ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 3 : ผู้เฒ่าในถ้ำมังกรดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,830
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 130 ครั้ง
    24 ก.ค. 63

 

ยามซวี ณ กระท่อมน้อยแห่งหมู่บ้านหยง

“พี่จะไปเมืองหยาง! ยามนี้ มิใช่ทุกเมืองปิดตาย คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้าหรือ”

หลังมื้ออาหาร สองคนพี่น้องนั่งสนทนาที่ศาลาหน้ากระท่อม

“แค่มีใบรับรองว่าไม่ติดโรคลมดำก็เข้าได้… ข้าไปทำมาแล้ว” 

พี่ชายนั่งขาเหยียดยาว ชันเข่าหนึ่งข้าง นั่งกัดแทะลูกสาลี่ 

“พี่เป็นนักฆ่าเมืองเยี่ยน ไปฆ่าคนเมืองหยาง จะไม่เกิดเรื่องเหรอ”

น้องสาวกางสมุดบันทึกอยู่บนโต๊ะ ใต้แสงตะเกียง เงยหน้าถาม 

“อาชีพนักฆ่า อยู่วงการสีดำ พี่เป็นเป้าล่าของทางการตั้งแต่อยู่เมืองเยี่ยนแล้ว จะกลัวเมืองหยางไปทำไม นี่ หม้อดินน้อย ไม่อยากจากพี่ก็พูดมาตรงๆ ใครสอนให้พูดจาเหมือนผู้ใหญ่"

เด็กสาวหยิบสมุด ลุกขึ้นยืน เชิดหน้า พูดฉาดฉาน

“ไป่ชิงถิงโตแล้ว ย่อมรู้จักเป็นห่วงพี่รอง”

“ถ้าโตแล้วจริง ก็ต้องรู้สิว่า ไม่ควรเปิดกระท่อมรักษาผู้อื่น”

หลงชู่พูดเหมือนสั่งสอน แต่ตามองทางอื่นคล้ายไม่จริงจัง

ไป่ชิงถิงก้มหน้าเหมือนสำนึกผิด แต่พอเห็นสมุดเล่มเล็กในมือ ก็ยกขึ้นมากอดแนบอก

“คนในหมู่บ้านกินยาสมุนไพรของข้าแล้วหายป่วย เป็นเพราะข้าอ่านโรคออก จ่ายยาถูก พวกเขาจึงมองข้าเป็น นักปรุงยาแห่งหมู่บ้านหยง ชิงถิงรู้ดี พวกเขาเพียงเอ็นดูข้าเล่นๆ ยาสมุนไพรก็แค่พืชกับเห็ด ของป่าของดอย จะไปสู้พวกยาสมุนไพรแพงๆ หายาก ของเซียนนักปรุงยาตัวจริงได้ยังไง ถึงตอนนี้ระดับชั้นของชิงถิงจะเป็นแค่ ผู้ศึกษา แต่วันหน้าเมื่อเติบใหญ่ ชิงถิงจะเป็นนักปรุงยาแห่งหมู่บ้านหยง และจะเปิดโรงหมอรักษาทุกคนด้วย"

หลงชู่กลอกตากลับมา เห็นใบหน้าเคลิ้มฝันของน้องสาว จึงโน้มตัวมาฉกบันทึกไปจากอก

“อาศัยแค่ตำราขาดๆ ก็ริจะเป็นนักปรุงยา เชื่อเจ้าเลยจริงๆ เด็กเอ๊ยย”

เบ้ปากหมิ่นๆ พลิกหน้ากระดาษไปที่กลางเล่ม ทำท่าจะอ่าน สาวน้อยดึงกลับ

“ไม่ต้องอ่านเลย นักฆ่าอย่างพี่ อ่านไปก็ไม่เข้าใจ เสียของ!”

พูดน้ำเสียงแง่งอนปนน้อยใจ สะบัดหน้าเดินเข้าบ้าน ชั่วครู่เดียว ยกถาดข้าวน้ำแกงออกมา

“นี่… อย่าไปนานนะ" หลงชู่ตะโกนไล่หลัง “รู้แล้วค่าาา" เสียงใสตอบกลับมา

พี่ชายถอนใจ ส่ายหน้า

“ให้ตายสิ! ขลุกอยู่กับตาแก่นั่น จนอาการหนักขึ้นทุกวัน ไปฝึกวิชาดีกว่า”

 

ยามไฮ่ ณ ถ้ำมังกรดำ หมู่บ้านหยง

ถ้ำลึกลับท้ายหมู่บ้าน มีมาช้านานแล้ว ร่ำลือว่าเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของยอดยุทธ์ในอดีตกาล แต่ยามนี้เป็นเพียงถ้ำร้างที่ไร้ผู้ดูแล และไม่มีชาวบ้านย่างกราย ใต้ความสลับซับซ้อนของเส้นทาง มีห้องหินอยู่หลังหนึ่ง ไม่กว้างไม่แคบ เพดานสูงโปร่ง หินงอกหินย้อยเรืองรอง เป็นสีเขียวทองอาบมรกต แอ่งน้ำใสราวกระจกล้อมรอบแผ่นหินสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง ที่นี่ไร้หมู่ค้างคาว สัตว์มีพิษ ไม่อับไม่ชื้น อุณหภูมิกลับอบอุ่น

