ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 20 : ยอดหญิงเมืองเยี่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    27 ส.ค. 63

 

เช้าวันต่อมา ณ หมู่บ้านหยง เมืองเยี่ยน

“บ้านของข้า… บ้านของข้า…”

สาวน้อยวิ่งร่าเริงผ่านสวนสมุนไพรเข้ามา โถมกอดต้นไม้ใหญ่ หลั่งน้ำตาด้วยความรักและคิดถึง นึกว่าตนจะประสบเคราะห์กรรม จนมิได้หวนกลับบ้านอีกแล้ว สภาพอาณาเขตกระท่อมเรือนน้อยถูกพวกโจรทำลายจนเละเทะ สวนผักถูกเหยียบย่ำ ดอกไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวเพราะขาดการดูแล ข้าวของเครื่องใช้ตกเกลื่อนกลาด ไม่นับภายในบ้านที่พังพินาศยับเยิน สภาพวิมานหลังน้อยที่ไร้ผู้ดูแลมาเกือบสองอาทิตย์ ไม่ต่างจากบ้านร้างเก่าๆ โทรมๆ หลังหนึ่ง

ไป่ชิงถิงหยุดยืนอยู่หน้าประตู มองตาปริบๆ พี่ชายเดินมาโอบไหล่

“ไปดูสวนผักของเจ้าเถอะ ที่นี่ให้ข้าเอง"

“เหนื่อยหน่อยนะคะ” น้องสาวเงยหน้ายิ้มแห้งๆ ก่อนวิ่งจากไป

หลงชู่ถอนหายใจเพลียๆ ใบหน้าเบื่อหน่าย ปลดกระบี่และย่ามวางไว้ ก่อนเริ่มลงมือเก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านของตน

 

ด้วยความขยันขันแข็ง หลงชู่เนรมิตบ้านให้กลับคืนสู่สภาพเดิมแถมสะอาดเรียบร้อยกว่าเก่าภายในเวลาไม่นาน สองพี่น้องนั่งรับประทานอาหารเที่ยง ด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่ภายในบ้านนั้น น้ำต้มผัก และข้าวสารที่ยังเหลือ เป็นอาหารรองท้องมื้อแรก ไป่ชิงถิงลงมือเข้าครัวเอง ตอบแทนความเหนื่อยของพี่ชาย ตอนแรก ก็ร่าเริง สดใส ดีเป็นปกติ แต่เมื่อนั่งรับประทานไปเรื่อยๆ สาวน้อยใบหน้าหม่นหมอง แววตาซึมเหม่อ ค่อยๆ เงียบไป หลงชู่สังเกตเห็นก็อ่านออก

“อย่าคิดมากเลย ใช่ว่าจะไม่เจอกันอีกสักหน่อย”

คำพูดนั้น ทำสาวน้อยได้สติกลับมา โพล่งดีใจ

“พี่รองจะพาข้าไปพบอาวุโสเหรอ”

“ข้าเป็นศิษย์วิหารโอสถแล้ว อยู่ที่นั่น ถ้าเจ้าอยากพบเขา ข้าจะพาไป”

พี่ชายตอบมาแบบเรื่อยๆ น้ำเสียงไม่จริงจังนัก แต่ไป่ชิงถิงรู้ว่า พี่รองไม่โกหกตนเด็ดขาด

“แต่ว่า คุณชายซุนเขา…”

“ถ้าเขาแตะต้องอาวุโสของเจ้า ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าเอง”

หลงชู่พูดเสียงห้าว น้องสาวยิ้มปลาบปลื้มภูมิใจ… ระหว่างรับประทานกันไป หูพลันสำเหนียกเสียงสัญญาณที่คุ้นเคยลอยมาตามลมผ่านหน้าต่าง หลงชู่เอียงหน้าไปเล็กน้อย กลอกตา ก่อนบอกเบาๆ

“นี่ หม้อดินน้อย ข้าต้องกลับสำนักก่อน เจ้าอยู่บ้านดีๆ นะ”

 

สำนักลมทะเล

“หลงชู่เอ๊ยยย ข้าสั่งให้เจ้าไปฆ่าคน ไม่ใช่ให้ไปสอบเป็นหมอ เจ้าบ้าไปแล้วรึไร อยู่ดีๆ เข้าวิหารโอสถทำไม!” 

