ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 4 : ทายาทแห่งเมืองเหอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,610
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

 

ณ วิหารโอสถ เมืองหยาง

ดินแดนกว่างหลง เมืองใหญ่สุด คือ เมืองหยาง เมืองที่อุดมสมบูรณ์สุด คือ เมืองหยาง เมืองที่วิชาแพทย์สูงล้ำที่สุด ก็คือ เมืองหยาง ที่นี่ ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางความเจริญของแดนกว่างหลง ยังเป็นที่ตั้งของวิหารโอสถ สำนักการแพทย์อันดับหนึ่ง ใต้หล้าไม่มีสอง

ประตูใหญ่เปิดกว้าง ด้านในตัวพระวิหาร กว้างขวาง โอ่อ่า แกะสลักมังกรพันเสา เพดานโปร่งแสงระยับ ผนังทองคำเหลือง ภาพเขียนเกี่ยวกับพระเจ้าและเทพโอสถ กึ่งกลางประดิษฐานรูปปั้นม่อโหลว เทพโอสถคนแรกและผู้ก่อตั้งวิหารโอสถ

ยามซื่อ (9.00 น.) วันนี้ อาคันตุกะของวิหารโอสถ คือ บุรุษรูปงาม วัยยี่สี่สอง อาภรณ์ขาว ผมดำยาวสลวย ยืนโค้งคำนับแสดงความเคารพต่อเทพม่อโหลว ด้านข้าง เป็นชายวัยฉกรรจ์ หน้าตาคมเข้ม ดุดัน สวมชุดดำ เอวพกดาบ

“คุณชายซุนให้เกียรติมาเยือนวิหารโอสถ ขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับ”

ซุนฟู่หรง หันกายมา เผชิญหน้ากับคนกลุ่มใหญ่

“ฟู่หรง คารวะเจ้าวิหาร อาจารย์เกา นักปรุงยาทุกท่าน”

ประสานมือนอบน้อม ในวิหารยามนี้ รวมบุคคลสำคัญทั้งสาม

เจ้าวิหาร และหัวหน้าตึกกายา จงหยู หัวหน้าหอสดับชีพ เกาหลินหยาง หัวหน้าหอปรุงยา ถางโป๋หมิง

“ไม่ได้เจอกันนานนะ สองปีผ่านมาแล้ว” 

เกาหลินหยางทักทาย ใบหน้าเปี่ยมการุณย์

“ฟู่หรงได้รับการชี้แนะจากท่านเกา ตอนอยู่หอสิบพยัคฆ์ จำได้มิลืมเลือน วันนี้ ออกจากเรือนเมฆน้อย หนึ่ง เพื่อมาสักการะเทพม่อโหลว สอง เพื่อเยี่ยมคารวะท่านเกา สาม เพื่อแจ้งเจตนารมณ์ของข้า ต่อหน้านักปรุงยาทุกท่าน…"

ซุนฟู่หรงกล่าวฉาดฉาน ตาเปล่งประกายกวาดมอง ขณะเปล่งวาจาประกาศ

“วันที่ยี่สิบแปด เดือนยี่ ฟู่หรงขอรับการทดสอบ… สอบเข้าวิหารโอสถ!”

เสียงซุบซิบบังเกิด เพราะเช้านี้มีงานเลี้ยงถกเสวนาเรื่องยา เจ้าตำราและนักปรุงยาในเมืองหยางต่างมาเข้าร่วม

ถางโป๋หมิงเหลือบมอง “พวกนกกระจิบนกกระจอก” ด้านหลัง แล้วพลันแสยะยิ้มกล่าว

“คุณชายซุนเป็นทายาทจอมยุทธ์ ควรอยู่สืบทอดมรดกของตระกูล เลือกเดินทางสายนี้… น่าเสียดาย”

“ต่างคนต่างใจ… หลายเดือนมานี้ ฟู่หรงเก็บตัวอยู่เรือนเมฆน้อย เพื่อท่องตำรา แต่วิชาแพทย์ลึกล้ำ มีบางจุดไม่แตกฉาน ใคร่ขอคำปรึกษาจากท่านอาจารย์เกา" ประโยคหลัง น้อมตัวประสานมือ สุภาพอ่อนน้อม

“เชิญคุณชายซุน คุยที่สวนร่มเย็น” หัวหน้าเกาผายมือ ก่อนเดินนำออกไป

เหล่าผู้เชี่ยวชาญการแพทย์สลายตัวไป เจิ้งไข่ซุ่น นักปรุงยาชั้นสอง รอรั้งท้าย กระซิบข้างหูถางโป๋หมิง 

“อยากเป็นนักปรุงยา แต่มองข้ามหัวหน้าถาง คุณชายซุนนี้ช่างตาต่ำ ฮ่าฮ่าฮ่า”