บนผนังเรียบลื่นมีตะปุ่มห้อยโคมแปดเหลี่ยม เสียงน้ำหยดติ๋ง ชายชราเคราขาว ผมขาวยาวถึงเอว ใบหน้าซูบตอบ ร่างผอมเหลือกระดูก อาภรณ์สีเทาอมม่วง คาดเดาอายุไม่ได้ นั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นหิน หลับตา นิ่งสงบ 

เด็กสาววัยแรกรุ่น นั่งพิงโขดหิน ปากท่องขมุบขมิบ ตั้งใจอ่าน ตำราไร้ชื่อ ข้างกายมีถาดชามน้ำแกงที่ว่างเปล่า

“อาวุโสคะ ข้ามีข้อสงสัย” ก่อนเงยหน้า โพล่งออกไป

“ว่ามาสิ” ชายชราเอ่ยเสียงต่ำลึก ทั้งหลับตา

“การเต้นของชีพจรคนปกติ จะไม่ใหญ่ ไม่เกิน ไม่เล็ก ไม่ผิว ไม่ลึก ไม่เร็ว ไม่ช้า ขณะหายใจเข้าออก เต้น 4 หรือ 5 จังหวะ สม่ำเสมอ อันนี้ข้าฝึกมาสามเดือนเต็มแล้ว พอแยกแยะออกระหว่างคนปกติกับคนป่วย แต่ว่า การเต้นของชีพจรคนป่วย มีถึง 28 แบบ ชิงถิงโง่เขลา ขนาดชีพจรลอย 6 แบบ ยังยากจำแนกความแตกต่าง เช่น ชีพจรกลวง… ให้ความรู้สึกกลวงเหมือนกดลงบนใบไม้ที่ลอยอยู่… ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถรู้สึกแบบนั้นได้คะ หรือว่าต้องฝึกประสาทสัมผัส หรือต้องทดลองกดใบไม้ดู"

สาวน้อยถามเจื้อยแจ้ว ฉาดฉาน ในความไร้เดียงสา ซ่อนปณิธานแรงกล้า

“แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยสนใจเรื่องชีพจร เกิดอะไรขึ้นรึ”

ผู้เฒ่าเคราขาวไถ่ถาม ยังคงหลับตาอยู่เช่นเดิม

“เอ่อ…” ไป่ชิงถิงอึกอัก 

“นี่ อย่าบอกผู้เฒ่านะ ว่าข้าตรวจชีพจรคนได้ ไม่อยากยุ่งด้วย” 

หวนนึกถึงคำสั่งพี่ชาย จำต้องเปลี่ยนคำตอบ

“เพราะวันนี้ ชิงถิงอ่านชีพจรคนป่วยไม่ออก จนถูกตำหนิ จึงอยากจะศึกษาเพิ่มเติมค่ะ”

ชายชรานิ่งไปวูบ ก่อนจะลืมตา กล่าวเสียงแหบแห้ง

“การอ่านชีพจร เป็นทักษะขั้นสูง ไม่สามารถเรียนรู้ได้เองจากตำรา คนทั่วไปอาศัยประสบการณ์สั่งสม แต่ก็มีคนอยู่จำพวกหนึ่ง เรียกว่า นักพรสวรรค์ จับเส้นชีพจรแวบเดียวรู้ทะลุปรุโปร่ง เข้าใจลักษณะแจ่มแจ้งราวกับมาเต้นบนชีพจรตัวเอง หาได้น้อยยิ่ง”

“…พรสวรรค์…”

ไป่ชิงถิงพึมพำ พลันนึกถึง… หลงชู่

 

ไป่ชิงถิงคลานขึ้นเตียง มุดเข้าใต้ผ้าห่ม

…คร่อกกก…คร่อกกก… พี่ชายที่น่าจะหลับลึกไปแล้ว พลันเอ่ยลอยๆ มาว่า

“ได้วิชาอะไรอีก!”

น้องสาวถึงกับสะดุ้ง “เปล่า! ไม่มีสักหน่อย รีบๆ หน่อยเถิดน่า”

“…” พี่ชายเงียบไป

ไป่ชิงถิงนอนตะแคง ลืมตาโพลงในความมืด

“พี่รอง…” เรียกเบาๆ มา

“ฮื่อ…?”

