ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 45 : 三十八 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十一 เริ่มปั่นป่วน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,609
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,217 ครั้ง
    27 ม.ค. 64

十一

 

ในเมื่อบอกจะเลี้ยงอาหารทุกคนที่หอวารี ดังนั้นเย่ซืออวิ๋นเลยมานั่งรออยู่ที่ห้องส่วนตัวในหอวารี สั่งอาหารเตรียมไว้เรียบร้อย เย่ซืออวิ๋นไม่ได้พาอันกงกงมาด้วย ทว่ามีองครักษ์ลับเร้นตัวอยู่สักสองสามคนเป็นประจำ

องค์ชายใหญ่นั่งเท้าคางอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยทอดมองบรรยากาศยามเย็นย่ำที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ร้านรวงข้างทางค่อนข้างคึกคักเพราะบรรดาขุนนางเพิ่งเลิกงาน บางคนก็ออกมาเดินเล่น ดูสุขสงบและธรรมดาแต่ก็เป็นหลักฐานว่าบ้านเมืองสงบสุข

ชาติก่อนเย่ซืออวิ๋นไม่เคยได้มีเวลามานั่งมองความเป็นอยู่ของประชาชนเช่นนี้หรอก เพราะคิดว่าตนเป็นเพียงองค์ชายไร้ค่าไม่มีหน้าที่ใดๆ ซ้ำยังทำเรื่องทรยศแผ่นดินลงไปเสียอีก

 

ที่จริงชาติก่อนก็ทำแต่เรื่องที่ไม่น่าให้อภัยลงไปทั้งนั้นเลย!

 

คิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าตนชาติก่อนค่อนข้างเอาแต่ใจและใสซื่อจนโง่เง่าเกินไปจริงๆ นั่นล่ะ...ทั้งๆ ที่รู้ก็ยังปล่อยให้ตัวเองถูกคนสกุลฉินหลอกเอาได้

“เฮ้อ!”

“ภรรยาคนงามทอดถอนหายใจด้วยเรื่องอันใดหรือ...บอกสามีให้ช่วยแก้ปัญหาดีหรือไม่?” พลันเสียงนุ่มนวลไพเราะดุจเสียงดนตรีดังขึ้น ดวงตาดอกท้อนั้นมองตรงมาอย่างอ่อนโยนจนเย่ซืออวิ๋นยิ้มกว้าง จะลุกขึ้นไปรับลู่ถิงอวี่ก็รีบโบกมือว่าไม่ต้องและเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเย่ซืออวิ๋นเอง

ความจริงเขาเพิ่งมาถึงเมื่อครู่ แต่หยุดใช้เวลาพิจมองภรรยาคนงามที่นั่งมองออกไปริมหน้าต่าง...มิรู้อวิ๋นของเขาเป็นเทพเซียนมาเกิดหรืออย่างไรกัน แค่เพียงนั่งเฉยๆ ก็ยังงดงงามตรึงสายตา ไม่ว่าจะคิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จมูกที่เชิดขึ้น ริมฝีปากที่เบ้ออกเล็กน้อย หรือกระทั่งเสียงผ่อนลมหายใจเบาๆ นั่น

 

น่ารัก น่ามอง 

งดงาม เปี่ยมเสน่ห์

ภรรยาของข้าลู่ถิงอวี่งดงามที่สุดในใต้หล้าจริงๆ!

 

“ถิงอวี่?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเมื่อเห็นสามีมานั่งแล้วชันเขาขึ้นเท้าคางจ้องมองเขาด้วยดวงตางดงามที่เต็มไปด้วยความชื่นชมจนเย่ซืออวิ๋นแก้มร้อน

“เจ้างดงามยิ่งนัก” คำชมด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ทำให้คนงามหน้าร้อนวาบ ขึงตาใส่สามีที่ชมชอบสรรหาเรื่องมาชมเขาได้ทุกวี่ทุกวัน “หึๆ...แล้วตกลงอวิ๋นกำลังกังวลอันใดหรือ ข้าช่วยเจ้าจัดการได้เสมอ”

“ข้าแค่ถอนหายใจเฉยๆ เองนะ เจ้ามีงานเยอะอยู่แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอกน่า”

“ปัดเป่าความไม่สบายใจของภรรยาเป็นงานหลัก ส่วนงานเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องรอง” ลู่ถิงอวี่เอ่ยได้เต็มปากเต็มคำ จนน่าปลดออกจากตำแหน่งรักษาการณ์อัครเสนาบดียิ่งนัก!

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ คิดว่าคำพูดนี้ไม่ควรให้เสด็จพ่อและน้องรอง รวมถึงพี่ไห่ฟงมาฟังจะดีที่สุด มิเช่นนั้นสามีของเขาคงมีงานเพิ่มจนไม่ได้ขยับไปไหนเป็นแน่

“อืม...หรือว่าอวิ๋นยังคงคิดถึงเรื่องสามสามีสี่อนุนั่น” ลู่ถิงอวี่เอ่ยถามเรื่องที่เย่ซืออวิ๋นปัดมันออกไปทุกคราว ภรรยาคนงามหันมาย่นจมูกใส่ แล้วกะพริบตาออดอ้อน

“ถิงอวี่...ข้าก็แค่ถามเสด็จพ่อดู เจ้าอย่าเอามาเป็นประเด็นเลยนะ...ลืมมันไปเสียเถิด” เย่ซืออวิ๋นอ้อน...ลู่ถิงอวี่ชอบเอาเรื่องนี้มาหาประโยชน์เสมอ ตอนเด็กเขาก็แค่ถามดูเฉยๆ เสด็จพ่อกลับเอาไปบอกถิงอวี่เสียได้! สามีก็เลยชมชอบเอาเรื่องนี้มารังแกเขาอยู่ร่ำไป

“ลืมไปก็ได้...ข้าคนเดียวปรนนิบัติเจ้าได้ไม่ขาดตกบกพร่องอยู่แล้ว” ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย สือความนัยผ่านสายตาให้เย่ซืออวิ๋นหน้าร้อนวาบ “คืนนี้...”

“ได้ๆ ตามใจถิงอวี่ แล้วข้าก็...ข้าก็จะ...” พวงแก้มขาวกลายเป็นสีแดงเรื่อ หลุบตาต่ำลงก่อนอ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียงแต่คนหูดีอย่างลู่ถิงอวี่มีหรือจะไม่ได้ยิน “จะไม่ขอให้หยุดเลย”

“อวิ๋นคนดี” ลู่ถิงอวี่เอ่ยชมทันที 

ภรรยาคนงามขึงตาใส่คนช่างเอาเปรียบแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “แล้วเหตุใดถิงอวี่ถึงมาคนเดียวเล่า น้องรอง น้องฉิง  น้องสี่ เจิ้งปิน  พี่ไห่ฟง และรุ่ยเอินเล่า?” เย่ซืออวิ๋นถามถึงคนที่เขาชวนไปทั้งหมด แน่นอนว่าลู่ถิงอวี่ย่อมให้ความร่วมมือกับภรรยาที่เปลี่ยนเรื่องเต็มที่

“เย่เฟิงไปรับน้องฉิงที่จวนแม่ทัพ เขาฉวยโอกาสนี้เข้าจวนแม่ทัพอย่างสง่าผ่าเผยเพราะท่านลุงหยางก็ไม่มีทางใจร้ายกับคำชวนของเจ้า ย่อมต้องให้น้องฉิงมากับเย่เฟิง ส่วนเย่หานกับเจิ้งปิน ประเดี๋ยวก็คงมา...ไห่ฟงกับรุ่ยเอิน...” ลู่ถิงอวี่ถอนหายใจเบาๆ “ดูเหมือนว่าไห่ฟงอาจต้องลำบากและระมัดระวังตัวเล็กน้อย”

ฉินเซ่าเจ๋อเริ่มระแวงฉินไห่ฟงเสียแล้ว...เขาคงสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างใรจวนสกุลฉิน และอาจสืบรู้ไปถึงเรื่องที่รุ่ยเอินกินนอนอยู่ในจวนสกุลฉินโดยที่ไม่มีใครรู้ 

 

สมกับเป็นคนที่ทำให้ฝ่าบาทเย่เทียนหลงและบิดาของเขาบอกว่าร้ายกาจและให้ระมัดระวังตัวจากคนคนนี้ให้ดี

เขารับมือยากยิ่งกว่าฉินเมิ่ง

 

“จะเป็นอันใดหรือไม่?” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้ว กังวลเล็กน้อย

“ไม่ต้องห่วง ไห่ฟงรับมือคนเดียวอาจจะลำบากไปบ้าง แต่เขามีรุ่ยเอินอยู่ด้วย ถ้ารุ่ยเอินแผลงฤทธิ์ขึ้นมาจริงๆ...สกุลฉินก็อาจจะพังราบ” ลู่ถิงอวี่ยื่นมือไปลูบแก้มของภรรยาเบาๆ คล้ายปลอบมิให้กังวล “ถ้าเจ้าห่วงข้าจะช่วยดูให้นะ”

 

การบรรเทาความกังวลของภรรยาเป็นหน้าที่ของสามีที่ดี

 

“อื้ม ข้าเชื่อใจถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน ได้ยินเสียงฝีเท้าของเสี่ยวเอ้อร์ที่ยกของว่างมา เขาก็บอกให้เข้ามาแล้ววางไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะออกไป “เจ้าเพิ่งทำงานมาเหนื่อยๆ กินอะไรรองท้องเสียก่อน...” เย่ซืออวิ๋นลุกขึ้นหยิบปลาม้วนทอดจนเป็นสีเหลืองสวย ใช้ตะเกียบคีบจิ้มกับน้ำจิ้มแล้วก็ป้อนให้ลู่ถิงอวี่

คุณชายลู่อ้าปากรับอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ภรรยาคนงามปรนนิบัติดูแล...อวิ๋นของเขาช่างใส่ใจและช่างดูแลกันเสมอ ก่อนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนเย่ซืออวิ๋นสังเกตได้

“ไม่อร่อยหรือ?”

“เผ็ดเล็กน้อยน่ะ...ดูเหมือนพ่อครัวหอวารีจะทำรสชาติใหม่ รสดีทีเดียว...อวิ๋นลองชิมดู” ลู่ถิงอวี่ดึงตะเกียบอันเดียวกันมาป้อนภรรยา เขาไม่ถือที่จะใช้ตะเกียบร่วมกันหรอก

 

สามีภรรยาเช่นพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนคนเดียวกัน

 

“เผ็ดจริงด้วย” เย่ซืออวิ๋นแลบลิ้นออกมาเล็กน้อยกับความเผ็ดนั้น ก่อนจะถูกเชยคางขึ้นแล้วความอุ่นนุ่มก็ทาบทับลงมาที่ริมฝีปากตน ปลายลิ้นถูกดูดดึงเบาๆ จนเขาชะงัก...ปล่อยให้สามีของตนจุมพิตอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายพอใจ

“ถิงอวี่...”

“ยังเผ็ดอีกหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ดวงตาดอกท้อหวานย่ำ มองริมฝีปากแดงระเรื่อที่บวมขึ้นเล็กน้อยจากฝีมือของตนอย่างพออกพอใจ 

เย่ซืออวิ๋นแก้มร้อน ก่อนจะเอียงหน้าแล้วก็กรีดรอยยิ้มหวานกว่าเดิม “ยังเผ็ดอยู่อีก”

 

แล้วจุมพิตคลายเผ็ดก็ทาบทับลงมาอีกครั้ง...อีกครั้ง เปลี่ยนความเผ็ดร้อนจางๆ ในปากให้กลายเป็นความหอมหวาน

 

“ข้าชอบวิธีคลายเผ็ดแบบนี้ยิ่งนัก” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเสียงนุ่มข้างหูภรรยา ถูกมือเรียวตีเอาเบาๆ เขาก็กลับไปนั่งที่เดิม อ้าปากให้เย่ซืออวิ๋นป้อนต่อ..ถ้าเผ็ดก็ใช้วิธีเดิมคลายเผ็ดเอาได้ด้วย

“ถิงอวี่...” เย่ซืออวิ๋นขึงตาฉ่ำใส่ แต่มือก็ยังคงป้อนของว่างให้ลู่ถิงอวี่อย่างใส่ใจ ไม่ขาดตกบกพร่อง จนลู่ถิงอวี่คิดว่าถ้าหากใต้หล้านี้มีตำแหน่งภรรยาอันดับหนึ่งแล้วล่ะก็...

 

มิมีใครสู้อวิ๋นของเขาได้เป็นแน่

 

ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวาน กะพริบตาออดอ้อน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ยามได้ยินเสียงฝีเท้าอันแสนคุ้นเคย...ดูเหมือนจะมีคนมาขัดจังหวะเสียแล้ว

 

บรรดาน้องหวงพี่...

