[BNK48 | TenSic] Dangerous OR | เรื่องเล่าห้องผ่าตัด

ตอนที่ 3 : ในวันที่หมอป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    15 ม.ค. 61

บทที่ 3
แพทย์หญิงเจนนิษฐ์

ทั้งๆ ที่วันนี้ก็ไม่ได้ยุ่งสักเท่าไหร่ แต่เจนนิษฐ์กลับไม่ประสบอารมณ์กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบกาย คิ้วสองข้างมันย่นมาชิดติดกันชนิดที่ใครเห็นก็รู้ว่าเธอกำลังหงุดหงิดอารมณ์เสียเรื่องใดเรื่องหนึ่งและพร้อมจะเหวี่ยงทุกคนที่หลงเข้ามาในวงโคจรของเธอ

เจนนิษฐ์ไม่ได้หงุดหงิดเรื่องงาน แต่ต้องยอมรับว่าการที่อารมณ์บูดแบบนี้มันส่งผลกับงานของเธอ หมอดมยาไม่ได้อยากหน้างอใส่คนไข้ แต่เป็นเพราะอาการปวดท้องที่รู้สึกมาตั้งแต่ช่วงเที่ยงบังคับให้เธอปั้นหน้าบึ้งตึงออกมาโดยอัตโนมัติ ทั้งๆที่กินยาไปหลายเม็ดอาการปวดก็ยังไม่มีท่าทีจะทุเลาลง  เจนนิษฐ์ต้องฝืนทำงานมาจนถึงตอนนี้ซึ่งใกล้จะสี่โมงเย็นแล้ว

แม้จะไม่อยากวิตกกังวลจนเกินเหตุ แต่สมองอันชาญฉลาดของหมอดมยาดันคาดเดาไปแล้วว่าอาจจะเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบ เพราะจากที่เคยปวดท้องเป็นบริเวณกว้าง ความเจ็บปวดเริ่มมากระจุกอยู่แถวๆ สะดือแทน คนเป็นหมอรู้แนวโน้มของโรคดี  แต่ถึงกระนั้นก็ยังพยายามปลอบใจตนเองว่าอาจจะเป็นเพียงโรคลำไส้อักเสบที่เคยมีอาการเมื่อช่วงปีก่อนก็ได้ 

แต่ถ้ามันใช่อาการของโรคที่ไม่อยากเป็นขึ้นมาจริงๆ  เจนนิษฐ์อาจต้องผ่าตัดในคืนนี้ ยิ่งผ่าเร็วได้ยิ่งดี เธอไม่อยากให้ไส้ติ่งแตกจนต้องเปิดแผลกว้างกว่าปกติ การมีแผลเป็นที่หน้าท้องยาวๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงจะพอใจสักเท่าไหร่ เจนนิษฐ์ยกแก้วที่มีน้ำเปล่าอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งตรงหน้าขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด 

พอ! หลังจากนี้ห้ามกินอะไรอีก

เจนนิษฐ์จัดการงดน้ำงดอาหารตนเองทันที ถ้านับๆ ดูแล้วมันจะครบเวลาที่อาหารเคลื่อนผ่านกระเพราะไปสู่สำไส้เล็กราวๆ สามถึงสี่ทุ่ม แม้สิ่งที่กินจะเป็นเพียงแค่น้ำเปล่า เจนนิษฐ์จะไม่มีวันโกหกว่าไม่ได้กินอะไรมา หมอดมยารู้ดีว่าหากเกิดการสำลักเศษอาหารในขณะที่ใส่หรือถอดท่อช่วยหายใจ มันอาจจะรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

ตอนแรกเจนนิษฐ์ตั้งใจจะนอนดูอาการตนเองที่ห้องพักแพทย์ตามคำแนะนำของเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน  แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้แม่ของเธออาจจะกลับดึก เจนนิษฐ์เป็นห่วงสัตว์เลี้ยงสี่ขาที่ถูกขังไว้ในบ้านตั้งแต่ช่วงเช้า หากต้องปล่อยให้มันถูกขังข้ามคืน เจ้าสี่ขาคงจะเห่าหอนจนเพื่อนบ้านหลับนอนไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจหอบหิ้วอาการปวดท้องนั้นกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน เจ้าของบ้านจอดรถชิดกับกำแพงปูนสีขาวสูงราวเมตรครึ่ง ภายในบ้านดูเงียบกว่าที่คิด สงสัยเจ้าสี่ขาทั้งสองคงจะงีบหลับอยู่

บ้านปูนสีขาวสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิดสร้างติดกับบ้านลักษณะเหมือนๆ กันทั้งซอย ที่นี่เป็นหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลราวสิบห้านาที เจนนิษฐ์ยอมไปทำงานเร็วเพื่อแลกกับการที่จะได้อยู่บ้านทุกวัน สำหรับคนติดบ้านอย่างเธอ ไม่มีที่ไหนมีความสุขเท่าวิมานสีขาวนี้อีกแล้ว

เพียงแค่รั้วเหล็กหน้าบ้านเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะถูกเลื่อนเปิด เจ้าสี่ขาก็ส่งเสียงแข่งขันกันออกมาดังสนั่น ประตูไม้หน้าบ้านขยับเสียงดังกึกกักเพราะถูกตะกุยด้วยอุ้งเท้าหลายคู่จากด้านใน เจ้าของบ้านรีบไขกุญแจและเปิดประตูออก ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปเจ้าสี่ขาทั้งสองก็พุ่งกระโจนใส่แบบไม่คิดชีวิต ถึงแม้จะเป็นสุนัขตัวเล็กๆ แต่กลับแรงเยอะจนเจนนิษฐ์ถึงกลับถอยเซ  เธอได้แต่ร้องตะโกนว่า เดี๋ยวก่อนๆ! แต่พวกมันไม่น่าจะเข้าใจในคำขอของเจ้านาย นี่ถ้าเป็นคนมันคงจะโดนตวาดกลับไปไม่น้อย แต่เพราะเป็นเจ้าขนฟูสี่ขา เจนนิษฐ์จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะด่าหรือตีพวกมัน สู้จัดการด้วยวิธีที่ทำให้พอใจทั้งสองฝ่ายดีกว่า 

เจนนิษฐ์ทำให้พวกมันสงบด้วยการเทอาหารเม็ดให้กินจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็หลอกล่อเข้ากรงทั้งๆ ที่พวกมันทำท่าอยากจะวิ่งเล่นกับเจ้าของต่อ

“ขอแยกกันอยู่สักพักเถอะ หายปวดท้องแล้วจะมาเล่นด้วยนะ”

เจนนิษฐ์ต่อรองกับเจ้าสี่ขาทั้งสองตัวที่กำลังตะกุยลูกกรงพร้อมส่งเสียงครางหงิงๆ ขอความเห็นใจ เธอไม่มีอารมณ์พอที่จะเอาใจพวกมันไปมากกว่านี้ และพวกมันคงจะเริ่มเข้าใจเจ้านายขึ้นมาบ้างแล้ว มันยอมเงียบเสียงเมื่อเธอเดินกลับเข้าไปในบ้าน เจนนิษฐ์ยึดพื้นที่ห้องรับแขกเป็นห้องสังเกตอาการของตนเองในเย็นนี้ คนหน้ามุ่ยค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาช้าๆ เธอก็ค้นพบแล้วว่าการนั่งตัวงอๆ โน้มไปข้างหน้ามันช่วยให้อาการปวดท้องทุเลาได้นิดหน่อย 

ในระหว่างที่นอนดูอาการตัวเองได้เพียงห้านาที จู่ๆ เจ้าสี่ขาที่สงบไปเมื่อครู่ ก็ส่งเสียงเห่าขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงเลื่อนประตูเหล็กที่ดังขึ้น 

เจนนิษฐ์ซึ่งไถลตัวลงไปนอนบนโซฟาแล้ว ค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นมานั่ง เธอมองผ่านกระจกบานใหญ่ด้านหลังออกไปที่หน้าบ้านก็เห็นหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในยูนิฟอร์มชุดพยาบาลกำลังเลื่อนปิดประตูเหล็กหนักๆ นั่น

พยาบาลที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือแม่ของหมอดมยาคนนี้นี่เอง

