[Yaoi] ModifyLove แก้สมการค้นหารัก [End]

ตอนที่ 40 : ModifyLove39 : Stalker [Sein Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 เม.ย. 60

ModifyLove
39
Stalker
[Sein Part]

หลายเดือนต่อมา

“ซิน เลี้ยงลูกตัวเองบ้างสิ มัวแต่อ่านหนังสืออยู่นั่นแหละ”

“พี่ ผมใกล้จะสอบแล้ว ไม่ให้ผมอ่านหนังสือได้ไง เลี้ยงหลานแป๊บเดียวคงไม่เป็นไรหรอกอย่าบ่นเป็นป้าไปหน่อยเลย” ผมตะโกนกลับไปบ้างเมื่อพี่สาวตัวเองตะโกนว่าผมอยู่หน้าประตูห้องผม

“ไม่บ่นก็เป็นป้าอยู่แล้วไม่ใช่รึไง เกิดทีหลังฉันแท้ๆมีลูกก่อนได้ยังไงกัน” สิ้นสุดคำพูดพี่ราเชลก็เดินออกไปให้ผมได้ยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหัวเบาๆ พี่ก็มักจะบ่นผมแบบนี้เสมอแหละ บ่นทุกเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นพี่เขาก็ทำให้ผมทุกอย่าง ขอแค่ให้ตัวเองได้บ่นนิดบ่นหน่อยเท่านั้น

ผมละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ไปมองที่ปฏิทิน อีกไม่กี่อาทิตย์ผมก็จะได้สอบไฟนอล หลังจากนั้นก็จะเรียนจบปริญญาตรีแล้วผมจะพามิเกลกลับไปที่ไทยไปอยู่ด้วยกันสามคนกับพี่พาย

จะว่าไป...พูดถึงพี่พายแล้วก็ทำให้ผมเครียดอยู่นะ

เมื่อช่วงที่พี่เขาเปิดเทอมสองแรกๆแล้วบอกว่าสอนพิเศษให้กับภาคินญาติผมอ่ะ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้าญาติที่ว่าเลยก็ตาม ผมว่าหลังๆมานี้มันเริ่มแปลกๆ ผมไม่คิดว่าพี่เขาจะนอกใจผมหรอกแต่มันก็อดคิดไม่ได้เมื่อผมได้เห็นอะไรบางอย่าง

มีวันหนึ่งผมคอลวีดีโอไปหาพี่พาย รออยู่นานเลยล่ะกว่าจะรับสาย แต่คนที่รับสายน่ะไม่ใช่พี่พายแต่น่าจะเป็นภาคิน เพราะเท่าที่จำได้พี่พายเคยบอกว่าภาคินสัก แล้ววันนั้นผมเห็นรอยสักที่ต้นคอพอดี เห็นแค่ครึ่งหน้าล่างอีกครึ่งบนผมไม่เห็น ผมก็นั่งมองพลางขมวดคิ้วแน่นไปด้วยก่อนที่คนทางนู้นจะขยับเข้ามาใกล้ๆกล้องแล้วเหยียดยิ้มให้ผมหลังจากนั้นค่อยตัดสายไป

มันยังไม่จบเท่านั้นหรอกครับ มันยังมีอีก คราวนี้ไม่ใช่วีดีโอคอลแต่เป็นในไลน์ มีไลน์แปลกๆส่งรูปพี่พายมาให้น่ะสิ เป็นรูปปัจจุบันในแต่ละวันที่พี่เขาใช้ชีวิตอยู่ไม่ว่าจะสอน จะกิน จะเดินไปไหนมาไหนในโรงเรียน ทำตัวอย่างกับพวกสตอล์กเกอร์จนผมรู้จักเป็นห่วงพี่พายขึ้นมา ไม่รู้ว่าพี่เขาจะรู้ตัวบ้างรึเปล่าว่ามีคนคอยติดตามพี่เขาอยู่

เพราะงั้นผมเลยขอครูอนุชาให้ช่วยดูแลพี่พายหน่อยในช่วงหลังๆมานี้ ครูอนุชารู้ว่าผมเรียนแค่สามปี มีแต่พี่พายคนเดียวนั่นแหละที่คิดว่าผมเรียนสี่ปี แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้พี่พายรู้นะผมอยากจะปิดบังไว้ก่อนเพราะผมว่าถ้าผมกลับไปผมต้องเซอร์ไพรส์อะไรให้พี่เขาสักหน่อย

