[Yaoi] ModifyLove แก้สมการค้นหารัก [End]

ตอนที่ 3 : ModifyLove02 : You’re beautiful [Pi Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    22 ก.ย. 59


ModifyLove
02
You’re beautiful
[Pi Part]



สามอาทิตย์ผ่านไป

นี่ก็ผ่านมาสามอาทิตย์แล้วครับตั้งแต่วันที่ผมมาทำงานที่โรงเรียนเอกชนแห่งนี้หลังจากที่ย้ายมาจากโรงเรียนนึงที่ผมสอนมาสามปีหลังจากที่ผมเรียนจบมาใหม่ๆสดๆร้อนๆ ได้เริ่มสอนนักเรียนในฐานะครูครั้งแรกที่ไม่ใช่ในฐานะครูฝึกสอนก็ตอนอายุยี่สิบสองปีน่ะครับ แล้วที่ผมย้ายมาสอนที่นี่ก็เพราะคำแนะนำของลุงรหัสหรือก็พี่นุนั่นแหละครับ

ถ้าถามว่าผมอายุเท่าไหร่ ผมอายุยี่สิบห้าแล้วล่ะครับ

วันที่ผมจบปริญญาพี่ๆในสายรหัสของผมก็มาร่วมแสดงความยินดี รวมถึงพี่นุด้วย ปกติผมก็เรียกว่าพี่แหละครับแต่พอมาอยู่กับพี่เขาผมจะเรียกว่าลุง เวลาได้แกล้งพี่เขาสนุกจะตาย พี่นุเขาเป็นคนแนะนำโรงเรียนนี้ให้ผมลองมาสมัครดูน่ะครับ ถ้าติดก็ดีจะได้ให้พี่เขาคอยช่วยเวลาผมลำบาก ตามหลอกตามหลอนพี่เขาไปนั่นแหละอยากให้ผมมาสมัครที่นี่เอง

แต่เมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วที่ผมเพิ่งเริ่มสอนได้สองวันก็มีเด็กแอนตี้เข้าให้แล้ว ก็เด็กที่ผมเข้าไปขัดตอนที่เขากำลังจะมีอะไรกับแฟนข้างบ้านผมนั่นแหละ มันใช่เรื่องไหมล่ะ ผมเห็นตั้งแต่เข้ามาจอดข้างบ้านผมแล้วล่ะ

แถมเด็กคนนั้นยังจำหน้าผมได้ด้วย ว่าผมคือคนที่เข้าไปขัดเขา

เจอกันคาบแรกก็เรียกผมว่าพี่เมื่อวานซืนเลย ผมเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ผมก็สอนวิชาคณิตพื้นฐานให้กับเด็กห้องนั้นแหละครับ ส่วนคณิตเพิ่มเติมพี่นุเป็นคนสอน เด็กคนนั้นเรียนอยู่สายศิลป์-คำนวณน่ะครับ

แต่ดีนะที่เปิดเทอมวันแรกพี่นุไม่มาสอนผมต้องเข้าสอนแทนแล้วเด็กคนนั้นไม่ได้เรียนคณิตเพิ่มเติมในวันแรกน่ะ ถ้าเรียนวันแรกนะมีหวังผมโดนเล่นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาสอนเลย แต่ใช่ว่าสอนมาสองวันแล้วโดนนี่จะไม่รู้สึกอะไรนะ รู้สึกเต็มๆเลยล่ะ น้อยใจด้วยแหละที่เด็กอยากให้ลาออก แต่พี่นุก็คอยช่วยปลอบใจเลยทำให้ผมทนสอนมาถึงขนาดนี้ ถ้าไม่มีพี่นุกับผอ.ที่คอยห้ามปรามเด็กนั่นล่ะก็ผมคงทนไม่ไหวลาออกไปตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้วล่ะ

“พาย ท่านผู้อำนวยการเรียกให้นายไปพบที่ห้อง” แล้วพี่นุก็เดินเข้ามาหาผมที่กำลังนั่งตรวจการบ้านของเด็กๆอยู่ ผมเงยหน้ามองหน้าพี่นุก่อนจะเลิกคิ้วถาม

