ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 6 : บุรุษผู้เคียดแค้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    30 ก.ค. 63

 

จวนเจ้าเมืองเยี่ยน

“…ที่แท้ เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ข้าต้องขออภัยต่อน้องหลิว ทหารไม่รู้ความ ทำลายสำนักท่านเสียหาย ข้าจะจ่ายค่าชดใช้ให้” 

หวังชงเหมิน เจ้าเมืองเยี่ยน เดินออกจากเรือนรับรอง พร้อมเจ้าสำนักลมทะเล ท่าทางสนิทสนม มีไมตรีต่อกัน ที่แท้ หวังชงเหมินกับหลิวอี้คังเคยพบพานกันมาก่อนแล้ว หลิวอี้คังเคยช่วยชีวิตหวังชงเหมินจากพวกโจรป่าดักซุ่มปล้นระหว่างทางกลับจากต่างเมืองเมื่อหนึ่งปีก่อน เจ้าเมืองเยี่ยนไม่รู้ฐานะของเขา แต่เจ้าสำนักหลิวรู้จักเป็นอย่างดี

เพราะโจรป่าดักปล้นครานั้น เป็นละครตบตาของเขาเอง สร้างบุญคุณ ผูกสัมพันธ์ เพื่อผลประโยชน์ในวันหน้า

“ฮ่าฮ่าฮ่า… เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พี่หวังอย่าได้เก็บมาใส่ใจ อย่างไรหลงชู่ก็ทำผิดจริง เพราะความคึกคะนอง อยากลองวิชา เดือดร้อนคุณชายซุนแห่งเรือนเมฆน้อยส่งทหารมาทวงถาม ข้ารู้สึกว่าตัวเองช่างผิดต่อเมืองเยี่ยนนัก"

เจ้าเมืองเยี่ยนชะงัก หันจ้องหน้า “ท่านว่าอะไรนะ ทหารเมืองเหอเข้ามาเมืองเยี่ยนกระนั้นรึ!"

“อ้าว ข้านึกว่าท่านทราบเรื่องแล้วซะอีก” เจ้าสำนักหลิวตีหน้าซื่อ แต่ในใจ… ดีดลูกคิดรางแก้ว

 

ห้องบัญชาการ จวนเจ้าเมืองเยี่ยน

“ซุนฟู่หรง! กล้าดียังไง ส่งทหารเข้าเมืองเยี่ยน ไม่ขออนุญาตข้า”

หวังชงเหมินกำหมัดทุบโต๊ะ โทสะพวยพุ่ง ภายหลังสืบสาวราวเรื่องได้ความว่า ทหารยามหน้าประตูเมืองปล่อยให้พวกทหารเหอที่ปลอมเป็นชาวเมืองโส่วเข้าเมืองมาจริง

แม่ทัพใหญ่เมืองเยี่ยน หลีฉุน ถูกเรียกตัวเข้าพบทันที

“ซุนฟู่หรงถือว่าตัวเองเป็นแขกทรงเกียรติของเมืองหยาง แถมมีพวกวิหารโอสถหนุนหลัง เคลื่อนย้ายกำลัง บุกเข้าเมืองอื่นโดยพลการ ไม่เห็นท่านเจ้าเมืองอยู่ในสายตา”

หลีฉุนวัยสามสิบห้า ร่างกายบึกบึน เป็นชายชาติทหาร มีนิสัยนักรบ ถนัดใช้กำลังมากกว่าปัญญา

“เพียงเพราะเป็นผู้สูญเสียจากโรคระบาด สูญเสียบิดา ไร้ญาติขาดมิตร แล้วคิดจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ พวกเราสี่เมืองกว่างหลงปกป้องตัวเองจากโรคลมดำ ไม่ต้อนรับคนเมืองเหอ ซุนฟู่หรงทำเช่นนี้ ไม่เห็นเมืองเยี่ยนในสายตา”

หวังชงเหมินยิ่งว่ากล่าวยิ่งขุ่นเคือง คับแค้นในอก หลีฉุนคิดหาทางออก ช่วยเหลือเจ้านาย

“ท่านเจ้าเมือง เราควรส่งจดหมายลับถึงเจ้าเมืองหยาง ให้เขาช่วยจัดการซุนฟู่หรงดีหรือไม่”

พอประโยคนั้นดังมา หวังชงเหมินกลับชะงักตรึกตรอง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะ ลงบันไดสามขั้นมา

“ซุนฟู่หรงอยู่เมืองหยางมาหกเดือน เราไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหอซ่านหยวนผูกพันลึกซึ้งแค่ไหน หลงชู่ลอบเข้าเมืองเหอ ฆ่าคนของหอสิบพยัคฆ์ ถือว่าฝ่ายเราทำผิดต่อเขาก่อน…”

หลีฉุนงุนงงกับท่าทีที่อ่อนลงของเจ้านาย หวังชงเหมินขบคิดเยือกเย็นแล้ว หันมากล่าว

“สั่งการลงไป ให้เจ้าตำราไปที่หมู่บ้านหยง ใครที่ใกล้ชิดกับทหารกลุ่มนั้นเข้ารับการตรวจให้หมด ส่วนยามเฝ้าหน้าประตูเมือง ยกระดับตรวจตราให้เข้มงวด ต่อไปหากมีคนแปลกหน้าเข้ามา ให้กักตัวไว้แล้วรีบรายงาน"