“ใกล้ที่จะได้เจอกันแล้วนะพี่” ผมพึมพำออกไปเบาๆพลางมองรูปพี่พายที่ปรากฏอยู่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค

“พ่อ! ไปเดินเล่นกัน!” มิเกลเปิดประตูห้องผมแล้ววิ่งเข้ามาหาผมพลางพูดออกมาเป็นภาษาไทย มิเกลเขาพูดไทยเก่งขึ้นเป็นกองเลยครับถ้าเทียบจากตอนแรกๆ จนตอนนี้เวลาอยู่ด้วยกันก็แทบจะคุยภาษาไทยใส่กันตลอดเวลาแล้ว

“ไม่ได้ พ่อต้องอ่านหนังสือสอบ” ผมค่อยๆดึงมือของคนตัวเล็กที่กำลังเขย่าไหล่ผมอยู่ออกช้าๆ

“ไปเดินเล่นกับลูกหน่อยเถอะ อ่านแต่หนังสือไม่ยอมผ่อนคลายเดี๋ยวก็ปวดหัวเอาหรอก เดี๋ยวฉันไปด้วยก็ได้ จะได้ช่วยดูแลหลานอีกแรง”

“เอางั้นก็ได้” ผมเงียบไปสักพักก่อนจะพูดออกไป มิเกลกระโดดโลดเต้นดีใจใหญ่เมื่อผมตอบตกลง มิเกลรีบเร่งผมให้ปิดโน๊ตบุ๊คทันทีที่ผมรับปากไปแล้ว ผมก็ต้องทำตามที่ลูกว่าสิครับ ไม่ค่อยอยากจะขัดเขาหรอก

“ไปเดินเล่นที่ไหนดี” พี่ราเชลว่าออกมาระหว่างที่เราทั้งสามคนกำลังเดินลงบันไดมา

“เอ้า ที่ชวนกันนี่ยังหาที่ไปไม่ได้เหรอ” ผมถามขึ้น

“ก็ใช่น่ะสิ มิเกลบอกว่าอยากออกไปเดินเล่น ฉันก็เลยบอกให้ไปตามนายมาเดินเล่นด้วย ยังไม่ได้คิดกันเลยว่าจะไปเล่นที่ไหนน่ะ เนอะมิเกล” ว่าจบคนเป็นป้าก็หันไปพูดกับมิเกล เจ้าตัวเล็กก็พยักหน้าหงึกเออออตามป้าตัวเองไปด้วย โดยที่ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นไปจะเป็นการช่วยกันรุมผม แต่อย่างว่า เด็กก็คือเด็ก

“ไปสวนสาธารณะกัน ไม่ได้ไปกันมาตั้งนานแล้ว” มิเกลพูดเสนอขึ้นมา ผมมองหน้าพี่สาวตัวเองเชิงถามความเห็น พี่เขาก็พยักหน้าให้เบาๆไม่ได้ขัดอะไร

“งั้นเดินไปกันเถอะ”

“เอาจริงดิพี่ คือมันก็ไกลนะ”

          ผมว่าออกไปอึ้งๆเมื่อพี่สาวเสนอให้เดินไปกัน สวนสาธารณะที่มิเกลเสนอก็คือสวนสาธารณะที่เคยไปกันกับผมนั่นแหละ คราวนั้นผมกับมิเกลขับบิ๊กไบค์กันไปเพราะต้องไปซื้อของที่ห้างให้แม่ มันก็ไม่ใกล้ไม่ไกลมากหรอก พวกผมแค่ขี้เกียจก็เท่านั้นเอง

“ไกลที่ไหน ไม่ถึงไมล์สักหน่อย” พี่ราเชลว่าออกมาหน้าตาเฉย ผมกับมิเกลเลยมองหน้าปรึกษากันทันที

“โอเค เดินก็เดิน” ผมว่าออกไปพลางเกาหัวท้ายทอยตัวเองเบาๆก่อนจะพากันเดินไปที่สวนสาธารณะกัน ระหว่างที่เดินไปมิเกลก็ชวนคุยไปด้วย ถือว่าสร้างเสียงหัวเราะให้ผมกับพี่ราเชลได้ดีเลยล่ะ

