ใครฆ่าองค์ชายใหญ่ Yaoi,BL (สำนักพิมพ์ Lavender) : END

ตอนที่ 46 : 三十九 ภาคสอง เติบใหญ่และสิ้นสุด : 十二 เบาะแส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,050 ครั้ง
    1 ก.พ. 64

十二

 

บรรยากาศในตำหนักจิ้งหยางของฮ่องเต้เย่เทียนหลงพลันเปลี่ยนเป็นเงียบและเคร่งขรึมขึ้นมาทันทียามสิ้นเสียงของเย่เฟิง เย่ซืออวิ๋นเองยังเบิกตากว้างพลางถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปกระซิบกับสามีตนเอง

“ยามข้ามาขอสมรสพระราชทานกับเสด็จพ่อเหตุใดจึงมิดูน่าเกรงขามและสง่างามเช่นนี้กันนะ เฮ้อ...” เหมือนเขามาอ้อนขอเสด็จพ่อมากกว่าเสียอีก

ลู่ถิงอวี่คลี่รอยยิ้มอ่อนโยนลูบหัวภรรยาอย่างเอ็นดู พอพูดเรื่องที่ตนถูกองค์ชายใหญ่ทูลขอสมรสพระราชทานก็ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม 

 

เรื่องนี้พูดกี่ครั้งก็ทำให้ลู่ถิงอวี่รู้สึกดีทุกครั้งไป  

มีคนงามแสนดีถึงเพียงนี้มาทูลขอสมรสพระราชทานกับตน...นับว่าลู่ถิงอวี่โชคดีที่สุดในใต้หล้าแล้วจริงๆ!

 

“อวิ๋นของข้าไม่จำเป็นต้องสง่างามน่าเกรงขาม เจ้างดงามถึงเพียงนี้แล้ว” 

“จริงหรือ?” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาปริบ ช้อนตาใสแจ๋วมองสามี “ข้าเชื่อถิงอวี่นะ”

“อื้ม เจ้าเชื่อข้าถูกต้องที่สุดแล้ว ถ้ามิเคยพูดโกหกเจ้า...เจ้างดงามที่สุดจริงๆ”

“พวกท่านสองคนพอได้หรือไม่” เย่หานที่นั่งอยู่ข้างๆ อดเอ่ยประท้วงขึ้นมาไม่ได้ เห็นเจิ้งปินอมยิ้มจางๆ เขาก็กลอกตาหนึ่งรอบถ้วน มิใช่ว่ายามนี้กำลังจริงจังกับสมรสพระราชทานของพี่รองอยู่หรอกหรือ เหตุใดสามีภรรยาคู่นี้ถึงได้หาเรื่องชมกันเองได้อีกเล่า

ส่วนเย่เทียนหลงนั้นรู้สึกหมั่นไส้ลู่ถิงอวี่ยิ่งนัก ปรายตามองลู่จิงราวกล่าวหาจนอัครเสนาบดีลู่ได้แต่กะพริบตาประท้วง เย่เฟิงเองก็ยังอดยิ้มจางที่มุมปากไม่ได้เลย ก่อนจะหันไปสบพระเนตรคมกริบของพระบิดาอย่างแน่วแน่

 

บ่งบอกให้รู้ว่าวาจาก่อนหน้านี้ผ่านการตัดสินใจและคิดตริตรองมาอย่างดีแล้ว

 

“เย่เฟิงเจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นหมายถึงอะไร?”

 

สมรสพระราชทานขององค์ชายรัชทายาทแห่งต้าเซี่ย...หมายความว่าสตรีที่จะมาเคียงข้างนั้นคือว่าที่ฮองเฮาคนต่อไปของแว่นแคว้น!

ย่อมทำให้เกิดคลื่นลมและความปั่นป่วนขึ้นมาในแผ่นดินทันที!

 

“ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ...เพียงแต่ลูกมั่นใจว่าได้เวลาที่จะครอบครองน้องฉิงให้เป็นของตนเองอย่างเป็นทางการสักที ปิ่นโบตั๋นขาวพราวน้ำค้างที่นางมิเพียงพอแล้ว...”

 

ปิ่นที่เขาเคยให้ไว้ในวันที่หยางฉิงเข้าพิธีปักผม...สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่านางเป็นของเขา

 

“หยางสุ่ยชิงเล่า?”

“ท่านลุงหยางยอมรับแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงเคยพูดคุยกับท่านลุงหยางอย่างจริงจังแล้ว และพบว่าท่านลุงเองก็รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึงในสักวัน เพียงแต่เป็นห่วงและหวงบุตรีก็เท่านั้นเอง “ท่านลุงเพียงแค่บอกว่าอย่าทำให้บุตรสาวสกุลหยางต้องกลายเป็นนางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน อย่าทำให้น้องฉิงร้องไห้ก็พอพ่ะย่ะค่ะ”

“นางจิ้งจอกล่มแผ่นดิน?” เย่เทียนหลงเลิกคิ้วปรายตามองเจ้าจิ้งจอกน้อยที่ชอบยั่วเย้าพระองค์อยู่เสมอๆ อย่างไม่รู้ตัวบางคน ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “เจ้าย่อมเข้าใจประโยคนี้ดีเย่เฟิง...”

 

ฮ่องเต้มิอาจมีสลายวังหลังเพื่อสตรีเพียงคนเดียวได้

 

ต่อให้ฮ่องเต้พระองค์นั้นรักใคร่ฮองเฮาของตนแน่นแคว้นเพียงใดก็ตาม...วังหลังมิใช้สถานที่ที่อยากจะยุบ อยากจะสลายก็ทำได้โดยง่าย มันเกี่ยวพันถึงอำนาจมากมายในราชสำนัก เกี่ยวเรื่องกับการถ่วงดุลอำนาจ...ถ้าหากสลายวังหลังเพื่อคนเพียงคนเดียว

 

คนที่จะกดดันที่สุดก็คือสตรีผู้นั้น...

 

“ลูกทราบพ่ะย่ะค่ะ...แต่ลูกสามารถรักคนเพียงคนเดียวได้”

ผู้ใดจะอยากเข้ามาวังหลังเหล่านั้นเขาไม่สนใจ ถ้าสตรีที่รู้จักคิดก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าพวกนางนางวาดหวังอำนาจทางลัด...เช่นนั้นก็ย่อมต้องรับผลจากการตัดสินใจของนาง เพราะเย่เฟิงคงไม่มีเวลาไปสนใจสตรีที่ไหนนอกจากหยางฉิงอยู่แล้ว

 

ฮ่องเต้มีสาวงามนับพันก็จริง...ทว่าฮ่องเต้ก็มีรักแท้เพียงหนึ่งได้เช่นกัน

 

“งานสมรสของรัชทายาทแห่งต้าเซี่ยมิใช่งานธรรมดาๆ...แต่มารดาของพวกเจ้าทั้งสองคนก็เตรียมการเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้แล้ว” เย่เทียนหลงถอนหายใจเบาๆ เพราะฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยของพระองค์นั้นเตรียมงานให้ลูกชายทั้งสี่คนมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว

 

เพียงแต่...งานแต่งงานของเย่เฟิงจะเป็นตัวเร่งให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

 

ดูจากที่สกุลฉินวาดหวังตำแหน่งพระชายาขององค์ชายรัชทายาทไว้สูงมากนักก็บอกได้แล้ว...วันมงคลสมรสของเย่เฟิงเมืองหลวงฝูหยางอาจเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น

 

วันนั้น...สกุลฉินอาจก่อเรื่องขึ้นมาก็ได้

 

“สมรสพระราชทานของเจ้า...ข้าออกราชโองการให้ได้ แต่ก่อนหน้านั้น...ข้าจะมอบตำแหน่งท่านหญิงขั้นหนึ่งให้หยางฉิงก่อน ส่วนเจ้า...” เย่เทียนหลงมองสบตาลูกชายยิ้มๆ คล้ายหยอกล้อ

เย่เฟิงเป็นคนสุขุมมาเสมอ...ครั้งนี้เอ่ยปากขอสมรสพระราชทานเพราะคงคิดมาดีแล้ว และคงอยากประกาศให้ทั่วหล้ารู้ว่าหยางฉิงเป็นของเขา บุตรีคนสำคัญของจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินนั้นเป็นที่ต้องการของบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายไม่น้อย ด้วยศักดิ์ฐานะและรูปโฉมของนางตระกูลใหญ่ทั้งหลายต้องการทั้งสิ้น

 

จะว่าไป...สกุลเย่ก็เป็นพวกขี้หวงและอยากประกาศความเป็นเจ้าของคนของตัวเองกันทั้งนั้น ขนาดเจ้าตัวน้อยก็ยังขี้หวงเลย...

 

“เจ้าก็เอาเวลาไปเตรียมสินสอดทองหมั้นสาวเถิด”

องค์ชายรัชทายาทใบหูแดงขึ้นมาเล็กน้อย ท่ามกลางเสียงหัวเราะของบรรดาพี่น้องและสหายกับคำเอ่ยเย้าของพระบิดา 

“เย่เฟิงเตรียมของหมั้นมาตั้งแต่ก่อนหน้าน้องฉิงจะปักปิ่นเสียอีก” ลู่ถิงอวี่กระซิบกับเย่ซืออวิ๋น “แต่เขาสู้ข้ามิได้...เพราะตั้งแต่สบตาอวิ๋นข้าก็เตรียมสินสอดทองหมั้นไว้นานแล้ว เย่เฟิงเริ่มเตรียมไว้ตอนประมาณอายุสิบสามสิบสี่ แต่ข้าน่ะ...เตรียมไว้ตั้งแต่อายุสิบสองแล้ว”

 

เห็นได้ชัดว่าเขาน่ะก้าวนำหน้าและรู้จักคิด...

 

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะขำ เรื่องเช่นนี้สามีตนก็ขยันเอามาโอ้อวดได้อีก คนปกติที่ไหนเขาจะเตรียมสินสอดไว้ตั้งแต่ยังอายุน้อยกันเล่า 

 

หรือเป็นเฉพาะคนรอบตัวเขากันนะ?

 

องค์ชายใหญ่ครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะหันไปหาน้องสี่ “น้องสี่...เจ้าเล่าเตรียมสินสอดไว้หมั้นหมายเจิ้งปินไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ?”

คราวนี้เย่หานหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมมององครักษ์ประจำตัวที่กำลังแก้มแดงจัด จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาไม่พูดกับใคร มีเพียงใบหูแดงๆ เท่านั้น “อืม...ก็ตั้งแต่ข้าถูกองครักษ์เจิ้งเขาขโมยจูบไปนั่นแหละ”

“องค์ชาย!” เจิ้งปินเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าแดงจัด อยากจะฟาดนายท่านของตนเองสักที แล้วก็ยิ่งแก้มร้อนผ่าวมากขึ้นยามองค์ชายใหญ่เอียงหน้ามองยิ้มๆ อย่างสนใจยิ่ง

“จริงหรือเจิ้งปิน” เย่ซืออวิ๋นทำตาโต ปกติเจิ้งปินนั้นเป็นคนเย็นชา ชาติก่อนก็เย็นชายิ่ง...ชาตินี้ยังดีกว่ามาก แต่มินึกว่าจะขโมยจูบน้องสี่ด้วย

 

อ้ะ...แต่ตนก็เคยขโมยจุมพิตถิงอวี่นี่นา

ซ้ำครานั้นยังไปจุมพิตคนหลับถึงจวนเองด้วย

 

ดูเหมือนว่าลู่ถิงอวี่ก็กำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่ เพราะดวงตาดอกท้อคู่นั้นมองมาอย่างสื่อความหมาย แล้วยังใช้ปลายลิ้นนั้นไล้เลียริมฝีปากตนเองเบาๆ ด้วย!

 

ปกติลู่ถิงอวี่นั้นก็มีเสน่ห์อยู่แล้ว...ยิ่งเขาทำเช่นนี้ยิ่งดูยั่วเย้า!

 

“ถิงอวี่!” เมื่อถูกสายตาของสามีหยอกเย้าจนเขินเย่ซืออวิ๋นก็ทำได้เพียงทำเสียงแข็งๆ และถลึงดวงตาคู่สวยใส่คนขี้แกล้ง

“หึๆ เย่เฟิง...เห็นแก่ที่เจ้ากำลังจะแต่งงาน งานของเจ้าแบ่งมาให้ข้าสักสองส่วนแล้วกัน” ลู่ถิงอวี่เอ่ยอย่างใจกว้าง ก่อนจะยิ้มอย่างนุ่มนวล “เพราะต่อให้ข้าทำงานหนักอย่างไรข้าก็ยังมีภรรยาแสนดีคอยใส่ใจ”

 

เจ้าคนหน้าเหม็นนี่!

 

ทุกคนพร้อมใจกันมองลู่ถิงอวี่แล้วถอนหายใจอย่างระอาทันที...บุรุษผู้นี้นี่เป็นอย่างไรนะ วันไหนเขามิได้อวยภรรยาตนเองจะกินมิได้นอนไม่หลับหรืออย่างไรกัน!

“ก็ดี...เพราะอีกไม่นานข้าเองก็จะมีภรรยามาคอยใส่ใจดูแลแล้วเช่นกัน” เย่เฟิงพยักหน้า ดูมิได้สะทกสะท้านใดๆ นั่นทำให้ลู่จิงหันไปถามเย่เทียนหลงทางสายตาทันที

 

มิใช่ว่าบรรดาองค์ชายแต่งงานกันหมดแล้ว...จะมานั่งอวดกันเช่นนี้หรอกนะ?

 

เย่เทียนหลงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มจาง ไม่ได้ตอบอะไร “เจ้าไปบอกเสวี่ยเหมยกับจืออิงเถิด ส่วนเจ้า...เจ้าสี่ ถ้าอยากจะขอสมรสพระราชทานไปทำให้เจิ้งเส้ายอมรับเจ้าให้ได้เสียก่อนเล่า”

เย่หานรับคำทว่าดวงตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ นั่นทำให้พระบิดาหัวเราะในลำคอเบาๆ...เพราะเจิ้งเส้า บิดาของเจิ้งปินได้ยอมรับแน่...

