สุดท้ายเธอก็เลือกพยาบาล...

ตอนนั้นแพรวาเพียงคิดว่าเธอสามารถเรียนพยาบาลให้จบแล้วไปเรียนต่ออีกห้าปีเพื่อเป็นแพทย์  
ถึงจะบอกว่าเทแล้ว แต่ก็อยากจะเผื่อทางเลือกเอาไว้สักหน่อย

แต่ระหว่างทางสี่ปีในเส้นทางสีขาวนี้ ความตั้งใจหลายๆ อย่างของแพรวาได้เปลี่ยนไปแล้ว...

ถ้าถามว่าหากย้อนเวลาได้  เธอจะกลับไปตั้งใจสอบแพทย์ให้ได้ไหม  แพรวาคงส่ายหัวพร้อมคำตอบว่า “ไม่” อย่างหนักแน่น  เพราะตอนนี้เธอได้รู้ซึ้งถึงภาระอันหนักอึ้งของคนในอาชีพเหล่านี้แล้วนั่นเอง...

แพรวาใช้เวลาเดินจากหอพักพยาบาลไปถึงห้องผ่าตัดในเวลาเพียงห้านาที  หอพักพยาบาลอยู่ด้านหลังของตึกที่เธอทำงานชนิดที่ว่าผนังตึกแทบจะเป็นแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว  เธอแสกนนิ้วมือเพื่อลงเวลาทำงานตรงทางเข้า  เปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าไปยังห้องแต่งตัวหญิง ภายในห้องขนาดใหญ่นี้มีล็อกเกอร์สองชั้นตั้งยาวเป็นแถวราวๆร้อยกว่าตู้ ทางเดินยาวหน้าตู้ทุกคนพร้อมใจกันเรียกว่าซอย นับแล้วมีทั้งหมดสามซอย แพรวาอยู่ซอยหนึ่งซึ่งอยู่ด้านในสุด เธอหยิบชุดยูนิฟอร์มสีเขียวอ่อนไซส์เอ็มจากชั้นเสื้อผ้ามาหนึ่งชุด จัดการเปลี่ยนชุดตรงหน้าล็อกเกอร์ทันที เธอไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร เพราะคนอื่นๆก็ทำแบบนี้เป็นปกติ ทั้งๆที่ก็มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่มันค่อนข้างเสียเวลากับการต้องต่อคิวไปหน่อย  แพรวาหยิบหมวกมาสวมเพื่อเก็บผมให้เรียบร้อย หน้ากากอนามัยยังไม่จำเป็นต้องใส่จนกว่าจะย่างกรายเข้าพื้นที่ห้องผ่าตัดจริงๆ แพรวาไม่ลืมหยิบกระเป๋าตังค์และโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าเสื้อ  เก็บของอย่างอื่นเข้าล็อกเกอร์แล้วจัดการล็อกกุญแจ เมื่อเรียบร้อยก็รีบตรงดิ่งไปยังห้องอาหารทันที  

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง  จะทำงานหนักก็ต้องหาอะไรใส่ท้องก่อนเป็นอันดับแรก  ยิ่งถูกจิรดาภาขู่เอาไว้ว่ามีเคสต่อนิ้วรอให้ไปรับช่วงต่อ  คิดๆดูแล้วพอถึงเวลาแปดโมงเธอคงต้องนั่งแช่ในห้องผ่าตัดนั้นไปไม่ต่ำกว่าครึ่งวันแน่ๆ