เจนนิษฐ์งงเล็กน้อยที่ผู้เป็นแม่กลับมาถึงบ้านในเวลานี้ ก็ไหนแม่บอกกับเธอว่าจะกลับดึกๆ เพราะติดธุระยังไงล่ะ แต่ยังไม่ทันที่เจนนิษฐ์จะอ้าปากถาม คนเป็นแม่ก็ให้คำตอบราวกับอ่านใจลูกสาวได้

“งานมีทติ้งเลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้าน่ะ พอดีมีหลายคนที่ไม่ว่าง” 

“แล้วทำไมไม่โทรบอกเต็นอ่ะ จะได้ไม่ต้องรีบกลับ”  ถ้ารู้ว่าเจ้าสี่ขาจะไม่โดนขังลืม เธอคงกำลังนอนดูอาการที่โรงพยาบาลอยู่ในตอนนี้

“แม่ยุ่งทั้งวันนะเต็น ไหนจะต้องสอนช่วงเช้า ตอนบ่ายก็ต้องคุมนักศึกษาฝึกงาน เดี๋ยวต้องเตรียมข้อสอบของพรุ่งนี้อีก”

หมอดมยารู้อยู่หรอกว่าแม่ของเธอมักมีงานยุ่งมาบ่นให้ฟังทุกๆวัน แต่ถึงจะบ่นแค่ไหนเจนนิษฐ์ก็เห็นว่าผู้เป็นแม่ยังทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เหมือนตอนนี้ที่มาถึงบ้านปุ๊บก็หยิบหนังสือขึ้นมากางปั๊บ

“เต็นว่างก็ช่วยแม่หน่อยละกัน” คนเป็นแม่เอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากตำราตรงหน้า

เจนนิษฐ์คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องเจอประโยคนี้ นี่อุตส่าห์เงียบไว้แล้วนะ ทำไมแม่ไม่สังเกตหน้าตาบู้บี้ของเธอในตอนนี้แล้วถามสักหน่อยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า 

“ข้อสอบพยาบาล จะให้เต็นช่วยอะไรอ่ะ” 

“ก็ช่วยพิมพ์อย่างที่ทำประจำนั่นแหละ”

มันเป็นข้อสอบสำหรับนักศึกษาพยาบาลที่หมอดมยาอย่างเจนนิษฐ์แทบจะตอบคำถามได้ทุกข้อ เธอไม่ได้เป็นคนตั้งโจทย์ แต่ก็ช่วยพิมพ์ข้อสอบให้อยู่บ่อยๆ

แม่ของเจนนิษฐ์เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ถึงจะเป็นพยาบาลเด็กก็ไม่ได้ใจดีอย่างที่หลายๆ คนคิด เจนนิษฐ์รู้สึกว่าคนเป็นแม่ดุและเข้มงวดกับเธอมากเกินไป แถมยังชอบคิดว่าเธอเป็นเด็กอยู่เสมอทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงตอนนี้เธออยู่ในวัยทำงานและรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว

“ตอนนี้ปวดท้อง เอาไว้ก่อนนะแม่” ในเมื่อแม่ไม่สังเกต เธอบอกให้รู้เองเลยละกัน

“ปวดท้องอะไร” 

ดูจะได้ผล คนเป็นแม่ยอมละสายตาจากหนังสือตรงหน้าแล้ว

“ ปวดยังไง ปวดตรงไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ได้กินข้าวหรอ แล้วกินยาไปรึยัง...” 

ชุดคำถามที่แม่ผู้เป็นอาจารย์ใส่มาไม่ยั้ง เจนนิษฐ์แทบไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อน  แต่เธอก็เข้าใจว่านี่แหละ คือลักษณะเฉพาะของพวกหมอและพยาบาล

เพียงแค่เอ่ยอาการขึ้นมาหนึ่งอย่าง ก็จะถูกซักประวัติยาวออกไปโดยไม่สิ้นสุด

“ปวดแถวๆ สะดืออะแม่ นี่ก็กลัวว่าจะเป็นไส้ติ่ง” เจนนิษฐ์ตอบพร้อมวินิจฉัยโรคให้ตนเองเสร็จสรรพ  คนเป็นแม่มองหน้าลูกสาวที่กำลังนั่งตัวงอบนโซฟาก่อนเข้ามาจัดแจงให้นอนลง เจนนิษฐ์ยอมทำตามอย่างว่าง่าย แม่ถกเสื้อของเธอขึ้นก่อนใช้มือกดบริเวณหน้าท้อง ค่อยๆ ไล่ไปจนทั่ว

เจนนิษฐ์ปวดเป็นพิเศษแถวๆ สะดือ และในไม่ช้าก็คงจะย้ายไปปวดตรงหน้าท้องขวาส่วนล่างซึ่งใกล้กับตำแหน่งของไส้ติ่ง คนเป็นแม่ยังบอกอีกว่าลูกสาวตัวรุมๆ หากวัดปรอทก็คงจะมีไข้ต่ำๆ

“จะไปโรงพยาบาลเลยมั้ย สงสัยจะได้ผ่าคืนนี้แหละ” ท่าทางอาจารย์พยาบาลจะฟันธงแล้ว มันทำให้คนที่นอนอยู่หน้าซีดลงทันตาเห็น เจนนิษฐ์จัดเสื้อจนเรียบร้อยจึงค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่ง

“แต่อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะแม่”

“จะรอให้มันแตกก่อนรึไง”

โดนดุจนได้...  เจนนิษฐ์หน้างอคอตกไปแล้ว คนเป็นแม่ยอมให้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง แถมยังขู่เอาไว้ว่าถ้ายังดื้ออยู่แบบนี้ ก็ขับรถไปโรงพยาบาลตอนไส้ติ่งแตกเองแล้วกัน 

ความจริงที่ผู้เป็นแม่บอกนั้นถูกทั้งหมด เจนนิษฐ์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเธอจะงอแงทำไม คนที่นอนหน้ามุ่ยอยู่ในตอนนี้เลยทำได้เพียงมองไปที่บันไดทางขึ้นชั้นสองถี่ๆ รอจังหวะที่ผู้เป็นแม่เดินลงมา เธอจะรีบทำเสียงอ้อนใส่พร้อมกับชวนไปโรงพยาบาลทันที

แต่จนแล้วจนเล่าคนเป็นแม่ก็ยังไม่กลับลงมาเสียที

นี่แม่งอนสินะ!

ตื๊ดๆ!

โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นและส่งเสียงดังขึ้น  เจนนิษฐ์ค่อยๆ เอื้อมไปหยิบมันโดยไม่ยอมลุกนั่ง เพื่อนร่วมกลุ่มส่งไลน์ทักท้วงมาหลายข้อความ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ว่านัดปัญสิกรณ์และกุลจิราณัฐเอาไว้ เดิมทีทั้งสามตั้งใจจะไปทานมื้อเย็นด้วยกันเนื่องในโอกาสที่ต่างก็มีเวลาว่างตรงกันในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นอกจากปัญสิกรณ์ก็มีกุลจิราณัฐนี่แหละ  ที่เจนนิษฐ์นับว่าเป็นเพื่อนสนิทร่วมแก๊งอีกคน

กุลจิราณัฐหรือเจน เป็นเรสิเดนท์ศัลยกรรมทั่วไปชั้นปีที่หนึ่ง เธอเป็นคนขี้อาย พูดน้อย เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่เจนนิษฐ์กลับมองว่ากุลจิราณัฐกล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้นแล้ว แถมยังพูดมากไม่แพ้ใครๆ ในกลุ่ม ทั้งสองคบหากันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย เรียนห้องเดียวกันมาโดยตลอด ถึงแม้ทั้งคู่จะมีนิสัยแตกต่างกัน แต่ก็สนิทสนมและช่วยเหลือกันอยู่เป็นประจำ

เจนนิษฐ์จำเป็นต้องเบี้ยวนัดในวันนี้พร้อมกับบอกเหตุผลแก่เพื่อนทั้งสอง หมอศัลย์ดูไม่ได้โกรธอะไร ออกจะเป็นห่วงหมอดมยาเพื่อนรักเสียมากกว่า พวกเขาซักถามอาการหลายอย่างพร้อมเสมอตัวมาดูอาการให้ แต่เจนนิษฐ์ปฏิเสธเพราะเห็นว่ามีอาจารย์พยาบาลดุๆ เพียงคนเดียวก็สามารถดูแลเธอได้