 

จำใจยอมรับน่ะนะ เพราะลูกชายคนที่สี่นั้น...มักไม่ค่อยเลือกวิธีการเท่าไหร่

 

“เฮ้อ...พวกเจ้าโตกันหมดแล้วจริงๆ” เย่เทียนหลงทอดถอนใจ บรรดาลูกชายมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนพี่ใหญ่จะไปกอดเอวพระบิดาไว้อย่างอ้อนๆ ใช้ดวงตาใสแป๋วเงยมองพระบิดาเหมือนทุกครั้ง

“โตอย่างไรก็ยังรักเสด็จพ่อที่สุดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”

“หึ...เจ้าตัวน้อยนี่ช่างอ้อนจริง” เย่เทียนหลงหัวเราะ ดึงแก้มลูกชายคนโตที่ยังเป็นเจ้าตัวน้อยในสายตาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ก่อนจะหันไปเลิกคิ้วให้เจ้าลูกเขยหน้าเหม็นขี้หวงบางคนที่กำลังทำหน้านิ่งๆ ราวมิค่อยพอใจ

 

เหอะ!

 

“ข้ากับลู่จิงจะไม่อยู่สองสามวัน ช่วงนี้ฎีกาต่างๆ ยกให้เย่เฟิงกับเจ้าจัดการไป...อ้อ ข้าจะไปพบคนกับลู่จิง ประเดี๋ยวจะซื้อของอร่อยมาฝากเจ้านะเจ้าตัวน้อย”

“เสด็จพ่อทรงดีที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ..ท่านพ่อด้วย” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยมิให้ท่านพ่อน้อยใจด้วยอีกคน นั่นทำให้ลู่จิงยิ้มกว้างอย่างปลื้มปีติ

 

มีสะใภ้ดีๆ สักคนนี่นับว่าเป็นบุญหล่นทับจริงๆ...เพราะบุตรชายแท้ๆ น่ะหรือ...ขายบิดาจนชินมือเสียแล้ว!

 

“เสด็จพ่อจะเสด็จไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เพราะการบอกกล่าวล่วงหน้าเช่นนี้แสดงว่าเป็นธุระสำคัญ ถ้าหากทรงหนีเที่ยวล่ะก็จะแอบออกไปมิให้ผู้ใดรู้

“เสี่ยวจิง เจ้าตอบ”

“น้องชายกระหม่อมน่าจะผ่านมาตรงเมืองเฉิงหยาง กระหม่อมมีเรื่องสำคัญที่อยากตกลงกับเขาเลยต้องไปพบ...ส่วนฝ่าบาททรงไปเป็นกำลังเสริมและขาทองคำให้กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จิงเอ่ยตอบยิ้มๆ 

“ท่านอาน่ะหรือขอรับ?” ลู่ถิงเองก็จำท่านอาของตนได้ เป็นบุรุษที่เรียกได้ว่า...เข้าใจยากยิ่ง ทว่าก็น่าอิจฉาที่สุดผู้หนึ่ง...

 

ท่านอาใช้ชีวิตอิสรเสรีราวสายลมที่ไม่ถูกพันธนาการใดๆ ผูกมัด 

ตั้งแต่ท่านอาหญิงเสียไปก็ออกท่องไปทั่วหล้า

 

“อืม...อาของเจ้าหาตัวยากยิ่งกว่าอะไรดี เหยางหมิงถึงขั้นต้องไปตามแกะรอยเขาด้วยตัวเอง และได้ข่าวมาว่าเขาจะมาแถวเมืองเฉิงหยาง ข้าเลยต้องไปด้วยตัวเอง”

เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาไม่เคยเจอท่านอาคนนี้ของถิงอวี่...แต่เคยได้ยินมาก่อน ในความฝันที่ไม่อยากนึกถึงอีกแล้วนั่น...

 

ลู่ถิงอวี่ที่นั่งอยู่หน้าสุสานของตน เอ่ยบอกว่าลาออกจากตำแหน่งอัครเสนาบดีแล้ว และผู้ที่มารับตำแหน่งแทนก็คือบุตรชายคนรองของท่านอา...

 

เห็นภรรยานิ่งไปและแววตาหมองเศร้าเจ็บปวดปรากฏขึ้นในดวงตาลู่ถิงอวี่ก็ขมวดคิ้ว ลุกขึ้นไปนั่งข้างเย่ซืออวิ๋น จากนั้นก็ประสานมือคล้ายจะขออนุญาตฮ่องเต้ที่มานั่งใกล้ถึงเพียงนี้ มีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจเขามานานแต่ก็ไม่เคยคิดถามออกไป เพราะเกรงว่าจะทำให้คนที่เขารักถนอมเสียใจ...

 

ถ้ามันทำให้อวิ๋นต้องเสียน้ำตา ลู่ถิงอวี่ก็ขอเก็บความสงสัยนี้ไปชั่วชีวิตดีกว่า

 

มือของลู่ถิงอวี่เลื่อนไปกอบกุมมือบางไว้ จากนั้นก็ไล้ปลายนิ้วเขียนตัวอักษรแผ่วเบา ทำให้เย่ซืออวิ๋นรู้สึกตัว และหันมาสนใจปลายนิ้วร้อนๆ ที่ตวัดไปตามหลังมือเป็นตัวอักษรหนึ่ง แต่ทำให้ความคิดทั้งหมดทั้งมวลหายวับไปพร้อมความเขินอายเข้ามาแทนที่

 

รักเจ้า...

 

“ถิงอวี่นี่จริงๆ เลย!” เย่ซืออวิ๋นบ่นงึมงำ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เอนตัวพิงอกอุ่นๆ ของสามี...ชาตินี้ถิงอวี่มีความสุขและสุขสบายดี เขาสาบานกับตนเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมเห็นและไม่มีทางให้ถิงอวี่ต้องเป็นเช่นนั้น

 

จะปกป้องดูแล ถนอมเจ้าอย่างดีที่สุด

มิใช่แค่อยากชดเชยให้เจ้าในชาติก่อน...แต่เพราะเจ้าคือสามีของข้า

คือคนที่ข้าเย่ซืออวิ๋นรักที่สุด

 

ปกป้องดูแลสามีของตนเองอย่างดีในทุกๆ วันนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของภรรยาโดยชอบธรรมอยู่แล้ว!

สามีของข้าเย่ซืออวิ๋นย่อมต้องมีความสุข!

 

“กระหม่อมกับเจิ้งปินขอตามเสด็จไปด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เย่หานคิดว่าพระบิดาจะเสด็จออกนอกเมืองหลวงย่อมต้องเตรียมทหารองครักษ์ลับไว้ ในฐานะรองหน้าหน้าหน่วยองครักษ์ลับเมฆดำเขาควรไปคุ้มครองพระบิดาด้วยตนเอง แม้ว่าวรยุทธ์ของพระองค์จะดีเลิศเพียงใดก็ตาม

 

แต่...ทุกอย่างมีความเสี่ยงเสมอ พวกเขาจะไม่ยอมให้มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด!

 

“ข้าว่า...” เย่เทียนหลงกำลังจะปฏิเสธ เพราะเคลื่อนไหวสองคนสะดวกกว่า ซ้ำยังพาเสี่ยวจิงแวะเที่ยวข้างทาง หรือหาเรื่องรังแกเสี่ยวจิงได้อีก

“เสด็จพ่อห้ามปฏิเสธนะพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นรีบดักคออย่างรู้เท่าทัน ก่อนจะหันไปอ้อนคนที่ใจอ่อนกว่าอย่างลู่จิง “ท่านพ่อ ห้ามนะขอรับ...พวกเข้าเป็นห่วงนะ” 

มีหรือที่ลู่จิงจะปฏิเสธลง เจ้าตัวพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ได้รอยยิ้มหวานๆ ของเย่ซืออวิ๋นกลับมา

“หลงเกอ...”

เย่เทียนหลงถอนหายใจระอา รู้สึกว่าการที่เจ้าตัวน้อยแต่งงานกับลู่ถิงอวี่นั้นจะทำให้ติดนิสัยเจ้าเล่ห์ร้ายกาจจากเจ้านั่นมาเสียแล้ว รู้ว่าลู่จิงใจอ่อนกับเจ้าตัวที่สุด รู้ว่าเขาเองก็ใจอ่อนก็เลยอ้อนเอาเสมอ พวกบรรดาลูกชายตัวร้ายทั้งหมดเลยมักเอาเจ้าตัวน้อยมาเป็นแนวหน้าอยู่เสมอ

“เฮ้อ...ก็ได้ ให้เย่หานกับเจิ้งปินตามไปด้วยก็ได้ ข้าชักสงสัยแล้วจริงๆ สิ ลู่ถิงอวี่ว่าเจ้าถูกลู่จิงเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า?”

 

เสี่ยวจิงของตนดูจะรักใคร่เอ็นดูเจ้าตัวน้อยมากกว่าลู่ถิงอวี่เสียอีก

 

แต่เอาเถิด...ขนาดเขาเองยังหมั่นไส้เจ้าลู่ถิงอวี่เลย ดูสิยามนี้เขาพูดคุยเรื่องสำคัญกันอยู่เจ้านั่นยังมองแต่เจ้าตัวน้อย ออเซาะแต่เจ้าตัวน้อย

ขัดสายตาเสียจริงๆ!

 

“เย่เฟิงเจ้าไปบอกเสวี่ยเหมยกับจืออิงด้วยเล่า ส่วนเรื่องราชโองการ...ไว้กลับมาจากเมืองเฉิงหยางแล้วข้าจะประกาศให้รู้กันโดยทั่วแล้วกัน”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เย่เฟิงยกยิ้มจาง ในดวงตาคมเต็มไปด้วยความยินดี... 

“เช่นนั้นพวกเราไปหาเสด็จแม่ทั้งสองกันดีกว่า จะได้ไปดูด้วยว่าน้องสามถูกตีจนน่วมไปหรือยัง เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ...ประเดี๋ยว...”

“จะมาขอข้าวกินที่ตำหนักจิ้งหยาง ข้ารู้แล้ว...จะให้ห้องเครื่องเตรียมสำรับไว้ให้เจ้า” เย่เทียนหลงดักคอเย่ซืออวิ๋นอย่างรู้เท่าทัน คนที่ชอบทำราวตำหนักของพระองค์เป็นที่กินของอร่อยๆ เสมอ ทำให้เย่ซืออวิ๋นหัวเราะเบาๆ 

“เสด็จพ่อพระทัยดีที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ชื่นชมพระบิดาเสียงใส จากนั้นก็ต้องรีบปลอบสามีที่กำลังบ่นไม่พอใจด้วย “ท่านพ่อลู่จิง ถิงอวี่ น้องรอง น้องสาม น้องสี่ก็ดีที่สุดเช่นกัน” เย่ซืออวิ๋นตัดสินใจชมทุกคนอย่างเท่าเทียมเพื่อไม่ให้ใครน้อยใจ เรียกรอยยิ้มขำๆ จากทุกคนได้เป็นอย่างดี ก่อนจะจูงมือสามีและน้องชายไปตำหนักเหมยฮวาของว่านกุ้ยเฟย ส่วนเย่เทียนหลงก็รีบกำชับให้เกาจิ้งไปบอกห้องเครื่องให้เตรียมของดีๆ

 

มิเช่นนั้นเจ้าตัวน้อยหิวขึ้นมาแล้วตนไม่มีของให้กินก็ขายหน้าฮ่องเต้เกินไปแล้ว!

 

......

 

พวกเข้าทั้งห้าคนมาถึงตำหนักเหมยฮวาก็ได้ยินเสียงต่อสู้แว่วมา พอเข้าไปถึงส่วนตัวตำหนักก็เห็นหยางฉิงและฮวาซิงกำลังนั่งพูดคุยสนทนากับฮองเฮาและว่านกุ้ยเฟยอยู่

“อ้าว เจ้าตัวน้อย...มานี่มา มาหาพวกข้าเร็ว เจิ้งปินเองก็ด้วย...ส่วนพวกเจ้าสามคนน่ะไปห้ามมิให้ไห่ฟง รุ่ยเอินกับลูกเซียวทำลายสวนด้วยเล่า” ฮองเฮาจ้าวเสวี่ยเหมยเผยรอยยิ้มเอ็นดู เอ่ยเรียกเย่ซืออวิ๋นกับเจิ้งปินไว้ ส่วนคนอื่นๆ พระนางก็รีบชี้ไปที่ด้านหลังทันที ฮองเฮายังส่งสายพระเนตรดุๆ ใส่เย่เฟิงกับเย่หานอีกด้วย

 

คนหนึ่งก็ยิ้มหวานให้หยางฉิงของนาง อีกคนก็รีบจับมือเจิ้งปินเอาไว้ 

ดูทำเข้าสิ ยิ่งร้ายกาจเหมือนฝ่าบาทขึ้นไปทุกวันแล้ว!

 

ฮองเฮาขึงตาดุๆ ใส่ซ้ำยังพาลไปทำตาดุใส่ลู่ถิงอวี่ด้วยอีกคน ทำเอาทั้งสามคนได้แต่ทำความเคารพพระนางทั้งสองแล้วไปที่สวนด้านหลังทันที

“ถวายพระพรเสด็จแม่ฮองเฮา ถวายพระพรเสด็จแม่ว่านกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซืออวิ๋นยิ้มหวาน ทำความเคารพอย่างน่าเอ็นดูจากนั้นก็จูงมือเจิ้งปินไปหาพระมารดาทั้งสอง ปล่อยหน้าที่ห้ามทัพให้สามีและน้องชายอีกสองคนไปจัดการ

“พี่ไห่ฟงถูกน้องสามท้าตีท้าต่อยเอาใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ว่านกุ้ยเฟยพยักหน้า “ลูกเซียวบอกว่าเพราะแผนของฉินไห่ฟงทำให้ฮวาซิงถูกตบแก้ม ส่วนรุ่ยเอินก็ออกหน้าขวาง พวกเขาเลยไปท้าตีท้าต่อยกันในสวน...พูดแล้วก็พูดเถิด! ตาเฒ่าฉินนั่นกล้าตบหน้าเจ้าได้อย่างไรกันนะ!” กุ้ยเฟยคนงามโมโหหนัก เห็นแก้มขาวๆ ของฮวาซิงเป็นรอยแดงแล้วนางก็ปวดใจจนต้องรีบเอายาล้ำค่ามากมายมาทาให้

“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” ฉินฮวาซิงที่ตาบวมช้ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักรีบปลอบทันที เพียงแค่นางก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักเหมยฮวาแห่งนี้ เห็นสีหน้าเป็นห่วง แววตาอาทรเปี่ยมเมตตา หรือกระทั่งอ้อมแขนอันแสนอบอุ่นของว่านกุ้ยเฟยก็ทำให้นางร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้เสียแล้ว...