สงสัยเวรดึกคงมีเคสที่กำลังผ่าตัดอยู่เพียงเคสเดียว  ตอนนี้ในห้องอาหารเลยมีบรรดาหมอและพยาบาลมารวมตัวกันเต็มไปหมด  ซึ่งถ้าจะให้แยกว่าใครเวรดึกใครเวรเช้าเธอแยกไม่ได้หรอก ห้องอาหารที่นี่ค่อนข้างคับแคบ  ร้านอาหารก็มีเพียงสองร้าน แน่นอนว่าอาหารที่กินก็มีแต่ซ้ำๆเดิมๆ แต่ก็มีนานๆครั้งที่พ่อครัวใจดีรังสรรค์เมนูใหม่มาให้ชิมกัน  แพรวารีบต่อคิวซื้อข้าวราดแกงก่อนแล้วค่อยมองหาที่นั่ง  ตรงมุมด้านในสุดมีที่ว่างพอดีหนึ่งที่สำหรับเธอ  ดูเหมือนโต๊ะนั้นจะมีแต่บุคคลที่แต่งชุดสีเขียวเข้มทั้งนั้น แพรวาเดินไปนั่งอย่างไม่ลังเล  ก็ขืนมัวชักช้าอาจจะกินข้าวไม่ทันกันพอดี

แพรวาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้นั้น  เธอค่อยๆวางจานข้าวลงอย่างเบามือ เลื่อนเก้าอี้ออกมาช้าๆ หย่อนตัวลงไปนั่งนิ่งๆ ขยับจานข้าวนิดๆ แล้วเริ่มหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเขี่ย...
 
นี่มันทำให้เธอเสียเวลามากๆ แต่ถ้าทำเสียงดังก็กลัวจะรบกวนคนตรงหน้าน่ะสิ!

คนตรงหน้าที่กำลังนั่งก้มไถโทรศัพท์เงยหน้าขึ้นมอง  แพรวายิ้มมุมปากเล็กๆเพื่อทักทาย สื่อความหมายว่าขอนั่งตรงนี้นะ เธอมองแพรวาด้วยสีหน้าเรียบๆ ไม่มีรอยยิ้มหรือคำตอบใดๆ ก่อนหลบตาลงไปมองจอโทรศัพท์ดังเดิม  

อืม…นี่คงเป็นคำตอบว่า “เชิญ” จากคนที่นั่งตรงข้ามกับเธอล่ะมั้ง

แพรวาจำได้  ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามเธอเป็นวิสัญญีแพทย์ หรือที่เรียกง่ายๆว่า "หมอดมยา" นั่นแหละ  วิธีการแยกหมอผ่าตัดกับหมอดมออกจากกันในห้องผ่าตัดแห่งนี้คือการดูจากสีหมวก  หมอผ่าตัดสวมชุดสีเขียวเข้มหมวกสีเขียวเข้ม  หมอดมยาสวมชุดสีเขียวเข้มเหมือนกัน แต่สวมหมวกสีเทา และคนสวมหมวกสีเทาข้างหน้าก็ดูจะง่วงเต็มที  เพราะแพรวาเห็นหมอดมยาคนนี้ยกมือขึ้นมาปิดปากก่อนจะหาวจนตาหยี  สงสัยเวรดึกเมื่อคืนคงไม่ได้นอนเลยสินะ

แพทย์หญิงเจนนิษฐ์  

แพรวาจำได้เพราะเคยเขียนชื่อของหมอหน้าสวยคนนี้ในใบบันทึกการผ่าตัดอยู่บ่อยๆ  เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เคยเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เจนนิษฐ์ เขียนยังไงวะ” 

แพรวาตักข้าวทานเงียบๆ ลอบมองคนตรงหน้าเป็นทีๆโดยไม่ให้รู้ตัว  เจนนิษฐ์พึ่งมาทำงานที่นี่ได้ราวๆ สามเดือนในฐานะแพทย์ประจำบ้านของภาควิชาวิสัญญีวิทยา  ภาษาหมอๆที่เรียกกันก็คือ “เรสิเดนท์”  หรือเรียกให้สั้นลงไปอีกก็คือ “เดนท์”  นั่นเอง  แม้เจนนิษฐ์จะพึ่งมาได้เพียงสามเดือน  แต่ก็ดูคุ้นเคยและสนิทสนมกับหมอคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว  คงเป็นเพราะเธอเองก็จบแพทย์จากสถาบันนี้เหมือนหมอส่วนใหญ่ในโรงพยาบาล

กับข้าวมื้อนี้อร่อยเป็นพิเศษจนทำให้แพรวาค่อยๆละเลียดกินอย่างช้าๆ

ใช่หรือ?  