“เดินจูงมือมากันอย่างนี้ เหมือนพ่อแม่ลูกเลยเนอะ” พี่ราเชลว่าออกมาพลางยิ้มให้มิเกล มีผมเนี่ยแหละที่กำลังทำหน้าเหยเกใส่พี่อยู่ คิดได้ไงเหมือนพ่อแม่ลูก

“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงน่ะซิน” สงสัยพี่ราเชลจะสังเกตได้ ผมเลยรีบปรับสีหน้าให้ราบเรียบตามปกติก่อนจะไหวไหล่เบาๆให้ทีหนึ่งแล้วพูดออกไปเสียงสูง

“เปล่านี่”

“อย่ามากลบเกลื่อน เมื่อกี้พี่ก็เห็นอยู่นายยังจะกล้าปฏิเสธอีก” พี่ราเชลมองผมตาเขียว ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบก้มลงไปกระซิบกับมิเกลที่กำลังเงยหน้ามองผมกับพี่ราเชลเถียงกันอยู่

“มิเกล วิ่งหนีป้ากันเถอะ แล้วเรามาแข่งกันใครวิ่งไปถึงสวนสาธารณะก่อนคนนั้นชนะ โอเคไหม” พอก้มลงกระซิบเสร็จผมก็ยืดตัวขึ้น ก่อนที่มิเกลจะพยักหน้าให้ผมเบาๆแล้วหันไปมองป้าตัวเอง

“วิ่ง!” สิ้นสุดคำพูดของผม มิเกลก็รีบสะบัดมือที่พี่ราเชลกำลังปล่อยอยู่ทันที ก่อนที่เด็กตัวเล็กจะรีบวิ่งคู่มากับผม

“นี่! ไอ้เด็กพวกนี้นี่!” เสียงแหลมของคนข้างหลังดังออกมาเป็นภาษาไทย ยิ่งทำให้ผมกับมิเกลรีบวิ่งหนีเข้าไปใหญ่ ผมกับมิเกลวิ่งมาได้สักพักพอที่จะใกล้เห็นสวนสาธารณะ ผมก็ค่อยๆชะลอความเร็วลงให้ลูกตัวเองวิ่งเข้าไปข้างในเป็นคนแรก

“ฮ่าๆ ทำไมพ่อวิ่งช้าจัง”

“แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนสุดท้ายละกัน” ผมเดินเข้าไปหาลูกก่อนจะจับอุ้มขึ้นแล้วหันไปมองคนที่วิ่งตามมาทีหลัง

“พ่อลูกคู่นี้เล่นอะไรกันไม่รู้เรื่อง ฉันเหนื่อยนะเนี่ย” พี่สาวผมวิ่งเข้ามาหาผมก่อนที่จะเริ่มบ่นขึ้นมาทันที ผมหันไปยิ้มหัวเราะกับลูกทันที มิเกลเห็นอย่างนั้นเลยชี้ไปที่ป้าตัวเองก่อนจะว่าออกมาเสียงระรื่น

“ก็ป้าแก่แล้วไง”

“สอนลูกยังไงเนี่ยให้ลูกพูดจาแบบนี้” หลังจากที่มิเกลตอบออกไปแล้ว พี่ราเชลก็หันขวับมาว่าผมอย่างทันควัน

“ก็แค่สอนให้ลูกพูดความจริงแค่นั้นแหละ” ว่าจบผมก็วางมิเกลลงพื้นก่อนจะพากันเดินไปที่โซนของเล่น พี่ราเชลเดินตามพวกผมมาอย่างติดๆก่อนจะคว้ามือมิเกลไปจับอีกข้างแล้วเดินไปด้วยกัน

“พ่อ ผมไปเล่นของเล่นก่อนนะ” มิเกลว่าออกมาก่อนจะรีบปล่อยมือผมและป้าของตัวเองทันทีที่มองเห็นของเล่น คราวนี้ก็เหลือแต่ผมกับพี่สาวแล้วล่ะครับ ผมยืนมองลูกอยู่สักพักในขณะที่พี่ราเชลกำลังเดินไปหาที่นั่ง

“ซิน นั่งนี่สิ” ผมหันไปมองยังต้นเสียงก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆคนที่พูด