 

ความรู้สึกของคนที่มีมารดาคอยปกป้องก็คงเป็นอย่างนี้กระมัง...

ความรู้สึกที่นางเพิ่งเคยได้สัมผัส

 

แต่เพราะนางยิ่งร้องไห้ คนบางคนก็เลยยิ่งทำตัวไม่ถูกกว่าเดิม แล้วดูเหมือนเขาจะยิ่งโมโหกว่าเดิมด้วย สุดท้ายเขาก็ไปท้าตีท้าต่อยกับพี่สามที่มาดูนาง

“ไม่ต้องห่วง จากนี้ข้าจะดูแลเจ้าเอง...ต่อให้เป็นลูกเซียวก็รังแกฮวาซิงไม่ได้” ว่านกุ้ยเฟยให้คำมั่น รู้สึกสงสารและเอ็นดูหญิงสาวคนนี้มาก รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่วัดเกาเสียงแล้ว นางเลยต้องรีบไปทูลขอราชโองการให้เด็กคนนี้

 

ท่านหญิงเซียนเสียง...

เซียนเสียงจาก เซียนเสียง อวิ๋นจี๋...สิริมงคลนับอนันต์

 

อวยพรให้สตรีที่งดงามทระนงคนนี้มีแต่เรื่องดีๆ และความสุขในชีวิตนับจากนี้ไป...

 

“ถ้าน้องสามรังแกพี่ฮวาซิงก็บอกข้าได้ ข้าจะช่วยตีเขาให้ท่านเอง” เย่ซืออวิ๋นพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะหันไปเห็นสามีของตนถือขนมมายื่นให้ตาปริบๆ

 

มิใช่ว่าถิงอวี่ไปห้ามทัพน้องสามอยู่หรอกหรือ?

 

“เป็นห่วงกลัวเจ้าจะหิวเลยเอาขนมมาให้...แล้วก็...คิดถึงเจ้าด้วย” คุณชายหยกขาวเอ่ยคำหวานได้หน้าตาเฉย ด้วยท่าทีสง่างามอย่างที่สุดด้วย แต่ทุกคนล้วนพากันถอนหายใจแรงๆ ขนาดฉินฮวาซิงก็ยังอดอึ้งไม่ได้...

 

คุณชายลู่เพิ่งไปได้ไม่ถึงครึ่งเค่อด้วยซ้ำมิใช่หรืออย่างไร!

 

“พี่ฮวาซิงอย่าไปสนใจบุรุษคลั่งรักผู้นี้เลยเจ้าค่ะ” หยางฉิงบ่นงึมงำ 

“น้องฉิงมิต้องห่วง...ข้าว่าเย่เฟิงก็คงไม่แพ้ข้าหรอก ไว้เย่เฟิง ‘คลั่งรัก’ ขึ้นมาเมื่อไหร่ข้าจะรอดูน้องฉิงว่าเป็นอย่างไร” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ ส่วนหยางฉิงก็แก้มร้อนวาบ นางอ้าปากอย่างเถียงมิได้...

 

ฮึ่ม!

คอยดูเถิดนางจะให้พี่เฟิงจัดการเขา!

 

“เอาล่ะๆ ลู่ถิงอวี่...เจ้าไปที่สวนเถิด รับรองว่าข้าจะดูแลภรรยาเจ้าอย่างดีที่สุด มิให้หิวแม้แต่น้อย” ว่านกุ้ยเฟยเอ่ยอย่างหน่ายใจ โบกไม้โบกมือไล่ทันที

 

นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดฝ่าบาทและองค์ชายถึงได้หมั่นไส้ลู่ถิงอวี่นัก

ขนาดนางเองยังหมั่นไส้เขาเลย!

 

“เช่นนั้นกระหม่อมฝากซืออวิ๋นด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” ลู่ถิงอวี่ประสานมือคำนับยิ้มๆ ยิ้มหวานให้ภรรยาคนงามที่ทำตาใสอย่างน่ามองอยู่แล้วก็หมุนกายกลับไปนั่งชมฉากการต่อสู้ที่สวนต่อ

 

พวกเขามิได้ห้าม...ปล่อยให้เย่เซียวกับรุ่ยเอินทุบตีกันไป เพราะฉินไห่ฟงเองก็ถูกเนี่ยรุ่ยเอินสั่งให้อยู่นิ่งๆ เฉยๆ  

พวกเขาแค่ไปดูมิให้ข้าวของเสียหายจนตำหนักเหมยฮวาพังขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

.........

 

ภายในบ้านหลังใหญ่นอกเมืองฝูหยาง...ในห้องกว้างที่ไร้การตกแต่งใดๆ ร่างสูงหนึ่งไล้มือไปตามดาบงามในมือ คมดาบที่สะท้อนแสงไฟจนเห็นดวงตาเยียบเย็นของคนถือ...

“นายท่าน...เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าได้เลือกคนไว้จำนวนยี่สิบคนตามที่นายท่านสั่งแล้ว ยี่สิบคนนี้คัดมาอย่างดีที่สุดแล้วขอรับ”

“อืม”

“ละ...แล้ว...ก็ เกิดเรื่องที่...ที่จวนขอรับนายท่าน”

“แผนของท่านพ่อคงผิดพลาดไม่มีเหลือ ไม่ต้องสนใจ กำจัดสายลับในจวนไปถึงไหนแล้ว”

“เหลือไม่กี่คนแล้วขอรับ ที่เหลือยังไม่แน่ใจว่าเป็นสายลับจริงหรือไม่...ข้าน้อย...”

“ฆ่าให้หมด เหลือไว้แค่คนของเขาก็พอ” 

“ขอรับนายท่าน!”

“ที่เรือนคุณชายสามเป็นอย่างไร?”

“ไม่มีอันใดผิดปกติขอรับ นายท่านจะยกเลิกจับตาเรือนคุณชายสามหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้อง...จับตาดูต่อไป ยิ่งปกติเกินไปยิ่งน่าสงสัย ลูกชายข้าคนนี้นับวันยิ่งควบคุมยากขึ้นทุกที...ถ้าหากไม่กุมจุดอ่อนเขาไว้ เกรงว่าข้าอาจถูกย้อนแผนเอาได้”

“ทราบแล้วขอรับ”

“เรื่ององค์ชายใหญ่เล่า?”

“สายของเรารายงานมาว่า...องค์ชายใหญ่ไม่มีทีท่าสนใจกับจดหมายของนายท่านเลยขอรับ”

“ไม่เป็นไร...ในเมื่อเขาไม่สนใจเหยื่อที่ข้าหย่อนไว้ เช่นนั้นก็มีแต่ต้องกระตุ้นให้มากกว่านี้” ดูเหมือนจะใจเย็นและระแวดระวังกว่าที่คิดสินะ

 

เขากับบิดา ไม่สิคนทั้งสกุลกลับถูกภาพลักษณ์ใสซื่อ ไร้เดียงสานั่นหลอกมาได้หลายปีทีเดียว!

ฉลาดสมกับที่มีสายเลือดของข้าจริงๆ!

 

“ข้าไม่เชื่อ...ว่าเด็กคนนั้นจะอดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นได้ เจ้าให้คนนำกล่องนี้ส่งไปที่ตำหนักลั่วสุ่ยนอกวัง...อย่าให้ผู้ใดจับได้เป็นอันขาด หรือถ้าถูกจับได้ก็ให้ฆ่าตัวตายและทิ้งกล่องไว้”

“ขอรับนายท่าน”

 

ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่อยากรู้ใดๆ เลย...และถ้ายิ่งความจริงปรากฎตรงหน้า...

เจ้าจะเดินมาหาข้าด้วยตนเอง

 

“นายท่าน...นายท่านผู้เฒ่าส่งคนมาเร่งเร้าให้ท่านกลับจวน...เอ่อ...”

“กลับไปจัดการเรื่องราวที่พวกโง่เง่าไร้สมองนั่นก่อไว้น่ะรึ? หึ...ไม่จำเป็น ยามนี้สกุลฉินชื่อเสียงตกต่ำจนกู้อย่างไรก็มิอาจกอบกู้ได้แล้ว ข้าถึงต้องเปลี่ยนแผนการทั้งหมด...แต่ข้ายังมีสิ่งที่ต้องการอยู่เช่นกัน...”

 

สกุลฉินยังมีประโยชน์ และพวกคนโง่เง่าเหล่านั้นก็ยังพอทำประโยชน์ได้บ้างอยู่

 

ต่อให้ต้องเลือดเย็นกว่านี้ ไม่เลือกวิธีการยิ่งกว่านี้...ข้าก็จะฆ่าเจ้าให้ได้

เย่เทียนหลง!

 

………ต่อ…….

 

“ข้าเจ็บนะเจ้าหน้านิ่ง! โอ๊ย! นี่เจ้าจะช่วยข้าทำแผลหรือว่าช่วยข้าเพิ่มแผลกันแน่ฮึ!”

“เสี่ยวรุ่ย อย่าซน”

“อย่ามาทำหน้าดุข้านะ! ข้าไม่กลัวหน้านิ่งๆ ของเจ้าหรอก...อ้ะ เจ้ากัดข้าหาบิดาเจ้าหรือ!!”

เสียงโวยวายหงุดหงิดของเนี่ยรุ่ยเอินที่สู้รบปรบมือกับเย่เซียวเสร็จเรียบร้อย ได้กันคนละแผลสองแผลเล็กๆ องค์ชายสามนั้นโชคดียิ่งนักเพราะมีทั้งสาวงามเช่นท่านหญิงเซียนเสียงและพี่ใหญ่ช่วยทำดูแผลให้ แต่เนี่ยรุ่ยเอินนี่สิ...คนทำแผลที่ตอนแรกยังอ่อนโยนถูกคนซนกวนจนดึงข้อมือขาวผ่องมากัดจนเกิดเป็นรอยฟันแทน

 

มากกว่าแผลที่ไปสู้รบกับเย่เซียวมาเสียอีก

 

“ข้าว่านะ...พี่รุ่ยเอินน่ะจะลำบากเพราะปากตัวเองเข้าสักวัน” เย่หานส่ายหน้าอย่างระอา ดูเอาเถิดอยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบกล่าววาจาให้พี่ไฟ่หงหมดความอดทนทนอยู่ร่ำไป 

 

หึ...ถ้าเป็นเขานะ ไม่อดทนมาจนถึงทุกวันนี้หรอก...จัดการให้ดื้อไม่ได้ไปนานแล้ว

รวบหัวรวบหางให้เป็นของตัวเองนั้นดีที่สุดแล้ว!

 

“ข้าเห็นด้วย” เย่เฟิงโบกพัดในมือเบาๆ ขณะที่มือหนึ่งก็นวดปลายนิ้วให้หยางฉิงไปด้วย เพราะนางบอกว่าไปนวดให้เสด็จแม่ทั้งสองมาจนปวดนิ้วไปหมดแล้ว 

ยามนี้พวกเขานั่งสนทนากันในสวนของตำหนักเหมยฮวาเรียบร้อย สองคนที่เมื่อครู่เพิ่งต่อยตีกันโดยทำเอาวรยุทธ์ระดับสูงมาใช้บัดนี้ทำตัวเหมือนเด็กกันเสียแล้ว ขนาดน้องสามแผลเล็กน้อยยังทำราวกระดูกหักไปได้

“เจ็บ...” เย่เซียวเอ่ยกับสาวงามที่กำลังใช้ยาสมุนไพรในขวดเช็ดแผลเล็กๆ ให้เขาอย่างเบามือ อันไหนที่เป็นรอยช้ำนางก็เอายาไข่มุกวสันต์นวดคลึงให้เบาๆ ส่วนพี่ใหญ่น่ะแตะได้แผลเดียวเจ้าคนขี้หวงอย่างลู่ถิงอวี่ก็ดึงไปนั่งข้างตัวจัดการป้อนของกินปิดปากไปแล้ว

“เจ็บหรือเพคะ? ทรงอดทนอีกนิด...” ฉินฮวาซิงขมวดคิ้ว ดูตั้งอกตั้งใจและพยายามเบามือกว่าเดิม เย่เซียวยักคิ้วเล็กน้อย รู้สึกพอใจกับความเอาใจใส่ของนางยิ่งนัก เขาปรายตามองลู่ถิงอวี่แล้วยิ้มจาง

 

ถึงว่าสิถิงอวี่ถึงได้ชอบทำอะไรเช่นนี้...แผลแค่เล็กน้อยเจ้านั่นทำราวกับเป็นแผลสาหัส ให้พี่ใหญ่คอยเอาใจใส่ 

มันน่าพอใจและรู้สึกดีเช่นนี้นี่เอง

เสแสร้งบ้างบาทีก็ไม่เลวจริงๆ

 

“ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก เอาล่ะ พอแล้ว...นั่งนิ่งๆ ล่ะ” เย่เซียวกดไหล่บางนั่งลงใกล้ๆ ฉินฮวาซิงที่จะคัดค้านก็สู้แรงเขาไม่ได้ มือใหญ่เทยาไข่มุกวสันต์ออกมาเทใส่มือแล้วทาใต้ตาให้นางอย่างอ่อนโยน “ขอบตาเจ้าช้ำถึงเพียงนี้ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้จะบวม คอยดูเถิดไม่งามเอาแล้วจะมาร้องไห้อีก”

“หม่อมฉันไม่ร้องไห้ด้วยเรื่องแค่นี้หรอกเพคะ!” ท่านหญิงเซียนเสียงขึงตาใส่นักเลงโตที่คำพูดสวนทางกับการกระทำยิ่งนัก วาจาของเขาชวนโมโหแต่ปลายนิ้วที่ไล้ไปตามขอบตาของนางนั้นอ่อนโยนเหลือคณา 

“จริงหรือ? เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเหมือนจะมีคนร้องไห้กับอกข้าจนชุ่ม...”