“ผมเหรอ” พี่นุพยักหน้าให้ผมทันทีที่ผมพูดจบ

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนที่จะวางปากาลงแล้วเดินออกจากห้องพักครูไปที่ห้องผู้อำนวยการด้วยใจตุ๊มๆต่อมๆ พอเดินมาถึงห้องผู้อำนวยการผมก็ยกมือขึ้นเคาะประตูสามครั้งก่อนที่คนข้างในจะบอกให้เข้าไปผมถึงค่อยๆเปิดประตูเข้าไป

“เรียกผมมามีอะไรรึเปล่าครับ” ผมเอ่ยขึ้นมาทันทีที่ปิดประตูห้องลงแล้วค่อยๆเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่

บอกตรงๆนะนี่เป็นครัั้งที่สองแล้วล่ะที่ได้มาเจอกับผอ.ตั้งแต่ตอนที่ท่านเข้ามาส่งหลานชายถึงห้อง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอท่านอีกเลย แต่วันนี้อยู่ดีๆก็เรียกมา ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่า

“ครูพิภัชนั่งก่อนค่ะ” แล้วเธอก็ผายมือให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ ผมเลยหย่อนตัวลงนั่งแล้วมองหน้าเธอว่าเธอจะพูดอะไรต่อ

“เซอินเขาเป็นยังไงบ้างเหรอคะ” เซอิน หลานชายของผอ.น่ะเหรอ

“ก็...ตั้งใจเรียนดีครับ” ผมโกหก หลานของผอ.ไม่ได้ตั้งใจเรียนเลยสักนิด แถมยังชอบเถียงผมในชั่วโมงเรียนด้วย แต่ถ้าถามว่าใครเถียงชนะน่ะเหรอ บอกได้เลยครับว่าเป็นผมที่ชนะ เวลาที่หลานของผอ.เถียงแพ้ผมก็จะเดินหนีออกจากห้องไปเลย ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องกินคาบ ขืนอยู่ต่อมีหวังได้เถียงกันจนไม่ต้องสอนพอดี

“แต่ได้ยินมาว่าเวลาเซอินเถียงกับครูเสร็จก็จะเดินหนีออกจากห้องแล้วไม่เข้าเรียนเลยไม่ใช่เหรอ ครูพิภัชไม่ต้องปิดบังหรอกค่ะ พูดตามความจริงมาเลย แล้วได้ยินมาว่าครูพิภัชชอบเถียงกับเซอินแล้วเซอินยอมด้วยหนิ ครูพิภัชเหนื่อยไหมคะ” แล้วเธอก็พูดออกมาอย่างรู้ทันหมดทุกอย่าง มีสายสืบอยู่ในห้องนั้นรึเปล่าวะเนี่ย

“ก็ไม่เหนื่อยหรอกแค่ปวดหัวนิดหน่อยน่ะครับ ผอ.รู้ได้ไงครับ” แล้วผมก็เอ่ยถามออกไปตรงๆไม่มีอ้อมค้อม

“มีสายสืบของดิฉันอยู่ในห้องน่ะค่ะ” จริงอย่างที่ผมคิดเลย มันก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีสายสืบอยู่ในห้องก็หลานตัวเองหนิเนอะ ก็คงจะต้องคอยดูกันหน่อย

“ดิฉันมีงานจะมอบให้ครูพิภัชทำค่ะ แต่ดิฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าครูพิภัชจะตกลงรึเปล่า ดิฉันไปถามเด็กๆดูแล้วเด็กๆก็โอเคถ้าเป็นครูพิภัช เด็กๆบอกว่าถ้าเป็นครูพิภัชล่ะก็เอาอยู่แน่”

“งานอะไรครับ”

“ให้ครูพิภัชเป็นครูที่ปรึกษาห้องม.6/5น่ะค่ะ” พอเธอว่าจบผมถึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที ห้องม.6/5ก็ห้องของหลานผอ.น่ะสิ!