“รับทราบ” 

 

หนึ่งวันต่อมา 

ณ จวนเจ้าเมือง เมืองหยาง

ดินแดนกว้างใหญ่ ครอบคลุมอาณาเขตหลายร้อยลี้ บ้านช่องหนาแน่น กำแพงสูงตระหง่าน แข็งแกร่งดุจป้อมปราการ เพียบพร้อมแสนยานุภาพทางทหารและการปกครอง เมืองหยางรุ่งเรืองสืบเนื่องยาวนาน ขยายอิทธิพลกว้างขวาง กลืนกินชนเผ่าน้อยใหญ่ รวบรวมดินแดนทั้งหมดทางภาคเหนือ

ภายในคฤหาสน์หลังโตโอ่อ่า กลางสวนอุทยาน มีเรือนรับรอง ชื่อว่า หอชมไม้  เหอซ่านหยวน บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และกลายเป็นผู้ทรงอำนาจหนึ่งเดียวในดินแดนกว่างหลง ภายหลังผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเหอดับสิ้นอย่างอนาถ ไร้คู่แข่งทางบารมี ยามนี้ กำลังนั่งเดินหมากล้อมประลองปัญญากับ ซุนฟู่หรง ทายาทหอสิบพยัคฆ์ แขกต่างเมืองผู้ถูกเชื้อเชิญตัวมาในเช้าวันนี้

“คุณชายซุน ดูเหมือนมีความในใจ”

เหอซ่านหยวนวางหมากดำลงบนกระดาน ขณะเอ่ยปาก

คุนเซียว องครักษ์ของซุนฟู่หรง ยืนอยู่เบื้องหลังนายน้อย หัวหน้าหอปรุงยา ถางโป๋หมิง ยืนอยู่เบื้องหลังเจ้าเมือง เหอซ่านหยวนเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ ประกายตาคมกริบดุจเหยี่ยว ทั้งดูสง่างามและน่าเกรงขาม 

“ชนกลุ่มน้อยเมืองเหอ ถูกปลิดชีพอย่างปริศนา โดยมือลอบสังหารไร้เงา ตัวข้ามักขบคิด ผู้ใดอยู่เบื้องหลังการกระทำอันโหดเหี้ยม อธรรม นี้”

ซุนฟู่หรงตอบเรียบต่ำ ตาหลุบมองกระดาน วางหมากขาวอย่างมั่นคง

คุนเซียวยืนนิ่งสงบ แต่เหล่มองหัวหน้าถาง ถางโป๋หมิงวางสีหน้าเรียบเฉย

“ตัวท่านส่งทหารไปคุ้มกันชาวบ้านตั้งแต่สามวันก่อน หรือคนร้ายยังสามารถลงมืออีก”

เหอซ่านหยวนมิได้มีท่าทางผิดแปลกอันใด วางหมากตอบโต้ในทันที

ซุนฟู่หรงกลับชะงักมือในโถหมาก ลอบสะดุ้งในใจ คนผู้นี้รู้ความเคลื่อนไหวของเขาทุกย่างก้าว!

ก่อนหยิบหมากขึ้นมาอย่างใจเย็น “คนดีอยู่ที่แจ้ง คนชั่วอยู่ที่ลับ ระวังอย่างไรก็ย่อมพลาด”

หมากตานี้ของซุนฟู่หรงอันตรายยิ่ง เหอซ่านหยวนต้องหยุดคิดก่อนคลี่คลายวงล้อมศัตรู

“ทางเดียวคือควบคุมคนข้างใน… ชาวบ้านพวกนั้นไม่ออกจากเขตกักกัน ก็ไม่โดนสังหาร"

ถางโป๋หมิงยิ้มมุมปาก สองคนภายนอกสู้ด้วยหมาก ภายในสู้ด้วยจิตวิทยา ไม่รู้ว่าศึกครั้งนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่

คำพูดนี้ แม้แต่คุณชายน้ำแข็งอย่างซุนฟู่หรงยังยากจะเยือกเย็น หยิบหมากเม็ดต่อไปได้ จ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม

“ชาวบ้านไม่ได้ติดโรค ย่อมอยากเป็นอิสระ นกอยู่ในกรงยังร้องจะโผบิน ประสาอะไรกับมนุษย์แท้ๆ ต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่คับแคบและอันตราย ความกลัวมีขอบเขต ความอดทนมีขีดจำกัด หรือการดิ้นรนใฝ่หาอิสรภาพ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เป็นความโง่เขลา และมีโทษถึงตาย!”

เหอซ่านหยวนยิ้มนิด สบตาคู่นั้น เหมือนเวทนาเอ็นดู!