ฉินฮวาซิงถลึงตาใส่คนชอบยียวนหาเรื่อง ร้องเรียกหากำลังเสริม “องค์ชายใหญ่เพคะ” 

“ฟาดเขาเลยพี่ฮวาซิง” เย่ซืออวิ๋นเคี้ยวขนมที่สามีป้อนให้เรียบร้อยก็เอ่ยทันที รู้สึกหมั่นไส้เจ้าน้องชายที่รังแกสามงามไม่หยุด น้องสี่ก็อีกคนกำลังรังแกเจิ้งปิน มีแต่น้องรองนี่ล่ะที่ชวนน้องฉิงกินขนมกันสองคน ส่วนพี่ไฟงก็กัดรุ่ยเอินจนแขนเนรอยฟันหมดแล้ว จากนั้นก็ถูกรุ่ยเอินทุบตีเอาแรงๆ

 

น้องชายกับพี่ชายของเขานี่เหตุใดจึงได้ร้ายกาจกันเช่นนี้นะ

เฮ้อ...ดีที่สามีของเขามิได้ร้ายกาจ

 

“อย่ามองข้าเช่นนั้น” ลู่ถิงอวี่เอ่ยกระซิบกับภรรยาเบาๆ ยามเห็นดวงตาคู่สวยจับจ้องมาที่ตน “ประเดี๋ยวข้าก็อดใจไม่ไหวจูบเจ้าที่นี่เสียหรอก”

“ข้ามองถิงอวี่อย่างไรหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงหน้าถาม ส่วนลู่ถิงอวี่ก็อมยิ้มกับความน่ารักของภรรยาตนเอง...ยังเป็นลูกแมวน้อยไม่เปลี่ยนจริงๆ

“มองแบบ...อยากให้จูบ อยากให้ทำมากกว่านั้น...” เสียงทุ้มพร่ากระซิบข้างใบหูขาว ใช้จังหวะที่ไม่มีใครเห็นขบเม้มปลายหูขาวแรงๆ หนึ่งที 

“ถิงอวี่!” เย่ซืออวิ๋นตีสามีเบาๆ ก่อนจะไม่สนใจคนขี้แกล้งแล้วหันไปสนใจคนอื่นแทน

“เสี่ยวฟางฟางเล่าเจ้าคะ?” หยางฉิงถามเนี่ยรุ่ยเอินกับฉินไห่ฟง 

“ฟางหนี่ว์กลับไปจวนสกุลฉินแล้ว” ฉินไห่ฟงเอ่ยตอบ น้องสาวคนที่สี่อ้างว่ากำลังจะแต่งงานออกไป นั่งศึกษาตำราของสตรีอยู่ในเรือนไม่ออกมาพบใคร แต่นิสัยอย่างฟางหนี่ว์น่ะหรือที่จะนั่งอ่านอะไรเช่นนั้น ป่านนี้นางคงกำลังบำรุงผิวพรรณ บำรุงผิวหน้าจนถ้าเจอกันอีกทีอาจผ่องใสจนเปล่งประกายก็ได้ “นางเป็นห่วงพวกเจ้าสองคน”

“ฟางฟางบอกให้พวกเจ้าสองคนบำรุงผิวพรรณให้ดีด้วย” เนี่ยรุ่ยเอินที่ถูกกัดจนแขนเป็นรอยฟันทั้งข้าง เลิกทุบตีและถีบฉินไห่ฟงแล้วเพราะมิเช่นนั้นแขนของเขาอีกข้างก็คงไม่ต่างกัน

 

เจ้าหน้านิ่งชอบกัดนี่!

ชาติก่อนเจ้าเป็นสุนัขหรืออย่างไรนะ!

 

“นางบอกว่าจะส่งสูตรยาสมุนไพรมาให้พวกเจ้าด้วย”

ฟังที่เนี่ยรุ่ยเอินบอกแล้วฉินฮวาซิงกับหยางฉิงก็หัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมๆ กัน...ดูเหมือนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเรื่องความงามก็ยังสำคัญเป็นอันดับหนึ่งสินะ

“ช่วงนี้เจ้าควรระวังตัวให้มากนะไห่ฟง” ลู่ถิงอวี่หันไปเอ่ยกับฉินไห่ฟง ในน้ำเสียงค่อนข้างเคร่งเครียด “รุ่ยเอินเองก็ด้วย ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าถูกกุมจุดอ่อนเอาไว้ ทางที่ดีก็อ้างว่างานยุ่งพักค้างอยู่ในวังไปเสียเลย”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า! เรื่องในยุทธภพ เรื่องในบ้านข้าต่อให้เป็นฉินเซ่าเจ๋อนั่นมีสัมพันธ์อันดีกับพรรคมารอื่นๆ ก็ทำอันใดข้าไม่ได้ เขากล้าแตะต้องคนในบ้านข้าก็เท่ากับหาเรื่องรับศึกสองทาง ถ้ากล้าแตะต้องเจ้าหน้านิ่งอีก...คราวนี้ข้าฆ่าเขาแน่ๆ!” เนี่ยรุ่ยเอินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

 

เจ้าหน้านิ่งเป็นคนกันเองของเขา ผู้ใดจะรังแกไม่ได้เป็นอันขาด ขนาดเย่เซียวจะมาต่อยตีเนี่ยรุ่ยเอินยังไม่ยอมเลย!

 

“เจ้าถนัดปกป้อง ‘คนกันเอง’ เก่งจริงๆ รุ่ยเอิน” ลู่ถิงอวี่เน้นคำว่าคนกันเองแล้วหันไปยิ้มให้ฉินไห่ฟง มิรู้ว่าไห่ฟงฟังคำนี้บ่อยๆ เข้าจะหมดความอดทนเอาวันไหน...

 

รุ่ยเอินน่ะรักและให้ความสำคัญกับไห่ฟงมาก แค่ยังไม่รู้ตัวว่ารักในแบบไหนเท่านั้นล่ะ

ซื่อบื้อจริงๆ!

 

“เพ้ย! รอยยิ้มเจ้าดูไม่น่าไว้ใจอย่างไรไม่รู้ อย่ายิ้มให้ข้าเป็นอันขาดเลยนะ!” เนี่ยรุ่ยเอินรู้สึกระแวงจนแทบจะไปนั่งตักฉินไห่ฟงอยู่แล้ว และคุณชายสามสกุลฉินก็ตีหน้านิ่งใช้แขนแกร่งรั้งเอวท่านประมุขน้อยไว้บนตักตนเอง พลางส่ายหน้าเบาๆ

“อย่าแกล้งเขา”

 

เข้าข้างกันดีจริงๆ

 

ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้า ไม่เสวนากับสองคนนี้แล้ว...รู้สึกว่าน่าปวดหัวจริงๆ 

“เห็นพวกเจ้าแล้วข้ารู้สึกว่าตนเองนี่ช่างเป็นสามีที่ดีจริงๆ เลย” คุณชายลู่รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ว่าตนเองนั้นช่างเป็นสามีที่ดีที่สุด

“ถิงอวี่ดีจริงๆ นั่นล่ะ” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองสามี พลางชมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าดีที่สุดเลย”

“อวิ๋นเองก็เป็นภรรยาที่แสนดีที่สุด เช่นนั้นพวกเราจึงเหมาะสมที่จะเคียงคู่กันอย่างไรเล่า” น้ำเสียงไพเราะนั้นเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ สองสามีภรรยาคู่นี้พลันทำให้ผู้อื่นรู้สึกหมดอารมณ์พลางทอดถอนหายใจอย่างระอาและกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย

 

พี่ใหญ่ของพวกเขาถูกลู่ถิงอวี่ทำให้เสียคนเสียแล้ว

ใกล้ชาดเปรอะแดง ใกล้หมึกเปื้อนดำชัดๆ!

เจ้าคุณชายหยกขาวที่ร้ายกาจจริงๆ!!

 

...........

 

หลังกินข้าวที่ตำหนักจิ้งหยางเสร็จเรียบร้อย เย่ซืออวิ๋นก็จับจูงมือสามีกลับมาจวนอัครเสนาบดี พอเข้ามาในจวนปุ๊บอันกงกงก็รีบเข้ามารายงานทันที

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องขึ้นที่ตำหนักลั่วสุ่ยพ่ะย่ะค่ะ”

“เกิดอันใดขึ้นหรือ?” เย่ซืออวิ๋นจูงมือลู่ถิงอวี่ไปนั่ง พลางรินน้ำชาให้สามีแล้วเอ่ยถามกงกงคนสนิทที่กำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

“มีคนร้ายบุกเข้าไปในตำหนักลั่วสุ่ยพ่ะย่ะค่ะ องครักษ์เห็นว่าเขาอันตรายและน่าสงสัยก็เลยจัดการไปแล้ว แต่หรงหวันพบว่าเขาถือกล่องบางอย่างมาด้วย เหมือนพยายามมาวางกล่องนั้นมากกว่าบุกมาเพื่อทำอย่างอื่นพ่ะย่ะค่ะ”

“นำกล่องนั้นมาให้ข้าดู” เย่ซืออวิ๋นขมวดคิ้วอย่างสงสัย...แม้จะเป็นตำหนักนอกวังแต่การคุ้มกันตำหนักลั่วสุ่ยนั้นเข้มงวดมาก มีองครักษ์ลับเมฆพลัดเปลี่ยนกันรักษาความปลอดภัยอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้นไม่น่าจะมีใครใจกล้าหาเรื่อง

 

นอกจากมีจุดประสงค์บางอย่าง

 

หรงหวันนำกล่องไม้สีดำสนิทยื่นให้เย่ซืออวิ๋น ก่อนจะรายงาน “กระหม่อมตรวจดูแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นขวดผลึกแก้วสองขวด...” องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ขมวดคิ้ว เพราะเขาตรวจของในกล่องนั่นเรียบร้อยแล้วก็พบว่ามันไม่ใช่ยาพิษ ไม่ใช่ของล้ำค่าอันใด...นอกจากขวดที่ใช้ใส่นั้นเป็นขวดผลึกแก้วใสราวอัญมณีที่ค่อนข้างหาได้ยากเท่านั้น

 

และนั่นทำให้องครักษ์ทุกคนระแวดระวังกันอย่างหนัก เพราะไม่เข้าใจเจตนาคนที่เสี่ยงชีวิตเข้ามาเพื่อทิ้งของชิ้นนี้

 

เย่ซืออวิ๋นชะงักมือที่กำลังจะเปิดกล่องนั้นทันที ดวงตาคู่สวยวูบไหวเล็กน้อย เพราะเขาพอจะนึกออกแล้วว่าของสิ่งนี้คืออะไร...

ลู่ถิงอวี่ขมวดคิ้วทันที ดวงตาดอกท้อที่มักจะอ่อนหวานนุ่มนวลดุจสายน้ำอยู่เสมอยามนี้เคร่งเครียด จิตสังหารเยียบเย็นวูบหนึ่งปรากฏขึ้นในดวงตาจนบรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที มือเรียวยื่นออกไปหยิบกล่องในมือของเย่ซืออวิ๋นมาถือไว้เอง ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มกับภรรยา...

“ให้ข้าเปิดดีกว่า...หรือถ้าหากอวิ๋นไม่สนใจข้าโยนทิ้งเลยก็ได้” ลู่ถิงอวี่มองกล่องไม้นั้นอย่างรังเกียจ

 

ฉินเซ่าเจ๋อ! แผนการแต่ละอย่างของเจ้าช่างโหดร้ายเสียจริง!

ฉินเมิ่งถนัดวางแผนมากมาย แต่ดูเหมือนฉินเซ่าเจ๋อจะถนัดที่สุดในการวางแผนเล่นกับจิตใจคน!

ทำให้สงสัย ทำให้อยากรู้อยากเห็น และขยี้หัวใจผู้คนอย่างทารุณ!

 

วิธีการช่างเลวร้ายจริงๆ! 

ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดท่านพ่อจึงไม่เลือกบุรุษผู้นี้...แผนการแต่ละอย่างของเขาชวนให้น่าขนลุกและอยากจะถามเสียจริงๆ ว่าคนผู้นี้ยังเป็นคนอยู่อีกหรือไม่!

 

“อืม...ถิงอวี่เปิดเถิด” เย่ซืออวิ๋นมือสั่นระริกเล็กน้อย มองขวดแก้วผลึกสีใสที่ข้างในบรรจุไว้ด้วยของเหลวสีแดงก่ำ...มันคือโลหิต

 

ขวดหนึ่งเป็นโลหิตที่ต่างสีกันเล็กน้อยผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว

อีกขวด...เป็นหยดโลหิตที่แยกจาก ไม่หลอมรวมกันจนดูคล้ายไข่มุกโลหิตสองเม็ด

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าขวดโลหิตเช่นนี้หมายถึงอันใด...ฉินเซ่าเจ๋อบอกเป็นนัยๆ ว่าเย่ซืออวิ๋นมิใช่สายเลือดสกุลเย่! มิใช่บุตรชายของฮ่องเต้เย่เทียนหลง!!

 

ถ้าหากว่าเมื่อก่อนตอนที่เย่ซืออวิ๋นยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด...ขวดแก้วของสองขวดนี้จะทำให้เขาอยากรู้และสงสัยเป็นอย่างมาก จนทำทุกวิถีทางเพื่อไขว้คว้าหาความจริง และหลงเดินเข้าไปสู่แผนการของอีกฝ่าย หรืออาจเป็นตัวหมากให้ถูกจับใช้เหมือนชาติที่แล้วอีก!

 

ตั้งใจจะบอกว่าตนเองต่างหากที่เป็นบิดาที่แท้จริงของเขาสินะ!

ตั้งใจจะให้เขาไปหา ตั้งใจจะให้มีตะกอนขุ่นในใจในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเสด็จพ่อและบรรดาน้องชาย รวมถึงลู่ถิงอวี่ด้วย!

 

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน...เย่ซืออวิ๋นรู้ความจริงทุกอย่างอยู่แล้ว เขาไม่ใช่สายเลือดสกุลเย่แล้วอย่างไร มันก็แค่สายเลือดเท่านั้น...ความผูกพันและสายสัมพันธ์ของพวกเขามิใช่จะถูกทำลายได้เพราะเรื่องเพียงแค่นี้

 

ก็แค่เป็นบิดาที่ทำให้ตนเกิดมาแล้วคิดว่าสำคัญนักหรือ?

