ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 21 : แข่งขันกันรักษา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 490
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    29 ส.ค. 63

 

ณ จวนเจ้าเมืองเยี่ยน

แสงแดดอ่อนๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง บนลานกว้างหน้าตึก ใจกลางจวนเจ้าเมือง ยืนไว้ด้วยหนึ่งหนุ่ม หนึ่งสาว เบื้องหน้าของพวกเขา คือ สตรีสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยเว้นระยะห่างกันเล็กน้อย ด้านหน้าของหวังหยีหมิ่น เป็นหญิงชราผอมแห้ง ท่าทางอิดโรย ไร้เรี่ยวแรง ด้านหน้าของหลงชู่เป็นหญิงวัยกลางคน มีอาการไอค่อยๆ ตลอดเวลา ส่วนด้านหลังของพวกเขา คือ โต๊ะไม้ยาวสองตัววางแยกกัน บนโต๊ะมีเตา หม้อดิน อุปกรณ์สำหรับต้มยา ถ้วยเปล่า น้าสะอาด ชามใส่สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่วางเรียงติดกัน

นักปรุงยาขั้นหนึ่ง หยางตงจั๋ว ยืนมือไพล่หลังอยู่ด้านหน้าเก้าอี้ กึ่งกลางระหว่างสองคน ส่วนข้างหลังห่างออกไป หวังชงเหมิน หลิวอี้คัง และหวังชีเอ่อ มายืนชมการแข่งขันอยู่บนสุดของขั้นบันไดด้วย

“สองท่านนี้ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่อยู่ในช่วงการรักษา พวกเขาได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) วินิจฉัยโรคให้รู้อาการ แล้วปรุงยาออกมา ยาของใครถูกต้อง ช่วยผู้ป่วยทุเลา ถือว่าชนะ”

กติกาถูกประกาศออกมา หนุ่มสาวรุ่นเยาว์หันมาสบตากัน เป็นแม่นางหวังขยับตัวก่อน เดินมาหาผู้ป่วย ทรุดนั่งยองๆ วางมือบนเข่าหญิงชรา พูดเสียงนุ่มนวล

“ท่านยาย ขอข้าดูอาการหน่อยนะ”

มือขวาจับชีพจร มือซ้ายแตะหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ ก่อนตรวจสอบสภาพร่างกายเบื้องต้น ดูหน้า ดวงตา ลิ้น ลำคอ ผิวหนัง ปากก็สอบถามถึงความรู้สึกปัจจุบัน ระหว่างนั้น หลงชู่ก็กระทำเหมือนกันกับผู้ป่วยหญิงวัยกลางคน แต่มิได้ละเอียดครอบคลุมเท่านาง เพียงครู่เดียวก็ลุกเดินมาอยู่หลังโต๊ะ เริ่มกระบวนการปรุงยา จากนั้น หวังหยีหมิ่นก็ตามมา หม้อดินตั้งไฟรออยู่แล้ว ทั้งสองเลือกสมุนไพรที่ตรงกับโรคนำมาชั่งตวงให้ได้ขนาดที่ต้องการแล้วเริ่มต้มยา

“ท่านยาย รู้สึกอย่างไรบ้างคะ”

ภายหลังมองผู้ป่วยดื่มยาหมดถ้วยแล้ว หวังหยีหมิ่นยืนถามอย่างสงบด้วยสีหน้ามั่นใจ หญิงชราผู้มีท่าทางเซื่องซึม อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แววตาสดใสเป็นประกาย ใบหน้ามีสีเลือดขึ้น ตอบทันทีว่า

“รู้สึกมีกำลังวังชา ยานี้ดีกว่าที่ทานประจำเสียอีก”

คุณหนูหวังยิ้มภูมิใจ น้องชายส่งเสียงชื่นชม “ท่านพี่เก่งจริงๆ เลย" 

“หยีหมิ่น เจ้าเอายาอะไรให้ผู้เฒ่ารับทาน” บิดาเอ่ยถามอย่างสนใจ

บุตรสาวตอบฉาดฉาน “ข้าตรวจอาการท่านยาย พบว่าหัวใจอ่อนแอ เป็นโรคเกี่ยวกับเลือดลม การไหลเวียนของน้ำในร่างกายติดขัด จึงใช้อึ่งคี้ที่มีสรรพคุณเป็นธาตุอุ่น ช่วยบำรุงหัวใจ ปรับเลือดลม เสริมภูมิต้านทานโรค บำบัดอาการอ่อนล้าได้ อึ่งคี้บำรุงร่างกายคนชรา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำในร่างกาย”