“ทะ..ทำไมต้องเป็นผมล่ะครับ”

“จะอธิบายให้ฟังนะคะว่าทำไมดิฉันถึงเลือกครูพิภัชให้มาเป็นครูที่ปรึกษาของห้องนี้”

“ก็ตั้งแต่วันที่เซอินวิ่งมาที่ห้องดิฉันบอกให้ไล่ครูพิภัชออก ดิฉันก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงอยากให้ไล่ออกกันนักกันหนา แล้วประกอบกับได้ยินมาว่าครูพิภัชเถียงกับเซอินจนเซอินเขายอม ดิฉันก็เลยมาคิดดูว่าจะให้ครูพิภัชเข้ามาเป็นครูที่ปรึกษาให้กับห้องม.6/5 ครูพิภัชเคยเห็นครูที่ปรึกษาของเด็กห้องนั้นรึเปล่าล่ะคะ” แล้วเธอก็หยุดพูดแล้วถามผม

“ไม่เคยครับ”

“เพราะเด็กห้องนั้นไม่มีครูที่ปรึกษาค่ะ ไม่มีมาตั้งแต่ม.5แล้ว เด็กห้องนั้นน่ะจะออกแนวเป็นพวกหัวแข็ง อะไรไม่ถูกใจหน่อยก็พากันปฏิเสธไม่รู้จักปรับตัวแล้วเข้าหาหรือยอมรับมัน นิสัยของเด็กห้องนั้นก็ไม่ต่างจากเซอินนักหรอกค่ะ แต่ว่านิสัยของเด็กพวกนั้นไม่ได้ครึ่งของเซอินเลยด้วยซ้ำ”

“เด็กพวกนั้นก็เลยยึดถือเซอินเป็นหลักของห้องแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กพวกนั้นจะยอมรับความเห็นจากเซอินไปซะทุกเรื่อง อย่างน้อยก็พวกเรื่องเรียน เด็กพวกนั้นจะขวนขวายหาความรู้ซึ่งตรงข้ามกับเซอินที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว อีกเรื่องนึงที่เด็กพวกนั้นไม่ยอมตามใจเซอินก็เรื่องของครูพิภัชนี่แหละค่ะ เด็กพวกนั้นน่ะยอมรับครูพิภัชนะที่ครูเถียงเซอินได้ เพราะปกติแล้วไม่มีใครเถียงเซอินได้จนเขายอมถึงขนาดนี้”

แล้วผอ.ก็อธิบายยาวจนผมได้แต่นั่งฟังอย่างอึ้งๆ ในหัวก็คอยประมวลผลไปด้วยว่าผอ.เธอพูดอะไรออกมาบ้าง

นี่ผอ.เธอหลอกด่าผมบ้างรึเปล่าเนี่ยที่เป็นคนเถียงเก่ง

“ดิฉันก็เลยอยากจะให้ครูพิภัชมาเป็นครูที่ปรึกษาของเด็กห้องนี้น่ะค่ะ”

พอผอ.พูดมาขนาดนี้ผมก็ได้แต่นั่งเงียบ จะปฏิเสธมันก็ยังไงอยู่เพราะผอ.อุตส่าห์มอบหน้านี้ให้เรา ไหนจะเด็กม.6ที่ไม่มีครูที่ปรึกษาอีก แล้วอนาคตของพวกเขาล่ะจะเป็นยังไง แต่จะให้ผมทิ้งเด็กที่ผมเป็นครูที่ปรึกษาอยู่ก็ไม่ได้ ถึงแม้จะมีครูที่ปรึกษาสองคนก็เถอะ แล้วพอผอ.เห็นผมนั่งเงียบไปท่านเลยเอ่ยขึ้นมาอีก

“ดิฉันจะให้ครูพิภัชไปคิดก่อนนะคะ พรุ่งนี้มาให้คำตอบกับดิฉันได้รึเปล่า” แล้วผอ.ก็เสนอมาให้ผม

“ครับ” ผมตอบกลับไปแค่นั้น

“มีเรื่องแค่นี้ใช่ไหมครับ งั้นผมขอตัว” ผมว่าพลางยกมือไหว้ท่านก่อนที่จะเดินตรงไปยังประตูห้องแล้วรีบออกไปทันที ผมยกมือขึ้นกุมขมับแล้วนวดคลึงเบาๆก่อนที่จะหลับตาลงแล้วเดินไปตามทาง

ตุ้บ!

“อ้ะ ขอโทษครับ..” ผมว่าก่อนที่จะชะงักทันทีที่ลืมตาขึ้นแล้วรู้ว่าคนที่ผมชนคือใคร

เซอินหลานผอ.ไง!