 

บิดาที่แท้จริงนั้นสำหรับคนอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้...แต่สำหรับเย่ซืออวิ๋นแล้ว คือคนที่ปกป้องดูแลมาเสมอ เป็นขุนเขาตั้งตะหง่านคอยปกป้องภัยพาล สนับสนุนความคิด คอยชี้แนะ สั่งสอนอบรมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตักเตือนยามก้าวพลาดพลั้ง โอบกอดยามเศร้าเสียใจ...

คำว่ากตัญญูอันใดนั้นอย่าเอามาใช้กับเขาเลย...กี่คนแล้วที่ต้องถูกบีบบังคับเพื่อคำนั้น ถูกผู้ใหญ่เห็นแก่ตัวบางคนใช้คำนั้นมาทำลายอนาคต ในเมื่อไม่เคยให้ความรัก ไม่เคยให้ความผูกพัน ซ้ำยังวางแผนเพื่อให้เขาเกิดมาเป็นหมากของอำนาจ ก็อย่ามาทวงสิทธิ์ของบิดาเลย!

 

บิดาของเขาเย่ซืออวิ๋นไม่ว่าจะเมื่อไหร่...มีเพียงฮ่องเต้เย่เทียนหลงเท่านั้น!

 

เพล้ง! เพล้ง!

 

แค่เพียงพริบตาเย่ซืออวิ๋นก็เอาขวดสองขวดนั้นโยนลงพื้นแรงๆ จนมันแตกกระจาย หยดเลือดสีแดงก่ำนั้นถูกกรรมวิธีบางอยางทำให้มันแข็งตัวเป็นก้อนไม่เปรอะเปื้อน ดูราวไข่มุกโลหิตตกกระทบพื้น

“มิรู้ว่าจะส่งให้ข้ามาดูทำไม” ดวงตาคู่สวยหรี่ลง มองหยดเลือดบนพื้นนั้นอย่างรังเกียจ “ลำบากอันกงกงต้องให้คนมาทำความสะอาดแล้ว”

อันกงกงพยักหน้า รู้สึกดีใจยิ่งนักที่เรื่องนี้ทำให้องค์ชายของตนหวั่นไหวไม่ได้...และดูเหมือนจะทำให้องค์ชายไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้วเช่นกัน เขารีบเรียกสาวใช้มาทำความสะอาดเก็บเศษแก้วและเช็ดถูทันที

“ฮึ่ม! น่าโมโหจริงๆ!!” เย่ซืออวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้แรงๆ สีหน้าขัดใจอย่างที่สุด จนลู่ถิงอวี่ทนมองไม่ได้ ยื่นมือไปตบหลังมือภรรยาเบาๆ เกลี่ยหลังมือขาวผ่องราวจะช่วยบรรเทาความหงุดหงิดของภรรยา “ถิงอวี่! ข้าโมโหเขาจะแย่อยู่แล้ว ร้ายกาจยิ่งนัก!”

 

ถ้าเป็นตนเมื่อชาติก่อนล่ะก็รับรองว่าได้ทำเรื่องโง่ๆ ลงไปเป็นแน่

แต่ชาตินี้ไม่เหมือนกัน! นอกจากไม่ทำเรื่องโง่ๆ แล้วยังโกรธด้วย!

 

“ข้ารู้...คนดี อย่าโมโหเลยนะ ไม่ดีต่อสุขภาพ...เรื่องของคนน่ารังเกียจนั่นข้าจะจัดการให้เจ้าเอง อวิ๋นเด็กดี...ยิ้มเร็วเข้า เจ้าขมวดคิ้วเช่นนี้ข้าปวดใจเหลือเกิน” ลู่ถิงอวี่เคร่งเครียดเสียยิ่งกว่ายามดูม้วนฎีกาเสียอีก เขาผุดลุกขึ้นไปนักอยู่ที่พื้นข้างหนึ่งใกล้ๆ ภรรยา เอาศีรษะวางไว้บนตักนุ่มๆ แล้วคลอเคลียออดอ้อน 

 

ท่าทางเช่นนี้ทำเอาเย่ซืออวิ๋นที่กำลังโมโหพลันใจอ่อนยวบไปหมด...

ถิงอวี่จะน่ารักเกินไปแล้ว!

 

อันกงกงรีบโบกไม้โบกมือให้คนอื่นๆ ออกไป ส่วนตัวเองก็ออกไปด้วยเช่นกัน หันไปคุยกับซุนจี้ว่าควรเตรียมของว่างให้ไว้ทั้งสองคนดีหรือไม่? ตกลงกันไปมา สองผู้ดูแลจวนและตำหนักลั่วสุ่ยก็เดินเข้าไปบอกพ่อครัว ปล่อยให้สองสามีภรรยาเขาอยู่ด้วยกัน

กงกงใหญ่ดีใจจนใช้แขนเสื้อซับน้ำตา...โชคดีเหลือเกินที่องค์ชายปล่อยวางเรื่องในใจและไม่คิดสนใจเรื่องของสายเลือดนั่นแล้ว ดีใจที่องค์ชายของตนเติบใหญ่ได้อย่างสง่างามและชาญฉลาดเช่นนี้ รวมถึงมีคนดีๆ เคียงข้าง

 

นายหญิงท่านสบายใจได้เลยขอรับ...

คนเหล่านั้นไม่มีวันใช้ประโยชน์จากองค์ชายของพวกเราได้แน่ๆ...องค์ชายเสียอีกที่จะทำให้คนเหล่านั้นจดจำจนตาย!

 

“ถิงอวี่...พื้นเย็นนะ เจ้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงประเดี๋ยวก็ไม่สบายเอาอีกหรอก” เย่ซืออวิ๋นเอ่ย แต่มือก็ลูบเส้นผมของสามีที่คลอเคลียอยู่บนตักอย่างเพลิดเพลิน

“ข้าแค่อยากอ้อนเจ้าเท่านั้นเอง” ลู่ถิงอวี่เงยหน้าขึ้นมอง ช้อนดวงตาดอกท้อคู่สวยที่หวานฉ่ำมองภรรยา พลางคลี่รอยยิ้มหวานล้ำ...

 

กลยุทธ์ชายงามที่รู้ดีว่าอวิ๋นของตัวเองแพ้ทางเสมอ...และชายงามที่ว่านั่นก็ต้องเป็นเขาลู่ถิงอวี่คนเดียวด้วย

 

“อยากให้อวิ๋นสนใจแค่ข้า...เรื่องใดๆ ก็ไม่สำคัญเท่าข้ามิใช่หรือ?”

โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้เจ้าเสียใจ เรื่องที่ทำให้เจ้าหงุดหงิด...ไม่จำเป็นต้องไปสนใจมัน ถ้าเจ้าต้องการ...ต่อให้ต้องแลกกับอะไรข้าจะกำจัดเรื่องเหล่านั้นออกไปให้เจ้าเอง

เย่ซืออวิ๋นหัวเราะ ความไม่สบายใจถูกการอ้อนอย่างน่ามองของสามีปัดเป่าไปจนหมดสิ้น เขารู้สึกว่าถิงอวี่ของตนนั้นแสนดีแล้ว แต่ก็ยังแสนดีได้อีกในทุกๆ วันเลย...

“เรื่องของถิงอวี่ย่อมสำคัญสำหรับข้าที่สุด เจ้าลุกขึ้นมานั่งเถิด...นั่งบนพื้นเย็นๆ ข้าปวดใจจริงๆ นะ” เย่ซืออวิ๋นลูบเส้นผมของสามี ก่อนร่างกายจะสะดุ้งเฮือกยามต้นขาถูกริมฝีปากร้อนผ่าวกัดเอาเบาๆ แม้จะเป็นการกัดผ่านอาภรณ์เสื้อผ้าแต่ก็อุ่นชื้นและทำให้ร่างกายร้อนวาบ...

“ข้าจำได้ว่า...” ลู่ถิงอวี่ลุกขึ้นยืน เพียงพริบตาเดียวร่างของเย่ซืออวิ๋นก็ถูกอีกฝ่ายช้อนขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน “ภรรยาสัญญาเอาไว้...ว่าจะตามใจข้า และไม่ขอให้หยุด” 

เย่ซืออวิ๋นอ้าปากน้อยๆ หน้าแดงจัด ฟันขาวเม้มปากตัวเองไม่กล้าสบตาสามี หันไปซุกหน้ากับอกอุ่นๆ แทน ได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มๆ ของคนอุ้มและรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกอุ้มไปที่ไหนสักที่ “อวิ๋น...เจ้าขี้โกงแล้วนะ” ลู่ถิงอวี่เรียกหาความยุติธรรมให้ตนเองเมื่อเห็นภรรยาหูแดงหน้าแดงไปหมดแล้ว

“ข้าไม่ได้ขี้โกงสักหน่อย...แค่...เขินเจ้า...”

“ระหว่างเรามีอันใดต้องเขินอีกหรือคนดี?” ลู่ถิงอวี่อุ้มภรรยาคนงามมาในห้องนอนเรือนฝูซิง เดินผ่านไปยังสระน้ำเล็กๆ ภายในห้อง จากนั้นก็วางร่างของเย่ซืออวิ๋นไว้ริมสระ “ข้าจะทวงสัญญาแล้วนะ หืม?”

“กะ...ก็ ก็ทวงไปสิ” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองสามี ก่อนจะรีบเสหลบตาไม่กล้ามองหน้าถิงอวี่...เพราะยามนี้ถิงอวี่นั้นมีเสน่ห์เหลือเกิน เป็นเสน่ห์อันแสนเย้ายวนที่หลอกล่อให้คนลุ่มหลงจนมิอาจถอนตัว เขากลัวมองนานๆ แล้วจะเผลอให้ความร่วมมือกับสามีแล้วสุดท้ายต้องมานอนบนเตียงไปไหนไม่ได้ 

“ไม่ขอให้หยุด?” ลู่ถิงอวี่ทวงอย่างเจ้าเล่ห์ เสียงทุ้มไพเราะนั้นกระเส่าละลายใจคนฟัง มือข้างหนึ่งเชยคางเรียวขึ้น มืออีกข้างไล้ไปตามขาเรียวขาวผ่อง ความอุ่นของกำไลหยกอุ่นอรุณที่กระทบผิวกายไม่ได้ทำให้เย่ซืออวิ๋นอุ่นตาม...ร่างกายมันร้อนวาบไปหมด

“ไม่ขอให้หยุด...แน่นอน...อื้อ!” เย่ซืออวิ๋นพูดไม่ทันจบริมฝีปากก็ถูกทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อน มือซุกซนอุ่นๆ ของลู่ถิงอวี่เลื้อยผ่านเสื้อผ้าอาภรณ์เข้ามาสัมผัสผิวกายข้างใน เคล้นคลึงอย่างหยอกเย้ากระตุ้นอารมณ์ ปลายลิ้นร้อนนั้นไล้ชิมความหอมหวานอย่างนุ่มนวล ก่อนจะทวีความร้อนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ดูดดึงริมฝีปากของเย่ซืออวิ๋นแรงๆ ฟันคมขบย้ำๆ แล้วไล้ปลายลิ้นไปตามกลีบปาก จุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด... “ถิง...อือ...” 

“มองข้า อวิ๋นคนดี...สนใจแค่ข้า...” ลู่ถิงอวี่ผละจุมพิตร้อนๆ มาที่ซอกคอขาวผ่อง มือปลดสายคาดเอวออก ไล้ขึ้นไปดึงสาบเสื้อให้กว้างขึ้น อาภรณ์ที่หมิ่นเหม่บนร่างขาวผ่อง ดวงตาฉ่ำปรือ หอบหายใจเล็กน้อย...

 

ยั่วเย้ากระตุ้นอารมณ์...

ราวเทพเซียนตกสวรรค์ที่ถูกแต่งแต้มด้วยราคะ...ทว่าก็ยังบริสุทธิ์งดงาม

 

ดวงตาดอกท้อเข้มขึ้น ไล้ปลายลิ้นเลียริมฝีปากตนเอง ท่วงท่าเช่นนี้ทำให้เย่ซืออวิ๋นยิ่งหน้าร้อนวาบ ราวต้องมนต์สะกด จับใบหน้าหล่อเหลางดงามของสามีแล้วเป็นฝ่ายกดจูบลงไปแทน “ถิงอวี่...เจ้าช่างหล่อเหลางดงามยิ่งนัก”

“งามไม่เท่าเจ้าหรอกอวิ๋นคนดี” ลู่ถิงอวี่ยิ้มหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง “เจ้าเป็นภรรยาที่งดงามที่สุดในใต้หล้า...ความงามของเจ้าทำให้พันหมื่นบุปผาต้องมัวหมอง เพราะไม่อาจงดงามสู้เจ้าได้” วาจาของเขานั้นแว่วหวานยิ่งนักสวนทางกับมือและสัมผัสร้อนๆ ที่ไล้ไปตามผิวกายของเย่ซืออวิ๋น อาภรณ์ที่เย่ซืออวิ๋นสวมใส่ถูกดึงออกไปจนเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า...ผิวขาวดุจงาช้างนั้นล้อแสงไฟจนดูราวกับจะเปล่งประกายได้ ร่างถูกอุ้มมานั่งคร่อมอยู่บนตักของลู่ถิงอวี่ สะโพกนิ่มๆ ถูกมือเคล้นคลึงและบีบเบาๆ จนอดส่งเสียงครางพร่าออกมาไม่ได้

“อือ...จะ...จริงหรือ” ดวงตาคู่สวยฉ่ำปรือ ฟันขาวขบริมฝีปากแดงเพราะความเร่าร้อนที่ถูกสามีกระตุ้น

“แน่นอน” ลู่ถิงอวี่เอ่ยย้ำ ดูดดึงซอกคอขาวแรงๆ จนเกิดรอยแดงจ้ำๆ ปลายนิ้วไต่ไล้ไปตามแนวกระดูกสันหลังให้ร่างงามสะท้านเฮือก... 

“อะ...ถิง ถิงอวี่...ข้ามีเรื่อง...จะต้องบอกเจ้า...”