“คุณหนูหวังมิเพียงใช้สมุนไพรอึ่งคี้เป็นตัวยาหลักในปริมาณที่พอเหมาะ ยังใส่ผสมในน้ำซุปปลาหลีฮื้อน้ำแดงที่เตรียมไว้ บวกกับพุทราจีน 10 ลูก จึงช่วยบำบัดอาการอ่อนล้าได้รวดเร็วเห็นผลหลังดื่มทันที ถือว่ามีไหวพริบ และเป็นผู้ศึกษามาอย่างแตกฉานจริง” หยางตงจั๋วกล่าวประเมิน จากการเห็นกรรมวิธีการปรุงยาของนางในทุกขั้นตอน

“ขอบคุณ ท่านลุงหยาง” หญิงสาวคารวะอย่างองอาจ มั่นใจ 

“แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก…!” ทุกสายตาหันมามองอีกด้านพร้อมกัน หญิงกลางคนที่ดื่มยารักษาของหลงชู่ เกิดอาการไอและคล้ายจะหอบเหนื่อย!!

“ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” นักฆ่าหนุ่มท่าทางตกใจ

“หลงชู่ เจ้าใส่อะไรให้เขากิน" หลิวอี้คังร้องถาม

“ข้าเห็นว่าท่านป้ามีชีพจรพร่อง อาการไอเรื้อรัง มีเสมหะ ซูบผอม น่าจะเป็นเกี่ยวกับโรคปอด จึงใช้ห่วยซัว 100 กรัม บดเป็นผง ใส่เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ ต้มจนมีกลิ่นหอมก็ใส่เหล้าอีก 1 ถ้วย ข้าจำวิธีปรุงยาห่วยซัวได้แม่นยำ แน่ใจว่าชั่งตวงไม่ขาดไม่เกิน แต่ทำไมท่านป้าถึงอาการหนักขึ้น”

หลงชู่ทั้งรู้สึกผิดหวังและรู้สึกผิด เมื่อมองคนไข้ของตนอาการไอกำเริบ รีบเดินไปรินน้ำชา ยกกลับมาให้ดื่มประทังไอไปก่อน หวังหยีหมิ่นเห็นการเอาใจใส่ของเขา แสดงถึงความรับผิดชอบและพยายามแก้ไขก็รู้สึกดีขึ้นมา

“คุณชายหลง ท่านวินิจฉัยโรคถูก แต่ว่าจ่ายยาผิด เป็นเพราะไม่สอบถามคุณสมบัติของคนไข้ให้ชัดเจน”

หยางตงจั๋วเฉลยมา หลงชู่ยังมึนงง หวังหยีหมิ่นไหวพริบดี เอ่ยขึ้นทันที

“ข้าเข้าใจแล้ว ห่วยซัวห้ามบริโภคในผู้ที่เป็นวัณโรค”

“ถูกต้อง คำตอบของท่าน จึงควรเป็นซัวเซียม มิใช่ ห่วยซัว"

นักฆ่าหนุ่มผู้ผันตัวเป็นหมอถอนหายใจ คล้ายจะเสียหลักไปชั่วครู่

“คุณชายหลง ท่านจะดูแต่ว่าคนไข้นั้นมีเสมหะมิได้ ต้องลงลึกรายละเอียด ว่าเสมหะเป็นฟองหรือไม่ มีเลือดปนหรือไม่ การที่ท่านวินิจฉัยโรคเร็วกว่าคนอื่น อาจทำให้ท่านพลาดสิ่งที่สำคัญไป ข้ารู้ว่ากระบี่ของท่านเร็วมาก แต่ชีวิตคนไม่ใช่กระบี่ กระบี่ชักออกเร็วไปก็แค่คืนฝักใหม่ แต่ยารักษาหากกินผิดไปชุบชีวิตคืนใหม่ไม่ได้ หวังว่าต่อหน้าคนไข้รายต่อไป ท่านจะเป็นหมอ มิใช่จอมยุทธ์!”