“มีตาก็ลืมตาซะสิ จะหลับตาเดินทำซากอะไร” แล้วเซอินก็เอ่ยขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าผมเป็นคนเดินชน ผมเงยหน้ามองคนข้างหน้าก่อนที่จะเอ่ยออกไป

“ขอโทษอีกครั้งละกัน” ว่าจบผมก็เดินเลี่ยงเด็กนักเรียนไปแต่ยังไม่ทันได้เดินพ้นเจ้าตัว เด็กนั่นก็คว้าแขนผมไว้แล้วดึงกลับให้ผมหันไปหาเขาก่อน

“มีอะไรรึเปล่า” ผมหันไปมองพลางเลิกคิ้วสูง

“เมื่อกี้ออกมาจากห้องผอ.ใช่ไหม ไปคุยอะไรกับน้าพิมมา” พอผมพูดจบเซอินก็เอ่ยออกมาทันทีก่อนที่จะกระชับแขนผมแน่นขึ้นไปอีก จนผมต้องนิ่วหน้าแล้วพยายามดึงแขนออกแต่จนแล้วจนรอดก็ดึงแขนออกมาไม่หลุดสักที

“คุยเรื่องงาน”

“งานอะไร”

“เด็กอย่างเธอจะรู้ไปทำไม เรื่องของผู้ใหญ่” แล้วผมก็ตัดบทออกไป ก่อนที่จะสะบัดแขนหนี ตอนนี้ยังไม่อยากจะเสียเวลามายืนเถียงกับเซอินหรอกครับ ไม่มีอารมณ์มาเถียง ปวดหัวสุดๆ

และพอผมมองหน้าเขาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักเซอินจึงปล่อยแขนผมไปโดยที่ไม่พูดอะไรอีก พอได้โอกาสผมเลยรีบเดินหนีออกมาจากเด็กคนนั้นแล้วตรงไปยังห้องพักครูทันที ถ้าไม่จำเป็นจริงๆผมจะไม่ใช้กำลังกับเซอินเด็ดขาด เพราะเมื่อกี้เขาจับผมไว้ผมยังไม่มีปัญญาจะหนีจากเขาได้เลย

“เป็นอะไรรึเปล่า ทำหน้าเครียดเชียว” แล้วเสียงของพี่นุก็ดังขึ้นมาทันทีที่ผมหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

“ก็นิดหน่อยครับ”

“ผอ.เรียกนายไปคุยเรื่องอะไรเหรอ” ว่าจบพี่นุก็ลากเก้าอี้จองใครสักคนเข้ามานั่งตรงข้ามกับผม ระหว่างที่ผมถอดแว่นออกแล้วยกมือขึ้นลูบสันจมูกตัวเองเบาๆ

“ผอ.จะให้ผมย้ายห้องน่ะครับ ไปเป็นครูที่ปรึกษาให้กับห้อง6/5 แต่ผมยังไม่ได้ตอบว่าจะไปรึเปล่า ผอ.เธอของคำตอบวันพรุ่งนี้น่ะครับ” ผมว่าก่อนจะลดมือลงแล้วมองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยภาพเบลอๆ ผมสายตาสั้นน่ะครับ สั้นสองร้อยกว่าๆเพราะฉะนั้นพี่นุที่ผมกำลังมองอยู่ก็พลอยเบลอไปด้วย

“มีใครเคยบอกนายไหมว่าถอดแว่นออกมาแล้วสวย”

ห้ะ? สวย?

“พูดอะไรของลุงน่ะ” ผมว่าพลางขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า ก่อนที่พี่นุจะคลี่ยิ้มออกมาแล้วยื่นมือหนาเข้ามาวางลงบนหัวผมก่อนจะขยี้เบาๆ แล้วพูดออกมาต่อ

“รีบตรวจงานซะจะได้กลับบ้านไปพักผ่อน พี่เห็นนายทำหน้าแบบนี้แล้วพี่ก็พลอยเครียดไปด้วย” ว่าจบพี่นุก็ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองก่อนจะถือหนังสือแล้วเดินออกจากห้องไป สงสัยจะไปสอนห้องวิทย์-คณิต เพราะตอนนี้เลยเวลาเลิกเรียนของเด็กห้องศิลป์มาตั้งนานแล้ว

ผมสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวของผมก่อนที่จะหยิบแว่นขึ้นมาใส่แล้วตรวจงานต่อจนหมด

พอตรวจงานจนครบหมดผมก็เก็บของใส่กระเป๋าแล้วลาพี่ๆในหมวดคณิตที่กำลังนั่งตรวจงานอยู่ เห็นผมอายุตั้งยี่สิบห้าอย่างนี้แต่ผมน่ะเด็กสุดในหมวดแล้ว แถมทั้งหมวดมีแค่ผมกับพี่นุที่เป็นผู้ชาย นอกนั้นผู้หญิงหมด

หมดธุระของผมแล้วผมก็เดินลงอาคารไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่ตัวเองขับมาทำงานทุกวันก่อนจะสวมหมวกกันน็อคและแจ็คเก็ตตามแล้วขึ้นรถเตรียมขับออกไป แต่ยังไม่ทันที่จะได้ออกรถผมก็รู้สึกถึงของหนักๆที่เข้ามาซ้อนท้ายผมให้ผมได้หันไปมอง

“อ้าว มาซ้อนท้ายครูทำไมเนี่ย เย็นแล้วทำไมพวกนายยังไม่กลับล่ะ”

ผมว่ากับเด็กที่เข้ามาซ้อนท้ายผมแล้วเกาะไหล่ผมไว้แน่น เด็กผู้ชายห้อง6/4ที่ผมเป็นครูที่ปรึกษาเองแหละครับสายศิลป์-คำนวณด้วย ม.6มีศิลป์-คำนวณอยู่สองห้องคือห้อง4กับห้อง5

“พวกผมได้ยินมาว่าครูจะย้ายห้องไปห้อง5เหรอครับ ใช่อย่างที่ผมได้ยินมารึเปล่า” แล้วเด็กอีกคนก็พูดขึ้นมาพลางเดินมาข้างรถผมให้ผมได้มองหน้าเด็กๆที่เข้ามาคุย

“ครูจะไปจริงๆเหรอ” เด็กที่ซ้อนท้ายผมอยู่ก็เอ่ยขึ้นมาเมื่อผมไม่พูดอะไร

“ครูยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไปจริงๆรึเปล่า แล้วพวกนายไปรู้มาจากไหน” ผมว่าออกไปพลางมองเด็กทั้งสองคนที่เข้ามาถาม

“ได้ยินมาจากห้อง5ครับ เห็นห้อง5บอกว่าผอ.จะให้ครูพิภัชไปเป็นครูที่ปรึกษาให้” แล้วเด็กที่ยืนอยู่ข้างรถผมก็พูดออกมา ผมมองหน้าเด็กที่พูดออกมาเมื่อกี้ก่อนที่จะเอ่ยออกไปเบาๆ

“แล้วพวกนายว่าครูควรทำยังไงล่ะ”

“ผมก็ไม่อยากให้ครูไปนะถึงแม้ว่าครูเพิ่งจะเข้ามาเป็นครูที่ปรึกษาให้ได้ไม่นานเพราะครูน่ะใจดีจะตาย แต่ว่าห้อง5ก็ไม่มีครูที่ปรึกษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พวกนั้นน่ะเกือบจะไม่รอดอยู่แล้วเชียวที่ไม่มีครูที่ปรึกษาคอยประสานงานให้ หัวหน้าห้อง5ทำงานนักมาตลอดจนแทบไม่มีเวลาจะเรียนเลย” เด็กที่ยืนอยู่ข้างรถของผมพูดขึ้นมา

“มันชอบหัวหน้าห้อง5ครับครู”

แล้วคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่บนมอเตอร์ไซค์ของผมก็สวนขึ้นมาทันทีก่อนที่จะโดนคนที่ยืนอยู่ตบหัวเข้าอย่างจัง แล้วตามมาด้วยเสียงก่นด่าจนผมต้องมองตามเด็กพวกนี้ยิ้มๆก่อนที่เด็กๆจะหันกลับมาหาผมแล้วพูดต่อ