ลู่ถิงอวี่หัวเราะเบาๆ ดวงตาดอกท้อเร่าร้อน กระซิบข้างขมับชื้นเหงื่ออย่างเอ็นดู “ภรรยาที่รัก...ยามนี้เรื่องใดๆ ก็ไม่สำคัญหรอกนะ...”

เย่ซืออวิ๋นพยักหน้า หอบหายใจ ร่างกายบิดเร่าไปมาบนตักกว้าง เสียดสีกระตุ้นอารมณ์เจ้าของตัก ริมฝีปากแดงก่ำคลอเคลียที่ซอกคอของสามี ลมหายใจอุ่นๆ นั่นทำให้อารมณ์ของลู่ถิงอวี่โหมกระพือหนักขึ้น “อืม...ข้ารู้...อ้ะ”

และเขาก็รู้ดีด้วยว่าเหตุใดสามีถึงได้เร่าร้อนถึงเพียงนี้...แม้พวกเขาจะร่วมรักกันแทบจะทุกวัน แต่วันนี้ดูเหมือนถิงอวี่ของตนจะเร่าร้อนกว่าทุกวัน มิใช่เพราะแค่เรื่องที่เขาสัญญาไว้ว่าจะยอมให้รังแกจนไม่ขอให้หยุดแค่เรื่องเดียว แต่เพราะอีกฝ่ายห่วงความรู้สึกเขา...

 

ให้สนใจแค่ถิงอวี่ คิดถึงแค่ถิงอวี่...มีแค่ถิงอวี่คนเดียว

เป็นสามีที่แสนดีอย่างที่เขาพูดจริงๆ นั่นล่ะ

 

มือเรียวโอบรอบลำคอของลู่ถิงอวี่ไว้ ยกสะโพกขึ้นลงแล้วขยับไปมาเล็กน้อย ทำให้ดวงตาดอกท้อของลู่ถิงอวี่เข้มขึ้นกว่าเดิม วาววับเพราะความช่างยั่วของภรรยาคนงาม

 

ลูกแมวน้อยยั่วเก่งขึ้นทุกวัน!

 

“สามีคนดี เข้ามาลึกๆ...อือ...แรงๆ นะ”

 

คำพูดคำจาช่างยั่วเย้าให้ไม่ต้องลุกจากเตียงจริงๆ! 

ลู่ถิงอวี่กระชับเอวบางไว้แน่น ขบเม้มซอกคอขาวผ่องแรงๆ อย่างอดใจไม่อยู่ “ราตรีนี้ต่อให้เจ้าร้องขอให้หยุด...ข้าก็จะไม่หยุด!”

ถ้าไม่สั่งสอนลูกแมวช่างยั่วบ้าง ต่อไปเขานี่ล่ะจะลำบาก...ถ้าถูกยั่วบ่อยเข้าต่อให้ใจเย็นอย่างไรก็คลั่งได้!

องค์ชายใหญ่ที่บัดนี้กลายเป็นลูกแมวช่างยั่วเสียแล้วนั้นกรีดรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วไต่ไล้ที่หลังคอสามีรูปงามของตน “ไม่ร้องขอให้หยุดจริงๆ...แต่จะร้องขอให้ทำอีก...อ้ะ!”

เสียงของเย่ซืออวิ๋นกลายเป็นเสียงครางพร่าแว่วหวานน่าฟังทันที เพราะดูเหมือนคุณชายหยกขาวที่ลือกันว่าใจเย็นที่สุดจะทนความยั่วเย้าของภรรยาคนงามไม่ไหว จัดการรังแกภรรยาช่างยั่วจนได้ยินเสียงครางกระเส่าของทั้งคู่สอดประสานกันดังอยู่ในห้องอาบน้ำหลายชั่วยาม และเสียงนั้นก็มิได้หยุดลงแต่ย้ายมาที่ห้องนอนไปอีกหลายชั่วยาม...

 

จวบจนทิวามาเยือนก็ยังไม่หยุด...

 

เรื่องราวมากมายในหัวของเย่ซืออวิ๋นถูกทำให้เลือนหายไปหมด จดจ้องเพียงเรื่องของสามีตนและความเร่าร้อนอ่อนหวานจนแทบละลายที่อีกฝ่ายมอบให้ ความเครียดและความกังวลมากมายสลายหายไปหมด...และหลับลงไปโดยที่อยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นตระกองกอดไว้ราวจะคุ้มครองถึงในห้วงความฝัน

 

..........

 

ไม่น่าเลยจริงๆ!

 

เย่ซืออวิ๋นรู้สึกว่าเมื่อคืนเขาไม่น่าหาเรื่องทำให้ตนเองเดือดร้อนเลย...ไม่น่าไปให้ความร่วมมือกับถิงอวี่รังแกตัวเองเลย ดูสิเนี่ย...เขาต้องมาลำบากนอนอยู่บนเตียง เพราะร่างกายรู้สึกเพลียจนไม่อยากขยับไปไหน เมื่อวานกว่าจะได้นอนจริงๆ ก็เช้าแล้ว...ตื่นมาก็เห็นสามีคนดีที่รังแกตนเมื่อคืนนั่งยิ้มหวานอยู่ข้างๆ

 

ถิงอวี่น่ะพอเป็นเรื่องบนเตียงแล้วก็ดุดันจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนร่างกายอ่อนแอบอบบางเลยจริงๆ!

 

ท่านพ่อลู่จิงน่ะมักบอกเสมอว่านิสัยของถิงอวี่น่ะคล้ายเสด็จพ่อยิ่งนัก สงสัยเย่ซืออวิ๋นคงต้องไปถามท่านพ่อจริงๆ แล้วล่ะว่าเสด็จพ่อก็ร้ายกาจเช่นนี้หรือไม่!

แล้วก็หวังว่าน้องรอง น้องสาม น้องสี่จะไม่มีนิสัยเช่นนี้ไปด้วยหรอกนะ

มิเช่นนั้นบรรดาน้องสะใภ้ของตนอาจจะลำบากกันได้

 

“นี่เป็นยาบำรุงที่ข้าเคยให้หมอหลวงโจวจัดไว้ให้ ไม่ขมด้วย...มาดื่มเร็วอวิ๋น” ลู่ถิงอวี่ใช้ช้อนคนยาในมือไปด้วย บ่งบอกชัดว่าจะเป็นฝ่ายป้อนยาให้ภรรยาเอง ดวงตาดอกท้อคู่สวยดูจะเต็มไปด้วยความสุขเสียจนใครๆ ก็รู้สึกได้ 

“ไม่ขมแน่นะ?” เย่ซืออวิ๋นถาม ต่อให้โตกี่ปีๆ อย่างไรเขาก็เกลียดการดื่มยาขมๆ อยู่ดี แต่เขาเชื่อที่ถิงอวี่พูดอยู่แล้ว...สามีไม่แกล้งเขาหรอก

“ไม่ขมแน่นอน เจ้าไม่ต้องห่วง ฝ่าบาท เย่เฟิง เย่เซียว เย่หาน เคยให้สำนักหมอหลวงคิดค้นยาที่ไม่ขมเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ”

 

เหล่าน้องหวงพี่และบิดาหวงลูกมีหรือจะยอมทนเห็นองค์ชายใหญ่ดื่มยาขมๆ ได้

 

เรื่องนี้เคยทำให้หมอหลวงโจวโมโหมากจนผมชี้ เพราะเป็นการเพิ่มงานหนักให้สำนักหมอหลวง แต่ผู้ทรงอำนาจในวังหลวงต่างเอาแต่ใจและไม่สนใจ ทำอย่างไรก็ได้ให้มียาที่ไม่ขม...

 

เอาเถิดถ้าทำเพื่ออวิ๋นของเขา ลู่ถิงอวี่ย่อมเห็นด้วยทุกอย่างอยู่แล้ว

 

“ถิงอวี่ข้าคิดว่า...อ้ะ ไม่ขมจริงๆ ด้วยล่ะ” เย่ซืออวิ๋นทำตาวาวเมื่อยาที่ลู่ถิงอวี่ป้อนให้ตนนั้นไม่ขมเลย ราวดื่มน้ำชาเข้มๆ สักแก้วมากกว่าดื่มยา ลู่ถิงอวี่พยักหน้ายิ้มๆ

 

นี่คือความทุ่มเทของสำนักหมอหลวงจริงๆ

 

“เจ้าอยากจะสนทนากับฉินเซ่าเจ๋อใช่หรือไม่?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยขึ้นอย่างรู้ความต้องการของภรรยาอย่างดี...ในฐานะสามีแล้วย่อมต้องใส่ใจและรู้จักภรรยาราวรู้จักตนเอง ลู่ถิงอวี่มั่นใจว่าตนเป็นสามีที่ดีที่สุดคนหนึ่งในใต้หล้านี้

เย่ซืออวิ๋นไม่แปลกใจที่สามีรู้ใจ เขายิ้ม พยักหน้าหงึก อ้าปากดื่มยาช้อนแล้วช้อนเล่าอย่างว่าง่าย “ข้าไม่อยากให้เขาเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นอีก แม้ข้าจะไม่สนใจมันแล้วแต่ก็หงุดหงิดอยู่ดี อยากจะพูดคุยกับเขาให้จบๆ ไป อย่างไรเสียตอนนี้ข้ากับสกุลฉินก็มองหน้ากันไม่ติดอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรอีก”

 

หาเรื่องข้าแล้วคิดว่าข้าเป็นลูกพลับนิ่มให้รังแกได้ง่ายๆ หรืออย่างไรกัน!

ทำข้าโมโหพวกเจ้าก็ต้องรับผิดชอบ!

 

“แต่คิดว่ายิ่งคุยฉินเซ่าเจ๋อก็น่าจะยิ่งไร้เหตุผลมากขึ้น ดูจากความเลือดเย็นของเขาแล้วเขาไม่เชื่ออะไรนอกจากตนเองหรอก เพียงแต่...เรื่องนี้จะดีตรงที่เป้าหมายของเขาจะไม่ใช่อวิ๋นอีกแล้ว”

เมื่อฉินเซ่าเจ๋อและสกุลฉินรู้ว่าองค์ชายใหญ่รู้ความจริงทุกอย่าง และมิได้ใสซื่อรอเพียงเป็นตัวหมากให้ถูกควบคุม เป้าหมายจะเปลี่ยนไป ความปลอดภัยของซืออวิ๋นจะมีมากกว่าเดิม...หรือไม่ก็อาจไม่ปลอดภัยกว่าเดิม

 

เพราะนิสัยคนสกุลฉินแล้ว...สำหรับตัวหมากที่หมดประโยชน์แล้วนั้น

ย่อมต้องถูกกำจัด

 

“ในเมื่อเขาทำทุกอย่างให้ข้าอยากรู้ อยากเห็น อยากให้ข้าเป็นฝ่ายไปหาเขา เช่นนั้นข้าก็ให้เขามาหาข้าเองเองแล้วกัน...ตอนมาก็ให้คนไปกระจายข่าวให้ทั่วเมืองหลวงด้วย ข้าจะดูสิเขาจะทำอะไรได้” เย่ซืออวิ๋นเชิดหน้าขึ้น ส่งเสียงหึในลำคออย่างน่าเอ็นดูในสายตาของลู่ถิงอวี่

“ข้าอยู่ด้วยเขาจะทำอันใดอวิ๋นได้เล่า”

“ถิงอวี่มิไปทำงานหรอกหรือ?” เย่ซืออวิ๋นเอียงคอ “ห้ามโดดงานมาอยู่เป็นเพื่อนข้านะ ข้าจัดการได้”

“ไม่โดดงานหรอก เจ้าไม่ต้องห่วง ฝ่าบาทงดว่าราชการสามวันเพราะออกไปเมืองหยางเฉิงกับท่านพ่อ งานส่วนของข้าจัดการไปเกือบหมดแล้ว ถ้ามีอันใดเร่งด่วนเย่เฟิงกับไห่ฟงย่อมจัดการแทนได้”

 

ยิ่งช่วงนี้ไห่ฟงไม่กลับจวนสกุลฉินเพราะข้ออ้างงานหนักก็ยังพักอยู่ในวังหลวงด้วย

 

“ข้าจะปล่อยให้อวิ๋นต้องเจอคนร้ายกาจนั่นคนเดียวได้อย่างไรกัน ย่อมต้องอยู่เป็นเพื่อนเจ้าอยู่แล้ว...เด็กดี เจ้าเก่งมาก เอ้า...ผลึกดอกท้อ” เมื่อป้อนยาให้เย่ซืออวิ๋นเสร็จเรียบร้อยลู่ถิงอวี่ก็เอ่ยชม หยิบผลึกดอกท้อป้อนส่งถึงปาก มองกลีบปากแดงฉ่ำที่เมื่อคืนเขาพร่ำจูบขบกัดอยู่ไม่ขาดอย่างหลงใหล

 

สีแดงนั่นตัดกับนิ้วของเขาอย่างน่ามอง

 

“อันกงกงเอาเทียบเชิญของข้าไปจวนสกุลฉินที บอกว่าข้ามีเรื่องจะสนทนากับนายท่านสามสกุลฉิน เรียนเชิญมาเป็นแขกที่จวนอัครเสนาบดีสักวัน” เย่ซืออวิ๋นเอ่ยเรียกกงกงคนสนิทที่รอรับคำสั่งอยู่ด้านนอก ซึ่งอันกงกงก็รับบัญชาและจัดการไปที่จวนสกุลฉินด้วยตัวเอง

“เอาล่ะ...ยังพอมีเวลาให้เจ้าพักผ่อน นอนเอาแรงดีกว่านะอวิ๋น...ประเดี๋ยวเจ้าตื่นมาข้าจะให้พ่อครัวเตรียมของอร่อยที่เจ้าชอบไว้ให้”

“ถิงอวี่นอนกับข้านะ” เย่ซืออวิ๋นกะพริบตาอ้อน มือเรียวดึงมือสามีไว้แล้วดึงเบาๆ เข้าหาตัว ก่อนจะหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสายตาสามีเข้มขึ้นและรู้สึกว่าตัวเองพูดผิดไปเล็กน้อย “ข้าหมายถึง...นอนเป็นเพื่อนข้านะ”

ลู่ถิงอวี่ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู...หอมแก้มนุ่มๆ ฟอดใหญ่แล้วอุ้มภรรยาจากตั่งกุ้ยเฟยริมหน้าต่างไปยังเตียงนอน “ได้”

“ข้าชอบให้ถิงอวี่กอดข้าที่สุดเลย” เย่ซืออวิ๋นกอดเอวสามี เงยหน้าขึ้นทำตาใสกับคนที่นอนข้างๆ “ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”

“ข้าก็ชอบกอดอวิ๋นที่สุดเช่นกัน” ลู่ถิงอวี่เท้าแขนกับศีรษะ นอนตะแคงข้าง มือก็เกี่ยวพันเส้นไหมสีดำสนิทเล่น เส้นผมของพวกเขาทั้งคู่เองก็พันกันจนแยกแทบไม่ออก

 

สามีภรรยาร่วมผูกผม...ดุจยวนยางเคียงคู่ไม่ผันแปร

 

“ความจริงแล้ว...ข้ามีเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งอยากจะบอกเจ้า แต่คิดอยู่นานก็ไม่รู้ว่าควรบอกดีหรือไม่ อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว...” เย่ซืออวิ๋นถอนหายใจ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันราวคนคิดหนัก

 

เรื่องของเขาในชาติก่อน...