 

บริเวณทุ่งซีเหลียง

ออกจากจวนเจ้าเมืองเยี่ยนแล้ว หลงชู่แยกกับเจ้าสำนัก แต่ไม่มีอารมณ์กลับบ้าน ตัวมันเตร็ดเตร่ไปเรื่อย เหมือนว่างเปล่าไร้จุดหมาย มีแต่เพียงภาพคนไข้อาการกำเริบเพราะทานยาผิดที่ฝังหัวติดตามมาราวกับหลอกหลอน

หลงชู่นั่งบนทุ่งหญ้า เด็ดดึงหญ้าเล่นอย่างเหม่อลอย ยอมรับว่าตนเองไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง

ข้ารู้ว่ากระบี่ของท่านเร็วมาก แต่ชีวิตคนไม่ใช่กระบี่ กระบี่ชักออกเร็วไปก็แค่คืนฝักใหม่ แต่ยารักษาหากกินผิดไปชุบชีวิตคืนใหม่ไม่ได้

แม้นหลิวอี้คังกับหวังชีเอ่อพยายามพูดปลอบโยน ว่าเคล็ดลับวิชาการปรุงยานั้นเป็นหลักสูตรที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ตัวมันเพิ่งเข้าศึกษาวิหารโอสถยังร่ำเรียนไม่ถึงตรงนั้น ปรุงยาผิดจึงนับเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่หลงชู่ก็ยังไม่คลายทุกข์ ด้วยสำนึกว่า น้องของเขาปรุงยาได้ถูกต้องเก่งกาจ เขากลับอ่อนหัดกว่าน้องสาวเพราะไม่ได้สนใจแต่แรกเริ่ม

“ข้าจะเป็นนักปรุงยาได้จริงหรือ" หลงชู่เกิดคำถามกับตัวเองในใจ

“เจ้าคิดแต่จะเอาชนะข้า จนเกือบทำร้ายผู้บริสุทธิ์”

เสียงกังวานแต่เย็นเยียบดังขึ้นเบื้องหลัง หลงชู่ถอนใจเฮือก

“เชิญเจ้าเยาะเย้ยข้าให้พอ!”

หวังหยีหมิ่นกลับถอดรองเท้า แล้วทรุดนั่งลงบนรองเท้าคู่นั้น กอดเข่าคุยข้างกายเขา 

“ข้ามองเจ้าแวบแรก ก็รู้ว่า เจ้าไม่เหมาะเป็นหมอ”

สายลมพัดยอดหญ้าไหว หญิงสาวเด็ดใบเล่นเช่นเดียวกับหนุ่มข้างๆ

“เจ้าไม่ต้องบอก ข้าก็รู้ตัวเองดี ข้าฆ่าคนมาทั้งชีวิต ให้เชือดหมูย่อมง่ายกว่าหั่นผัก”

หลงชู่พูดเหมือนหมดอาลัยตายอยาก แม่นางหวังเงยหน้ามองท้องฟ้าแจ่มใส กล่าวเรียบเป็นปกติ

“ข้าสนใจเรื่องวิชาแพทย์ตั้งแต่เด็ก ตอนสามขวบก็หัดอ่านตำราแพทย์ ตอนเจ็ดขวบก็ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรด้วยตัวเอง ท่านลุงหยางบอกว่า เป็นหมอไม่ควรเกี่ยงชายหญิง ไม่ใช่ว่าผู้หญิงเป็นหมอได้ดีกว่า แต่ว่าหญิงชายมีความแตกต่างกัน ผู้ชายเยือกเย็น มั่นคง ผู้หญิงละเอียดอ่อน รอบคอบ ต่างมีคุณสมบัติที่อีกฝ่ายไม่มี ข้าจึงอยาก… สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เป็นหมอผู้หญิงคนแรกในดินแดนกว่างหลง”

นางเล่าด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ไม่เย็นชา เย่อหยิ่ง เหมือนเช่นเคย หลงชู่เอียงหน้ามองอย่างสนใจ

“ทำไมถึงอยากเป็นหมอล่ะ”

แววตาหม่นซึมวูบหนึ่ง “แม่ข้าเสียชีวิตด้วยโรคระบาดเมื่อห้าปีก่อน” 