“นี่พี่ก็อยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้วนะ ไม่คิดจะกลับไทยบ้างเหรอ” ผมเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นมาทันทีที่ได้โอกาสคุย

ถึงแม้พี่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้วก็เถอะ แต่พี่กับผมน่ะไม่ค่อยได้เจอกันหรอก อย่างที่บอกว่าผมเอาแต่เร่งให้เรียนให้จบ มีเวลาเมื่อไหร่ผมก็อ่านหนังสือเตรีนมสำหรับสอบไฟนอล เพราะถึงเวลาสอบจริงๆผมจะได้ไม่ต้องมานั่งเร่งอ่าน อีกอย่างพอถึงเวลาที่ผมต้องไปทำงานผมก็ต้องรีบไป กลับมาบ้านอีกทีทุกคนก็นอนกันหมดแล้ว เว้นแต่ถ้าพี่ราเชลจะไปดื่มที่ร้านกับเพื่อนน่ะนะถึงจะเจอผมแล้วกลับบ้านพร้อมกัน

“ไม่ล่ะ ช่วยพ่อทำงานอยู่ที่นี่ก็มีความสุขอยู่เหมือนกัน แล้วนายล่ะ ถ้าเรียนจบแล้วจะพาลูกหนีไปอยู่ไทยเหรอ” พี่สาวหันมาสบตาผม

“ใช้คำว่าหนีเลยนะ” ผมว่าออกไปเสียงเรียบพลางเลิกคิ้วสูง

“หรือไม่จริง”

“โอเค ผมยอมรับ ก็กะว่าจะทำอย่างนั้นแหละเพราะอยู่ไปผมก็คงจะไม่มีความสุขหรอก ถ้าพ่อแม่บังคับให้อยู่ยังไงผมก็จะกลับไทยให้ได้ ที่พ่อแม่ให้ผมย้ายมาเรียนที่นี่มันก็มากเกินพอแล้ว” ผมว่าออกไปเสียงเย็นพลางมองลูกตัวเองที่กำลังเล่นกับเด็กคนอื่นไปด้วย

“แล้วไปอยู่นู้นนายจะไปทำงานอะไรล่ะ ในเมื่อนายเรียนจบบริหารมาแล้วไม่ได้ทำธุรกิจ” ผู้หญิงตัวเล็กกว่าผมถามต่อด้วยความเป็นห่วง ผมนั่งนิ่งอยู่สักพักก่อนจะตอบออกไป

“ว่าจะไปเป็นครู”

“ครู? สอนวิชาอะไรล่ะ”

“ภาษาอังกฤษมั้ง มันเป็นวิชาที่ผมถนัดที่สุดแล้ว” ผมว่าออกไปยิ้มๆเมื่อนึกถึงอนาคต ผมจะได้ทำงานที่เดียวกันกับพี่พาย ไปโรงเรียนด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

“ว่าแต่ แฟนนายนี่ใช่ครูที่ปรึกษานายตอนม.6รึเปล่า ที่นายบอกว่าครูเขาจะช่วยสอนพิเศษให้น่ะ” พี่ราเชลมองผมอย่างจับผิด ผมมองพี่เขาอยู่อย่างนั้นพลางขมวดคิ้วแน่น

“นี่ยังไม่รู้อีกเหรอ” ผมว่าแล้วเลิกคิ้วมอง

“ก็นายเล่นไม่เคยบอกอะไรกับฉันเลยนี่ ถ้าฉันรู้นี่ก็บ้าแล้ว” พี่ราเชลว่าออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะยื่นมือเข้ามาตัวหัวผมทีหนึ่งแล้วชักกลับไปเกาหัวตัวเองต่อ ผมมองคนผมสีดำสนิทด้วยสายตาขุ่นเคือง

เออลืมบอก คนในตระกูลผมน่ะผมสีน้ำตาลประกายทองหมดทุกคน ยกเว้นแม่กับพี่ราเชลที่สองคนนี้ผมสีดำสนิทไม่มีสีอื่นติดมาบ้างเลย

“เออนี่แล้วนายกับแฟนคบกันมาได้กี่ปีแล้ว”

“สี่ปีแล้ว”