แต่ก็กลัวว่าการบอกเล่าเรื่องเหล่านี้อาจทำให้ลู่ถิงอวี่เสียใจ รู้จักกันมานานถึงเพียงนี้มีหรือเย่ซืออวิ๋นจะไม่รู้นิสัยสามีตนเอง...

 

“อวิ๋นคนดี...รู้หรือไม่ ต่อให้เรื่องราวจะมหัศจรรย์น่าเหลือเชื่อเพียงใด ขอเพียงเป็นวาจาที่เอ่ยออกมาจากปากของเจ้า ข้าลู่ถิงอวี่ย่อมเชื่อเสมอ”

 

คำพูดของเจ้า...ข้าไม่เคยปฏิเสธ

และเชื่อเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์เพียงใดก็ตาม

 

“ต่อให้เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเทพเซียนจากสวรรค์แปลงกายลงมาข้าก็เชื่อ” ลู่ถิงอวี่ไม่ลืมที่จะหาเรื่องชมภรรยาของตนอีกรอบ เย่ซืออวิ๋นยิ้มขำซุกหน้ากับอกของสามีแล้วคลอเคลียราวตนเป็นลูกแมวน้อย

 

ดีเหลือเกินที่ชาตินี้มีถิงอวี่อยู่ข้างๆ...ได้ครองรักกับถิงอวี่เช่นนี้

ไม่ว่าจะทำอันใดก็มีคนคอยสนับสนุน

มีเสด็จพ่อ เสด็จแม่ให้อ้อน มีน้องชายและมิตรสหายคอยเป็นห่วง มีอันกงกงที่และคนอื่นๆ คอยห่วงใย

 

ดังนั้นฉินเซ่าเจ๋อจะมาไม้ไหนข้าก็ไม่หวั่นเกรงหรอก...เจ้าเป็นบิดาข้าแค่สายเลือดเท่านั้นล่ะ อย่างอื่นข้าไม่สนใจ อย่าคิดว่าตัวเองจะสำคัญกับข้าขนาดนั้น

 

เจ้าสำคัญตัวตนผิดไปแล้ว!!

 

.........

 

“เชิญทางนี้ขอรับนายท่านสาม องค์ชายและคุณชายรอท่านอยู่ที่ศาลาริมสระแล้วขอรับ” ซุนจี้ที่ออกมารอรับฉินเซ่าเจ๋ออยู่หน้าจวนเอ่ยชวนด้วยสีหน้ายิ้มๆ สมกับเป็นพ่อบ้านผู้มากประสบการณ์ อีกทั้งซุนจี้ก็ยังเคยเจอฉินเซ่าเจ๋ออยู่บ่อยครั้งตั้งแต่สมัยที่นายท่านยังหนุ่ม

 

และรู้ดีว่านายท่านสามผู้นี้หลงรักนายท่านของตนเพียงใด

 

“ลู่ถิงอวี่ก็อยู่ด้วยเช่นนั้นรึ?” ฉินเซ่าเจ๋อแปลกใจ...ความจริงเขาแปลกใจตั้งแต่อันกงกงถือเทียบเชิญไปจวนสกุลฉินแล้ว เขาที่กลับมาจัดการเรื่องวุ่นวายในจวนต้องรามือจากเรื่องเหล่านั้นมาที่นี่โดยเร็ว

 

ไม่นึกว่าจะถูกเชิญมาที่นี่...อีกครั้งหนึ่ง

จวนอัครเสนาบดี

 

ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินตามซุนจี้ไป...ดูเหมือนการตกแต่งภายในจวนที่เขาคุ้นเคยเมื่อนานมาแล้วนั้นจะเปลี่ยนไปเกือบหมดจนที่นี่แทบจะกลายเป็นจวนที่เขาไม่รู้จักเสียแล้ว...

 

เมื่อก่อนยามที่ไปก่อเรื่องข้างนอกก็มักถูกลู่จิงลากกลับมาทำแผลที่นี่เสมอ

วัยเยาว์ที่งดงาม...

 

ฉินเซ่าเจ๋อขยับยิ้มมุมปากก่อนมันจะจางหายไปทันที ความอาวรณ์ที่ปรากฎขึ้นเสี้ยวหนึ่งในดวงตาถูกลบเลือนหายไปแทนที่ด้วยความเยียบเย็นและเรียบนิ่งอ่านยาก

“ลู่จิงเล่า?” แม้ลู่จิงจะเคยเอ่ยปากว่าอยากเลี้ยงน้ำชาเขาสักครั้ง ทว่าฉินเซ่าเจ๋อเองต่างหากที่ไม่อยากมาเจอหน้า...ลู่จิงเข้มแข็งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรและสามารถตัดใจปล่อยวางได้ไม่ยาก แต่เขาไม่ใช่...

 

ลู่จิงเป็นหนึ่งสิ่งที่เขายึดติดจนไม่อาจปล่อยวาง

และริษยาเย่เทียนหลงที่ได้ครอบครองหัวใจดวงนั้นจนไม่อาจเบ่งพื้นที่ให้ใครได้อีก!

 

“นายท่านออกไปทำธุระข้างนอกจวนขอรับ” ซุนจี้ตอบ แต่ไม่ได้ขยายความใด ฉินเซ่าเจ๋อเองก็รู้ดีว่าถ้าหากลู่จิงอยู่จวนเขาไม่มีทางได้รับเชิญมาที่นี่เป็นแน่

 

เย่เทียนหลงนั้นหวงลู่จิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

“ถึงแล้วขอรับ” ซุนจี้เดินนำทางมาถึงศาลากลางน้ำที่เย่ซืออวิ๋นและลู่ถิงอวี่นั่งเดินหมากกันอยู่ การเดินหมากที่คุณชายลู่ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมือหนึ่งในแว่นแคว้นพ่ายแพ้ไปหนึ่งกระดานแล้ว...เพราะเขาต่อให้เย่ซืออวิ๋นไปหลายแต้ม ซ้ำยังแทบจะเดินแทนเย่ซืออวิ๋นอยู่แล้ว

ฉินเซ่าเจ๋อมองบุรุษสองคนที่นั่งอยู่ศาลาริมสระ คนหนึ่งสวมชุดขาวสะอาดดูบริสุทธิ์สูงส่งสมฉายา...คุณชายหยกขาว ส่วนอีกคนสวมชุดแดงปักดิ้นเงิน...งดงามมีชีวิตชีวาดุจหงสามีชีวิต ทั่วหล้าต่างชื่นชมความงามขององค์ชายใหญ่แห่งต้าเซี่ย

 

หนึ่งขาว หนึ่งแดง

เหมาะสมราวสวรรค์สรรสร้าง

 

ยิ่งเห็นฉินเซ่าเจ๋อก็รู้สึกว่ายิ่งขัดนัยน์ตา...เพราะทั้งสองคนทำให้เขานึกถึงเย่เทียนหลงและลู่จิง สองคนนั้นก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แค่อยู่ด้วยกันไม่ต้องทำอะไรมากมาย...

 

คนอื่นๆ ก็ราวถูกกันออกมาภายนอก เพราะยามทั้งสองเคียงคู่กันนั้น...ราวโลกนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่เหมาะสมกัน!

น่ารังเกียจจริงๆ!

 

“อวิ๋น ห้ามวางหมากตรงนั้น...เจ้าต้องวางตรงนี้จะทำให้ยึดพื้นที่ตรงมุมของข้าได้” ลู่ถิงอวี่เอ่ยบอกอย่างไม่สนใจว่าตนจะแพ้ เห็นท่าทางครุ่นคิดจริงจังและหน้างยามคิดไม่ออกของภรรยาแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักน่ามองมาก

จมูกเล็กๆ ที่เชิดขึ้น คิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากแดงเบ้ไปมายามครุ่นคิดว่าจะวางหมากตรงไหนดี และรอยยิ้มยามเขาชี้บอกจุด

 

เหตุใดภรรยาของข้าลู่ถิงอวี่ถึงได้น่ามองไปทุกอากัปกริยาขนาดนี้กันนะ จะทำอะไรก็ล้วนดูดีไปเสียหมด

อวิ๋นต้องเป็นลูกรักของเทพเซียนเป็นแน่

 

“ถิงอวี่...ตาเจ้าเดินแล้วนะ อย่ามัวมองหน้าข้าสิ” เย่ซืออวิ๋นเงยหน้ามองคนที่กำลังนั่งเท้าคางมองเขาตาหวานอยู่ “ประเดี๋ยวก็แพ้อีกกระดานหรอก”

 

ได้ดินหมากชนะคุณชายหยกขาวเขานับว่าเย่ซืออวิ๋นสามารถอวดใครต่อใครได้แล้ว แม้ถิงอวี่จะต่อให้และแทบจะเดินแทนเขา แต่อย่างไรเสียเขาก็ชนะ

 

“แพ้เจ้าข้าย่อมยินยอม” ลู่ถิงอวี่หัวเราะ วางเม็ดหมากลงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะสะกิดหลังมือของเย่ซืออวิ๋นเพราะเห็นฉินเซ่าเจ๋อยืนมองอยู่สักพักแล้ว แววตาคมนั้นเยียบเย็นพอๆ กับบรรยากาศรอบตัวที่อึดอัดชวนให้คนหายใจไม่ออก

 

เป็นคนที่ไม่น่าอยู่ใกล้ๆ เลยจริงๆ 

 

ลู่ถิงอวี่คิดในใจก่อนจะจูงมือเย่ซืออวิ๋นลุกขึ้น “ท่านลุง...ไม่ได้เจอกันนานทีเดียว” เย่ซืออวิ๋นยิ้มทักทาย สีหน้าดูอิ่มเอิบมีความสุข ดวงตาก็เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับงดงาม

 

ไม่เหมือนที่ฉินเซ่าเจ๋อคิดไว้เลย

เขานึกว่าอีกฝ่ายจะร้อนใจและอยากรู้อยากเห็นมากกว่านี้เสียอีก ถึงขนาดให้คนไปเชิญเขามาถึงที่นี่...ใจเย็นเกินไปจริงๆ 

 

“กระหม่อมคิดว่าองค์ชายจะเปลี่ยนคำเรียกขานเสียอีกพ่ะย่ะค่ะ” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ยเสียงนิ่ง น้ำเสียงเย็นชาทว่าสื่อความนัย

 

เพราะขวดเลือดที่เขาส่งไปนั้น...ก็บ่งบอกชัดเจนโดยไม่ต้องใช้ตัวอักษรใดๆ ว่าองค์ชายใหญ่เย่ซืออวิ๋นมิได้เป็นบุตรชายของฮ่องเต้เย่เทียนหลง 

แต่เป็นบุตรชายของเขา...ฉินเซ่าเจ๋อ!

 

“ท่านลุงก็เป็นท่านลุงมิใช่หรือ?” เย่ซืออวิ๋นยิ้ม ดวงตาคู่สวยฉายชัดถึงความท้าทาย “เข้ามาในศาลาก่อนเถิด เราเตรียมน้ำชาไว้ต้อนรับแล้ว”

ฉินเซ่าเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินไปในศาลาริมสระที่ได้รับการดูแลและตกแต่งอย่างดี บรรยากาศจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้นั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนมาก คงเพราะเต็มไปด้วยความรักและความเอาใจใส่...

 

จน...น่าคลื่นไส้สะอิดสะเอียดจริงๆ!

 

“ได้ยินมาว่านายท่านสามมีฝีมือการเดินหมากที่ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ทราบว่าวันนี้ข้าลู่ถิงอวี่จะได้ชื่นชมฝีมือนั้นหรือไม่?” ลู่ถิงอวี่เอ่ยยิ้มๆ เก็บเม็ดหมากแยกขาวดำไว้เรียบร้อย ก่อนจะชวนฉินเซ่าเจ๋อเดินหมากด้วยกัน

“ได้” เขาเองก็อยากรู้นัก...ลูกชายของลู่จิงและศิษย์คนเดียวของเย่เทียนหลงจะเก่งกาจสมคำร่ำลือหรือไม่ เขาเคยเห็นลู่ถิงอวี่เป็นตัวแทนต้าเซี่ยเดินหมากในงานสมโภชแคว้น แต่เพราะคู่ต่อสู้ด้อยฝีมือเกินไปลู่ถิงอวี่เลยสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย...

“บิดาเจ้าและอาจารย์ของเจ้า เดินหมากไม่เคยชนะข้าสักครั้ง” ฉินเซ่าเจ๋อเอ่ย ส่วนลู่ถิงอวี่เลิกคิ้วก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลงสีหน้า

“เช่นนั้นก็คงน่าสนุกเพราะตั้งแต่ข้าสวมกวาน...ท่านพ่อและฝ่าบาทก็ไม่เคยเดินหมากชนะข้าเช่นกัน”

“ท่านลุงดื่มชาก่อน”

 

ท่านลุงสินะ...หึ

ต่อให้รู้ก็ยังไม่ยอมรับ?

 

“ในเมื่อองค์ชายชมชอบเรียกท่านลุงก็มิเป็นไรพ่ะย่ะค่ะ เพราะความจริงบางอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป”

 

ความจริงที่ว่าข้าเป็นบิดาเจ้า...