ไม่น่าใช่!

แต่เป็นเพราะคนตรงหน้าต่างหาก...

บางครั้งที่เจนนิษฐ์เงยหน้าขึ้นมา แพรวาต้องรีบทำเป็นหันไปมองทางอื่นอยู่เสมอ

เราไม่รู้จักกัน!

นี่คือสิ่งที่แพรวาพยายามแสดงออก  แม้ในความเป็นจริงเธอจะรู้จักคนตรงหน้า  รู้จักมานานแล้วด้วย  และก็แอบหวังอยู่ไม่น้อยว่าเจนนิษฐ์จะจำเธอได้เหมือนกัน

ไม่อยากให้แปดโมงเลย...

แต่เวลาเจ้ากรรมมันไม่ยอมฟังคำขอร้องของเธอเลยน่ะสิ  แพรวาต้องตัดใจลุกขึ้นพร้อมหยิบจานข้าวที่สุดท้ายก็กินไม่หมดไปเก็บ  ใบหน้าบูดบี้แบบนั้นเพราะหงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน  ภายใต้เวลาร่วมๆสิบนาทีที่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกับเจนนิษฐ์  แต่สุดท้าย... เธอเลือกที่จะทิ้งมันไป  

เอาน่า...  มันต้องมีโอกาสอีกสักครั้งสิ 

โอกาสที่เราจะได้คุยกันเสียที!


......................................................…………………….


แพทย์หญิงเจนนิษฐ์

เธอลุกไปแล้ว... ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มสักนิดให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงนี้

ช่วยไม่ได้! ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์เองหนิ!

เจนนิษฐ์ค่อยๆ หันกลับไปมองหลังจากที่แพรวาลุกไป  เห็นเพียงแค่แผ่นหลังของคนชุดสีเขียวอ่อนซึ่งกำลังผลักประตูออกไปจากห้องอาหาร  เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่  วางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี  หงุดหงิดตัวเองจริงๆ  เธอควรจะยิ้มตอบกลับให้แพรวาสิ  ไม่ใช่ทำหน้าเฉยชาใส่แบบนั้น  ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ  โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดแบบนี้จะมีอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้  เอาแต่รอให้ฝ่ายนั้นทักขึ้นมาก่อน  ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอจะจำได้  

แพรวาคือคนในความทรงจำ  เพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายที่ไม่เคยพูดคุยทักทายกันมาก่อน 

แต่ทำไมเจนนิษฐ์ถึงจำเธอได้หล่ะ?

เจนนิษฐ์จำแพรวาได้ตั้งแต่วันแรกที่กลับมาทำงานที่นี่ ตอนนั้นเธอพึ่งกลับจากการเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน หนึ่งปีในชีวิตของหมอจบใหม่มันช่างน่าเบื่อ การออกตรวจคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยนอกนับร้อยๆราย  การเดินราวน์คนไข้ติดเตียงในตึกอายุรกรรม จนถึงการอยู่เวรมาราธอนในช่วงวันหยุดยาวมันดูดพลังชีวิตของเธอมาก จะมีก็เพียงช่วงเวลาที่ถูกตามให้ไปเข้าร่วมผ่าตัดกับแพทย์รุ่นพี่นั่นแหละ ที่พอจะทำให้เธอตื่นเต้นและมีพลังขึ้นมาบ้าง เจนนิษฐ์เคยสงสัยว่าตัวเองคงชอบการผ่าตัดเข้าแล้วล่ะมั้ง

แต่เจนนิษฐ์กลับไม่คิดที่จะเรียนต่อทางด้านศัลยศาสตร์!

