[Yaoi] ModifyLove แก้สมการค้นหารัก [End]

ตอนที่ 35 : ModifyLove34 : My treasure [Pi Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    15 มี.ค. 60

ModifyLove
34
My treasure
[Pi Part]

          “ครับพี่พาย?” เสียงทุ้มของซินดังขึ้นมาให้ผมได้รับฟัง ผมละสายตาจากโทรทัศน์ไปมองยังนอกบ้านมองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนที่จะพูดกับซินออกไป

          “วันนี้ว่างไหมพี่อยากเห็นหน้า” ผมว่าออกไปแค่นั้น ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาบ้าง

          “ว่างครับ งั้นพี่วางสายไปก่อนนะเดี๋ยวผมคอลไปหาเอง” สิ้นสุดคำพูดของเขาผมถึงกับยิ้มจนหน้าบานขึ้นมาทันที ช่วยไม่ได้ นานๆทีจะได้เห็นหน้ากันนี่ไม่แปลกหรอกที่ผมจะดีใจ นิ้วผมสัมผัสกับหน้าจอโทรศัพท์อย่างแผ่วเบาเพื่อกดวางโทรศัพท์ ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตารอที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค รอให้ซินเขาคอลมา

          “โหยพี่ ทำไมไม่ใส่เสื้อ” นั่นคือคำๆแรกที่ออกมาจากปากของเขาเมื่อเห็นสภาพผม

          “ทำไมจะไม่ใส่ พี่ก็ใส่เสื้อกล้ามไง” ผมว่าออกไปพลางก้มมองตัวเองที่สวมใส่เสื้อกล้ามสีขาวอยู่ นี่ผมไม่ใส่เสื้อตรงไหนวะ

          “ไปใส่เสื้อดีๆเลยพี่ ใส่แบบนี้ไม่เอาดิ อยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ผมไม่ให้ใส่” เขาเอ่ยออกมาเสียงแข็ง ทำเอาผมที่กำลังเท้าคางมองอยู่ถึงกับยิ้มทันที แล้วระหว่างที่ซินเขาพูด ผมก็มองแบล็คกราวของเขาไปด้วย ดูท่าแล้วน่าจะอยู่ในห้องนอนนะ

          ผมจำโปสเตอร์นักแข่งรถที่ติดอยู่บนหัวนอนของเขาได้ จะใครล่ะนอกจาก เรน นักแข่งรถเบอร์สี่สิบสองที่เขาชอบนักชอบหนา เห็นช่วงแรกๆที่เขาไปอยู่อังกฤษ ซินก็ได้ไปดูที่สนามแข่งด้วยนะเห็นบอกว่าค่าเข้านี่แพงมาก ซื้อมาแล้วก็มาบ่นกับผมว่ามันแพงเสียดายเงินซื้อไป ผมเลยปลอบเขาไปว่า ‘ถ้าจ่ายไปแล้วมันทำให้เรามีความสุข นายก็จ่ายไปเถอะ’ เท่านั้นแหละครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีจิตสำนึกในการใช้เงินอีกเลย นี่ผมสอนถูกหรือสอนผิดวะเนี่ย

          “นี่ คือเข้าใจไหมว่าฝนตกแล้วไม่ได้สักเสื้อผ้าเลยไม่มีอะไรจะใส่ กางเกงนี่พี่ยังใส่แค่บ็อกเซอร์เลย” ผมว่าออกไปด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เดือนตุลาบ้าบออะไร มันควรจะหนาวได้แล้วแต่ฝนยังตกอยู่เลย ตกมันทุกวันจนผมไม่ได้สักเสื้อผ้า

          “จริงป่ะพี่ เสื้อผ้าขาดแคลนขนาดนั้นเลย? เดี๋ยวผมซื้อจากที่นี่แล้วส่งไปให้ไหม” ซินพูดออกมาเชิงทีเล่นทีจริงให้ผมได้เบะปากมองก่อนที่จะปฏิเสธไป

          “ไม่ต้องหรอก ถ้ามีเวลาก็คงจะจัดการเองได้อยู่ นี่แค่พี่ไม่ค่อยมีเวลาหรือไม่ก็ฝนตกทุกครั้งที่พี่อยู่บ้านเท่านั้นเอง” ผมว่าออกไปยิ้มๆพลางมองหน้าเขาไปด้วย

          “ที่โรงเรียนงานเยอะเหรอ”

