ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 19 : ความลับของหนานฉือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 532
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    25 ส.ค. 63

 

เช้าวันต่อมา ณ ถนนอินทรี (ถนนหลวงแห่งเมืองหยาง)

อาชาดำเหยาะย่างผ่านใจกลางตลาด หนึ่งหนุ่มร่างผอมบางนั่งขนาบเด็กสาวร่างเล็ก มือกระตุกสายบังเหียนเบาๆ ไม่เร่งรีบ ด้วยผู้คนสัญจรพลุกพล่าน ชาวบ้านจับจ่ายซื้อของ เช้าวันนี้ อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง

“พี่รอง ข้าเป็นห่วงผู้อาวุโส”

ไป่ชิงถิงเงยหน้าบอกพี่ชาย ได้ยินเสียงถอนหายใจ 

“ต่างคนต่างมีเส้นทางเดินของตัวเองน่า เขาไม่ใช่ญาติของเรา มิอาจอยู่กับเราชั่วชีวิต"

“คุณชายซุนผู้นั้น เอาตำราไร้ชื่อของเราไปไม่พอ ยังเก็บตัวอาวุโสไว้ พี่ว่า…เขาคิดจะทำอะไร”

น้องสาวถามต่อ ตอนพี่ชายพานางออกจากเรือนเมฆน้อย นางแทบทำใจแยกจากผู้เฒ่าลึกลับมิได้ ด้วยเกิดความสนิทผูกพัน แต่เพราะซุนฟู่หรงรับปากกับนางว่าจะไม่ทำร้ายผู้อาวุโส ยินดีจะเลี้ยงดู ไป่ชิงถิงจึงตัดใจจากมา

“หากข้าเดาไม่ผิด ผู้เฒ่าพิการคนนั้น คือ เทพโอสถ หนานฉือ แห่งป่ากระเรียน!”

เสียงเรียบเนือยของพี่ชาย แต่ทำนางสะดุ้งตกใจ หันขวับมาจ้องหน้า

“ท่านว่ากระไร!… เทพโอสถ หนานฉือ… มิใช่ว่าหายสาบสูญไปหลายเดือนแล้ว”

หลงชู่สีหน้าครุ่นคิดขณะกล่าว “ใช่แล้ว แต่เดิมข้าก็สงสัย คนผู้นี้รอบรู้วิชาแพทย์ ทั้งตำราแพทย์ลึกซึ้งกว่าหนังสือทั่วไป ข้าเคยจับชีพจรของเขา ลักษณะแปลกพิสดาร มิอาจสรุปอาการ เป็นไปได้ว่า ตอนที่ฮั่วเทียนไปขอความช่วยเหลือจากเขานั้น ตัวเขามิเพียงติดโรคลมดำ ซ้ำยังได้รับพิษอีกด้วย”

ไป่ชิงถิงสีหน้าตื่นตระหนก “พี่รอง เป็นเรื่องจริงหรือ”

“ข้าเพียงแค่สันนิษฐาน”

“ผู้เป็นโรคลมดำล้วนต้องตาย หากเทพโอสถรอดมาได้ แปลว่ามีหนทางรักษา ใยถึงปิดบังชื่อแซ่ ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ”

“ความจริงเป็นเช่นไร ซุนฟู่หรงคงสอบถามได้ความแน่"

พี่ชายกล่าวเพียงแค่นั้น ม้าดำก็ออกจากประตูเมืองมาแล้ว เขาเร่งสายบังเหียนเพิ่มความเร็วขึ้นจนฝุ่นดินฟุ้งตลบ ควบลงใต้ บ่ายหน้ากลับเมืองเยี่ยน ทิ้งเมืองหยางเอาไว้เบื้องหลัง…

 

เรือนเมฆน้อย เมืองหยาง

ในศาลา กลางสวนอุทยาน ซุนฟู่หรงยืนสงบ พลิกตำราอ่านทีละหน้า สายตาซึมซับอักษรทีละตัวอย่างละเอียดบรรจง แววตาเจิดจรัสเปล่งประกาย คล้ายสนอกสนใจอย่างยิ่ง

