ยอดยุทธ์นักปรุงยา

ตอนที่ 18 : ข้อเสนอของซุนฟู่หรง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 558
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    23 ส.ค. 63

 

หน้าตึกวิหารโอสถ

บนกำแพงเช้านี้ ติดประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน กลายเป็นศิษย์ขั้นที่สามของวิหารโอสถ ผู้เข้าสอบต่างมาชุมนุมรุมล้อมดูว่ามีรายชื่อของตนติดอยู่ในทำเนียบหรือไม่ หลงชู่ยืนกอดอกมองดูอยู่ห่างออกมา ปล่อยให้หวังชีเอ่อ สหายร่วมเมืองไปเบียดเสียดผู้คน “สอบผ่าน! สอบผ่าน! สอบผ่าน!” ก่อนจะวิ่งเริงร่ากลับมา โผเข้ากอดหลงชู่ กระโดดหัวร่อ

“ล้วนสอบผ่าน ล้วนสอบผ่าน… หลงชู่ ข้ากับเจ้าเป็นศิษย์วิหารโอสถแล้ว”

ศิษย์เอกสำนักลมทะเลยืนนิ่ง สมองอื้ออล มิอาจบรรยายความรู้สึกถูก ดีใจ เสียใจ ภูมิใจ ผิดหวัง ประดังขึ้นมาพร้อมกัน ราวกับกำลังเผชิญเรื่องอลเวง สับสน เรื่องหนึ่ง คุณชายหวังสังเกตสีหน้าสหายประหลาดพิกล พลางงุนงง

“เฮ้ เจ้าสอบผ่านแล้ว ได้ยินหรือไม่ เหตุใดทำหน้าเหมือนถ่ายไม่ออก”

คุณชายหลงทอดถอนใจ ยังคงกอดอกนิ่งสงบในอิริยาบถเดิม 

“เจ้าตะคอกหูข้าแทบแตก ย่อมได้ยินว่าสอบผ่าน แต่จะไม่ขยายหน่อยหรือว่า เจ้ากับข้าสังกัดหอไหน”

หวังชีเอ่อหัวร่อร่า กอดคอสหายหลง ยืดอกภาคภูมิ

“เจ้ากับข้ามาด้วยกัน ก็ต้องอยู่ด้วยกัน… พวกเราตัวแทนเมืองเยี่ยน ล้วนสังกัดหอสดับชีพทั้งคู่!”

ได้ยินดังนั้น หลงชู่ก้มหน้าครุ่นคิดในฉับพลัน “โชคดีจริงๆ งั้นรีบลงมือ รีบกลับบ้าน จะดีกว่า”

“ไปเถอะ วันนี้พวกเราฉลองกันให้สุดเหวี่ยง ข้าเลี้ยงเอง”

สหายหวังพยักพเยิด กอดคอสหายหลงพาออกเดิน ไปได้ไกลเพียงห้าก้าว หลงชู่ก็ผละออก บอกว่า

“เจ้าไปรอก่อน สุราอาหารเตรียมไว้ ข้าไปทำธุระ เสร็จแล้วจะตามไป” 

โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งคำถาม หลงชู่สะกิดเท้าลอยล่องแหวกอากาศไปด้วยวิชาตัวเบาสูงส่ง ทิ้งให้หวังชีเอ่อยืนอ้าปากค้าง เหม่อมองตามไป… 

 

อารามอู่ถัง

หลงชู่เร่งเหาะเหินมาด้วยใจรุ่มร้อน ปรารถนาพบหน้าน้องสาวเพื่อพาออกไปพักยังที่ปลอดภัย ก่อนจะจากไปทำงานที่รับมาให้บรรลุเป้าหมาย ทว่า เมื่อโฉบลงมาถึงพื้นดินที่หน้าห้องครัว รอบๆ บริเวณพบเจอแต่ความว่างเปล่า เงียบสงัด ไม่มีโต๊ะไม้ยาววางถ้วยสมุนไพรเหมือนเช่นเคย ไม่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ ดุจไม่เคยมีคนอยู่ที่นั่นมาก่อน

ใจประหวั่นสังหรณ์ เด็กหนุ่มวิ่งเข้าไปในถ้ำลับ โถงหินกว้างใหญ่ไหนเลยมีเงาของเด็กหญิงและอาวุโสเฒ่า?