หัวร่อเยาะเบิกบานแล้วเดินทอดน่องไป หัวหน้าถางหรี่ตาเขม่น ฉายแววไม่สบอารมณ์

 

สวนร่มเย็น

“คารวะ อาจารย์”

“คารวะ อาจารย์”

ตลอดรายทาง สวนอุทยานที่ล้อมรอบด้วยกองหิน ดอกไม้ และพืชสมุนไพร ผู้ศึกษาของสำนักวิหารโอสถที่เดินสวนทางมาต่างทำความเคารพเกาหลินหยาง ศิษย์ของที่นี่นับเพียงฐานะผู้ศึกษา ก็มีมากมายหลักร้อย

“ข้างนอกลือว่า หอสิบพยัคฆ์ถูกนักฆ่าแห่งเมืองเยี่ยนบุกรุก แปดทูตพิทักษ์เกือบถูกกวาดล้างในคืนเดียว”

เกาหลินหยาง เปรยขึ้น เขาเป็นชายวัยห้าสิบ บุคลิกภูมิฐาน แต่งกายสมถะ แต่เปี่ยมสง่าราศี

“นักฆ่าแห่งเมืองเยี่ยน…” คุณชายซุนพึมพำ แววตาสะท้อนไฟแค้น “วันหนึ่ง ข้าต้องสะสางบัญชีกับมันแน่”

ก่อนจะรู้สึกตัว หันมายิ้มอ่อนโยน “ตัวข้าใฝ่ฝันเหยียบเข้าวิหารโอสถ วันนี้ได้ชื่นชมแล้ว”

“ท่านอยากสอบเข้าเป็นนักปรุงยา คงมิใช่แค่ฝักใฝ่ด้านการแพทย์”

“อาจารย์เกาสายตาเฉียบแหลม ข้าปกปิดไม่ได้เลย”

“เกี่ยวกับเรื่อง… ชนกลุ่มน้อยในเมืองเหอสินะ” 

ซุนฟู่หรงก้าวมาสองก้าว สายตาเหม่อลอยไป “ชนกลุ่มน้อยในเมืองเหอ เป็นราษฎรผู้บริสุทธิ์ ใช้ชีวิตอยู่ในแดนมืดมน ถูกทอดทิ้งจากกว่างหลง” เสียงพึมพำสะท้อนจากส่วนลึก เกาหลินหยางสัมผัสถึงความเจ็บปวด ทอดถอนใจ

“สอบผ่านหรือไม่ อยู่ที่ตัวท่าน ชาวเมืองเหอจะรอดหรือตาย อยู่ที่ฟ้ากำหนด”

 

“ฟ้ากำหนด… ให้ข้า…เป็นผู้กอบกู้ชะตาเมืองเหอ"

ทายาทหอสิบพยัคฆ์เพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ พึมพำด้วยความนัยลึกซึ้ง เขายืนอยู่บนยอดดอยสูง ทอดสายตามองเบื้องหน้า คือ วิหารโอสถล้อมรอบด้วยตึกโอ่อ่า 

“คุณชาย เมื่อคืนมีชาวบ้านลอบหนีจากเมืองเหอ ถูกซุ่มยิงบนเนินถงเป่ย เสียชีวิตทั้งครอบครัวครับ”

คุนเซียว สาวกหอสิบพยัคฆ์ ผู้คุ้มกันนายน้อยซุนหนีภัยออกจากเมืองเหอ เข้ามารายงาน

มือของซุนฟู่หรงกำแน่นเข้าหากัน แววตาที่นิ่งสงบเต้นระริกด้วยไฟแค้น!

 

ยามอู่ (11.00 น.) ณ ถนนใหญ่ เมืองเยี่ยน ก่อนถึงประตูเมือง

“เร่เข้ามา เร่เข้ามา… พี่น้องชาวเมืองเยี่ยนท่านใด มีความสามารถ ทายโรคจากชีพจรผู้ป่วยได้ถูกต้อง ตรงกับแผ่นป้ายที่เขียนไว้ รับไปเลย 30 ตำลึง ทายถูกติดกันสามคน รับไปเลย 100 ตำลึง ไม่โกง ไม่เบี้ยว ทุกคนเป็นสักขีพยาน วันนี้ข้า ต้าก่าง ขอท้าประลองปัญญา ผู้ศึกษา นักแสวงหา เจ้าตำรา คนธรรมดาทั่วไปก็ได้ ใกล้เทศกาลสอบวิหารโอสถแล้ว ใครต้องการค่าเดินทาง เร่เข้ามาทดสอบกัน มีแต่ได้ไม่มีเสีย”  