 

“พี่ใหญ่เจ้าขา น้องคิดถึงพี่ใหญ่ยิ่งนักเจ้าค่ะ” เสียงใสๆ ของหยางฉิงมาก่อนที่ประตูจะเปิดเสียอีก ยามประตูเปิดออก คุณหนูจวนแม่ทัพก็รีบตรงดิ่งมานั่งข้างๆ เย่ซืออวิ๋นแล้วส่งรอยยิ้มหวานให้ทันที “พี่ใหญ่งดงามขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”

“น้องฉิงเองก็งดงามขึ้นเช่นกัน” เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ “น้องรอง มานั่งเร็วข้าให้คนเตรียมของว่างให้แล้ว”

“พี่ใหญ่ยังใส่ใจข้าเสมอ” เย่เฟิงโบกพัดในมือ ก่อนจะนั่งลงที่อีกราย ปรายตามองลู่ถิงอวี่ที่หวงพื้นที่ข้างพี่ใหญ่ไม่ยอมให้ใครได้ยึดไป ซ้ำยังเนียนๆ ดึงพี่ใหญ่ให้ห่างน้องฉิงจนแทบจะนั่งอยู่บนตักเจ้านั่นอยู่แล้ว 

“มีของข้ากับเจิ้งปินด้วยใช่หรือไม่ หิวยิ่งนัก” เย่หานที่ลากมือเจิ้งปินเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่เข้ามาในห้อง ปรายตามองเจ้าพี่เขยน่าหมั่นไส้ แล้วก็ยิ้มให้พี่ใหญ่ของตน

“ย่อมต้องมี น้องสี่...เจ้าบังคับเจิ้งปินมาหรือ?” เย่ซืออวิ๋นขึงตาใส่ของสี่จอมอันธพาล ดูสินั่นกุมมือเจิ้งปินไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดูอย่างไรก็เหมือนอันธพาลที่ข่มขู่ผู้อื่น

“ใส่ร้ายข้าแล้ว เจิ้งปิน...เจ้ารีบแก้ข่าวแทนข้าเลย ประเดี๋ยวข้าจะถูกแมวฟาดเอา” เย่หานหันไปเลิกคิ้วใส่องครักษ์ส่วนตัวที่กำลังทำหน้านิ่งๆ อยู่ข้างๆ มือใหญ่ไม่ยอมปล่อยมือเล็กกว่า พลางยักคิ้วให้เจิ้งปินคล้ายจะบอกว่าถ้าหากตนเองถูกพี่ใหญ่ฟาดจะไปเอาคืนกับองครักษ์เจิ้งเขา

“องค์ชายสี่มิได้บังคับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งปินตอบเย่ซืออวิ๋นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ส่วนเย่ซืออวิ๋นก็หรี่ตามองน้องชายตนเองเล็กน้อย

“ถ้าถูกน้องสี่รังแกเจ้าก็บอกข้าได้เลยนะ มิต้องห่วง...น้องสี่น่ะอันธพาลน้อย”

เจิ้งปินเห็นด้วยกับคำพูดนี้ยิ่งนัก รับคำอย่างมั่นเหมาะ ไม่สนใจมือใหญ่ที่บีบมือตนแน่นนั่น...อย่างไรเสียเขาก็มีคนหนุน แล้วองค์ชายสี่ก็มักถูกองค์ชายใหญ่ฟาดเอาบ่อยๆ ถ้าก่อเรื่องมากเข้าก็ถูกเมินไปตามระเบียบ

“เฮ้อ...เสียดายที่พี่สามมิอยู่ด้วย” เย่หานพึมพำ ถ้าอย่างน้อยพี่สามอยู่ล่ะก็ จะได้มีคนช่วยเขากลั่นแกล้งพี่ใหญ่ นี่พี่รองกับพี่ลู่น่ะเป็นคนคอยให้ท้ายพี่ใหญ่น่ะสิ ถึงได้เชิดหน้าใส่จนน่าหยิกจมูกสักทีเช่นนี้

“ข้าเองก็คิดถึงน้องสามยิ่งนัก” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้า วันนี้ตนเพิ่งให้คนส่งจดหมายและของกินไปชายแดนแคว้นเว่ย แม้จะส่งไปบ่อยๆ ก็มิเท่าการเจอหน้าและพูดคุยกันจริงๆ

“ถ้าพี่ใหญ่คิดถึงน้องสาม ข้าให้เขารีบกลับมาดีหรือไม่?” เย่เฟิงเอ่ยกับพี่ชายยิ้มๆ คีบอาหารใส่ถ้วยของหยางฉิง เห็นดวงตากลมโตเงยขึ้นมามองตนพร้อมยิ้มให้เขาก็ยิ้มกลับ

 

รู้สึกเหมือนอยากเห็นนางยิ้มให้ทุกวันเสียแล้ว...อยากตื่นมาเจอนางเป็นคนแรกในทุกๆ วัน

 

“ข้าเชื่อน้องรอง” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึก น้องรองของตนนั้นเก่งกาจอยู่แล้ว...พวกเขาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาตอนงานสมรสของเขา ผ่านไปสักพักแล้วแน่นอนว่าเย่ซืออวิ๋นย่อมคิดถึงบรรยากาศการอยู่ร่วมกันเช่นนั้น “พี่ไห่ฟงกับรุ่ยเอินจะมาได้หรือไม่นะ”

“ดูเหมือนว่า...”

“รายงานพ่ะย่ะค่ะ” ไม่ทันที่ลู่ถิงอวี่จะได้พูดอันใดต่อ เสียงจากองครักษ์ลับที่เข้ามาทางหน้าต่างเอ่ยรายงานเสียงเรียบ ค้อมศีรษะลงถวายคำนับแด่บรรดาองค์ชายทั้งสามพระองค์ “เกิดเรื่องที่จวนสกุลฉินพ่ะย่ะค่ะ”

แต่ละคนเลิกคิ้ว...ยามนี้สกุลฉินก็มีแต่เรื่องแต่ราวจนชื่อเสียงเสื่อมเสียไปไม่น้อยอยู่แล้ว คนในจวนยังมิอยู่กันอย่างสงบอีกหรือ

“ว่ามา...” เย่เฟิงเอ่ย

“เกิดเรื่องกับคุณหนูใหญ่พ่ะย่ะค่ะ เหมือนว่าฉินเหวินจะวางแผนทำลายชื่อเสียงคุณหนูใหญ่ โดยป่าวประกาศอยู่หน้าจวนพ่ะย่ะค่ะ”

“พี่ฮวาซิง!” หยางฉิงผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความเป็นห่วงพี่สาวคนสนิท เย่เฟิงตบหลังมือนางเบาๆ ราวปลอบโยน

“ไม่เป็นไร น้องฉิงก็รู้ว่าฮวาซิงมิใช่คนที่ใครจะมาใส่ร้ายได้โดยง่าย”

“แต่ว่า...”

“พวกราไปดูที่จวนสกุลฉินกันสักหน่อยเถิด เผื่อเกิดอันใดร้ายแรงขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้...ถ้าหากเกิดอันใดขึ้นกับพี่ฮวาซิงแม้แต่ปลายก้อย น้องสามอาจจะอาละวาดเอาได้” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง หันไปมองทุกคนที่พยักหน้าเห็นด้วย

 

อย่าให้องค์ชายสามเย่หานโกรธ...มิเช่นนั้น...

สกุลฉินได้เจองานหนักเป็นแน่

 

“น้องฉิงนั่งรถลากไป และอยู่ภายในรถลากนะ” เย่เฟิงเอ่ยกับหยางฉิงที่ดูจะไม่ค่อยอยากยอมรับในข้อเสนอเท่าไหร่ เพราะนางเป็นห่วงฉินฮวาซิงจนร้อนใจไปหมด แต่นางก็เข้าใจดีว่าตนเป็นสตรีจะให้เดินไปกับบรรดาบุรุษทั้งขบวนจะเสื่อมเสียชื่อเสียงเอาได้ ขืนเป็นเช่นนั้นพี่ฮวาซิงจะไม่สบายใจเอาอีก

“เจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องห่วง” เย่เฟิงปลอบหยางฉิง กอบกุมมือของนางแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ามั่นคง “เชื่อข้านะ”

“น้องเชื่อพี่เฟิงเจ้าค่ะ”

“เฮ้อ...ไปกันเถิดอวิ๋นข้าทนอยู่มิไหวแล้ว” ลู่ถิงอวี่หรี่ตามองเย่เฟิงกับหยางฉิงพลางถอนหายใจเบาๆ หันไปกุมมือภรรยาคนงามไว้

“เจ้าอิจฉา?”

“เหตุใดคนมีคู่เช่นข้าต้องไปอิจฉาคนไร้คู่เช่นพวกเจ้าด้วย...พวกเจ้าทำได้แค่กุมมือก็คิดว่าข้าอิจฉาแล้วรึ?” น้ำเสียงลู่ถิงอวี่ฟังดูอย่างไรก็น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก แต่ดูเหมือนคุณชายลู่เขาจะยังไม่พอใจ เอ่ยย้ำลงไปอีกประโยค “ข้าน่ะนะสามารถกอดภรรยาตนเองได้ออกหน้าออกตา มิจำเป็นต้องแอบเข้าห้องสตรีอย่างองค์ชายรัชทายาท หรือสรรหาข้ออ้างหลอกล่อเหมือนองค์ชายสี่...วิธีการของคนไร้คู่เช่นพวกเจ้านี่ไม่ไหวเอาเสียเลย”

คนน่าหมั่นไส้บางคนจูงมือภรรยาไว้แล้วก็ยิ้มหวาน ก่อนจะเดินออกไป ส่วนคนอื่นๆ ก็คำรามพร้อมกันทันทีด้วยความหมั่นไส้

“ลู่ถิงอวี่!”

 

...........

 

“คุณหนูใหญ่สกุลฉินเช่นเจ้า กลับทำเรื่องเสื่อมเสียลักลอบคบหากับบุรุษหรือฉินฮวาซิง ช่างไม่น่าเชื่อจริงๆ”

“ท่านลุงกล่าววาจาอันใดควรมีหลักฐานและให้เกียรติกันด้วยเจ้าค่ะ!” ฉินฮวาซิงเอ่ยตอบโต้กลับเสียงเรียบ ร่างบอบบางของนางประสานมือไว้ที่หน้าท้อง ยืดตัวตรงคล้ายต้นเหมยสูงสง่ามิหวั่นเกรงลคลื่นลมใดๆ

 

งดงามทระนง

 

“มิใช่อย่างนั้นหรือ! แล้วจดหมายกับเครื่องประดับ รวมถึงพวกผ้าปักเหล่านี้เล่าคืออันใด! พี่หญิงใหญ่คิดจะปฏิเสธหรือเจ้าคะ!!” คุณหนูรองสกุลฉินตะโกนเสียงดังลั่นหน้าจวน ราวจะป่าวประกาศให้ทุกคนที่ผ่านไปผ่านมาได้ยิน แน่นอนว่าชาวเมืองฝูหยางที่ชมชอบเรื่องสนุกและเรื่องซุบซิบนินทาเป็นอย่างยิ่งมีหรือจะพลาด

ยามนี้หน้าจวนสกุลฉินรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย ต่างพูดกันปากต่อปากไม่หยุด...เพราะคนที่มีปัญหาคราวนี้คือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง สตรีที่มีชื่อเสียงดีงามมากความสามารถเป็นที่ชื่นชมและนับถือ

“คุณหนูใหญ่ลักลอบติดต่อกับบุรุษจริงรึ!”

“จริงหรือไม่เจ้าต้องรอฟัง...แต่ใช่นางต้องแย่งชิงตำแหน่งพระชายาขององค์ชายรัชทายาทหรือ เป็นอย่างนี้ชื่อเสียงของนาง...”

“นั่นสิ! แล้วถ้าหากเป็นจริงขึ้นมาจะเหมาะสมได้อย่างไรกัน!”

“แต่ต่อให้นางติดต่อกับบุรุษสักคนจริงก็มิใช่เรื่องผิดอะไรมิใช่หรือ...คุณหนูใหญ่ยังไม่แต่งงาน ไม่มีคู่หมั้นคู่หมายสักหน่อย”

“ใช่ๆ นางแค่จะพลาดโอกาสตำแหน่งชายาขององค์ชายรัชทายาทเท่านั้นเอง”

“หรือนี่เป็นแผนการร้ายอีกแล้ว?”

“เพ้ย! นั่นนายท่านใหญ่กับคุณหนูรองพูดเองเลยนะ สกุลเดียวกันจะหาเรื่องใส่ร้ายกันไปเพื่ออันใดกัน?”

“ก็จริงของเจ้า...แต่ดูอย่างไรคุณหนูใหญ่ก็มิใช่คนเช่นนั้น”

“คนเรารู้หน้ามิรู้ใจหรอกน่า!”

“น้องหญิงรองช่างว่างใส่ใจเรื่องของข้านัก มิใช่ท่านตาออกคำสั่งกักบริเวณเจ้าอยู่หรือ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” ฉินฮวาซิงยังคงเยือกเย็นไม่เปลี่ยนแปลง นางยืนตัวตรงใบหน้ายังคงสงบราบเรียบ ก่อนจะเหยียดรอยยิ้มมุมปาก “ถึงขั้นเสียมารยาทเข้าห้องนอนไปขโมยของของข้าออกมาด้วย”

“เจ้า! อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ!!”

“พี่หญิงใหญ่นี่กระไรกันเจ้าคะ ทำเรื่องงามหน้าเอาไว้ขนาดนี้ยังจะมากล่าววาจาว่าร้ายผู้อื่นอีกหรือ!” คุณหนูสามสกุลฉินรีบช่วยคุณหนูรองทันที เพราะนางเองก็เกลียดฉินฮวาซิงยิ่งกว่าอะไรดี

 

ถ้าหากพวกนางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงล่ะก็...จะต้องลากนางพี่ใหญ่ที่หยิ่งยโสคนนี้ไปด้วย!

ให้เจ้าแต่งออกไปไม่ได้ ชื่อเสียงเน่าเหม็นยิ่งกว่าพวกข้า!

 

“พวกเจ้าพอได้หรือยัง!! มีอะไรก็เข้าไปคุยกันข้างใน!” ฉินเมิ่งที่มีภรรยาสองคนช่วยประคองเอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทน ส่งสายตาเย็นชาให้ฉินเหวินที่เป็นคนจุดประเด็นและทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตอยู่หน้าจวน เขาโมโหจนอาการป่วยที่ยังไม่ดีขึ้นมันแย่ลงไปอีก!

“ทำไมต้องเข้าไปคุยกันข้างในเล่าเจ้าคะ! ท่านปู่ เห็นๆ กันอยู่ว่าพี่หญิงใหญ่ทำตัวไม่เหมาะสม!!”

ใช่ว่าพวกนางไม่รู้ถึงความลำเอียงของท่านปู่ ที่เลี้ยงดูฉินฮวาซิงมาอย่างดี สั่งสอนนางแทบทุกอย่าง...แม้จะเพื่อปูทางไปสู่อำนาจของสกุลแต่อย่างไรเสียก็น่าอิจฉาอยู่ดี!

 

ฉินฮวาซิงอาจสีสิทธิ์สูงศักดิ์เป็นถึงชายาเอกขององค์ชายรัชทายาท...

และนั่นหมายความว่านางจะเป็นฮองเฮาคนต่อไปของต้าเซี่ย!!

 

พวกนางไม่ยอม! ไม่มีวันยอม! พวกนางต้องจมในโคลนตมก็ไม่มีทางให้ฉินฮวาซิงได้ดี!!

 

“นางทำตัวไม่ต่างอันใดกับหญิงในหอนางโลม!”

“ระวังปากของพวกเจ้าด้วยน้องหญิงรอง น้องหญิงสาม!” ดวงตาที่สงบนิ่งของฉินฮวาซิงเริ่มเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธกับวาจาลบหลู่เกียรติของนางเช่นนั้น “อย่าคิดว่าผู้อื่นจะเหมือนเจ้าทั้งสองไปเสียหมด!”

“นางฮวาซิง!”

“หุบปาก! พวกเจ้าหุบปากแล้วรีบเข้ามาข้างในจวนเดี๋ยวนี้!!” ฉินเมิ่งตวาดลั่น หน้าอกสะท้านลงเฮือกๆ ร่างกายซวนเซแทบจะยืนไม่อยู่ ตอนนี้เซ่าเจ๋อก็ไม่อยู่ ไห่ฟงก็ไม่อยู่...มีเพียงเจ้าลูกไม่เอาไหนฉินเหวินนั่นที่ก่อเรื่องและกะพรือให้เรื่องน่าอายนี่มันลุกลามใหญ่โตกว่าเดิม!!

 

แค่นี้ชื่อเสียงของสกุลฉินก็ปนปี้จนแทบจะไม่เหลืออันใดแล้ว!