“ซุนฟู่หรง!” กำหมัดพึมพำ โทสะพลุ่งพล่าน ประดังคับแค้น รู้แน่ชัดว่า ฝ่ายตรงข้ามฉกชิงตัวพวกเขาไปก่อนล่วงหน้าแล้ว หวนนึกขึ้นได้ เช้านี้ไม่เห็นร่างทายาทเมืองเหอที่วิหารโอสถ ใจพลันหวาดวิตกร้อนรุ่ม เกรงน้องสาวที่หวงแหนได้รับภัยอันตราย จึงรีบเกร็งกำลังภายใน กระโดดคราเดียว ลอยข้ามพุ่มไม้กำแพงสูง บ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออก ที่ตั้งของหมู่ตึกอำพัน

 

เรือนเมฆน้อย

แสงแดดอ่อนๆ ทะลุลอดกิ่งไม้ ลำแสงสาดส่องกึ่งกลางศาลาภายในอุทยานที่รายล้อมด้วยพฤกษา ซุนฟู่หรงนั่งสงบอยู่หลังเครื่องพิณ ปลายนิ้วพริ้วไหวบนสายดนตรี หลับตาเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำคล้ายกำลังสุขสบายใจยิ่ง

แม้นได้ชื่อจารึกในทำเนียบว่าเป็นผู้เข้าสอบวิหารโอสถที่ทำคะแนนสอบรวมได้สูงสุด (ในปีนี้ วิหารโอสถมีความพิเศษอย่างยิ่ง เหนือกว่าการสอบปีใดๆ ที่ผ่านมา ด้วยผู้ทำข้อสอบได้คะแนนสูงสุดในด่านแรกปรากฎว่ามีถึงสองคนด้วยกัน แถมคะแนนเท่ากันอย่างน่าพิศวง หนึ่งคือ คุณชายแห่งเมืองเหอ สองคือ จอมยุทธ์แห่งเมืองเยี่ยน) ทว่า ซุนฟู่หรงก็มิใช่บัณฑิตบอบบาง หูตาชั้นมุสิก เสียงลมปราณชำแรกฝ่าอากาศบ่งบอกถึงการมาเยือนของผู้มีฝีมือ พำนักอยู่เมืองหยางหลายเดือนนี้ ตัวมันมิได้คบค้าชาวยุทธจักร ผู้มาย่อมนับว่าคาดเดาง่ายกว่าข้อสอบ

เคร้ง…! เสียงอาวุธประสาน เมื่อคุนเซียวยื่นดาบสกัดขัดขวางปลายกระบี่ที่เสือกแทง พุ่งมาหาเจ้านายตน

“หลงชู่ อย่าริกำแหง!”

“ปล่อยเขาเข้ามา”

ชายหนุ่มผู้ไปทวงถามคนที่หมู่ตึกอำพันแต่ไม่พบ ใจยิ่งทวีความเดือดดาล ได้ยินดังนั้น ยั้งมือไว้ทันไม่ฆ่าคุนเซียว วิ่งพรวดขึ้นบันไดมา กำอาวุธในมือแน่น ตวัดกระบี่จี้ข้างลำคอฝ่ายตรงข้าม ซุนฟู่หรงนั่งนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน

“พี่รอง…!”

เสียงร้องเจื้อยแจ้ว ดังขึ้นก่อนหลงชู่ทันอ้าปากตวาด ตัวมันหันไปมอง เบิกตาโตอย่างคาดไม่ถึง เด็กสาวร่างเล็กวิ่งโผล่พ้นมุมระเบียงออกมา ใบหน้ายิ้มแย้มสดใส ท่าทางอิสระเสรียิ่ง โถมเข้ากอดเอว หัวร่ออย่างเริงร่า

“หม้อดินน้อย… เจ้า… เจ้าไม่เป็นไร…”