เดิมทีเธอตั้งใจจะเรียนต่อเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน แต่ก็เปลี่ยนใจเพราะรู้ตัวว่าชีวิตไม่ได้พร้อมจะเจอและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากมายที่มักเกิดขึ้น ณ ห้องฉุกเฉินนั่นเอง

เจนนิษฐ์ใช้เวลาคิดที่จะเรียนต่อเพื่อเป็นวิสัญญีแพทย์เพียงสองวัน เธอบังเอิญได้คุยกับรุ่นพี่ที่จบจากสถาบันเดียวกัน ผู้ที่มาโฆษณาขายของว่า “เรียนหมอดมยาสิ สนุกนะ สบายด้วย”

เจนนิษฐ์เป็นพวกชอบคิดคำนวณ และชอบความแน่นอน  ดังนั้นเธอจึงคิดว่าถ้าสามารถคำนวณปริมาณก๊าซ ปริมาณยา สั่งให้คนไข้หลับและตื่นภายในกี่นาที กี่ชั่วโมงได้ มันคงเจ๋งน่าดู เธอตัดสินใจยื่นใบสมัครกับภาควิสัญญีวิทยาที่มหาวิทยาลัยเดิมเพราะรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนอยู่แล้ว ที่สำคัญคือเธอรู้สึกโหยหาที่จะได้กลับไปเยือนโรงพยาบาลแห่งนี้ โรงเรียนแพทย์ที่ฝึกปรือวิชามาตลอดหกปีนั่นเอง

“หมอดมยาชื่ออะไรคะ” 

นี่คือประโยคแรกที่คุยกันหลังจากที่เจนนิษฐ์ได้เป็นเรสิเดนท์ดมยาเต็มตัว วันนั้นหมอดมยาน้องใหม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและดมยาสลบคนไข้ผ่าตัดช่องท้องภายใต้การดูแลของอาจารย์หมอดมยา  ภายในห้องผ่าตัดเธอต้องทำงานร่วมกับอีกสองทีมคือ ทีมศัลยแพทย์ และทีมพยาบาล

“อ่อ...เจนนิษฐ์ค่ะ”

คำตอบภายใต้หน้ากากอนามัยของเจนนิษฐ์ที่มอบแก่ "เธอ" พยาบาลซึ่งทำงานอยู่ในห้องผ่าตัดเดียวกัน พยาบาลคนนั้นบรรจงเขียนชื่อของเธอลงในบันทึกการผ่าตัด เจนนิษฐ์ที่ตัวสูงกว่าแอบมองในกระดาษนั้น หมอดมยาคนนี้ค่อนข้างกังวลเป็นพิเศษเวลาคนอื่นต้องสะกดชื่อของเธอ

“เขียนถูกมั้ยคะ” 

เจนนิษฐ์ตัดสินใจถามออกไป  คนตรงหน้าไม่ตอบ แต่เขียนต่อไปจนเสร็จก่อนส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ดู 

พยาบาลคนนี้เขียนชื่อเธอถูกงั้นหรอ เก่งจริงๆ 

เจนนิษฐ์นึกชื่นชมในใจ หมอดมยาพยักหน้าตอบก่อนชำเลืองมองเพื่อนร่วมงานคนเก่งนี้ ถึงจะเห็นแค่ดวงตา แต่ก็รู้สึกได้ว่าพยาบาลคนเก่งของเธอกำลังยิ้มภูมิใจอยู่แน่ๆ

หรือว่าพยาบาลคนนี้จะรู้จักเธอ

ถ้าจำไม่ผิด พยาบาลคนที่ว่าคือเด็กโรงเรียนสาธิตเหมือนกันกับเจนนิษฐ์ แต่จะให้ฟันธงเลยทีเดียวก็ยังไม่มั่นใจ  ไว้รอให้เธอถอดหน้ากากอนามัย ถอดหมวกออกจนเห็นใบหน้าชัดๆ ก่อนเถอะ แล้วเจนนิษฐ์จะพิจารณาอีกครั้ง

มิวสิคหกทับห้าจริงๆหรอ แทบจำไม่ได้แหนะ!