เวลาราวๆ หนึ่งทุ่ม อาการปวดท้องของเจนนิษฐ์ดูจะรุนแรงขึ้น เธอยอมอ้อนวอนผู้เป็นแม่ซึ่งลงความเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าเธอเป็นไส้ติ่งอักเสบลากตัวไปโรงพยาบาลในเวลานี้

ระหว่างทางไปโรงพยาบาล เจนนิษฐ์ได้พูดคุยกับปัญสิกรณ์ทางโทรศัพท์ เธอได้บอกเล่าอาการของตนให้หมอศัลย์ปลายสายทราบ ปัญสิกรณ์รับปากจะจัดการหลายๆ เรื่องให้ ตั้งแต่ติดต่อเฌอปรางเรสิเดนท์รุ่นพี่ซึ่งอยู่เวรในคืนนี้เพื่อรายงานเคส พร้อมกับสอบถามเรื่องห้องวีไอพีของโรงพยาบาลเพื่อให้หมอดมยาผู้เป็นเพื่อนสนิทได้เข้าพัก

เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน เจนนิษฐ์ถูกให้ขึ้นนอนบนเปล เธอรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก  คนรู้จักหลายคนกรู่เข้ามาหาไม่ขาดสาย ปัญสิกรณ์และกุลจิราณัฐซึ่งไม่ได้อยู่เวรก็อยู่ที่นั่นด้วย เจนนิษฐ์ถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยแพทย์ พยาบาลจัดการแทงเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือ เธออยู่ที่ห้องฉุกเฉินเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนถูกพาไปที่ห้องพักในตึกพิเศษชั้นห้าเพื่อรอเข้าผ่าตัดในเวลาประมาณสี่ทุ่มของคืนนี้

ระหว่างที่นอนรอเวลาขึ้นเขียง เจนนิษฐ์ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เป็นพ่อซึ่งทำงานอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง พ่อของเธอไม่สามารถเดินทางมาหาได้เพราะติดการประชุมสมาคมห้องผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น

"เต็นคงสบายใจกว่านี้ถ้าคนผ่าตัดให้คือพ่ออ่ะ"

นั่นคือคำตัดพ้อเล่นๆ ที่เจนนิษฐ์บอกกับปลายสายที่คุยด้วย พ่อของเจนนิษฐ์เป็นศัลยแพทย์ซึ่งทำงานในโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลางตอนล่าง  ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของเธอ หลายๆ คนคิดว่าเจนนิษฐ์เป็นคนที่นี่ แต่ความจริงเธอย้ายติดตามแม่ผู้เป็นพยาบาลซึ่งมารับตำแหน่งอาจารย์พยาบาลที่นี่ตั้งแต่ก่อนเธอจะขึ้นชั้นมอปลาย

เจนนิษฐ์อยากจะสอบถามเรื่องการผ่าตัดกับผู้เป็นพ่อหลายอย่าง  แต่ก็คิดว่าคนปลายสายอาจกำลังยุ่งอยู่ เธอจึงหันมาปรึกษาปัญสิกรณ์ทางไลน์แทน  เจนนิษฐ์ถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ตนเองพอจะรู้อยู่บ้าง แต่ก็อยากได้คำยืนยันจากศัลยแพทย์ตัวจริงเสียมากกว่า คงจะดีไม่น้อยถ้าเพื่อนสนิทมีคำแนะนำพิเศษๆ ให้กับเธอ  แต่ปัญสิกรณ์ก็ให้ได้แค่คำแนะนำทั่วไปแบบที่บอกกับคนไข้ทุกคนนั่นเอง

ปัญสิกรณ์บ่นเจนนิษฐ์เรื่องที่ไม่ยอมผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้องซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นิยมผ่าตัดแบบแผลเล็กกัน เจนนิษฐ์เห็นว่ามันยุ่งยากเกินไป แถมยังต้องเสียสละหน้าท้องเรียบๆ ให้ถูกคมมีดกรีดเจาะเป็นรูเพื่อใส่อุปกรณ์ทำการผ่าตัดอีก แม้ปัญสิกรณ์จะพยายามขายของด้วยการอ้างชื่อเฌอปราง แต่ดูจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของเจนนิษฐ์ หมอดมยากลัวว่าถ้าการผ่าตัดแบบส่องกล้องล้มเหลวหรือไส้ติ่งเกิดแตกขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องผ่าตัดแบบเปิดอยู่ดี ถ้าเป็นแบบนั้นมันจะยิ่งเสียเวลากันไปใหญ่

และแทนที่จะนอนพักผ่อน เจนนิษฐ์ยังคงไถโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ อาการปวดท้องถูกระงับด้วยยาแก้ปวดแบบฉีดตั้งแต่ตอนอยู่ที่ห้องฉุกเฉินแล้ว  แม่ของเธอกลับเข้ามาในห้องหลังจากหายไปพักใหญ่ๆ เจนนิษฐ์สอบถามก็ได้ความว่าคนเป็นแม่พึ่งไปที่ห้องผ่าตัดมา

“แม่สั่งพิซซ่าไปให้กับหมอพยาบาลที่โออาร์น่ะ ฝากเพื่อนเต็นไปแล้วนะ  เผื่อเลิกดึกแล้วจะหิวกัน” 

อย่านับว่าให้ด้วยหวังผลใดๆ แต่มันคือน้ำใจเล็กๆ สำหรับคนในอาชีพเดียวกัน เป็นการตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยทั้งวันที่ผ่านมา รวมถึงความเหน็ดเหนื่อยที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย การได้กินอาหารจนอิ่มท้อง แค่นี้แรงงานในห้องผ่าตัดก็มีพลังขึ้นมาแล้ว เจนนิษฐ์เข้าใจในข้อนี้ดี และไม่ลืมขอบคุณคนเป็นแม่ที่จัดการเรื่องนี้ให้

เปลนอนของเจนนิษฐ์ถูกเข็นไปตามทางจากตึกพิเศษชั้นห้า ลงลิฟท์มาที่ชั้นสามออกสู่ทางเชื่อมระหว่างตึกพิเศษกับตึกห้องผ่าตัด ผู้เป็นแม่เดินตามมาด้วยไม่ห่าง เจนนิษฐ์มองป้ายสีเขียวที่มีข้อความว่า “ห้องผ่าตัด” เหนือบานประตูเลื่อนนั้นด้วยอีกความรู้สึกหนึ่ง วันนี้เธอมาที่นี่ในฐานะคนไข้ ไม่ใช่หมออย่างทุกวันที่ผ่านมา 

เมื่อถึงจุดรับส่งผู้ป่วย เจนนิษฐ์ต้องย้ายไปนอนบนเปลที่ใช้สำหรับในเขตห้องผ่าตัด ตรงบริเวณนี้ญาติคนไข้ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้แล้ว อาจารย์พยาบาลคนที่เจนนิษฐ์เห็นว่าดุและเข้มงวดอยู่เสมอ ตอนนี้ยืนอยู่ข้างกายของเธอไม่ห่าง ผู้เป็นแม่โน้มตัวเข้าหาและใช้มือขวาลูบที่แก้มของลูกสาวเบาๆ รอยยิ้มกับดวงตาที่ดูเหมือนจะร้องไห้คู่นั้นมองมายังเจนนิษฐ์

“แม่รอเต็นอยู่ตรงนี้นะ” 

ไม่มีคำว่ารักหรือเป็นห่วงใดๆ แต่เจนนิษฐ์ก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยจากคนเป็นแม่ที่มีต่อเธอ คนบนเตียงยิ้มพรางพยักหน้า หากบอกว่าไม่กลัวก็ดูจะเป็นการโกหก แต่ก็ไม่อยากแสดงท่าทีประหม่าให้แม่รู้สึกห่วงไปมากกว่านี้ เจนนิษฐ์คว้ามืออบอุ่นนั้นและบีบมันพอประมาณก่อนปล่อยให้เป็นอิสระ เปลถูกเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ด้านใน  บานประตูห้องแห่งความลับนั้นค่อยๆ ปิดลง ตัดขาดเธอกับแม่ลงชั่วคราว เจนนิษฐ์ถอนหายใจยาวๆ หัวใจเต้นถี่ขึ้นเล็กน้อย นี่เธอกำลังเข้าใกล้เตียงผ่าตัดไปเรื่อยๆ แล้วสินะ