 

“นางแพศยานี่สูงส่งสักแค่ไหนกันเชียว! ท่านปูดูสิเจ้าคะ! ท่านก็รู้ว่านี่เป็นลายมือของนางพี่หญิงใหญ่ ฝีเข็มปักเหล่านี้ท่านปู่ก็ย่อมคุ้นตาดีเป็นแน่ เครื่องประดับเหล่านี้อีก ดูสิเจ้าคะว่าหลานรักของท่านปู่เป็นอย่างไร!” คุณหนูรองและคุณหนูสามรีบเอาจดหมายตอบของฉินฮวาซิง บรรดาผ้าปักที่เห็นชัดว่าปักให้บุรุษกับพวกเครื่องประดับล้ำค่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นให้ฉินเมิ่งไปดูใกล้ๆ

เพียงแค่เห็นฝีเข็ม เห็นลายมือ ฉินเมิ่งก็ขยำมันทิ้งลงพื้นอย่างแรงด้วยแรงโทสะที่อัดแน่นจนจุกไปหมด!

 

มีหรือเขาจะจำลายมือและฝีเข็มของหลานสาวไม่ได้!!

และเพราะจำได้ถึงได้รู้ว่ามันคือเรื่องจริง!

 

“ฮวาซิง! เจ้า...เจ้า...” ฉินเมิ่งชี้หน้าหลานสาวคนโตด้วยความผิดหวัง ลมหายใจสะท้อนขึ้นลงไม่หยุด เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูนางมาเพื่อเป็นหมากปูทางไปสู่อำนาจของสกุล ต่อให้นางมิได้ตำแหน่งชายาเอกขององค์ชายรัชทายาทก็ยังสามารถส่งนางเข้าวังไปเป็นสนม หรือแต่งงานกับสกุลใหญ่สักสกุล

อุตส่าห์สู้วางแผนให้หยางฉิงเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่พลาดจนอาเจากลายเป็นคนพิกลพิการ อุตส่าห์ทุ่มเทเงินทองและแผนการมากมาย

 

แต่ดูที่นางหลานตัวดีทำลงไป!!

นางทำลายความหวังของเขา!

 

“ฮวาซิง!!”

 

เพี๊ยะ!!

 

เสียงฝ่ามือฟาดเข้าที่แก้มของขาวนวลของฉินฮวาซิงแรงจนๆ เกิดเสียงดังลั่น เหล่าชาวบ้านที่มามุงดูต่างอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้า ส่วนฉินเหวินและบรรดาคุณหนูรองคุณหนูสามนั้นพากันเหยียดยิ้มสมใจอย่างที่สุด 

“นางหลานสารเลว!!” ฉินเมิ่งแค่นเสียงอย่างเกลียดชัง “เจ้า!” เขาโมโหจนลืมไปหมดแล้วว่าต้องจัดการเรื่องนี้ภายในบ้าน ในเมื่อนางหลานตัวดีกล้าแข็งข้อ...ในเมื่อนางหมดประโยชน์แล้ว

 

ก็กำจัดนางทิ้งจนไม่มีทางรอดเลยแล้วกัน!

ให้นางไม่มีทางเลือกไปไหนไม่ได้ จากนั้นค่อยส่งนางไปแต่งกับใครสักคน!

 

อย่างไรเสียฉินฮวาซิงก็มีหน้าตางดงาม พวกตระกูลใหญ่หรือเศรษฐีไม่น้อยคงต้องการนางไปบำเรอ...แม้ไม่อาจเชิดหน้าชูตาให้เหมือนดั่งเดิมได้แล้วก็เถอะ!

ฉินฮวาซิงยกมือกุมแก้มตัวเอง นางรู้สึกเจ็บมาก แรงฝ่ามือนั้นใส่มาเต็มที่จนนางเลือดออก...แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าก็คือหัวใจ...

 

พอนางหมดประโยชน์ท่านตาก็ลงมือทำร้ายนางทันที

พอนางไม่ใช่หลานที่ทำให้สกุลฉินรุ่งเรือง...เขาก็ลงมือกับนางอย่างไม่ใยดี

 

“ถ้าหากข้าบอกว่าไม่...ท่านตาก็คงไม่เชื่อ” ฉินฮวาซิงเอ่ยเรียบๆ แต่ใครก็รู้ว่าน้ำเสียงของนางกำลังสั่น ทว่าโฉมสะคราญก็ยังคงยืนตัวตรงแน่วแน่ ดวงตาสาดประกายมั่นคง

 

ทระนงไม่สั่นคลอน

งดงามสูงส่ง...ดูมีอิสรเสรี

ราวกับเรื่องทั้งมวลมิอาจทำให้นางแปดเปื้อนได้

 

นี่เป็นบารมีของฉินฮวาซิงที่ต่อให้คุณหนูรองและคุณหนูสามสกุลฉินทำอย่างไรก็มิอาจเลียนแบบได้...มาจากการฝึกตัวและการครองตัวของนางเอง

“หลักฐานอยู่ตรงหน้าเจ้า เจ้าจะพูดอันใดอีก!”

“หลานยังมิได้หมั้นหมาย มิได้แต่งงานกับผู้ใด...จะรักชอบบุรุษสักคนย่อมไม่ใช่เรื่องผิด” ฉินฮวาซิงเอ่ยความจริง สำหรับครอบครัวอื่นอาจจะแค่ตักเตือนเล็กๆ น้อยๆ กับเรื่องนี้เพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ซ้ำยังมิได้แต่งงาน นี่ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรืออะไรร้ายแรงเลย...

 

แต่สำหรับครอบครัวของนางนั้นต่างออกไป...พวกเขาเลี้ยงดูนางมาเพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของสกุล ถ้าหากนางหมดประโยชน์ตรงนั้นแล้ว...

ก็ไม่มีค่าอันใดอีก

 

“เจ้า! จนป่านนี้ยังไม่สำนึกอีกเรอะ!!”

“หลานไม่ผิด” ฉินฮวาซิงกำมือแน่น

“ดี! ดีมาก! ปีกกล้าขาแข็งจนไม่เห็นหัวแม้กระทั่งข้าแล้วสินะ!!” ฉินเมิ่งมองฉินฮวาซิงด้วยแววตาคั่งแค้นและเกลียดชัง ไม่เหลือเค้าความเอ็นดูที่เคยมีมาเลยแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ไสหัวไปจากตระกูลฉิน! ข้าไม่มีหลานสาวสารเลวเช่นเจ้า!!”

 

กับแค่เรื่องนี้...แค่เรื่องนี้...

ท่านตาก็ไล่นางแล้วอย่างนั้นหรือ

 

ฉินฮวาซิงรู้สึกปวดร้าวในอก น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลกลับไหลออกมาช้าๆ...ทว่านางมิได้สะอื้น มิได้ส่งเสียง กลับหลั่งน้ำตาเงียบๆ แต่นั่นทำให้บรรดาคนที่มุงล้อมพากันเจ็บปวดแทน เพราะแววตาของฉินฮวาซิงรวดร้าวยิ่งกว่าอะไรดี

แล้วยามโฉมสะคราญหลั่งน้ำตาผู้ใดเล่าจะทนไหว

“มารยา!”

“แพศยา!”

คุณหนูรองและคุณหนูสามสกุลฉินตวาดอย่างไม่พอใจ เห็นแววตาชาวบ้านที่มองฉินฮวาซิงอย่างสงสาร และเหมือนพวกนางรังแกนางแพศยานั่น!

“ข้าว่าตระกูลฉินทำเกินไปกระมัง”

“คุณหนูใหญ่ก็พูดถูกของนางนะ เรื่องนี้นางไม่ผิดตรงไหนเลย”

“เจ้าดูคุณหนูรองและคุณหนูสามสองคนนั่นสิ ยังจะใส่ไฟอีก...พวกนางช่างน่ารังเกียจจริงๆ!!”

“นี่ออกจะเกินไปแล้วจริงๆ นั่นล่ะ!”

ชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกพากันเข้าข้างฉินฮวาซิงอย่างไร้เงื่อนไข ส่วนพวกลู่ถิงอวี่ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ได้สักพักหนึ่งแล้วก็ต้องพยายามห้ามเย่ซืออวิ๋นกับหยางฉิงมิให้ออกไปช่วยฉินฮวาซิง ตอนฉินเมิ่งตบฉินฮวาซิงถ้าหากเย่เฟิงกับลู่ถิงอวี่ไม่จับไว้ล่ะก็...เกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้

“ถิงอวี่! ข้าทนไม่ไหวแล้วนะ” เย่ซืออวิ๋นเม้มปาก มองฉินฮวาซิงอย่างเป็นห่วง เห็นร่างบอบบางนั้นยังคงยืนอย่างสง่างามแน่วแน่ในความคิดและความถูกต้องของตนแล้วเขาก็ยิ่งกังวล

 

พี่ฮวาซิงมองไปข้างหน้าและศรัทธาในตนเองเสมอ

 

นางแข็งแกร่ง ทระนงในตัวเอง แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังคงเป็นห่วงนางอยู่ดี...เพราะต่อให้ทำเหมือนไม่เป็นไร แต่นางต้องกำลังร้องไห้และเจ็บปวดอยู่เป็นแน่ ชาติก่อนเขาได้ยินมาว่านางครองตัวเป็นโสดอยู่ในอารามชีไปชั่วชีวิต ชาตินี้เขาอยากให้นางมีความสุข

 

เพราะบางมุมฉินฮวาซิงก็ไม่ต่างอันใดกับเขาในชาติก่อนเลย...อยากได้ความรักความผูกพันจากใครสักคน มิอยากเป็นตัวหมากเพื่ออำนาจของใคร

 

“พี่เฟิง! ปล่อยน้องนะเจ้าคะ! น้องจะไปช่วยพี่ฮวาซิง!” หยางฉิงทั้งทุบทั้งหยิกคนที่กอดเอวนางไว้ไม่ปล่อย คุณหนูจวนแม่ทัพร้อนใจจนแทบอาละวาดยามเห็นพี่สาวคนงามของนางถูกตบ...

 

ตาเฒ่านั่นกล้าดียังไงมาตบหน้าพี่ฮวาซิง!

 

“น้องฉิง...ใจเย็นๆ ฮวาซิงย่อมไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่” เย่เฟิงปล่อยให้นางทุบตีและพยายามปลอบไปด้วย

“น้องไม่อยากเห็นพี่ฮวาซิงถูกตาเฒ่านั่นรังแกอีก...พี่ฮวาซิงน่ะ ต้องกำลัง...ฮึก...ต้องกำลังเสียใจมากเป็นแน่” พูดไปแล้วหยางฉิงก็ร้องไห้ออกมา จนเย่เฟิงได้แต่กอดปลอบนางไว้แล้วโอ๋ราวเป็นเด็กๆ ปรายตาไปมองลู่ถิงอวี่แวบหนึ่ง

 

ถ้าเจ้ายังไม่สรรหาแผนการดีๆ ข้าจะจัดการเองแล้วนะ

 

ลู่ถิงอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย ขมวดคิ้วครุ่นคิด...บางทีเรื่องวุ่นวายตรงหน้านี่ก็อาจจะมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่ก็ได้ และดูเหมือนองครักษ์ลับจะแจ้งเขามาว่ามีการเดินทางด่วนจากชายแดน

“รอ” คุณชายลู่เอ่ยออกมาคำเดียว แต่ไม่ถูกใจคนฟังเท่าไหร่ เขาเลยได้สายตาเย็นๆ จากทุกคนทันที ลู่ถิงอวี่ชะโงกหน้าไปหอมแก้มเย่ซืออวิ๋นอย่างไม่ดูเวลา ทำให้องค์ชายใหญ่อ้าปากค้าง... “รอเฉยๆ ก็พอ...พวกเรายื่นมือเข้าไปยุ่งมิได้ ไม่เช่นนั้นฉินฮวาซิงจะลำบากกว่าเดิม นางเองก็รู้ดี...ถ้าหากนางอดทนได้เรื่องยุ่งยากนี้จะเป็นเรื่องดีสำหรับนาง”

“ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจนัก “แต่ว่า...พี่ฮวาซิง...”

“นางเข้มแข็ง เจ้าและน้องฉิงรู้ดี...ไม่ต้องห่วง เย่เฟิง...เจ้าก็รู้ดีว่าหน้าที่ช่วยสาวงามมิใช่ของพวกเรา” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเป็นนัย ในขณะที่เย่เฟิงก็เข้าใจทันที...เขาพยักหน้าและหันไปกล่อมหยางฉิงให้อยู่เฉยๆ อย่าได้ร้อนใจ

“ท่านปู่! ไล่นางออกไปจากจวนเราเลยเจ้าค่ะ!”

“ลบชื่อนางสารเลวนี่ออกจากทำเนียมสกุลฉินเลยเจ้าค่ะ!”

“ท่านพ่อ ฮวาซิงทำผิดจนไม่น่าให้อภัย เรื่องนี้นางต้องรับผิดชอบนะขอรับ!”

ทำผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ขับไล่นางออกจากจวน และลบชื่อนางออกจากสกุลอย่างนั้นหรือ...กับแค่เรื่องนี้ แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้...

 

สกุลฉินไม่มีทำว่าครอบครัว ไม่มีคำว่าญาติมิตร นางรู้ดี

แต่ก็อดเสียใจและปวดใจไม่ได้

 

ขนาดบิดาและมารดาของนาง...ก็ยังมองเมินทำเหมือนนางไม่ใช่บุตรสาวของพวกเขา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ามิใช่แบบนี้เลยแท้ๆ

หยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาจากดวงตาของฉินฮวาซิง ดุบฝนพรำดอกหลี ทว่ายังคงไม่มีเสียงร่ำไห้เช่นเดิม แต่ทำให้คนมองเจ็บปวดตามนางไปด้วย

 

นางถูกคนในครอบครัวทอดทิ้งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง...

 

“ฮวาซิง! เจ้ายอมสำนึกผิดหรือไม่!” ถึงอย่างไรฉินเมิ่งก็ยังรู้สึกเสียดายหลานสาวคนนี้ ต่อให้นางเข้าวังไม่ได้ก็ยังพอทำประโยชน์ได้บ้าง แต่ถ้านางยังแข็งข้ออีก...เขาก็กำจัดนางทิ้งไปเลยแล้วกัน!

ต่อให้สกุลฉินเสื่อมเสียชื่อเสียงไปบ้างแต่อย่างไรเสียก็เป็นตระกูลใหญ่ น้อยคนนักที่จะอยากเป็นศัตรูกับสกุลฉิน ต่อให้อยากช่วยฮวาซิงอย่างไรก็ต้องไม่กล้าทำ!

“หลานไม่ได้ทำอันใดผิด” น้ำเสียงของฉินฮวาซิงแม้จะเจือแววสั่นเทาทว่าหนักแน่นและเชื่อมั่นในตนเอง นั่นทำให้ฉินเมิ่งโมโหจนแทบเต้น

“ดีๆ ดีมาก!! นางตัวดี! ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าสารเลวคนไหนที่ทำให้เจ้าตาต่ำทำเพื่อมันได้ขนาดนี้!”

“ต้องเป็นพวกต่ำช้าเหมือนกันเป็นแน่เลยเจ้าค่ะท่านปู่!”