 

“ความจริงที่รู้กับความจริงที่หัวใจเชื่อนั้นต่างกัน...และข้าเองก็เชื่อในความจริงของหัวใจมากกว่าความจริงแท้ที่ท่านว่าเสียอีก”

 

เจ้าเป็นบิดาข้าแล้วอย่างไร ข้าไม่ยอมรับเสียอย่าง ผู้ใดจะทำไม!

 

“เช่นนั้นหรือ...” ฉินเซ่าเจ๋อเลิกคิ้ว ดูเหมือนการสนทนาครั้งนี้จะยากและไม่เป็นไปตามที่เขาคิดไว้เสียแล้วสิ องค์ชายใหญ่ที่ท่านพ่อเคยคิดว่าใสซื่อไร้เดียงสาและโง่เง่าดูจะรับมือได้ยาก...

เก็บซ่อนประกายและตัวตนจนมิดชิด ใช้ความใสซื่อโอนอ่อนว่าง่าย รวมถึงภาพลักษณ์ที่แสนงดงามสะดุดตานั้นกลบไว้...จนทุกคนลืมไปว่า...

 

นี่เป็นองค์ชายคนหนึ่งของราชวงศ์...

องค์ชายที่ได้รับการสั่งสอนจากอัครเสนาบดีและฮ่องเต้ที่เก่งกาจที่สุด

 

แล้วจะกลายเป็นคนโง่ ไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราวไปได้อย่างไรกัน!!

 

“ก่อนจะสนทนากันต่อ...กระหม่อมได้ตกลงไว้แล้ว ว่าถ้าหากองค์ชายมาพบกระหม่อม หรือกระหม่อมมาพบองค์ชายเองจะบอกเรื่องหนึ่งกับพระองค์...” ดวงตาคมกริบของฉินเซ่าเจ๋อหรี่ลง เรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงทำให้เด็กคนนี้สนใจและให้ความสำคัญขนาดนั้น แม้ทำเหมือนถามผ่านๆ แต่แววตากลับวาดหวังรอคำตอบ จนทำให้เขาเสาะหา...

 

เพราะคิดว่านี่อาจเป็นกุญแจสำคัญ...

 

“ภาพวาดดาบที่พระองค์เคยถามกระหม่อมไว้...” ยามที่พูดถึงเรื่องดาบนั้น ดวงตาของฉินเซ่าเจ๋อสังเกตเห็นความอ่อนไหวและความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายซุกซ่อนไว้ไม่มิด รวมถึงมือที่สั่นเทาจนลู่ถิงอวี่ต้องยื่นมือไปกอบกุมมือเอาไว้ราวปลอบโยน

 

เหอะ....ช่างใส่ใจกันจนน่ารำคาญสายตาจริงๆ!

 

“ดาบเล่มนั้นแม้กระหม่อมจะไม่เคยเห็นของจริงมา...ทว่าเคยเห็นภาพวาดที่เหมือนกันราวพิมพ์เดียว” ฉินเซ่าเจ๋อเจตนาทอดน้ำเสียงเชื่องช้า กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน ยิ่งเห็นแววตาสั่นไหวสั่นผวาและราวกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างของเย่ซืออวิ๋นเขาก็กระตุกยิ้มเย็น

“อวิ๋น...” ลู่ถิงอวี่เอ่ยเบาๆ กุมมือขาวที่กำลังสั่นเทาไว้แน่น เขาไม่รู้ว่าเหตุใดซืออวิ๋นถึงได้สั่นเทาราวหวาดกลัวอะไรสักอย่างได้ขนาดนี้ แต่ก็ไม่อยากเห็นคนที่ตนรักถนอมเป็นเช่นนี้ แทบจะดึงร่างภรรยามากอดไว้บนตักและปลอบโยน ยิ่งเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ พยายามฝืนยิ้มอย่างเข้มแข็งก็ยิ่งปวดใจ...

 

นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยถาม...และไม่เคยอยากคิดถาม

ต่อให้สงสัยเพียงใดก็ไม่อยากรู้...เพราะซืออวิ๋นให้สัญญาแล้วว่าจะเล่าให้เขาฟังในสักวันหนึ่ง

เขาสามารถรอได้...แต่ทนเห็นน้ำตาของอวิ๋นไม่ได้!

 

ดวงตาดอกท้อเยียบเย็นจนราวกับจะทำให้บรรยากาศเป็นน้ำแข็งจับจ้องฉินเซ่าเจ๋อเขม็ง...แววตาที่เหมือนเย่เทียนหลงทว่าดวงตาดอกท้อคล้ายลู่จิงทำให้ฉินเซ่าเจ๋อไม่สบอารมณ์กว่าเดิม เขาเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาแฝงแววเยาะหยัน และทำให้ดวงตาของเย่ซืออวิ๋นเบิกกว้างขึ้นทันที...

“ดาบของปฐมกษัตริย์แห่งต้าเซี่ยที่ถูกเก็บไว้ในหอบรรพชนของราชวงศ์เย่อย่างไรเล่า!”

 

………..

 

 

เป็นครึ่งหลังที่ยาวเลยค่ะ…แฮ่ม…พี่ลู่ก็ยังขยันอวยภรรยาเหลือเกิน คิดว่าต่อให้น้องอวิ๋นนั่งหายใจเล่นๆ พี่ลู่ก็สรรหาเรื่องมาอวยได้ แถมอวยตัวเองเก่งที่หนึ่ง อ้อนภรรยาเก่งที่หนึ่งด้วยคนนี้ แล้วก็เหมือนอาจารย์คนสอนตรงที่…หาเรื่องกินคนรักเก่งมากกก ฉากเซอร์วิสเล็กๆ ไม่เยอะไปเพราะเดี๋ยวถูกแบนเอา 555 คนอื่นๆ เองก็เริ่มถูกนักเลงโตแย่งสาวกระตุ้นเอา ไม่อยากโสดกันแล้ว…น้องรองนี่เดี๋ยวไม่นานก็ได้ไปนั่งขิงกับพี่ลู่ น้องสาม…แค่กๆ รายนี้เลิกแกล้งแหย่สาวแล้วให้ผ่านแม่ตัวเองก่อนค่ะ น้องสี่ แฮ่ม…คนนี้น่ะนะเหลือแค่แต่งแล้วค่ะ 555 เขาร้ายๆ แลยแหละ ส่วนพี่ไห่…พี่ไห่ที่ยังติดอยู่ในคนกันเองโซน ทั้งๆ ที่น้องรุ่ยเอินก็รักและหวงพี่จนออกนอกหน้า แต่ยังไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเสี่ยวรุ่ยจะรู้ตัวหรือพี่ไห่จะหมดความอดทนก่อนกัน ^_^

ส่วนปมหลักของเรื่องกำลังจะค่อยๆ เริ่มคลายทีละนิด(?) แล้วนะคะ ^^ อ้ะ…ตอนหน้าอาจจะหม่นๆ เล็กน้อย ด้วยค่ะ เชื่อสิคะว่าหลายคนมีคำตอบในใจแล้ว…^^

เมื่อวานต้องขอโทษจริงๆ น้าาาา เรารีบๆ วุ่นๆ ทั้งวันเลยค่ะ มาเร็วไปเร็วมาก 555 ช่วงนี้ก็จะวุ่นๆ แต่เมื่อวานฉุกละหุกเกินไปจริงๆ ค่ะ…ช่วงนี้เหมือนอากาศจะร้อนขึ้น ทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองน้าาา อย่าลืมพักผ่อนกันเยอะๆ ดูแลตัวเองกันดีๆ ระวังอย่าให้ป่วยกันน้าาาา

 

สำหรับวันนี้…ฝันดีและราตรีสวัสดิ์นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.05K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,299 ความคิดเห็น

  1. #4148 Lucky-Puppy (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 21:10
    จริงๆสามีหนูร้ายมากนะลูก
    #4,148
    0
  2. #3935 iiiiiiiiimee (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 22 มีนาคม 2564 / 23:08
    ฉันหลุดขำแรงมากตอนองค์ชายใหญ่บอก ดีนะสามีข้ามิได้ร้ายกาจ 555555555
    #3,935
    0
  3. #3881 HYUNPARK (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 มีนาคม 2564 / 02:49
    สำหรับเรื่องนี้แล้ว ชอบที่สุดก็ตอนที่เจ้าตัวน้อยอยู่ใกล้ชิดกับเสด็จพ่อ ออดอ้อนเสด็จพ่อที่สุดแล้ว และนั่นแสดงให้เห็นจริงๆว่าสายเลือดอะไรที่ว่านั่นไม่สำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย ความผูกพันธ์ความรักและความหวังดีต่างหากที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด สำหรับซืออวิ๋นคงไม่มีใครดีไปกว่าเสด็จพ่อที่เป็นฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ยแล้ว และใช่ค่ะอยากจะทุบคนแซ่ลู่ผู้นั้นเสียเหลือเกิน ลู่ถิงอวี่คนนั้นน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก และจะให้เจ็บที่สุดคือต้องโดนเจ้าตัวน้อยของเสด็จพ่อทุบซะให้เข็ดเสียบ้าง!
    #3,881
    0
  4. #3563 BONGBONGBONG (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:13
    ถ้าตัดคำพูดที่พี่ลู่อวยน้องอวิ๋น นิยายเรื่องนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วเลยค่ะ 555555

    แต่แบบ......มันต้องอวยสิ!!! ก็ภรรยาเขาดีที่หนึ่งอะ
    #3,563
    0
  5. #3103 mee_pa (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:18
    แต่ก็เป็นเรื่องชาติก่อนอะนะ ตอนนั้นไม่ได้รักผูกพันกันเหมือนชาตินี้ ผลเกิดจากเหตุ อวิ๋นคงทำใจได้อยู่แล้ว
    #3,103
    0
  6. #3102 mnbvcxz (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:08
    หะหะหะเห้ยย เห้ยเห้ย รอนะคะ แง
    #3,102
    0
  7. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:17
    คนที่่พี่ลู่จะเรียกว่า'ท่าน'ในราชวงศ์ ก็มีแต่ฮ่องเต้แล้วนะ
    #3,099
    0
  8. #3098 PP2545 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:17
    รออออออออออออ
    #3,098
    0
  9. #3097 khunsom08 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:50
    จะทำไรนะ
    #3,097
    0
  10. #3096 PeRdIx (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:55
    ลุงฉินขี้อิจฉาจริงไ
    #3,096
    0
  11. #3094 ฟอร์รี่ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:17

    รอออออ
    #3,094
    0
  12. #3093 Bow_01 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:21
    ดุเดือดซะจริง!!!
    #3,093
    0
  13. #3092 Frizzy G (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:50
    หวังว่า เย่ซืออวิ้นจะเตรียมใจไว้เเล้ว...
    #3,092
    0
  14. #3091 Frizzy G (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:48

    ตอนเเทงเสร็จเรียกว่า ซืออวิ้น
    คงเป็นคนสนิท มีอำนาจ มากพอ เราคิดว่าเป็น ฮ่องเต้ เเต่เป็นใครก็เจ็บอยู่ดี ค้างมากก
    #3,091
    0
  15. #3090 kikkpstpk (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:03
    ถ้าเป็นคนที่เราคิดไว้จริงๆก็คือเตรียมผ้าชับน้ำตารอเลย
    #3,090
    0
  16. #3089 Pugkard Piyamaporn (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:07
    คือก็มีคนที่คิดในใจแล้วแต่ก็กลัวไม่ถูก5555555 สู้ๆทุกคนผ่านมาม่าให้ได้! รอค่าาาา
    #3,089
    0
  17. #3088 MarkBam2324 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:58
    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคิดไว้เสมอว่า
    ชาติก่อนกับชาตินี้ไม่เหมือนกันนะลูก ชาตินี้มีแต่คนรักหนูหลงหนู พร้อมจะอยู่เคียงข้างกหนูนะลูกก กอดดด❤️
    #3,088
    0
  18. #3087 iiวมlwรน้oe (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:32
    รู้มั้ยว่าจะเป็นใครในราชวงศ์นี่ก็ไม่แปลกใจซักคน ตอนนั้นน้องกำลังจะเป็นส่วนนึงของกบฎ มันไม่ยากเลย จริง ๆ คิดว่าเป็นถิงอวี่ด้วยซ้ำเพราะหน้าที่ แต่ว่าตอนฝันชาติที่แล้วคุณเขามาเห็นน้องจมกองเลือดเสียใจก็คิดว่าไม่น่าใช่ละ ถ้าเป็นคนทำก็ไม่น่าจะมาเป็นน้องจมกองเลือด
    #3,087
    0
  19. #3086 The Sky 9096 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:01
    ฮ่องเต้เป็นคนแทงแล้วอุ้มอวิ๋นไปให้พี่ลู่แน่ๆ สิ่งสุดท้ายที่คนเป็นพ่อจำเป็นต้องทำเพื่อบ้านเมืองและลูกที่หลงผิด
    #3,086
    0
  20. #3085 JKhottest0115 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:23
    ไม่ใช่หรอกม้าง ชุ้นว่ามีคนแอบไปเอาดาบมาแทงมากกว่า
    #3,085
    0
  21. #3084 dayit-123 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:18
    มาทางไหนกลับทางนั้นเลยลุง
    #3,084
    0
  22. #3083 Kornravee Kunathom (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:45
    ฟาดมันกลับไปลูก เอาให้มันกระอักเลือดเลย แง่งงงงงง
    #3,083
    0
  23. #3082 p_ice (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:15

    ก็ไม่ได้เกินกว่าที่คาดไว้ แต่ก็เสียใจอยู่ดี ... ใจแม่อะ งืออออ ลูกอย่าร้องงงง
    #3,082
    0
  24. #3081 Fullfii (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 03:32
    รู้แล้วอย่างไร? คงโกรธตัวเองในชาติก่อนและสกุลฉินมากกว่าเดิมแน่ๆอะ อาจจะมีอารมเสียใจบ้างแต่คิดว่าสัมมิ้น้องเอาอยู่ ผ่านมันไปให้ได้นะเจ้าตัวน้อย
    #3,081
    0
  25. #3079 Shomei (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:50
    ทำใจไว้แล้วแหละค่ะ ฮือออ.กุมใจ
    #3,079
    0