“โหจริงดิ อยู่ห่างกันนานขนาดนี้คบกันได้สี่ปีเลยเหรอ สงสัยจะเป็นคู่แท้ละมั้งเนี่ย” พี่ราเชลว่าออกมาอึ้งๆให้ผมได้เลิกคิ้วมองเพื่อขอคำอธิบาย แต่ดูเมื่อว่าพี่ผมจะยังอึ้งไม่หายผมเลยต้องถามออกไปเอง

“หมายความว่าไง”

“นี่ไม่รู้เลยเหรอว่าคนที่คบกันได้นานทั้งๆที่อยู่ไกลกันน่ะมันมีไม่มากหรอกที่ไปกันรอด คู่อื่นส่วนใหญ่คบกันได้แค่สามสี่เดือนเขาก็เลิกกันแล้ว” พี่ราเชลอธิบายให้ผมฟัง

“ไม่รู้ดิ ก็พี่เขาเป็นแฟนคนแรกของผม ประสบการณ์ความรักผมไม่ได้มีเยอะเท่าพี่ราเชลหรอก” ผมว่าออกไปยิ้มๆก่อนจะหันไปมองมิเกลแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเมื่อมีไลน์เข้า ผมเปิดเข้าไลน์พลางกดรหัสอย่างชำนาญระหว่างที่พี่สาวผมก็พูดขึ้นมาด้วย

“มีรูปแฟนนายไหม ฉันอยากเห็น”

          พี่สาวผมขยับเข้ามาใกล้ๆพลางชะโงกหน้าเข้ามาดูที่โทรศัพท์มือถือผม หวังจะดูรูปพี่พาย ผมเลยดึงโทรศัพท์หนีพลางมองหน้าพี่สาวตัวเองนิ่งๆ ในขณะที่อีกคนกำลังถลึงตามองใส่ผมพร้อมอ้าปากกำลังจะด่าออกมาอย่างเต็มแก่

“ขอเช็คอะไรก่อน” ว่าแล้วผมก็พูดตัดหน้าไป ก่อนที่จะก้มลงกดเข้าแชทที่อยู่บนสุดเพื่อดูรูปภาพที่มีคนส่งมาให้

“พี่คิดยังไงถ้ามีสตอร์กเกอร์มาตามแฟนของพี่” ผมว่าออกไปลอยๆทั้งๆที่เหตุการณ์ที่ผมพูดออกไปมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมเอง ผมพูดออกไปแบบนั้นยังไม่ทันจะได้เจาะจงว่าเป็นใครพี่สาวผมถึงกับเบิกตากว้างแล้วยื่นมือเข้ามาเขย่าตัวผมทันที

“นี่! อย่าบอกนะว่าแฟนนายกำลังถูกสตอร์กเกอร์ตามอยู่น่ะ! แล้วนี่แฟนนายอาศัยอยู่คนเดียวรึเปล่า! ตอนนี้ยังปลอดภัยอยู่ไหม!!”

“พี่ใจเย็นๆ” ผมรีบปัดมือคนเป็นพี่ออกทันทีเมื่อเขย่าไม่เลิก

“จะให้ใจเย็นได้ไง สตอร์กเกอร์เลยนะซิน สตอร์กเกอร์!!”

“เออน่า รู้ว่าเป็นสตอร์กเกอร์ ตอนนี้ผมขอให้คนที่อยู่ที่นู้นช่วยดูแลไปแล้ว อีกอย่างพี่เขาก็เป็นผู้ชาย แก่กว่าผมอีก พี่เขาดูแลตัวเองได้น่า แล้วพี่เขาก็มีคนอยู่ด้วยอยู่หรอก ถึงแม้จะเป็นสตอร์กเกอร์ก็เถอะ” ผมก้มหน้ามองห้ารูปที่ส่งมาล่าสุด ผมมองไปยังคนผมสีดำขลับที่กำลังแสดงกริยาต่างๆไม่ซ้ำกันในแต่ละรูป

“หมายความว่าไง สตอร์กเกอร์ที่ว่านี่คือคนที่อยู่กับแฟนนายเหรอ พูดมาให้เคลียร์สิซิน!”