“อาจจะเป็นพวกเร่ร่อนไม่รู้ที่มาก็ได้นะเจ้าคะ ฮึ! คุณหนูใหญ่สกุลฉินกลับใฝ่ต่ำเหลือเกิน ท่านปูดูสิเจ้าคะ นางพี่ใหญ่ อุ้ย ไม่ใช่แล้วนี่นางถูกท่านปู่ขับไล่ออกจากสกุลแล้วนี่” คุณหนูรองและคุณสามรีบใส่ไฟเพิ่มต่อ พวกนางไม่ยอมให้ท่านปู่ใจอ่อนจนพลาดโอกาสกำจัดนางฮวาซิงหรอก!

 

ดูสิว่าเจ้าจะยังเชิดหน้าหยิ่งยโสได้อยู่อีกหรือไม่!!

 

สะใจ! สะใจเหลือเกิน!

คนอย่างเจ้าก็มีวันนี้เหมือนกันนางฮวาซิง!

 

ยิ่งถูกโหมไฟฉินเมิ่งก็ยิ่งโมโห “ไสหัวออกไปจากจวนสกุลฉิน ข้าไม่เคยมีหลานเช่นเจ้า นางสารเลว!!” เขายกมือขึ้นหมายจะตบหน้าฉินฮวาซิงอีกครั้ง...

ทว่า...

 

ปึก!

 

ชาวบ้านที่หลับตาไม่อยากเห็นต่างพากันลืมตาแล้วกะพริบตาปริบๆ พวกเขาไม่เห็นคุณหนูใหญ่สกุลฉินถูกตบ ไม่เห็นนางหน้าหันหรือเลือดกบปาก ทว่ากลับเห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเป็นฝ่ายรับฝ่ามือของฉินเมิ่งไว้ และยืนตระหง่านปกป้องฉินฮวาซิงอยู่ด้านหลัง

ร่างบอบบางที่กัดปากตนเองเตรียมรับความเจ็บปวดก็ลืมตาขึ้นเมื่อไม่รู้สึกเจ็บใดๆ ก่อนดวงตาคู่งามที่สงบนิ่งและแน่วแน่อยู่เสมอนั้นจะเบิกกว้าง ยามเห็นแผ่นหลังกว้างคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง...

 

แม้เขาไม่หันหน้ามา แม้จะอยู่ในชุดธรรมดาๆ ที่ดูอย่างไรก็รีบร้อนและไม่เรียบร้อย

แต่นางก็จำเขาได้แม่นยำ

 

บุรุษที่มักกวนอารมณ์นางอยู่เสมอผู้นั้น...

 

“ฮึก...” ฉินฮวาซิงสะอื้นไห้ ความเข้มแข็งที่มีมาเสมอราวกับพังทลายลงยามเห็นเขาปรากฎตัวต่อหน้านางได้อย่างมหัศจรรย์

“เจ้าเป็นใคร!” ฉินเมิ่งตวาดลั่น มองคนที่บังอาจเข้ามาขวางเขาสั่งสอนนางคนไม่รักดีอย่างไม่ชอบใจ อีกฝ่ายร่างสูงใหญ่สวมผ้าคลุมขาดวิ่นบดบังใบหน้าจนดูราวพวกนักเลงเร่ร่อน “หรือว่าคนที่นางนี่ติดต่อด้วยงั้นรึ!”

“ชั้นต่ำจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ!”

“เหมาะสมกับดี...อึก...”

คุณหนูรองและคุณหนูสามยังพูดไม่ทันจบดีก็ถูกดวงตาคมภายใต้ผ้าคลุมตวัดมอง...ความอำมหิตเยือกเย็นสะท้อนในดวงตาจนพวกนางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว...

 

มะ...มันเป็นใครกันแน่

 

“ตบปากพวกนางที...รำคาญหู”

“เจ้าค่ะนายท่าน” ทันทีที่เสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นเอ่ยสั่ง หญิงสาวสองคนในชุดทหารก็ปรากฏขึ้นก่อนจะตบหน้าคุณหนูรองและคุณหนูสามเพี๊ยะใหญ่

“กรี๊ดดด! เจ้าตบข้า!”

“เจ้าบังอาจตบข้า!”

“เจ้าสาระเลว! บังอาจทำร้ายลูกสาวข้าหรือ!” ฉินเหวินที่ยืนชมความสนุกสนานอยู่โมโหและตวาดลั่น แต่กลับถูกฝ่าเท้าของบุรุษปริศนานั่นถีบเอาจนเซล้มน่าสมเพช

“เจ้าก็หุบปาก” ดวงตาคมสาดใส่คนสกุลฉินจนทำให้คนพวกนั้นตัวสั่นไม่กล้าขยับ ขนาดฉินเมิ่งเองก็ต้องชะงัก ร่างสูงใหญ่หมุนกายกลับ เห็นคนบางคนกำลังสะอื้นเบาๆ และหลั่งน้ำตาออกมาก็รู้สึกโมโหอีกเป็นเท่าตัว มือใหญ่อยากจะดึงนางเข้ามากอดไว้แล้วกล่าววาจาให้นางด่าสักสองสามคำ แต่รู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ทำเช่นนั้นดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เขาไม่อยากให้นางต้องมีเรื่องกังวลไปมากกว่านี้อีกแล้ว “ขอโทษที่มาช้า...รอข้าสักครู่”

เสียงทุ้มต่ำว่าเช่นนั้นก่อนจะหันหลังกลับไป ฉินฮวาซิงมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านปกป้องนางอยู่นั้น พลางยิ้มจางออกมา

 

นางไม่ได้อยู่คนเดียว...

 

นางเห็นหยางฉิง องค์ชายใหญ่ และคนอื่นๆ ในฝูงชน พวกเขาต่างทำสีหน้าและแทบจะยื่นมือเข้ามาช่วยจนนางต้องส่ายศีรษะปรามไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

และยังมี...เขาที่ปรากฎตัวมาปกป้องนางอยู่เบื้องหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

“ใช่...ข้าเป็นเจ้าของจดหมาย ผ้าปัก รวมถึงเครื่องประดับเหล่านั้นเอง” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยอย่างมั่นคง “ฮวาซิงไม่มีคู่หมั้น ยังไม่แต่งงาน ข้ารักชอบนางเป็นความผิดที่ตรงไหนรึ?” 

“จะ...เจ้ามันชั้นต่ำ!!” ฉินเหวินตะโกนด้วยความเกลียดชัง มองบุรุษสารเลวที่ดูเหมือนจะเป็นคนรักของนางฮวาซิงด้วยสายตาเหยียดหยาม ดูจากอาภรณ์เสื้อผ้าและสภาพแล้วก็คงเป็นบุรุษธรรมดา หรืออาจเป็นพวกจอมยุทธ์เร่ร่อนในยุทธภพเท่านั้น

“ชั้นต่ำ? หึๆ...ดูเหมือนสกุลฉินอยากจะหาเรื่องถูกประหารยกตระกูลสินะ” เสียงของเขากลับเยือกเย็นขึ้น อำนาจบารมีอันน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากร่างจนหลายคนตัวสั่น จนแทบต้องคุกเข่า...

 

ใช่...คล้ายกับอำนาจบารมีของนายเหนือหัวมังกรผู้ปกครองต้าเซี่ย

คล้ายกับฮ่องเต้เย่เทียนหลงยิ่งนัก!

 

เฮือก!!

 

และยามที่มือใหญ่ดึงผ้าคลุมลงพลางโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ทุกคนก็เบิกตากว้าง โดยเฉพาะคนสกุลฉินที่แทบจะสลบไปทั้งยืน

 

เพราะร่างสูงนั้น...คนที่ถูกกล่าวว่าชั้นต่ำนั้น...

 

“องค์ชายเช่นข้าถูกว่าเช่นนี้แล้วรู้สึกอยากฆ่าคนขึ้นมาเลย...พวกเจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่สกุลฉิน” รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้า กลิ่นอายดุดันดุจพยัคฆ์ ไหนจะแววตาคมปลาบยิ่งกว่าดาบนั่น...

 

องค์ชายที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจชาญศึกที่สุดผู้หนึ่ง

องค์ชายสาม...เย่เซียว!!

 

...........

 

“ที่ถิงอวี่บอกให้รอ เพราะว่าน้องสามจะมาหรือ...น้องสามมาได้เหมาะเจาะเกินไปแล้ว” เย่ซืออวิ๋นเบิกตาโตมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหันไปมองสามีที่กำลังยิ้มให้เขาเหมือนทำความชอบใหญ่หลวงอยู่ข้างๆ

“ใช่แล้ว...องครักษ์ลับรายงานว่าเย่เซียวกำลังเดินทางจากแคว้นเว่ยมาฝูหยาง การที่ทั้งไห่ฟง รุ่ยเอิน รวมถึงฉินฟางหนี่ว์ไม่อยู่เช่นนี้แสดงว่าพวกเขาต้องกำลังหาทางช่วยฉินฮวาซิงและทำให้เรื่องนี้เป็นประโยชน์มากที่สุดเป็นแน่...”

“อื้ม! ดีแล้วล่ะ” เย่ซือวิ๋นยิ้ม กอดลู่ถิงอวี่หมับทันที “ถิงอวี่ของข้ายอดเยี่ยมที่สุดเลย”

ลู่ถิงอวี่รับคำชมจากภรรยาอย่างไม่เกี่ยงงอนใดๆ แม้เรื่องนี้เขาจะไม่ได้ทำอันใดก็เถอะ...แต่อวิ๋นชมเขาย่อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ

“ภาพเช่นนี้...ควรเรียกว่าบุรุษช่วยสาวงามสินะ?”

“น้องว่าควรเป็นนักเลงโตกำลังแย่งชิงโฉมสะคราญมากกว่าเจ้าค่ะ”

 

ดูอย่างไรองค์ชายสามเย่เซียวก็ไม่เหมือนมาช่วย...แต่เหมือนมาที่จะแย่งชิงสาวงามให้เป็นของตนโดยที่ผู้ใดก็โต้แย้งไม่ได้มากกว่า!

 

……ต่อ….

 

เหล่าประชาชนที่มามุงรอบๆ รวมถึงคนสกุลฉินทั้งหมดแทบจะยืนไม่ไหวเพราะแรงกดดันอันมหาศาลจากร่างสูงใหญ่ของเย่เซียว โดยเฉพาะคนสกุลฉินที่ยืนนิ่งราววิญญาณออกจากร่าง แทบจะล้มทั้งยืนไปแล้ว

“อะ...องค์...ชายสาม!”

“อ้อ...สติพวกเจ้ายังไม่เลอะเลือน เมื่อครู่ยังบอกว่าข้าเป็นคนชั้นต่ำอยู่เลยมิใช่รึ?” น้ำเสียงเย่เซียวเต็มไปความเยือกเย็น ดวงตาคมหรี่ลง “โทษของการหมิ่นเบื้องสูง...คืออะไรนะ?”

 

โทษของการหมิ่นเบื้องสูงโดยเฉพาะเชื้อพระวงศ์

คือประหาร!

 

คนสกุลฉินทั้งหมดพากันตัวสั่นเทา ยิ่งฉินเหวิน คุณหนูรอง คุณหนูสามที่เมื่อครู่ยังพูดมากสุมไฟและใส่ร้ายฉินฮวาซิงอยู่บัดนี้ได้แต่เงียบกริบ คุกเข่าลงกับพื้นไม่มีแรงแม้กระทั่งจะยืนขึ้นด้วยซ้ำ เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ

 

เหตุใด...เหตุใดผู้ที่นางฮวาซิงลักลอบติดต่อด้วยสูงศักดิ์เป็นองค์ชาย!

องค์ชายสามที่ร่ำลือกันว่าโหดเหี้ยมและดุดันยิ่งกว่าพยัคฆ์!!

 

“แต่ถ้าหากข้าทำเช่นนั้นประเดี๋ยวสกุลฉินเช่นพวกเจ้าคงหาทางปล่อยข่าวให้ว่าที่คู่หมั้นของข้าเสื่อมเสียเกียรติ ว่าไม่กตัญญูรู้คุณอีกสินะ เรื่องเช่นนี้พวกเจ้าถนัดอยู่แล้วนี่ ใส่ไคล้ผู้อื่นน่ะ”

 

วาจาเราะร้ายยิ่งนัก!

แต่ว่า...ว่าที่คู่หมั้นอย่างนั้นหรือ!

 

แต่ละคนเบิกตากว้างกับวาจาขององค์ชายสาม...คุณหนูใหญ่สกุลฉินไปเป็นว่าที่คู่หมั้นองค์ชายสามตั้งแต่เมื่อไหร่กันหรือ!

“อะ...อะไรนะ!” ฉินเมิ่งเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง 

 

องค์ชายสามถึงขั้นยอมรับต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้!

 

ส่วนฉินฮวาซิงที่น้ำตาหยุดไหลไปแล้วนั้นเบิกตามองแผ่นหลังกว้างของเย่เซียว ร่างสูงใหญ่นั้นเมื่อรู้ว่าถูกมองก็ยังอุตส่าห์เอี้ยวตัวกลับมาเลิกคิ้วให้นางอีกด้วย

 

บุรุษผู้นี้เวลาเช่นนี้ยังกวนโมโหนางได้อีก!

แล้วนางก็อยากจะถามจริงๆ ว่านางไปเป็นว่าที่คู่หมั้นของเขาตั้งแต่ตอนไหนกัน! 

 

ความจริงแล้วจดหมายเหล่านั้นถ้าลองอ่านดี ที่ติดต่อกันก็เป็นเขาที่ส่งมากวนประสาทนาง มีเรื่องสำคัญอยู่เพียงครึ่งส่วน อีกหลายส่วนก็คือกล่าววาจายียวนชวนโมโหจนนางแทบอยากจะขยำจดหมายแล้วปาใส่เขาเสียด้วยซ้ำ บางฉบับที่เขาให้คนส่งมาก็ส่งมาขูดรีดยาสมุนไพรดีๆ จากนาง ทั้งๆ ที่นางเตรียมไว้ให้เขาตั้งมาแล้ว! พวกผ้าปักนั่นนักเลงโตบางคนก็หาข้ออ้างเอาเปรียบให้นางปักให้ ซ้ำยังบังคับว่าให้ปักปิ่นที่เขามอบให้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาด้วย...

 

เขาไม่เคยพูดบอกอะไรนางเลยสักคำด้วยซ้ำ!

ตอนนี้มาเป็นว่าที่คู่หมั้นอันใดนางมิเข้าใจ!

 

“แต่ข้าก็ไม่ได้ใจดีถึงขนาดปล่อยคนที่ตบหน้าฮวาซิงไปได้เช่นกัน” เย่เซียวหรี่ตาลงอย่างดุดัน “นางเป็นว่าที่คู่หมั้นข้า เป็นว่าที่ชายาของข้า...อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ทำร้ายเชื้อพระวงศ์อยู่ดี ทหาร! พาคนสกุลฉินพวกนี้ไปโบยสัก...ยี่สิบที ส่วนสามคนนั้นนอกจาโยบแล้วก็ตบปากสักห้าสิบทีด้วย!”