          “อืม เทอมนี้พี่เป็นครูฝ่ายปกครองน่ะแล้วก็ลงเรียนต่อป.โทกับพี่นุด้วยก็เลยไม่ค่อยจะมีเวลาสักเท่าไหร่ แล้วนายล่ะงานเยอะเหมือนกันเหรอ พักหลังๆมานี้ไม่ค่อยได้คุยเลย” ผมถามเขาไปอีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ที่เริ่มไม่ค่อยได้คุยกันเขาก็บอกผมไปแล้วรอบหนึ่งว่าไม่ค่อยมีเวลา แต่ผมอยากจะถามเขาอีกครั้งเพื่อให้ตัวเองแน่ใจ

          ดูอย่างตอนที่ผมพูดสิ เวลาผมพูดผมก็มองหน้าเขาตลอดแต่ซินกลับมองหน้าผมตอบอยู่เป็นพักๆนอกนั้นเขาก็เอาแต่มองออกไปนอกจอโน๊ตบุ๊คพลางขยับปากพูดกับใครบางคนจนผมชักจะสงสัย

          “ผมต้องทำงานน่ะ เรียนเสร็จต้องไปทำงานกับพ่อแล้วไปทำงานที่ร้านอาหารต่อจนเที่ยงคืนอ่ะผมถึงได้กลับบ้าน ขอโทษนะพี่ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลา” คราวนี้ซินหันมาพูดกับผมตรงๆกับ ไม่วอกแวกเหมือนก่อนหน้านี้

          “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ว่างจริงๆก็ไม่เป็นไร” ผมว่าออกไปยิ้มๆ

          “แล้วนี่พี่เรียนต่อโทอ่อ จบอีกทีเมื่อไหร่ล่ะ”

          “ก็คงก่อนนายจบอ่ะ นายเรียนตั้งสี่ปีส่วนพี่เรียนแค่สองปีเอง” พอผมพูดจบ ซินเขาเงียบเลยครับ เงียบชนิดที่ว่าเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่จนผมต้องเลิกคิ้วมองเขาด้วยความสงสัย

          “ทำไม? พี่พูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ”

          “อะ...อ่อ เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก” ซินเขาว่าออกมาพลางส่งยิ้มให้ผม ก่อนที่จะมีร่างของเด็กผมสีน้ำตาลประกายทองวิ่งเข้ามาทุบหลังซินที่กำลังนอนคว่ำคุยกับผมอยู่บนเตียงเบาๆเชิงหยอกล้อ แล้วรีบวิ่งออกไปโดยที่ผมยังไม่ทันจะได้เห็นหน้าตา

          สีผมเหมือนซินเลยแฮะ

          “Hey! Miguel!” ซินเขาเรียนกชื่อเด็กคนนั้นออกมาก่อนที่จะทำท่าจุ๊ปากให้เงียบๆแล้วหันมามองที่ผมต่อ

          “หลานนายเหรอ” ผมว่าเสียงเรียบ

          “อ่า...ใช่ครับ หลานผมเอง” ซินยิ้มแห้งมาให้ผมพลางยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองเบาๆ

          “คนในครอบครัวของนายเนี่ย ผมสีน้ำตาลประกายทองหมดทุกคนเลยรึเปล่า ยกเว้นแม่ของนายน่ะ” ผมเอ่ยถามก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบน้ำมากินแก้กระหาย

          “ก็เกือบทุกคนนะพี่ ถามทำไมเหรอ” ซินเลิกคิ้วถาม

          “ถึงว่า ผมสีเดียวกันหมดเลย”

          “แล้วพี่ชอบไหมล่ะ”

          “อืม ชอบสิพี่ชอบสีนี้นะ” ผมว่ายิ้มๆพลางจิ้มไปยังหน้าจอที่กำลังปรากฎสีผมของซินอยู่ อยากให้อยู่ต่อหน้าจัง อยากสัมผัสเส้นผมนั่นชะมัด

          “ผมก็ชอบสีผมของพี่นะ น้ำตาลแดง” ว่าแล้วซินก็พยักพเยิดมาทางผม

          “จริงเหรอ พี่ว่าพี่จะย้อมกลับเป็นสีดำอยู่ อายุเริ่มมากก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่อยากย้อมผมแล้ว” ผมว่าพลางขยี้ผมตัวเองเบาๆ จะว่าไปผมย้อมสีนี้มาตั้งแต่จบป.ตรี หลังจากนั้นก็ย้อมแต่สีนี้มาเรื่อยๆ ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนไปย้อมสีอื่นเลย