เจนนิษฐ์รู้สึกใจเต้นเล็กๆ เธอเจอแพรวาอีกครั้งในตอนสี่โมงเย็นของวันถัดไป วันนั้นพยาบาลคนเก่งมาทำงานเวรบ่าย ส่วนหมอดมยาน้องใหม่กำลังจะกลับ หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ตัดผมหน้าม้าปัดข้างความยาวระดับคิ้ว ดวงตากลมโตเป็นประกายกับรอยยิ้มกว้างที่เผยให้เห็นเขี้ยวคู่นั้น น้ำเสียงร่าเริงปนเสียงหัวเราะ มันเหมือนกับคนที่เจนนิษฐ์คิดไว้เสียจริงๆ ยิ่งได้ยินเพื่อนพยาบาลของเธอเรียกชื่อเล่นแล้ว ก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่ผิดคน จะผิดก็ตรงที่เจนนิษฐ์เห็นว่าแพรวาสวยขึ้นทั้งๆที่ตอนมอปลายก็น่ารักอยู่แล้ว 

เป็นสาวเต็มตัวแล้วมันดีอย่างนี้นี่เอง...

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เจนนิษฐ์ไม่ได้พบเจอหรือพูดคุยกับแพรวานัก แต่ช่วงเวลาที่บังเอิญได้อยู่ในห้องผ่าตัดเดียวกัน เจนนิษฐ์มักจะเผลอมองแพรวาอยู่เรื่อย เจนนิษฐ์ไม่รู้ว่าตัวเองชอบแพรวาหรือเปล่า แต่เจนนิษฐ์รู้ว่าเธอชอบรอยยิ้มของแพรวาที่สุดอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้มันจึงน่าเสียดายที่เจนนิษฐ์พลาดโอกาสได้รับรอยยิ้มจากแพรวาในเช้านี้ไปแล้ว  จะโทษว่าเป็นเพราะความง่วงที่แบกมาตั้งแต่เมื่อคืนได้ไหมนะ การผ่าตัดคนไข้อุบัติเหตุซึ่งอาการย่ำแย่ เจนนิษฐ์ต้องร่วมกับทีมหมอผ่าตัดในการยื้อชีวิตคนไข้  แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องต่อสู้กับหมอผ่าตัดไปด้วยเนืองๆ กว่าทุกอย่างจะสงบจนส่งคนไข้เข้าตึกไอซียูก็ตีสี่แล้ว 

เจนนิษฐ์พอมีเวลางีบหลับในช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงที่ห้องนอนเวร ก่อนจะต้องตื่นเพราะโดนโทรตามเนื่องจากศัลยแพทย์ต้องการเซ็ตเคสผ่าตัดฉุกเฉินในช่วงเช้านี้ เมื่อจัดการอะไรเรียบร้อยเธอจึงแวะเวียนมานั่งง่วงต่อที่ห้องอาหารแห่งนี้ กะว่าจะหากาแฟร้อนดื่มสักแก้วก่อนขับรถกลับบ้านในช่วงสาย ยังไม่ทันได้ลุกไปชงกาแฟแพรวาก็ดันมาปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าเสียก่อน นี่เป็นการนั่งเผชิญหน้ากันครั้งแรกเลยก็ว่าได้  ช่วงเวลานั้นเจนนิษฐ์ลืมนึกถึงกาแฟร้อนไปแล้ว ข้อความต่างๆมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัว  แต่เธอไม่สามารถกลั่นออกมาได้เลยสักคำ มีแต่ความเงียบเท่านั้นที่กำลังสนทนากันอยู่

“อยู่เวรเช้าหรอ”

เจนนิษฐ์จะเริ่มพูดด้วยประโยคนี้ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้ 

แต่ในความจริง... เธอคงต้องเก็บมันไว้ใช้ในโอกาสหน้าแล้วล่ะ

โอกาส...ที่จะได้เริ่มทำความรู้จักกันอย่างจริงจังเสียที!
 