เย่เซียวหมายถึงฉินเหวิน แล้วก็สตรีสองคนที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อแต่รู้ว่าปากและเสียงของพวกนางน่ารำคาญนัก

 

ปากที่กล้าว่าฮวาซิงและกล้าดูถูกเขา

 

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!!”

“ไม่! ไม่นะ...กรี๊ดดด!”

“ท่านพ่อ! ท่านปู่ช่วยลูกด้วยเจ้าค่ะ อย่าเข้ามานะ!”

“ท่านพ่อ!!”

“องค์ชายโปรดทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” ฉินเมิ่งและคนสกุลฉินทั้งหมดโขกศีรษะลงกับพื้นทันที ฉินเมิ่งที่เจ็บแค้นจนแทบกระอักและแทบจะสลบไปนั้นข่มกลั้นโทสะ กลืนความโกรธลงท้องเพื่อคุกเข่าขอร้องชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขาหลายรอบ!!

“อภัย?” เย่เซียวเลิกคิ้ว ท่าทางดูอย่างไรก็เหมือนนักเลงโตนั่นทำให้บรรดาพี่น้องของเขา โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างเย่ซืออวิ๋นคันมืออยากวิ่งตรงดิ่งไปฟาดน้องสามสักที

 

นี่ตกลงเจ้ามาช่วยพี่ฮวาซิงหรือมาวางอำนาจนักเลงโตกันแน่ฮึ!

 

“สตรีที่ข้าเย่เซียวไม่เคยทำให้นางมีแผลแม้แต่ปลายก้อยนั่นหมายความว่าอย่างไรรู้ไหม?” เสียงเรียบเย็นของเย่เซียวไม่เท่าบรรยากาศกดดันและเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันที่เขาปล่อยออกมาข่มขวัญคนสกุลฉิน “หมายความว่า...ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง!”

 

ต่อให้เขาเย้าแหย่นางแกล้งนางอย่างไร เย่เซียวก็ไม่เคยทำให้นางมีแม้กระทั่งรอยแมวข่วน!

แล้วคนเหล่านี้กล้าดีอย่างไรถึงกับตบหน้านางกัน!!

 

“กระหม่อม...”

คราวนี้ฉินเมิ่งรู้สึกเสียใจแล้ว! และเสียใจมากด้วย! เขาไม่น่าปล่อยให้ความโกรธครอบงำจนทำร้ายฮวาซิง ไม่น่าถูกหลานสาวทั้งสองใส่ไฟจนเผลอตัดขาดกับฮวาซิง!

 

ถึงนางจะไม่สามารถเป็นชายาขององค์ชายรัชทายาทได้แต่นางก็ยังเป็นชายาขององค์ชายสาม...เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งได้!

 

มันน่านัก!!

ขาดทุนย่อยยับหมดแล้ว!

 

“ข้าดูเหมือนคนใจดีหรืออย่างไรกัน?”

 

ไม่มีตรงไหนเหมือนเลย! 

 

ทุกคนพร้อมใจกันตอบในใจ แต่มิกล้าเอ่ยออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างสูงขององค์ชายสามที่เดินไปหยุดตรงหน้าโฉมสะคราญอันดับหนึ่งในเมืองหลวง และยื่นมือออกไปตรงหน้านาง

 

พวกเขาตื่นเต้นราวเป็นฉินฮวาซิงเสียเอง!

 

“พระองค์กำลังเล่นอะไรเพคะ?” ฉินฮวาซิงกระซิบเสียงเคร่งเครียด เอ่ยถามเย่เซียวเบาๆ และอยากยื่นมือไปฟาดเขาสักทีเมื่อบางคนยักไหล่และเลิกคิ้วกวนโทสะนางอีกแล้ว ยังมีการเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มยียวนไม่ต่างอันใดกับนักเลงโตเลย!

 

นี่นางเผลอใจสั่นเพราะเขา และดีใจที่เขามาไปได้อย่างไรกันนะ! ฮึ่ม!

 

“เล่นที่ไหน? ข้ากำลังทำในสิ่งที่สมควรทำมาตั้งนานแล้วต่างหาก...พวกน่าตายที่ชอบมองเจ้า ชอบส่งแม่สื่อมาถามเรื่องของเจ้าจะได้รู้สักทีว่าเจ้ามีเจ้าของแล้ว เหอะ” ท้ายเสียงเย่เซียวแค่นเสียงอย่างหงุดหงิด ทั้งบรรดาพวกคุณชายตระกูลใหญ่ พวกแม่ทัพยศสูงทั้งหลายต่างก็หมายตาฉินฮวาซิงกันทั้งสิ้น

 

นางเป็นสตรีที่เขาเย่เซียวหมายปอง...ผู้ใดก็แย่งไปไม่ได้ทั้งสิ้น!

 

“เพคะ?” ฉินฮวาซิงกะพริบตาปริบๆ ท่าทางของนางงงๆ ดูไม่เข้าใจและไร้เดียงสาผิดกับภาพลักษณ์สตรีที่สุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ นั่นทำให้ประกายตาเยียบเย็นในดวงตาของเย่เซียวอ่อนลง จากนั้นก็ไม่รอให้ฉินฮวาซิงเข้าใจ เขาถือวิสาสะจับมือนางไว้แล้วเดินตรงไปเบื้องหน้าคนสกุลฉินที่กำลังคุกเข่าอยู่ แต่ละคนไม่ยินยอมแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ในสกุล

 

พวกเขาคุกเข่าให้หลานสาว!

ต่อให้ไม่ยอมยังไงก็ได้แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน!

 

โดยเฉพาะ ฉินเหวินคุณหนูรอง คุณหนูสามที่ต้องคุกเข่าต่อหน้าฉินฮวาซิง จะลุกขึ้นโวยวายทหารก็กดไหล่ลงจนได้แต่จำยอม!

 

เกลียดมัน นางตัวดี!! 

แค้นยิ่งนัก!!

 

“องค์ชาย?”

“ได้ยินว่าพวกเจ้าไล่นางออกจากตระกูลแล้วรึ? ก็ดี...เพียงแต่จะทำให้ข้าลำบากเล็กน้อยเพราะข้าไม่รู้จะไปสู่ขอนางจากใครได้อีก”

 

สู่ขอ! องค์ชายสามบอกว่าจะมาสู่ขอฉินฮวาซิง!

นี่มันเรื่องใหญ่แล้ว!

 

บรรดาชาวเมืองหลวงที่ชมชอบเรื่องซุบซิบเป็นที่สุดเบิกตาโตอย่างตกตะลึง จากนั้นก็บอกกันไปปากต่อปาก จนหลายเป็นข่าวลือดังไปทั่วเมืองหลวงในเวลาไม่นาน

“องค์ชายกำลังทำอันใดเพคะ?” ฉินฮวาซิงกระตุกมือใหญ่ที่กุมมือนางอยู่เบาๆ พวงแก้มขาวเป็นสีแดงระเรื่อยามได้ยินประโยคของเขา

“แย่งสาวงามน่ะสิ” เย่เซียวเอ่ยตอบชัดถ้อยชัดคำ รู้สึกชอบสีหน้าอึ้งๆ ดวงตาโตๆ และกลีบปากแดงๆ ที่อ้าออกเล็กน้อยของนางยิ่งนัก

ดีกว่าทำสีหน้าและแววตารวดร้าวเมื่อครู่เสียอีก...ยิ่งคิดถึงเรื่องนั้นเย่เซียวก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม

“ในเมื่อขับนางออกจากสกุลฉินแล้วก็ดีเหมือนกัน ข้าพานางไปอยู่กับข้าก็ได้...ไหนๆ อีกไม่นานนางก็กำลังจะกลายเป็นชายาเพียงคนเดียวของข้าแล้ว!”

 

ชายาเพียงคนเดียว...นั่นหมายความว่าองค์ชายสามจะไม่รับชายารองหรือเช่อเฟยแม้แต่คนเดียว!

นี่เป็นคำลั่นวาจาที่มีเหล่าอาณาประชาราษฎร์เป็นพยาน!

 

เหล่าสตรีที่มุงล้อมอยู่ต่างรู้สึกอิจฉาฉินฮวาซิงขึ้นมาทันที บุรุษที่เข้ามาช่วยราวเป็นวีรบุรุษ ไหนจะเอ่ยวาจาให้คำมั่นต่อหน้าทุกคนเช่นนี้...จะหาที่ไหนได้อีก พวกนางก็อยากแต่งกับบุรุษเช่นนี้บ้างเหมือนกัน!

 

ฉินฮวาซิงถูกขับไล่จากสกุลฉิน...มิได้เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลใหญ่แล้ว

แต่อย่างไรนางก็ยังน่าอิจฉาอยู่ดี!

 

“เจ้าดูเขาสิ! มันน่าตีจริงๆ เลย!” เย่ซืออวิ๋นเห็นท่าทางของน้องชายแล้วรู้สึกอยากวิ่งเข้าไปฟาดแรงๆ สักที เหมือนที่น้องฉิงบอกจริงๆ ด้วย...เจ้านักเลงโตนี่ไม่ได้มาช่วยพี่ฮวาซิงหรอก แต่มาเพื่อแย่งชิงและประกาศต่อใต้หล้าว่าพี่ฮวาซิงเป็นของเขาต่างหาก

 

แล้วดูสิ! ยียวนกวนโมโห ซ้ำยังวางท่าราวมาขู่เสียด้วยซ้ำ!

 

“น้องสามนี่ไม่ไหวเลย” ขนาดเย่เฟิงยังอดเอาพัดมาบังหน้าไม่ได้ พฤติกรรมของน้องชายนี่เห็นชัดๆ ว่ามาขู่เอาสาวงามเป็นของตน “น้องฉิงใจเย็นๆ นะ”

“น้องอยากจะร่วมกับพี่ใหญ่ไปตีพี่เซียวจริงๆ เจ้าค่ะ!” หยางฉิงรู้สึกคันไม้คันมือจนต้องทุบตีคนข้างกายแทน...ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียพี่เฟิงก็เป็นพี่ชายของพี่เซียว และเป็นบุรุษของนางด้วย ดังนั้นนางตีเขาแทนได้

“มาได้ทันเวลาพอดีจริงๆ ไม่เห็นไห่ฟงและรุ่ยเอินอยู่ที่นี่ คงเพราะทั้งสองคนช่วยเย่เซียวให้มาถึงที่นี่เร็วๆ สินะ...และฉินฟางหนี่ว์ก็คงอำนวยความสะดวกให้” ลู่ถิงอวี่กอดเอวภรรยาไว้แล้วโยกเบาๆ “ประเดี๋ยวข้าหาวิธีจัดการเขาให้เจ้าเอง”

“ฮื่อ แค่สั่งสอนเขาเล็กๆ น้อยๆ ก็พอนะถิงอวี่” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตา 

“เจ้ากลัวสามีของเจ้าเหนื่อยข้าย่อมเข้าใจ” ลู่ถิงอวี่สามารถหาเรื่องดีๆ ให้ตนเองได้เสมอ จนคนอื่นๆ หันไปถอนหายใจใส่อย่างอดไม่ได้

“พี่สามคงรวบรัดตัดตอน จัดการประกาศให้ทุกคนรู้ว่าพี่สาวฮวาซิงเป็นของเขาและคงจะพาว่าที่คู่หมั้นไปตำหนักหย่งอวี้หรือไม่ก็ไปชายแดนด้วยเป็นแน่”

 

วิธีนี้ช่างล้ำเลิศจริงๆ

 

เย่หานอดทอดถอนใจไม่ได้...หรือเขาควรสร้างเรื่องราวให้ใต้เท้าเจิ้งจอมหวงลูกผู้นั้นไล่เจิ้งปินออกจากตระกูลบ้างดีนะ...จะได้จัดการรวบรัดให้เจิ้งปินเป็นของเขาคนเดียวไปเลยให้เสร็จเรื่องเสร็จราว แล้วดูเหมือนองครักษ์เจิ้งจะเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ราววางแผนร้ายของเจ้านายได้อย่างดี จึงต้องส่งสายตาปรามๆ แน่นอนว่าองค์ชายสี่ก็ยิ้มพร้อมเลิกคิ้วกลับจนเจิ้งปินต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้แทน

 “แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้นักเลงโตเขาจะมิได้ทำตามใจเท่าที่อยากทำกระมัง” ลู่ถิงอวี่หรี่ดวงตาดอกท้อคู่สวยของตนลง เมื่อเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา

“หืม?...อ้อ...จริงด้วยสินะ” องค์ชายรัชทายาทที่สังเกตเห็นเช่นเดียวกับลู่ถิงอวี่ก็ขยับรอยยิ้มจาง แววตาสนุกสนานปรากฎขึ้นในดวงตาคม

“อ้ะ...นั่นมัน...” เย่ซืออวิ๋นมองตามสายตาของลู่ถิงอวี่ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ แล้วเอียงหน้ามองทุกคน

 

นั่นไม่ใช่...เกาจิ้งหรอกหรือ?

 

ส่วนเย่เซียวที่กำลังกุมมือฉินฮวาซิงเดินผ่านหน้าคนสกุลฉินไปสามรอบถ้วน ให้คนเหล่านั้นคุกเข่าให้กับตนและฉินฮวาซิงก็รู้สึกได้ระบายความหงุดหงิดไปได้เล็กน้อย “พวกเจ้าไม่พอใจก็เรื่องของพวกเจ้า...องค์ชายเช่นข้าไม่ใส่ใจ คุกเข่าบ่อยๆ ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็ชินเอง เพราะต่อจากนี้ ต่อหน้าว่าที่ชายาของข้าพวกเจ้าก็ต้องคุกเข่าเสมอ!”

 

คำก็ว่าที่ชายา สองคำก็ว่าที่ชายาของข้า

ดูเหมือนองค์ชายสามจะชมชอบที่ได้ประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าโฉมสะคราญอันดับหนึ่งนั้นเป็นของตน

 

ซ้ำยังทำให้คนสกุลฉินแค้นและทำอันใดไม่ได้ทั้งสิ้นด้วย...โดยเฉพาะฉินเมิ่งที่โมโหจนแทบสลบ รวมถึงบิดามารดาของฉินฮวาซิงที่เสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้แล้ว พวกเขาก็แค่ไม่อยากเดือดร้อน...อย่างไรฮวาซิงก็เป็นแค่บุตรี ในเมื่อนางไม่ยอมทำตามแผนของสกุลก็ไล่นางออกไป

 

แต่ผู้ใดจะนึกเล่าว่า...องค์ชายสามกลับปกป้องนางถึงเพียงนี้!

 

“เห็นแก่ที่พวกเจ้าเคยเลี้ยงดูว่าที่พระชายาของข้ามาหลายปี...นายท่านผู้เฒ่าและนายหญิงผู้เฒ่าทั้งหลายก็ชรามากแล้ว โบยแค่สิบทีก็พอ ส่วนคนอื่นโบยเต็มจำนวนเหมือนเดิม โบยที่หน้าจวนนี่ล่ะ!”