เสียงร้องเรียกลูกค้า ดังมาจากแผงร้านข้างทาง ดึงดูดให้ชาวบ้านแห่ไปมุงดู หลงชู่ที่ออกเดินทางล่าช้าเพราะต้องทำใบผ่านทาง ชะงักเท้า กระตุกคิ้ว

“ไม่มีเตะต่อยแลกเงินบ้างเหรอ”

เขาแบะปาก ไม่สนใจ กำลังจะเดินผ่าน…

“ติงเจ๋อผู่ เจ้าตำราผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองเยี่ยน กำลังจะเดินทางไปสอบที่วิหารโอสถ จะยอมเล่นกับเจ้า”

น้ำเสียงคุ้นหูจึงเหล่มอง “เจ้าคนที่ออกใบรับรองให้ข้านี่นา” 

“เชิญนั่ง” ต้าก่าง ชายร่างท้วมวัยสามสิบ ผายมือ

หลงชู่ยืนกอดอก หรี่ตามอง พลางคิดถึงเรื่องเมื่อวาน…

…ในตลาดเมืองเยี่ยน เจ้าตำรามีมากมาย ตั้งแผงร้านตรวจกันเกลื่อนถนน เนื่องจากโรคลมดำระบาดที่เมืองเหอ กำลังเป็นกระแสหวาดกลัว เจ้าตำราจึงเป็นที่พึ่งของพวกชาวบ้าน ขายทั้งยา ทั้งสมุนไพร หลอกว่าช่วยป้องกันโรคได้

“อยู่นิ่งๆ สิ”

“…” หลงชู่ทำหน้าเบื่อ ขณะนั่งให้เจ้าตำราคนหนึ่งจับชีพจร

“อืมมม… จะไปเมืองหยางทำไม" ติงเจ๋อผู่ลูบเคราถาม 

“ไปทำธุระ” ตอบห้วนๆ

“ช่วงนี้ คนเขาไม่ออกจากบ้านกันแล้ว อายุน้อยๆ เช่นเจ้า ขนสมุนไพรมาเป็นตับ หรือจะไปสอบวิหารโอสถ”

ก่อนหน้านั้น หลงชู่เพิ่งขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาให้น้องสาว

“คงงั้นมั้ง” ตอบส่งเดชไปด้วยรำคาญ

“เห็นบุคลิกท่าทางของเจ้าแล้ว คงสอบตกตั้งแต่ด่านแรก อย่าเดินทางให้เปลืองเงินทองเล๊ยยย”

คนแก่ หน้าตาเจ้าเล่ห์ หยามหมิ่นซึ่งหน้า ละมือจากตำแหน่งชีพจร มาจับพู่กันเขียนกระดาษ

“ใบรับรองของข้าล่ะ” หลงชู่อดกลั้นไม่กระทืบ เพราะนึกถึงคำพูดของพี่ใหญ่ ไม่ได้เงินอย่าเปลืองแรง!

…กลับมาสู่ปัจจุบัน ติงเจ๋อผู่แตะชีพจรนานเนิ่น ขมวดคิ้ว กลอกตา “อืมมมม… หืออออ…?”

หลงชู่เหล่มอง เห็นมีเพียงส่วนมือและข้อมือโผล่ออกจากหลังฉากกั้น วางบนหมอนใบเล็ก ไม่เห็นตัวผู้ป่วย

“ว่ายังไง ท่านติง ตอบไม่ได้ก็ลุก ให้ผู้อื่นบ้าง”

“ใครว่าตอบไม่ได้…” ติงเจ๋อผู่ว่าให้ ไม่มั่นใจแต่ไม่ยอมเสียหน้า “…ชีพจรยาวเป็นเส้นเดียว ระยะความยาวของชีพจรจากจุดนิ้วชี้ที่ข้อมือยาวถึงข้อพับศอกด้านใน เต้นไม่ไว ไม่แรง เต้นช้าแบบปกติ แสดงว่า คนผู้นี้ไม่ป่วยไม่ไข้”

“ข้าลองบ้าง!” เด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับหลงชู่ ใบหน้ายิ้มระรื่น ท่าทางซุกซนเหมือนลิงอยู่ไม่สุข 

ติงเจ๋อผู่ลุกไปอย่างงงๆ ปล่อยให้เจ้าหนุ่มนั่นนั่งเก้าอี้แทน

“ชีพจรยาว แข็ง ไม่ลอย แต่ก็ไม่ถึงกับจม… ผู้ป่วยมีอาการปวดตามเส้นเอ็น”

“คุณชายท่านนี้ตอบถูกต้อง รับไป 30 ตำลึง”