“คุณชาย ใยท่านต้องทำดีกับหลงชู่ คนผู้นี้หัวแข็ง ไม่ยอมสยบต่อท่าน”

เสียงลอยมาจากด้านข้าง ซุนฟู่หรงกล่าวเนือยๆ โดยไม่หันมา 

“คุนเซียว ข้าเคยบอกไว้ว่าอย่างไร เรื่องหลงชู่…อย่าได้พูดถึงอีก"

“ขอรับ” คนสนิทก้มหน้ารับคำ

…อ่านเงียบๆ ต่อไปอีกสักพัก เจ้านายเงยหน้า เอ่ยถามมา “เขาพูดอะไรบ้างไหม”

"ไม่เลยสักคำเดียว"

ซุนฟู่หรงปิดตำรา ใบหน้าเคร่งขรึม “ข้าคงต้องไปด้วยตัวเอง”

 

จวนเจ้าเมือง เมืองหยาง

แม่ทัพใหญ่ เฉินป้าย เดินองอาจเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า น้อมกายประสานมือ

“ท่านเจ้าเมือง เรียกข้ามามีกิจอันใด”

เหอซ่านหยวนเงยหน้าจากบนโต๊ะ เอ่ยเรียบๆ ว่า

“ในหมู่ชนกลุ่มน้อยที่หนีจากค่ายทองดำ มีคนรอดชีวิต!”

เฉินป้ายอึ้งไปวูบ ใบหน้าเคลือบแคลงสงสัย เจ้าเมืองหยางขยายความ

“มันลอยมากับแม่น้ำ ชาวเมืองอี๋พบเห็นเข้าจึงช่วยเหลือ พาไปพักรักษาตัวอยู่หมู่บ้านชาวประมง สายของข้าเพิ่งรายงานข่าว ตอนนี้มีชาวบ้านที่นั่นติดเชื้อลมดำแล้วสามคน โจวผิงเริ่มทำการกักอาณาเขตแล้ว” 

“ข้าน้อยทำงานสะเพร่า ขอท่านเจ้าเมืองลงโทษ” 

แม่ทัพใหญ่รีบคารวะรับผิด เหอซ่านหยวนกลับไม่คล้ายมีโทสะ เอ่ยอย่างใช้ความคิด

“ผู้ติดเชื้อหลุดมาจากค่ายทองดำ มองจากมุมไหนล้วนแล้วแต่ต้องโทษเมืองเหอ โจวผิงเป็นคนขี้ขลาดตาขาว ข้าเกรงแต่ว่า จัดการไม่ดี เป็นบ่อเกิดแพร่กระจายของโรคระบาด”

“ท่านเจ้าเมืองจะให้ข้าลอบเข้าไป…”

เจ้าเมืองหยางยกมือเป็นเชิงขัด พับจดหมายบนโต๊ะยื่นส่งให้ เฉินป้ายรับมาเปิดอ่าน 

“นี่ช่างประหลาดแท้!” ก่อนโพล่งอย่างฉงนงุนงง 

เหอซ่านหยวนลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะออกมา

“น่าจะเป็นความคิดโจวหย่วน นักปรุงยาคนนี้ความสามารถไม่ธรรมดา แต่ช่วยให้ข้านึกอะไรออก…”  

ก่อนกระซิบสั่งการข้างหูแม่ทัพเฉิน เฉินป้ายแสยะยิ้ม “ข้าน้อยทราบแล้ว” แล้วเดินออกจากห้องไป 

 

เรือนเมฆน้อย เมืองหยาง

ซุนฟู่หรงก้าวเข้ามาในห้องรับรอง แขกทรงเกียรติของเรือนเมฆน้อยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนั่ง อาภรณ์ถูกผลัดเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ที่ขาวสะอาด ห่อหุ้มร่างผอมบางจนเหลือแต่กระดูก ผู้เฒ่าเร้นลับหลับตา ไม่ไหวติง สองร่างก้าวเข้ามา คุนเซียวหยุดยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง บุรุษหนุ่มผู้เป็นนาย มานั่งลงบนเก้าอี้เบื้องหน้าชายชรา พินิจแล้วกล่าว