“แล้วแต่ครูตัดสินใจเลยครับ ยังไงซะไหนๆก็จะจบม.6แล้วพวกผมก็อยากให้เพื่อนห้อง5จบพร้อมกันกับพวกเรา อุตส่าห์ลำบากฝ่าฟันมาด้วยกันตั้งแต่ม.4” เด็กที่นั่งเกาะหลังผมอยู่ลงจากรถก่อนจะมายืนข้างๆเด็กอีกคนแล้วยิ้มให้ผม ผมเลยพยักหน้าให้น้อยๆก่อนตอบออกไป

“งั้นเดี๋ยวครูจะกลับไปคิดนะ ส่วนพวกนายก็กลับบ้านกันได้แล้ว เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วงเอา”

“ครับผม ขับรถดีๆนะครับครู” เด็กนักเรียนพูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะขับรถออกไป

ผมขับรถมาเรื่อยๆจนถึงบ้านตัวเองก็เห็นหนุ่มร่างสูงยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ที่หน้าบ้านผม พอผมจอดรถเสร็จผมก็ล้วงกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบกุญแจบ้านออกมาแล้วโยนให้เด็กที่กำลังยืนอยู่ เด็กคนนั้นรับมาก่อนที่จะไขกุญแจให้ผมได้ขับรถเข้าไปตามด้วยเด็กที่ยืนปิดประตูบ้านอยู่ก่อนที่จะเดินมาหาผม

“พี่พาย แม่ให้มาตามไปกินข้าวหลังจากที่พี่กลับมาจากโรงเรียน” ตะวันพูดขึ้นมาพร้อมรับกระเป๋าเป้ของผมแล้วสะพายไว้ก่อนที่จะเดินนำผมเข้าไปในบ้านของผม

“กี่โมงล่ะ” ผมถามออกไปพลางถอดแจ็คเก็ตออกแล้วพาดไว้บนโซฟาที่ตะวันกำลังนั่งอยู่ก่อนที่จะดึงเนคไทออกด้วย

ตะวันเป็นเด็กข้างบ้านผมเนี่ยแหละครับ ไม่ใช่น้องชายผมหรอก ผมรู้จักน้องเขาตั้งแต่ผมเรียนอยู่ปี3 จริงๆแล้วผมย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนที่จะขึ้นปี3พอดีเพราะว่าบ้านนี้สร้างเสร็จตอนนั้นแล้วเมื่อก่อนผมก็พักอยู่หอของมหา’ลัย พ่อผมลงทุนสร้างบ้านให้ผมน่ะครับให้ผมปักหลักอยู่ที่กรุงเทพไปเลยเวลาพ่อแม่มาเยี่ยมจากต่างจังหวัดพ่อแม่ก็จะได้ไม่ต้องไปที่หอหรือนัดเจอ

ผมรู้จักกับน้องเขาเพราะแม่ของน้องเขาเข้ามาทักทายผมก่อนน่ะ ตอนเจอกันครั้งแรกแม่ก็ให้น้องช่วยถือของมาให้ผม ของที่ว่าก็มะม่วงแหละครับที่บ้านน้องเขาปลูกมะม่วงพอดี หลังจากนั้นแม่ก็ถามนู้นถามนี่ไปเรื่อยเลยรู้ว่าผมเรียนครูอยู่ แม่น้องเขาเลยฝากให้ผมช่วยติวน้องตะวันด้วยก็ถือว่าเป็นการฝึกสอนไปในตัว

ผมเริ่มสอนน้องตะวันตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ตอนนั้นน้องตะวันก็เรียนอยู่ป.6ผมเลยติวคณิตให้ ปูพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้อนเพราะเห็นว่าน้องเขาไม่ได้เลย แต่ตอนนี้น้องเขาอยู่ม.5แล้วล่ะแถมเรียนเก่งซะด้วย ฝีมือผมเองแหละ

“ก็หลังจากที่พี่อาบน้ำเสร็จ ผมจะได้ไปบอกให้แม่ทำกับข้าวให้” ตะวันว่าพลางเปิดทีวีดู