แปะ แปะ แปะ… เสียงปรบมือ

“ขอบคุณ ขอบคุณ” หวังชีเอ่อ โค้งคำนับ 

“ม…เมื่อครู่นี้ ข้ายังพูดไม่จบ เจ้าเข้ามาแทรก ลองใหม่”

ติงเจ๋อผู่เสียหน้า กระแทกก้นบนเก้าอี้ จับชีพจรคนที่สอง…

บนโรงเตี๊ยมชั้นสอง เจ้าสำนักลมทะเลหย่อนก้นบนขอบระเบียง กระดกเหล้าพลางชมอย่างบันเทิงใจ

“ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ ผู้ป่วยมีอาการไข้ เป็นโรคร้อนใน”

ครานี้ เจ้าตำราติงรีบบอกอย่างใจร้อน 

“ข้าลองบ้าง!” คนเดิมแย่งเก้าอี้อีก 

“ชีพจรเต้นเร็วและเร่ง ในการเต้นมีจังหวะหยุด ไม่แน่นอน ผู้ป่วยมีความร้อนสุมอยู่ในอก”

“คุณชายท่านนี้ตอบถูกอีก รับไปเลย 30 ตำลึง”

“เยี่ยมเลย…” “เก่งจริงๆ…" “เก่งกว่าเจ้าตำราอีก…"

สรรพเสียงรอบกาย ทำติงเจ๋อผู่ขายหน้ารุนแรง “ฮึ่ยยย!! เดินทาง” พาผู้ติดตามรับใช้ออกจากเมืองไป

หลงชู่หลับตา นิ้วคีบสันจมูก ส่ายหน้าเบาๆ กำลังคิดว่า ใบรับรองจะรอดไหม

“ไม่ส่งน๊าาาา เจ้าตำรา ฮ่าฮ่าฮ่า… นี่ พี่ชาย ขอเล่นต่อ” หวังชีเอ่อได้ใจ

“อันนี้ยากแฮะ” ถึงคราวขมวดคิ้ว “เอ่อ… ชีพจรชนนิ้วมือแรง เป็นชีพจรเต็ม ผู้ป่วยมีไข้ ความร้อนสูง”

“ขออภัย ยังไม่ถูก”

หลงชู่เตรียมผละไปแล้ว เสียงใสกังวานพลันกระทบโสต

“ข้าเอง!”

เหลียวหน้ามา จ้องค้างไปวูบ หญิงสาววัยยี่สิบ รูปร่างสมส่วน อาภรณ์รัดรูปสีม่วงทองห้อยม้วนแส้ รูปโฉมสะคราญ ท่วงท่าองอาจ ในความงามแปดส่วน แฝงความทระนงหกส่วน ใบหน้าหวานคมแต่ไม่ยิ้มชวนให้ขาดเสน่ห์  

“ผู้หญิงจะไปรู้อาไร๊…”

ธิดาเจ้าเมืองเยี่ยน หวังหยีหมิ่น นั่งบนเก้าอี้อย่างมั่นคง ไม่สนเสียงซุบซิบดูถูก วางสามนิ้วบนตำแหน่ง

"การเต้นของชีพจรมีลักษณะใหญ่ ชนนิ้วมือแรง แข็งเกินไป รู้สึกเต็มมือ ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะแกร่ง มีความเย็น หรือความร้อนสะสมอยู่มาก เกิดการสะสมของเสมหะ มีชี่อุดกั้น”

ภายหลังเสียงนินทา คือ เสียงชื่นชม

“แม่นาง รางวัล…”

นางยกมือปฏิเสธ “ข้าไม่อยากได้เงิน… ข้าแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงก็มีความสามารถตรวจและรักษาโรคได้ ที่นี่มีเจ้าตำรามากมาย แต่ไม่ได้เรื่องสักคน เป็นแต่หนอนหนังสือ เมืองเยี่ยนช่างน่าขายหน้านัก!”

พูดไม่สบอารมณ์ แล้วเดินองอาจ ผ่านหน้าหลงชู่ไป

“ชีเอ่อ ไปได้แล้ว” 

น้องชายผู้แอบชะโงกดูหลังฉากกั้น ออกวิ่งตาม

“ท่านพี่ รอด้วย”

“เดี๋ยว แม่นาง… เงิน… เงิน…"

ต้าก่างขยับเดินตาม ต้องชะงัก เมื่อมีมือหนักตบมาบนบ่า

“พี่ชาย นางไม่เอา แต่ข้าเอานะ" หลงชู่ยิ้มแฉ่ง

…เจ้าสำนักลมทะเลมองหลงชู่เดินกอดถุงเงิน 100 ตำลึง แนบอก ยิ้มเริงร่าออกจากประตูเมืองไป คิ้วขมวด

"หลงชู่ ไปรู้วิชาแพทย์มาจากไหน?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น