"หกเดือนก่อน เกิดโรคระบาดที่หมู่บ้านอี้ใต้เขาอู่ซาน ไม่มีใครทราบ จุดกำเนิดโรคลมดำมาจากไหน แต่อานุภาพร้ายกาจ ทำลายล้างเมืองเหอในช่วงเวลาอันสั้น ก่อนข้าจากมา ท่านอาฮั่วเทียนได้รับเชื้อแล้ว เขาแยกจากข้าที่นอกเมือง ควบม้าไปทางทิศเหนือ จุดหมายคือกระท่อมไผ่เขียวแห่งป่ากระเรียน คำพูดสุดท้ายข้ายังจำขึ้นใจ ใต้หล้ากว้างใหญ่ มีเพียงเทพโอสถ… ภายหลังจากมา ไร้ซึ่งข่าวคราว ต่างหายสาบสูญ มิเพียงฮั่วเทียน หนานฉือก็ด้วย ต่างคนต่างคิดไปต่างๆ นาๆ มีเพียงตัวข้า เชื่อมั่นตลอดมา เทพโอสถผู้ปราดเปรื่อง ไม่พลาดท่าง่ายดายเช่นนี้ พอได้อ่านตำราเล่มนี้ ข้าถึงรู้ว่าตนเองโง่งม หมออันดับหนึ่งแห่งกว่างหลงอยู่ข้างกายข้ามาเนิ่นนาน กลับหารู้สึกตัวไม่"

เทพโอสถ หนานฉือ ลืมตาขึ้นช้าๆ เหม่อลอยไร้ประกาย เสียงแผ่วเบาลอดริมฝีปาก 

“หมออันดับหนึ่ง… ตายไปเมื่อหกเดือนก่อนแล้ว ที่อยู่ต่อหน้าเจ้านี้ คือ ฟืนผุที่ใช้การไม่ได้”

คุณชายตกยากดวงตาทอประกายวาววูบ ลุกจากเก้าอี้ในบัดดล สะบัดชายผ้าคุกเข่า ประสานมือ กล่าวฉาดฉาน

“ฟู่หรงคารวะ อาจารย์หนานฉือ… ตามหาท่านทั่วแผ่นดิน ในที่สุดสวรรค์เปิดทาง โปรดรับการคำนับด้วย"

น้อมกายกราบกรานหน้าผากจรดพื้น คุนเซียวมองเห็นเจ้านายบรรลุจุดประสงค์ที่มาแล้ว จึงล่าถอยออกจากห้องไปช้าๆ

เทพโอสถหลับตาลงอีกครั้ง ทอดถอนใจยาว ฉับพลันนั้น ภาพในอดีตได้ย้อนกลับมา…

ยามนั้น เป็นเช้าตรู่ที่เงียบสงบ ต้นไผ่เขียวโอบล้อมป่ากระเรียน ธรรมชาติสวยงามร่มรื่น หนานฉือเปิดประตูบ้านอันสร้างเป็นกระท่อมหลังน้อยติดกับน้ำตก มือถือไม้เท้า หลังหาบตระกร้า หมายขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเหมือนเช่นปกติของทุกวัน สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ มีร่างยาวปริศนานอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่ปากประตูรั้ว หนานฉือเดินมาทรุดยอง ยื่นมือมาแตะข้อมือเป็นอันดับแรก 

“ชีพจรคนผู้นี้ประหลาดแท้! มิเคยพบเห็นมาก่อน หรือว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่?”