“เรียนหมอ…ต้องมีพรสวรรค์ไหม” 

ถามแผ่วๆ นัยน์ตาเหม่อลอย

“มีสิ” หลงชู่ตอบงึมงำทั้งหลับตา

“แล้วถ้าไม่มีล่ะ… จะสำเร็จรึเปล่า”

“ไม่!…” พี่ชายตอบสั้น แล้วเปลี่ยนท่านอนตะแคง หันหลังให้

ไป่ชิงถิงกัดริมฝีปาก ตื้อเบาๆ ในอก เสียงลอยมาอีก

ไม่มีก็สร้างสิ พรสวรรค์ไม่ชนะความทุ่มเทหรอก”

 

“…หญ้าต้ม 5 อย่าง ผลไม้กินเล่น เม็ดผักใส่แกง อืมมม ยังขาดอะไรอีกน๊าา”

เด็กสาวก้มๆเงยๆ อยู่ข้างหลัง หลงชู่ยืนห่อเหี่ยว ทำหน้ายู่ยี่

“นี่ ให้พี่ไปขายสมุนไพรที่เมืองหยางรึไง หอบอะไรเยอะแยะ”

กระบี่สองเล่มไขว้พาดหลัง ถูกตะกร้าที่เต็มไปด้วยพืช ผัก ผลไม้ บดบังแทบมิด

“พี่ไม่มีเงิน ถ้าป่วยระหว่างทางขึ้นมาจะยุ่งนะ พกไว้อุ่นใจกว่า อ้อ ลืมลูกจ๊อ”

เด็กสาววิ่งเข้ากระท่อม ห่อลูกพุทราจีนใส่กระดาษ

“อั้งจ๊อบำรุงเลือด ไว้กินเล่นระหว่างทางค่ะ เอาล่ะ ครบถ้วนแล้ว”

พี่ชายสอดห่อพุทราไว้ในอกเสื้อ วันนี้ เขาสวมอาภรณ์รัดกุมสีน้ำตาลเข้ม ผมเผ้าเรียบร้อยกว่าปกติ

…ใบหน้ายามไร้ผ้าคลุมหน้าปกปิด กระจ่างสดใส เหมือนเด็กวัยรุ่นธรรมดา

สบตาน้องสาวที่เริ่มแดงๆ แล้วตบไหล่ “ไม่เศร้าน่า แป๊บเดียวก็กลับ”

เป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องต้องห่างกันไกล… เมืองหยางที่ไกลยิ่งกว่าเมืองเหอ…

“ห้ามเกินเจ็ดวันนะ” ไป่ชิงถิงขยี้ตา

“จะซื้อขนมเมืองหยางมาฝาก” หลงชู่ดึงตัวมากอด

“ไม่อยากได้ขนม อยากได้ชุดฝังเข็มมากกว่า”

เด็กสาวบอกตาแป๋ว เขาเคาะหน้าผาก

“เด็กบ้า วันๆ ทำอย่างอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่น… พี่ไปล่ะ”

ก้าวฉับๆ จากไปอย่างมั่นคง “โชคดีนะพี่” น้องสาวโบกมือไล่หลัง ก่อนถอนหายใจยาว

“เฮ้อ ถ้าไม่ไปฆ่าคนก็ดีซี” หมุนกาย เดินเข้าบ้านอย่างหงอยเหงา

คนที่แสร้งทำเป็นไม่อาลัยอาวรณ์ ชะงักเท้าบนเนิน ค่อยๆ หันกลับมามอง พูดซึมๆ

“ดูแลตัวเองด้วยนะ หม้อดินน้อย” 

 

ระหว่างทาง ก่อนออกจากหมู่บ้านหยง

“หลงชู่ จะไปไหน”

“ทำงานให้พี่ใหญ่ครับป้า”

“ไปอีกแล้วเหรอ เพิ่งกลับมา”

“ฝากหม้อดินน้อยด้วยนะคร้าบบบ”

หลงชู่เดินโบกมือยิ้มแย้ม ทักทายชาวบ้านตลอดทาง เขาเป็นที่รู้จักของชาวบ้านหยง ในฐานะศิษย์สำนักลมทะเล ฉากหน้าสำนักลมทะเล คือ สังกัดหนึ่งในยุทธภพ หามีใครรู้ไม่ว่า เบื้องหลัง คือ องค์กรรับจ้างฆ่า

“นี่ รู้รึเปล่า ลุงเหวินเสียแล้วนะ เมื่อคืนที่กระท่อม!”

หญิงชาวบ้านสองคน เดินคุยสวนทางไป

“อ้าว วันก่อนยังดีๆ อยู่เลย กลับมาจากในเมือง ไหนเจ้าตำราบอกว่าไม่เป็นไร”

“ไม่รู้ซี ปุบปับก็ตาย…”

“ติดเชื้อลมดำรึเปล่า”

“วู๊ยยยย อย่าพูดให้กลัวสิ ยิ่งมีข่าวลืออยู่"

“ข่าวลืออะไรเหรอ”

“ในเมืองพูดกันว่า เชื้อโรคหลุดออกจากเมืองเหอแล้ว!”

หลงชู่ผ่อนฝีเท้า เพื่อลอบฟัง พอฟังจบแล้ว ก็เร่งสาวเท้าออกจากประตูหมู่บ้านไปทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 130 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น