          “อายุเริ่มมาก...หึหึ เท่าไหร่แล้วนะ ยี่สิบเจ็ดแล้วใช่ไหมอีกไม่กี่เดือนพี่ก็จะยี่สิบแปดแล้วหนิ แก่ไม่รอผมเลยนะ” ผมหันขวับไปมองซินทันทีที่เขาพูดย้ำผม

          “หยุดพูดไปเลย ไม่ต้องพูดอีกแล้ว” ผมชี้หน้าเขาพลางย่นจมูกใส่ ทำเอาเขาหัวเราะออกมาก่อนที่จะโต้ตอบกลับมาบ้าง

          “พี่เป็นคนเปิดประเด็นเองนะ ผมไม่เกี่ยวสักหน่อย”

          “รู้น่า ก็ถึงบอกให้จบได้แล้วไง” ผมว่าออกไปเสียงแข็ง นานแล้วนะที่ไม่ค่อยได้เถียงกับซินได้เถียงกันนิดๆหน่อยๆก็มีความสุขดีเหมือนกัน ผมไม่ได้โรคจิตนะที่ชอบหาเรื่องเถียงกับคนอื่นไปเรื่อย แค่เมื่อก่อนจะต้องเถียงกับซินทุกวันแต่จู่ๆวันหนึ่งมันก็หายไป เป็นคุณคุณจะชอบไหมล่ะ บอกเลยว่าผมล่ะคนหนึ่งที่ไม่ชอบ

          “แล้วนี่ทำไมพี่ยังไม่นอนอ่ะ ทางนู้นมันดึกมากแล้วไม่ใช่เหรอ” ซินถามพลางเลิกคิ้วสูง แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นหลานของซินที่ชื่อว่ามิเกลวิ่งขึ้นมาบนเตียงก่อนจะนอนทับซินไว้ แล้วถือจอยสติ๊กไว้ในมือก่อนที่จะกดเล่นใหญ่ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เห็นหน้าของหลานซินชัดๆสักที เพราะหัวเขามันบังหน้าหลานตัวเองไว้อยู่น่ะสิ

          “นอนไม่หลับ”

          “คิดถึงผมล่ะสิ”

          “ใช่”

          ผมว่าออกไปตรงๆด้วยสีหน้าและท่าทางเรียบนิ่งอย่างไม่อ้อมค้อมจนซินที่พูดขึ้นมาเล่นๆถึงกับเป็นคนเขินขึ้นมาซะเอง นั่นแหละผมถึงยิ้มออกมาเพราะความใสซื่อของเขา เขาน่ะใสซื่อเฉพาะเรื่องบางเรื่องนะจะเหมารวมไม่ได้เด็ดขาด เพราะเรื่องที่ซินเขาถนัดมันเลยคำว่าใสซื่อมาไกลมากแล้วด้วย ไม่บอกก็คงจะรู้ เรื่องบนเตียงไงล่ะ

          “นอนได้แล้วมั้งพี่ พรุ่งนี้ไม่มีเรียนอ่อ ป.โทอ่ะ” ว่าแล้วเขาก็รีบเปลี่ยนเรื่องให้ผมได้หัวเราะออกมาเบาๆ เด็กยังไงก็เป็นเด็ก ถึงอายุจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เถอะ แต่ผมน่ะยังไงก็แก่กว่าอยู่แล้วผ่านอะไรมาก่อนเขาตั้งเจ็ดปี

          คบกับเด็กมันก็ดีไปอีกอย่างแฮะ มันทำให้เราคลายเครียดได้เยอะเพราะยังไงคนที่อายุน้อยกว่าอย่างซินคงไม่ค่อยได้ผ่านอะไรมามากอย่างผม ทำงานก็ยังไม่ได้ทำอย่างจริงๆจังๆ เขาก็คงจะไม่มีความเครียดเท่าคนที่ทำงานมานานแล้วหรอก

          ซินเนี่ยแหละคือความสุขของผม

          “ขออีกครึ่งชั่วโมง” ผมว่าออกไปสั้นๆ แต่ร่างกายผมมันกลับปฏิเสธว่าจบปุ๊บผมก็หาวทันที ไม่ให้ผมได้มีโอกาสได้เถียงซินเขาเลย

          “แหน่ะ เมื่อกี้พี่หาวอ่ะ ง่วงก็ไปนอนเลยไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก นอนดึกมากๆเดี๋ยวจะไม่สบายเอา ผมไม่ได้อยู่ข้างๆพี่พี่ก็ดูแลตัวเองหน่อยสิ ถ้าไม่สบายขึ้นมาใครจะดูแล ตะวันก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นพี่รีบไปนอนเลย” ได้ทีเขาก็เอาใหญ่เลยนะ ผมก็เถียงกลับไม่ได้ด้วยสิ