กานต์ธีรารับหน้าที่ดมยาสลบให้กับเจนนิษฐ์ในการผ่าตัดครั้งนี้  เธออยู่เวรบ่ายคืนนี้พอดี และได้ทราบอาการของหมอรุ่นน้องตั้งแต่ช่วงเย็นจากการบอกเล่าทางไลน์ เจนนิษฐ์ขอให้กานต์ธีราเป็นคนดมยาสลบให้  ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจหมอคนอื่น แต่เจนนิษฐ์เห็นว่าการได้อยู่กับคนที่คุ้นเคยมันอาจจะช่วยลดความวิตกกังวลลงมาบ้าง กานต์ธีราตกปากรับคำอย่างรวดเร็วเพื่อความสบายใจของหมอรุ่นน้อง  เธอมารับเจนนิษฐ์ที่จุดรอผ่าตัดด้วยตนเอง 

“ฝากด้วยนะพี่เนย ชีวิตเต็นอยู่ในมือพี่ละ”

“เวอร์ ไม่มีอะไรหรอก สบายๆ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนหนิ เดี๋ยววันนี้แกจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ละ”

“แต่ก็อย่าลืมทำให้ตื่นด้วยหละ”

ทั้งสองพูดคุยกันเพียงสองสามประโยค ซึ่งดูเป็นการหยอกล้อให้ผ่อนคลายมากกว่าพูดคุยอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่เข็นเปลนอนไปยังห้องผ่าตัดหมายเลขสิบห้าทันทีที่กานต์ธีราอนุญาต

อุณหภูมิภายในห้องเย็นกว่าด้านนอกพอควร เพียงแค่ประตูถูกเปิดออก แอร์ด้านในก็ปะทะเข้าที่ผิวหนัง มันทำให้เจนนิษฐ์ถึงกับขนลุกซู่ทั้งๆ ที่ปกติก็ไม่ใช่คนขี้หนาว เปลนอนถูกเข็นมาเทียบกับเตียงผ่าตัดกลางห้อง เจนนิษฐ์ลุกขึ้นนั่งแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เขยิบมาอีกฝั่งเพราะเธอมีสายน้ำเกลือระโยงระยาง จึงจำเป็นต้องมีคนช่วยจัดแจงสายเหล่านั้น  เฌอปรางซึ่งเป็นหมอผ่าตัดในครั้งนี้ช่วยออกแรงดันเปลให้ชิดกับเตียงผ่าตัดไว้ ส่วนปัญสิกรณ์ปลดขวดน้ำเกลือที่เสาเหล็กตรงหน้าส่งให้กับพยาบาลคนหนึ่งซึ่งกำลังเอื้อมมือมารับ การเห็นในระยะใกล้ชิดแบบนี้ แม้จะใส่หมวก ใส่หน้ากากอนามัย แต่เจนนิษฐ์ก็จำได้แม่น

วันนี้ไม่ได้นึกถึงพยาบาลคนนี้เลย แต่ขอบคุณเหลือเกินที่เธออยู่ที่นี่

เพราะความเจ็บป่วยในช่วงเช้าแค่ทำงานให้พ้นไปก็ลำบากมากพอแล้ว หมอดมยาไม่มีกะจิตกะใจจะสนใครนอกจากตัวเอง แต่พอได้เห็นหน้า "เธอ" คนนี้ เจนนิษฐ์กลับรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องมันเปลี่ยนไป 

เจนนิษฐ์ไม่คิดว่าจะเจอแพรวาในสถานการณ์แบบนี้ หมอดมยาควรดีใจใช่ไหมที่จะมีชื่อของพยาบาลคนนี้เป็นผู้ร่วมชะตากรรมในการผ่าตัดครั้งแรกของชีวิต

แม้จะอยากลอบมองแพรวาแบบที่ชอบทำทุกที แต่ครานี้ดูจะไม่ค่อยสะดวกมากนัก การนอนบนเตียงผ่าตัดทำให้เจนนิษฐ์ไม่มีอิสระทางสายตาเท่าที่ต้องการ เธอไม่สามารถวอกแวกจากหมอรุ่นพี่ตรงหน้าได้มากนัก สงสัยวันนี้คงต้องยอมแพ้ไปก่อน

กานต์ธีราและพยาบาลดมยาพยายามพูดคุยเรื่องเฮฮาเพื่อช่วยให้เจนนิษฐ์ผ่อนคลายมากขึ้น ปัญสิกรณ์ผู้เป็นเพื่อนสนิทก็ร่วมสร้างบรรยากาศด้วยอีกแรง คนไข้ดมยาสลบมักจะมีความวิตกกังวลสูง การที่ถูกทำให้หลับไปนั้น หลายๆ คนกังวลว่าจะสามารถตื่นขึ้นมาหายใจอีกครั้งได้หรือเปล่า จะมีโอกาสเสียชีวิตจากการแพ้ยาหรือไม่ และอีกหลายๆ คนที่กังวลว่าตนจะตื่นขึ้นมาระหว่างการผ่าตัดไหม เจนนิษฐ์กังวลทุกข้อที่กล่าวมา ถึงแม้ตัวหมอดมยาคนนี้จะรู้ดีว่าโอกาสเกิดผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิตนั้นมีน้อยมากก็ตามที

หากหมอดมยาต้องตายเพราะดมยาสลบ  มันคงจะเสียศักดิ์ศรีน่าดู

กานต์ธีราใช้สองมือที่สวมถุงมือเรียบร้อยแล้วคลำตั้งแต่บริเวณข้อต่อขากรรไกรลงมาที่คาง  และลำคอของเจนนิษฐ์ หมอดมยารุ่นพี่ให้คนบนเตียงลองอ้าปากกว้างๆ ก้มและเงยศีรษะสองสามทีเพื่อประเมินโอกาสเกิดภาวะใส่ท่อช่วยหายใจลำบาก หากมีแนวโน้มว่ามันจะยาก หมอดมยาจะนำอุปกรณ์เสริมมาช่วยในการใส่ท่อช่วยใจ เพราะการปล่อยให้คนไข้หยุดหายใจเป็นเวลานาน จะทำให้สมองขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นการรู้อะไรเยอะแยะมันจึงทำให้เจนนิษฐ์กังวลเยอะไปด้วย เธอยอมเผยความรู้สึกว่ากลัวการดมยาสลบกับหมอรุ่นพี่ กานต์ธีราหลุดหัวเราะออกมาจนเจนนิษฐ์ต้องรีบทำหน้าขอความเห็นใจ

“หมอดมยากลัวเอง แล้วต่อไปจะบอกคนไข้ว่ายังไง”

“มันก็เหมือนกับที่พี่เนยบอกคนไข้ให้กินผัก แต่พี่เนยก็ไม่กินผักนั่นแหละ” เจนนิษฐ์พยายามหาเหตุผลเชื่อมโยงเพื่อเอาชนะรุ่นพี่ กานต์ธีรายิ้มพรางส่ายหน้า ไม่ได้สนใจจะต่อปากต่อคำกับหมอรุ่นน้องอีก แต่การทำแบบนั้นมันทำให้เจนนิษฐ์รู้สึกเหมือนถูกมองว่าเป็นเด็กอย่างที่แม่ของเธอชอบพูดอยู่เสมอ

“ไม่ต้องกลัวหรอก ทุกคนที่นี่จะดูแลเต็นเอง” 

มันเหมือนเป็นคำสัญญา เจนนิษฐ์รู้สึกพอใจที่ได้ยินแบบนี้  คนบนเตียงยิ้มขอบคุณแก่หมอรุ่นพี่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงใจ

เจนนิษฐ์มองหลอดไฟบนเพดานนั้น แสงไฟนีออนที่เห็นในมุมนี้เป็นคนละมุมกับที่เธอเคยเห็นเมื่อตอนสวมบทเป็นหมอ มันสว่างจ้าและแยงตาจนเกินไป เพราะฉะนั้นเธอที่สวมบทเป็นคนไข้ในเวลานี้จึงควรถูกทำให้หลับลง

แต่หากเจนนิษฐ์ดันโชคร้ายต้องหลับไปโดยที่ไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมา  เธอควรจำภาพอะไรก่อนไฟทุกดวงจะดับลงดีล่ะ

คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผ่าตัดหันมองไปทางซ้ายของห้อง ในลานสายตาของเธอมีพยาบาลคนหนึ่งปรากฏอยู่ไกลๆ สายตานั้นปะทะกับดวงตาคู่สวยของแพรวาซึ่งมองตรงมาพอดี ไม่มีการหลบสายตาเพียงสักนิด แต่กลับมองมาอย่างหนักแน่นและมั่นคงจนเจนนิษฐ์รู้สึกเหมือนถูกสะกดเอาไว้ 

เสียงรอบข้างเงียบสนิทไปฉับพลัน  ทุกอย่างไม่มีคุณค่าให้จดจำ

คนบนเตียงจำได้แค่เสียงหัวใจตัวเอง กับภาพพยาบาลสาวตรงหน้าเท่านั้น...