 

อยากให้สตรีของข้าอับอายเช่นนั้นหรือ?

เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าอับอายยิ่งกว่า!!

 

“สตรีของข้าเย่เซียว...ผู้ใดก็อย่าได้บังอาจมาแตะต้อง!”

 

องค์ชายสามช่างห้าวหาญยิ่งนัก!

 

เหล่าชาวบ้านแทบจะปรบมือโห่ร้องและชื่นชมองค์ชายสามผู้ห้าวหาญดุดันผู้นี้กันเสียเดี๋ยวนี้...เอาคืนให้คุณหนูใหญ่ได้ดียิ่ง

 

ดูหน้าสกุลฉินสิ...เขียวจนม่วงกันไปหมดแล้ว!

 

“มีราชโองการ!” แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ชมเรื่องสนุกสนานกันมากกว่านั้น เสียงแหลมอันดังก้องก็ดังแทรกมา พร้อมร่างมหาขันทีข้างวรกายของฮ่องเต้ในชุดขันทีเต็มยศเดินเข้ามา ด้านหลังเป็นขบวนเล็กๆ สี่ห้าคน ซ้ำด้านหลังยังมีองครักษ์ประจำตำหนักเหมยฮวาแบกเกี้ยวคุ้นตามาอีก

 

เกี้ยวประจำตำแหน่งกุ้ยเฟยของเสด็จแม่

 

คนที่ยืนอยู่หน้าเกี้ยวเป็นหัวหน้านางกำนัลและหัวหน้าขันทีประจำตำหนักเหมยฮวา

คิ้วเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดเข้าหากัน ปรายตามองบรรดาพี่ชาย น้องชายและสหายอีกมุมหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็เหมือนจะไม่รู้เรื่องและรอดูเรื่องสนุกอยู่เช่นกัน

 

เหตุใดจึงมีราชโองการมาที่นี่และตอนนี้ได้

 

“คุณหนูใหญ่รับราชโองการ” เกาจิ้งถวายบังคมองค์ชายสามเรียบร้อยก็ยิ้มเล็กน้อย ท่านมหาขันทีรับพานทองคำที่ใช้อัญเชิญราชโองการออกมาถือไว้ แต่ก่อนที่ฉินฮวาซิงจะได้คุกเข่าลงเพื่อรับราชโองการ เย่เซียวก็ให้ทหารองครักษ์ของตนออกไปนำเบาะนุ่มๆ มาให้นางรองก่อนคุกเข่า ท่าทางใส่ใจเช่นนั้นทำให้แต่ละคนพากันริษยาฉินฮวาซิงยิ่งนัก

 

ขนาดยังมิได้ตบแต่งองค์ชายสามก็เอาอกเอาใจถึงเพียงนี้เสียแล้ว!

 

“หม่อมฉันฮวาซิงรับราชโองการ” ฉินฮวาซิงทำความเคารพเต็มพิธี...เบื้องหน้าราชโองการของฮ่องเต้ต้องมิมีอันใดผิดพลาด นางแทนตนเองด้วยชื่อนั่นแสดงว่ายินยอมพร้อมใจออกจากสกุลฉิน...

 

เมื่อถูกขับไล่...นางก็มิได้หน้าด้านอยู่หรอก

นางก็เป็นคนเช่นนี้

 

“คุณหนูใหญ่สกุลฉินงดงามเปี่ยมความสามารถ เป็นหมอหญิงมากฝีมือแห่งต้าเซี่ย แม้บัดนี้ถูกขับไล่ออกจากสกุลแต่ด้วยคุณงามความดีที่เคยกระทำ รักษาอาณาประชาราษฎร์โดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยและไม่เคยแบ่งแยก ขอแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงขั้นหนึ่ง ราชทินนามเซียนเสียง* และให้อยู่ในความรับผิดชอบของว่านกุ้ยเฟยแห่งตำหนักเหมยฮวา นับตั้งแต่บัดนนี้เป็นต้นไป...จบราชโองการ”

เกาจิ้งอ่านราชโองการด้วยน้ำเสียงดังก้องได้ยินกันทั่งบริเวณ แต่ละคนต่างเบิกตากว้าง ส่วนคนของสกุลฉินนั้นราวโดนตบหน้าฉาดใหญ่เข้าอีกฉาด

 

พวกเจ้าทอดทิ้งนางแล้วอย่างไร...บัดนี้นางเป็นท่านหญิงขั้นหนึ่งและกำลังอยู่ในความรับผิดชอบของว่านกุ้ยเฟย...พระมารดาขององค์ชายสาม

นี่ไม่ต่างอันใดกับการเตรียมการเป็นสะใภ้ของราชวงศ์เลย!

 

ฉินฮวาซิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน นางถึงกับลืมรับราชโองการไปชั่วขณะจนเย่เซียวส่งเสียงกระแอมเตือนนั่นล่ะนางถึงได้รู้ตัว...

 

ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอีกรอบ...

วันนี้นางรู้สึกร้องไห้หนักกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียอีก

แต่คราวนี้...มิได้ร้องไห้ด้วยความเสียใจ เพราะราชโองการฉบับนี้ชัดเจนว่ากำลังปกป้องนาง

และคงเป็น...ว่านกุ้ยเฟยที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

 

“หม่อมฉัน...รับราชโองการเพคะ”

เป็นเย่เซียวเองเสียอีกที่หน้ายุ่งอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าใดนัก เขาประคองฉินฮวาซิงให้ลุกขึ้นยืน พลางส่งสายตาเป็นเชิงถาม ซึ่งเกาจิ้งก็มิได้พูดอันใดเพราะนายเหนือหัวรับสั่งให้ตนรีบเร่งมาประกาศราชโองการเฉยๆ ท่านมหาขันทีถวายบังคมองค์ชายสามอีกรอบ “ฝ่าบาทรับสั่งมิให้กระหม่อมพูดอันใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...กระหม่อมนำประโยคหนึ่งจากว่านกุ้ยเฟยมาบอกกับพระองค์”

“ว่ามา” เสด็จแม่ของตนกำลังวางแผนอะไรอีกเป็นแน่

“ว่านกุ้ยเฟยตรัสว่า...อย่าทรงคิดจะรังแกท่านหญิงเซียนเสียงเป็นอันขาด บัดนี้ท่านหญิงเป็นคนของพระนางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

 

เสด็จแม่นะเสด็จแม่!

 

เย่เซียวได้แต่บ่นพระมารดาในใจ แต่ทำอันใดไม่ได้ ดวงตาคมหรี่มองสตรีข้างกายที่แม้ดวงตาจะคอลน้ำตาก็กำลังเอียงหน้ามองตนยิ้มๆ เหมือนสะใจไม่น้อย

 

ประเดี๋ยวเถิดจะแกล้งเจ้าเสียให้เข็ด!

 

“ว่านกุ้ยเฟยรับสั่งให้ท่านหญิงเข้าวังไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ” เกาจิ้งหันไปพูดกับฉินฮวาซิง จากนั้นก็ส่งหน้าที่ต่อให้หัวหน้านางกำนัลและหัวหน้าขันทีจากตำหนักเหมยฮวา ฉินฮวาซิงพยักหน้า นางให้นางกำนัลประคองขึ้นเกี้ยวไปด้วยแผ่นหลังมั่นคง...

 

ไม่หันหลังกลับไปมองคนสกุลฉินเลยแม้แต่น้อย...

และเข้าวังโดยไม่นำสิ่งใดติดตัวไปนอกจากม้วนราชโองการสีทองในมือ

 

“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” เกาจิ้งถวายบังคมลาองค์ชายสาม ก่อนจะหมุนตัวกลับ จากนั้นก็โบกมือ “กลับวัง”

เย่เซียวได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อทำอะไรไม่ได้...อุตส่าห์จะหาโอกาสพานางไปที่ตำหนักหย่งอวี้หรือไม่ก็พาไปชายแดนด้วยกันกลับทำไม่ได้เสียแล้ว

 

เฮ้อ!

 

“รีบๆ โบยคนพวกนี้สักที! อย่าออมมือกันล่ะ!” องค์ชายสามหันไปสั่งกับทหารองครักษ์ ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโหยหวนของคนสกุลฉิน เขาเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็วจนบรรดาคนมุงได้แต่กะพริบตาปริบๆ ชาวบ้านบางส่วนก็รีบนำข่าวใหญ่นี้ไปบอกเล่ากันปากต่อปาก บางคนก็ยังไม่ไปไหนเพราะยังอยากดูความอับอายของคนสกุลฉินที่มักถือดีหยิ่งยโสอยู่เสมอก่อน

 

ฟังเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดนี่สิ!

สมน้ำหน้าแล้ว!!

 

............

 

“เจ้านักเลงโตนี่! เจ้ามันน่าทุบตีจริงๆ!”

“ท่านก็กำลังทุบข้าอยู่มิใช่หรืออย่างไรกันนะ” เย่เซียวที่เร้นกายมาหาก็ถูกพี่ใหญ่พุ่งเข้าใส่และรัวกำปั้นลงบนตัวทันทีจนเขาหลบไม่ทัน องค์ชายสามได้แต่ยิ้มน้อยๆ ปล่อยให้พี่ใหญ่ทุบไปบ่นไป แขนแกร่งโอบเอวพี่ชายไว้หลวมๆ “ข่วนด้วยก็ได้”

เย่ซืออวิ๋นหน้ายุ่ง ข่วนลงไปจริงๆ หนึ่งแผล ไม่เจ็บไม่คันเหมือนลูกแมวข่วนเหมือนเดิมทำให้เย่เซียวหัวเราะหึๆ องค์ชายใหญ่เลยหันไปฟ้องสามีทันที “ถิงอวี่...”

“อย่ารังแกภรรยาข้าสิเย่เซียว” ลู่ถิงอวี่เดินไปดึงภรรยาออกมาจากอ้อมแขนของเย่เซียว ทั้งสองปะทะฝีมือกันเงียบๆ ก่อนลู่ถิงอวี่จะอาศัยโอกาสผลักมือเย่เซียวออกแล้วดึงเย่ซืออวิ๋นกลับมากอดไว้อย่างหวงแหน

 

มิได้หรอก...ต่อให้เป็นน้องชายเขาก็หวง

 

“เจ้ามันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ” เย่เซียวกลอกตา “ข้าอยากเข้าวังสักหน่อย”

 

จะไปดูฮวาซิงแล้วก็ไปถามไถ่เสด็จพ่อ เสด็จแม่ด้วย

 

“ก็ควรเป็นอย่างนั้น...เจ้าเร่งเดินทางมาไม่หยุดจนสภาพดูมิได้เช่นนี้เพื่อแย่งชิงสาวงาม แต่ก็พลาดเพราะเสด็จพ่อ เสด็จแม่รู้นิสัยเจ้าดี” เย่เฟิงโบกพัดในมือเบาๆ “ไปเถิด...พวกเข้าก็จะไปด้วย”

“ว่าแต่พี่สาม...สภาพท่านนี่ไม่ไหวจริงๆ นั่นล่ะ” เย่หานยังอดบ่นไม่ได้ ไม่แปลกใจเลยที่คนสกุลฉินจะเผลอว่าพี่สามไป

 

ดูอย่างไรก็เหมือนักเลงมากว่าองค์ชาย!

 

“ข้ารีบนี่ เดิมทีก็ออกเดินทางมาแล้วแต่มิได้รีบเร่งอันใด แต่พอได้ข่าวจากไห่ฟงและรุ่ยเอินก็ใช้วิชาตัวเบามาเลยทันที” เย่เซียวยักไหล่อย่างไม่สนใจเท่าไหร่นัก ก่อนจะยอมปล่อยให้พี่ใหญ่ลากมือไปโยนใส่รถลาก แล้วปล่อยให้พี่ชายช่วยเช็ดมือ เช็ดหน้าเช็ดตาให้ โดยมีสายตาของลู่ถิงอวี่มองตามอย่างไม่ลดละ

 

เจ้าคนขี้หวงนี่น่าหมั่นไส้จริงๆ เชียว!

 

“น้องสามนี่ล่ะก็...ห้ามส่งสายตารังแกถิงอวี่ของข้าเด็ดขาดเลยนะ” พี่ใหญ่ขู่ฟอดๆ เช็ดหน้าให้น้องชายไป ก็ยังปกป้องสามีของตนเองเต็มที่ ลู่ถิงอวี่ก็หันไปกะพริบตาออดอ้อนภรรยาทันที ถือดีว่าตนมีคนคอยให้ท้ายเลยยิ่งน่าหมั่นไส้ขึ้นไปทุกวัน

“เฮ้อ...ข้าเจอแค่นี้ยังรับมิค่อยไหว พี่รอง น้องสี่ เจอทุกวันคงหนักยิ่งกว่าข้าสินะ”

“ข้าแทบอยากจะเอาดาบมาท้าตีท้าต่อยกับพี่ลู่เสียให้จบๆ”

“บางทีข้าก็อยากช่วยรุ่ยเอินกับไห่ฟงทุบตีถิงอวี่จริงๆ นั่นล่ะ”

เย่หานและเย่เซียวตอบพร้อมกัน ส่วนลู่ถิงอวี่ที่ถูกกล่าวถึงนั้นก็มิได้อาทรร้อนใจใดๆ ปล่อยให้เหล่าคนไร้ภรรยาแสนดีเช่นคนเหล่านี้บ่นไปเถิด เขาช่วยซืออวิ๋นของตนเปลี่ยนผ้าสะอาดทำหน้าที่เป็นสามีที่ดีอยู่

ใช้เวลาไม่นานทั้งหมดก็มาถึงวังหลวง โดยที่ไม่จำเป็นต้องยื่นป้ายผ่านทาง จากนั้นก็เดินลงจากรถลากไปยังตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลง และไม่จำเป็นต้องให้ขันทีหน้าประตูตำหนักรายงาน สุรเสียงทุ้มของนายเหนือหัวก็ดังขึ้นราวรู้ทัน

“เข้ามา”

เย่ซืออวิ๋นเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปก่อน องค์ชายใหญ่จูงมือสามีเข้าไปแล้วถวายคำนับพระบิดาที่กำลัง...เอ่อ...นั่งโยนฎีกาทิ้งไปให้ลู่จิงที่นั่งอยู่บนพื้น ท่านอัครเสนาบดีอยากจะลุกขึ้นมาทำความเคารพบรรดาองค์ชายทั้งหลายอยู่หรอก แต่ตอนนี้ถ้าหากตนขยับกองฎีกาทั้งหมดจะล้มเอาได้ เลยทำได้เพียงแต่ส่งยิ้มแทน

“เสด็จพ่อ...ท่านพ่อ”

“เจ้าตัวน้อย...มีขนมทำมาจากชาลู่เหมย”

“กินพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่รีบก้าวเท้าเร็วๆ ไปหาของกินทันที พลางจูงลู่ถิงอวี่ไปด้วย พระเนตรคมกริบหรี่ตามองเจ้าลูกเขยหน้าเหม็นเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเหอะในลำคอ ส่วนลู่ถิงอวี่ก็ได้แต่ยิ้มจางถวายคำนับแล้วปล่อยให้ภรรยาจูงไปแต่โดยดี