          “ไม่ต้องคิดหาข้ออ้าง ไปนอนเดี๋ยวนี้เลยพี่พายพรุ่งนี้ค่อยคุยกันต่อก็ได้ ผมน่าจะว่าง” ก่อนจะพูดประโยคหลังเขาทำท่าคิดอยู่สักพักก่อนที่จะพูดมันออกมาเสียงอ่อน

          “พรุ่งนี้ว่างจริงเหรอ” ผมถึงกับตาวาวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่รอมานาน


          “น่าจะนะ”


          “โอเค งั้นพี่ไปนอนก็ได้” ผมว่าออกไปยิ้มๆให้ซินได้ยิ้มตาม ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำพูดที่พูดกันอยู่ทุกครั้งหลังจากที่จะวางสาย แต่ครั้งนี้มันกลับทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะกว่าครั้งก่อนๆ


          “You’re my treasure, Pi (พี่คือสมบัติล้ำค่าของผมนะ พี่พาย)” ผมถึงกับหน้าร้อนขึ้นมาทันที
มันไม่ใช่ประโยคบอกรักแต่มันคือประโยคที่ทำให้รู้ว่าเขารักผม


          “I really love you. (ผมรักพี่จริงๆ)” เขาว่าพลางสิ่งยิ้มบางมาให้ ก่อนที่จะเว้นช่วงไว้ให้ผมได้ตอบกลับเหมือนครั้งก่อนๆที่เคยทำอยู่ประจำ


          “Me too, Sin”


หลายเดือนต่อมา

          “ภาคิน หยุดก่อน”

          ผมเอ่ยออกไปเสียงแข็งพลางมองเด็กนักเรียนที่กำลังจะเดินสวนผมไป เด็กที่ผมเรียกชื่อออกไปเมื่อกี้หยุดยืนนิ่งๆพลางเลิกคิ้วสูงโดยที่เจ้าตัวไม่คิดจะยกมือไหว้ผมเลยสักนิดทั้งๆที่ผมเป็นครู ผมละสายตาจากชื่อที่ปักอยู่ตรงหน้าอกไปมองยังเข็มประจำโรงเรียนที่เด็กใหม่ทุกคนต้องมี ม.4สินะ ผมช้อนตาขึ้นมองหน้าคนอายุน้อยกว่าก่อนที่จะเอ่ยต่อ

          “เอาเสื้อใส่ในกางเกง” ผมพยักพเยิดไปยังท่อนล่างของเด็กคนนั้น

          ภาคินมองตามผมนิ่งๆก่อนที่จะไหวไหล่เบาๆแล้วทำท่าจะเดินสวนผมไปโดยที่ไม่ทำตามคำสั่งของผม ทำเอาซะผมถึงกับขวดคิ้วแน่นก่อนที่จะยื่นไม้หวายอาวุธประจำตัวครูฝ่ายปกครองขวางทางเข้าไว้ไม่ให้เขาเดินสวนผมไป

          “เมื่อกี้ครูพูดอะไรได้ยินบ้างรึเปล่า” ผมว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่จะสังเกตเห็นรอยสักคำว่า ‘Leap’ ที่อยู่บริเวณต้นคอของภาคิน นั่นยิ่งทำให้ผมขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก

          “นี่สักด้วยเหรอ เข้ามาเรียนโรงเรียนนี้ไปยังไงน่ะห้ะ” ผมถึงกับไปไม่เป็นทันทีเมื่อเจอเด็กแบบนี้ สอนมาตั้งหลายปี ผมยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนกล้าสักในที่ที่มองเห็นได้ชัดขนาดนี้มาก่อนเลย หรือว่าจะเพ้นท์เอา? ไม่หรอก มีผู้ชายที่ไหนบ้างจะเพ้นท์กันส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้หญิงนั่นแหละ

          “เข้ามาเรียนได้ยังไงน่ะเหรอ เงินไง” เสียงทุ้มเอ่ยตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ผิดกับผมที่งงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว

          “ครูไม่ต้องมายุ่งกับผมให้มันมากนักหรอกเดี๋ยวตัวเองจะลำบากเอา แล้วก็นะ...” เขามองผมด้วยหางตา

          “ไม่ใช่ผมคนเดียวสักหน่อย”

          ภาคินว่าพลางยื่นมือเข้ามากดยังไหปลาร้าข้างซ้ายของผมที่ผมสักเป็นที่แรก ก่อนที่จะย้ายไปกดที่หลังไหล่ข้างขวาของผมบ้างแล้วทิ้งให้ผมยืนงงอยู่ตรงนั้นคนเดียว

          เขารู้ได้ไงว่าผมสักตรงไหนบ้าง ขนาดคนใกล้ตัวผมยังไม่เคยเห็นรอยสักของผมเลยแล้วนี่เป็นใครถึงมารู้เรื่องส่วนตัวของผมได้

          เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่วะเนี่ย?