“ข้ามิเป็นไร คุณชายซุนพาข้ากับอาวุโสมาพักที่นี่ บอกว่ามิช้าท่านจะมารับ ทั้งยังบอกอีกว่า ท่านสอบผ่านแล้ว พี่รอง ท่านเข้าเป็นศิษย์วิหารโอสถแล้วจริงหรือไม่ ดียิ่งนัก ข้าเชื่ออยู่เสมอว่าท่านต้องทำได้ พี่รองของข้าเก่งที่สุด”

เหตุการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ หลงชู่มือหนึ่งโอบน้องสาว มือหนึ่งลดกระบี่ลง อ้ำอึ้งพูดไม่ออก ใบหน้างุนงงสงสัย กึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ซุนฟู่หรงวางมือบนสายพิณ กล่าวเรียบๆ มาว่า

“คุนเซียว เตรียมสุราอาหาร ข้าจะสนทนากับสหายตามลำพัง"

 

ภายในห้องหับมิดชิด สองบุรุษนั่งประจันหน้ากันบนพื้น

มีโต๊ะตัวเล็กกั้นกาง สุราอาหารเพียบพร้อม ซุนฟู่หรงรินสุราชั้นดีลงจอกแก่สหายร่วมสอบและของตนเอง ก่อนยกขึ้นเบื้องหน้า

“วีรบุรุษเมืองเยี่ยน ผู้แซ่ซุนขอคารวะหนึ่งจอก”

ก่อนกระดกลงคอไป

“วีรบุรุษ?” หลงชู่กระตุกคิ้ว พึมพำ 

ซุนฟู่หรงวางจอก ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในระหว่างการสอบ เจ้ากับข้าทำคะแนนสม่ำเสมอไล่เลี่ยกันมาตลอด ด่านสมุนไพรข้าคะแนนสูงกว่าเล็กน้อย ด่านชีพจรเจ้าคะแนนสูงกว่าเล็กน้อย บวกลบกันแล้ว ผลคะแนนเท่ากันหมด ข้ามีเงาของเจ้า ส่วนเจ้ามีเงาของข้า ปรากฎการณ์นี้ไม่เคยเกิด ผู้คนล้วนร่ำลือ หลงชู่ทัดเทียมซุนฟู่หรง หากข้าไม่ถือเจ้าเป็นสหาย ไม่นับเป็นเรื่องน่าเสียดายหรือ… เจ้าเป็นชาวยุทธ์ สังกัดยุทธภพ กลับมีภูมิปัญญาด้านวิชาแพทย์ ความรู้สูงส่ง หาได้ยากยิ่ง สร้างชื่อเสียงแก่บ้านเกิด ย่อมถูกยกเป็นวีรบุรุษ เมื่อกลับถึงเมืองเยี่ยน หวังชงเหมินยังต้องจัดงานเลี้ยงเชิดชูตัวเจ้า ข้าแสดงความยินดีล่วงหน้า"

เจ้าบ้านดื่มคารวะสองจอกแล้ว ฝ่ายอาคันตุกะยังไม่ยกจอกสุรา แขนเท้าโต๊ะ หน้าเบื่อหน่าย 

“ข้าไม่สนเป็นวีรบุรุษ สนแต่เพียงค่าจ้าง เข้าวิหารโอสถก็คืองาน เจ้าไม่ต้องพร่ำพูดสวยหรู ข้าจะพาน้องสาวกับอาวุโสไป นับจากนี้ข้ากับเจ้าต่างคนต่างเดิน พบหน้าไม่ต้องทัก สุราไม่ต้องเลี้ยง ข้าหลงชู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวตลอดมา ไม่คบค้าสหาย”

“เจ้ากับหวังชีเอ่อ หรือไม่เรียกสหาย?”