 

ไม่ว่าอวิ๋นจะจูงเขาไปไหนเขาก็ไม่ขัดทั้งสิ้น

 

“เจ้าสาม มาแล้วก็ไปหามารดาเจ้าที่ตำหนักด้วย...ไปจัดการตัวเองก่อนล่ะ” เย่เทียนหลงหันไปมองสภาพของเย่เซียวแล้วอดเอ่ยปากไม่ได้ “ขืนเจ้าไปสภาพนี้จืออิงกับเสวี่ยเหมยฟาดเจ้าเป็นแน่”

“เสด็จแม่ฮองเฮาก็อยู่ที่ตำหนักเหมยฮวาหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เซียวเริ่มคิดหนักขึ้นมาครามครัน 

“เจ้าไม่รอดหรอกน้องสาม ทำใจเสียเถิด” เย่เฟิงที่จูงมือหยางฉิงไปหาพี่ใหญ่เอ่ยขึ้นมายิ้มๆ “หรือเจ้าจะพาน้องสี่ไปด้วยให้มีคนช่วยหารที่จะถูกเสด็จแม่ทั้งสองฟาดเอาก็ได้นะ”

 

เพราะน้องสี่เองก็ทำเรื่องไว้ไม่น้อย...การไปขโมยเจิ้งปินมาไม่ยอมส่งกลับจวนสกุลเจิ้งนี่ทำให้เสด็จแม่ทั้งสองแทบจะตีเขาอยู่แล้ว

 

“ข้าไม่ไปนะพี่สาม ท่านไปเถิด” เย่หานรีบออกตัวทันที ส่วนเย่เซียวก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ 

“เสด็จพ่อ...ราชโองการแต่งตั้งพี่ฮวาซิงของพระองค์ยอดเยี่ยมที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ที่อ้าปากรับขนมจากลู่ถิงอวี่เคี้ยวขนมจนเสร็จก็เอ่ยขึ้นมา มองพระบิดายิ้มๆ เห็นสายตาชื่นชมของเจ้าตัวน้อยแล้วเย่เทียนหลงก็พยักหน้ารับ

“พระบิดาของเจ้าเก่งกาจอยู่แล้ว”

“แฮ่ม...แต่ราชโองการนั่นกระหม่อมเป็นคนร่างนะพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงส่งเสียงประท้วงเบาๆ ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเมื่อพระเนตรคมกริบวาวๆ หรี่มอง ส่วนลู่ถิงอวี่และเย่เฟิงที่รู้อยู่แล้วก็ได้แต่อมยิ้ม

 

สำนวนในราชโองการฉบับนั้นเป็นของลู่จิงมีหรือพวกเขาจะไม่รู้...ถ้าลู่จิงอยู่มีหรือที่ฮ่องเต้จะร่างราชโองการเอง

 

“เสด็จพ่อ...ราชโองการนั่น...” เย่เซียวเอ่ยเบาๆ ราวไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

“จืออิงมาขอให้ข้าออกราชโองการ เสวี่ยเหมยก็เห็นด้วย...ข้าก็เลยทำตามที่พวกนางต้องการ” เย่เทียนหลงเอ่ยตอบ “เจ้าสาม...แผนการจะพาสตรีไปอยู่กับตัวของเจ้าน่ะมารดาเจ้ามองออกดีเลย เฮ้อ...ลูกๆ ข้าโตกันหมดแล้วล่ะสินะ หึๆ” เย่เทียนหลงเลิกคิ้วยิ้มๆ มองลูกๆ แต่ละคน

 

เจ้าตัวน้อย...แต่งงานไปแล้ว ถึงเจ้าลูกเขยหน้าเหม็นลู่ถิงอวี่จะน่าหมั่นไส้อย่างไรแต่ก็ดูแลเจ้าตัวน้อยอย่างดี

เจ้ารอง...ก็มีสตรีที่ต้องตาต้องใจจนถึงขนาดทำเรื่องอย่างการแอบเข้าห้องสตรีบ่อยๆ เพราะว่าที่พ่อตายังไม่อนุญาต

เจ้าสาม...เพิ่งประกาศตัวสตรีในดวงใจไปเมื่อครู่ ซ้ำยังวางแผนจะพานางเข้าจวนอย่างชอบธรรมอีก

เจ้าสี่...รายนี้ก็วางแผนหลอกล่อและขโมยตัวบุตรชายบ้านอื่นมาไว้ตำหนักตนเองโดยไม่คิดส่งคืน

 

โตกันหมดทุกคนแล้วจริงๆ...พระเนตรคมกริบเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจจางๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปยีหัวลูกชายคนโตที่ถามหาของกินอีกเพราะกินหมดไปแล้ว...

เย่เซียวนั้นได้แต่ขอตัวไปตำหนักของพระมารดา ส่วนฮ่องเต้ก็รับสั่งให้เกาจิ้นไปบอกห้องเครื่องให้ยกของว่างเข้ามาเร็วๆ

“ถือว่าเรื่องของพี่ฮวาซิงจบลงด้วยดีสินะ” เย่ซืออวิ๋นจิบชาหอมๆ ในมือ ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย “แต่เหตุใดคราวนี้ท่านตาฉินเมิ่งถึงได้อารมณ์ร้อนกว่าทุกทีและพลาดได้เล่า ปกติเขาน่าจะ อืม...ฉลาดกว่านี้” 

เพราะเย่ซืออวิ๋นคิดว่าตนเองค่อนข้างรู้จักฉินเมิ่งดีในระดับหนึ่ง คนเช่นนั้นคิดถึงผลประโยชน์มากมาย เหตุใดคราวนี้ถึงได้ไล่พี่ฮวาซิงออกจากสกุลฉินได้

 

ทำเช่นนี้เท่ากับช่วยดึงพี่ฮวาซิงออกมาจากวังวนแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ไห่ฟงและฉินฟางหนี่ว์” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ตามที่ข้าคาดเดาฉินฟางหนี่ว์คงไปพูดเข้าบ่อยๆ นางถนัดใช้วาจาทำให้คนโมโหอยู่แล้ว และไห่ฟงก็ด้วย...ถ้าหากฉินฮวาซิงยังอยู่ตระกูลฉิน นางอาจเป็นอันตรายและถูกจับให้แต่งกับใครหน้าไหนก็ไม่รู้ ฉินฟางหนี่ว์น่ะ...นางกำลังจะแต่งออกไปแคว้นเว่ย คนสกุลฉินไม่กล้าแตะต้องนางเป็นแน่ ก็เหลือแค่ฉินฮวาซิงคนเดียว...บวกกับพวกฉินเหวินและคุณหนูทั้งสองนั่นคอยใส่ไฟ ฉินเมิ่งก็กำลังป่วย สมองเขาจะเลอะเลือนก็มิแปลกหรอก”

 

ฉินเมิ่งที่คิดว่าตนเองเก่งกล้า คิดว่าชาญฉลาดนั้น

เขาลืมเงื่อนไขสำคัญไปหนึ่งข้อ...

กาลเวลามิเคยปราณีผู้ใด

 

สองพ่อลูกสกุลฉิน ฉินเหวินและฉินเจาทำฉินเมิ่งโมโหจนล้มป่วย เขาชราขนาดนั้น ยังมาเจอเรื่องของฉินฮวาซิงอีก วิจารณญาณและสมองของเขาจะตัดสินใจผิดพลาดก็มิใช่เรื่องแปลก

“แล้วพี่ไห่ฟงเล่า? เหตุใดเขามิดึงตนเองออกมาจากสกุลฉินด้วย” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าเล็กน้อย “หรือว่า...”

“ไห่ฟงอยากเปลี่ยนแปลงสกุลฉิน เขาจำเป็นต้องอยู่” เย่เฟิงเอ่ยตอบแทน ก่อนจะยิ้มจาง “เขาเป็นคนที่น่านับถือคนหนึ่ง มุมมองและแผนของเขานั้นยอดเยี่ยมมากจริงๆ”

 

นี่เป็นสหายอีกคนที่เย่เฟิงยอมรับ...

 

“แต่เพราะเรื่องนี้ข้าว่าประเดี๋ยวเย่เซียวคงได้ไปท้าตีท้าต่อยกับไห่ฟงเป็นแน่” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นอย่างเดาได้ มองสบตาเย่เฟิงอย่างรู้กัน

“เพราะไห่ฟงทำให้สาวงามของเขาถูกฉินเมิ่งตบสินะ...แต่ไหนแต่ไรมาน้องสามก็ถือคติปกป้องคนของตัวเองเป็นที่สุดอยู่แล้ว”

“ข้าพนันได้เลยว่าเขาไม่มีทางทำอันใดไห่ฟงได้หรอก”

“เพราะรุ่ยเอินจะเข้ามาขวางไว้แทนสินะ”

 

ประมุขน้อยพรรคมารเองก็ถือคติปกป้อง ‘คนกันเอง’ ของตัวเองมากเหมือนกัน...

 

“น้องน่ะเกรงว่าเรื่องคราวนี้จะทำให้คนสกุลฉินแค้นหนักกว่าเดิมน่ะสิเจ้าคะ น้องเห็นแววตาของพวกเขาตอนเห็นพี่ฮวาซิงขึ้นเกี้ยวมา...น่าขนลุกยิ่งนัก” หยางฉิงลูบแขนตัวเองพลางเอ่ยบอก “ทั้งริษยาทั้งแค้นเลย”

“พวกเขาอยากทำลายฉินฮวาซิงแต่ทำไม่ได้ กลับทำให้ฉินฮวาซิงหลุดพ้นจากสกุลฉินและสูงศักดิ์ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ย่อมต้องโกรธแค้นเป็นธรรมดา” เย่หานเองก็สังเกตได้ “แต่คนสกุลนี้น่ากลัวกันจริงๆ...มิมีความรักความผูกพันกันเลยแม้แต่น้อย”

 

นึกอยากจะทิ้งก็ทิ้ง นึกอยากจะตัดก็ตัด

พวกเขาไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่าบุตรหลายจะเจ็บปวดเพียงใด...

 

“นั่นเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกของสกุลฉินจนยากจะแก้ไขแล้ว...บุตรหลานทั้งหลายมีเพื่อผลประโยชน์ของสกุลเท่านั้น ถ้าหมดประโยชน์หรือมิอาจทำประโยชน์ให้สกุลได้อีกเลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุข” เย่ซืออวิ๋นทอดถอนใจเบาๆ รู้สึกเศร้าเล็กน้อย

 

เพราะชาติก่อนสกุลฉินก็เป็นเช่นนี้...

 

“ว่าแต่พี่สามกลับมาเมืองหลวงเพราะเรื่องของพี่สาวฮวาซิงอย่างเดียวหรือ?” เย่หานเลิกคิ้ว “ข้าเพิ่งรู้ว่าพี่สามเป็นบุรุษคลั่งรักถึงเพียงนี้”

“ดูเหมือนชายแดนทุกแคว้นที่ติดกับต้าเซี่ยมีการเคลื่อนไหวของกำลังพลแปลกๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่นัก แต่ล้วนเป็นยอดฝีมือ อีกทั้งในยุทธภพเองก็กำลังเกิดคลื่นลมบางอย่าง เย่เซียวสังเกตเห็นเรื่องนี้จึงได้ส่งจดหมายมาบอกข้ากับเย่เฟิง แล้วก็ตัดสินใจมาพูดคุยกันที่เมืองหลวงนี่ล่ะ...เขามาเพราะงานแต่พอมีเรื่องของสาวงามก็ดูเหมือนจะผันตัวไปช่วย อืม...ไปแย่งสาวงามมากกว่า” 

 

แต่ก่อนนี้เย่เซียวคงแย่งมาลำบากเสียแล้ว

เพราะสาวงามที่เขาหมายตาอยู่ในความดูแลของมารดาของเขาเสียแล้ว

หึๆ...

 

ดูๆ ไปแล้ว คนเหล่านี้สู้เขามิได้สักคนจริงๆ...จะแต่งภรรยาทั้งทีย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว ดูอย่างเขาสิ เขาหวงอวิ๋นและวางแผนมาตั้งแต่อายุสิบสอง ต่อให้เจอมรสุมหรือการขัดขวางใดๆ ก็มิได้ย่อท้อ

 

สุดท้ายก็ได้ภรรยาแสนดีมาเป็นของตนเอง

 

“ถิงอวี่?” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบ เมื่อสามีใช้ดวงตาดอกท้อฉ่ำหวานมองตน ซ้ำยังมองริมฝีปากของตนอย่างสื่อความหมายด้วย

“มองเจ้าเพราะเจ้างดงามและแสนดียิ่งนัก” คุณชายลู่ไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้ชมเชยภรรยาไป “แค่มองอวิ๋นก็รู้สึกว่าใต้หล้านี้สดใสและน่าอยู่ขึ้นมากเลย”

“เจ้าพอเถิด!” แต่ละคนพากันส่งเสียงห้ามอย่างอดไม่ไหว หมั่นไส้เจ้าคนที่ไม่ว่าโอกาสไหนๆ ก็สรรหาคำหวานมาชมเชยภรรยาได้ไม่ขาด!

“ลู่ถิงอวี่ เจ้าว่างมากก็ไปช่วยลู่จิงทำงาน” เย่เทียนหลงแค่นเสียง ต่อหน้าพระองค์เจ้าหน้าเหม็นนี่ก็บังอาจเกี้ยวเจ้าตัวน้อยอีก!

 

เป็นสามีภรรยากันแล้วอย่างไร พระองค์เป็นบิดายังมิเคยอวดเท่าเจ้าคนขี้เห่อนี่เลย!

 

“เกรงว่าถ้าหากกระหม่อมช่วยงานท่านพ่อ ฝ่าบาทอาจต้องปล่อยท่านพ่อกลับจวนเร็วขึ้นน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถงอวี่ขายบิดาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ไหนๆ ฝ่าบาทก็ขโมยท่านพ่อมาสักพักแล้ว เช่นนั้นเขาก็มิอาจให้การค้านี้ขาดทุนได้

 

อย่างไรเสียท่านพ่อก็คงชินแล้วล่ะ

 

ลู่จิงได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะไม่สนใจทั้งเจ้านายทั้งลูกชาย มีเพียงลูกสะใภ้คนดีที่อุตส่าห์ยกชาและขนมมาให้ตนอย่างใส่ใจ

 

ซืออวิ๋นน้อยน่ารักที่สุดจริงๆ!

มีลูกสะใภ้แสนดีถึงเพียงนี้นับว่าเป็นวาสนาของสกุลลู่แล้ว!