“เออก็ตามที่ผมพูดไปนั่นแหละ นี่ไงดูสิ” ว่าแล้วผมก็ยื่นโทรศัพท์ไปให้พี่สาวตัวเองดู พี่ราเชลรีบคว้าไปดูทันทีที่ผมอนุญาต

“โอ้โห นี่มันพวกโรคจิตของแท้เลยหนิ แล้วนายรู้ป่ะว่าเป็นใคร” พี่ราเชลเงยหน้าขึ้นมาถามผม

“พี่รู้จักญาติเราที่ชื่อภาคินไหม”

“ภาคิน... รู้จักๆ ก่อนหน้าที่พี่จะมาที่นี่พี่ไปหาน้าพิมที่โรงเรียนเพื่อไปบอกว่าพี่จะย้ายมาอยู่อังกฤษ เห็นน้ากำลังคุยกับผู้ปกครองอยู่ แล้วน้าบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นญาติเรา ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อภาคินนั่นแหละ รู้สึกว่าแม่จะเป็นคนญี่ปุ่นด้วยนะ” พี่ราเชลค่อยๆเล่าออกมาระหว่างที่ตัวเองก็นึกไปด้วย

“ภาคินทำไมเหรอ”

“ผมว่าภาคินนั่นแหละคือสตอร์กเกอร์” ผมว่าออกไปเสียงเรียบพร้อมกับปั้นหน้านิ่ง แต่พี่ราเชลกลับเบิกตากว้างแล้วโวยวายออกมาทันที

“จริงอ่ะ! นายแน่ใจ? แล้วจะทำยังไงดีล่ะแจ้งตำรวจไปรึยัง!?”

“พี่ราเชลใจเย็นๆดิ นั่นญาติเรานะ พี่จะแจ้งความจับเด็กนั่นรึไง” ผมหันไปปรามพี่สาวตัวเองที่สติแตกไปแล้วเรียบร้อย พอผมพูดแบบนั้นออกไปเจ้าตัวถึงค่อยๆสงบสติอารมณ์

“แล้วนายจะทำยังไงต่อ”

“ก็ถ้าแฟนผมไม่ได้เดือดร้อนอะไรผมก็คงปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ เพราะยังไงก็มีคนดูอยู่ช่วยให้ผมได้เบาใจขึ้นมาหน่อยนึง” ผมว่าออกไปเสียงเรียบพลางกวาดตามองหามิเกลไปด้วย

“เอาโทรศัพท์มานี่” จู่ๆพี่ราเชลก็กระชากโทรศัพท์ในมือผมไปไว้กับตัวเอง ก่อนจะเลื่อนดูรูปต่างๆที่ส่งมาให้ เท่านั้นแหละขมวดคิ้วแน่นเลยครับ

“นี่นายไม่เคยพิมพ์ถามตอบอะไรกับภาคินเลยเหรอ เป็นแฟนภาษาอะไรทำไมไม่เข้าไปถามเลยว่าภาคินเป็นใครน่ะ” พี่ราเชลก่นด่าผมออกมา ก่อนที่ตัวเองจะกดแป้นพิมพ์โทรศัพท์มือถือผมรัวๆให้ผมได้ชะโงกหน้าเข้าไปดู เป็นจังหวะเดียวกันที่พี่เขากดส่ง

Sein : คุณเป็นใคร

“ถามแค่นี้อ่ะเหรอ” ผมว่าพลางเลิกคิ้วมอง

“นี่นายโง่หรือโง่น่ะห้ะ รอให้ภาคินตอบมาก่อนสิแล้วนายค่อยถามต่อ นี่ไง อ่านแล้วๆ” พี่ราเชลรีบยื่นโทรศัพท์ให้ผมดู ก่อนที่จะอ่านคำที่ภาคินส่งตอบกลับมา

PN : 初めまして

“ฮะจิเมะมาชิเตะ แปลว่า ยินดีที่ได้รู้จัก” พี่สาวผมพึมพำออกมาเบาๆให้ผมได้มองด้วยความงุนงงก่อนจะเอ่ยถามออกไป

“อ่านออกด้วยเหรอ”

“เคยเรียนอยู่”

“ฉลาดกว่าที่คิดนะเนี่ย” ผมว่าออกไปเชิงติดตลก แต่พี่ผมกลับไม่เล่นตลกด้วยเนี่ยสิ พี่ราเชลเงยหน้าผมมองด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะพึมพำบ่นผมนิดๆหน่อยๆแล้วก้มหน้าก้มตาพิมพ์ตอบกลับไป ดูท่าพี่สาวผมจะเครียดยิ่งกว่าผมซะอีก

Sein : ผมถามว่าคุณเป็นใคร

PN : お元気ですか (คุณสบายดีไหม?)