เจ้าสำนักลมทะเล หลิวอี้คัง หน้านิ่วคิ้วขมวด แสดงอาการหงุดหงิดปนกลัดกลุ้ม เมื่อพบหน้าศิษย์เอกเช้าวันนี้

“เกาหลินหยางเป็นถึงหัวหน้าหอสดับชีพ ถ้าข้าไม่เข้าไป จะฆ่าคนได้ไง” หลงชู่เถียงอย่างซื่อ

“ด้วยความสามารถของเจ้า กับคนไร้วรยุทธ์คนเดียว เกาหลินหยางใช่ว่าจะหมกตัวอยู่แต่ในวิหารเมื่อไหร่ งานฆ่าขุนนางยากกว่านี้เจ้ายังเคยทำมาแล้ว…”

เจ้าสำนักหลิวลุกขึ้นยืน ว่ากล่าวอย่างไม่เห็นด้วยในการกระทำของเขา

หลงชู่ยกมือกอดอก พูดหน้าตาเฉย “ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ ข้าเข้าได้ก็ออกได้ วิหารโอสถใช่ป้อมฟ้าตึกมังกร ข้าอยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป”

หลิวอี้คังถอนหายใจหนัก ส่ายหน้าปวดหัว "เจ้ารู้ไหม สอบเข้าวิหารโอสถ มันหมายความว่าอะไร?"

ศิษย์เอกผู้เปรียบเสมือนน้องชายที่น่ารักยืนเงียบกริบ แววตาฉลาดเฉลียวแต่แฝงความไร้เดียงสาอยู่สามส่วน หลิวอี้คังทั้งหมั่นไส้ทั้งโมโห เดินมาใกล้ๆ ชี้หน้า พูดเสียงดัง

“นับจากนี้ไป เจ้าต้องเป็นหมอ! หมอรักษาคนไข้น่ะ เจ้าเข้าใจไหม ยิ่งอยู่หอสดับชีพด้วยแล้ว… เฮ้อ รู้ไหมว่าปีๆ หนึ่ง เกาหลินหยางเกณฑ์ศิษย์ไปตรวจนอกพื้นที่กี่ครั้ง มีบททดสอบระหว่างเรียนกี่รอบ ห้าปีก่อนเกิดโรคระบาด มีแต่ศิษย์ของเกาหลินหยางไปช่วยเหลือ เจ้าคิดว่าเข้าไปแล้วจะเอ้อระเหยลอยชาย มีแต่ชั่วโมงพักผ่อนกับอ่านตำรารึไง"

พี่ชายที่เคารพบอกเล่าให้ความกระจ่าง หลงชู่ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองซื่อบื้อกะทันหัน…

“ที่สำคัญ วิหารโอสถขึ้นตรงต่อเจ้าเมืองหยาง เจ้าเป็นคนของเขาแล้ว บอกไปก็ไปคิดว่ามันง่ายดายนักหรือ หลงชู่ เอย หลงชู่ เจ้าหลวมตัวทำให้ชีวิตตัวเองลำบากเข้าแล้ว"

หลิวอี้คังตั้งใจจะเทศนาอีกยกใหญ่ ลูกสมุนก็เดินเข้ามาพร้อมเทียบเชิญ

“เรียน เจ้าสำนัก จดหมายจากท่านเจ้าเมืองขอรับ”

เจ้าสำนักหลิวรับมาเปิดอ่าน พลันถอนใจเฮือก

“หวังชงเหมินจัดงานเลี้ยงให้เจ้า งานนี้ท่าจะยุ่งแน่!”

 

ยามเย็น ณ จวนเจ้าเมืองเยี่ยน

ภายในห้องโถงยาว จัดเป็นโต๊ะนั่งพื้นสองแถว บนโต๊ะมีสำรับวางพร้อม ตรงกลางด้านหน้าสุด เหนือบันไดสามขั้น คือ ที่นั่งของเจ้าเมืองเยี่ยน หวังชงเหมิน ที่นั่งฝั่งซ้าย คือ หวังหยีหมิ่น และหวังชีเอ่อ ที่นั่งฝั่งขวา คือ หลิวอี้คัง และหลงชู่ ยังไม่มีผู้ใดแตะต้องสุราอาหาร สายตาทุกคู่มองมากึ่งกลางห้องโถงที่มีการร่ายรำประกอบดนตรีของนางรำสะคราญโฉม ผ้าแพรน้อยชิ้น เนื้อเนียนขาวนวล บิดเอวส่ายสะโพก ทอดตาเย้ายวน คุณชายหวังมองจนเคลิบเคลิ้ม ส่วนหลงชู่กลับนั่งเท้าคาง ยักคิ้วหลิ่วตา ยิ้มยั่วใส่สาวงามหน้านิ่ง เย็นชา ที่นั่งถือตัวอยู่ฝั่งตรงข้าม