“โรคลมดำ เป็นโรคระบาดที่ไม่อาจรักษา หากปล่อยให้เชื้อหลุดออกมา ก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัย… เมืองเหอล่มสลาย คือ ตัวอย่างที่ดี"

ถางโป๋หมิงกล่าวเสริมในทันทีว่า

“โรคระบาดที่หมู่บ้านชาวนา ตีนเขาอู่ซาน อานุภาพร้ายกาจ สะเทือนดินแดนกว่างหลง ไม่เพียงทำให้สี่เมืองตกอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวน ยังเป็นต้นเหตุทำให้ท่านเทพโอสถแห่งป่ากระเรียนหายสาบสูญ ว่าไปแล้ว จุดเริ่มต้นก็มาจากที่นั่น เมืองเหอ คือ แหล่งแพร่เชื้อโรค หากปล่อยให้พวกชนกลุ่มน้อยออกเพ่นพ่าน น่ากลัวจะนำโรคติดต่อมาสู่เมืองอื่น คุณชายซุนลี้ภัยมาขออาศัยเมืองหยาง สมควรปกปักรักษาเมืองหยาง จะได้เป็นที่พึ่งของตัวท่านไปนานๆ”

คุนเซียวฉุนวูบ ขยับเท้า ซุนฟู่หรงเอียงหน้าไปนิด มันก็รู้สึกตัว ล่าถอยไปยืนที่เดิม

ยิ้มเย็นขณะกล่าว “ท่านหนานฉือจากไป เป็นความสูญเสียยิ่งใหญ่แห่งกว่างหลง น่าเสียดาย จนถึงบัดนี้ ยังไร้ผู้สืบทอด ความหวังของการค้นพบยารักษาโรคลมดำ คงต้องพึ่งพาวิหารโอสถ…”

“…” หัวหน้าหอปรุงยาแห่งวิหารโอสถ ยิ้มเย่อหยิ่ง กระทั่งคุณชายซุนกล่าวต่อว่า

“ตัวข้ามุ่งหมายสอบเข้าวิหารโอสถ ก็เพื่อจะเป็นกำลังสำคัญ ช่วยเหลืออาจารย์เกาหลินหยางอีกแรง ก่อนโรคระบาดจะกลืนกินกว่างหลงจนตกอยู่ในความมืดมิด”

ถางโป๋หมิงได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

 

ทางลงบันได หน้าจวนเจ้าเมือง

“คุณชาย ถางโป๋หมิงผู้นั้น มิให้เกียรติท่าน เหตุใด…”

องครักษ์คู่กายสะกดอารมณ์ไม่ไหว แสดงความไม่พอใจ นายน้อยซุนยังเยือกเย็น เอ่ยนิ่งสงบ

“คนเก่งย่อมลำพอง เพราะข้าเคารพเกาหลินหยาง เป็นการหักหน้าเขา แต่เราจะเป็นศัตรูกับคนผู้นี้ไม่ได้”

“เหอซ่านหยวนหน้าด้าน ไร้ยางอาย ส่งคนลอบฆ่าชาวเมืองเหอ ยังทำเป็นตีหน้าซื่อ ข้าล่ะอยากฟันคอมันนัก! คุณชาย คนเมืองหยางทำกับท่านเช่นนี้ ท่านยังจะอยู่ที่นี่ ยอมทนถูกลบหลู่อีกทำไม เราไปกันเถอะ"

คุนเซียวใจร้อนดั่งไฟ แม้นซื่อสัตย์ภักดีแต่หุนหันพลันแล่น

“ไปหรือ…” ซุนฟู่หรงหันกายมา “คุนเซียว เจ้าเห็นสภาพของข้ายามนี้ ในสายตาคนข้างนอก เป็นตัวอะไร!”

องครักษ์อึกอัก พูดไม่ออก แล้วมีท่าทีอ่อนลง

สายตาของนายน้อยซุนกว้างไกลดั่งพญาอินทรี ความมั่นคง เข้มแข็ง ของจิตใจ เป็นที่หยั่งซึ้งได้

“ถูกเมืองหยางลบหลู่แค่ครั้งเดียว แลกกับการได้ฟื้นตัว… ถ้าเราไม่อดทนอดกลั้น ความลำบากที่ผ่านมาก็สูญเปล่า จะตั้งตัวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสอบวิหารโอสถ… ขอเพียงข้าได้เป็นผู้สืบทอดวิหารโอสถ กอบกู้เมืองเหอก็ไม่เกินปัญญา”

 

ณ หอชมไม้ แห่งจวนเจ้าเมือง

“ท่านเจ้าเมือง ซุนฟู่หรงมีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ หากให้เขาอยู่เมืองหยางนานไป เกรงจะไม่เป็นผลดี”

ถางโป๋หมิงพูดหยั่งเชิง กิริยานอบน้อม เหอซ่านหยวนยืนมือไพล่หลัง มือหนึ่งหยอกเย้านกแก้วในกรง

“เลื่องลือว่า ด่านสอบสมุนไพรของหัวหน้าถาง ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ ท่านคงมิทำให้ข้าผิดหวัง”

นักปรุงยามือหนึ่งแห่งเมืองหยาง แสยะยิ้มรับวาจาซ่อนความนัย ตอบหน้าระรื่น

“มีความสามารถ จึงสอบผ่านวิหารโอสถ หาไม่แล้ว… ก็เป็นแค่ขยะ!"

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น