          “พายรีบกินข้าวสิ เดี๋ยวเด็กๆก็ลงมาแล้วนะ” เสียงของพี่นุดึงสติผมให้กลับมาอยู่กับตัว ก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง

          “เหม่ออะไรอยู่นะ ทะเลาะกับเซอินรึไง” พี่นุว่าพลางตักข้าวกลางวันเข้าปากให้ผมได้กินตามพี่เขาไปบ้าง

          “เปล่าหรอกครับผมแค่คิดอะไรนิดๆหน่อยๆน่ะ” ผมตอบกลับไปแค่นั้นก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้

          “ว่าแต่... พี่รู้จักเด็กม.4ที่ชื่อว่า ภาคิน ไหม ถ้าจำไม่ผิดน่าจะนามสกุล คาเมเนชิ”

          “นายสอนม.4ไม่ใช่เหรอ พี่สอนม.5นะพี่จะไปรู้ได้ไง” ใช่แล้วครับ ปีของซินผมสอนม.6 ปีที่แล้วสอนม.5 ปีนี้ผมลงไปสอนม.4 เริ่มปีการศึกษาใหม่ผมยิ่งลงมาเรื่อยๆ ไม่มีได้เลื่อนขึ้นไประดับชั้นอื่นหรือหยุดอยู่กับที่เลย

          “ก็ผมไม่ได้สอนห้องนั้นหนิ ปีนี้ผมสอนแต่ศิลป์-คำนวณ ไม่ได้สอนวิทย์-คณิตหรือศิลป์-ภาษานี่นา” ผมว่าพลางย่นจมูกใส่ แล้วค่อยตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากไป

          “แต่เอาจริงๆพี่ก็รู้จักนะ ภาคิณ คาเมเนชิน่ะ ถามทำไมเหรอ” พี่นุว่าออกมาเสียงเรียบให้ผมได้เงยหน้ามองทันที

          “พี่รู้รึเปล่าว่าเด็กคนนั้นสัก” ผมถามออกไปตรงๆอย่างไม่อ้อมค้อม

          “ก็เห็นอยู่นะ”

          “แล้วพี่ไม่ทำโทษอะไรหน่อยเหรอ”

          “ทำโทษไปแล้วตอนเปิดเทอมแรกๆเลย จะให้ทำไงได้ล่ะ เด็กคนนั้นเขาสักนะไม่ใช่เอาปากกามาวาด มันลบออกไม่ได้หรอกนายก็รู้” พี่เขาว่าออกมาอย่างไม่เครียดอะไรจนผมชักหงุดหงิด

          “อย่างน้อยก็หาอะไรมาปิดก็ได้หนิ ผมเห็นอยู่ในเฟสเขาใช้รองพื้นมาปิดเอาอ่ะ” ผมอ้าง

          “แล้วเด็กมันจะไปมีเงินซื้อไหมล่ะ ให้ทารองพื้นมาทุกวันก็เปลืองพอดี อีกอย่างภาคินเป็นผู้ชายจะให้มาทำอะไรแบบนี้ก็คงไม่ทำหรอก”

          “นี่พี่กำลังปกป้องเด็กอยู่ป่ะเนี่ย” ผมขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยออกไปเสียงแข็งจนพี่นุถึงกับมองหน้าผมด้วยความสงสัย ก็ผมพูดจริงไหมล่ะ ดูพี่นุพูดเข้าสิ เหมือนตัวเองกำลังปกป้องเด็กอยู่ยังไงอย่างนั้น

          “เอาน่า นายก็ปล่อยๆเด็กบ้างเถอะโดยเฉพาะเด็กคนนี้น่ะ”

          “ทำไมต้องเด็กคนนี้”

          “เพราะเด็กคนนี้เป็นญาติกับผอ.น่ะสิ” พี่นุว่าออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผิดกับผมที่งงไปแล้วเรียบร้อย ญาติผอ.นี่มีแต่พวกลูกครึ่งรึไงวะ