ช่วงเวลาเพียงห้าวินาที แต่สำหรับเจนนิษฐ์ มันยาวนานพอให้บันทึกความทรงจำนี้เอาไว้

แพรวาละสายตาจากคนบนเตียงไปแล้ว เธอหันไปมองทางอื่นก่อนลุกเดินออกจากห้องผ่าตัดไป เจนนิษฐ์มองตามจนบานประตูนั้นปิดลง มันเป็นจังหวะเดียวกับที่กานต์ธีราใช้มือดันแก้มของหมอรุ่นน้องให้หันมองตรง เจนนิษฐ์เลือกที่จะหลับตาลงตั้งแต่ตอนนั้น

นี่คือภาพสุดท้ายที่เธอเลือกจะจำ ไม่ว่าจะตื่น หรือไม่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม...


.....................................................................


พยาบาลแพรวา

แพรวาออกมาจากห้องผ่าตัดในขณะที่กานต์ธีราเริ่มทำการดมยาสลบ ตรงบานกระจกนั้นเธอเห็นเจนนิษฐ์ถูกทำให้หลับไปอย่างรวดเร็ว หมอดมยารุ่นพี่คนนั้นใช้ลาริงโกสโคปซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยส่องหลอดลมสอดเข้าไปและงัดเพดานปากของคนบนเตียงให้ยกขึ้นเพื่อเปิดให้เห็นกล่องเสียง จากนั้นก็สอดท่อช่วยหายใจเข้าไปอย่างรวดเร็ว พยาบาลดมยาต่อปลายท่อเข้ากับแอมบูแบคและกดบีบอากาศเข้าไปเป็นจังหวะ กานต์ธีราใช้หูฟังที่พาดบนไหล่ฟังที่อกของคนบนเตียงซ้ายทีขวาทีเพื่อตรวจว่าท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ จากนั้นพยาบาลดมยาก็ทำการยึดท่อช่วยหายใจให้แน่นด้วยเทปกาวชนิดเหนียวและต่อปลายท่อเข้ากับเครื่องช่วยหายใจ ทุกอย่างดูราบรื่นไม่มีอะไรติดขัด แพรวาเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

ภายในห้องขณะนี้หมอผ่าตัดกำลังจัดท่าคนไข้ก่อนจะทำการสครับ แพรวาต้องล้างมือเพื่อเข้าส่งเครื่องมือในเคสนี้  แต่มือยังไม่ทันสัมผัสน้ำก็ถูกขัดขวางด้วยเสียงไลน์จากมือถือในกระเป๋าเสื้อ เธอกะว่าจะล้วงมันขึ้นมาเพื่อปิดเสียง แต่พอเห็นว่าเพื่อนสนิททั้งสองที่อยู่เวรด้วยกันตามหาตัว  แพรวาจึงแจ้งพิกัดให้ทราบเสียหน่อย เมื่อจิรดาภาได้รู้ว่าเธอจะต้องเข้าเคสผ่าตัดไส้ติ่งที่คนไข้ดันเป็นหมอดมยาหน้าดุ เพื่อนสนิททั้งสองก็เริ่มทำการกล่าวถึงซึ่งแพรวาเรียกมันว่าการนินทาขึ้น สองเพื่อนซี้ต่างลงความเห็นเหมือนกันหลายข้อว่า

เจนนิษฐ์เป็นคนสวยและหยิ่ง 

แพรวาเห็นด้วยเรื่องสวย แต่ช่วยแก้ต่างให้ว่าหมอดมยาคนนี้พูดจาดีกว่าที่คิด

เจนนิษฐ์ต้องมีแฟนเป็นหมอคนใดคนหนึ่งในห้องผ่าตัดแห่งนี้แน่นอน 

ซึ่งแพรวาก็ยังแก้ให้ว่าเจนนิษฐ์น่ามีแต่เพื่อนผู้หญิงเสียมากกว่า

เจนนิษฐ์กับแพรวารู้จักกันมาก่อน 

แต่แพรวาดันบอกไปว่าเป็นเธอฝ่ายเดียวที่รู้จักเจนนิษฐ์ มันเลยทำให้เธอโดนเพื่อนสนิทแซวยกใหญ่ว่าแอบชอบคุณหมอดมยาคนนี้มานานแล้วใช่ไหม 

ความรู้สึกเหมือนโดนจับได้!

แพรวารีบปฏิเสธทันที ถึงมันจะเป็นเรื่องจริงก็เถอะ เธอตัดบทด้วยการบอกว่าต้องไปล้างมือเข้าเคส  ซึ่งในความจริงก็ควรแก่เวลา  เพราะขณะนี้ภายในห้องกำลังจะเริ่มสครับบริเวณผ่าตัดแล้ว

เดิมทีแพรวาไม่จำเป็นต้องเข้าส่งเครื่องมือก็ได้ แต่เธอเป็นฝ่ายอาสารุ่นพี่ที่จับคู่กันทำหน้าที่สครับเนิร์สแทน แพรวาอยากอยู่ในห้องนี้ตลอดการผ่าตัดของเจนนิษฐ์ เพื่อจะได้รู้เหตุการณ์เกี่ยวกับหมอดมยาคนนี้ทุกอย่าง

สครับเนิร์สที่อยู่ในชุดกาวน์สเตอร์ไรด์ สวมถุงมือสเตอร์ไรด์เรียบร้อยดีแล้วเร่งจัดและนับเครื่องมือผ่าตัดบนโต๊ะตรงหน้า พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตหวงห้ามของแพรวา ทุกคนเดินผ่านได้แต่ควรห่างอย่างน้อยสักหนึ่งเมตร เพราะหากเผลอเอาชายเสื้อมาสะกิดโดนขอบโต๊ะวางเครื่องมือนี้เพียงนิดเดียว  ถ้าแพรวาทันเห็นรับรองว่าคนผู้นั้นต้องโดนเธอโวยใส่อย่างแน่นอน

สครับเนิร์สจำเป็นต้องนับเครื่องมือแต่ละชุดก่อนใช้งาน เพราะชุดเครื่องมือที่ขาดหรือเกินจะไม่ถูกใช้ในเคสเพื่อป้องกันการสับสนว่ามีเครื่องมือหายระหว่างการผ่าตัดหรือไม่ เช่นเดียวกับตอนนี้ แพรวาส่งชุดเครื่องมือที่เธอนับแล้วพบว่ามีของชิ้นหนึ่งหายไปคืนให้กับเซอร์คูเลท เธอต้องนับเครื่องมือชุดใหม่ซึ่งไม่ได้เสียเวลามากนัก เพราะเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดไส้ติ่งมีไม่มาก และบรรดาสครับเนิร์สจะมีเทคนิคการนับของมากชิ้นด้วยการนับเป็นคู่ๆ ลักษณะเหมือนท่องสูตรคูณแม่สองไปจนเครื่องมือครบ

ระหว่างรอศัลยแพทย์ล้างมือที่อ่างหน้าห้อง แพรวาเตรียมทุกอย่างพร้อมสำหรับการเริ่มผ่าตัด เธอยืนกอดอกมองไปยังคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงผ่าตัดนั่น เสียงเครื่องช่วยหายใจตีเป็นจังหวะสม่ำเสมอให้คนบนเตียงหายใจตามที่มันกำหนด ใบหน้าและริมฝีปากซีดๆ นั้นดูไร้ความรู้สึก แพรวาอดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้เจนนิษฐ์กำลังฝันอยู่ใช่ไหม 