 

“วันนี้ที่จวนสกุลฉิน...ดูเหมือนจะไม่มีฉินเซ่าเจ๋อนะ” เย่หานเอ่ยขึ้นมา

“เขาออกนอกแคว้น...องครักษ์ที่จับตาดูเขาอยู่อย่างลับๆ ถูกสังหารหมดเกลี้ยง” เป็นลู่จิงที่เอ่ยขึ้นเบาๆ ท่านอัครเสนาบดีถอนหายใจ “เขาต้องกำลังวางแผนอะไรบางอย่างเป็นแน่”

 

ทั้งๆ ที่สกุลฉินเสื่อมเสียชื่อเสียงถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ...แต่ดูเหมือนฉินเซ่าเจ๋อจะมิได้เดือดร้อนใจเลย

 

“ขออย่าให้เป็นอย่างที่ข้ากลัวก็พอ” ลู่จิงพึมพำเบาๆ “ว่าเขากำลังสังเวยสกุลฉินเพื่อแผนการบางอย่างของตัวเอง”

บรรยากาศหนักอึ้งเข้าครอบคลุมภายในตำหนักทันที เย่ซืออวิ๋นชะงักมือเพราะความเป็นไปได้ที่ลู่จิงพูดนั้นมีสูงมาก ก่อนมือของตนจะถูกมืออุ่นๆ ของลู่ถิงอวี่กุมไว้และส่ายหน้าราวปลอบโยน เย่ซืออวิ๋นเลยยิ้มออกมา

“เจ้าอย่าห่วง ข้าให้คนตามหาตัวเขาแล้ว...ต่อให้เขาอยากทำอันใดก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ” เย่เทียนหลงเอ่ยเสียงเรียบเย็น...เมืองฝูหยางอยู่ใต้ฝ่ามือของเขาที่เป็นฮ่องเต้ มดสักตัวถ้าหากตนไม่ยินยอม...ก็อย่าหวังว่าจะเล็ดรอดเข้ามาได้ง่ายๆ

 

แต่คนอย่างฉินเซ่าเจ๋อ...ก็ประมาทไม่ได้

เขาฉลาดกว่าฉินเมิ่ง อดทนเก่งกว่า 

อำมหิตและเลือดเย็นได้ยิ่งกว่า...

 

ไม่เช่นนั้นคงมิทำเรื่องอย่างเมื่อหลายปีก่อนลงไป...เพื่อแผนการแย่งชิงอำนาจ เขาถึงขั้นขืนใจฉางเล่อ เพื่อแก้แค้นเย่เทียนหลงและลู่จิง วางยามารดาของลู่ถิงอวี่หลักจากใช้นางเป็นตัวหมากทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขา

 

และวางแผน...ฆ่าพี่น้อง ทำลายครอบครัวของตนเอง

 

“พวกเจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี...โดยเฉพาะเจ้า เจ้าตัวน้อย” เย่เทียนหลงหันไปย้ำกับบุตรชายทุกคน “เป้าหมายของเขาอาจจะยังเป็นเจ้าอยู่”

“ลูกทราบพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะระมัดระวังตัวให้ดี...ไม่ไปพบเขาเป็นอันขาด”

แม้ว่าเขาจะใช้ข้อเสนอยั่วยวนเพียงใด...โดยเฉพาะเรื่องเบาะแสสำคัญของดาบที่ปลิดชีพตนในชาติก่อนเล่มนั้น ที่เย่ซืออวิ๋นได้แต่ข่มความอยากรู้ ไม่ยอมให้เป็นไปตามที่ฉินเซ่าเจ๋อต้องการ

“กระหม่อมจะปกป้ององค์ชายใหญ่ให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ให้คำมั่นอย่างหนักแน่น “หนี้แค้นที่หลายปีก่อนเขาบังอาจทำให้อวิ๋นเลือดออกและทำอวิ๋นร้องไห้ กระหม่อมยังมิได้ทวงคืนเต็มๆ เลย”

 

อย่าคิดว่าเขาจะลืม...และอย่าคิดว่าที่ผ่านมาเขาจะพอใจ

โทษฐานที่กล้าแตะต้องหัวใจของเขาลู่ถิงอวี่...ก็จำต้องรับผลตอบแทน!

 

“นั่นสิ ข้าเองก็ยังรู้สึกไม่พอเช่นกัน” เย่เฟิงคลี่รอยยิ้มเย็นชา เช่นเดียวกับเย่หานอีกคน พอนึกถึงเรื่องในปีนั้นแล้วพวกเขาก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบขึ้นมาอีกรอบ

“อ้ะ...จริงด้วยสิเจ้าคะพี่เฟิง น้องขอตัวไปหาฮองเฮา และท่านน้าหญิงที่ตำหนักเหมยฮวาได้หรือไม่เจ้าคะ น้องเป็นห่วงพี่ฮวาซิงด้วย” หยางฉิงเอ่ยเบาๆ 

“อืม...ไปเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปรับเจ้าเอง” เย่เฟิงลูบหัวนางเบาๆ หยางฉิงยิ้มรับจากนั้นก็รีบลุกถวายบังคมลาฝ่าบาทและองค์ชายทั้งหลาย ก่อนจะรีบก้าวยาวๆ และเปลี่ยนเป็นวิ่งออกไปจากตำหนักจิ้งหยางทันที ส่วนเย่เฟิงก็มองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั่นอย่างเอ็นดู

จากนั้นดวงตาคมของรัชทายาทผู้สุมขุมก็หันมาสบกับพระเนตรคมกล้าของพระบิดา ร่างสูงลุกขึ้นไปยืนเบื้องหน้าพระพักตร์ เอ่ยกล่าวเสียงทุ้มหนักแน่น...

“เสด็จพ่อ...ลูกอยากทูลขอสมรสพระราชทานระหว่างลูกกับน้องฉิงพ่ะย่ะค่ะ”

 

ได้เวลา...ที่เขาจะครอบครองนางอย่างเป็นทางการสักที!

 

………..

 

ตอนนี้ใครๆ ก็ชมองค์ชายสามว่าเท่มากกกก และบอกว่าพี่ลู่น่าหมั่นไส้มากกกก 5555 โอ๊ยยย วงวารพี่ลู่เขานะคะ เป็นพระเอกที่ถูกคนหมั่นไส้ที่สุดแล้วอะตาคนนี้ 555

องค์ชายสามเท่จริงค่ะ แล้วก็แอบร้ายเพราะวางแผนจะเอาสาวงามมาอยู่บ้านตัวเองหรือไม่ก็พาไปชายแดนด้วยเลย แต่บังเอิญที่พ่อแม่รู้ทัน เลยน่าสงสารเหมือนกันนะคะ 555 เพราะพ่อนักเลงโตไม่รอดฝ่ามืออรหันต์แน่ๆ ค่ะ ^_^

ส่วนเย่เฟิงก็รอไม่ไหวแล้วววว อยากแต่งสาวเข้าวังแล้วเหมือนกัน ที่จริงที่เย่เฟิงรอนั้นมีเหตุผลอยู่นะคะ ไม่ใช่แค่เพราะทางสกุลหยางเขาหวงลูกหรอกค่ะ แต่เย่เฟิงเขาเป็นรัชทายาท แต่งงานทั้งทีจะเกิดคลื่นลมปั่นป่วนไม่น้อยเลย ดังนั้นพี่เขาก็เลยรอ…

เนื้อเรื่องจะค่อยๆ ทยอยเฉลยปมต่างๆ แทรกไปในแต่ละตอนนะคะ อาจจะมีเคร่งเครียดบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าจะเยอะ…ถ้ามาม่าไว้จะมาตูมเดียวเลยค่ะ ^_^

ช่วงนี้ปวดหัวกับธีสิสมากเลยค่ะ แค่หัวข้อก็ไม่จบไม่สิ้น TT ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองและรักษาสุขภาพกันด้วยน้าาา พักผ่อนกันเยอะๆ นะคะ ถ้าเครียก็หาอะไรดู หรือหาอะไรทำนะคะ…ที่จริงกูซูก็ช่วยได้ดี แฮ่ม ^

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ ^_^

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.217K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,284 ความคิดเห็น

  1. #4147 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 20:42
    สุดจัดมากกกกแต่ละคน 55555
    #4,147
    0
  2. #3889 ท่านเรย์อิจิโร่ (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 01:15
    อ่ากกกกกกกกก อ่ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!
    #3,889
    0
  3. #3880 HYUNPARK (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 15:17
    เย่เซียวเจ้านักเลงโตนั่นเท่มาตั้งแต่ตอนเด็กๆแล้ว คนที่ยอมโดนครหาว่าคร่าชีวิตชาวบ้านธรรมดาไปกับพี่ใหญ่ ไม่ยอมให้พี่ใหญ่ของตัวเองผ่านเรื่องร้ายๆไปเพียงลำพังนั่นน่ะ เท่มาตั้งนานแล้ว พอโตขึ้นก็พูดได้คำเดียวว่าหล่อเหลาเอาการจริงๆ ถึงจะมีนิสัยยียวนกวนประสาทอยู่เป็นประจำแต่ก็นั่นแหละ ก็กวนประสาทกับแค่คนสำคัญล่ะนะ และยิ่งหล่อขึ้นไปอีกร้อยเท่าพันเท่าก็ตอนที่ลั่นวาจาว่าฮวาซิงที่ตนเองไม่เคยทำให้มีแผลแม้แต่น้อยหมายถึงใครก็ห้ามแตะต้อง ทางนี้ชูป้ายไฟให้องค์ชายสามเย่เซียวเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าหมั่นไส้ลู่ถิงอวี่คนผู้นั้นเสียเหลือเกิน ออดอ้อนเจ้าตัวน้อยของเสด็จพ่ออยู่ได้ทุกที่ทุกเวลา ใครก็ได้ทุบบุรุษผู้นั้นสักทีเถิด
    #3,880
    0
  4. #3029 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 13:28
    รักเรื่องนี้มากๆๆๆเลยคุณไรท์สู้ๆ รอเลยค่าา
    #3,029
    0
  5. #3027 khunsom08 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 00:29
    เก่งทุกคนเลยนะ
    #3,027
    0
  6. #3026 shino13 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 23:44

    พี่ลู่ความน่าหมั่นไส้ของพี่มันไม่ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น!
    #3,026
    0
  7. #3013 Ppp (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 15:32

    มีใครให้มากกว่าลู่ถิงอวี่มั้ยคะ -เรื่องคลั่งรักเนี่ยย เรารู้คู่อื่นคือพยายามแล้วว แต่ไม่ว่ายังไง ถิงอวี่ก็คือนำไปแล้วว แบบโอ้ยย อะไรมันจะขนาดนั้นคะ พูดซิพูด555555 อย่างว่าแหละะ เขารักของเขามานานน55555 แต่สิ่งที่อยากรู้ที่สุดคือ ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ ค่อยๆเข้าใกล้ความจริงแล้วนะะ แต่ทำไมเรารู้สึกกลัวก็ไม่รู้5555

    #3,013
    0
  8. #3008 Littlemar (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 18:56
    เย่เฟิง : คุณพ่อว่าที่ภรรยาไม่ยอมแล้วยังไง ราชโองการปฏิเสธไม่ได้!!
    #3,008
    0
  9. #3000 zezeuiaz (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 23:48
    คำเตือน กูซูคือเขตอันตราย เข้าแล้วออกไม่ได้

    พยายามไปเถอะ ห่างได้แต่ออกไม่ได้ เมื่อก่อนเคยติดเวยเวย ตอนนี้ติดกูซู กรรม เคยคิดว่าเราไม่มีวันติดซีรีย์

    แต่สุดท้ายดันพ่ายแพ้ ก่อนหน้านี้ก็มนต์จันทรากับบุพเพ ไม่อยากจะเชื่อ คนไม่ดูหนัง ละคร ซีรีย์

    เจอเพื่อนป้ายยาสี่เรื่องนี้เข้าไป เข้าแล้วออกไม่ได้ ห่างได้แต่ดันออกไม่ได้ เรื่องอื่นไม่ต้องดูกันละ...

    นอกเรื่องไปนาน กลับเข้าเรื่อง หนึ่งแต่งแล้ว สองสามมีแพลนแต่ง สี่ต้องพยายามต่อไป ขอแนะนำว่าไปปรึกษาถิงเถอะ

    ส่วนไห่ฟงกับชายรองคงไม่น่าห่วง น่าจะเอาตัวรอดได้ หรือไม่ก็ใช้วิธีเดียวกับสองไปเลย บางทีอาจจะรุ่ง แม้วิธีอาจจะซ้ำไปหน่อย
    #3,000
    0
  10. #2992 Galexyyyy (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 17:43
    มีแต่คนคลั่งรักกกกกก
    #2,992
    0
  11. #2987 mothergod (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 14:24
    งานมงคลจะจัดติดๆกันเลยยยย
    #2,987
    0
  12. #2984 kikkpstpk (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 12:20
    รอนะคะ คุณไรท์สู้ๆค่ะ
    #2,984
    0
  13. #2983 PP2545 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 12:14
    รออออออออ
    #2,983
    0
  14. #2982 skyblue_2580 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 12:14
    หมั่นไส้พี่ลู่ค่ะ
    #2,982
    0
  15. #2981 葡萄 ผูเถา (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 10:10
    คนสุดท้ายกินขาดค่ะ หลังจากนิ่งมานาน5555
    #2,981
    0
  16. #2979 siradara (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 06:47
    แอบอยากให้แยกตอนอ่ะค่ะ พอสองตอนบวกกันแล้วอัพสองรอบมันไล่ลงไปอ่านต่อยากนิดนึง
    #2,979
    0
  17. #2978 ปราน (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 06:42

    ทำมาม่าแห้งก็พอนะคะ อย่าทำมาม่าต้มยำเลย ใจรีดต้านไม่ไหว😅😅

    #2,978
    0
  18. #2977 baggiopia (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 01:45
    รอฉากหวานๆขององค์ชายนักเลงโตนะคะไรท์ 555
    #2,977
    0
  19. #2976 .Still. (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 00:48
    นอกจากองค์ชายใหญ่ที่น่าเอ็นดู

    คนอื่นๆนี่น่าหมั่นไส้กันทั้งบ้านเลยค่า
    #2,976
    0
  20. #2974 dc99 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 00:01
    แต่งสนุกมากจ้าาา

    ได้หลายอารมณ์ดี ชอบๆๆๆๆๆ
    #2,974
    0
  21. #2973 The Sky 9096 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:45
    ขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่า 5555
    #2,973
    0
  22. #2972 pcard (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:39
    ทุกคนโตขึ้นแล้วจริงๆ เห็นตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้จะแต่งงานกันหมดแล้ว 😌😌
    #2,972
    0
  23. #2971 Notty Kero (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:36
    ไรท์ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
    ปมมาทีละนิดเฉลยไปทีละน้อยรอตอนม่าใหญ่ใจเราต้องนิ่งทนรอ!
    #2,971
    0
  24. #2969 akazegot7 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:22
    โอยยยย โตกันหมดแล้วอยากโดนปกป้องบ้างองค์ชายสามเอาใจไปเลยค่า
    #2,969
    0
  25. #2968 เเก้มอ้วน (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 27 มกราคม 2564 / 23:22
    อ่ยยยหล่อเท่กันจุงงงง
    #2,968
    0