          “แล้วไงอ่ะ ผมจัดการไม่ได้เหรอ” ผมว่าออกไปเสียงห้วน

          “เด็กคนนี้กับเซอินไม่เหมือนกันนะพาย ภาคินน่ะอันตรายนายอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า” พอพี่นุเห็นผมทำท่าทีไม่ค่อยพอใจใส่ พี่นุก็ตอบผมกลับมาเสียงแข็งบ้าง

          “ไม่เหมือนกันยังไง ยังไงก็เด็กเหมือนกันนั่นแหละ ดูท่าพี่นี่รู้จักเด็กคนนั้นดีจังนะ” ผมว่าออกไปแค่นั้นก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินไปเก็บจานให้พี่นุได้เดินตามอยู่ห่างๆ ก็แค่เด็กคนเดียวทำให้ผมกับพี่นุต้องทะเลาะกันเลยเหรอวะ ทั้งๆที่ตั้งแต่รู้จักกันมายังไม่เคยทะเลาะกันเลยสักครั้งเนี่ยนะ

          แล้วทำไมผมต้องไปใส่อารมณ์กับพี่เขาด้วยวะ ทั้งๆที่พี่เขาก็ไม่ใช่ตัวต้นเหตุที่ผมโมโหสักหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่ความผิดของพี่เขาซะทีเดียว

          ถามว่าทำไมผมถึงต้องอารมณ์เสียและจริงจังขนาดนี้น่ะเหรอ ก็ผอ.ท่านฝากเด็กๆไว้กับพวกผมแล้วน่ะสิ ไหนจะซินอีกที่บอกให้ผมดูแลรุ่นน้องของเขา แล้วพี่นุก็เป็นคนบอกผมเองอีกต่างหากว่าให้ผมตั้งใจทำงานเป็นครูฝ่ายปกครองที่ดี ผมเลยอารมณ์เสียไงหลังจากที่พี่เขาบอกให้ผมปล่อยเด็กบ้าง ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนบอกผมแท้ๆ

          ตุบ!

          “ขอโทษครับ พอดีผมมองไม่เห็นครูน่ะ” แล้วเด็กที่ผมนึกถึงตลอดทั้งวันของวันนี้ก็เอ่ยขึ้นมาหลังจากที่เดินชนผมไปรอบหนึ่ง แล้วคำพูดของเขาที่เอ่ยออกมาทำเอาผมถึงกับขมวดคิ้วทันที

          “หมายความว่าไง”

          “ก็ผมมองไม่เห็นครูไงผมเลยเดินชน ขอโทษนะครับ” ภาคินว่าออกมาพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ผม

          “นายหาว่าครูเตี้ยเหรอ” ผมว่าเสียงขุ่น

          “ผมเปล่า ครูพูดเองต่างหาก” เด็กนั่นว่าออกมาพลางยักคิ้วข้างเดียวให้ผม ก่อนที่จะเดินออกไปให้ผมได้หยุดยืนอยู่ที่เดิมแล้วมองตามคนอายุน้อยกว่าที่กำลังเดินเข้าไปหาเพื่อนๆ ดูคบเพื่อนแต่ละคนสิ ตั้งใจเรียนซะไม่มี

          ก็ไหนว่าไม่ให้ผมไปยุ่งด้วยไงวะ นี่มันเข้ามาทักผมก่อนชัดๆ








ThaRat
          ครูพายเริ่มมีความปากตรงกับใจ คิดถึงก็บอกคิดถึง เขินนนนน นับวันจะยิ่งแมนมากกว่าซินแล้วนะครู
          เอาแล้ววว ภาคินเล่นครูพายซะแล้ววว แกล้งแค่นี้ครูพายใจต้องนิ่งนะ ยิ่งอยู่ไกลจากซินอยู่ด้วย เหงาแค่ไหนก็ห้ามหวั่นไหวเด็ดขาด T-T เด็กคนนี้ยิ่งเป็นหลานผอ.เหมือนซิน เป็นเด็กลูกครึ่งเหมือนซินอยู่ด้วย ไม่เอาน้าาา ไม่ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเนอะ มีซินอยู่แล้วทั้งคน
-ช่วยกันคอมเมนต์หน่อยน้าาา-




ADD FAV. <Click Pic>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #32 Wapitch (@Pokkyz) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 17 มีนาคม 2560 / 12:12
    ฮูอีสภาคินนน
    #32
    0