“งั้นเดี๋ยวรอพี่อาบน้ำก่อน พี่จะได้ไปช่วยแม่ทำกับข้าวด้วย” แม่ในที่นี้ก็หมายถึงแม่ของตะวันนั่นแหละ แต่แม่น้องเขาให้เรียกผมว่าแม่ไปเลยอีกคนเพราะยังไงแม่เขาก็คอยดูแลผม เห็นผมเป็นคนในครอบครัวไปแล้วคนนึง

“ไม่ต้องหรอก พี่กลับมาจากโรงเรียนเหนื่อยๆ พักผ่อนบ้างสิ งั้นเดี๋ยวผมไปบอกแม่เลยนะ” ว่าจบตะวันก็รีบเดินออกไปจากบ้านทันที

“เฮ้ย เดี๋ยวดิตะวัน!” ผมตะโกนตามหลังน้องเขาไป

“อะไรวะ..” ผมมองคนที่เดินออกจากบ้านไปจนลับสายตา ผมถึงได้เดินขึ้นไปบนบ้านแล้วจัดการอาบน้ำใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินลงมาข้างล่างก็เห็นตะวันกำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาตัวเดิม

“ไปกัน”

ผมว่าพลางเดินเข้าไปใกล้ๆตะวันแล้วกวักมือเรียก แต่คนที่นั่งอยู่บนโซฟากลับเหลือบมองผมแล้วกระชากแขนผมให้นั่งลงข้างๆก่อนที่จะหยิบสมุดออกมาแล้วเปิดหน้าสมุดอยู่สักพักก่อนที่จะยื่นมาให้ผม

“พี่พาย ไซน์ทีตาเท่ากับศูนย์จุดสี่ห้าสี่ศูนย์ แล้วทีตามันเท่ากับกี่องศา” ตะวันพูดพร้อมชี้ไปที่โจทย์ข้อที่ตะวันอ่านออกมาให้ผมได้มองตาม

โถ่..ที่แท้ก็จะให้สอน ตกใจหมดอยู่ดีๆก็กระชากให้นั่งลง

“พี่จำได้ว่าพี่สอนเราไปแล้วไม่ใช่เหรอ เอาหนังสือเรียนมารึเปล่า” ผมว่าพลางเงยหน้ามองตะวัน ก่อนที่เจ้าตัวจะส่ายหน้าให้ผมเบาๆ

“การบ้านเหรอ มีกี่ข้อ” ผมลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนังสือสำหรับการเรียนและการสอนคณิตที่ตั้งอยู่ข้างทีวีแล้วไล่หาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมของชั้นม.5ออกมา

“มีสิบข้อครับ”

“ให้อะไรเยอะขนาดนั้นแค่การใช้ตารางเอง จริงๆแล้วให้สักสองสามข้อก็ได้” ผมเดินกลับมาพลางบ่นไปด้วยก่อนที่จะเปิดหนังสือแล้วหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาเหมือนเดิม

“เราก็เหมือนกัน พี่สอนไปแล้วทำไมไม่รู้จักจำล่ะ” ผมว่าก่อนจะยื่นหนังสือไปวางไว้บนตักอีกคนแล้วสอนวิธีดูตารางให้กับตะวัน

“ยี่สิบเจ็ดองศา..” ตะวันพึมพำขึ้นเบาๆก่อนที่จะรีบเขียนคำตอบลงไป

“ข้ออื่นค่อยกลับไปทำที่บ้าน ไปเร็วพี่จะได้ไปช่วยแม่ทำกับข้าวด้วย หิวแล้ว” ว่าจบผมก็ลุกขึ้นก่อนที่จะดึงแขนคนที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาให้ลุกตาม แล้วตะวันก็ลุกขึ้นเดินตามมาอย่างว่าง่าย

“ทำไมพี่ไม่มาสอนโรงเรียนผมล่ะ” ตะวันว่าขึ้นมาระหว่างที่ยืนรอผมล็อคประตูบ้าน

“โรงเรียนเราไกลจากที่นี่จะตาย” ผมว่าขึ้นพลางเดินนำเข้าไปในบ้านของตะวันก่อนที่จะยกมือไหว้พ่อที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่แล้วหันมามองผมกับตะวันที่เพิ่งเข้ามาในบ้าน แล้วก็รับไหว้น้องสาวของตะวันที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆพ่อด้วย