แล้วถ้าฝันอยู่ มันเป็นฝันดีหรือฝันร้ายกันล่ะ 

แพรวารู้ว่าเจนนิษฐ์มีความกังวลอยู่ไม่น้อย เธอสังเกตตั้งแต่ตอนที่เปลของหมอดมยาถูกเข็นเข้ามาในห้องนี้  เจนนิษฐ์ในชุดคนไข้สีฟ้าช่างแตกต่างกับเจนนิษฐ์ในชุดหมอดมยาสีเขียว คนที่เคยดูสมาร์ทและควบคุมสถานการณ์ได้ดี ตอนนั้นดูขาดความมั่นใจและไร้เรี่ยวแรงสุดๆ แม้ริมฝีปากไร้ลิปสติกนั้นจะยังคงฉีกยิ้มให้กับเพื่อนๆ รอบกาย  แต่แววตาที่แพรวาได้สบนั้น มันทำให้เธออยากเข้าไปปลอบหมอดมยาคนนี้เสียจริงๆ แต่รอบกายของเจนนิษฐ์ในขณะนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะปลอบประโลมอยู่แล้ว  แพรวาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากมองเหมือนดังที่เธอกำลังทำอยู่ในตอนนี้

การผ่าตัดได้เริ่มขึ้นแล้ว  เฌอปรางทำหน้าที่เป็นศัลยแพทย์หลัก เรสิเดนท์รุ่นพี่มีปัญสิกรณ์ที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามเป็นผู้ช่วยและขนาบข้างด้วยหมออินเทิร์นผู้มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกหนึ่งคน  ส่วนแพรวาซึ่งเป็นสครับเนิร์สนั้นยืนอยู่ฝั่งเดียวกับปัญสิกรณ์ลงมาด้านปลายเท้าของคนบนเตียง

“เบรด” 

แพรวาส่งมีดให้กับเฌอปรางตามคำขออย่างกระฉับกระเฉง หมอผ่าตัดบรรจงกรีดคมมีดลงบนผิวหน้าท้องส่วนล่างด้านขวาความยาวประมาณสามเซ็นติเมตรช้าๆ เผยให้เห็นชั้นหนังแท้ที่มีเลือดเริ่มซึมออกมา หมอผ่าตัดวางมีดคืนในถาดที่สครับเนิร์สยื่นไปรับอย่างระมัดระวัง แพรวาส่งจี้ไฟฟ้าที่ใช้ตัดและห้ามเลือดไปพร้อมๆ กันเข้ามือขวา ส่งคีมคีบชิ้นเนื้อเข้ามือซ้ายของหมอผ่าตัด เฌอปรางตัดเลาะชั้นกล้ามเนื้ออย่างประณีต แต่ก็รวดเร็วด้วยเช่นกัน 

“ริชาร์ดสัน” ปัญสิกรณ์เอ่ยเรียกเครื่องมือสำหรับถ่างแผลผ่าตัดที่ชื่อ “ริชาร์ดสัน รีแทคเตอร์” แพรวาส่งให้ไปเพียงชิ้นเดียว เพราะอีกมือหนึ่งของปัญสิกรณ์กำลังถือเครื่องดูดอยู่ เฌอปรางไม่ได้ผ่าตัดไปแบบเงียบๆ ด้วยความเป็นรุ่นพี่และมีประสบการณ์มากกว่า เดนท์สามจึงคอยพูดสอนเทคนิคต่างๆ แก่รุ่นน้องทั้งสองคนอยู่ตลอดเวลา

การผ่าตัดเป็นไปอย่างรวดเร็ว คนไข้ที่ตัวผอมจะผ่าตัดง่ายกว่าคนไข้ที่น้ำหนักมาก เฌอปรางเจอเจ้าตัวการที่ทำให้หมอดมยาคนนี้ปวดท้องแล้ว มันบวมแดงแต่ยังไม่แตก หมอผ่าตัดทำการผูกไส้ติ่งนั้นด้วยไหมชนิดไม่ละลาย แล้วใช้มีดเฉือนบริเวณโคนไส้ติ่งออก ก่อนทิ้งชิ้นเนื้อและอุปกรณ์ที่ใช้ตัดทั้งหมดลงในชามรูปไตที่แพรวายื่นมารอรับ มันนับว่าเป็นของสกปรกที่คนในฟิลด์ผ่าตัดจะไม่แตะต้องอีกจนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น หมอผ่าตัดต้องทำอีกหลายขึ้นตอนก่อนจะซับเลือดและสารน้ำอื่นๆในช่องท้องให้สะอาดเพื่อทำการเย็บปิด

หมอผ่าตัดถามสครับเนิร์สว่าก๊อซที่ใช้ในการผ่าตัดครบหรือไม่ การผ่าตัดหนึ่งๆ สครับเนิร์สต้องนับก๊อซนั้นร่วมกับเซอร์คูเลทถึงสี่รอบ ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมีด จนถึงเย็บแผลเสร็จแล้ว

“ก๊อซ สว็อบ เครื่องมือครบค่ะ” สครับเนิร์สขานตอบด้วยความมั่นใจ หมอผ่าตัดพยักหน้ารับทราบและเริ่มเย็บปิดแผลทันที 

ก๊อซและผ้าซับโลหิตผืนใหญ่ต้องนับร่วมกับเซอร์คูเลท แต่เครื่องมือผ่าตัดบนโต๊ะ แพรวาต้องสังเกตและนับมันเองอยู่ตลอดเวลา การที่มีเครื่องมือหรือก๊อซหายถือเป็นเรื่องใหญ่และมักมีความวุ่นวายตามมา หากหาบนพื้น ใต้เตียง หรือรอบๆบริเวณห้องแล้วไม่พบ จำเป็นต้องมีการเอ็กเรย์คนไข้เพื่อหาก๊อซที่ตกค้างในจุดผ่าตัด ซึ่งถ้ามีการตกค้างจริง จะต้องเปิดแผลอีกครั้งเพื่อนำก๊อซออกมา และคนที่จะโดนเทศนาจนหูชาก็คือสครับเนิร์สที่ปล่อยให้ก๊อซหายนั่นเอง

เฌอปรางเย็บปิดชั้นผิวหนังเข็มสุดท้ายเสร็จแล้ว แพรวาสังเกตเห็นว่ามันดูดีเลยทีเดียว หมอดมยาเจ้าของรอยแผลน่าจะพอใจไม่น้อย แพรวาบรรจงพับผ้าก๊อซเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีกับแผลผ่าตัด เธอประกบมันลงบนนั้นแล้วใช้แผ่นพลาสติกกันน้ำปิดทับอีกชั้นหนึ่ง การผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว แพรวาดันโต๊ะเครื่องมือไปชิดผนังท้ายห้อง คราวนี้ใครอยากเดินชนโต๊ะนี้ก็เชิญตามสบาย เธอรีบรื้อผ้าเขียวที่ปูทับร่างของเจนนิษฐ์ลงในถังผ้าเปื้อน ตอนนี้ทุกอย่างในฟิลด์ผ่าตัดไม่อยู่ในภาวะปราศจากเชื้ออีกต่อไป แพรวาใช้ผ้าสะอาดที่เหลือจากการผ่าตัดชุบน้ำเกลืออุ่นและบิดมันหมาดๆ เช็ดคราบเลือดและคราบน้ำยาฆ่าเชื้อบนตัวของคนบนเตียงอย่างเบามือ 

ผิวเนียนจัง  แถมยังขาวมากด้วย!

ไม่ได้อยากเป็นยัยหื่น แต่หน้าท้องของหมอดมยาที่อยู่ตรงหน้ามันขาวเนียนสุขภาพดีแบบที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันเลยน่ะสิ แพรวารู้สึกโชคดีที่ต้องทำอะไรแบบนี้ในขณะที่เจนนิษฐ์กำลังหลับ ถ้าเป็นตอนที่หมอดมยารู้สึกตัวเธอจะต้องเขินจนหน้าแดงแน่ๆ แพรวาเช็ดคราบน้ำยาจนสะอาด เธอก็ไม่ลืมที่จะดึงเสื้อที่ถูกเลิกสูงขณะผ่าตัดลงมาปิดหน้าท้องเนียนนั้นให้ด้วย

ไม่ได้เป็นเจ้าของ  แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมามองหน้าท้องเนียนๆ ของหมอหรอกนะ!