บนเตียงนอน ภายในกระท่อมไผ่เขียว บุรุษนิรนามนอนหงายเหยียดยาว ลมหายใจรวยริน ใบหน้าออกเขียว ผิวหนังออกม่วง ท่อนบนมีไอร้อน ท่อนล่างมีไอเย็น บนเนื้อตัวปรากฎรอยจ้ำช้ำสลับกับตุ่มนูนแดง หนานฉือกำลังตรวจสภาพร่างกายเบื้องต้นอย่างใส่ใจ ด้วยเห็นชัดว่า อีกฝ่ายเป็นผู้ป่วยอาการหนัก ทว่า ยังไม่ทันได้เจอร่องรอยที่เป็นเบาะแส

ตุ่มนูนแดงพลันปริแตกออกพร้อมกัน น้ำเหลืองและโลหิตทะลักออก สาดกระเซ็นมาเปรอะเปื้อน กลิ่นเหม็นผสมกลิ่นคาว พร้อมกับร่างของฮั่วเทียนกระตุกสั่นอย่างรุนแรง โลหิตไหลออกจากทางดวงตาและปาก เบิกตาถลน อ้าปากคล้ายจะเปล่งวาจาแต่ก็ไร้เสียง เทพโอสถแห่งแดนกว่างหลงลุกขึ้นยืนตะลึง ด้วยมิเคยพบเห็นอาการป่วยเช่นนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ หนานฉือวิ่งไปนำกล่องฝังเข็มกลับมา ฮั่วเทียนก็เลือดออกเจ็ดทวาร สิ้นชีพไปแล้ว!

หายจากตื่นตะลึงก็ตั้งสติได้ หนานฉือวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน หอบเอากระสอบป่านมาปิดคลุมตัวศพไว้ ก่อนเร่งรุดไปอาบน้ำ ชำระคราบเลือดที่แปดเปื้อนเนื้อตัวจนคิดว่าสะอาดแล้ว กลับมาอีกครั้งพร้อมกับถุงมือ ผ้าคลุมหน้า และถุงผ้าที่ดัดแปลงเป็นชุดกันเปื้อน ชายชราผู้ปลีกวิเวกอยู่กระท่อมไผ่เขียวเพียงลำพัง ลากศพอันมีกระสอบปิดทับไว้ออกจากห้องตรวจไปทางหลังบ้าน ก่อนนำร่างนั้นโยนลงในบ่อน้ำยาแช่ศพ หนึ่งเพื่อรักษาสภาพศพผู้ตาย สองเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรค ที่ผุดขึ้นมาในความคิดของหนานฉือเวลานั้น ทั้งอันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง 

…โรคระบาด!…

“ท่านติดเชื้อ เพราะโลหิตนั้น?”

ซุนฟู่หรงโพล่งถามขึ้นมา ตัวมันนั่งอยู่บนเก้าอี้ รับฟังเรื่องราวด้วยความระทึกใจ

เทพโอสถระบายลมหายใจคล้ายว่าเหน็ดเหนื่อยยิ่ง

“มันไม่ใช่โรคระบาดอย่างที่เคยเกิดขึ้น ตอนนั้น ข้ายังไม่รู้ตัว…”

…หลังจากหนานฉือทำความสะอาดห้องตรวจแล้ว ได้มาพลิกดูตำราแพทย์เพื่อศึกษาหาข้อมูล แต่ก็ไม่พบว่ามีโรคใดอาการใกล้เคียงกับผู้ป่วยคนนี้ ณ เวลานั้น เหลือหนทางเดียว คือ การนำร่างมาผ่าชันสูตร เพื่อหาต้นตอของสาเหตุ ทว่า คนแก่คนเดียว ให้รักษาศพในบ่อน้ำยาก็พอทำได้ แต่ให้ลากศพกลับออกมาอีกครั้งก็เกินเรี่ยวแรงจะทำไหว ลังเลอยู่นาน ด้วยจิตวิญญาณแพทย์ที่อยากรู้ความจริงปลุกเร้า หนานฉือตัดสินใจออกจากบ้าน เดินทางด้วยเท้าไปพบใครคนหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือ…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น