“ไอ้เด็กนี่มันกวนตีนนี่หว่า ถามอะไรไปมันไม่สนใจเลย” ผู้หญิงตัวเล็กว่าออกมาอย่างหัวเสีย จนผมที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆต้องดึงโทรศัพท์ตัวเองกลับมาแล้วพิมพ์ตอบกลับไปบ้าง

Sein : แป้นพิมพ์โทรศัพท์ไม่มีภาษาไทยรึไง

PN : I don’t have

พอได้คำตอบจากภาคินผมถึงกับอารมณ์ขึ้นทันที แล้วจังหวะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบอะไรกลับไปดี ภาคินก็ส่งข้อความมาให้ผมได้ขมวดคิ้วจนเป็นปมอยู่กลางหน้าผากทันที

PN : Can you pick up the phone? (รับโทรศัพท์หน่อยได้ไหม)

ยังไม่ทันที่ผมจะได้พิมพ์ตอบกลับไปก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาทันที แต่ที่โทรมาน่ะคือไลน์ของพี่พาย จะว่าไปเรียกว่าวีดีโอคอลเลยจะดีกว่า ผมไม่รอคิดอะไรทั้งนั้นแหละ พอพี่เขาโทรมาผมก็กดรับทันที

“Hey, my bro (สวัสดี พี่ชาย)” เด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าผมหลายปีพูดออกมาอย่างระรื่นพลางส่งยิ้มให้ผมไปด้วย ผมขมวดคิ้วแน่นทันทีที่คนในจอไม่ใช่พี่พายแต่เป็นภาคิน

“พี่พายอยู่ไหน” ผมเอ่ยถามออกไปทันทีเมื่อมองไปรอบๆแล้วไม่เจอพี่พาย

“ครูพายน่ะเหรอ นอนหลับอยู่นี่ไงพี่เซอิน” ภาคินว่าออกมาก่อนจะเลื่อนจอโน๊ตบุ๊คหันกล้องไปหาพี่พายให้ผมได้เห็นคนรักของผมกำลังหลับอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว

“ทำไมถึงทำแบบนี้ นายต้องการอะไร” ผมถามออกไปตรงๆด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ภาคินกลับส่งยิ้มระรื่นมาให้ราวกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

“ผมทำอะไรงั้นเหรอ”

“ส่งรูปพี่พายมาให้ฉัน นายต้องการอะไรกันแน่” ผมถามเสียงแข็ง

“ต้องการอะไรเหรอ” ภาคินว่าออกมาพลางทำท่านึกคิดไปด้วย ก่อนที่เจ้าตัวจะละสายตาจากอย่างอื่นมาสบตาผมแล้วเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์

“ต้องการครูพายล่ะมั้ง”

      






ThaRat Talk
          ไม่ให้อ่ะ รัตน์ไม่ให้ครูพายกับภาคินหรอก -0-
          ภาคินประกาศเจตนาออกมาซะขนาดนั้นแล้วนะเซอิน จะนิ่งดูดายเหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะ ทำอะไรสักอย่างสิ เดี๋ยวครูพายก็โดนคาบไปหรอก อุตส่าห์คบกันมาได้สี่ปีแล้วด้วย อย่าทำให้รักแท้แพ้ใกล้ชิดเด็ดขาด

-ช่วยกันคอมเมนต์หน่อยน้าาา-




ADD FAV. <Click Pic>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #76 2222548 (@2222548) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 15:49
    แม่จะฆ่าภาคิน - โมโหแทนซินอ่ะ ตอนนี้คันตีนมากกก มือด้วย
    #76
    0
  2. #41 Moonoi_LN (@LooknutPny) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 23:23
    โดนแย่งแน่ๆๆ // โดนตบ
    #41
    0
  3. #40 Wapitch (@Pokkyz) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 15:44
    ไม่-ดิคิน
    #40
    0
  4. #39 GGNNWW (@GGNNWW) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 14:11
    เค้าอยากฆ่าภาคิน ฮึ่ยยยยย น่าหมันไส้ ยุ่งแฟนชาวบ้าน
    #39
    0