แพรวาจัดแจงเสื้อและกางเกงให้เจนนิษฐ์จนเรียบร้อยดีแล้ว  เธอไม่ลืมที่จะหันไปมองใบหน้าซีดๆ ของคนที่ยังคงหลับเพราะฤทธิ์ยาสลบอยู่

ตื่นได้แล้วนะ  หมอเต็น

แพรวาเพียงแค่คิดในใจ และมันไม่สามารถปลุกเจนนิษฐ์ให้ตื่นขึ้นมาได้

สครับเนิร์สเสียเวลาอยู่ตรงนี้นานแล้ว เธอรีบเข็นล้อเครื่องมือออกไปทางประตูหลังห้อง ลากมันไปตามทางเดินแคบๆ นั้น เส้นทางนี้เรียกว่าเขตสกปรก เพราะมันใช้สำหรับลำเลียงเครื่องมือผ่าตัดที่ใช้แล้ว และใช้ลำเลียงขยะทุกชนิดไปทิ้งนั่นเอง

แพรวาตรงมายังลิฟท์ด้านในสุด เธอกดลูกศรชี้ลง รอครู่เดียวลิฟท์ก็เปิดออก แพรวาดันล้อเครื่องมือเข้าไปด้านใน ชะโงกตัวไปกดปุ่มชั้นหนึ่ง ประตูลิฟท์ปิดและเคลื่อนลงไปทันที ห้องล้างเครื่องมืออยู่ที่ข้างล่างนั่น แพรวาไม่จำเป็นต้องลงไปด้วย เจ้าหน้าที่ล้างเครื่องมือจะทราบเองเมื่อลิฟท์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง แพรวารีบถอดถุงมือและเสื้อกาวน์ออกตรงหน้าลิฟท์นั้น โยนทั้งสองสิ่งลงถังด้านหลังตามป้าย ก่อนรีบเดินกลับไปตามทางเดิม ตอนนี้คนไข้ของเธออาจจะตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้

แพรวากลับมาทันในขณะที่เจนนิษฐ์ยังไม่ได้ถอดท่อช่วยหายใจ 

ร่างที่เคยนอนนิ่งเริ่มขยับมือเล็กน้อย...

ปลายเท้าขยับมากขึ้น...

คนบนเตียงเริ่มหันหน้าซ้ายขวาช้าๆ แต่ดวงตายังคงปิดแน่น

“เต็น!  เต็นได้ยินพี่มั้ย!” กานต์ธีราพูดเสียงดังใกล้ๆ กับหูข้างขวาของเจนนิษฐ์ มันเป็นวิธีทบสอบและช่วยให้คนไข้ดมยาสลบตื่นจากภวังค์ทางหนึ่ง เจนนิษฐ์ขมวดคิ้วแน่นพร้อมส่ายหน้าไปมาถี่ๆ คนที่เริ่มตื่นคงนึกรำคาญเสียงตะโกนเรียกนั่นอยู่เป็นแน่

แพรวาเห็นคนบนเตียงพยายามชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น แต่มันติดเข็มขัดที่รัดตัวไว้กับเตียงผ่าตัด เจนนิษฐ์ตื่นมากพอที่จะหายใจเอง กานต์ธีราค่อยๆ ดึงท่อช่วยหายใจออกมา คนบนเตียงทำท่าเหมือนกับขะย้อนพร้อมกับไอสองสามทีเบาๆ  หมอดมยารุ่นพี่ไม่ลืมที่จะเอาออกซิเจนให้ดม ตอนนี้ร่างกายของเจนนิษฐ์กำลังปรับตัว กานต์ธีรายังคงพูดเสียงดัง

“ตอนนี้เอาท่อออกแล้วนะเต็น หายใจเองเลย! หายใจแรงๆ!”

เจนนิษฐ์ยังคงงังเงียจากฤทธิ์ยา แต่การหายใจสม่ำเสมอขึ้น กานต์ธีราเห็นว่าน่าจะย้ายไปห้องพักฟื้นได้แล้ว เจ้าหน้าที่หลายคนขยับเข้ามาเพื่อจะช่วยย้ายคนบนเตียงลงเปล

แพรวายืนอยู่ฝั่งเปลนอน เธอและเจ้าหน้าที่อีกคนใช้ตัวดันเปลไว้กับเตียงผ่าตัด ด้านตรงข้ามมีปัญสิกรณ์ช่วยจับอยู่ ส่วนกานต์ธีราช่วยประคองศีรษะของเจนนิษฐ์ไว้

“หนึ่ง สอง สาม!” 

ทุกคนยกตัวเจนนิษฐ์เลื่อนมาบนเปลนอนอย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียง แต่สงสัยคนโดนยกจะตกใจ  เธอเลยลุกพรวดขึ้นมาจนทุกคนร้องลั่น โชคที่เปลนั้นยังถูกดันไว้กับเตียงผ่าตัด ไม่เช่นนั้นคนไข้คนนี้อาจจะตกเตียงจนได้โรคเพิ่มมาอีกเป็นแน่ กานต์ธีรายังเรียกเจนนิษฐ์เสียงดัง แต่คนเมายาบนเปลดูจะไม่รับรู้ เธอปัดป่ายมือไปมาและพยายามลุกขึ้น แพรวาคิดว่าบางทีเจนนิษฐ์อาจจะกำลังฝันร้ายว่าถูกจับตัวไปที่ไหนสักแห่ง เธอถึงได้พยายามหนีขนาดนี้

“หมอเต็นคะ หมอเต็น” แพรวาช่วยจับมือคนเมายาบนเปลไว้ ซึ่งคนเมายาที่ว่าก็ไม่ได้ยอมให้จับนิ่งๆ มือยังคงสะบัดไปมาไม่เลิก  นี่ถ้าเจนนิษฐ์เป็นคนไข้บนหอผู้ป่วยทั่วไป เธอจะจับมัดมือไว้กับไม้กั้นเตียงซะให้เข็ด 

ทำไมถึงได้มีเรี่ยวแรงขนาดนี้นะ! 

แพรวาแทบอยากออกคำสั่งให้กานต์ธีราทำให้คนเมายานี้หลับอีกรอบ เธอออกแรงสู้กับสองมือของคนบนเปลนอน แต่สงสัยจะชะโงกหน้าเข้าไปรั้งใกล้จนเกินไปแล้ว…

ผัวะ!!

ฝ่ามือขวาที่เจนนิษฐ์เหวี่ยงอย่างไร้สติโดนเข้าจังๆ กับแก้มซ้ายของแพรวา  คนโดนตบถึงกับสะดุ้ง แรงหรือเปล่าไม่รู้ แต่เสียงดังจนกานต์ธีราตกใจ หมอดมยารุ่นพี่มองมาที่คนโดนตบคล้ายกับถามว่าเธอเป็นอะไรไหม แพรวาจับหน้าตัวเองพร้อมกับส่ายหน้า เธอรีบตอบเบาๆ ว่าไม่เป็นไร 

ดูท่าทางคนไข้เมายาจะสบายใจแล้วที่ได้ตบหน้าสครับเนิร์สของตนเอง เจนนิษฐ์หมดฤทธิ์ยอมนอนนิ่งๆ ไม่โวยวายเหมือนเมื่อครู่ ขวดน้ำเกลือถูกย้ายมาแขวนบนเปลนอนก่อนเปลนั้นจะถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัดไป

เจนนิษฐ์ต้องอยู่ที่ห้องพักฟื้นต่ออีกสองชั่วโมง แต่แพรวาต้องกลับแล้ว ก่อนลงเวรเธอไม่ลืมเดินผ่านห้องพักฟื้นซึ้งไม่ได้อยู่ใกล้กับห้องแต่งตัวเลย  เมื่อเห็นว่าเจนนิษฐ์นอนหลับสนิทไม่โวยวายเหมือนเมื่อครู่ก็เบาใจ แพรวาเดินกลับไปยังห้องแต่งตัว ถอดหน้ากากอนามัยที่หน้าบานกระจก ลองลูบแก้มด้านซ้ายดูก็ไม่เห็นมีร่องรอยอะไรอยู่ ความจริงก็ไม่ได้โอเคที่โดนตบต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้หรอก แต่เอาเป็นว่าเธอจะยกโทษให้กับความไม่ตั้งใจนี้แก่คนเมายาก็แล้วกัน