 
 
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #63 ณธร (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:42

    เรียนอะไรหนอออ

    #63
    0
  2. #57 Red (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2561 / 12:35

    เพิ่งได้อ่าน แบบ แชทมาเลยตามมาอ่านแบบ บรรยาย ชอบครับ ชอบภาษาเขียนอ่านสนุก

    #57
    0
  3. #54 youmakemehell (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 11:18
    ตามมากรี๊ดค่ะ
    #54
    0
  4. #47 parnpuparn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 19:28

    งื้อออออ น่ารักมากกกก หมอเต็นเขินใช่มั้ยค่ะ อยากจะรักก็ทักเลยยยยยย

    #47
    0
  5. #8 pj_cy716 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 01:32
    ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากเขินค่ะ😂 เขินไปหมดเลยหมอเต็นน้องมิว น่าร้ากกกก
    #8
    0
  6. #7 konoe tsubaru (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มกราคม 2561 / 13:29
    ฮือ ในจอยว่าดีแล้วในนี้ก็ดีด้วยค่ะ ไม่ไหวแล้วใจเขินหมอเต็นเค้า แงๆๆๆๆๆ
    #7
    0
  7. #6 JuneChen (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มกราคม 2561 / 13:05
    น่ารักอ่ะ ต่างคนต่างชอบ
    #6
    0
  8. #5 ßoⓢS ZeN (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 22:04
    โอ้ยยยยยฟงดสดฃห โง้ยยย น่ารักไปหมด ถึงจะรู้ตอนจบอยุแล้ว แต่แบบนี้ก็ฟีลกู้ดไปอีก ชอบมากเลยไรท์ สรุปก็ลักเมากันมาเมินละแต่บะมีไผฮู้ตัว555
    Hnyล่วงหน้านะ อยุเวรมาราธอนรึปล่าว ถ้าใช่ก็สู้ๆนะท่าน
    #5
    1
  9. #4 Black Dragon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 20:48
    แง้ น่ารักเกินไปแล้ววววว
    #4
    3
  10. #3 KROOWAI (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 20:15
    เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค เต็นสิค
    😍😍😍😍😍
    ชอบพาร์ทบรรยายมากครับ เจนนิษฐ์ดูเป็นคนอบอุ่นมากกว่าที่คิด ในจอยก็อีกอารมณ์นึง เด็กดีก็อีกอารมณ์นึง เป็นกำลังใจให้ครับ สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยละกัน 5555
    #3
    1
  11. #2 framesoshi9 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 19:13
    อ่านในจอยว่าน่ารักแล้ว มาอ่านบทบรรยายยิ่งน่ารักมากๆเลยค่ะ ต่างคนต่างไม่กล้าทักกันซะงั้น แต่ก็มารักกันได้ ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ สนุกมากกก จะคอยติดตามเสมอนะคะ สู้ๆค่า
    #2
    1
  12. #1 ARINCHYS|10 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 18:48