“คุณชายหลง สอบเข้าวิหารโอสถ สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองเยี่ยน ข้าขอคารวะหนึ่งจอก”

“เกรงใจไปแล้ว…” นักฆ่าหนุ่มรีบยกถ้วยสุราคารวะตอบ เจ้าเมืองเยี่ยนหัวร่อคำหนึ่งก่อนดื่มหมดจอก หลงชู่เหล่มองคุณหนูหวัง ก่อนกระดกลงคอตาม

“ท่านพ่อ ตัวข้าก็สอบผ่านเช่นกัน ท่านบอกจะมีรางวัลให้”

คุณชายหวังยินดีกับสหายด้วย แต่ก็ไม่อยากน้อยหน้า จึงโพล่งมา  

“ชีเอ่อ ต่อหน้าแขก อย่าทำตัวเป็นเด็ก” หวังหยีหมิ่นปรามเบาๆ น้องชายหน้ายู่ยี่

“คุณชายหลงเป็นชาวยุทธ์ กลับมีความรู้สูงส่งทางการแพทย์ สอบได้อันดับหนึ่งของปีมิได้มาเพราะโชคช่วย เมืองเยี่ยนของเราหลายปีที่ผ่าน คนสอบผ่านนับว่ามีน้อยยิ่ง ที่นับว่าเก่งหาได้ยากกว่า ชีเอ่อ ต่อไป เจ้าต้องเรียนรู้จากคุณชายหลงให้มาก อย่าได้ทระนงตัวเด็ดขาด”

บิดาสั่งสอน กำชับ แถมยกย่องสหายสนิทต่อหน้า หวังชีเอ่อแม้นใจกว้างยังอดน้อยใจมิได้ หลงชู่เห็นดังนั้น รีบกล่าว 

“ตัวข้าสอบผ่าน เพราะความจำดี แต่ชีเอ่อตั้งใจศึกษา ขยันหมั่นเพียร ในเรือนจอมปราชญ์ เห็นเขาผู้เดียว มือถือตำรา อ่านทุกค่ำเช้า เขาว่าคนเก่งที่แท้จริง คือ ผู้ที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ข้อนี้ ชีเอ่อมีมากกว่าข้าแน่นอน”

คุณชายหวังถึงกับยิ้มสดชื่น ปิติยินดีกับคำกล่าวชมของเพื่อนรัก คุณหนูหวังก็ปรายตามองชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปรเปลี่ยนไป หวังชงเหมินยิ้มชื่นชม

“น้องหลิว ท่านอบรมศิษย์ได้ดีจริงๆ”

หลิวอี้คังเพียงยิ้มรับถ่อมตน

“คุณชายหลงมิเพียงเป็นคนเก่ง ซ้ำยังเป็นผู้ใหญ่ ข้าฝากบุตรชายบุตรสาวให้ท่านดูแล นับว่าถูกต้องแล้ว"

“ห๊ะ!” หลงชู่อุทานงุนงง ไม่เข้าใจความหมายนั้น

“อ้าว นี่ข้ายังไม่ได้บอกหรือ หยีหมิ่นได้รับเกียรติถูกเชิญเข้าร่วมศึกษาที่วิหารโอสถเป็นกรณีพิเศษ” 

หวังหยีหมิ่นปรายตามอง ยิ้มมุมปาก หลงชู่เบิกตาโต อ้าปากค้าง!

 

ภายหลังงานเลี้ยง หลงชู่ได้รับเชิญให้พักค้างคืนในจวนเจ้าเมือง

ภายในห้องนั้น มีหวังชีเอ่อมาอยู่คุยเล่นด้วย อีกฝ่ายขนตำราหนังสือแพทย์เก่าๆ มากมายมาอ่านศึกษา เพราะอีกแค่สามวัน ทั้งสาม(รวมหวังหยีหมิ่นด้วย) ก็ต้องกลับเมืองหยาง คราวนี้ ไปอยู่ยาว เพื่อร่ำเรียนวิชาในวิหารโอสถ

หลงชู่นอนหงายอยู่บนเตียง ขาขวายกพาดเข่า กระดิกเท้า สองแขนรองศีรษะ

“หวังหยีหมิ่นคนนี้ เป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่ ข้าเริ่มดูไม่ออก”