แพรวาที่เปลี่ยนชุดแล้วรีบพุ่งตัวออกจากห้องแต่งตัว พรุ่งนี้เธอต้องทำงานเวรเช้าต่อจึงควรรีบกลับไปพักผ่อนเสียที หน้าห้องผ่าตัดเงียบสะงัดจนนึกว่าไม่มีใคร แต่เหมือนจะมีญาติคนไข้คนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง หญิงวัยกลางคนสวมแว่นตาหนาๆ คนหนึ่งกำลังนั่งพิมพ์อะไรสักอย่างในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอย่างมีสมาธิ แพรวาคิดว่าเธอไม่ควรรบกวน แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างห่วงใย

“รอใครอยู่รึเปล่าคะ”

หญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น ขยับแว่นเล็กน้อยเพื่อมองให้ชัด แพรวายิ้มให้อย่างเป็นมิตร ถึงปกติจะไม่ชอบคุยกับญาติคนไข้ แต่ในบางคนที่เธอเห็นว่าควรถามไถ่ แพรวาก็ยินดีจะสนทนาด้วย

“รอลูกสาวน่ะค่ะ กำลังผ่าตัดไส้ติ่ง” 

คำตอบนั้นทำเอาแพรวาเลิกคิ้ว ประหลาดใจปนดีใจเล็กๆ

“คุณแม่หมอเจนนิษฐ์หรอคะ หนูเป็นพยาบาลที่เข้าเคสหมอเจนนิษฐ์เองค่ะ” เธอไม่รอช้าที่จะแนะนำตัวกับบุพการีของคุณหมอดมยาที่พึ่งตบหน้าเธอเมื่อครู่ หญิงสวมแว่นตรงหน้าดูดีใจไม่น้อย แพรวาไม่ได้รอให้คนตรงหน้าเอ่ยถามถึงลูกสาว เธอเล่าอาการของหมอดมยาให้ฟังพอสมควร ซึ่งแม่ของเจนนิษฐ์ดูจะโล่งใจอยู่ไม่น้อย

“ขอบใจมากนะจ๊ะ รู้ว่าเต็นปลอดภัยแม่ก็ดีใจแล้ว”

แม่ของเจนนิษฐ์ดูใจดีกว่าที่แพรวาคิด เธอยิ้มรับคำขอบคุณนั้น สายตาดับเหลือบมองไปเห็นหนังสือที่วางข้างๆ นั่น

หนังสือวิชาการพยาบาลเด็ก นี่แม่หมอเต็นเป็นอาจารย์อย่างงั้นหรอ

ถึงจะสงสัยแต่แพรวาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป เธอยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนหรือจะกลับหอไปนอนพักดี ความเงียบจึงเริ่มเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

“กลับเลยจ่ะหนู ไม่ต้องเป็นห่วง ไปพักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” หญิงตรงหน้าบอกกับเธอราวกับรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แพรวาได้คำตอบดังนั้นจึงยกมือไหว้ลา รู้สึกโชคดีที่ถูกบอกให้กลับ ถ้าแม่ของเจนนิษฐ์ชวนคุยต่อ เธอก็คงไม่ปฏิเสธที่จะอยู่เป็นเพื่อนเหมือนกัน แพรวารีบเดินออกไปตามทางเชื่อมเพื่อมุ่งหน้าสู่หอพักของเธอทันที

เพราะง่วงเต็มแก่ แพรวารีบอาบน้ำในเวลาเพียงห้านาที จัดแจงทุกอย่างอีกห้านาที แล้วกระโจนลงเตียงห่อตัวเองในผ้าห่มอุ่นๆ เธอกำลังคิดว่าจะต้องหลับให้ได้ในทันทีที่หัวถึงหมอน แต่ดูเหมือนสมองของเธอยังคงคิดอะไรหลายๆ อย่าง 

โดยเฉพาะการคิดถึงหมอดมยาคนนั้น...

สายตาที่มองมาในตอนนั้น ความหมายมันคืออะไรหรอ

แล้วทำไมเจนนิษฐ์ต้องมองมาที่เธอล่ะ

มันแค่บังเอิญ หรือเป็นความตั้งใจกันแน่...






 






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #64 ณธร (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:42

    ตั้งใจจ่ะ​ คุณหมอเขาตั้งใจมองเธอนะแพรวา

    #64
    0
  2. #53 ครูพิม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 19:43

    คนแต่งเรื่องนี้คือดีมากจริงๆ กราบบูชาเลย❤️

    #53
    0
  3. #49 parnpuparn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 14:46

    แอบฮาตรงที่บอกว่าคนไข้เมายาจะสบายใจแล้วที่ได้ตบสครับเนิร์ดของตัวเอง 555554 เอาน่าทคุณพยาบาลคงไม่ถือสาหรอกกกก มีความขอมองก่อนสลบด้วย อะไรจะน่ารักขนาดนั้นคะหมอเต็นนนน

    #49
    0
  4. #35 CyaneumTao (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:49
    ชอบเวลาไรท์เขียนชื่อตัวละครด้วยชื่อจริงเวลาอทิบายแหะ มันดูแล้วรู้สึกเป็นคำบรรยายที่ดูดีอะ

    เอาจริงได้มาอ่านความรู้สึกของคุณหมอเต็นและพยาบาลมิวสิคแบบนี้ ชอบมากๆ เข้าใจตัวละครขึ้นเยอะเลย
    #35
    0
  5. #22 DragonKnighX (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 11:21
    ปรกติกลัวพวกผ่าตัดแต่ทำไมฟินนนนนนนนนนนน
    #22
    0
  6. #21 Yokzaza444 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มกราคม 2561 / 19:09
    สงสารคุณแพรวาจังเลย 5555555  โดนฝ่ามือพิฆาตของลูกพี่ไปเต็มๆ 55555555555
    ก็ตอนนี้รู้สึกอยากไปร.พที่มีคุณแพรวาอยู่จัง 55555

    #21
    0
  7. #20 imwy2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 23:12
    เขินอีกแล้ววว งานดีมากๆค่ะ โดยเฉพาะฉากห้องผ่าตัดเนี่ย หวานมากแบบไม่ต้องมีคำพูดระหว่างกันเลย 😍
    ปล.ตรงลื้อผ้าเขียว เป็นรื้อผ้าหรือเปล่าคะ
    #20
    1
    • #20-1 Airichan04(จากตอนที่ 3)
      14 มกราคม 2561 / 23:21
      โอ๊ะ! ขอบคุณที่เช็คให้นะคะ แก้ๆๆ
      #20-1
  8. #19 KROOWAI (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 13:35
    เขินอ่ะะะ
    ทำไมบรรยากาศในห้องผ่าตัด ถึงได้โรแมนติกขนาดนี้ >//////<
    #19
    0
  9. #18 framesoshi9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 12:17
    คนอ่านก็เริ่มจะป่วยไปด้วยแล้วค่ะ สำลักความสุข555555 อะไรก็ไม่รู้ค่ะไม่มีฉากสวีทเลยแต่ยิ้มไปอ่านไปทั้งตอน ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ ติดตามเสมอนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่า
    #18
    0
  10. #17 ARINCHYS|10 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 11:48
    โอ้ยย พี่เต็นนน ฮือออ ฟฟฟหกเ้่าสว ขอบคุณมากเลยนะค้า ชอบการบรรยายมากๆ ถึงจะไม่ได้มีโมเม้นอะไรมากแต่การเล่าสิ่งที่อยู่ในใจของทั้งสองฝ่ายนี่แหละ มันทำให้เขินตลอดเวลาที่อ่านเลยค่ะ 
    ปล. มีคำผิดตรง ท่องสูตรคูญ >> คูณ นะคะ
    รอตอนต่อไป สู้ๆ น่า
    #17
    1
  11. #16 Black Dragon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 19:07
    หมอเต็นเป็นคนที่น่ารักจริงๆ เลยน้าาาา คุณพยบแพรวาเองก็สตรอง ทนฝ่ามือพิฆาตหมอเราได้ 555555
    #16
    0