น้องสาวของตะวันอยู่ม.2ครับ ไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกันกับตะวันหรอก น้องเขาสอบไม่ติด

“โรงเรียนผมก็โรงเรียนเก่าพี่นั่นแหละ”

“เออ ก็พี่ย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วหนิ ช่างมันเถอะน่า”

“พี่ไปโรงเรียนกับผมก็ได้หนิ ยังไงผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนอยู่แล้ว ให้พี่ซ้อนท้ายไปด้วยเพราะบ้านอยู่ติดกันก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก” แล้วตะวันก็เดินตามมาพูดกับผมไม่หยุด

“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกตะวัน ประเด็นคือที่โรงเรียนนู้นพี่มีคนที่รู้จักอยู่ เขาก็เลยชวนให้พี่ไปทำงานที่นั่น” ผมหันไปคุยกับตะวันก่อนที่จะไหว้แม่ที่กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว แล้วเอ่ยถามแม่ออกไป “ทำอะไรอยู่ครับ แม่มีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า”

“ว่าจะทำข้าวผัดน่ะ พายช่วยหันแครอทเป็นลูกเต๋าให้แม่หน่อยสิลูก” ว่าจบแม่ก็ยื่นแครอทมาให้ผมก่อนที่ผมจะเดินตรงไปยังเขียงแล้วเริ่มจัดการตามที่แม่บอก

“โรงเรียนผมพี่ก็มีคนที่รู้จัก” แล้วก็ยังไม่วายที่ตะวันจะเดินตามผมมาคุยด้วยอีก ไม่ได้เข้ามาช่วยผมหั่นหรอกแค่มายืนคุยกับผมเฉยๆ

“ใคร”

“ผมไง”

แล้วคำตอบของตะวันก็ทำเอาผมถึงกับต้องมองเด็กที่ยืนมองหน้าผมด้วยสายตาจริงจังก่อนที่ผมจะหันกลับไปหั่นแครอทต่อ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนประเด็น

“ตะวัน พี่มีเรื่องจะปรึกษาเราหน่อย” ผมว่าพลางหั่นแครอทไปด้วย

“เรื่องอะไรครับ”

“ผอ.จะให้พี่ไปเป็นครูที่ปรึกษาให้กับเด็กห้องที่พี่เคยเล่าให้เราฟัง เพราะว่าห้องนั้นไม่มีครูที่ปรึกษาเด็กนักเรียนต้องดูแลตัวเอง แต่ว่าตอนนี้เด็กพวกนั้นก็อยู่ม.6กันแล้ว ถ้าไม่มีครูที่ปรึกษาพี่กลัวว่าเด็กพวกนั้นจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบกันน่ะสิ ตะวันว่าพี่ควรจะไปเป็นครูที่ปรึกษาให้กับเด็กห้องนั้นไหม พี่เป็นห่วงเด็กพวกนั้น” ผมว่าขึ้นเสียงเรียบ

“แล้วเด็กห้องที่พี่เป็นครูที่ปรึกษารู้รึยังครับ” ตะวันถามขึ้นผมก็พยักหน้าตอบทันที

“แล้วพวกพี่เขาว่าไง”

“ก็บอกให้พี่ไปนะ เพราะว่าเด็กห้องที่พี่เป็นครูที่ปรึกษาอยู่ก็ห่วงเพื่อนๆสายเดียวกันเหมือนกัน” ผมว่าพลางตักแครอทใส่ชามแล้วเดินถือไปให้แม่

“ผมว่าพี่ไปก็ได้ ยังไงครูก็ต้องคอยดูแลเด็กอยู่แล้วหนิ” พอตะวันพูดเสร็จผมเลยหันกลับไปมองหน้าน้องเขาทันที “ตะวันว่าพี่ควรจะไปเหรอ”

“ใช่ครับ ถึงแม้ว่าพี่จะทะเลาะกับเด็กคนนั้นอยู่บ่อยๆแต่ว่าถ้าทำเพื่อส่วนรวมผมว่าพี่ก็ควรจะไป”

“อืม.. งั้นพี่ไปก็ได้”







ADD FAV. <Click Pic>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

93 ความคิดเห็น

  1. #88 พระจันทร์ตะวันออก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 10:48
    ม่ายยยยยยยย
    #88
    0