กลอกตามองเพดาน พึมพำ สหายบนโต๊ะหนังสือยังได้ยิน

“นี่ เจ้านินทาพี่ข้าทำไม เรื่องวิชาแพทย์พี่ใหญ่เก่งกว่าข้าอีก อาจจะเก่งกว่าเจ้าด้วย"

“มีผู้หญิงที่ไหนรอบรู้วิชาแพทย์บ้าง ข้าว่า นางคล้ายเป็นคนประหลาดคนหนึ่ง”

หวังชีเอ่ออ้าปากมิทันกล่าว ประตูก็ถูกผลักเข้ามา พร้อมการปรากฎตัวของ “คนประหลาด” ของหลงชู่!

“พรุ่งนี้ ต่อหน้าท่านลุงหยาง ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้าเหนือกว่าเจ้า”

พูดจบ ก็ออกจากห้องไป

 

เช้าวันต่อมา หลงชู่ที่พำนักอยู่จวนเจ้าเมืองอีกหนึ่งวัน

ออกมาร่ายรำกระบี่ยืดเส้นยืดสายบนลานกว้างข้างสวนอุทยาน หวังชีเอ่อยังไม่ตื่น และเขาไม่คิดจะปลุก ช่วงหลายวันมานี้ เรียกว่าหมกมุ่นอยู่กับตำรา จนแทบไม่ได้ออกแรงแกว่งเพลงกระบี่ รู้สึกหนักตัว เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว หลงชู่ครุ่นคิดถึงคำพูดของเจ้าสำนักลมทะเลตลอดทั้งคืนจนเกิดวิตกในใจ หากว่าตัวมันเข้าไปอยู่ในวิหารโอสถแล้ว จะมีโอกาสได้ออกมาภายนอกหรือไม่ จะมีเวลาฝึกปรือเพลงยุทธ์อย่างอิสระเสรีอีกหรือไม่

รำกระบี่ฟันกิ่งไม้ ดอกเหมยร่วงหล่นโปรยปราย บุรุษวัยชราลูบเครายืนมอง ดวงตาหรี่ลงสะท้อนความคิด

“เพลงกระบี่เก้าตะวัน! เจ้าเด็กนี่ฝึกปรือถึงขั้นนี้แล้ว?”

“ท่านลุงหยาง…” เสียงทักทายเจื้อยแจ้ว ก่อนหวังหยีหมิ่นจะเดินเข้ามา นางสวมอาภรณ์รัดกุมสีฟ้า ใบหน้าประทินโฉมเพียงอ่อนๆ ยามสะท้อนต้องแสงตะวัน กลับงดงามอย่างยิ่ง หลงชู่หยุดมือ หันมามองแล้วนิ่งฉงน

“ยังไม่รีบมาคารวะนักปรุงยาขั้นหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยน… ท่านลุงหยางตงจั๋ว” คุณหนูหวังออกคำสั่ง

หลงชู่สอดกระบี่คืนหลัง ก้าวเข้ามา น้อมกาย ประสานมือ

“หลงชู่คำนับอาวุโสหยาง”

หยางตงจั๋ว แพทย์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยน ยิ้มพลางกล่าวว่า

“คุณชายหลงมิเพียงเลิศยุทธ์ ยังสอบเข้าวิหารโอสถได้ เมืองเยี่ยนยังนับว่าไม่สิ้นไร้คนเก่ง”

หลงชู่เงยหน้ามอง พบว่าบุรุษเบื้องหน้า อายุประมาณไล่เลี่ยกับเกาหลินหยาง ท่วงท่าเปี่ยมสง่าราศี กลับแผ่รัศมีดุดัน แววตาคมกร้าวน่าเกรงขาม ต่างกับเกาหลินหยางที่มีลักษณะเมตตาการุณย์ เปี่ยมคุณธรรมอยู่เป็นนิตย์

“ท่านลุงหยาง เพราะข้าเป็นหญิง มิอาจสร้างชื่อให้เมืองเยี่ยน แต่ว่า ข้าจะพิสูจน์ตัวเองว่าข้าก็สามารถไม่ด้อยกว่าพวกบุรุษ ขอให้ท่านเป็นกรรมการ ข้าขอแข่งกับหลงชู่”

“ห๊ะ!" หนึ่งผู้อ่อนเยาว์กว่าอุทาน

“อ๋อ จะแข่งอย่างไร” 

“แข่งรักษาคน!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น