“เขาไม่เหมือนกัน… อย่างน้อย ก็ไม่เหมือนกับเจ้า”

หลงชู่ท่าทางอึดอัด สีหน้ากลัดกลุ้มบางอย่าง กิริยาท่าทางบ่งบอกว่ามีความในใจ เผลอกระดกสุราไม่รู้ตัว พอได้ลิ้มชิมรสสุราร้อนแรงถูกคอ พลันยกดื่มแล้วดื่มอีก ซุนฟู่หรงมิได้ขัดจังหวะ นิ่งมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเงียบๆ

“หลงชู่ เจ้ากับข้าเป็นคนประเภทเดียวกัน”

“เฮอะ เจ้าไม่ใช่ เจ้าหวังอาศัยวิหารโอสถไต่สะพานไปสู่ชื่อเสียง อำนาจ เจ้าอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองหยาง เพื่อหาโอกาสกอบกู้เมืองเหอ เจ้ามีแนวคิดการเมือง แต่ข้าไม่สนใจเรื่องนั้น”

“เจ้าเป็นนักฆ่าเมืองเยี่ยน ทำงานก็เพื่อผลประโยชน์ เจ้าต่างกับข้าตรงไหน ข้าฆ่าคนเพื่ออุดมการณ์ เจ้าฆ่าคนเพื่อเงิน เจ้าสูงส่งกว่าข้าอย่างไร เราต่างเป็นหมอก็เพราะเหตุผลบังคับ มิใช่ทำเพราะจิตวิญญาณ หรือที่ข้าพูดผิดไป”

คำพูดของซุนฟู่หรงจี้แทงใจอ่อนไหว จุกในอกคอแห้งผาก หลงชู่ยอมรับนอนคิดมาตลอดคืน สับสนกับความรู้สึกตนเอง มาเมืองหยางเพื่อภารกิจสังหาร เข้าวิหารโอสถเพราะแผนปลิดชีพ เวลายิ่งผ่านยิ่งลังเล คล้ายมีใจปฏิเสธคิดมาก กึ่งค้านกึ่งแย้งอยู่ภายใน หลงชู่เกิดสงสัย ที่แท้แล้วการสอบเปลี่ยนแปลงเขาไปทำจนกลายเป็นคนเช่นไรแน่

“หลงชู่ ข้ามิได้มองเจ้าเป็นมือเท้า ด้วยความสามารถสูงส่งของเจ้า ข้ายอมรับนับถือเป็นสหาย เราอยู่วิหารโอสถด้วยกัน ข้าไม่บีบบังคับเจ้าทำเพื่อข้า ขอแค่เราไม่เป็นศัตรู ไม่ขัดขวางซึ่งกันและกัน ข้ากับเจ้าก็ยังดำรงอยู่ร่วมกันได้ เจ้ายอมรับข้อตกลงนี้แล้ว นำตัวไป่ชิงถิงไปได้เลย”

เด็กหนุ่มเหนือความคาดหมายยิ่ง ไม่นึกฝันเหตุการณ์กลับออกมาง่ายดาย

“เรื่องฆ่าเฉินป้ายล่ะ”

“ข้ามิใช่เพิ่งบอกว่า ไม่บังคับเจ้าทำอะไรอีก จงลืมเรื่องนี้ไปซะ”

หลงชู่ฉุกคิดวูบหนึ่ง ไม่ต่อความให้ปวดหัว แม้นรู้สึกเรื่องไม่ควรง่ายดายเฉกเช่นนี้ ลุกขึ้นยืนทันที พูดเสียงห้าว

“เจ้าไม่ใช่สหาย แต่ก็ไม่ใช่ศัตรู ในวิหารโอสถนี้ มีคนน่าชิงชังกว่าเจ้ามาก ธุระของข้าเยอะแล้ว คงไม่มายุ่งเรื่องของคนอื่น ข้าอยู่เฉยๆ นั้นได้ แต่ถ้ามีใครมาตอแยน้องสาวข้า ข้าจะยุ่งกับมันให้ถึงที่สุด ลาก่อน คนแซ่ซุน”

ซุนฟู่หรงมองอาคันตุกะพูดเย็นชาปนทระนง ก่อนเดินองอาจออกนอกประตูไป ปากมิได้กล่าววาจา ร่างมิได้ขยับ ในสายตาทอประกายลึกลับ คลี่ยิ้มมุมปากดั่งว่าพอใจ

“หลงชู่… สักวันเจ้าต้องเป็นพวกเดียวกับข้าอย่างแน่นอน!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น