    T-T ขอออกตัวก่อนว่าเราชอบ อ่าน ดู เสพย์ทุกสิ่งเกี่ยวกับโรงพยาบาลมากๆ ค่ะ (ยกเว้นเรื่องผี) แค่ชื่อเครื่องมือ ชื่อย่อตำแหน่ง คำเรียกขานพิเศษที่มีแต่คนในวงการที่ทำงานที่นั่นเท่านั้นที่รู้ แค่นี้ก็มากพอจะให้ตื่นเต้น ติดตามแล้ว เพราะงั้นจึงรู้สึกปริ่มเปรมมากๆ ที่ในที่สุดก็ได้อ่านบทบรรยายสักที~ เย้
    ไรท์เขียนได้ดีมากๆ เลย ชอบสำนวนที่ใช้บรรยายทุกอย่างรอบตัวให้หวนนึกถึงบรรยากาศได้ชัดเจน ค่อยๆละเลียดละมัยไปทีละน้อย เก็บรายละเอียดได้ไม่มีตกหล่นตั้งแต่เสียงนาฬิกาปลุกยัน กลิ่นอาหารในโรงอาหาร คือมันนึกภาพตามออก 555 ลื่นไหลไม่มีที่ติ ถึงจะแปลกๆ กับคำว่า 'เขา' ที่ปกติใช้กับผช แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ในจอยอาจจะต้องให้ตัวละครเล่าเรื่อง พอเป็นบรรยายไรท์ต้องเป็นคนเล่าแล้วไรท์ก็ทำได้ดีมากจริงๆ ขอชื่นชมในฐานะนักอ่านคนนึงที่ชอบเรื่องนี้มากๆ แต่ไม่ค่อยได้เม้นนะคะ
    แค่ฉากเขียนชื่อเจนนิษฐ์ กับรอยยิ้มใต้ผ้าปิดปากที่ดูภูมิใจก็ ทำให้พลอยยิ้มไปด้วยได้แล้ว แอบอยากให้เขียนเรื่องยาวเลย 55555แต่มันกินพลังงานมาก ฮือ นาน น๊าน มาทีก็ได้ เรารอเก่ง เรารอได้เสมอ ขอบคุณที่เหน็ดเหนื่อย และบรรจงเขียนออกมานะคะ ขอบคุณมากๆ เลย Doctor X ss5 มาแล้วนะ อย่าลืมหาเวลาไปดู 5555 สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าค่ะ ขอให้ไรท์สุขภาพแข็งแรง คิดอะไรก็สมปรารถนา และถ้าไรท์เป็นหมอ หรือเป็นบุคลากรคนนึงที่ทำงานในรพ. ตอนนี้หรือในอนาคต ...ขอบคุณมากนะคะ ที่เลือกที่จะยืนอยู่ตรงนั้น เหนื่อยแค่ไหนก็สู้ๆ น้า สวัสดีปีใหม่ค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 31 ธันวาคม 2560 / 19:00
    #1
    2
    • #1-1 Airichan04(จากตอนที่ 1)
      1 มกราคม 2561 / 07:45
      นี่เราคนในอาชีพเทือกๆเดียวกันมั้ยนะ ขอบคุณที่ให้กำลังใจและให้คำแนะนำน้า..
      ตอนแรกก็ลองใช้สรรพนาม เธอ กับหมอเต็น แต่พอเธอเต็น กับเธอสิคมาเจอกัน มันก็จะงงๆหน่อย หื้อ~ งั้นขอให้หมอเต็นใช้ เขา ไปละกันเนาะ ไหนๆก็ตั้งใจให้เป็นเมะละ ถถถ// ส่วน doctor-x season5 ยังไม่ได้ดูเบยยย นี่คงภาคสุดท้ายแล้วสินะ จะบอกว่า โจโนะอุจิเซนเซย์นี่คาร์แรกเตอร์ต้นแบบหมอเต็นเลยหละ เวลางานก็เคร่งขรึม เวลาอยู่กับเพื่อนก็ร่าเริง ส่วนมิจิโกะเซ็นเซย์ก็หมออรดีๆนี่เอง 555
      #1-1
    • #1-2 ARINCHYS|10(จากตอนที่ 1)
      1 มกราคม 2561 / 15:17
      กรี๊ดดด เค้าก็หวีดโจโนะอุจิเซนเซย์มาตั้งแต่ภาคแรก จิ้นกับไดม่อนหนักมากค่ะ 5555 แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าคาร์หมอเต็นนี่ได้เลยนะ แล้วก็เท่มากๆ ด้วย
      อ่อ เค้าไม่ได้อยู่ในสายงานนี้น้า เคยอยากเป็นแพทย์ค่ะ แต่เป็นไม่ได้คงต้องหาแฟนเป็นแพทย์แทนละ //ผิดๆ
      เขา เธอ นี่เค้าเข้าใจ 555 ไม่เป็นไรค่ะ ดูเป็นเอกลักษณ์ขรึมๆ ดีด้วย
      ป.ล. คำว่า "พยาบาลแพรวา" นี่มันดีต่อใจจริงๆ ค่ะ
      จะรอตอนต่อไปนะคะ ^^
      #1-2