หลงชู่นิ่งไปอึดใจ

“คนที่สนใจวิชาแพทย์คือน้องสาวข้า หากวันนี้คนปรุงยาเป็นนาง แน่นอนว่าย่อมไม่แพ้”

หวังหยีหมิ่นยกนิ้วเหน็บผมที่ลมพัดมาระแก้ม มองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนลง “เจ้าท้อใจเร็วเกินไปแล้ว เจ้าสอบผ่านขั้นแรกของวิหารโอสถ แต่ยังไม่ถึงขั้นนักปรุงยา พ่ายแพ้วันนี้ ไม่ได้ทำให้เจ้าสูญเสียคุณค่าในตัวเอง”

บุรุษหนุ่มผู้ชอบทำหน้ายียวน กวนประสาทใส่ สบตานางแล้วเลิกคิ้ว

“คุณหนูหวัง…ก็มองออกว่าข้ามีคุณค่าด้วย"

แม่นางหวังกระแอมไอ อารมณ์ที่กำลังดีพลันหงุดหงิดอย่างอธิบายไม่ถูก

“ในฐานะคนเมืองเยี่ยนด้วยกัน ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำข้าขายหน้า”

พูดเสียงห้วน วางท่าถือตัวเป็นคนเดิม ก่อนลุกเดินไป หลงชู่ที่กำลังอารมณ์หม่นหมอง มองตามหลังแล้วพลันยิ้มออก

 

หมู่บ้านหยง เมืองเยี่ยน

“หม้อดินน้อย…”

หลงชู่วิ่งผ่านรั้วบ้านเข้ามา ท่าทางคึกคักกระฉับกระเฉง น้องสาวเดินออกมาจากในครัว

“พี่รอง ท่านกลับมาแล้ว”

“นั่นอะไรน่ะ” ในมือนางยกถ้วยยาอุ่นๆ มาด้วย ไป่ชิงถิงตอบเสียงเจื้อยแจ้วสดใส

“พี่รอง ระยะนี้เห็นท่านท้องผูก ไอแห้งบ่อยๆ ข้าจึงต้มซุปแป๊ะฮะกล้วยหอมมา ช่วยให้ระบบย่อยแข็งแรงค่ะ”

พี่ชายรับมาสูดกลิ่น ก่อนซดทีเดียวหมดชาม น้องสาวยิ้มปลื้มปริ่ม ได้ทำอาหารบำรุงพี่ชายที่ตนรัก

“เจ้าเก่งมาก ต่อไปนี้ พี่จะเอาอย่างเจ้า” เขาตบบ่านาง พูดมาอย่างมาดมั่น

“เอาอย่างข้า…” ไป่ชิงถิงพึมพำ ฉงน ก่อนนึกขึ้นได้ “…อ้อ พี่รอง คนในหมู่บ้านรู้ว่าข้ากลับมาแล้ว เมื่อสักครู่ น้าจูมาขอให้ข้าช่วยตรวจอาการนาง และจ่ายยาสมุนไพรให้นาง แต่ข้าเชื่อฟังคำสั่งพี่ ต่อไปจะไม่รักษาคนอีก ข้าว่าจะไปเอาป้ายหน้าบ้านออกแล้ว”

“ไม่ต้องเอาออก ต่อไปนี้ เจ้าไม่ต้องปฏิเสธ รักษาได้ก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ปล่อยไป”

“ห๊ะ! พี่รอง…” 

ไป่ชิงถิงตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินเช่นนี้ 

หลงชู่ตบบ่าสองข้างของน้องสาวหนักแน่น พูดขึงขัง

“เจ้าเป็นถึงศิษย์ของเทพโอสถ หากเจ้าเป็นหมอไม่ได้ ใครจะเป็น”

“พี่รอง…”

“พี่รองเชื่อว่าเจ้าทำได้ ผู้ป่วยหมู่บ้านหยงต้องการเจ้า พยายามให้มากขึ้น ไม่ต้องกลัว เจ้ามีพี่อยู่ข้างหลัง"

หลงชู่ยิ้มส่งกำลังใจ แววตาเชื่อมั่นส่งผ่านมาจากจิตใจ ไป่ชิงถิงตื้อตันในอก อธิบายไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกที่ดีมากเช่นไรเมื่อได้รับความไว้วางใจจากพี่ชายเป็นหนแรก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น